แบงก์ชาติเตือนเศรษฐกิจไทยโตถดถอยหลังวิกฤติ จี้ประสานนโยบายการเงิน-การคลัง | เดลินิวส์

แบงก์ชาติเตือนเศรษฐกิจไทยโตถดถอยหลังวิกฤติ-จี้ประสานนโยบายการเงิน-การคลัง-|-เดลินิวส์

วันที่ 13 ต.ค. นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยในการเสวนาหัวข้อ Bangkok 1991-2026 Thailand’s Path to Resilient, Inclusive Growth ในช่วงการประชุม IMF-World Bank 2026 ว่า วิกฤติการณ์ทางการเงินปี 2540 ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้ ธปท. และระบบการเงินของไทยได้รับการปฏิรูปโครงสร้างครั้งใหญ่ ทั้งการนำระบบอัตราแลกเปลี่ยนแบบยืดหยุ่นมาใช้ การกำหนดกรอบเป้าหมายเงินเฟ้อแบบยืดหยุ่น ตลอดจนการสะสมทุนสำรองระหว่างประเทศจนมีความมั่นคงสูง ทำให้ภาคการเงินของไทยมีความแข็งแกร่งและยืดหยุ่นกว่าเมื่อ 30 ปีก่อนอย่างมาก

อย่างไรก็ตาม ในภาคเศรษฐกิจจริง (Real Economy) เศรษฐกิจไทยกลับมีแนวโน้มการเติบโตที่ถดถอยลงเรื่อยๆ หลังเผชิญวิกฤติใหญ่ในแต่ละช่วงเวลา โดยช่วงก่อนปี 2540 เศรษฐกิจไทยเคยเติบโตเฉลี่ยสูงกว่า7% ต่อปี หลังวิกฤติปี 2540 อัตราการเติบโตลดลงมาอยู่ที่เฉลี่ย 5.3% หลังวิกฤติการเงินโลก ชะลอตัวลงเหลือ 3.5% และหลังการแพร่ระบาดของโควิด-19 เติบโตเฉลี่ยเพียงประมาณ 2.4% และในปีนี้คาดว่าจะจบลงที่ราว 2.1-2.3% เท่านั้น

ผู้ว่าฯ ธปท. กล่าวว่า ปัจจัยหลักที่กดดันการเติบโตคือ ปัญหาเชิงโครงสร้าง ซึ่งเป็นสิ่งที่ทุกฝ่ายต้องมุ่งแก้ไข โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการประสานงานอย่างใกล้ชิดระหว่างนโยบายการเงินและนโยบายการคลัง ให้ดำเนินไปในทิศทางเดียวกันและส่งเสริมซึ่งกันและกัน

ทั้งนี้ นโยบายการคลัง ควรเน้นการให้ความช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางอย่างตรงจุด และมุ่งเน้นการปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจ ควบคู่ไปกับการจัดทำงบประมาณที่สมดุล การปรับลดการขาดดุล (Fiscal Consolidation) เพื่อควบคุมและลดภาระหนี้สาธารณะที่อยู่ในระดับสูง

ขณะที่นโยบายการเงิน ทำหน้าที่รักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจมหภาคและเสถียรภาพราคา พร้อมทั้งสนับสนุนการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจที่ครอบคลุมและทั่วถึง โดยจำเป็นต้องรักษาความเป็นอิสระของธนาคารกลาง ตลอดจนการสร้างและรักษาพื้นที่ในการดำเนินนโยบาย (Policy Space) ทั้งทางการเงินและการคลัง เพื่อให้มีศักยภาพเพียงพอในการรับมือหากเกิดวิกฤติหรือผลกระทบ (Shocks) ในอนาคต

นายวิทัย กล่าวว่า ในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา ธปท.ได้ผลักดันนโยบายภาคการเงินใน 4 ด้านสำคัญ ได้แก่ 1.การแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือน 2.การเพิ่มโอกาสการเข้าถึงสินเชื่อของธุรกิจ SMEs 3.การส่งเสริมการเงินเพื่อการปรับตัวด้านสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืน 4.การจัดการภัยทางการเงินและสายธารการเงินที่ผิดกฎหมายที่เชื่อมโยงกับบริการทางการเงิน

นอกจากนี้ ได้หยิบยกประเด็นข้อจำกัดของกลุ่มธุรกิจ SME ขึ้นมาวิเคราะห์ โดยระบุว่าภาครัฐและธปท.ไม่สามารถช่วยเหลือ SME ได้ทุกราย แต่ต้องเน้นการยกระดับประสิทธิภาพและความสามารถในการผลิต โดยสถานการณ์สินเชื่อ SME ที่น่ากังวล ยอดสินเชื่อ SME ปรับตัวลดลงติดลบถึง 16 ไตรมาส โดยในไตรมาสล่าสุดหดตัวลง 4.4% ขณะที่ภาพรวมสินเชื่อทั้งระบบยังคงเติบโตได้ 6%

“ปัญหาของ SME เป็นปัญหาภาคเศรษฐกิจจริง ไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยการอัดฉีดสินเชื่อจากระบบธนาคารเพียงอย่างเดียว ต้องมีการเลือกสนับสนุนแบบคัดสรร มุ่งเน้นกลุ่ม SME ที่ยังมีความสามารถในการแข่งขัน มีประสิทธิภาพ และสอดคล้องกับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต เช่น การแปรรูปอาหาร, เกษตรกรรม, ยานยนต์ และอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ เพื่อให้การช่วยเหลือเกิดผลสัมฤทธิ์อย่างแท้จริง”

———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/6271740/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3ODFFxdo-omPFWuozkMFeQ