Category: ท่องเที่ยว

  • ออมสินขยายผลโปรเจกต์ ‘ลิบงสุขใจ’ สร้างชุมชนเข้มแข็ง-หนุนท่องเที่ยววิถีใหม่

    ออมสินขยายผลโปรเจกต์ ‘ลิบงสุขใจ’ สร้างชุมชนเข้มแข็ง-หนุนท่องเที่ยววิถีใหม่

    ออมสินขยายผลโปรเจกต์ ‘ลิบงสุขใจ ออมสินพัฒนา’ สู่ชุมชนเข้มแข็ง-คาร์บอนต่ำ หนุนท่องเที่ยววิถีใหม่ สร้าง Social Impact ให้ชุมชนแล้วกว่า 50,000 ราย

    2 ก.ย. 2568 – นายวีระชัย อมรถกลสุเวช รองผู้อำนวยการธนาคารออมสินอาวุโส รักษาการผู้อำนวยการธนาคารออมสิน เผยความก้าวหน้าการดำเนินโครงการพัฒนาชุมชนแบบองค์รวม (Holistic Area-Based Community Development) โครงการที่ 2 ภายใต้ชื่อ “ลิบงสุขใจ ออมสินพัฒนา” ในพื้นที่เกาะลิบง จังหวัดตรัง ครบรอบ 1 ปี ของการดำเนินงาน มีการขยายเป้าหมายการพัฒนาจากเดิม 7 ด้าน เป็น 12 ด้าน เพื่อช่วยแก้ไขปัญหาและรองรับความต้องการที่จำเป็นของพื้นที่และยกระดับคุณภาพชีวิตอย่างรอบด้าน ให้สามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน ทั้งในมิติของการดูแลตนเอง การดูแลชุมชน รวมไปถึงการดูแลสิ่งแวดล้อมและเพิ่มโอกาสทางรายได้

    ทั้งนี้ โครงการลิบงสุขใจ ออมสินพัฒนา เป็นการต่อยอดความสำเร็จงานพัฒนาชุมชนแบบองค์รวม โครงการที่ 1 “ออมสินฮ่วมใจ๋ฮักขุนน่าน” ที่การันตีความสำเร็จด้วยรางวัลรัฐวิสาหกิจดีเด่น ปี 2567 (รางวัลการดำเนินงานอย่างรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมดีเด่น) โดยธนาคารกำหนดใช้แนวคิดนี้ในการทำงานพัฒนาชุมชน สังคม และสิ่งแวดล้อม เพื่อขยายผลการสร้าง Social Impact อย่างต่อเนื่อง ให้กับชุมชนแล้วกว่า 50,000 ราย

    โครงการ “ลิบงสุขใจ ออมสินพัฒนา” ด้วยแนวคิด “ต้นแบบชุมชนคาร์บอนต่ำ” (Low Carbon Island) ตั้งเป้าหมายยกระดับคุณภาพชีวิตที่ดี สิ่งแวดล้อมน่าอยู่ และเศรษฐกิจเติบโตไปพร้อมกัน โดยวางแผนการพัฒนาครอบคลุม 12 ด้าน ประกอบด้วย 1. Low Carbon 2. ยกระดับการท่องเที่ยว 3. การจัดการน้ำ 4. การแพทย์และสาธารณสุข 5. ส่งเสริมอาชีพ/สร้างรายได้ 6. ส่งเสริมความรู้ทางการเงิน 7. ส่งเสริมการออมทรัพย์ 8. การสนับสนุนแหล่งเงินทุน 9. แก้ไขปัญหาหนี้สิน 10. สถานศึกษาและการเรียนรู้ 11. การทำนุบำรุงศาสนา และ 12. คุณภาพชีวิต เพื่อตอบโจทย์คนในชุมชนที่ปัจจุบันโครงสร้างประชากรส่วนใหญ่เป็นเด็กและผู้สูงวัย ให้ได้รับโอกาสในการเข้าถึงความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ควบคู่กับการปลูกฝังจิตสำนึกส่งเสริมการดูแลรักษาถิ่นเกิด

    ทั้งการเข้าถึงบริการสุขภาพและสวัสดิภาพที่รวดเร็วขึ้น การมีแหล่งน้ำที่มีคุณภาพและเพียงพอสำหรับใช้อุปโภคบริโภคตลอดปี ที่สำคัญคือการสร้างรายได้เพิ่มจากการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม ซึ่งเกาะลิบงมีจุดแข็งด้านการท่องเที่ยวที่ยังถูกหลงลืม แต่มีศักยภาพเพียงพอสำหรับการยกระดับรายได้ให้คนในชุมชนซึ่งทั้งเกาะเป็นวิถีชีวิตชาวมุสลิม และปรับปรุงมาตรฐานผู้ประกอบการโฮมสเตย์ ส่งเสริมการตลาดขยายการท่องเที่ยว ควบคู่ไปกับการดูแลสิ่งแวดล้อม ด้วยการจัดการขยะอย่างเป็นระบบ การสนับสนุนพลังงานทดแทน และการเพิ่มพื้นที่สีเขียว

    นอกจากนี้ ธนาคารได้ส่งเสริมให้ชุมชนมีการออมรูปแบบกลุ่ม อาทิ กลุ่มประมง กลุ่มเรือข้ามฟาก และกลุ่มรถซาเล้งโดยสาร รวมถึงส่งเสริมการออมเยาวชนกับธนาคารโรงเรียน เพื่อให้ชุมชนใส่ใจการออมและการบริหารจัดการเงินส่วนบุคคล

    ทั้งนี้ ปัจจุบัน โครงการมีความคืบหน้ามากกว่า 60% โดยการปฏิบัติงานนำโดยทีมงานของธนาคารออมสิน สำนักงานใหญ่ ร่วมกับหน่วยพัฒนาสังคมและชุมชน สังกัดธนาคารออมสินภาค 17 หน่วยงานภาคีที่เข้าร่วมบูรณาการองค์ความรู้และความเชี่ยวชาญการพัฒนาแต่ละด้าน อาทิ กรมการท่องเที่ยว มหาวิทยาลัยมหิดล มทร.ศรีวิชัย เขตห้ามล่าสัตว์ป่าหมู่เกาะลิบง สาธารณสุขจังหวัดตรัง OKMD และ UNICEF

    ผลงานความก้าวหน้าด้านที่สำคัญ เช่น การผลิตน้ำที่มีคุณภาพสำหรับอุปโภคบริโภคเปลี่ยนน้ำเค็มเป็นน้ำจืด การขุดเจาะบ่อบาดาลพร้อมถังเก็บน้ำสำหรับทั้งเกาะครอบคลุม 4 หมู่บ้าน การสนับสนุนเรือพยาบาลฉุกเฉิน “เรือออมสินชีพรักษ์” และสร้างหน่วยกู้ชีพฉุกเฉินเพื่อให้บริการทางการแพทย์ได้ทันท่วงที การติดตั้งระบบพลังงานทดแทนโซล่าร์เซลล์ส่องสว่าง การพัฒนาผลิตภัณฑ์ชุมชนให้มีรายได้เพิ่มขึ้น 20% และผู้ประกอบการโฮมสเตย์ มีรายได้เพิ่มขึ้น 34% ตลอดจนด้านสิ่งแวดล้อมที่อยู่ระหว่างวางแผนริเริ่มให้ชุมชนมีการจัดการขยะอย่างเป็นระบบ การฟื้นฟูระบบนิเวศด้วยการปลูกหญ้าทะเล การปลูกป่าเพื่อขยายพื้นที่สีเขียว เป็นต้น โดยยังมีกิจกรรมการพัฒนาที่อยู่ระหว่างดำเนินการในระยะที่ 2 เพื่อขยายผลการพัฒนาสู่เป้าหมายระยะถัดไป ในการขับเคลื่อนสู่การเป็นชุมชนคาร์บอนต่ำได้อย่างสมบูรณ์แบบ เพื่อให้ชาวเกาะลิบง จังหวัดตรัง สามารถพึ่งพาตนเองได้และมีคุณภาพชีวิตที่ยั่งยืนต่อไป

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/economy-news/854613/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0KGACNs0gv4wsq5ZDYfwWo

  • ‘ท่องเที่ยว’ สูญเสียความสามารถแข่งขัน  ‘ไนท์แฟรงค์’ ชี้ยอดเข้าพักโรงแรมกรุงเทพฯ ติดลบ

    ‘ท่องเที่ยว’ สูญเสียความสามารถแข่งขัน ‘ไนท์แฟรงค์’ ชี้ยอดเข้าพักโรงแรมกรุงเทพฯ ติดลบ

    ธุรกิจ

    ‘ท่องเที่ยว’ สูญเสียความสามารถแข่งขัน ‘ไนท์แฟรงค์’ ชี้ยอดเข้าพักโรงแรมกรุงเทพฯ ติดลบ

    03 ก.ย. 2025 เวลา 6:45 น.

    แนวโน้มตลาด “โรงแรม” ใน “กรุงเทพฯ” ช่วงครึ่งหลังของปี 2568 ยังคงน่ากังวลและจับตาอย่างใกล้ชิด ท่ามกลางสัญญาณหลากหลายในภาคการท่องเที่ยว

    บริษัท ไนท์แฟรงค์ ชาร์ตเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด รายงานสถานการณ์ธุรกิจโรงแรมกรุงเทพฯ ว่า หลังจากครึ่งปีแรกซบเซา มีอัตราการเข้าพักลดลง 3.7 จุด เหลือเพียง 75.1% และค่าเฉลี่ยราคาห้องพักต่อคืน (ADR) เติบโตเพียงเล็กน้อยอยู่ที่ 4,260 บาท ความสนใจในช่วงครึ่งหลังของปีจึงมุ่งไปที่การดูดซับอุปทานใหม่กว่า 3,283 ห้องพักที่จะเปิดก่อนสิ้นปี ซึ่งจะทำให้อุปทานใหม่รวมทั้งปี 2568 เกินกว่า 5,100 ห้องพัก นับเป็นการเติบโตประจำปีที่รวดเร็วที่สุดนับตั้งแต่การแพร่ระบาดของโควิด-19

    ปัจจัยฉุดรั้งผลการดำเนินงานสำคัญ คือการลดลงอย่างมากของ “นักท่องเที่ยวจีน” ที่หดตัวเกือบ 35% เทียบปีต่อปีในครึ่งแรกปี 2568 แม้ว่าจีนยังคงเป็นตลาดนักท่องเที่ยวหลักของไทยในเชิงปริมาณ แต่การชะลอตัวดังกล่าวส่งผลกระทบอย่างมากต่อ “โรงแรมระดับกลาง” และ “โรงแรมที่พึ่งพากรุ๊ปทัวร์” เป็นหลัก

    ทั้งนี้น่าสังเกตว่าการเดินทางออกนอกประเทศของชาวจีนทั่วโลกยังคงแข็งแกร่ง โดย “เวียดนาม” ต้อนรับนักท่องเที่ยวจีนกว่า 2.7 ล้านคน และ “ญี่ปุ่น” 3.13 ล้านคนในช่วงไม่กี่เดือนแรกของปี ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนว่าไม่ได้เกิดจากการขาดแคลนอุปสงค์การท่องเที่ยวของจีน แต่เป็น “การสูญเสียความสามารถในการแข่งขันของไทย” เมื่อเทียบกับจุดหมายปลายทางอื่น ๆ อันเป็นผลมาจากการรับรู้ด้านความปลอดภัย ภาพลักษณ์เชิงลบในสื่อ และความชอบของนักท่องเที่ยวที่เปลี่ยนแปลงไป

    เที่ยวไทยชดเชยตลาดต่างชาติไม่ได้

    แม้มาตรการยกเว้นวีซ่าและการเชื่อมต่อเที่ยวบินในภูมิภาคที่ดีขึ้นยังคงสนับสนุนการท่องเที่ยว แต่รัฐบาลก็เริ่มออกมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวในประเทศ เช่น โครงการ “เที่ยวไทยคนละครึ่ง” และสิทธิประโยชน์ทางภาษีใหม่ ๆ เพื่อกระตุ้นการท่องเที่ยวในประเทศ โดยเฉพาะช่วงโลว์ซีซั่นในครึ่งปีหลัง การฟื้นตัวจะพึ่งพาตลาดและการเพิ่มขึ้นของกำลังการให้บริการสายการบินเป็นหลัก การเติบโตจากตลาดอินเดีย 14.6% และรัสเซีย 11.1% ยังคงเป็นปัจจัยบวกที่โดดเด่น ร่วมกับแรงส่งในระดับปานกลางจากตลาดอาเซียน แต่การเติบโตเหล่านี้ยังไม่เพียงพอที่จะชดเชยการลดลงอย่างหนักจากจีนและเกาหลีใต้

    ภายใต้บริบทนี้ การเติบโตของรายได้ต่อห้องพัก (RevPAR) ในครึ่งปีหลัง 2568 คาดว่าจะขับเคลื่อนโดย “ปริมาณนักท่องเที่ยว” โดยพึ่งพาอัตราการเข้าพักที่แข็งแกร่งในช่วงเดือนพีค เช่น พ.ย. และ ธ.ค. ซึ่งได้รับแรงหนุนจากวันหยุดสิ้นปีและความต้องการจากกลุ่มไมซ์ (MICE: การประชุม เดินทางเพื่อเป็นรางวัล สัมมนา และแสดงสินค้า) 

    อย่างไรก็ตาม แรงกดดันด้านค่าเฉลี่ยราคาห้องพักต่อคืน (ADR) มีแนวโน้มที่จะดำเนินต่อไป โดยเฉพาะในกลุ่มโรงแรมระดับกลาง ที่การแข่งขันจากผู้เล่นรายใหม่จะกดดันศักยภาพในการตั้งราคา ประสิทธิภาพของอัตราค่าห้องพักจะขึ้นอยู่กับคุณค่าของแบรนด์ กลยุทธ์การจัดจำหน่ายที่มีประสิทธิผล และทำเลที่โดดเด่นมากขึ้นเรื่อย ๆ

    สำหรับกลุ่ม “โรงแรมหรู” คาดว่าจะยังคงมีเสถียรภาพมากกว่า โดยได้รับแรงหนุนจากความต้องการที่ยืดหยุ่นจากนักเดินทางระยะไกลและนักท่องเที่ยวรายได้สูงจากภูมิภาค แม้ว่าอัตราการเติบโตของราคาจะอยู่ในระดับจำกัด และมีการแข่งขันที่รุนแรงขึ้นในกลุ่มโรงแรมระดับบน การได้เปรียบด้านราคาเมื่อเทียบกับศูนย์กลางในภูมิภาค เช่น สิงคโปร์ ฮ่องกง และโตเกียว อาจช่วยดึงดูดนักท่องเที่ยวที่ขับเคลื่อนด้วยประสบการณ์ ซึ่งมองหาความคุ้มค่าในราคาที่แข่งขันได้

    อัตราเข้าพักโรงแรมกรุงเทพฯ ติดลบ

    ด้านภาพรวมตลาดโรงแรมในกรุงเทพฯ ช่วงครึ่งแรกของปี 2568 ภาคการท่องเที่ยวของ “กรุงเทพฯ” ยังคงฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง โดยมี “นักท่องเที่ยวต่างชาติ” ประมาณ 15.5 ล้านคน เพิ่มขึ้นเล็กน้อย 0.6% แบบปีต่อปี (YTD) อย่างไรก็ตาม ปริมาณนักท่องเที่ยวยังคงต่ำกว่าระดับสูงสุดเมื่อปี 2562 อยู่ 11.3% สะท้อนถึงผลกระทบที่ยังคงอยู่จากรูปแบบการท่องเที่ยวที่เปลี่ยนไป

    “ตลาดโรงแรมกรุงเทพฯ เปลี่ยนแปลงในทิศทางการฟื้นตัวในครึ่งแรกของปี 2568 อัตราการเข้าพักเฉลี่ยลดลงเหลือ 75.1% หรือลดลง 3.7 จุดจากช่วงเดียวกันของปีก่อน เดือน ม.ค. และ ก.พ. มีผลการดำเนินงานที่ค่อนข้างดี โดยมีอัตราการเข้าพักเกินกว่า 81% แต่ในเดือนต่อ ๆ มา อัตราการเข้าพักลดลงอย่างต่อเนื่อง จนถึงเดือน มิ.ย.ซึ่งอยู่ที่ 69.8% ถือเป็นระดับที่ต่ำที่สุดในรอบกว่า 1 ปี แนวโน้มที่อ่อนตัวนี้สะท้อนถึงผลกระทบจากการเพิ่มขึ้นของจำนวนห้องพัก ระยะเวลาการเข้าพักที่สั้นลง และการพึ่งพาตลาดระยะใกล้ที่มีศักยภาพด้านผลตอบแทนต่ำกว่า”

    สำหรับค่าเฉลี่ยราคาห้องพักต่อคืน (ADR) เพิ่มขึ้น 3.3% ปีต่อปี อยู่ที่ 4,260 บาทในครึ่งแรกปี 2568 เทียบกับ 4,121 บาทในช่วงเดียวกันของปี 2567 โดย ADR สูงสุดอยู่ในเดือน ม.ค. ขณะที่ต่ำสุดอยู่ในเดือน พ.ค.และ มิ.ย. หลายเดือนในช่วงกลางปีมีการเปลี่ยนแปลงเท่ากับหรือแย่กว่าปีต่อปี การเติบโตที่ค่อนข้างจำกัดของ ADR รวมกับการลดลงของอัตราการเข้าพัก กดดันรายได้ต่อห้องพัก (RevPAR) โดยเฉพาะในไตรมาส 2

    จีน-มาเลเซีย ตลาดใหญ่ช่วง 8 เดือน 

    ด้านอุปทาน มี “โรงแรมใหม่” เปิดให้บริการ 7 แห่งในครึ่งแรกของปี 2568 รวม 1,906 ห้อง โดยโรงแรมที่โดดเด่น ได้แก่ แกรนด์เซ็นเตอร์พอยต์ ลุมพินี (512 ห้อง) และโฟร์พอยท์ บาย เชอราตัน (333 ห้อง) การเปิดตัวครอบคลุมทุกกลุ่ม ตั้งแต่โรงแรมหรู เช่น อมัน นายเลิศ และแกรนด์เซ็นเตอร์พอยต์ ไปจนถึงกลุ่มระดับกลางถึงบน เช่น ควีนส์แลนด์ โฮเทล และเดอะควอเตอร์ นอกจากนี้ยังมีโรงแรมอีก 12 แห่ง รวม 3,283 ห้อง ที่มีกำหนดเปิดในครึ่งหลังของปี 2568 สะท้อนถึงการเติบโตของโครงการใหม่อย่างต่อเนื่องและการแข่งขันที่รุนแรงยิ่งขึ้น

    ทั้งนี้ โรงแรมใหม่หลายแห่งตั้งอยู่ในย่านเมืองที่เกิดใหม่หรือได้รับการพัฒนาใหม่ ส่งผลให้ตลาดโรงแรมในกรุงเทพฯ มีการกระจายตัวมากขึ้น แบรนด์ในประเทศ เช่น เดอะควอเตอร์ และควีนส์แลนด์ ยังคงขยายตัวเชิงรุกในกลุ่มระดับกลางถึงบน ขณะที่เชนโรงแรมนานาชาติ เช่น เรดิสัน และโฟร์พอยท์ เพิ่มการลงทุนในตลาด สะท้อนถึงความเชื่อมั่นต่อศักยภาพในระยะยาวของกรุงเทพฯ

    สถิติต่างชาติเที่ยวไทย 8 เดือนแรก 21.8 ล้านคน ติดลบ 7%

    ล่าสุด กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา รายงานถึงสถานการณ์ “นักท่องเที่ยวต่างชาติ” ล่าสุด เดินทางเข้าประเทศไทยในช่วง 8 เดือนแรกของปี 2568 ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.-31 ส.ค. มีจำนวนสะสม 21,879,476 คน ลดลง 7.16% เทียบช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว สร้างรายได้จากนักท่องเที่ยวต่างชาติ 1,014,303 ล้านบาท ลดลง 5.4%

    สำหรับ “10 อันดับแรก” ของตลาดนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้าไทยสูงสุด ได้แก่ 1.จีน จำนวน 3,096,017 คน 2.มาเลเซีย 3,049,961 คน 3.อินเดีย 1,563,806 คน 4.รัสเซีย 1,195,430 คน 5.เกาหลีใต้ 1,036,361 คน 6.ญี่ปุ่น 712,158 คน 7.สหราชอาณาจักร 708,929 คน 8.สหรัฐ 692,212 คน 9.ไต้หวัน 672,067 คน และ 10.ลาว 630,051 คน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/business/business/1197051&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2hhnyqGzUTT1BzENq6VlbD

  • บางกอกแอร์เวย์สทุ่ม 6 พันล้าน ปักหมุดตราดสู่ฮับการบินตะวันออก

    บางกอกแอร์เวย์สทุ่ม 6 พันล้าน ปักหมุดตราดสู่ฮับการบินตะวันออก

    บางกอกแอร์เวย์สเดินหน้าพัฒนาสนามบินตราด-ขยายฝูงบินใหม่ มุ่งยกระดับศักยภาพสู่ศูนย์กลางการบินภาคตะวันออก หนุนการท่องเที่ยวเติบโตยั่งยืน

    บริษัท การบินกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือสายการบินบางกอกแอร์เวย์ส กำลังจะพลิกโฉมสนามบินตราดสู่ศูนย์กลางการบินแห่งใหม่ของภาคตะวันออก ด้วยแผนการลงทุนครั้งใหญ่เพื่อยกระดับโครงสร้างพื้นฐานและเพิ่มศักยภาพการรองรับนักเดินทางจากทั่วโลก

    นายพุฒิพงศ์ ปราสาททองโอสถ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท การบินกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยถึงแผนการลงทุนเพื่อพัฒนาสนามบินตราดอย่างเต็มรูปแบบ โดยมีเป้าหมายที่จะตอบสนองการเติบโตของภาคการท่องเที่ยวในพื้นที่ภาคตะวันออก โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวจากยุโรปซึ่งเป็นฐานลูกค้าหลักของบางกอกแอร์เวย์ส
     

    บางกอกแอร์เวย์สทุ่ม 6 พันล้าน ปักหมุดตราดสู่ฮับการบินตะวันออก

    สนามบินตราด: หัวใจสำคัญของการเติบโต

    นายพุฒิพงศ์ย้ำว่าสนามบินตราดเป็นหนึ่งในสินทรัพย์ที่มีศักยภาพสูงของบริษัทฯ เนื่องจากทำเลที่ตั้งเป็นประตูสู่แหล่งท่องเที่ยวสำคัญอย่างเกาะช้าง เกาะหมาก และเกาะกูด ซึ่งได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวทั่วโลกอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังสถานการณ์โควิด-19 ที่เริ่มคลี่คลาย ปริมาณผู้โดยสารมีแนวโน้มกลับมาเติบโตอย่างก้าวกระโดด ในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2568 สนามบินตราดมีผู้โดยสารแล้วกว่า 40,427 คน และคาดว่าในช่วงฤดูท่องเที่ยวที่จะถึงนี้ ตัวเลขดังกล่าวจะเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

    บางกอกแอร์เวย์สทุ่ม 6 พันล้าน ปักหมุดตราดสู่ฮับการบินตะวันออก

    เพื่อรองรับการเติบโตนี้ บางกอกแอร์เวย์สจึงเตรียมเดินหน้าโครงการพัฒนาสนามบินตราดใน 2 เฟสหลัก:

    เฟสแรก: กำหนดแล้วเสร็จในไตรมาส 3 ปี 2569 ด้วยงบประมาณราว 400 ล้านบาท จะมีการขยายรันเวย์จาก 1,800 เมตร เป็น 2,000 เมตร พร้อมสร้างลานจอดอากาศยานใหม่เพื่อรองรับเครื่องบินขนาดเล็กถึงกลาง รวมถึงปรับปรุงอาคารผู้โดยสารจากเดิม 2,100 ตร.ม. เป็น 3,400 ตร.ม. เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการรองรับผู้โดยสารสูงสุด 250,000 คนต่อปี
     

    เฟสที่สอง: มีแผนจะเริ่มก่อสร้างอาคารผู้โดยสารหลังใหม่บริเวณทิศใต้ของสนามบินในช่วงปลายปี 2569

    การพัฒนาครั้งนี้ไม่เพียงแต่จะเพิ่มศักยภาพในการรองรับผู้โดยสาร แต่ยังเป็นการปูทางสำหรับการขยายเครือข่ายเส้นทางบินใหม่ๆ ทั้งในประเทศและต่างประเทศในอนาคต ทำให้สนามบินตราดสามารถรองรับเที่ยวบินของสายการบินพันธมิตรและสายการบินอื่นๆ ได้อย่างเต็มที่ และยกระดับสู่การเป็นศูนย์กลางการบินของภาคตะวันออกอย่างแท้จริง

    ทุ่ม 6 พันล้าน! เดินหน้าขยายฝูงบิน

    นอกจากแผนการลงทุนในสนามบินตราดแล้ว บางกอกแอร์เวย์สยังได้เซ็นสัญญาจัดซื้อเครื่องบินใหม่รุ่น ATR อีก 10 ลำ มูลค่ารวมกว่า 6,000-7,000 ล้านบาท โดยจะทยอยรับมอบระหว่างปี 2569-2571 เพื่อนำมาทดแทนเครื่องบินเดิมที่จะถูกปลดระวาง นอกจากนี้ยังวางแผนที่จะซื้อเครื่องบินลำตัวแคบ (A320 และ B737) เพิ่มเติมอีก 20 ลำภายใน 5 ปีข้างหน้า

    การลงทุนครั้งใหญ่นี้ถือเป็นก้าวสำคัญที่จะผลักดันให้บางกอกแอร์เวย์สกลับสู่เป้าหมายการมีฝูงบินขนาด 40 ลำ เท่ากับจำนวนฝูงบินที่เคยมีก่อนการระบาดของโควิด-19

    บางกอกแอร์เวย์สทุ่ม 6 พันล้าน ปักหมุดตราดสู่ฮับการบินตะวันออก

    เป้าหมายธุรกิจ: เดินหน้าเติบโตอย่างมั่นคง

    สำหรับเป้าหมายด้านผลการดำเนินงาน นายพุฒิพงศ์คาดการณ์ว่ารายได้รวมของบริษัทฯ ในปีนี้จะเติบโตขึ้นประมาณ 4% จากปีที่ผ่านมา แม้ว่าตัวเลขผู้โดยสารรวมทั้งปีจะอยู่ที่ราว 4.3 ล้านคน ซึ่งต่ำกว่าเป้าหมายเดิมที่ 4.7 ล้านคนเล็กน้อยก็ตาม อย่างไรก็ตาม การปรับตัวทางเศรษฐกิจและสถานการณ์ภายนอกที่อาจส่งผลกระทบต่อกำไรในปีนี้เป็นสิ่งที่บริษัทฯ จะต้องจับตาอย่างใกล้ชิด

    การลงทุนในครั้งนี้ถือเป็นการตอกย้ำถึงความมุ่งมั่นของบางกอกแอร์เวย์สในการเดินหน้าขยายธุรกิจและสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินทรัพย์ที่มีอยู่ พร้อมทั้งยกระดับการให้บริการเพื่อรองรับการเติบโตของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวในอนาคต

    บางกอกแอร์เวย์สทุ่ม 6 พันล้าน ปักหมุดตราดสู่ฮับการบินตะวันออก

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/smart-city/729774&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3eyOmIN-K-cCqpOQmwPZZ_

  • เอกชนฟาดการเมือง ทุบเศรษฐกิจซํ้าซาก จับตาจีดีพี Q4 อ่วม หนุนยุบสภาสู่โหมดเลือกตั้ง

    เอกชนฟาดการเมือง ทุบเศรษฐกิจซํ้าซาก จับตาจีดีพี Q4 อ่วม หนุนยุบสภาสู่โหมดเลือกตั้ง

    การเมืองไทยถึงจุดเปลี่ยนผ่านอีกครั้ง หลัง “แพทองธาร ชินวัตร”ต้องหลุดจากเก้าอี้นายกรัฐมนตรีคนที่ 31 จากกรณีคลิปเสียงสนทนากับสมเด็จฮุนเซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา และส่งผลให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) กลายเป็นรัฐมนตรีรักษาการ เส้นทางการเมือง ณ เวลานี้ยังไม่มีความชัดเจน แต่มีหลายฉากทัศน์ที่ผู้คนจับตา เช่น การจับขั้วการเมืองเพื่อลงมติเลือกนายกรัฐมนตรีคนใหม่ เพื่อไปสู่การฟอร์ม ครม.ชุดใหม่ ขึ้นมาบริหารประเทศต่อไปอีกเกือบ 2 ปีนับจากนี้ และอีกทางหนึ่งที่กำลังเป็นกระแสหนาหูคือ “การยุบสภา” เพื่อนำสู่โหมดการเลือกตั้งครั้งใหม่ ซึ่งไม่ว่าจะออกทางใด จะส่งผลกระทบต่อประเทศไทยในหลากหลายมิติ

     ดร.จิติพล พฤกษาเมธานันท์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ฟินันเซียไซรัส จำกัด(มหาชน) เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า แม้จะเกิดสุญญากาศทางการเมืองแต่เศรษฐกิจไทยปีนี้มีโอกาสขยายตัวได้ 2.0% ตามที่สภาพัฒน์ประเมิน เพราะการยุบสภาแล้วมีการเลือกตั้งใหม่ จะทำให้กำลังซื้อหรือการใช้จ่ายครัวเรือนจะกลับมา การลงทุนภาครัฐส่วนใหญ่ 90% เป็นงบผูกพันอยู่แล้ว ซึ่งการเลือกตั้งใหม่เป็นผลดีต่อเศรษฐกิจ

    อย่างไรก็ตาม การมีรัฐบาลเฉพาะกาล 4 เดือน(กรณีรับเงื่อนไขของพรรคประชาชนรัฐบาลใหม่ต้องยุบสภาภายใน 4 เดือน) มีโอกาสยืดเยื้อได้อีก 1 เดือนหรือ 3 เดือน ทำได้ทางเทคนิค แต่เสี่ยงชนขั้นตอนการจัดทำงบประมาณและการเลือกตั้ง รัฐบาลจะต้องอยู่ในโหมด “รักษาการ” เร็วขึ้น และต้องพึ่งงบฯปีเก่าไปพลางก่อน โครงการใหม่หยุด ชะลอเบิกจ่ายลงทุนบางส่วน

    เชียร์ยุบสภา-เลือกตั้งใหม่

    เช่นเดียวกับภาคอสังหาริมทรัพย์ นายสุนทร สถาพร นายกสมาคมธุรกิจบ้านจัดสรร ระบุว่า ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลชั่วคราวและเป้าหมายสูงสุดนำไปสู่การเลือกตั้งใหม่ ในภาพรวมคือการสร้างความเชื่อมั่นให้ทุกฝ่าย ได้รัฐบาลที่ดีมาแก้ปัญหาเรื่องใหญ่ ๆ อย่างยั่งยืน ได้แก่ 1.เรื่องคนสำคัญมาก ควรเป็น “รัฐบาลแห่งความเชื่อมั่น” คือเลือกแต่คนมีความสามารถ เป็นมืออาชีพ มีประสบการณ์ทำงานจริง มาจากภาครัฐหรือเอกชนก็ได้ แต่ต้องเป็นที่ยอมรับและเป็นกลาง ไม่ใช่การแบ่งเก้าอี้ทางการเมือง

    2.ต้องการเห็นทีมเศรษฐกิจ มืออาชีพเพิ่มเติม ที่คัดจากความสามารถ มาแก้ปัญหาตรงจุด ปฏิรูปภาษีให้เป็นธรรม เช่น ภาษีลาภลอย ภาษีชาวต่างชาติที่ซื้อหรือเช่าอสังหาริมทรัพย์ ปรับการศึกษาให้ตรงกับงานในอนาคต ดึงนักลงทุนต่างชาติ และพัฒนาระบบโลจิสติกส์กับดิจิทัลของประเทศ

    ทั้งนี้หากยุบสภาไม่ได้และต้องมีรัฐบาลชั่วคราวมองว่า เวลา 4 เดือนน่าจะพอแล้วถ้าทำงานจริง เน้นแค่ 3 งานหลัก คือ รักษาเศรษฐกิจให้มั่นคงในระยะสั้น แก้กฎหมายเลือกตั้งให้ดีขึ้น และอย่าไปสร้างโครงการใหญ่ๆ ที่จะไปผูกมัดรัฐบาลหน้า

    3.นโยบายเร่งด่วนที่ควรทำทันที แก้ปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชาให้ชัดเจน ทั้งเจรจาและจัดการแนวชายแดน รวมถึงการแก้แก้ปัญหาหนี้ครัวเรือนและเรื่องที่อยู่อาศัยอย่างจริงจัง และที่สำคัญคือต้องสื่อสารกับประชาชนและนักลงทุนให้ชัดเจน โปร่งใส จะได้กลับมามั่นใจเร็วๆ

    หนุนสู่โหมดเลือกตั้ง

    สอดคล้องกับนายประเสริฐ แต่ดุลยสาธิต นายกสมาคมอาคารชุดไทย สะท้อนว่าควรเลือกตั้งใหม่ให้เร็วที่สุด เพื่อได้รัฐบาลใหม่ที่เป็นที่ยอมรับและเชื่อมั่นของประชาชนผ่านการเลือกตั้งทั่วไปครั้งใหม่ โดยต้องแก้ไขปัญหาใหญ่ทางการเมืองเรื่องฮั้ว สว. ให้ชัดเจนก่อนเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาใหญ่ทางการเมืองในอนาคตและการใช้อำนาจขององค์กรอิสระ และการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อนำไปสู่กติกาการเลือกตั้งใหม่ทั้งสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา ควรปรับเขตการเลือกตั้งให้ขนาดใหญ่ขึ้น เช่น เป็นกลุ่มจังหวัด เพื่อป้องกันการซื้อเสียง

    นายภาวุธ พงษ์วิทยภานุ CEO กลุ่มบริษัท efrastructure Group ผู้บุกเบิกวงการอีคอมเมิร์ซ และนักลงทุนธุรกิจ Startup กล่าวว่า รัฐบาลใหม่ที่เข้ามาจะมีมีอายุการทำงาน 3-4 เดือน แล้วยุบสภา โดยการเมืองและเศรษฐกิจไทยกำลังเข้าสู่ในช่วงสุญญากาศ ไม่สามารถแก้ปัญหาอะไรได้ ในฐานะภาคธุรกิจเอกชน มองว่าเศรษฐกิจหลังจากนี้ยังไม่ดีขึ้น ซึ่งต้องกัดฟันรอรัฐบาลใหม่ ใน 3-4 เดือนข้างหน้า

    ห่วงกระทบเศรษฐกิจ-ท่องเที่ยวปลายปี

    นายกวี สระกวี นายกสมาคมธุรกิจเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ไทย กล่าวว่า ประเด็นการเมืองในกรณีที่อาจมีการยุบสภานั้น ยอมรับว่าความเสถียรภาพทางการเมืองเป็นเรื่องสำคัญ โดยเฉพาะในช่วง 2 เดือนข้างหน้าที่อุตสาหกรรมท่องเที่ยวกำลังเข้าสู่ฤดูกาลไฮซีซัน หากเกิดสุญญากาศทางการเมืองและต้องมีรัฐบาลรักษาการ อาจทำให้การสื่อสารกับผู้บริโภคและนักท่องเที่ยวขาดความชัดเจน ส่งผลกระทบต่อแผนการกระตุ้นเศรษฐกิจในภาคกลางคืนและธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยว

    “ถ้าธันวาคมนี้ภาคอุตสาหกรรมยังไม่เห็นความชัดเจน วิธีการสื่อสารกับนักท่องเที่ยวยังไม่เป็นรูปธรรม ก็จะทำให้การทำงานลำบากขึ้น ทั้งที่เป็นช่วงฤดูกาลท่องเที่ยวสำคัญของประเทศ” นายกวีกล่าว

    จีดีพีไทยโตได้แค่ 1.8%

    รองศาสตราจารย์ ดร.อัทธ์ พิศาลวานิช ผู้เชี่ยวชาญเศรษฐกิจระหว่างประเทศและอาเซียน กล่าวว่า หากมีรัฐบาลเฉพาะกาลหรือรัฐบาลชั่วคราวบริหารประเทศ 4 เดือนก่อนยุบสภา ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลภายใต้การนำของพรรคเพื่อไทย หรือพรรคภูมิใจไทย เศรษฐกิจไทยปีนี้จะช้ำพอๆ กัน เพราะช่วงเวลาที่เหลือก่อนยุบนักการเมืองไม่มีจิตใจที่จะกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่จะมุ่งเตรียมความพร้อมเข้าสู่โหมดการเลือกตั้งครั้งใหม่ เพื่อชิงความได้เปรียบเป็นหลัก

     “ภายใต้ฉากทัศน์รัฐบาลเฉพาะกาล 4 เดือนคาดจะส่งผลกระทบทำให้จีดีพีไทยในปีนี้จะขยายตัวได้ประมาณ 1.2-1.8% โดยจีดีพีในไตรมาสที่ 4 จะได้รับผลกระทบมากที่สุด จากการบริโภค การส่งออก และการลงทุน ชะลอตัว”

    4 เดือนไม่พอกระตุ้นเศรษฐกิจ

    ด้าน นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า การได้มาซึ่งนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 ต้องเป็นไปตามกรอบรัฐธรรมนูญ และกรอบกติกาที่มีอยู่ ทั้งนี้ประเทศไทยถืออยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านครั้งใหม่ ซึ่งเป็นความท้าทายมาก ท่ามกลางหลากหลายปัญหาที่รัฐบาลต้องเข้ามาบริหารจัดการ เช่น การเจรจาในรายละเอียดการเปิดตลาดสินค้ากับสหรัฐ การแก้ไขปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา การจัดการอุทกภัยและการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ การช่วยเหลือ SMEs รวมถึงการประสานการทำงานร่วมกับภาคเอกชนเพื่อปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไทย

    อย่างไรก็ดีหากรัฐบาลชุดใหม่ ต้องยุบสภาภายใน 4 เดือน มองว่าเป็นระยะเวลาสั้นเกินไป ทำอะไรไม่ได้มาก โดยเฉพาะการฟื้นฟูเศรษฐกิจ แต่สิ่งที่อาจทำได้คือมาตรการเฉพาะหน้า เช่น การอัดฉีดเงินหรือกระตุ้นการท่องเที่ยว ดังนั้นการมีรัฐบาลที่อยู่ต่อในระยะเวลาที่เหมาะสม จะช่วยให้สามารถดำเนินนโยบายเชิงโครงสร้างได้อย่างต่อเนื่อง

    เอกชนฟาดการเมือง ทุบเศรษฐกิจซํ้าซาก จับตาจีดีพี Q4 อ่วม หนุนยุบสภาสู่โหมดเลือกตั้ง

    จี้รัฐบาลใหม่ฟื้นเชื่อมั่น-คุมต้นทุนการผลิต

    นายธนากร เกษตรสุวรรณ ประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) กล่าวว่า รัฐบาลใหม่ที่จะเข้ามาต้องเร่งแก้ปัญหาเศรษฐกิจ ควบคุมต้นทุนการผลิต และบริหารประเทศอย่างโปร่งใสเพื่อฟื้นความเชื่อมั่นของนักลงทุนและประชาชน ทั้งนี้คณะรัฐมนตรีควรประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญ มีวิสัยทัศน์ และคำนึงถึงผลประโยชน์ของประเทศเป็นหลัก ไม่ใช่ของพรรคหรือกลุ่มใด โดยเฉพาะการจัดสรรงบประมาณต้องตรงเป้าหมายและโปร่งใส

    นอกจากนี้ สรท.เสนอให้รัฐบาลควบคุมต้นทุนสำคัญ เช่น ค่าแรง พลังงาน ค่าไฟ และอัตราแลกเปลี่ยน เพื่อไม่ให้ไทยเสียเปรียบด้านการแข่งขัน พร้อมสนับสนุนผู้ประกอบการโดยเฉพาะ SMEs และที่สำคัญรัฐบาลต้องส่งสัญญาณชัดเจนถึงการไม่ยอมรับการทุจริต เพื่อหยุดต้นทุนแฝงในระบบเศรษฐกิจ และสร้างความเชื่อมั่นทั้งในและต่างประเทศ

    เร่งอัดฉีด 1 แสนล้าน ฟื้นเศรษฐกิจ

    ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล รองผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ ระบุว่า รัฐบาลใหม่ต้องเร่งสร้างความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจ ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจโลกชะลอตัว แรงกดดันจากนโยบายสหรัฐฯ และการแข่งขันกับมหาอำนาจ ซึ่งต้องอาศัยทีมเศรษฐกิจที่มีความสามารถ ไม่ใช่มือใหม่

    ทั้งนี้ภายใน 4 เดือน รัฐบาลต้องมีมาตรการชัดเจน โดยเฉพาะการอัดฉีดงบประมาณ 1 แสนล้านบาทเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ พร้อมเสนอให้ลดดอกเบี้ยนโยบายเพื่อพยุงการเติบโตที่ต่ำกว่า 1% และรักษาเสถียรภาพค่าเงินบาทไม่ให้แข็งเกินไป อีกประเด็นสำคัญคือการดูแลผู้ประกอบการ โดยเฉพาะ SMEs ผ่านการจัดซื้อจัดจ้างสินค้าภายในประเทศ (เมดอินไทยแลนด์) อย่างน้อย 40% ของงบประมาณ รวมถึงการอัดฉีดงบเพิ่มเติม 4-8 แสนล้านบาทผ่าน ธ.ก.ส. เพื่อเป็นทุนหมุนเวียน

    นอกจากนี้ยังเสนอให้เร่งใช้งบสนับสนุนกระทรวงท่องเที่ยวฯ และกระทรวงพาณิชย์ เพื่อกระตุ้นการท่องเที่ยวและขยายตลาดส่งออก โดยตั้งเป้าให้เห็นผลใน 4 เดือน พร้อมเน้นบทบาทของ EEC ที่ไทยมีความพร้อมอยู่แล้ว เพื่อรองรับเม็ดเงินลงทุนจากต่างชาติ ควบคู่กับการส่งเสริมเศรษฐกิจสีเขียวและดิจิทัลในภูมิภาค

    รัฐบาลใหม่ต้องมืออาชีพกล้าปฏิรูป

    นายอดิษฐ์ ชัยรัตนานนท์ เลขาธิการสมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว (แอตต้า) กล่าวว่า หากยุบสภาในช่วงนี้และรัฐบาลรักษาการไปอีกประมาณ 2 เดือน อาจกระทบการใช้งบประมาณปี 2569 และการเจรจาระหว่างประเทศ โดยเฉพาะเวทีสำคัญอย่าง APEC 2025 ซึ่งต้องการรัฐบาลที่มีอำนาจเต็มในการดำเนินนโยบายและดึงการลงทุนจากต่างชาติในช่วงที่เศรษฐกิจไทยเปราะบาง

    อย่างไรก็ตาม หากเดินหน้าตั้งนายกฯ และรัฐบาลใหม่ได้ทัน ควรเร่งสร้างความเชื่อมั่นแก่ภาคประชาชนและนักลงทุน พร้อมเร่งรัดการบริหารงบประมาณให้โปร่งใส ยึดหลักธรรมาภิบาล และใช้ทีมเศรษฐกิจที่มีประสบการณ์จริง ทำแผนพัฒนาเศรษฐกิจระยะสั้น กลาง และยาว ที่ตอบโจทย์ภาวะโลกและเป็นที่ยอมรับในเวทีสากล

    เชียร์ยุบสภาได้รัฐบาลใหม่เร็ว

    ด้านนายกิตติ พรศิวะกิจ นายกสมาคมการตลาดท่องเที่ยวไทย กล่าวว่า กรณียุบสภาเลย อาจเป็นทางออกที่ดีที่จะได้รัฐบาลใหม่เร็วขึ้น และสามารถวางแผนระยะยะยาวได้ ทั้งนี้รัฐบาลใหม่ควรตั้งรัฐบาลแห่งชาติ ที่มีคนเก่งคนดีในกระทรวงสำคัญ พร้อมวางระบบ Dashboard และทีมที่ปรึกษาหลายเจเนอเรชัน

    “ระยะเวลาที่เหมาะสมของรัฐบาลควรจะอยูที่ 6-12 เดือนก่อนยุบสภา เพื่อให้เกิดผลในเชิงปฏิบัติ หากมีอายุ 4 เดือนอาจจะเกิดปัญหารัฐบาลและข้าราชการเกียร์ว่าง เสียเวลาประเทศ”

    ขณะที่นโยบายเร่งด่วน 7 ข้อที่ควรผลักดันทันที ได้แก่

    1.แก้วิกฤตความขัดแย้งไทย-กัมพูชาให้เร็ว ผ่านทุกช่องทาง

    2.แก้ปัญหาเศรษฐกิจตั้งแต่รากหญ้าถึงองค์กรใหญ่ ด้วยกองทุนเฉพาะด้าน

    3.ทบทวนการใช้งบประมาณ 157,000 ล้านบาท ให้คุ้มค่าสูงสุด

    4.ปราบคอร์รัปชันอย่างเข้มงวดโดยเปิดให้ประชาชนร่วมตรวจสอบ

    5.ดึงดูดนักท่องเที่ยวและกระจายรายได้สู่เมืองรอง พร้อมพัฒนาผู้ประกอบการ

    6.ส่งเสริมเศรษฐกิจยั่งยืน ดิจิทัล และสุขภาพ เพื่อแข่งในเวทีโลก

    และ 7.วางแนวทางแก้ไขรัฐธรรมนูญโดยให้ประชาชนมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/trade-agriculture/637772&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw22gmD-RR8hId6p2Hj2vDHt

  • อาจารย์คฑา นำทีมชวนเที่ยวตากรับพลังบวก เติมพลังบุญ เพิ่มทุนชีวิต

    อาจารย์คฑา นำทีมชวนเที่ยวตากรับพลังบวก เติมพลังบุญ เพิ่มทุนชีวิต

    Home / PR NEWS / อาจารย์คฑา นำทีมชวนเที่ยวตากรับพลังบวก เติมพลังบุญ เพิ่มทุนชีวิต

    อาจารย์คฑา นำทีมชวนเที่ยวตากรับพลังบวก เติมพลังบุญ เพิ่มทุนชีวิต

    อาจารย์คฑา

    การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย จัดทริปพิเศษ 3 วัน 2 คืน ยกระดับจิตเพิ่มพลังใจ ให้พลังชีวิตและชุมชน โดย อาจารย์คฑา ชินบัญชร พรีเซ็นเตอร์ เที่ยวไทยรับพลังบวก การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย รับหน้าที่ พาพันธมิตร สื่อมวลชน และนักท่องเที่ยว เติมพลังบุญ เพิ่มทุนชีวิต และเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยวเมืองน่าเที่ยว ในปี 2568-2569

    ท่องเที่ยว

    โดย นางสาวธมลวรรณ เจริญวงศ์พิสิฐ ผู้อำนวยการท่องเที่ยวสำนักงานตาก กล่าวถึง ทริปนี้ว่า เป็นการนำเสนอเส้นทางสายศรัทธา วัฒนธรรมประเพณี ความเชื่อ ที่เป็นอัตลักษณ์ ของเมืองตาก และ อ.แม่สอด จ.ตาก ที่น่าค้นหา น่าสัมผัส จากการหลอมหลวม การดำเนินชีวิต ประเพณี วัฒนธรรมของชาวไทย ชาวไทยใหญ่ ที่อยู่ร่วมกันมายาวนาน การถวายผ้าห่มพระธาตุ การถวายเทียนพรรษา การทำตุงค่าคิง ตุงไส้หมู การรดน้ำขอพรเทวดาประจำวันเกิด การทอผ้า ผ้าพิมพ์ลายจากธรรมชาติ ไปถึงอาหารการกิน เช่น ยำปู่ย่า ขนมว๊อง และ อ.บ้านตาก ยังเป็นที่ตั้งของ พระบรมธาตุตาก ซึ่งจำลองมาจากเจดีย์ชเวกากอง เชื่อกันว่าเป็นพระธาตุประจำปีมะเมียอีกด้วย จึงอยากเชิญชวน ชาวไทยทั่วประเทศ มารับสิริมงคล และท่องเที่ยว จ.ตาก กันค่ะ

    ทริปสายมู

    เปิดทริปบุญสายศรัทธา เที่ยวเมืองตาก กับ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานตาก ร่วมกับ อาจารย์คฑา ชินบัญชร ในทริป “มหาเศรษฐีปีมะเส็ง เฮงยืนหนึ่งรับปีมะเมีย“ ทริปสายมูสุดปัง เสริมพลังชีวิต และพันธมิตรร่วมโครงการ พร้อมศักดิ์ จรัญญากรณ์ Max Solution Max Card , ผู้บริหาร CP Land, ฟอร์จูนกรุ๊ป ,โรงแรมอวานี รัชดา กรุงเทพฯ Sixt , X Peng , สื่อมวลชน และนักท่องเที่ยว โดยมี อาจารย์คฑา ชินบัญชร เป็นผู้นำสายบุญในทริปนี้

    รำ

    วันที่ 18 สิงหาคม 2568

    เริ่มต้นมื้อเช้าที่ห้องอาหาร “One Ratchada” โรงแรมอวานี รัชดา แล้วออกเดินทางสู่จังหวัดตาก

    ตาก

    เมื่อถึงจังหวัดตาก นายชูชีพ พงษ์ไชย ผู้ว่าราชการจังหวัดตาก, นายประเดิม เดชายนต์บัญชา รองผู้ว่าราชการจังหวัดตาก และ นางสาวธมลวรรณ เจริญวงศ์พิสิฐ ผู้อำนวยการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานตาก ให้การต้อนรับอย่างอบอุ่นและเป็นกันเอง

    ศาลสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช

    -เริ่มต้นความปังด้วยการเข้าสักการะ ศาลสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ศาลคู่บ้านคู่เมืองตาก ซึ่งตั้งอยู่ อำเภอเมือง จังหวัดตาก เป็นที่แรก ความสำคัญของศาลสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชแห่งนี้ คือเป็นศาลพระเจ้าตากสินมหาราชที่อยู่คู่กับจังหวัดตากมามากกว่า 70ปี เมืองที่พระเจ้าตากเคยครองในตำแหน่งพระยาตาก เมื่อครั้งก่อนกรุงศรีฯแตก ด้วยการรำลึกถึงวีรกรรมอันหาญกล้า จึงมีผู้ศรัทธามากราบไหว้ขอพรแล้ว เกิดสัมฤทธิ์ผลเป็นจำนวนมาก จึงทำให้มีคนมากราบไหว้กันอย่างไม่ขาดสาย อีกทั้งรอบบริเวณศาลยังมีวิวทิวทัศน์ที่เห็นถึงความสวยงามของภูเขาอันยิ่งใหญ่ สวยงาม ทรงพลัง จนได้รับได้ขนานนามว่า ”ฟูจิเมืองตาก“ เหมาะกับการมาท่องเที่ยวและกราบขอพรเพื่อความเป็นสิริมงคลในวันแรกที่มาถึงเมืองตากเป็นอย่างยิ่ง หลังจากนั้น เดินชมวิวชมแสงอาทิตย์ตกยามเย็น ที่สะพานสะพานสมโภชกรุงรัตนโกสินทร์ 200 ปี สะพานแขวนที่มีนักท่องเที่ยวและ ชาวบ้านท้องถิ่น เดินชมวิว ออกกำลังกายรับอากาศ และพลังบวกดีดีในยามเย็น

    ท่องเที่ยว
    วัดพระบรมธาตุ

    เช้าวันที่สอง 19 สิงหาคม 2568

    -เดินทางไปยังวัดพระบรมธาตุ อำเภอบ้านตาก เพื่อกราบสักการะพระบรมธาตุเจดีย์ เข้าร่วมพิธีห่มผ้าพระธาตุ โดยมี นายประเดิม เดชายนต์บัญชา รองผู้ว่าราชการ จังหวัดตาก นางสาวธมลวรรณ เจริญวงศ์พิสิฐ ผู้อำนวยการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานตาก,ข้าราชการ, ดร.คฑา ชินบัญชร, สื่อมวลชน และผู้ร่วมเดินทาง ร่วมเดินประทักษิณเวียนรอบพระบรมธาตุเจดีย์ 3 รอบ หลังจากนั้นนำผ้าเข้าห่มองค์พระธาตุเพื่อเป็นการสักการะบูชา เพื่อความเป็นสิริมงคลและเพื่อความเฮงสำหรับผู้ร่วมทริปนี้ทุกคน และสำหรับคนที่เกิดปีมะเมีย และในปีหน้า ปีมะเมียที่จะมาถึงนี้ ด้วยพระบรมธาตุเจดีย์ ณ วัดพระบรมธาตุแห่งนี้ เป็นพระธาตุประจำคนเกิดปีมะเมีย มีความศักดิ์สิทธิ์ เป็นวัดเก่าแก่ ในวัดมีพระเจ้าทันใจ พระพุทธรูปปางสมาธิ ซึ่งเป็นที่นับถืออย่างมากของชาวจังหวัดตากด้วย ใครได้มากราบขอพร รับรองต้องปังกลับไปแน่นอน

    ห่มผ้า

    เดินทางไปต่อ ณ วัดศรีพรเพ็ญมาตยาราม วัดที่สร้างในรูปแบบสถาปัตยกรรมย้อนยุค สมัยรัชกาลที่5 และรัชกาลที่6 เป็นวัดที่มีความสวยคลาสสิค เพื่อไปขอพร ท้าวเวสสุวรรณ สวดบารมี 30 ทัศน์ นำสวดโดย ดร.คฑา ชินบัญชร ร่วมตั้งจิตตั้งใจระลึกถึงคุณพระศรีรัตนตรัย เพื่อความเป็นมงคลต่อชีวิต

    วัด

    เดินทางต่อ ณ วัดไทยวัฒนาราม วัดสวยเก่าแก่อายุกว่าร้อยปี ศูนย์รวมใจของชาวไทย ไทยใหญ่ พม่า มอญ ที่อยู่ร่วมกันอย่างกลมเกลียว วัดไทยวัฒนาราม วัดไทยใหญ่เก่าแก่ที่ได้รับอิทธิพลจากศิลปะพม่า มีสถาปัตยกรรมที่วิจิตรงดงาม และเป็นที่ประดิษฐาน “พระพุทธมหามุนีจำลอง“ จำลองจากองค์จริงที่ประเทศเมียนมา โดดเด่นด้วยวิหารสีทอง รูปปั้นหงส์ทอง และพระเจดีย์โกนาวิน ซึ่งเป็นเจดีย์ที่ได้รับศิลปะมาจากเจดีย์ชเวดากอง ประเทศเมียนมา

    พระนอนตาหวาน

    นำคณะผู้เดินทางเข้าร่วมทำพิธีรดน้ำ พระพุทธรูป เทวดา และสัตว์ประจำวันเกิด สวดเทวดาเสวยอายุ เสร็จพิธีแบบอิ่มเอมบุญกันถ้วนหน้า

    ชุมชน

    เช้าวันที่3 ออกเดินทางสู่ ชุมชนแม่กาษา “ฮักนะแม่กาษา” ชุมชนต้องเที่ยว วิถีชุมชนการท่องเที่ยวเพื่อการเกษตร อบอุ่นด้วยการต้อนรับจากชาวบ้านแม่กาษา เริ่มต้นพิธีมัดมือรับพรจากผู้สูงอายุ ต่อด้วยสนุกกับกิจกรรมพื้นบ้านชุมชน ดูสาธิต วิธีทำ และชิมขนมว้อง ขนมโบราณประจำชุมชน ร่วมชมการ ทอผ้า เรียนรู้เสน่ห์งานคราฟ์ด้วยการร่วมกิจกรรมพิมพ์ลายผ้าด้วยใบไม้ เข้าชมงานฝีมือ ไม้กวาด, กระเป๋าผ้า,ย่ามสะพาย ของที่ระลึกต่างๆที่เป็นผลิตภัณฑ์จากภูมิปัญญาชาวบ้านที่ยังร่วมกันอนุรักษ์ สืบสานให้คนรุ่นหลังได้สืบทอดเป็นประเพณีต่อๆกันไป
    หลังจากนั้นรับประทานอาหารพื้นเมือง

    ฮักนะแม่กาษา

    จบทริป สุดปังเสริมพลังชีวิต ได้ทั้งพลังบุญและพลังใจ พลังแห่งความสุขใจ ทั้งคณะเดินทางกลับกรุงเทพโดยสวัสดิภาพ

    มีโอกาสต้องกลับมารับพลังบวกจัดเต็ม ที่ จ.ตาก บ่อยๆ เมืองตากอยากมาบ่อยๆครับผม

    ดวงตาสวรรค์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://mthai.com/news/pr/396093.html&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3ltnjfxeA78tiqBcKG-ndI

  • เปิดพิมพ์เขียวสงขลา! อบจ.จัดเวทีใหญ่รับฟังความเห็นพลิกโฉม 3 โปรเจกต์ยักษ์

    เปิดพิมพ์เขียวสงขลา! อบจ.จัดเวทีใหญ่รับฟังความเห็นพลิกโฉม 3 โปรเจกต์ยักษ์

    วันอังคาร ที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2568, 17.00 น.

    องค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลา (อบจ.) จัดการประชุมรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนเพื่อขับเคลื่อน 3 โครงการพัฒนาเมืองครั้งใหญ่ หวังยกระดับสงขลาให้เป็นเมืองต้นแบบด้านเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวภายใน 4 ปี

    วันที่ 2 กันยายน 2568 ณ โรงแรมลากูน่า แกรนด์ แอนด์ สปา สงขลา นายสุพิศ พิทักษ์ธรรม นายก อบจ.สงขลา เป็นประธานเปิดการประชุม ซึ่งมีผู้แทนจากมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ผู้บริหาร สมาชิกสภา อบจ. และประชาชนเข้าร่วมอย่างคับคั่ง โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนได้มีส่วนร่วมและแสดงความคิดเห็นต่อโครงการสำคัญของจังหวัด ทั้ง โครงการพลิกโฉมอควาเรียมหอยสังข์ โครงการปรับปรุงภูมิทัศน์ถนนสายหลัก และ โครงการพัฒนาพื้นที่เพื่อเพิ่มศักยภาพด้านการท่องเที่ยวและการขนส่งในพื้นที่แปลงโคกไร่

    บรรยากาศภายในงานเป็นไปอย่างคึกคัก มีประชาชนจำนวนมากให้ความสนใจเข้าร่วมแสดงความคิดเห็นอย่างหลากหลาย ทั้งข้อเสนอแนะในการพัฒนาพื้นที่ท่องเที่ยว การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม และแนวทางการส่งเสริมการค้าการลงทุน โดยทางมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ซึ่งเป็นผู้รับผิดชอบโครงการ ได้รวบรวมความคิดเห็นและข้อเสนอแนะทั้งหมดเพื่อนำไปประกอบการจัดทำรายงานและกำหนดแนวทางการดำเนินงานต่อไป

    นายสุพิศ พิทักษ์ธรรม นายก อบจ.สงขลา กล่าวว่า โครงการทั้ง 3 เป็นส่วนหนึ่งของนโยบายหลักในการยกระดับสงขลาให้เป็นศูนย์กลางด้านเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน การท่องเที่ยว และการคมนาคมขนส่ง โดยยืนยันว่าได้มีการทำประชาคมเพื่อสอบถามความเห็นจากประชาชนและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียแล้ว พร้อมทั้งเตรียมงบประมาณสำหรับการสำรวจและออกแบบไว้ในปี 2569

    ขณะนี้ โครงการอยู่ระหว่างการรอส่งมอบพื้นที่จากกรมธนารักษ์ ซึ่งคาดว่าจะแล้วเสร็จภายใน 6 เดือน จากนั้นจะเดินหน้าโครงการอย่างเป็นรูปธรรมทันที ส่วนแหล่งงบประมาณมีการวางไว้ 2 แนวทาง คือการเปิดให้ภาคเอกชนเข้าร่วมลงทุน หรือการใช้งบประมาณจากรัฐบาลกลางและ อบจ.สมทบ โดยคาดหวังว่าโครงการทั้งหมดจะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน สร้างคุณภาพชีวิตที่ดี และเป็น “แลนด์มาร์กสำคัญ” ที่ทำให้ประชาชนมองเห็นความเปลี่ยนแปลงของสงขลาได้อย่างชัดเจนภายใน 4 ปี ///-026

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/local/911458&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2WuF6hUkSckdxuoeQAmC4d

  • “จีน-มาเลย์” ครองแชมป์เที่ยวไทย! เผย 8 เดือนแรกทะลุ 21.8 ล้านคน สร้างรายได้กว่า 1 ล้านล้านบาท

    “จีน-มาเลย์” ครองแชมป์เที่ยวไทย! เผย 8 เดือนแรกทะลุ 21.8 ล้านคน สร้างรายได้กว่า 1 ล้านล้านบาท

    2 กันยายน 2568 11:32 น. สยามรัฐออนไลน์ ท่องเที่ยว

    เมื่อวันที่ 2 ก.ย.68 นายสรวงศ์ เทียนทอง รท่องเที่ยวและกีฬา เปิดเผยภาพรวมการท่องเที่ยว พบว่า ประเทศไทยมีจำนวนนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติสะสมตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.-31 ส.ค. 68 ทั้งสิ้น 21,879,476 คน (-7.16%YoY) สร้างรายได้จากการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวต่างชาติแล้วประมาณ 1,014,303 ล้านบาท (-5.40%YoY) โดยจำนวนนักท่องเที่ยวสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ จีน 3,096,017 คน มาเลเซีย 3,049,961 คน อินเดีย 1,563,806 คน รัสเซีย 1,195,430 คน และเกาหลีใต้ 1,036,361 คน

    สำหรับสถานการณ์ท่องเที่ยวในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา (25-31 ส.ค. 68) นักท่องเที่ยวชาวมาเลเซีย เดินทางเข้ามาเป็นจำนวนมาก โดยเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวกว่า 1 แสนคน จากการมีวันหยุดต่อเนื่องภายในประเทศ (วันประกาศอิสรภาพ) อีกทั้งนักท่องเที่ยวชาวมาเลเซียเดินทางเข้ามาสะสมแล้วกว่า 3 ล้านคน ในขณะที่นักท่องเที่ยวกลุ่มตลาดอื่น ๆ ชะลอตัวด้านการเดินทาง จากการสิ้นสุดการเดินทางท่องเที่ยวในช่วงฤดูกาลท่องเที่ยว (Summer holiday) ซึ่งเป็นแนวโน้มปกติของการเดินทาง

    ทั้งนี้ ส่งผลให้ภาพรวมในสัปดาห์ที่ผ่านมา มีจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติ ทั้งสิ้น 506,115 คน ลดลงจากสัปดาห์ก่อนหน้า 56,755 คน หรือ 10.08% คิดเป็นจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้าประเทศไทย เฉลี่ยวันละ 72,302 คน โดย 5 อันดับแรก ของนักท่องเที่ยวต่างชาติ ได้แก่ มาเลเซีย 100,600 คน จีน 70,847 คน รัสเซีย 37,402 คน อินเดีย 24,749 คน และญี่ปุ่น 20,027 คน

    “นักท่องเที่ยวชาวมาเลเซีย ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากสัปดาห์ก่อนหน้า 27.24% ขณะที่นักท่องเที่ยวชาวญี่ปุ่น จีน รัสเซีย และอินเดีย ปรับตัวลดลงจากสัปดาห์ก่อนหน้า 27.21% 23.95% 17.63% และ 12.23% ตามลำดับ” นายสรวงศ์ ระบุ

    สำหรับสถานการณ์ท่องเที่ยวในสัปดาห์นี้ (1-7 ก.ย.) คาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติเดินทางเข้ามาทรงตัว แต่ยังคงมีปัจจัยส่งเสริมการเดินทาง ได้แก่ การประกาศปี Amazing Thailand Grand Tourism and Sports Year 2025 และการจัดกิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยวและกีฬา การมีมาตรการ Ease of traveling ของรัฐบาล ที่ช่วยเพิ่มการอำนวยความสะดวกในการเดินทางสู่ไทย การยกเว้นบัตรตม.6 รวมถึงการกระตุ้นและส่งเสริมให้สายการบินเพิ่มจำนวนเที่ยวบินมากยิ่งขึ้น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/n/648427&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw370Pu4RAt8tr80VqSVWc0I

  • PHIST 2025 เร่งบูรณาการความยั่งยืนที่ขับเคลื่อนโดยชุมชน ดึงดูดนักท่องเที่ยวรุ่นใหม่ – ข่าวภูเก็ต

    PHIST 2025 เร่งบูรณาการความยั่งยืนที่ขับเคลื่อนโดยชุมชน ดึงดูดนักท่องเที่ยวรุ่นใหม่ – ข่าวภูเก็ต

    Phuket TV – PHUKET XTRA: VIDEO: Thailand Medical Cannabis Conditions Announced, Violent Phuket Teen Gang Spree || Sept 2

    Phuket TV – PHUKET XTRA: VIDEO: Thailand Medical Cannabis Conditions Announced, Violent Phuket Teen Gang Spree || Sept 2

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.khaophuket.com/phist-2025-%25E0%25B9%2580%25E0%25B8%25A3%25E0%25B9%2588%25E0%25B8%2587%25E0%25B8%259A%25E0%25B8%25B9%25E0%25B8%25A3%25E0%25B8%2593%25E0%25B8%25B2%25E0%25B8%2581%25E0%25B8%25B2%25E0%25B8%25A3%25E0%25B8%2584%25E0%25B8%25A7%25E0%25B8%25B2%25E0%25B8%25A1%25E0%25B8%25A2%25E0%25B8%25B1%25E0%25B9%2588%25E0%25B8%2587%25E0%25B8%25A2%25E0%25B8%25B7%25E0%25B8%2599%25E0%25B8%2597%25E0%25B8%25B5%25E0%25B9%2588%25E0%25B8%2582%25E0%25B8%25B1%25E0%25B8%259A%25E0%25B9%2580%25E0%25B8%2584%25E0%25B8%25A5%25E0%25B8%25B7%25E0%25B9%2588%25E0%25B8%25AD%25E0%25B8%2599%25E0%25B9%2582%25E0%25B8%2594%25E0%25B8%25A2%25E0%25B8%258A%25E0%25B8%25B8%25E0%25B8%25A1%25E0%25B8%258A%25E0%25B8%2599-%25E0%25B8%2594%25E0%25B8%25B6%25E0%25B8%2587%25E0%25B8%2594%25E0%25B8%25B9%25E0%25B8%2594%25E0%25B8%2599%25E0%25B8%25B1%25E0%25B8%2581%25E0%25B8%2597%25E0%25B9%2588%25E0%25B8%25AD%25E0%25B8%2587%25E0%25B9%2580%25E0%25B8%2597%25E0%25B8%25B5%25E0%25B9%2588%25E0%25B8%25A2%25E0%25B8%25A7-13398.php&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1yCTWbb0cLa1lpa7QpnFTd

  • 10 ที่เที่ยวเชียงใหม่ 2568 เที่ยวไหนดี รับลมหนาว สัมผัสธรรมชาติ กิจกรรมสนุก

    10 ที่เที่ยวเชียงใหม่ 2568 เที่ยวไหนดี รับลมหนาว สัมผัสธรรมชาติ กิจกรรมสนุก

    “เชียงใหม่” เป็นอีกหนึ่งหมุดหมายที่หลายคนมักเลือกเดินทางไปท่องเที่ยวโดยเฉพาะในช่วงท้ายปีแบบนี้ เพราะนอกจากจะมีลมหนาวให้เราได้สัมผัสแล้ว ยังมีธรรมชาติ กิจกรรมสุดตื่นเต้นอีกมากมายรอให้เราได้ไปเปิดประสบการณ์ใหม่ๆ อีกด้วย ใครที่กำลังวางแผนเที่ยวเชียงใหม่ แต่ยังไม่รู้ว่าจะเที่ยวที่ไหนดี บทความนี้ไทยรัฐช็อปปิ้งรวบรวมมาให้แล้วกับ 10 ที่เที่ยวเชียงใหม่ สถานที่น่าเที่ยว กิจกรรมน่าสนใจ สัมผัสธรรมชาติพร้อมแพ็กเกจท่องเที่ยวสุดคุ้มค่า ติดตามได้ที่นี่

    10 ที่เที่ยวเชียงใหม่ 2568 เที่ยวธรรมชาติ กิจกรรมตื่นเต้น ผ่อนคลายท้ายปี

    1. เชียงใหม่ไนท์ซาฟารี

    รูปภาพจาก chiangmainightsafari.com/en/ticket/night-safari

    “เชียงใหม่ไนท์ซาฟารี” เป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่ให้นักเดินทางได้มาเยี่ยมชมและให้อาหารสัตว์ต่างๆ ทั้งยังมีกิจกรรมที่ได้รับความนิยมสูงอย่างการส่องสัตว์ตอนกลางคืนที่มีสัตว์หลากหลายสายพันธุ์ ไม่ว่าจะเป็น ยีราฟ ม้าลาย แรด หมี สิงโต และเสือโคร่ง นอกจากนี้ยังมีโชว์เพื่อความบันเทิงต่างๆ เช่น Wild Animal Show, Music Fountain Show และอื่นๆ ถือเป็นกิจกรรมที่ตอบโจทย์ทั้งกลุ่มคนที่มาเป็นคู่ กลุ่มเพื่อน และครอบครัว แนะนำให้ตรวจสอบตารางและรอบการแสดงก่อนเข้าใช้บริการ

    ราคาเริ่มต้น 346.15 บาท

    2. ร้านคุ้มขันโตก

    รูปภาพจาก khumkhantokechiangmai.com

    สำหรับใครที่เดินทางมาเชียงใหม่และอยากลิ้มลองรสชาติอาหารเหนือแบบดั้งเดิม “ร้านคุ้มขันโตก” ถือเป็นอีกหนึ่งทางเลือกให้ทุกคนได้ใช้เวลาร่วมกัน ภายใต้บรรยากาศที่มีความเป็นเอกลักษณ์จากดนตรีและการแสดงพื้นเมือง พร้อมด้วยเมนูอาหารชุดขันโตกที่เป็นไฮไลต์ ตลอดจนอาหารเมนูอื่นๆ ที่ถูกเสิร์ฟในสไตล์เหนือออริจินอล

    ราคาเริ่มต้นท่านละ 658.69 บาท (ไม่รวมค่าอาหาร)

    3. หมู่บ้านแม่กำปอง

    รูปภาพจาก traveloka.com

    ใครที่อยากสัมผัสบรรยากาศผ่านวิถีชีวิตของคนในชุมชน สามารถเดินทางไปยัง “แม่กำปอง” ที่เที่ยวเชียงใหม่ที่มาพร้อมความร่มรื่นของป่าไม้ และกลิ่นอายจากธรรมชาติ ที่นี่นอกจากจะเป็นโลเคชั่นถ่ายรูปสุดฮิตแล้ว ยังมีกิจกรรมอื่นๆ ให้ทำอีกด้วย ไม่ว่าจะเป็น ซิปไลน์ ชมน้ำตก เดินป่า และเที่ยวคาเฟ่ เหมาะกับการเดินทางไปเป็นครอบครัว กลุ่มเพื่อน หรือทัวร์ก็ได้

    ราคาเริ่มต้น 2,064 บาท

    4. สวนของฉัน My Garden ม่อนแจ่ม

    รูปภาพจาก traveloka.com

    สวนของฉัน My Garden ม่อนแจ่ม เป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่ให้ทุกคนได้เพลิดเพลินไปกับภาพวิวทิวทัศน์ของสวนส้มหลายไร่ มีมุมให้ถ่ายรูปหลายจุด มาพร้อมกับสวนดอกไม้และไร่องุ่น ที่โอบล้อมด้วยภูเขา มอบความรู้สึกสดชื่นจากธรรมชาติได้อย่างเต็มที่ นอกจากนี้สถานที่แห่งนี้ยังมีเมนูเครื่องดื่ม อาหาร และของหวานต่างๆ ให้เลือกชิม นับเป็นอีกจุดเที่ยวครบครัน

    ราคาเริ่มต้นคนละ 70 บาท

    5. อุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์

    รูปภาพจาก traveloka.com

    ใครที่ชื่นชอบการท่องเที่ยวพร้อมสัมผัสธรรมชาติแบบจัดเต็ม ที่เที่ยวเชียงใหม่ที่ไทยรัฐช็อปปิ้งขอแนะนำคือ “อุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์” สถานที่ที่อุดมสมบูรณ์ไปด้วยป่าไม้ ดอกไม้ และทุ่งหญ้า พร้อมสัมผัสลมหนาวที่เป็นซิกเนเจอร์ของเชียงใหม่ และนอกจากจะได้สัมผัสความงามทางธรรมชาติแล้ว ยังมีกิจกรรมอื่นๆ ให้เปิดประสบการณ์อีกด้วย เช่น เดินชมป่ากับช้าง ชมน้ำตกที่ผาดอกเสี้ยว หรือศึกษาเส้นทางธรรมชาติ ณ กิ่วแม่ปาน

    ราคาเริ่มต้นคนละ 1,441.45 บาท

    6. Flyingbird Paramotor

    รูปภาพจาก traveloka.com

    สำหรับใครที่กิจกรรมตื่นเต้นสุดเอ็กซ์ตรีม ไทยรัฐช็อปปิ้งขอแนะนำที่เที่ยวเชียงใหม่อย่าง “Flyingbird Paramotor” ที่ให้คุณได้สัมผัสประสบการณ์การท่องเที่ยวในรูปแบบใหม่ อย่างการขึ้นบินบนเครื่องพารามอเตอร์ ชมวิวธรรมชาติอันกว้างใหญ่ ภายใต้การดูแลของผู้เชี่ยวชาญอย่างใกล้ชิด ใครที่เดินทางไปเชียงใหม่กับเพื่อนหรือครอบครัว สถานที่แห่งนี้ถือเป็นอีกกิจกรรมที่สร้างความตื่นเต้นได้ไม่น้อย

    ราคาเริ่มต้น 2,987.95 บาท

    7. Skyline Jungle Luge Adventure

    รูปภาพจาก skylinejungleluge.com

    Skyline Jungle Luge Adventure เป็นที่เที่ยวเชียงใหม่อีกหนึ่งโลเคชั่นที่ได้รับความนิยมทั้งในกลุ่มคนไทยและคนต่างชาติ สถานที่แห่งนี้อัดแน่นไปด้วยความสนุกสนาน และความตื่นเต้นมากมาย ไม่ว่าจะเป็น ซิปไลน์ ชิงช้ายักษ์ ขับรถโกคาร์ท และอื่นๆ ถือเป็นอีกหมุดหมายที่ช่วยสร้างความผ่อนคลาย พร้อมเติมความสนุกสนานได้ในคราวเดียว

    ราคาเริ่มต้น 1,840 บาท

    8. Jungle de Cafe

    รูปภาพจาก klook.com

    ใครที่มีแผนไปเที่ยวเชียงใหม่แบบครอบครัวหรือกลุ่มเพื่อน ที่เที่ยวเชียงใหม่อย่าง “Jungle de Cafe” เป็นสถานที่ที่ตอบโจทย์กับคนหลายช่วงวัยและไลฟ์สไตล์ มีให้เลือกทั้งกิจกรรมสุดตื่นเต้น เช่น Jungle Coaster และ Giant Swing หรือจะเป็นนั่งชิลล์อยู่ในคาเฟ่ และถ่ายรูปตามโลเคชั่นยอดฮิต เป็นสถานที่ที่ครบครันทั้งในแง่ความสนุกและความผ่อนคลาย

    ราคาเริ่มต้น 1,462 บาท

    9. Living Green Elephant Sanctuary Chiang Mai

    รูปภาพจาก klook.com

    หากคุณรู้สึกเมื่อยล้ากับชีวิตในเมือง และต้องการท่องเที่ยวเพื่อสัมผัสกับธรรมชาติและวิถีชีวิต “Living Green Elephant Sanctuary Chiang Mai” เป็นที่เที่ยวเชียงใหม่ที่ไม่ควรพลาด เพราะนอกจากจะได้ใกล้ชิดกับธรรมชาติแล้ว ยังมีกิจกรรมอื่นๆ ให้ทำอีกด้วย เช่น อาบน้ำและให้อาหารช้าง ล่องแพไม้ไผ่ เดินป่าและเรียนรู้วิถีชีวิตของคนหมู่บ้านชาวเขา

    ราคาเริ่มต้น 1,600 บาท

    10. งานยี่เป็งล้านนานานาชาติ 2025 ณ ธุดงคสถานล้านนา

    รูปภาพจาก kkday.com

    หนึ่งในไฮไลต์ของการเที่ยวเชียงใหม่ต้องยกให้งาน งานยี่เป็งล้านนานานาชาติ 2025 ณ ธุดงคสถานล้านนา กิจกรรมที่ให้เราได้สัมผัสกับบรรยากาศของประเพณีและวิถีชีวิตชาวเชียงใหม่ ในช่วงวันลอยกระทง โดยงานนี้จัดขึ้นเพียงปีละหนึ่งครั้งเท่านั้น ใครที่วางแผนเที่ยวเชียงใหม่ช่วงวันที่ 5-6 พ.ย. นี้ ถือเป็นกิจกรรมที่ไม่ควรพลาด

    ราคาเริ่มต้น 5,160 บาท

    ทั้งหมดนี้คือ 10 ที่เที่ยวเชียงใหม่ ที่ไทยรัฐช็อปปิ้งคัดสรรมาให้มีให้เลือกทั้งสายธรรมชาติ สายคาเฟ่ และสายกิจกรรมเอ็กซ์ตรีม ไม่ว่าจะเป็นดอยอินทนนท์ แม่กำปอง เชียงใหม่ไนท์ซาฟารี และอีกมากมาย แต่ละโลเคชั่นล้วนเป็นสถานที่ที่เที่ยวได้ตั้งแต่คู่รัก กลุ่มเพื่อน และครอบครัว

    (ราคาแพ็กเกจและตั๋วท่องเที่ยวอาจมีการเปลี่ยนแปลง โปรดตรวจสอบราคาอีกครั้งก่อนสั่งซื้อ)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/shopping/travel/1000785&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3rR3jLB1NFZXHRi64gaXKm

  • เวียตเจ็ทไทยแลนด์ เติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน เผยแผนขยายฝูงบิน ดันไทยสู่ศูนย์กลางการบินอาเซียน

    เวียตเจ็ทไทยแลนด์ เติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน เผยแผนขยายฝูงบิน ดันไทยสู่ศูนย์กลางการบินอาเซียน

    สายการบินเวียตเจ็ทไทยแลนด์ ประกาศเดินหน้ากลยุทธ์การเติบโตเชิงรุกในปี 2568–2571 พร้อมวางแผนอนาคต เพื่อผลักดันไทยเป็นศูนย์กลางการบินและการท่องเที่ยวในภูมิภาคอาเซียน ผ่านการขยายฝูงบิน เพิ่มเครือข่ายเส้นทางบิน ลงทุนด้านเทคโนโลยีใหม่ ๆ เพื่อมุ่งสู่ความยั่งยืน พร้อมยกระดับประสบการณ์ผู้โดยสาร

    ปัจจุบันเวียตเจ็ทไทยแลนด์อยู่ระหว่างขั้นตอนสุดท้าย เพื่อเตรียมรับมอบอากาศยานใหม่ โบอิ้ง 737-8 เพิ่มอีก 50 ลำ ตั้งแต่ปี 2568 เป็นต้นไป โดยเครื่องลำแรกมีกำหนดส่งมอบในเดือนตุลาคม 2568 เพื่อรองรับการเปิดเส้นทาง การบินใหม่ทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยมีเป้าหมายเชื่อมต่อเมืองหลัก–เมืองรองในไทยกับเมืองสำคัญทั่วเอเชีย เช่น ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ อินเดีย และเวียดนาม

    นายวรเนติ หล้าพระบาง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารเวียตเจ็ทไทยแลนด์ กล่าวว่า การขยายฝูงบินครั้งนี้ไม่เพียงแต่รอง รับความต้องการเดินทางที่เพิ่มขึ้น แต่ยังเป็นการยกระดับศักยภาพของไทยในฐานะศูนย์กลางการบินและการท่องเที่ยวในภูมิภาค โดยเวียตเจ็ทไทยแลนด์มีการเติบโตด้านธุรกิจอย่างต่อเนื่อง ทั้งในแง่รายได้ ปริมาณผู้โดยสาร และเครือข่ายเส้นทางบิน สะท้อนถึงศักยภาพการดำเนินงานที่แข็งแกร่งและความเชื่อมั่นจากผู้โดยสารและคู่ค้า โดยมุ่งมั่นนำเสนอการเดินทางที่สะดวกสบาย ราคาคุ้มค่า และตรงเวลา

    “การเตรียมเปิดเส้นทางบินใหม่ๆ ที่ครอบคลุมทั้งในประเทศและต่างประเทศ ซึ่งเป็นแผนการขยายฝูงบินทั้งในระยะสั้นและกลาง เพื่อรองรับการเติบโตของสายการบินให้บริการ จะช่วยให้เวียตเจ็ทไทยแลนด์เพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันในตลาดโลว์คอสต์ที่รุนแรง และสร้างความพร้อมให้ไทยก้าวสู่การเป็นฮับการบินในภูมิภาค และที่สำคัญยังจะสร้างงานกว่า 4,000 – 5,000 ตำแหน่ง ครอบคลุมนักบิน พนักงานต้อนรับ พนักงานภาคพื้นดิน และฝ่ายวิศวกรรม ควบคู่ไปกับการยกระดับด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรม”

    พร้อมกันนี้นายวรเนติ กล่าวว่าในฐานะสายการบินยุคใหม่ที่ให้ความสำคัญกับการพัฒนาศักยภาพของบุคลากรอยู่เสมอ โดยได้เปิดโอกาสให้ทั้งบัณฑิตจบใหม่ ผู้มีประสบการณ์ทำงาน รวมถึงผู้ที่มีความมุ่งมั่นในสายอาชีพด้านการบินได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งขององค์กร

    ด้าน คุณปิ่นยศ พิบูลสงคราม รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายการพาณิชย์ เสริมว่าตลอดปีที่ผ่านมา เวียตเจ็ทไทยแลนด์สามารถสร้างการเติบโตของผู้โดยสารได้อย่างต่อเนื่อง ด้วยจุดแข็งด้านราคาที่เข้าถึงง่าย และตอบสนองความต้องการของนักเดินทางยุคใหม่

    “เวียตเจ็ทไทยแลนด์สามารถรักษาอัตราการเติบโตของผู้โดยสารได้อย่างต่อเนื่อง แม้ต้องเผชิญการแข่งขันที่รุนแรงในตลาดสายการบินราคา ซึ่งจุดแข็งของเราคือการมอบบริการคุณภาพในราคาที่เข้าถึงได้ ทำให้เรามีฐานลูกค้าที่เหนียวแน่นและสามารถขยายตลาดใหม่ได้อย่างมั่นคง”

    ในปีนี้ เวียตเจ็ทไทยแลนด์เตรียมเปิดเส้นทางใหม่ รวมถึงเส้นทางกรุงเทพฯ–โซล (เดือนตุลาคม) กรุงเทพฯ–โกลกาตา ในเดือนพฤศจิกายน กรุงเทพฯ–โตเกียว (นาริตะ) ในเดือนธันวาคม กรุงเทพฯ–โอซาก้า (คันไซ) ในเดือนธันวาคม และกรุงเทพฯ–อาห์เมดาบัด ในเดือนธันวาคม เพื่อตอบสนองความต้องการที่เพิ่มมากขึ้นในตลาดเกาหลี ญี่ปุ่น และอินเดีย ที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง พร้อมกันนี้เวียตเจ็ทไทยยังเตรียมมอบประสบการณ์การบินที่น่าประทับใจด้วยการให้บริการด้านความบันเทิงบนเที่ยวบิน (In-Flight Entertainment)

    “ที่สำคัญไม่แพ้กัน สายการบินเวียตเจ็ทไทยแลนด์ยังคงพัฒนาความตรงต่อเวลาอย่างต่อเนื่อง จนปัจจุบันก้าวขึ้นสู่อันดับ 4 ของสายการบินในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ความสำเร็จครั้งนี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของเราในการดำเนินงานที่มีประสิทธิภาพและการมอบบริการที่เป็นเลิศแก่ผู้โดยสาร”

    คุณสญาดา เบญจกุล รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายองค์กรสัมพันธ์ กล่าวว่าเวียตเจ็ทไทยแลนด์ให้ความสำคัญกับการเติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของธุรกิจ ที่ไม่เพียงการสร้างความเติบโตเชิงเศรษฐกิจ แต่ยังต้องการสร้างสมดุลกับสิ่งแวดล้อมและสังคม พร้อมทั้งเป็นแรงผลักดันในการสนับสนุนการท่องเที่ยว

    “เวียตเจ็ทไทยแลนด์ให้ความสำคัญกับการสร้างภาพลักษณ์องค์กรที่โปร่งใสและมีความรับผิดชอบต่อสังคม เราเดินหน้าจัดกิจกรรมอนุรักษ์ธรรมชาติและกิจกรรมเพื่อสังคมอย่างต่อเนื่อง ทั้งโครงการด้านสิ่งแวดล้อม การศึกษา และการสนับสนุนชุมชนท้องถิ่น รวมถึงร่วมมือกับภาครัฐและภาคเอกชนในการส่งเสริมการท่องเที่ยว ซึ่งทั้งหมดสอดคล้องกับนโยบาย ‘Fly Green’ ที่มุ่งลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม พร้อมกันนี้สายการบินฯ ยังมุ่งเน้นการสร้างวัฒนธรรมองค์กรสีเขียวและส่งเสริมการมีส่วนร่วมในการดูแลโลกอย่างยั่งยืนไปพร้อมกัน”

    นอกจากนี้เวียตเจ็ทไทยแลนด์ประกาศตอกย้ำพันธกิจด้านความยั่งยืน โดยเดินหน้าศึกษาและส่งเสริมการใช้ Sustainable Aviation Fuel (SAF) ควบคู่กับการนำเครื่องบินรุ่นใหม่ที่ใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ เช่น A321neo และ Boeing 737-8 ซึ่งช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ลงได้ถึง 15–20% เมื่อเทียบกับรุ่นเดิม

    เวียตเจ็ทไทยแลนด์วางเป้าหมายก้าวสู่การเป็นสายการบินที่มีเครือข่ายครอบคลุมภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก เชื่อมต่อ เมืองรองของไทยกับตลาดต่างประเทศโดยตรง เสริมบทบาทของไทยในฐานะฮับการบินและท่องเที่ยว พร้อมต่อยอดโอกาสทางเศรษฐกิจในระดับภูมิภาค รวมทั้งพัฒนาความร่วมมือกับภาครัฐและการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย เพื่อกระตุ้นการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจท้องถิ่น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://positioningmag.com/1536298&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw285iAUlfuGY-VLmYz6YhB2