“วิสาหกิจชุมชนการท่องเที่ยวเชิงเกษตรบ้านม่วงคำ”ยกระดับความยั่งยืนสู่ชุมชน | เดลินิวส์

“วิสาหกิจชุมชนการท่องเที่ยวเชิงเกษตรบ้านม่วงคำ”ยกระดับความยั่งยืนสู่ชุมชน-|-เดลินิวส์

นางสุจารีย์ พิชา ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 1 เชียงใหม่ (สศท.1) จากการลงพื้นที่วิสาหกิจชุมชนการท่องเที่ยวเชิงเกษตรบ้านม่วงคำ เพื่อศึกษารูปแบบและจัดทำแนวทางการพัฒนาเกษตรอินทรีย์เพื่อการท่องเที่ยวเชิงเกษตร ของนางณัฎฐ์จรรษ์ ไชยราษฎร์ ประธานวิสาหกิจฯ พบว่า บ้านม่วงคำเป็นชุมชนเก่าแก่กว่า 200 ปี มีรากฐานการทำเกษตรแบบดั้งเดิมและวัฒนธรรมที่เข้มแข็ง โดยในปี 2550 ได้เริ่มต้นทำฟาร์มวนเกษตรและก่อตั้งโป่งแยงฟาร์ม และต่อยอดสู่การท่องเที่ยวเชิงเกษตรร่วมกับชุมชน ก่อนจดทะเบียนเป็นวิสาหกิจชุมชนอย่างเป็นทางการในปี 2562 ปัจจุบันวิสาหกิจฯ มีสมาชิก 30 ราย พื้นที่ทำเกษตรอินทรีย์แบบผสมผสานรวมกว่า 30 ไร่ผลิตพืชผักและไม้ผล เช่น คะน้า เคล มะเขือเทศ แมคคาเดเมีย และอะโวคาโด ผ่านการรับรองมาตรฐานเกษตรอินทรีย์แบบมีส่วนร่วม (PGS)

ด้านสถานการณ์ผลิตและตลาดสินค้าอินทรีย์ของวิสาหกิจฯ พบว่า เกษตรกรจะปลูกไม้ผลและพืชผักอินทรีย์สับเปลี่ยนหมุนเวียนตลอดปี ทำให้มีผลผลิตออกสู่ตลาดทุกเดือนประมาณ 2,000 กิโลกรัม/เดือน ราคาจำหน่ายอยู่ระหว่าง 50 – 100 บาท/กิโลกรัม สำหรับช่องทางการจำหน่ายสินค้า แบ่งเป็น ธุรกิจโรงแรมและร้านอาหารในพื้นที่ ร้อยละ 30 , ลูกค้าประจำทั้งขายปลีกขายส่ง ร้อยละ 40 , การออกบูธ ร้อยละ 15 และนำไปประกอบอาหารให้กับนักท่องเที่ยว ร้อยละ 15 ซึ่งจากการผลิตและจำหน่ายสินค้าเกษตรอินทรีย์ทำให้เกษตรกรสมาชิกมีรายได้เฉลี่ย 13,000 บาท/เดือน

วิสาหกิจฯ ดำเนินกิจกรรมตามแนวทางการพัฒนาเกษตรอินทรีย์ โดยพัฒนาพื้นที่เป็นโฮมสเตย์ที่ได้รับมาตรฐานโฮมสเตย์อาเซียน (ASEAN Homestay Standard) โดยส่งเสริมการท่องเที่ยวแบบมีส่วนร่วม สร้างรายได้ให้คนในชุมชนผ่านการถ่ายทอดวิถีชีวิต วัฒนธรรม และองค์ความรู้ด้านการเกษตร การท่องเที่ยวในพื้นที่ดำเนินตามแนวคิด “การท่องเที่ยวแบบคาร์บอนต่ำ (Low Carbon Travel)  และ Zero Waste” โดยเน้นลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและขยะให้เหลือน้อยที่สุด หรือเป็นศูนย์ เช่น การท่องเที่ยวโดยใช้รถโดยสารของชุมชน การรับประทานอาหารจากผลผลิตอินทรีย์ การใช้พลังงานสะอาดในที่พัก และการแปรรูปของเสียจากอาหารเป็นปุ๋ยหมัก โดยมีโป่งแยงฟาร์มเป็นศูนย์กลางกิจกรรมและแหล่งเรียนรู้ด้านวนเกษตรอินทรีย์

สำหรับโปรแกรมการท่องเที่ยวมี 2 รูปแบบ ได้แก่ โปรแกรมครึ่งวัน ราคา 750 บาท/ราย และโปรแกรม 2 วัน 1 คืน ราคา 1,800 บาท/ราย นักท่องเที่ยวจะได้ร่วมกิจกรรม Workshop และการถ่ายทอดความรู้ อาทิ ชมแปลงผักอินทรีย์ ชมศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง ร่วมทำอาหารจากผลผลิตอินทรีย์ ร้อยสร้อยจากลูกแมคคาเดเมีย จักสาน และทำเทียนไหว้พระจากขี้ผึ้งธรรมชาติ ซึ่งในแต่ละปีมีนักท่องเที่ยวประมาณ 2,000 คน เข้าร่วมกิจกรรม เรียนรู้วิถีเกษตรอินทรีย์ แวะเที่ยวคาเฟ่ หรือ แวะพักที่โฮมสเตย์ในช่วงที่มีการจัดงานคอนเสิร์ต ทั้งนี้ รายได้รวมจากการผลิตและจำหน่ายสินค้าเกษตรอินทรีย์ การท่องเที่ยววิถีเกษตร รวมถึงการจ้างงานในชุมชน สามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจในชุมชนไม่ต่ำกว่า 6.1 ล้านบาท/ปี

อย่างไรก็ตาม เพื่อให้เกิดการพัฒนาอย่างยั่งยืน ควรมีการประชาสัมพันธ์อย่างต่อเนื่อง โดยใช้ Soft Power และ Storytelling ถ่ายทอดอัตลักษณ์ชุมชนผ่านช่องทางต่าง ๆ พร้อมทั้งเชื่อมโยงกับแนวทางการส่งเสริมการท่องเที่ยวของ ททท. ที่มุ่งสร้างประสบการณ์ท่องเที่ยวเชิงคุณค่าและความยั่งยืน แนวทางดังกล่าวจะช่วยเปิดโอกาสทางเศรษฐกิจ ยกระดับรายได้ให้เกษตรกรและชุมชน พร้อมทั้งรักษาสมดุลของธรรมชาติและวิถีชีวิตท้องถิ่นอย่างยั่งยืนสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่นางณัฎฐ์จรรษ์ ไชยราษฎร์ ประธานวิสาหกิจชุมชนการท่องเที่ยวเชิงเกษตรบ้านม่วงคำ โทร 09 5691 0707 Facebook : Muang Kham Zero Waste และ Pong Yang Farm หรือ สอบถามข้อมูลผลการศึกษา ได้ที่ สศท.1 โทร 053 121 318 หรืออีเมล [email protected]     

———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5159360/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1McOP1kbfnfrCeSUPf7yvh