Category: ท่องเที่ยว

  • ส.ท่องเที่ยวเกาะเสม็ด จับมือนักวิจัย หนุนผู้ประกอบการท่องเที่ยวใช้พลังสะอาด ก้าวสู่เ “เสม็ดกรีนโมเดล” กระตุ้นท่องเที่ยว

    ส.ท่องเที่ยวเกาะเสม็ด จับมือนักวิจัย หนุนผู้ประกอบการท่องเที่ยวใช้พลังสะอาด ก้าวสู่เ “เสม็ดกรีนโมเดล” กระตุ้นท่องเที่ยว

    ภูมิภาค

    ส.ท่องเที่ยวเกาะเสม็ด จับมือนักวิจัย หนุนผู้ประกอบการท่องเที่ยวใช้พลังสะอาด ก้าวสู่เ “เสม็ดกรีนโมเดล” กระตุ้นท่องเที่ยว

    วันเสาร์ ที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2569, 19.20 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    วันที่ 18 เม.ย.ที่ห้องประชุมโรงแรมสตาร์ คอนเวนชั่น เซ็นเตอร์ ระยอง อ.เมือง จ.ระยอง นายพิศณุ เขมะพรรค์ นายกสมาคมท่องเที่ยวเกาะเสม็ด จ.ระยอง ได้ดึงนายวิเชียร จันทลุน นิสิตหลักสูตรปรัชญาดุษฎีบัณฑิต มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน เปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นผู้ประกอบการท่องเที่ยว และชาวบ้านเกาะเสม็ดต่อร่าง “แผนพัฒนาพลังงานทดแทนเชิงพื้นที่ เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน ในบริบทของเกาะเสม็ด จังหวัดระยอง” โดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อเป็นแนวทางในการบูรณาการการจัดการพลังงานสะอาดควบคู่ไปกับการยกระดับศักยภาพการท่องเที่ยวในพื้นที่ให้เกิดความยั่งยืนในทุกมิติ
        
    นายวิเชียร จันทลุน นิสิตหลักสูตรปรัชญาดุษฎีบัณฑิต มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน เปิดเผยว่า จากสถานการณ์สู้รบในตะวันออกกลาง ส่งผลกระทบขาดแคลนน้ำมัน และราคาสูงขึ้น ทำให้ผู้ประกอบการท่องเที่ยว และชาวเกาะเสม็ดต้องแบกรับค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นทั้งรถ และเรือ จึงได้ตื่นตัวสนใจพลังงานทดแทนมากขึ้น โดยเฉพาะโซลาร์เซลล์ เป็นทางเลือกที่เป็นไปได้มากที่สุด โดยพบว่าผู้ประกอบการท่องเที่ยวหลายราย ได้มีการติดตั้งใช้แผงโซลาร์เซลล์มากขึ้น จากปัญหาดังกล่าว สมาคมท่องเที่ยวเกาะเสม็ด และตน จึงได้มียกร่างขึ้นมา เพื่อส่งเสริมให้เกาะเสม็ดมีการใช้พลังงานสะอาด และพลังงานทดแทน เพื่อเป็นจุดขายด้านท่องเที่ยวของเกาะเสม็ด โดยส่งเสริมให้มีการใช้โซลาร์เซลล์ทั้งเกาะ เพื่อให้เกาะเสม็ดเป็นเกาะสีเขียว เป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มด้านการท่องเที่ยว โดยเฉพาะการเปลี่ยนมาใช้พลังงานจากแผงโซลาร์เซลล์ และเปลี่ยนขยะมาเป็นไบโอดีเซล หรือก๊าซชีวภาพมาใช้ในครัวเรือน ซึ่งนอกจากจะเป็นการลดต้นทุนค่าใช้จ่ายในช่วงวิกฤติน้ำมันแพงแล้ว ยังเป็นการสร้างจุดขายท่องเที่ยวของเกาะเสม็ดที่สามารถลดภาวะเรือนกระจกลงได้อีกด้วย
        
    ด้าน รศ.ดร.ภาณุพงศ์ ใจบาล รองคณบดีฝ่ายวิชาการ คณะวิทยาศาสตร์ พลังงานและสิ่งแวดล้อม มจพ. ระยอง เปิดเผยว่า สำหรับพลังงานทดแทนแบ่งออกเป็นหลายระดับ ตั้งแต่ระดับงานวิจัยและใช้งานจริง ซึ่งขณะนี้ที่ใช้งานได้จริงคือ โซลาร์เซลล์ และจากทางสมาคมท่องเที่ยวเกาะเสม็ด ได้นำนักวิจัยมาสร้างความรู้ และประชาพิจารณ์ให้ผู้ประกอบการ และชาวบ้าน นำมาปรับใช้บนเกาะเสม็ด มองว่าเป็นสิ่งที่ดี โดยเฉพาะเกาะเสม็ดจะได้แหล่งพลังงานทดแทนที่พึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน ซึ่งโซลาร์เซลล์ปัจจุบันได้มีการพัฒนาไปไกล มีการใช้อย่างแพร่หลาย ที่สำคัญตอบโจทย์ของรัฐบาลที่มีนโยบายส่งเสริมให้ใช้อยู่แล้ว และลดภาษี ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีที่ให้เทคโนโลยีโซลาร์เซลล์เข้ามามีบทบาทกับการพัฒนาเกาะเสม็ด รวมถึงการท่องเที่ยวเป็นแหล่งที่มีพลังงานสะอาด ซึ่งความเป็นไปได้ของเกาะเสม็ดที่มีโซลาร์เซลล์ทั้งเกาะนั้น ก็ต้องมีการผลักดันให้ผู้ประกอบการนำมาใช้ในที่พัก และรีสอร์ทให้เป็นรูปธรรม ส่วนชาวบ้านก็จะต้องมีการสร้างองค์ความรู้ให้เข้าใจโซลาร์เซลล์มากขึ้น
       
    นางสุพีรณัฐ พัฒนสาร ผู้ประกอบการ เปิดเผยว่า ปัจจุบันผู้ประกอบการต้องแบกรับภาระค่าไฟที่แพงอยู่แล้ว และคิดว่าจะหาพลังงานทดแทนมาใช้ ซึ่งเป็นเรื่องที่ดีที่ทางสมาคมท่องเที่ยวเกาะเสม็ด ได้นำนักวิจัยเข้ามาช่วยผู้ประกอบการ และชาวบ้าน เพื่อลดต้นทุนค่าใช้จ่าย โดยเฉพาะการส่งเสริมใช้พลังงานโซลาร์เซลล์ทั้งเกาะ ซึ่งโครงการดังกล่าว เป็นโครงการที่ดีและน่าจะเป็นไปได้ โดยเฉพาะการใช้โซลาร์เซลล์ ปัจจุบันรัฐบาลลดทอนขั้นตอนการอนุญาตลง สามารถที่จะทำได้ทันที หลังตอนนี้ยิ่งเจอวิกฤตน้ำมันแพง ค่าไฟแพงด้วย
       
    นายพิศณุ เขมะพรรค์ นายกสมาคมเกาะเสม็ด เปิดเผยว่า โครงการพลังงานสะอาดดังกล่าว เป็นประโยชน์กับชาวเกาะเสม็ดโดยแท้ สมาคมท่องเที่ยวเกาะเสม็ด จะผลักดันให้เกิดขึ้นทั้งเกาะ ซึ่งโครงการดังกล่าว ไม่เพียงแต่เป็นเกาะสีเขียว สิ่งนี้ยังจะเป็นการยกระดับนำร่องการท่องเที่ยวของเกาะเสม็ดให้เป็นตัวอย่างของพื้นที่อื่น ซึ่งจากนี้ไปจะมีทีมลงไปสร้างความรู้ความเข้าใจให้กับผู้ประกอบการ และชาวบ้านบนเกาะให้รับทราบอย่างถ่องแท้ ให้เกาะเสม็ดเป็นโมเดลในด้านพลังงานทดแทนในอนาคต
       
    ด้านนางสริญทิพญ ทัพมงคลทรัพย์ ประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวจังหวัดระยอง เปิดเผยว่า ในภาพรวมการท่องเที่ยวของจังหวัดระยอง หากทุกภาคส่วนให้ความสำคัญกับพลังงานสะอาด จะทำให้การท่องเที่ยวยกระดับขึ้นไปอีก ยกตัวอย่างเช่นในต่างประเทศ มีการใช้รถ EV เพื่อลดมลพิษในแหล่งท่องเที่ยว ถ้าหากแหล่งท่องเที่ยวในไทยเปิดใจในเรื่องดังกล่าว ก็จะทำให้แหล่งท่องเที่ยวได้รับความนิยมมากขึ้น ในส่วนของเกาะเสม็ด หากมีการลดมลพิษลง ใช้พลังงานทดแทนมากขึ้น ซึ่งหากเกาะเสม็ดเป็น “เสม็ดกรีนโมเดล” ได้ จะส่งผลดีกับภาพรวมการท่องเที่ยวของจังหวัดระยอง ซึ่งอยู่ในพื้นที่ EEC ด้วย เชื่อว่าการท่องเที่ยวจังหวัดระยอง จะก้าวไปสู่อีกขั้นแน่นอน
     

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/region/473074&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1rsxd6bFZjjYKRY4PfqQDt

  • สวยงาม นักท่องเที่ยวไทย-ต่างชาติ แห่ชมพระอาทิตย์ตกที่ “ประภาคารเขาหลัก”

    สวยงาม นักท่องเที่ยวไทย-ต่างชาติ แห่ชมพระอาทิตย์ตกที่ “ประภาคารเขาหลัก”

    ภูมิภาค

    สวยงาม นักท่องเที่ยวไทย-ต่างชาติ แห่ชมพระอาทิตย์ตกที่ “ประภาคารเขาหลัก”

    วันเสาร์ ที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2569, 19.41 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บรรยากาศการท่องเที่ยวช่วงเย็นที่ชายหาดนางทอง ที่เป็นอีกหนึ่งชายหาดชื่อดังย่านเขาหลัก อำเภอตะกั่วป่า จังหวัดพังงา เป็นไปอย่างคึกคัก นักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติพากันเดินทางมาปักหลักรอชมความสวยงามของพระอาทิตย์ตกในทะเลกันเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะบริเวณประภาคารเขาหลัก ซึ่งตั้งอยู่ใกล้ชายหาดนางทอง ถือเป็นอีกหนึ่งจุดชมวิวที่ได้รับความนิยมอย่างมาก เนื่องจากสามารถมองเห็นทัศนียภาพของท้องทะเลอันดามันได้อย่างกว้างไกล เมื่อถึงช่วงพระอาทิตย์ใกล้ลับขอบฟ้า ท้องฟ้าจะค่อย ๆ เปลี่ยนสีเป็นโทนส้ม แดง และม่วง สะท้อนกับผิวน้ำทะเล สร้างความประทับใจให้กับผู้มาเยือนเป็นอย่างยิ่ง นักท่องเที่ยวต่างหยิบกล้องและโทรศัพท์มือถือขึ้นมาบันทึกภาพความงดงามดังกล่าว ขณะที่บางส่วนเลือกนั่งพักผ่อนรับลมทะเล ท่ามกลางบรรยากาศที่เงียบสงบและโรแมนติก บางคนก็เลือกที่จะเดินลุยน้ำทะเลขึ้นไปบนโขดหินที่ตั้งของประภาคาร เพื่อเก็บภาพประทับใจ
      
    ประภาคารเขาหลัก นับเป็นแลนด์มาร์กสำคัญของจังหวัดพังงา ที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวให้เดินทางมาเยี่ยมชมอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในช่วงฤดูกาลท่องเที่ยวที่มีสภาพอากาศเป็นใจ ทำให้แต่ละวันมีนักท่องเที่ยวเดินทางมาไม่ขาดสาย สร้างรายได้ให้กับผู้ประกอบการในพื้นที่เป็นอย่างดี ประภาคารเขาหลักแห่งนี้ถูกสร้างขึ้นเป็นแลนด์มาร์กด้านการท่องเที่ยว บริเวณหาดนางทอง ไม่ได้ใช้เป็นประภาคารนำร่องเรือโดยตรง แต่เป็นจุดชมวิวและถ่ายภาพยอดนิยม โดยเฉพาะช่วงพระอาทิตย์ตก นอกจากนี้ยังเป็นสัญลักษณ์การฟื้นฟูพื้นที่หลังเหตุการณ์ สึนามิปี 2547 ที่ช่วยกระตุ้นการท่องเที่ยวของเขาหลักจนกลับมาคึกคักอีกครั้ง

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/region/473080&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1tZLUWqR2iHtmFf8yi86qb

  • ‘หัวหิน’ทำบุญศาลเจ้าแม่ทับทิม

    ‘หัวหิน’ทำบุญศาลเจ้าแม่ทับทิม

    ‘หัวหิน’ทำบุญศาลเจ้าแม่ทับทิม

    วันเสาร์ ที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

    Tag :

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ศาลเจ้าแม่ทับทิม ชุมชนชายทะเลหัวหิน จ.ประจวบคิรีขันธ์ น.ส.ไพลิน กองพันธ์ รองนายกเทศมนตรีนครหัวหิน เป็นประธานพิธีทำบุญศาลเจ้าแม่ทับทิม และเลี้ยงเพลพระสงฆ์ จำนวน 9 รูป มี พระครูพิสุทธิ์ภาวนาพิธาน (เอกดนัย โชติธัมโม) ที่ปรึกษาเจ้าคณะอำเภอหัวหิน เจ้าอาวาสวัดหัวหิน ประธานฝ่ายสงฆ์ พร้อมด้วยนายกิติพงษ์ สิริเพชรเกษม นายกสมาคมธุรกิจท่องเที่ยวหัวหิน/ชะอำ นางวาสนา ศรีกาญจนา ที่ปรึกษาสมาคมฯ นายเฉลิมพล โชคสุชาติ ประธานศาลเจ้าแม่ทับทิม ชมรมวัยสดใส ศูนย์การเรียนรู้หัวหินถิ่นมนต์ขลัง ชาวชุมชนชายทะเลกว่า 100 คน ร่วมในพิธี

    ศาลเจ้าแม่ทับทิมเป็นศาลเจ้าเก่าแก่นับร้อยปีที่ชาวหัวหินเคารพนับถือ มีความศักดิ์สิทธิ์แล้วแต่ความเชื่อส่วนบุคคล ตั้งอยู่ริมชายหาดหัวหินบริเวณถนนนเรศดำริห์ติดกับโรงแรมฮิลตัน เป็นที่ตั้งของศาลเจ้ารวม 4 แห่ง คือ เจ้าแม่ทับทิม เจ้าแม่กวนอิม เจ้าพ่อสายน้ำเขียว และเจ้าพ่อสมบูรณ์ แต่ส่วนใหญ่ผู้คนก็จะเรียกกันว่าศาลเจ้าแม่ทับทิม เพราะเป็นองค์แรกที่ชาวจีนอพยพนำมาบูชาและริเริ่มสร้างศาลแห่งนี้

    เจ้าแม่ทับทิม (ตุ้ยบ่วยเต๊งเหนี่ยง) ท่านเป็นเทพธิดาแห่งท้องทะเลที่ชาวประมงและชาวไทยเชื้อสายจีนเคารพนับถือมาช้านาน เชื่อกันว่าท่านช่วยคุ้มครองผู้ที่เดินทางทางน้ำ และประทานความราบรื่นในหน้าที่การงาน รวมถึงโชคลาภเงินทอง ที่นี่จึงเป็นที่เคารพสักการะแก่ชาวประมงท้องถิ่นที่สุด เพื่อขอพรให้ประสบความโชคดี และปกป้องภัยใด ๆ จากท้องทะเล รวมถึงประชาชนนักท่องเที่ยวต่างมาขอพรเพื่อความเป็นสิริมงคลในเทศกาลต่าง ๆ

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/local/959113&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2NRuZ0hM-YRoaAtRvgZ9vm

  • เที่ยวญี่ปุ่น แพงขึ้น! รัฐบาลฯ เล็งอัปค่าภาษีขาออก เป็น 3 เท่า

    เที่ยวญี่ปุ่น แพงขึ้น! รัฐบาลฯ เล็งอัปค่าภาษีขาออก เป็น 3 เท่า

    เที่ยวญี่ปุ่น แพงขึ้น! รัฐบาลฯ เล็งอัปค่าภาษีขาออก เป็น 3 เท่า

    เที่ยวญี่ปุ่น แพงขึ้น! รัฐบาลฯ เล็งอัปค่าภาษีขาออก เป็น 3 เท่า

    สำนักข่าว Fox News รายงานข่าว ญี่ปุ่น ประกาศขึ้นภาษีการเดินทางออกนอกประเทศ (International Tourist Tax) หรือที่รู้จักกันในชื่อ “ภาษีซาโยนาระ” เป็น 3 เท่า โดยจะเพิ่มจาก 1,000 เยน (ประมาณ 230 บาท) เป็น 3,000 เยน (ประมาณ 700 บาท) มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2569 เป็นต้นไป เพื่อเป็นมาตรการเร่งด่วนในการรับมือกับภาวะนักท่องเที่ยวล้นเมือง (Overtourism)

    เที่ยวญี่ปุ่น แพงขึ้น! รัฐบาลฯ เล็งอัปค่าภาษีขาออก เป็น 3 เท่า

    ความเคลื่อนไหวดังกล่าวเกิดขึ้นท่ามกลางเหตุการณ์ความวุ่นวายในช่วงเทศกาลดอกซากุระบานที่ผ่านมา ซึ่งเจ้าหน้าที่ในบางพื้นที่ตัดสินใจสั่งปิดงานหรือจำกัดการเข้าชมอย่างกะทันหัน เนื่องจากมีจำนวนนักท่องเที่ยวหลั่งไหลเข้ามามากเกินกว่าที่โครงสร้างพื้นฐานจะรองรับได้ จนส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยและการใช้ชีวิตของคนในท้องถิ่น

    ภาษีที่เรียกเก็บเพิ่มขึ้นนี้จะถูกนำไปรวมไว้ในราคาตั๋วเครื่องบินและตั๋วเรือโดยสารโดยอัตโนมัติ ซึ่งจะครอบคลุมผู้เดินทางทุกคนที่เดินทางออกจากญี่ปุ่น ไม่ว่าจะเป็นนักท่องเที่ยวต่างชาติหรือชาวญี่ปุ่นเอง ยกเว้นเพียงเด็กอายุต่ำกว่า 2 ปี และผู้โดยสารที่แวะพักเครื่อง (Transit) ไม่เกิน 24 ชั่วโมง เที่ยวญี่ปุ่น แพงขึ้น! รัฐบาลฯ เล็งอัปค่าภาษีขาออก เป็น 3 เท่า

    รัฐบาลญี่ปุ่นระบุว่า รายได้ที่เพิ่มขึ้นจากการปรับขึ้นภาษีครั้งนี้ (ซึ่งคาดว่าจะสูงถึง 1.3 แสนล้านเยนในปีงบประมาณ 2569) จะถูกนำไปใช้ในโครงการบริหารจัดการฝูงชนในเมืองท่องเที่ยวยอดนิยมอย่างเกียวโตและโตเกียว การพัฒนาระบบสนับสนุนหลายภาษา และการส่งเสริมการท่องเที่ยวไปยังพื้นที่ชนบทที่ยังไม่ค่อยมีคนรู้จักเพื่อกระจายความหนาแน่น

    นอกจากภาษีซาโยนาระแล้ว นักท่องเที่ยวที่เดินทางไปญี่ปุ่นในปี 2569 ยังต้องเตรียมรับมือกับ “ภาษีที่พัก” (Accommodation Tax) ที่เพิ่มขึ้นในเมืองใหญ่ๆ เช่น ฮอกไกโดได้เริ่มเก็บภาษีที่พักไปเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา ในขณะที่เกียวโตและโอซาก้ากำลังพิจารณาปรับเพิ่มอัตราภาษีสำหรับโรงแรมหรู ซึ่งอาจทำให้นักท่องเที่ยวต้องจ่ายเพิ่มถึง 10,000 เยนต่อคืนในบางกรณี เที่ยวญี่ปุ่น แพงขึ้น! รัฐบาลฯ เล็งอัปค่าภาษีขาออก เป็น 3 เท่า

    นักวิเคราะห์เตือนว่า การปรับขึ้นค่าธรรมเนียมหลายอย่างพร้อมกัน ประกอบกับค่าครองชีพและราคาพลังงานที่พุ่งสูงขึ้น อาจทำให้นักท่องเที่ยวที่ให้ความสำคัญกับเรื่องงบประมาณเริ่มมองหาจุดหมายปลายทางอื่นแทน อย่างไรก็ตาม ทางการญี่ปุ่นยืนยันว่ามาตรการนี้จำเป็นเพื่อรักษาคุณภาพการท่องเที่ยวและความยั่งยืนของทรัพยากรธรรมชาติและวัฒนธรรมในระยะยาว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.komchadluek.net/news/foreign/616007&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2Bs7agdCI9vqUsOBkbHKjb

  • ไปไหนดี หลังสงกรานต์ 3 ที่ใกล้กรุง คนไม่เยอะ ?

    ไปไหนดี หลังสงกรานต์ 3 ที่ใกล้กรุง คนไม่เยอะ ?

    TrueID

    Follow us

    TrueID Line Official

    Copyright © True Digital Group Company Limited.
    All rights reserved

    TrueID APP

    Unbox Yourself with TrueID

    ทรูไอดี โลกความสุขในทุกตัวตนของคุณ

    Download on App StoreDownload on Google Play StoreDownload on Huawei AppGallery

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://travel.trueid.net/detail/pDAlNmvy30yG&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw25SIZh9xpin241CIwbnvve

  • เจาะอินไซต์ ‘ของฝากไทย’ สินค้าคุณภาพที่คนจีนต้องช้อป

    เจาะอินไซต์ ‘ของฝากไทย’ สินค้าคุณภาพที่คนจีนต้องช้อป

    บริษัท เคอีเอ็กซ์ เอ็กซ์เพรส (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ KEX เดินหน้ายกระดับบริการขนส่งข้ามพรมแดนรับช่วงหลังเทศกาลสงกรานต์ ท่ามกลางบรรยากาศการท่องเที่ยวที่คึกคักและกำลังซื้อที่พุ่งสูงขึ้นจากนักท่องเที่ยวจีน โดยเฉพาะในกลุ่มสินค้าของฝากไทย KEX จึงผนึกกำลังกับบริษัทแม่ SF Express เสริมความแข็งแกร่งบริการส่งพัสดุจากไทยกลับจีน เพื่อตอบโจทย์ดีมานด์นักท่องเที่ยวที่ซื้อสินค้าจำนวนมากและต้องการความสะดวกในการส่งกลับบ้านอย่างรวดเร็ว ปลอดภัย และปลดล็อกข้อจำกัดด้านน้ำหนักสัมภาระ

    เจาะอินไซต์ “ของฝากไทย” สินค้าคุณภาพที่คนจีนต้องช้อป

    จากสถิติในสัปดาห์ที่ 11 ของปี 2569 พบว่ามีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าไทยถึง 628,451 คน (เพิ่มขึ้น 1.98% จากสัปดาห์ก่อนหน้า) โดยนักท่องเที่ยวจีนยังคงเป็นกลุ่มที่มากที่สุดจำนวน 96,600 คน ซึ่งกิจกรรมยอดนิยมอันดับต้น ๆ คือ การช้อปปิ้งของฝากและขนมไทย เนื่องจากภาพลักษณ์สินค้าไทยที่เน้นความเป็นธรรมชาติและมีคุณภาพ

    ·       ไอเทมยอดนิยม: ขนมไทย, ผลไม้อบแห้ง, มะม่วงกวน, ทุเรียนอบกรอบ และสินค้า OTOP

    ·       พฤติกรรมหลัก: ผู้บริโภคจีน 82% ให้ความสำคัญเรื่องสุขภาพและโภชนาการ และ 80.6% ต้องการข้อมูลชัดเจนเกี่ยวกับสารเติมแต่งและน้ำตาล ทำให้สินค้าไทยได้รับความนิยมสูง โดยเฉพาะกลุ่ม Gen Z และ Millennials ที่ชอบสินค้าสะท้อนประสบการณ์และซื้อของฝากกลับบ้านตามค่านิยม 买礼物回家

    KEX x SF Express: เชื่อมต่อไทย–จีน ส่งของกลับบ้านง่ายที่สุดสำหรับนักท่องเที่ยว 

    KEX และ SF Express ยักษ์ใหญ่โลจิสติกส์อันดับ 1 ในจีนและเอเชีย มุ่งแก้ Pain Point หลักของนักท่องเที่ยวจีน ทั้งเรื่องน้ำหนักกระเป๋าเกิน พื้นที่สัมภาระไม่พอสำหรับของฝาก และความกังวลด้านความปลอดภัย โดยเปลี่ยนประสบการณ์การช้อปปิ้งให้ไร้กังวลผ่านจุดให้บริการ KEX ทั่วไทย

    ทำไมต้องเลือก KEX x SF Express?

    ·       เครือข่ายครอบคลุมเชิงลึกทั่วประเทศจีน: ส่งถึงจุดหมายแม่นยำทุกพื้นที่ ทั้ง 31 มณฑล รวมถึงเขตปกครองพิเศษ เมืองหลัก และเมืองรองกว่า 300 แห่ง ตลอดจนระดับอำเภออีกกว่า 1,900 เขต (เช่น ปักกิ่ง เซี่ยงไฮ้ กวางโจว เซินเจิ้น ซีอาน เฉิงตู คุนหมิง หางโจว และอู่ฮั่น)

    ·       มาตรฐานระดับโลก (หนึ่งใน Big 4 ของโลก): มั่นใจด้วยความรวดเร็วและความปลอดภัยสูงสุดในฐานะบริษัทเอกชนด้านโลจิสติกส์รายแรกของจีนที่ติดอันดับโลก พร้อมระบบ Real-time Tracking ตรวจสอบสถานะได้ทุกขั้นตอน

    ·       ตอบโจทย์วัฒนธรรม “买礼物回家”: รองรับพฤติกรรมการซื้อของฝากจำนวนมากของชาวจีน โดยเฉพาะกลุ่ม Gen Z และ Millennials ที่เชื่อมั่นในคุณภาพสินค้าไทยและต้องการส่งต่อประสบการณ์การเดินทางผ่านของขวัญ

    ·       เชื่อมต่อทั่วเอเชีย: ไม่เพียงแค่จีนแผ่นดินใหญ่ แต่ยังครอบคลุมเครือข่ายทั่วทั้งภูมิภาค อาทิ ฮ่องกง, มาเก๊า, ไต้หวัน, สิงคโปร์, เกาหลีใต้, ญี่ปุ่น, มาเลเซีย, เวียดนาม, อินโดนีเซีย, อินเดีย, กัมพูชา และมองโกเลีย

    เจียเหว่ย จาง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เคอีเอ็กซ์ เอ็กซ์เพรส (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ช่วงสงกรานต์และฤดูกาลท่องเที่ยวคือช่วงที่นักท่องเที่ยวจีนช้อปปิ้งมากที่สุด เราจึงต้องการให้ทุกคนช้อปได้เต็มที่ โดยไม่ต้องกังวลเรื่องน้ำหนักกระเป๋าหรือการขนของกลับบ้าน บริการข้ามพรมแดนของ KEX ช่วยให้นักท่องเที่ยวเพลิดเพลินกับประสบการณ์เที่ยวไทยได้มากขึ้น โดยความร่วมมือระหว่าง KEX และ SF Express ไม่เพียงยกระดับมาตรฐานโลจิสติกส์ของไทยให้ทัดเทียมญี่ปุ่น เกาหลี และสิงคโปร์ แต่ยังช่วยสนับสนุนอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยให้แข็งแกร่งขึ้น ผ่านบริการที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์นักท่องเที่ยวจีนยุคใหม่ที่ซื้อเยอะ เดินทางบ่อย และคาดหวังบริการระดับพรีเมียม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/economic-business-thai-china-shop-tourism&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1HiD14NGrXFaRajbzEXfMx

  • สงกรานต์ดันเที่ยวบินสุราษฎร์ฯคึกคัก ผู้โดยสารกว่า 23,000 คน | เดลินิวส์

    สงกรานต์ดันเที่ยวบินสุราษฎร์ฯคึกคัก ผู้โดยสารกว่า 23,000 คน | เดลินิวส์

    นายเกษียร ไลยโฆษิต ประธานหอการค้าจังหวัดสุราษฎร์ธานี เปิดเผยภาพรวมเศรษฐกิจช่วงเทศกาลสงกรานต์ปีนี้ว่า บรรยากาศในพื้นที่คึกคักกว่าปีก่อน จากความร่วมมือของภาครัฐและเอกชน จัดงานมหาสงกรานต์ต่อเนื่องตลอด 4 วัน ในเขตตัวเมือง ริมแม่น้ำตาปี ตั้งแต่โค้งท่าปลาวาฬ ศาลหลักเมือง สะพานนริศ ไปจนถึงย่านเมืองเก่าและตรอกจุฬา ทำประชาชนและนักท่องเที่ยวเข้าร่วมงานจำนวนมาก โดยเฉพาะกิจกรรมช่วงกลางคืนที่ได้รับความนิยมสูง เนื่องจากสภาพอากาศร้อนจัดในช่วงกลางวัน ส่งผลให้พฤติกรรมการเล่นน้ำเปลี่ยนไปอย่างชัดเจน ขณะที่โรงแรมและที่พักมีอัตราการเข้าพักเพิ่มขึ้นจากปีก่อน ทำให้ผู้ประกอบการทั้งโรงแรม ร้านอาหาร และเครื่องดื่ม มียอดขายเพิ่มขึ้นราว 10–20% อย่างไรก็ตาม ต้นทุนวัตถุดิบและพลังงานที่สูงขึ้น ทำให้กำไรไม่ได้เพิ่มตามยอดขายมากนัก

    นายเกษียร ระบุว่า จุดเด่นสำคัญของปีนี้คือการเติบโตของการท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติบนบก เช่น ป่าต้นน้ำบ้านน้ำราด และคลองร้อยสาย ซึ่งได้รับความสนใจมากขึ้น เนื่องจากนักท่องเที่ยวหลีกเลี่ยงความแออัดและค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปยังแหล่งท่องเที่ยวทางทะเล สำหรับนักท่องเที่ยว ส่วนใหญ่ยังคงเป็นคนในพื้นที่และผู้ที่เดินทางกลับภูมิลำเนาในช่วงเทศกาล รวมถึงนักท่องเที่ยวจากจังหวัดใกล้เคียง ขณะที่ชาวต่างชาติเป็นกลุ่มที่เดินทางมาอยู่แล้ว และร่วมกิจกรรมในช่วงที่พำนักในตัวเมือง

    อย่างไรก็ดี ยังมีปัจจัยลบที่ต้องจับตา ทั้งสภาพอากาศร้อนจัด การจราจรติดขัด ราคาน้ำมันที่สูงขึ้น รวมถึงเหตุทะเลาะวิวาทในคืนสุดท้าย ซึ่งแม้เจ้าหน้าที่จะควบคุมสถานการณ์ได้ แต่ส่งผลต่อภาพลักษณ์ของงาน

    ประธานหอการค้าฯ ยังสะท้อนแนวโน้มหลังสงกรานต์ว่า การท่องเที่ยวอาจชะลอลง เนื่องจากประชาชนใช้จ่ายสูงในช่วงเทศกาล และเข้าสู่ช่วงเปิดเทอมในเดือนพฤษภาคม พร้อมเสนอให้ภาครัฐเร่งออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งการสนับสนุนค่าใช้จ่ายด้านท่องเที่ยว มาตรการลดหย่อนภาษี และการควบคุมต้นทุนการเดินทาง โดยเฉพาะค่าตั๋วเครื่องบินและการเดินทางข้ามเกาะ เพื่อเพิ่มกำลังซื้อและขับเคลื่อนการท่องเที่ยวในประเทศอย่างต่อเนื่อง

    อย่างไรก็ตามข่าวรายงานว่า ในช่วงวันหยุดเทศกาลสงกรานต์ ปี 2569 ระหว่างวันที่ 11 -15 เมษายน 2569 รวม 5 วัน ท่าอากาศยานนานาชาติสุราษฎร์ธานี มีจำนวนเที่ยวบินเข้า-ออก รวม 170 เที่ยว ผู้โดยสาร รวม 23,360 คน แยกเป็นผู้โดยสารขาเข้า 11,883 คน ขาออก 11,477 คน โดยสถิติเที่ยวบินมากที่สุดคือวันเสาร์ที่ 11 เมษายน 2569 จำนวน 40 เที่ยว ผู้โดยสาร 5,575 คน เป็นผู้โดยสารประชาชนและนักท่องเที่ยวขาเข้าสุราษฎร์ธานี 3,105 คนและเป็นสถิติผู้โดยสารขาเข้าสูงที่สุด 89.82% ซึ่งยังไม่รวมท่าอากาศยานสมุย ที่มีเที่ยวบินเข้า-ออก วันละกว่า 100 เที่ยว ผู้โดยสารวันละกว่า 10,000 คน รวม 5 วันประมาณ 50,000 คน ซึ่งกองเศรษฐกิจการท่องเที่ยวและกีฬา กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา รายงานสถานการณ์ท่องเที่ยวไทย เดือนมกราคม–กุมภาพันธ์ 2569 (เบื้องต้น) จ.สุราษฎร์ธานี มีผู้เยี่ยมเยือนสูง 1 ใน 10 จังหวัดแรกของประเทศและเป็นอันดับ 2 ของภาคใต้รองจาก จ.ภูเก็ต รวม 1,518,364 คน เพิ่มขึ้น 5.49 % ขณะเดียวกันเป็นจังหวัดที่มีรายได้สูงสุดอันดับ 4 ของประเทศจากกรุงเทพฯ , ภูเก็ต , ชลบุรี , สุราษฎร์ธานี และเชียงใหม่ ตามลำดับ จำนวน 25,450.63 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 5.20% 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5790538/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1VUzBfYAkATxMbZnrymXxu

  • ‘เยอรมนี’ เปลี่ยนเหมืองเก่า เป็นทะเลสาบเทียม ช่วยฟื้นฟูธรรมชาติ พร้อมส่งเสริมการท่องเที่ยว

    ‘เยอรมนี’ เปลี่ยนเหมืองเก่า เป็นทะเลสาบเทียม ช่วยฟื้นฟูธรรมชาติ พร้อมส่งเสริมการท่องเที่ยว

    “เยอรมนี” เปิดตัว “โครงการ Lusatian Lakeland” เปลี่ยนพื้นที่เหมืองถ่านหินเก่า ให้กลายเป็นทะเลสาบเทียมที่ใหญ่ที่สุดในยุโรป ช่วยฟื้นฟูธรรมชาติและกลายเป็นพื้นที่พักผ่อนหย่อนใจของชาวเมือง คาดว่าจะแล้วเสร็จในปี 2026

    โครงการแห่งนี้ตั้งอยู่ระหว่างกรุงเบอร์ลินและเมืองเดรสเดน ครอบคลุมเขตในรัฐบรันเดินบวร์คและรัฐแซกโซนี ประกอบด้วยทะเลสาบที่สร้างขึ้นโดยฝีมือมนุษย์ถึง 23 แห่ง มีพื้นที่ผิวน้ำรวมประมาณ 87,500 ไร่ โดยจะเชื่อมต่อทะเลสาบ 10 แห่งเข้าด้วยกันผ่านระบบคลอง เพื่อสร้างพื้นที่ทางน้ำที่สามารถล่องเรือต่อเนื่องกันได้รวมกว่า 43,750 ไร่ ซึ่งปัจจุบันมีคลองสร้างเสร็จแล้ว 4 แห่ง และอยู่ระหว่างการก่อสร้างอีก 6 แห่ง

    ในอดีตสมัยสาธารณรัฐประชาธิปไตยเยอรมนี (GDR) ภูมิภาคลูเซเซีย เคยเป็นแหล่งขุดเจาะถ่านหินลิกไนต์ที่สำคัญ โดยมีการขุดถ่านหินขึ้นมามากกว่า 2,000 ล้านตันจากระดับความลึกกว่า 60 เมตร ซึ่งการทำเหมืองแบบเปิดได้ทิ้งหลุมขนาดมหึมาไว้บนพื้นดิน เพื่อแก้ไขปัญหานี้ ทางการจึงเริ่มฟื้นฟูพื้นที่ตั้งแต่ปี 1967 ด้วยการเปลี่ยนเหมืองให้เป็นทะเลสาบ 

    เดิมทีภูมิภาคลูเซเซีย แทบไม่มีทะเลสาบตามธรรมชาติเลย เนื่องจากสภาพดินเป็นกรวดและทรายที่น้ำซึมผ่านได้ง่าย การสร้างทะเลสาบเหล่านี้จึงเปรียบเสมือนการเนรมิตระบบนิเวศใหม่ขึ้นมาทั้งหมด ด้วยฝีมือมนุษย์และวิศวกรรมที่ชาญฉลาด

    การเติมน้ำในหลุมเหมืองไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะหากปล่อยให้เป็นไปตามธรรมชาติจากน้ำฝนและน้ำบาดาลเพียงอย่างเดียว อาจต้องใช้เวลานานถึง 80-100 ปี วิศวกรจึงต้องใช้วิธีผันน้ำจากแม่น้ำใกล้เคียง เช่น แม่น้ำนือซา, ชเปร และแบล็กเอ็ลเบอ เข้ามาเติมอย่างเป็นระบบเพื่อให้กระบวนการรวดเร็วขึ้น

    ‘เยอรมนี’ เปลี่ยนเหมืองเก่า เป็นทะเลสาบเทียม ช่วยฟื้นฟูธรรมชาติ พร้อมส่งเสริมการท่องเที่ยว “Lusatian Lakeland” ทะเลสาบเทียมที่ใหญ่ที่สุดในยุโรป
    เครดิตภาพ: Lausitzer und Mitteldeutsche Bergbau-Verwaltungsgesellschaft mbH / Steffen Rasche

    โครงการนี้อยู่ภายใต้ความรับผิดชอบของบริษัท LMBV บริษัทของรัฐบาลกลางที่ก่อตั้งขึ้นในช่วงต้นทศวรรษที่ 1990 เพื่อทำหน้าที่ฟื้นฟูและเติมน้ำในเหมืองเปิด 19 แห่งในภูมิภาคนี้ ดร. อูเว สไตน์ฮูเบอร์ โฆษกของ LMBV กล่าว “กระบวนการนี้จะต้องใช้เวลาดำเนินการยาวนานถึงสองชั่วอายุคน หากปล่อยให้เป็นไปตามธรรมชาติ”

    นอกจากนี้ ยังต้องเผชิญกับความท้าทายด้านสิ่งแวดล้อม เช่น การจัดการกับน้ำในเหมืองที่มีสภาพเป็นกรดสูงและมีแร่ธาตุปนเปื้อน ดังนั้นจึงต้องผันน้ำจากแม่น้ำที่มีสภาพเป็นกลางเข้ามาช่วยป้องกันไม่ให้น้ำในทะเลสาบมีความเป็นกรดเกินไป รวมถึงต้องมีการเสริมความแข็งแรงของคันกั้นน้ำอย่างระมัดระวังเพื่อความปลอดภัยในระยะยาว

    งบประมาณที่ใช้ในโครงการนี้ถือว่ามหาศาล เฉพาะในภูมิภาคลูเซเซีย เพียงแห่งเดียวมีการลงทุนไปแล้วประมาณ 7,420 ล้านดอลลาร์ หากรวมพื้นที่เหมืองทั้งหมดในเยอรมนีตอนกลางจะต้องใช้งบประมาณมูลค่าสูงถึง 14,630 ล้านดอลลาร์ โดย 75% ของงบประมาณทั้งหมดได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลกลาง ส่วนที่เหลือมาจากรัฐบาลท้องถิ่น

    ดร.สไตน์ฮูเบอร์ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า การสร้างและจัดการทะเลสาบให้ปลอดภัยเพียงแห่งเดียวมีค่าใช้จ่ายระหว่าง 212-636 ล้านดอลลาร์  และมีการประเมินว่าในช่วง 25 ปีข้างหน้า ยังต้องใช้งบประมาณอีกราว 5,090 ล้านดอลลาร์ เพื่อดำเนินการตามแผนงานที่วางไว้ให้เสร็จสิ้น

    ‘เยอรมนี’ เปลี่ยนเหมืองเก่า เป็นทะเลสาบเทียม ช่วยฟื้นฟูธรรมชาติ พร้อมส่งเสริมการท่องเที่ยว “Lusatian Lakeland” ทะเลสาบเทียมที่ใหญ่ที่สุดในยุโรป
    เครดิตภาพ: Kathrin Winkler // Lausitz Lake District Tourism Association 

    ทะเลสาบเซดลิตซ์ถือเป็นจิ๊กซอว์ชิ้นสุดท้ายที่สำคัญของโครงการนี้ โดยมีพื้นที่ประมาณ 8,750 ไร่ เนื่องจากทะเลสาบแห่งนี้มีกำหนดจะเปิดให้ทำกิจกรรมทางน้ำได้ในช่วงปลายเดือนเมษายน 2026 ซึ่งจะกลายเป็นทะเลสาบเพื่อการนันทนาการที่ใหญ่ที่สุดในบรรดาทะเลสาบทั้งหมดของลูเซเซีย แต่ก่อนการเปิดใช้งาน วิศวกรต้องจัดกำจัดซากไม้ที่ตายแล้วกว่า 1,250 ไร่ที่จมอยู่ใต้ผิวน้ำให้สำเร็จก่อน

    ส่วนทะเลสาบเซดลิตซ์ ที่แปรสภาพมาจากเหมืองอิลเซ-ออสท์ที่เลิกใช้งานไปตั้งแต่ปี 1980 เพิ่งมีระดับน้ำถึงเกณฑ์เป้าหมายในปี 2025 หลังจากผ่านการปรับสภาพชายฝั่งและสร้างเขื่อนมายาวนานหลายทศวรรษ

    ตามกำหนดแล้ววันที่ 29 มิถุนายน 2026 นี้ จะเป็นวันที่ทะเลสาบหลัก 5 แห่ง ได้แก่ เซนเฟนเบิร์ก, ไกเออร์สวัลด์, พาร์ทวิตซ์, เซดลิทซ์ และกรอสเรเชน จะเชื่อมต่อกันด้วยคลองเดินเรือ ซึ่งจะทำให้เกิดโครงข่ายทะเลสาบต่อเนื่องกันขนาดประมาณ 31,250 ไร่ และมีเส้นทางเดินเรือรวมยาวถึง 50 กิโลเมตร

    แคทรีน วิงค์เลอร์ ผู้อำนวยการสมาคมการท่องเที่ยว Lusatian Lakeland กล่าวว่า “ภูมิทัศน์ทางน้ำที่สร้างโดยฝีมือมนุษย์ที่ใหญ่ที่สุดในยุโรปกำลังเป็นรูปเป็นร่าง การเปิดตัวครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญสำหรับการพัฒนาการท่องเที่ยวทางน้ำในภูมิภาคต่อไป”

    วิงค์เลอร์ระบุว่า ในอีก 5 ปีข้างหน้าโครงการตั้งเป้าไว้ว่า จะต้องพัฒนาการเดินเรือโดยสาร การเพิ่มท่าเทียบเรือ และขยายศักยภาพที่พัก เพื่อยกระดับให้พื้นที่นี้กลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวครบวงจร ตั้งแต่การปั่นจักรยาน กีฬาทางน้ำ ไปจนถึงกิจกรรมทางวัฒนธรรม

    แม้โครงการจะยังไม่เสร็จสมบูรณ์ดี แต่ในตอนนี้ก็มีการจองห้องพักเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ในปี 2025 มียอดค้างคืนในภูมิภาคนี้ถึง 800,000 คืน โดยเฉพาะกลุ่มนักท่องเที่ยวจากสาธารณรัฐเช็กมีพิ่มขึ้น 12.7% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า และตั้งเป้าจะเพิ่มยอดการค้างคืนเป็น 1.5 ล้านคืนต่อปีในระยะยาว

    โครงการนี้ไม่เพียงแต่สร้างประโยชน์ต่อนักท่องเที่ยว แต่ยังส่งผลดีอย่างมากต่อคนในพื้นที่ด้วย วิงค์เลอร์ได้กล่าวเพิ่มเติมถึงผลประโยชน์ทางสังคมว่า

    “ประชากรในท้องถิ่นได้รับประโยชน์ในหลายด้าน การขยายโครงสร้างพื้นฐานด้านการท่องเที่ยวช่วยสร้างงานใหม่ในอุตสาหกรรมอาหาร โรงแรม และการพักผ่อน รวมถึงสำหรับอดีตคนงานเหมืองและครอบครัวของพวกเขาด้วย”

    นอกจากการเป็นแหล่งท่องเที่ยวแล้ว ทะเลสาบเหล่านี้ยังทำหน้าที่เป็นอ่างเก็บน้ำ ที่ช่วยควบคุมระดับน้ำในแม่น้ำสายสำคัญอย่าง แม่น้ำชเปรและแบล็กเอ็ลเบอ ซึ่งมีความจำเป็นอย่างยิ่งในช่วงเวลาที่เกิดสภาวะภัยแล้งในภูมิภาค เพื่อรักษาเสถียรภาพทางนิเวศวิทยา

    วิงค์เลอร์เชื่อว่าการผสมผสานระหว่างการฟื้นฟูเหมือง การออกแบบภูมิทัศน์ที่ยั่งยืน และการพัฒนาการท่องเที่ยว จะเป็นแรงบันดาลใจให้แก่ภูมิภาคอื่น ๆ ที่กำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางอุตสาหกรรมแบบเดียวกัน โดยในปัจจุบันมีการจัดเวิร์กช็อปและกิจกรรมแลกเปลี่ยนความรู้กับพันธมิตรนานาชาติอย่างต่อเนื่อง เพื่อนำบทเรียนความสำเร็จนี้ไปประยุกต์ใช้ในระดับสากล สะท้อนให้เห็นว่าการจัดการพื้นที่หลังการทำเหมืองสามารถทำได้จริงหากมีการวางแผนที่ยั่งยืน

    อย่างไรก็ตาม ภารกิจนี้ยังไม่จบสิ้นลงง่าย ๆ เนื่องจากเหมืองที่ยังเปิดทำการอยู่ในปัจจุบันมีแผนจะปิดตัวลงในช่วงปี 2030-2038 ซึ่งหมายความว่าในอนาคตจะมีพื้นที่เหมืองขนาดใหญ่อีกหลายแห่งที่รอการเปลี่ยนสภาพให้กลายเป็นทะเลสาบเพิ่มเติม เพื่อขยายอาณาจักรทางน้ำแห่งนี้ให้ยิ่งใหญ่ขึ้นไปอีก

    ที่มา: Eco Hub MapEuro NewsSecret Berlin

    ‘เยอรมนี’ เปลี่ยนเหมืองเก่า เป็นทะเลสาบเทียม ช่วยฟื้นฟูธรรมชาติ พร้อมส่งเสริมการท่องเที่ยว “Lusatian Lakeland” ทะเลสาบเทียมที่ใหญ่ที่สุดในยุโรป
    เครดิตภาพ: Peter Radke // Lausitzer Seenland Tourism Association

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/sustainability/environment/1229970&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0WgpDR6p7InHcor61ZlVCI

  • ททท.ปลุกอ่าวไทย! ดัน “ปราณบุรี-หัวหิน” สปอร์ตทัวริซึม เปิดเทศกาลเซิร์ฟสุดมัน

    ททท.ปลุกอ่าวไทย! ดัน “ปราณบุรี-หัวหิน” สปอร์ตทัวริซึม เปิดเทศกาลเซิร์ฟสุดมัน

    ภูมิภาค

    ททท.ปลุกอ่าวไทย! ดัน “ปราณบุรี-หัวหิน” สปอร์ตทัวริซึม เปิดเทศกาลเซิร์ฟสุดมัน

    วันเสาร์ ที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2569, 08.51 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ประจวบคีรีขันธ์คึกคัก การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานประจวบคีรีขันธ์ เปิดงาน “Amazing Prachuap Surf & Wind Festival 2026” อย่างยิ่งใหญ่ ผลักดัน “ปราณบุรี-หัวหิน” สู่จุดหมายปลายทางด้านกีฬาและไลฟ์สไตล์ระดับสากล รับกระแสท่องเที่ยวซัมเมอร์

    เมื่อวันที่ 17 เมษายน 2569 บริเวณชายหาดปากน้ำปราณ–เขากะโหลก อำเภอปราณบุรี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ททท.สำนักงานประจวบคีรีขันธ์ จัดเทศกาลกีฬาทางน้ำครั้งแรกของพื้นที่ ระหว่างวันที่ 17–18 เมษายน ท่ามกลางบรรยากาศริมทะเลที่คึกคัก โดยมีนายปรีดา สุขใจ รองผู้ว่าราชการจังหวัดฯ พร้อมหน่วยงานภาครัฐและเอกชนเข้าร่วม

    นายอิษฎา เสาวรส ผู้อำนวยการ ททท.สำนักงานประจวบคีรีขันธ์ เปิดเผยว่า งานดังกล่าวมุ่งส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงกีฬา (Sports Tourism) และการท่องเที่ยวเชิงประสบการณ์ เพื่อตอบโจทย์นักท่องเที่ยวยุคใหม่ที่นิยมกิจกรรมกลางแจ้งและแนวผจญภัย อีกทั้งช่วยกระตุ้นการเดินทาง การพักค้างคืน และสร้างรายได้ให้ผู้ประกอบการในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง

    ภายในงานมีกิจกรรมหลากหลาย ทั้งการแสดงและสาธิตกีฬาทางน้ำ เช่น ไคต์เซิร์ฟ วิงฟอยล์ และเซิร์ฟบอร์ด จากนักกีฬาและผู้ฝึกสอนมืออาชีพ รวมถึงโซนทดลองเล่นสำหรับผู้เริ่มต้น ภายใต้การดูแลอย่างใกล้ชิด พร้อมกิจกรรมเวิร์กช็อปแนะนำอุปกรณ์และหลักความปลอดภัย

    นอกจากนี้ ยังมีโซนไลฟ์สไตล์ รวมร้านค้า อาหาร เครื่องดื่ม และสินค้าชุมชน ตลอดจนโปรโมชั่นพิเศษ มอบสิทธิ์ทดลองเล่นกีฬาทางน้ำฟรีสำหรับผู้เข้าร่วมตามเงื่อนไข ปิดท้ายด้วยบรรยากาศดนตรีจากดีเจริมชายหาด สร้างสีสันให้ชายหาดปราณบุรีในช่วงเย็นอย่างคึกคัก
    ทั้งนี้ การจัดงานดังกล่าวถือเป็นอีกก้าวสำคัญในการยกระดับภาพลักษณ์จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ให้เป็นศูนย์กลางกีฬาทางน้ำของอ่าวไทย และต่อยอดสู่เครือข่ายชุมชนกีฬาทางน้ำในอนาคต

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/region/473016&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1517tR7ty-vWUiW0zZwhbR

  • กมธ.พิทักษ์และเทิดทูนสถาบันฯ หนุน “หอเฉลิมพระเกียรติฯ นครพนม” ผลักดันสู่แหล่งท่องเที่ยว | เดลินิวส์

    กมธ.พิทักษ์และเทิดทูนสถาบันฯ หนุน “หอเฉลิมพระเกียรติฯ นครพนม” ผลักดันสู่แหล่งท่องเที่ยว | เดลินิวส์

    พล.ต.ท.บุญจันทร์ นวลสาย สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะรองประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญฯ คนที่ 1 นำคณะสมาชิกวุฒิสภา อาทิ นายธนภัทร ตวงวิไล ดร.มยุรี โพธิแสน และ ดร.สากล ภูลศิริกุล ลงพื้นที่รับฟังบรรยายสรุปจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยมี นายชวลิต วิชยสุทธิ์ อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครพนม ในฐานะประธานที่ปรึกษาศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษานครพนม ให้การต้อนรับและนำเสนอข้อมูล

    สำหรับพื้นที่หอเฉลิมพระเกียรติฯ แห่งนี้ ถือเป็นสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ โดยเมื่อวันที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2505 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ได้เสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมทหารชายแดนบริเวณอ่างเก็บน้ำหนองหญ้า และทรงประทับแรม ณ พื้นที่ดังกล่าว สร้างความปลาบปลื้มแก่พสกนิกรในพื้นที่เป็นอย่างยิ่ง

    นายชวลิต เปิดเผยว่า พื้นที่บริเวณอ่างเก็บน้ำหนองหญ้า ยังมีความสำคัญในระดับนานาชาติ เนื่องจากมีบุคคลสำคัญของโลกเกี่ยวข้องถึง 2 ท่าน ได้แก่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 และนายโฮจิมินห์ อดีตประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐประชาธิปไตยเวียดนาม ซึ่งเคยมาพำนักพิงในประเทศไทย โดยในแต่ละปีจะมีการจัดงานรำลึกและมีสถานเอกอัครราชทูตเวียดนามเข้าร่วมอย่างต่อเนื่อง

    อย่างไรก็ตาม หอเฉลิมพระเกียรติฯ ซึ่งก่อสร้างมาแล้วกว่า 20 ปี ยังขาดการพัฒนาอย่างเต็มรูปแบบ เนื่องจากได้รับงบประมาณสนับสนุนเพียงบางส่วน นายชวลิตจึงเสนอให้มีการจัดทำแผนแม่บท (Master Plan) เพื่อยกระดับพื้นที่ให้เป็น “อุทยานเชิงประวัติศาสตร์” อย่างครบวงจร

    ด้าน พล.ต.ท.บุญจันทร์ ระบุว่า คณะกรรมาธิการฯ ให้ความสำคัญกับข้อเสนอดังกล่าว และเตรียมประสานผู้ว่าราชการจังหวัดนครพนม เพื่อจัดตั้งคณะกรรมการจัดทำแผนแม่บท รวมถึงเตรียมเชิญนายชวลิตเข้าร่วมเป็นที่ปรึกษา เพื่อขับเคลื่อนโครงการให้เกิดผลเป็นรูปธรรม

    ขณะที่ ดร.สากล ภูลศิริกุล กล่าวว่า จากการลงพื้นที่พบว่าสถานที่มีศักยภาพสูง แต่จำเป็นต้องได้รับความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในการพัฒนา ทั้งด้านการปรับปรุงภูมิทัศน์ การดูแลความสะอาด และการส่งเสริมภาพลักษณ์ โดยคณะกรรมาธิการฯ พร้อมสนับสนุนและผลักดันงบประมาณอย่างเต็มที่

    สำหรับหอเฉลิมพระเกียรติพระราชวงศ์จักรี แบ่งออกเป็น 3 ส่วนหลัก ได้แก่ ส่วนหอเฉลิมพระเกียรติ ซึ่งจัดแสดงพระบรมสาทิสลักษณ์พระมหากษัตริย์ไทยแห่งราชวงศ์จักรีทั้ง 10 พระองค์ และพระราชกรณียกิจในพื้นที่จังหวัดนครพนม รวมถึงโรงภาพยนตร์และนิทรรศการชาติพันธุ์ ส่วนที่สองคือพิพิธภัณฑ์ปลาน้ำจืดแม่น้ำโขง และส่วนที่สามอยู่ระหว่างการก่อสร้างเป็นอาคารท้องฟ้าจำลองและหอดูดาว การผลักดันครั้งนี้ นับเป็นอีกก้าวสำคัญในการยกระดับแหล่งเรียนรู้และแหล่งท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์ของจังหวัดนครพนม เพื่อสืบสานพระราชปณิธานและเทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์ให้คงอยู่คู่สังคมไทยอย่างยั่งยืนต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5791867/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2TBcALenxLZtPW0wmV9uj7