ไทยถอดบทเรียนเศรษฐกิจ 35 ปี 1991-2026 จาก ‘เสือตัวที่ 5’ โตไว แต่ไร้เสถียรภาพ สู่ยุคใหม่มุ่งลงทุนสู่อุตสาหกรรมอนาคต

ไทยถอดบทเรียนเศรษฐกิจ-35-ปี-1991-2026-จาก-‘เสือตัวที่-5’-โตไว-แต่ไร้เสถียรภาพ-สู่ยุคใหม่มุ่งลงทุนสู่อุตสาหกรรมอนาคต

เป็นเวลา 35 ปีหลังจากประเทศไทยเป็นเจ้าภาพการประชุมประจำปี IMF-World Bank ครั้งก่อนในปี พ.ศ. 2534 เศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญโจทย์ที่ต่างออกไป จากเดิมที่ต้องเร่งเปลี่ยนประเทศเกษตรกรรมให้เป็นฐานการผลิตของภูมิภาค วันนี้ไทยต้องหาทางยกระดับผลิตภาพ ท่ามกลางความท้าทายนานัปการ ทั้งการเข้าสังคมสูงวัย การแข่งขันดึงดูดเงินลงทุน และการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีที่รวดเร็วขึ้น

ในการเสวนา ‘Bangkok 1991-2026: Thailand’s Path to Resilient, Inclusive Growth’ ว่าด้วยทิศทางเศรษฐกิจไทยท่ามกลางการเปลี่ยนผ่านเชิงโครงสร้าง ในการประชุม IMF-World Bank Annual Meetings 2026 ผู้ร่วมเสวนาสะท้อนภาพร่วมกันว่า แม้ไทยจะมีบทเรียนจากวิกฤติต้มยำกุ้งปี 2540 และพัฒนาระบบการเงินให้แข็งแกร่งขึ้น แต่การเติบโตทางเศรษฐกิจที่ชะลอลงต่อเนื่องแสดงให้เห็นว่า การรักษาเสถียรภาพเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ หากไทยต้องการกลับมาเติบโตได้มากกว่าที่เป็นอยู่

โจทย์สำคัญจึงอยู่ที่การเปลี่ยนโอกาสจากการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) เทคโนโลยี และการปรับโครงสร้างห่วงโซ่อุปทานโลก ให้กลายเป็นผลิตภาพที่สูงขึ้น รายได้ที่เพิ่มขึ้น และโอกาสทางเศรษฐกิจที่กระจายไปถึงแรงงานไทยและผู้ประกอบการในประเทศ

ย้อนบทเรียน 35 ปี ไทยเคยโตไว แต่ไร้เสถียรภาพ

ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ย้อนถึงความสำเร็จของเศรษฐกิจไทยในช่วงทศวรรษ 1980 ซึ่งไทยสามารถใช้ประโยชน์จากการเปลี่ยนแปลงทางภูมิรัฐศาสตร์และเศรษฐกิจโลก ดึงดูดเงินลงทุนจากญี่ปุ่นที่ย้ายฐานการผลิตมายังอาเซียน ก่อนเปลี่ยนผ่านจากภาคเกษตรกรรมสู่ภาคอุตสาหกรรม โดยเฉพาะอุตสาหกรรมยานยนต์

การลงทุนดังกล่าวช่วยยกระดับรายได้ต่อหัวและลดความยากจนของประเทศอย่างมีนัยสำคัญ โดยการเป็นเจ้าภาพการประชุม IMF-World Bank ในปี 2534 เกิดขึ้นในช่วงที่ไทยกำลังขยายตัวทางเศรษฐกิจและเดินหน้าพัฒนาอุตสาหกรรม

อย่างไรก็ตาม บทเรียนจากวิกฤติ ‘ต้มยำกุ้ง’ ในปี 2540 แสดงให้เห็นว่า การเติบโตอย่างรวดเร็วไม่ใช่หลักประกันความสำเร็จ แต่ต้องดำเนินควบคู่กับการรักษาเสถียรภาพทางการเงินและการบริหารความเสี่ยงที่เหมาะสม

โดยในช่วงก่อนวิกฤติ ‘ต้มยำกุ้ง’ ไทยเคยมีอัตราการเติบโตของ GDP สูงถึง 8-10% จนได้รับการมองว่าเป็นหนึ่งในเสือตัวที่ 5 ของเอเชีย แต่ทว่า ด้วยการกู้ยืมและการขยายตัวทางการเงินที่มากเกินไปกลับนำไปสู่วิกฤติที่สร้างความเสียหายต่อธุรกิจและประชาชนจำนวนมาก

เสถียรภาพดีขึ้น แต่สภาพแวดล้อมเปลี่ยน

เมื่อดูที่ปัจจุบัน ดร.เอกนิติระบุว่า ไทยมีเสถียรภาพทางเศรษฐกิจมหภาคและระบบการเงินที่แข็งแกร่งขึ้นกว่าในอดีต โดยทุนสำรองระหว่างประเทศอยู่ในระดับสูงกว่าหนี้ต่างประเทศระยะสั้นเกือบ 3 เท่า แต่สภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจเปลี่ยนไปแล้ว ทั้งจำนวนแรงงานที่ลดลงจากสังคมสูงวัยและการแข่งขันที่เข้มข้นขึ้นในอุตสาหกรรมใหม่

ดังนั้น เครื่องยนต์การเติบโตรอบใหม่จึงต้องมุ่งเพิ่มผลิตภาพ นำเทคโนโลยีมาใช้ ยกระดับทุนมนุษย์ และดึงดูดการลงทุนต่างชาติระลอกใหม่ เพื่อเชื่อมโยงประเทศไทยเข้ากับห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรมแห่งอนาคต

โดย ดร.เอกนิติเปรียบเทียบโอกาสจากการลงทุนระลอกใหม่ว่าเหมือนรถไฟความเร็วสูงที่กำลังเข้าเทียบชานชาลา แต่มีที่นั่งจำกัดและมีประตูให้ขึ้นไม่มาก ขณะที่คนไทยจำนวนมากกำลังรอโอกาสอยู่ สิ่งที่รัฐบาลต้องทำคือเปิดทางให้แรงงานไทยพัฒนาทักษะ และช่วยให้ SMEs เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทานใหม่ ไม่ใช่ปล่อยให้เงินลงทุนต่างชาติเข้ามาโดยที่ธุรกิจและแรงงานในประเทศไม่ได้รับประโยชน์อย่างเต็มที่

‘วิทัย’ ชี้ระบบการเงินแกร่งขึ้น แต่เศรษฐกิจไทยโตช้าลง

ด้าน วิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) มองว่า หลังวิกฤติปี 2540 ประเทศไทยได้ปรับปรุงกรอบนโยบายการเงินและเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้ระบบการเงิน ทั้งการใช้อัตราแลกเปลี่ยนที่ยืดหยุ่นมากขึ้น การพัฒนากรอบนโยบายการเงิน และการสร้างกันชนเพื่อรองรับความผันผวนจากภายนอก

แต่ความท้าทายสำคัญในวันนี้อยู่ที่เศรษฐกิจจริง ซึ่งมีแนวโน้มเติบโตลดลงอย่างต่อเนื่อง จากเดิมที่ขยายตัวเฉลี่ยมากกว่า 7% ก่อนวิกฤติปี 2540 ลดลงเหลือประมาณ 5.3% หลังวิกฤติ ก่อนชะลอลงเหลือประมาณ 3.5% หลังวิกฤติการเงินโลก และอยู่ในระดับราว 2% กว่าในช่วงหลังโควิด-19

ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนข้อจำกัดเชิงโครงสร้างที่กดทับศักยภาพการเติบโตของไทย แม้ระบบการเงินจะมีความพร้อมรับมือกับแรงกระแทกมากกว่าในอดีต แต่ความสามารถในการฟื้นตัวไม่ได้หมายความว่าเศรษฐกิจจะกลับมาเติบโตสูงได้โดยอัตโนมัติ

วิทัยมองว่า การแก้ปัญหาจำเป็นต้องอาศัยการประสานนโยบายการเงินและการคลังอย่างใกล้ชิด โดยนโยบายการคลังควรมุ่งช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางและสนับสนุนการปฏิรูปเศรษฐกิจ ขณะที่นโยบายการเงินต้องดูแลเสถียรภาพราคาและเศรษฐกิจมหภาค ควบคู่กับการรักษาความน่าเชื่อถือของนโยบายและพื้นที่ทางการคลังสำหรับรับมือวิกฤติในอนาคต

ไม่เพียงเท่านั้น อีกโจทย์ที่ ธปท. ให้ความสำคัญคือการแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือน การเพิ่มโอกาสเข้าถึงสินเชื่อของ SMEs การสนับสนุนเงินทุนเพื่อการเปลี่ยนผ่าน และการจัดการธุรกรรมทางการเงินผิดกฎหมาย

วิทัยยังชี้ว่า การช่วยเหลือ SMEs ไม่ควรเป็นการสนับสนุนทุกกิจการอย่างเท่าเทียมโดยไม่พิจารณาศักยภาพ เพราะข้อมูลสินเชื่อสะท้อนความแตกต่างระหว่างธุรกิจที่มีความสามารถในการแข่งขันกับธุรกิจที่กำลังเผชิญปัญหา โดยยอดสินเชื่อ SMEs โดยรวมลดลงต่อเนื่อง 16 ไตรมาส และไตรมาสล่าสุดหดตัว 4.4% สวนทางกับสินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่ที่ขยายตัว 6%

โจทย์จึงไม่ใช่เพียงทำให้สินเชื่อไหลเข้าสู่ระบบมากขึ้น แต่ต้องทำให้เงินทุนเข้าถึงธุรกิจที่มีศักยภาพ สามารถยกระดับผลิตภาพและแข่งขันได้ในอนาคต โดยเฉพาะกลุ่มอาหาร ยานยนต์ และอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ

‘ดร.ณรงค์ชัย’ เสนอเลิกอุ้ม SMEs ซอมบี้

ขณะที่ ดร.ณรงค์ชัย อัครเศรณี ประธานมูลนิธิสถาบันนโยบายยุทธศาสตร์ และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ มองว่า ประเทศไทยมีพัฒนาการสำคัญในช่วง 35 ปีที่ผ่านมา ทั้งการเปิดเสรีทางการค้า การพัฒนาตลาดเงินและตลาดทุน การให้เอกชนเข้ามามีบทบาทในโครงสร้างพื้นฐาน และการสร้างระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า

อย่างไรก็ตาม การมีโครงสร้างพื้นฐานและระบบการเงินที่ดีไม่ได้หมายความว่าเศรษฐกิจไทยจะมีขีดความสามารถในการแข่งขันสูงตามไปด้วย เพราะปัญหาสำคัญคือการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี พลังงาน และห่วงโซ่อุปทานโลก

ดร.ณรงค์ชัยเสนอว่า ประเทศไทยต้องเร่งเพิ่มผลิตภาพของภาคธุรกิจ พร้อมยอมรับว่าผู้ประกอบการบางส่วนอาจไม่สามารถอยู่รอดได้ หากยังดำเนินธุรกิจด้วยรูปแบบเดิมและไม่สามารถปรับตัวให้เข้ากับการแข่งขันที่เปลี่ยนไป

ดร.ณรงค์ชัยตั้งข้อสังเกตว่า อัตราการใช้กำลังการผลิตของไทยอยู่ในระดับประมาณ 60% มาเป็นเวลานาน สะท้อนว่ากำลังการผลิตบางส่วนยังไม่ได้ถูกใช้อย่างเต็มประสิทธิภาพ พร้อมเสนอให้รัฐบาลทบทวนแนวทางสนับสนุน SMEs โดยไม่ควรพยายามประคับประคองทุกกิจการไว้ในระบบ แต่ต้องเปิดทางให้ทรัพยากรเคลื่อนย้ายไปสู่ธุรกิจที่มีศักยภาพมากกว่า

ข้อเสนอนี้สะท้อนโจทย์ที่ยากของการปฏิรูปเศรษฐกิจ เพราะการช่วยเหลือธุรกิจที่กำลังประสบปัญหาอาจจำเป็นในบางกรณี แต่หากการสนับสนุนกลายเป็นการพยุงกิจการที่ไม่สามารถแข่งขันได้อย่างต่อเนื่อง ก็อาจทำให้เงินทุน แรงงาน และเครื่องจักรถูกตรึงอยู่กับธุรกิจเดิม แทนที่จะถูกนำไปใช้สร้างกิจกรรมทางเศรษฐกิจใหม่

ชงผ่อนคลาย ‘Work Permit’ แรงงานต่างชาติ

นอกจากการปรับโครงสร้าง SMEs แล้ว ดร.ณรงค์ชัยยังเสนอให้ผ่อนคลายกฎระเบียบที่เป็นอุปสรรคต่อการทำงานของผู้เชี่ยวชาญและแรงงานต่างชาติ เพื่อให้ไทยสามารถดึงดูดบุคลากรที่มีทักษะและสร้างระบบนิเวศสำหรับธุรกิจแห่งอนาคตได้มากขึ้น รวมถึงกระจายอำนาจให้เมืองที่มีศักยภาพทั่วประเทศสามารถพัฒนาตัวเองเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจใหม่

ดร.ณรงค์ชัยยังเน้นว่า AI ไม่ใช่ปัจจัยเดียวที่จะเปลี่ยนเศรษฐกิจ แต่เป็นเทคโนโลยีที่เร่งการเปลี่ยนผ่านที่เกิดขึ้นอยู่แล้ว ขณะที่การใช้ AI และระบบดิจิทัลต้องอาศัยพลังงานจำนวนมาก ไทยจึงต้องพัฒนาความพร้อมด้านพลังงานควบคู่กับการลงทุนในเทคโนโลยี เพื่อไม่ให้ข้อจำกัดด้านพลังงานกลายเป็นอุปสรรคต่อการเติบโต

รัฐจับมือเอกชน เร่งลดกฎระเบียบ ดึงทุนต่างชาติร่วมพัฒนาคนไทย

สำหรับแนวทางของรัฐบาล ดร.เอกนิติระบุว่า ไทยจำเป็นต้องเปิดภาคบริการให้กว้างขึ้นควบคู่กับการยกระดับภาคการผลิต เพราะการเพิ่มผลิตภาพไม่ได้เกิดจากการลงทุนในโรงงานเพียงอย่างเดียว แต่ยังต้องอาศัยการแข่งขัน เทคโนโลยี และองค์ความรู้ใหม่ที่เข้ามาช่วยพัฒนาธุรกิจในประเทศ

รัฐบาลต้องใช้โอกาสจากการที่บริษัทต่างชาติต้องการกระจายความเสี่ยงด้านการลงทุนและหาฐานการผลิตที่มั่นคง เพื่อดึงดูด FDI เข้ามาสร้างมูลค่าเพิ่มให้เศรษฐกิจไทย ไม่ใช่เพียงแข่งขันกันดึงเงินลงทุนเข้าประเทศ แต่ต้องเชื่อมโยงการลงทุนเข้ากับการพัฒนาทักษะแรงงานและการถ่ายทอดเทคโนโลยีด้วย

หนึ่งในแนวทางที่รัฐบาลผลักดันคือโครงการ ‘Skill Bridge’ ซึ่งมุ่งเชื่อมโยงความต้องการทักษะของภาคธุรกิจเข้ากับมหาวิทยาลัยและสถาบันการศึกษา โดยอาศัยข้อมูลแนวโน้มการลงทุนและความต้องการของอุตสาหกรรม เพื่อเตรียมกำลังคนให้สอดคล้องกับงานที่จะเกิดขึ้นในอนาคต

ดร.เอกนิติยังเปรียบเทียบบทบาทระหว่างรัฐกับเอกชนผ่านทีมฟุตบอล โดยมองว่าภาคเอกชนควรเป็นกองหน้าที่มีหน้าที่สร้างผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจ ส่วนรัฐบาลต้องเป็นกองกลางที่คอยสนับสนุนให้ภาคธุรกิจเดินหน้าได้ ขณะที่เสถียรภาพเศรษฐกิจมหภาคและวินัยการคลังเป็นเหมือนกองหลังที่ช่วยสร้างความมั่นใจให้ระบบเศรษฐกิจ

ในทางปฏิบัติ รัฐบาลจึงต้องลดกฎระเบียบที่ไม่จำเป็น ยกเลิกกฎหมายที่เป็นอุปสรรคต่อการดำเนินธุรกิจ และสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการลงทุน โดยเฉพาะการเปิดโอกาสให้ผู้เชี่ยวชาญจากต่างชาติเข้ามาทำงานและถ่ายทอดองค์ความรู้ได้สะดวกขึ้น

ไทยไม่ได้ขาดโอกาส แต่ติดปัญหาการปฏิรูปไม่ต่อเนื่อง

ด้าน ศ.ดร.สุทธิพันธ์ จิราธิวัฒน์ ศาสตราจารย์กิตติคุณ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มองว่า อาเซียนยังเป็นภูมิภาคที่มีศักยภาพในการเติบโตสูง โดยการลงทุนจากต่างประเทศที่ไหลเข้าสู่ภูมิภาคสะท้อนว่าอาเซียนยังมีบทบาทสำคัญในห่วงโซ่อุปทานโลก

แต่ประเทศไทยยังไม่ได้รับประโยชน์จากโอกาสดังกล่าวเต็มที่ ส่วนหนึ่งเพราะยังติดอยู่กับอุตสาหกรรมดั้งเดิม ขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านสามารถคว้าโอกาสใหม่และเชื่อมโยงตัวเองเข้ากับห่วงโซ่อุปทานโลกได้รวดเร็วกว่า

สุทธิพันธ์เสนอว่า ไทยต้องเรียนรู้ 3 บทเรียนสำคัญ ได้แก่ การบูรณาการเข้ากับเศรษฐกิจภูมิภาค การปรับตัวให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีและอุตสาหกรรม และการยกระดับขีดความสามารถของสถาบันที่ทำหน้าที่ผลักดันการปฏิรูป

ตัวอย่างสำคัญคืออุตสาหกรรมยานยนต์ ซึ่งไทยมีฐานการผลิตเดิมที่แข็งแกร่ง แต่การเปลี่ยนผ่านจากเครื่องยนต์สันดาปไปสู่รถยนต์ไฟฟ้า แบตเตอรี่ อิเล็กทรอนิกส์ และซอฟต์แวร์ ทำให้ไทยไม่สามารถอาศัยความได้เปรียบเดิมเพียงอย่างเดียวได้อีกต่อไป

คำถามจึงไม่ใช่เพียงไทยยังผลิตสินค้าเหล่านี้ได้หรือไม่ แต่คือไทยสามารถยกระดับจากการเป็นฐานประกอบและผลิต ไปสู่การสร้างมูลค่าเพิ่ม เทคโนโลยี และองค์ความรู้ในประเทศได้มากเพียงใด

สุทธิพันธ์ชี้ด้วยว่า ไทยมีแผนยุทธศาสตร์และโอกาสทางเศรษฐกิจอยู่มาก แต่ปัญหาสำคัญคือการเปลี่ยนแผนให้กลายเป็นผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจริง การปฏิรูปจำเป็นต้องดำเนินอย่างต่อเนื่อง มีธรรมาภิบาล และอาศัยสถาบันที่มีขีดความสามารถเพียงพอ ไม่เช่นนั้นโอกาสจากการลงทุนและเทคโนโลยีก็อาจไม่สามารถยกระดับผลิตภาพได้อย่างยั่งยืน

ในยุค AI บทบาทของรัฐยิ่งมีความสำคัญ เพราะการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีจะส่งผลต่อตลาดแรงงานและรูปแบบการทำงาน รัฐจึงต้องลงทุนในการพัฒนาทักษะและช่วยให้แรงงานปรับตัวได้ทัน เพื่อให้ประโยชน์จากเทคโนโลยีแปรเปลี่ยนเป็นการเติบโตที่ทั่วถึง แทนที่จะเพิ่มความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ

———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/thailand-economy-future-industry-investment/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw11TrgOPJAcWfkF636ZCqBV