Category: ท่องเที่ยว

  • GEN Z ไทย วางแผนทริปยาวและไกลมากขึ้น

    GEN Z ไทย วางแผนทริปยาวและไกลมากขึ้น

    วันศุกร์ ที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 14.25 น.

    Tag :

    นายอมันพรีท บาจาจ ผู้จัดการทั่วไป ประจำอินเดียและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กล่าวว่า นักเดินทาง Gen Z ไทยเป็นกลุ่มหลักที่ช่วยปลุกกระแสการท่องเที่ยวไทยช่วงปลายปีนี้ โดยเลือกที่จะเดินทางต่างประเทศและใช้เวลาเพื่อดื่มด่ำกับการท่องเที่ยวมากขึ้น ข้อมูลล่าสุดจาก Airbnb ระบุว่า Gen Z ไทยค้นหาที่พักเพิ่มขึ้นมากกว่า 25% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า โดยนักเดินทางรุ่นใหม่หันมานิยมการเดินทางระยะไกลมากขึ้น ไม่ได้เน้นเที่ยวแบบเร่งรีบ1
     
    Gen Z ค้นหาทริปต่างประเทศเฉลี่ย 4.3 คืนต่อทริป ซึ่งนานกว่ากลุ่มมิลเลนเนียล แสดงถึงแนวโน้มการท่องเที่ยวที่ให้ความสำคัญกับการใช้เวลาและประสบการณ์ที่มีความหมายมากขึ้น
     
    ญี่ปุ่นยังคงเป็นประเทศยอดนิยมของ Gen Z ไทย โดยเป็นเมืองที่กำลังมาแรงมากที่สุด รวมถึงเมืองท่องเที่ยวชื่อดังในเอเชียอย่างไทเป (ไต้หวัน) และบาหลี (อินโดนีเซีย) ก็เป็นที่นิยมไม่แพ้กัน ด้านฝั่งยุโรป เมืองหลักๆ อย่าง ปารีส โรม มิลาน และลอนดอน ก็กำลังได้รับความนิยมเพิ่มขึ้น เนื่องจากนักเดินทางรุ่นใหม่มองหาประสบการณ์การท่องเที่ยวที่คุ้มค่า อยากใช้เวลาในทริปให้ยาวขึ้น สนุกกับกิจกรรมต่างๆ และดื่มด่ำไปกับการสัมผัสวัฒนธรรมท้องถิ่นผ่านการเข้าพักและเข้าร่วมกิจกรรมหรือเอ็กซ์พีเรียนบน Airbnb2

    “Gen Z ไทยกำลังสร้างนิยามการเดินทางรูปแบบใหม่ จากความสนใจในความหรูหราในราคาที่เอื้อมถึงได้และต้องการการท่องเที่ยวต่างประเทศให้ยาวนานขึ้น ไม่เร่งรีบและเลือกเดินทางไปยังจุดหมายปลายทางระยะไกล เช่น ญี่ปุ่น และยุโรป แต่ในขณะเดียวกันก็ให้ความสำคัญกับการท่องเที่ยวในประเทศ สะท้อนให้เห็นว่า มีความสนใจในด้านวัฒนธรรม ความคุ้มค่า และความสัมพันธ์ที่แท้จริง ไม่ว่าจะเดินทางในประเทศหรือต่างประเทศ”

    ข้อมูลจาก Airbnb เผยว่า ญี่ปุ่นครองอันดับจุดหมายปลายทางที่กำลังมาแรงสำหรับ Gen Z ไทย3 ไม่ว่าจะเป็นเมืองคึกคักอย่างโอซาก้า หรือย่านดังในโตเกียวอย่าง อารากาวะ และโทชิมะ รวมถึงเกาะโอกินาวะ ไปจนถึงการสัมผัสความงดงามทางธรรมชาติอย่างภูเขาไฟฟูจิในจังหวัดชิซูโอกะ ญี่ปุ่นเป็นประเทศที่มอบประสบการณ์หลากหลายไม่เหมือนใคร ตั้งแต่การท่องเที่ยวในยามราตรี การแช่ออนเซ็นแบบดั้งเดิม การตระเวนชิมสตรีทฟู้ด ไปจนถึงการเดินป่าเส้นทางธรรมชาติ ญี่ปุ่นจึงตอบโจทย์ Gen Z ชาวไทยที่มองหาประสบการณ์ใหม่ๆ ทั้งด้านวัฒนธรรมและการผจญภัย

    นอกจากเอเชียแล้ว นักเดินทาง Gen Z ไทยยังสนใจยุโรปมากขึ้น โดย ปารีส โรม มิลาน และลอนดอน ที่ได้รับความนิยมสูง ด้วยเสน่ห์จากงานศิลปะ แฟชั่น ประวัติศาสตร์ และอาหารที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว4

    Gen Z ไทยหันกลับมาค้นพบเสน่ห์การท่องเที่ยวในประเทศ

    แม้ว่าการท่องเที่ยวต่างประเทศจะเป็นที่นิยม แต่ Gen Z ไทยก็ยังสนใจการท่องเที่ยวในประเทศ โดยเชียงใหม่ขึ้นแท่นจุดหมายปลายทางมาแรงที่สุด ด้วยเอกลักษณ์ที่ผสมผสานระหว่างวัฒนธรรม คาเฟ่ และความคิดสร้างสรรค์ ในขณะที่กรุงเทพฯ สุราษฎร์ธานี หัวหิน และพัทยา ก็ยังคงเป็นเมืองยอดนิยมที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์นักเดินทางรุ่นใหม่ ที่อยากสัมผัสความมีชีวิตชีวาของประเทศไทย5

    Gen Z ไทยนำเทรนด์นักเดินทางรุ่นใหม่ที่พิสูจน์ว่า “การท่องเที่ยวไม่จำเป็นต้องรีบร้อน” จากจุดหมายใกล้บ้านที่เต็มไปด้วยวัฒนธรรม ไปจนถึงทริปต่างประเทศในฝันครั้งหนึ่งในชีวิต การเดินทางของ Gen Z ไทยสะท้อนให้เห็นถึงความต้องการในการท่องเที่ยวอย่างชาญฉลาด ใช้เวลามากขึ้น และสัมผัสกับโลกใบนี้ในมุมที่ลึกซึ้งกว่าเดิม

    -032

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/business/918522&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2GWe3rPIIwwn_Imgirv1zo

  • กระทรวงท่องเที่ยวและกีฬา ร่วมกรมพลศึกษา ทำ MOU หนุนใช้ยางพาราในภาครัฐ

    กระทรวงท่องเที่ยวและกีฬา ร่วมกรมพลศึกษา ทำ MOU หนุนใช้ยางพาราในภาครัฐ

    กระทรวงการท่องเที่ยวฯ ร่วมลงนาม MOU หนุนใช้ยางพาราในภาครัฐ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจชุมชนและสร้างเสถียรภาพราคายางวันที่ 2 ตุลาคม 2568 ณ ห้องประชุมธารทิพย์ 01 อาคาร 99 ปี ม.ล.ชูชาติ กำภู กรมชลประทาน สามเสน

    นายมงคล วิมลรัตน์ อธิบดีกรมพลศึกษา เข้าร่วมพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ว่าด้วยการส่งเสริมและสนับสนุนการใช้ยางพาราในภาครัฐ โดยมี ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วย นายอรรถกร ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา, นางสาวนัทรียา ทวีวงศ์ ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา, นายสุเทพ แก่งสันเทียะ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ, นายอนุกูล ปีดแก้ว ปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ และนายเพิก เลิศวังพง รักษาการแทนผู้ว่าการยางแห่งประเทศไทย ร่วมลงนามความร่วมมือ โดยมีผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาร่วมในพิธีอย่างพร้อมเพรียง

    นายอรรถกร ศิริลัทธยากร กล่าวว่า การเข้าร่วมลงนามในครั้งนี้ เป็นการแสดงเจตนารมณ์ของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ที่พร้อมสนับสนุนการใช้ยางพาราภายในประเทศให้เกิดประโยชน์อย่างเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะในมิติของการท่องเที่ยวและกีฬา ซึ่งสามารถนำผลิตภัณฑ์จากยางพารามาประยุกต์ใช้ได้อย่างกว้างขวาง ทั้งในด้านโครงสร้างพื้นฐาน สิ่งอำนวยความสะดวกด้านการท่องเที่ยว สนามกีฬา และอุปกรณ์เพื่อความปลอดภัยของประชาชนและนักท่องเที่ยว

    “ความร่วมมือครั้งนี้ ไม่เพียงแต่จะช่วยสร้างเสถียรภาพราคายางพารา และยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรชาวสวนยาง แต่ยังเป็นการเชื่อมโยงการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากกับภาคการท่องเที่ยวและกีฬา ซึ่งจะช่วยสร้างรายได้อย่างยั่งยืนให้แก่ชุมชน และเสริมสร้างความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจไทยในภาพรวม” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กล่าว

    ทั้งนี้ ความร่วมมือของ 4 กระทรวงและการยางแห่งประเทศไทย ถือเป็นก้าวสำคัญที่จะผลักดันให้การใช้ผลิตภัณฑ์ยางพาราในภาครัฐเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องและยั่งยืน พร้อมทั้งช่วยส่งเสริมให้ยางพาราไทยเป็นที่ยอมรับในระดับสากล และขับเคลื่อนเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมของประเทศให้ก้าวหน้าไปพร้อมกันกรมพลศึกษา กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา องค์กรภาครัฐ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.chiangmainews.co.th/sport/3785477/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2Aftfo-KQIOJUie5ufkBpV

  • รมว.ท่องเที่ยวฯ ร่วมฉลองครบรอบ 23 ปี กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา มั่นใจนำพาประเทศไทยก้าวสู่ความสำเร็จด้านการท่องเที่ยวและกีฬา

    รมว.ท่องเที่ยวฯ ร่วมฉลองครบรอบ 23 ปี กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา มั่นใจนำพาประเทศไทยก้าวสู่ความสำเร็จด้านการท่องเที่ยวและกีฬา

    วันที่ 3 ตุลาคม 2568 ณ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ถนนราชดำเนินนอก นายอรรถกร ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เป็นประธานในพิธีวันคล้ายวันสถาปนาครบรอบ 23 ปี กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา โดยมีคณะผู้บริหาร ข้าราชการ บุคลากรในสังกัด และสื่อมวลชน เข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียงพิธีการเริ่มต้นด้วยการสักการะศาลพระภูมิเทวา ซึ่งเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำกระทรวง ตามด้วยพิธีสงฆ์เพื่อความเป็นสิริมงคลแก่ผู้บริหารและบุคลากรทุกคน โดยมีนางสาวนัทรียา ทวีวงศ์ ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา พร้อมด้วยผู้บริหารจากทุกหน่วยงานในสังกัดกระทรวง เข้าร่วมในพิธีอย่างพร้อมเพรียง แสดงถึงความสามัคคีและความมุ่งมั่นร่วมกันในการขับเคลื่อนภารกิจของกระทรวงฯ

    นายอรรถกร กล่าวในโอกาสนี้ว่า ตลอด 22 ปีที่ผ่านมา กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาได้ทำหน้าที่ขับเคลื่อนทั้งภาคการท่องเที่ยวและกีฬาอย่างต่อเนื่อง แม้จะเผชิญอุปสรรคจากสถานการณ์ต่าง ๆ เช่น โรคระบาด การชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก หรือภัยพิบัติทางธรรมชาติ แต่บุคลากรของกระทรวงฯ ทุกคนยังคงยืนหยัด มุ่งมั่น และร่วมแรงร่วมใจกันผลักดันให้กระทรวงฯ ก้าวผ่านทุกความท้าทายและบรรลุเป้าหมายสำเร็จ

    “การก้าวเข้าสู่ปีที่ 23 ของกระทรวงฯ นับเป็นอีกก้าวสำคัญ โดยล่าสุดจำนวนนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติสะสมจนถึงวันที่ 30 กันยายนที่ผ่านมา ทะลุ 24 ล้านคนแล้ว ขณะที่รายได้จากนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติรวมกว่า 1.97 ล้านล้านบาท ขณะเดียวกันด้านกีฬา ก็ยังเป็นพลังสำคัญที่สร้างความสุขและแรงบันดาลใจให้แก่ประชาชน อีกทั้งยังสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กล่าว

    ภายหลังการกล่าวแสดงความยินดี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาได้ประชุมและพบปะกับคณะผู้บริหาร รวมถึงท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดจากทั่วประเทศ บรรยากาศเป็นไปด้วยความอบอุ่นและเป็นกันเอง สะท้อนถึงความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันของบุคลากรในกระทรวงฯ ที่พร้อมเดินหน้าผลักดันการท่องเที่ยวและกีฬาไทยสู่ความสำเร็จอย่างยั่งยืน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thaitabloid.com/archives/246737&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3VLlLcinAEOYFUKACWFori

  • จังหวัดพะเยา ติดตามความก้าวหน้าโครงการปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานเพื่อการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์

    จังหวัดพะเยา ติดตามความก้าวหน้าโครงการปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานเพื่อการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์

    จังหวัดพะเยา ติดตามความก้าวหน้าโครงการปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานเพื่อการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์


    3/10/2568 | 57 |

    จังหวัดพะเยา ติดตามความก้าวหน้าโครงการปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานเพื่อการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์

          นายภูธนะ ชมภูมิ่ง รองผู้ว่าราชการจังหวัด รักษาราชการแทนผู้ว่าราชการจังหวัดพะเยา เป็นประธานประชุมติดตามความก้าวหน้าการดำเนินงานโครงการปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานเพื่อการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์กิจกรรมซ่อมสร้างและขยายผิวจราจร ถนนทางหลวงหมายเลข 1 ตอนเดิมเข้าเมืองพะเยา ตำบลบ้านต๋อม อำเภอเมือง จังหวัดพะเยา ณ ห้องประชุมองค์การบริหารส่วนจังหวัดพะเยา
         ทั้งนี้ โครงการดังกล่าวเป็นโครงการตามมติคณะรัฐมนตรีนอกสถานที่เพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมรองรับการท่องเที่ยวในพื้นที่จังหวัดพะเยา ผู้รับจ้างคือบริษัทภาคเหนือวัสดุจำกัด กำหนดระยะเวลาดำเนินการ 240วัน เริ่มตั้งแต่วันที่ 17 มกราคม 2568 ถึงวันที่ 14 กันยายน 2568 และมีการปรับแก้เอกสารแนบท้ายสัญญาเป็น 256 วัน สิ้นสุดวันที่ 30 กันยายน 2568 อย่างไรก็ตาม จากรายงานผลการดำเนินงาน ณ วันที่ 30 กันยายน 2568 พบว่า ผู้รับจ้างสามารถดำเนินงานได้เพียง ร้อยละ45 ของแผนงานที่กำหนด ซึ่งล่าช้ากว่าแผนงานถึง ร้อยละ55 ทั้งที่ครบกำหนดระยะเวลาดำเนินการแล้ว
         รักษาราชการแทนผู้ว่าราชการจังหวัดพะเยา ได้กำชับให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องและผู้รับจ้างเร่งรัดการแก้ไขปัญหาและหามาตรการดำเนินการต่อไป เพื่อให้โครงการแล้วเสร็จตามเป้าหมายที่วางไว้ สร้างประโยชน์ต่อการพัฒนาการท่องเที่ยวและคุณภาพชีวิตของประชาชนในจังหวัด และถือเป็นถนนสายหลักของจังหวัดพะเยา จึงอยากจะให้แล้วเสร็จโดยเร็ว  

     


    image รูปภาพ


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://region3.prd.go.th/th/content/category/detail/id/1971/iid/428837&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3NP3vGz4k3K3gtAK1RlUFW

  • ดื่มด่ำกับเมืองอัมสเตอร์ดัม เนเธอร์แลนด์ ผ่านแหล่งท่องเที่ยวสไตล์คนเก๋ ฉบับอัพเดตล่าสุด

    ดื่มด่ำกับเมืองอัมสเตอร์ดัม เนเธอร์แลนด์ ผ่านแหล่งท่องเที่ยวสไตล์คนเก๋ ฉบับอัพเดตล่าสุด

    ‘เมืองแห่งดอกทิวลิป’ เต็มไปด้วยมรดกทางวัฒนธรรมที่มีให้เห็นได้จากพิพิธภัณฑ์ คูคลอง บ้านหลังคาจั่วแคบอันเป็นเอกลักษณ์ และคุณภาพชีวิตของผู้คน ทั้งการปั่นจักรยานยังเป็นอีกสัญลักษณ์สำคัญที่มอบคาแร็กเตอร์อันชัดเจนให้กับเมืองนี้ แอลจึงได้มัดรวมหลากหลายสถานที่เที่ยวสไตล์คนเก๋ ฉบับอัพเดตล่าสุด ที่ไม่ว่าคุณจะเป็นสายช็อป สายชิม สายบิวตี้ หรือมองหาที่พักผ่อนหย่อนใจก็ครอบคลุม!

    TRENDY EATERY

    Trees

    นักแสดงและนักธุรกิจร้านอาหาร Géza Weisz ออกผจญภัยด้านรสชาติครั้งใหม่ด้วยการมอบประสบการณ์การกินในบรรยากาศเป็นกันเองบริเวณย่านศูนย์กลางเก่าของเมืองบนถนน Zeedijk สามารถมองเห็นกรรมวิธีการรังสรรค์เมนูอาหารรสเลิศของเชฟ Amadou Dia จากครัวแบบเปิด แต่ละจานสุดสร้างสรรค์รวมทั้งอาหารคำเล็กก่อนจานหลัก (amuse-bouche) อย่างหัวผักกาดย่างท็อปด้วยมูสปลาเทราต์ และปลาช่อนทะเลในน้ำซุปใสจากมะเขือเทศและดอกคาโมไมล์ คุณสามารถสั่งแฮมเบอร์เกอร์จากที่นี่ได้เช่นกัน!

    Zeedijk 14, treesamsterdam.nl

    LOCAL FOOD HOTSPOT

    Buurtcafé De Tros

    สำหรับผู้ที่ชื่นชอบอาหารคอมฟอร์ตฟู้ดสไตล์บิสโทรและแนเชอรัลไวน์ คาเฟ่ในบรรยากาศผ่อนคลายแห่งนี้เหมาะอย่างมากสำหรับเป็นตัวเลือกเร่งด่วน (สามารถวอล์กอินเข้าไปได้เลย) ที่นี่ทำให้คุณได้เอนจอยกับแสงแดดยามบ่ายตรงเทอร์เรซแสนกว้างขวาง หรือได้ดื่มด่ำกับช่วงเวลาใต้แสงเทียนยามค่ำคืนด้านใน เมนูน่าสนใจมีทั้งเบอร์เกอร์เนื้อบด smashburger ไปจนถึงมัคเค้กราดซอสแบล็กเบอร์รี่ เติมเต็มความสุขให้กับย่านสุดชิคแถบอีสต์อัมสเตอร์ดัม

    Linneausstraat 63, detrosamsterdam.nl

    CHARMING HOTEL

    Maison ELLE

    ถือเป็นการพักผ่อนเปี่ยมสไตล์เพื่อฉลองศิลปะการใช้ชีวิตด้วยห้องพักที่ถูกนำเสนอประหนึ่งหลุดออกมาจากหน้านิตยสาร Maison ELLE ตั้งอยู่แถวย่าน Vondelpark ละแวกใกล้เคียงกับพิพิธภัณฑ์ Rijksmuseum, Stedelijk Museum และ Van Gogh Museum 

    Anna Van Den Vondelstraat 6, maisonelle.fr

    BUZZING BAR

    Lotti’s at the Hoxton

    บริเวณ Nine Streets ย่านที่เต็มไปด้วยคูคลอง Lotti’s ซ่อนตัวอยู่ ณ ใจกลางนั้น ร้านอาหารกึ่งบาร์แห่งนี้เปิดต้อนรับแขกผู้มาเยือนหลากหลาย ไม่ว่าคุณจะเป็นผู้ทำงานอิสระ ผู้ใช้เวลาทั้งวันละเลียดกาแฟและต่อด้วยค็อกเทล หรือเป็นแขกผู้เข้าพักโรงแรมที่อยากหาอะไรดื่มตั้งต้นแล้วค่อยไปหาบาร์อื่นต่อ แถมโซฟานวมหลังใหญ่นั่งสบายของที่นี่ยังช่วยสร้างความผ่อนคลายให้ได้หลังความเหน็ดเหนื่อยจากช่วงวันที่ยาวนาน อาหารกินเล่นที่นี่เสิร์ฟถึงเวลา 4 ทุ่ม โดยมีทั้งกิลด้าแบบดัตช์ (Dutch Gildas) และโครแกต์ holtkamp bitterballen มีดีเจมาสร้างความเพลิดเพลินในทุกวันพฤหัสบดีถึงเสาร์ และช่วงเดือนหน้าร้อนจะมีเปิดหลังคาเพื่อรับแดดด้วย!

    Herengratch 255, thehoxton.com

    HOTTEST NIGHT OUT

    Shu Amsterdam 

    ตั้งชื่อตามหน่วยวัดระดับความเผ็ด Scoville Heat Unit เลยทำให้เป็นสถานที่ท่องราตรีสุดฮอตที่ห้ามพลาด หลังช่วงอุ่นเครื่องตอนหัวค่ำ ค็อกเทลบาร์ระดับไฮเอนด์แห่งนี้จะเป็นแหล่งปาร์ตี้ โยกย้ายร่างกายใต้แสงไฟสีอำพันไปตามเสียงเพลงแนวเฮาส์ดิสโก้ และพังก์ ภายในได้รับการตกแต่งอย่างมีระดับ ส่วนบาร์ทำจากทองเหลืองตีขึ้นรูปด้วยค้อน เพดานกระจก เฟอร์นิเจอร์สะดุดตาเพื่อสร้างซีนเปี่ยมสีสัน ที่นี่ต้อนรับแขกอายุ 25 ขึ้นไป และมีนโยบายเกสต์ลิสต์ ดังนั้น ต้องติดต่อสำรองการเข้าบริการล่วงหน้า

    Handboogstraat 15, shuamsterdam.com

    STYLE HUB

    Moise Amsterdam

    คอนเซ็ปต์สโตร์แห่งนี้ผสมผสานแฟชั่นระดับไฮเอนด์เข้ากับศิลปะและสตรีตสไตล์ได้อย่างลงตัว โดยคุณจะเจอผลงานจาก Acne Studios, Dries Van Noten, Toteme, Lemaire, Jacquemus และหลากหลายแบรนด์ดังให้เลือกซื้อหา ทั้งเสื้อผ้า แอ็กเซสเซอรี่ส์ และผลิตภัณฑ์ไลฟ์สไตล์ของที่นี่สะท้อนอิทธิพลจากหลากหลายที่มา ถูกจัดวางภายในสเปซเรียบเท่แบบมินิมัล นอกจากนี้ยังมีส่วนของเสื้อผ้าบุรุษวางจำหน่ายด้วยเช่นกัน

    Ceintuurbaan 111, moise-store.com

    PAMPER PLACES

    Skin project

    ไม่ว่าจะเป็นโปรแกรม Mesotherapy, Microneedling, Hydrafacial หรือ Peels สถาบันเสริมความงามระดับท็อปอย่าง Skin Project แห่งนี้พร้อมให้บริการเพื่อให้คุณฟื้นคืนความอ่อนเยาว์แห่งวัย พร้อมความสวยใสสุขภาพดี

    Albert Cuypstraat 233-H, skinproject.nl

    Skins

    ที่นี่เป็นบิวตี้คอนเซ็ปต์สโตร์แห่งแรกที่นำแบรนด์ชั้นนำระดับโลกมากมายเข้ามาทำให้คนเนเธอร์แลนด์ได้รู้จัก ไม่ว่าจะเป็น Aesop, Laura Mercier หรือ Diptyque ที่นี่ยังจัดกิจกรรมสอนแต่งหน้าและเปิดคลาสด้านความงามต่างๆ อีกด้วย

    Runstraat 11, skins.nl

    Kapsalon in de Jordaan

    ซาลอนแห่งนี้ให้บริการด้านการตัดผมและทำสีผมแบบครบวงจร โดยเปิดมาตั้งแต่ปี 2018 ด้วยคู่ดูโอที่เชี่ยวชาญ พร้อมไฟสร้างสรรค์และจินตนาการเหลือล้น อย่างสไตลิสต์ Siko van Berkel และผู้เชี่ยวชาญการทำสีผม Lorin Versteeg

    Elandsgratch 51, kapsalonindejordaan.nl

    IT FASHION DESIGNER

    Duran Lantink

    ดูราน แลนทิงค์ ดีไซเนอร์ชาวดัตช์ นำเสนอคอลเล็กชั่นแนวอาวองต์การ์ดที่สะท้อนความเป็นไฮแฟชั่นและความยั่งยืน ใช้เทคนิคดีคอนสตรักชั่น รีไซเคิล และอัพไซเคิลที่ล้วนไม่เป็นพิษเป็นภัยต่อสิ่งแวดล้อม นำวัสดุแบบกรีนและผืนผ้าเก่ามาแปรเปลี่ยนเป็นงานดีไซน์อันน่าประทับใจ ผสมผสานเท็กซ์เจอร์ที่สร้างความคอนทราสต์และรูปทรงแปลกตา สะท้อนเอกลักษณ์เฉพาะตัวออกมาได้อย่างดีเยี่ยม

    duranlantink.com

    SECRET ESCAPE

    Akasha Spa

    ด้วยชื่อชั้นผู้ชนะรางวัล World’s Best Luxury Spa & Stay ในปี 2024 ทำให้ Akasha Spa เป็นจุดหมายปลายทางระดับท็อปสำหรับการดูแลผิวหน้า การทำ Hydrotherapy และทรีตเมนต์ต่างๆ มากมาย ปรนนิบัติร่างกายอย่างผ่อนคลายภายในอ่างจากุซซี่ เซานา สระว่ายน้ำ และฮัมมัม หรือเพลิดเพลินไปกับทรีตเมนต์บำรุงผิวหน้าที่สามารถปรับตามความต้องการเฉพาะบุคคล หากยังไม่เพียงพอที่นี่ยังมีบริการฝึกสมาธิ โยคะ รวมถึงออกกำลังกายในน้ำ

    Paulus Potterstraat 50, conservatoriumhotel.com

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://ellethailand.com/travel-guide-amsterdam-netherlands/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2IVAQjbRAOeXLBcHsIg9cm

  • บทพิสูจน์ CBT ไทยที่ไม่ต้องพึ่งงบรัฐ 4 โมเดลท่องเที่ยวชุมชนที่ยืนหยัดได้หลังโควิด

    บทพิสูจน์ CBT ไทยที่ไม่ต้องพึ่งงบรัฐ 4 โมเดลท่องเที่ยวชุมชนที่ยืนหยัดได้หลังโควิด

    sustainability

    03 ต.ค. 2025 เวลา 15:45 น.

    เมื่อชาวบ้านเป็นเจ้าของตลาด: บทพิสูจน์ CBT ไทยที่ไม่ต้องพึ่งงบรัฐ 4 โมเดลท่องเที่ยวชุมชนที่ยืนหยัดได้หลังโควิด สะท้อนถึงการจัดการชุมชน การรักษาสิ่งแวดล้อม และการส่งต่อคุณค่าทางวัฒนธรรม

    ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา การท่องเที่ยวยั่งยืน (Sustainable Tourism) กลายเป็นประเด็นที่ถูกพูดถึงมากขึ้น เพราะการท่องเที่ยวไม่ใช่เพียงกิจกรรมพักผ่อนหรือการสร้างรายได้ แต่ยังสะท้อนถึงการจัดการชุมชน การรักษาสิ่งแวดล้อม และการส่งต่อคุณค่าทางวัฒนธรรม

    การท่องเที่ยวแบบ Community-Based Tourism (CBT) ไม่ใช่เรื่องใหม่ หัวใจของความสำเร็จคือการหาอัตลักษณ์ชุมชนให้ได้

    ดร.ศิวศักดิ์ ปานสุขุม อาจารย์ประจำภาควิชาการจัดการการท่องเที่ยว มหาวิทยาลัยกรุงเทพ กล่าวในงาน Sustainability Expo 2025 (SX2025) ว่า อัตลักษณ์ไม่ได้มาจากแค่ทรัพยากรในชุมชนอย่างเดียว แต่อาจมาจากจิตวิญญาณของคนในชุมชน ทัศนคติ หรือวิถีชีวิต นี่คือสิ่งที่ต้องดึงออกมาสื่อสารให้ได้ถ้าจะทำ CBT

    ประเทศไทย มีศักยภาพสูงด้านการท่องเที่ยว ไม่ว่าจะเป็นธรรมชาติวัฒนธรรม หรือภูมิปัญญาท้องถิ่น แต่สิ่งที่จะทำให้การท่องเที่ยวอยู่รอดอย่างแท้จริง คือการพัฒนาในแบบที่ “ชุมชนเป็นเจ้าของ” และพึ่งพาตนเองได้

    บทพิสูจน์ CBT ไทยที่ไม่ต้องพึ่งงบรัฐ 4 โมเดลท่องเที่ยวชุมชนที่ยืนหยัดได้หลังโควิด

    ในงาน SX2025 มีการนำเสนอ 4 กรณีศึกษาจาก พัทลุง ปทุมธานี ราชบุรี และเพชรบุรี ซึ่งสะท้อนมิติของความยั่งยืนในมุมที่แตกต่างกัน

    พัทลุง: จากวัชพืชสู่พืชเศรษฐกิจ

    จังหวัดพัทลุงโดดเด่นด้วยวิถีชีวิตที่ผูกพันกับธรรมชาติและวัฒนธรรมดั้งเดิม กรณีศึกษาจาก Varni Craft แสดงให้เห็นการต่อยอดสิ่งที่มีอยู่แล้ว-งานสานกระจูด พืชท้องถิ่นที่เคยถูกมองว่าเป็นวัชพืช

    “จากเสื่อกระจูดใบละร้อย เราพัฒนาให้กลายเป็นกระเป๋าที่ขายได้หลักพัน”

    มนัทพงศ์ เซ่งฮวด ผู้ก่อตั้ง Varni Craft กล่าวว่า เขาตัดสินใจกลับบ้านเกิดเพื่อชุบชีวิตหัตถกรรมพื้นถิ่นที่กำลังสูญหาย ด้วยการต่อยอดดีไซน์และงานปักกระเป๋ากระจูดกลายเป็นสินค้าแฟชั่นร่วมสมัยที่ส่งออกไปฝรั่งเศส สหรัฐ ญี่ปุ่น และอีกหลายประเทศ ความสำเร็จไม่ได้หยุดแค่สินค้า Varni Craft เปิดบ้านเป็นศูนย์การเรียนรู้ ให้นักท่องเที่ยวมาเรียนสานกระจูด ทำเวิร์กช็อป และซึมซับวิถีชีวิตท้องถิ่น ต่อมาขยายสู่ Varni Stay โฮมสเตย์ที่ตกแต่งด้วยเฟอร์นิเจอร์จากกระจูดทั้งหมด พร้อมโปรแกรมท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติ เช่น ล่องเรือชมควายน้ำในทะเลน้อย ชมบัวแดงนับล้านดอก และถอนกระจูดกับชาวบ้าน

    แต่เส้นทางไม่ราบรื่น มนัทพงศ์ ยอมรับว่า ช่วงแรกหาช่างสานที่มีฝีมือยากมาก เราต้องฟื้นฟูทักษะคนรุ่นเก่าที่เลิกสานไปนานแล้ว และสอนคนรุ่นใหม่ที่ไม่อยากทำงานหนัก นอกจากนี้ยังต้องเผชิญการแข่งขันจากสินค้าจีนราคาถูก ทำให้ต้องสร้างมูลค่าเพิ่มด้วยดีไซน์และการบอกเล่าเรื่องราวอย่างต่อเนื่อง

    บทพิสูจน์ CBT ไทยที่ไม่ต้องพึ่งงบรัฐ 4 โมเดลท่องเที่ยวชุมชนที่ยืนหยัดได้หลังโควิด

    ปทุมธานี: เมื่อเยาวชนเป็นตัวเชื่อม

    ชุมชนคลอง 3 จังหวัดปทุมธานี แสดงให้เห็นว่าการท่องเที่ยวชุมชนสามารถก้าวไปข้างหน้าได้ด้วยพลังของคนรุ่นใหม่และการศึกษาชุมชนนี้เริ่มพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวตั้งแต่ปี 2561 จากโครงการ OTOP นวัตวิถี โดยยึดหลัก เศรษฐกิจพอเพียง และเกษตรอินทรีย์ นักท่องเที่ยวสามารถเรียนรู้กิจกรรมหลากหลาย เช่น การทำผ้ามัดย้อมจากสีธรรมชาติ งานหัตถกรรมพื้นบ้าน และการแปรรูปผลผลิตทางการเกษตร สิ่งที่ทำให้ชุมชนนี้แตกต่างคือบทบาทของนักศึกษามหาวิทยาลัยกรุงเทพ ที่เข้ามาช่วยออกแบบ One Day Trip สร้าง Storytelling และพัฒนาช่องทางการตลาดออนไลน์ ทำให้ชุมชนปรับตัวหลังวิกฤติโควิด-19 และขยายฐานนักท่องเที่ยวได้กว้างขึ้น

    สรศักดิ์ กลับวิลา นักศึกษาคณะมนุษยศาสตร์และการจัดการการท่องเที่ยว มหาวิทยาลัยกรุงเทพ กล่าวในห้องเรียนเราได้เรียนแต่ทฤษฎี แต่การลงพื้นที่ทำให้เราเห็นภาพชัดเจน ได้คุยกับพ่อแม่ชาวบ้าน เพิ่ม soft skills คนรุ่นใหม่ก็สนใจในเรื่องท่องเที่ยวชุมชนและสินค้าหัตถกรรมมากขึ้น

    รุ่งนภา แก้วธรรม กำนันตำบลคลองสาม และประธานศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง หมู่ที่ 16 เล่าว่า ในช่วงแรกชาวบ้านยังไม่กล้าพบปะนักท่องเที่ยว แต่พอได้สัมผัสจากเด็กๆ มหาวิทยาลัยกรุงเทพเพิ่มประสบการณ์ ตอนนี้ชาวบ้านรับแขกได้เอง และพึ่งพาตนเองได้

    ความท้าทายที่เผชิญ คือการดึงคนรุ่นใหม่กลับมาอย่างต่อเนื่อง อัจฉรา ศรีลาชัย อาจารย์คณะมนุษยศาสตร์และการจัดการการท่องเที่ยวมหาวิทยาลัยกรุงเทพ ชี้ว่ายังมีสิ่งที่ต้องพัฒนา เช่น ทักษะภาษาอังกฤษ อาจเริ่มจากการสื่อสารง่ายๆ เพราะกำนันรุ่งนภายอมรับว่าชาวบ้านมีปัญหาเรื่องการสื่อสาร ทำให้อาจขายของไม่ได้

    นอกจากนี้ยังมีความกังวลเรื่องการพึ่งพามหาวิทยาลัยมากเกินไป “พอโครงการจบ นักศึกษากลับไป ชุมชนต้องดูแลตัวเองได้” ทำให้ต้องมีการถ่ายทอดความรู้และสร้างทีมงานรุ่นใหม่ในชุมชนให้แข็งแรง

    ราชบุรี: Zero Waste ที่ทำได้จริง

    ตลาดโอ๊ะป่อย ชุมชนท่ามะขาม อำเภอสวนผึ้ง จังหวัดราชบุรี เป็นกรณีศึกษาที่โดดเด่น ชื่อ “โอ๊ะป่อย” มาจากภาษากะเหรี่ยง แปลว่า “พักผ่อน” และที่นี่กลายเป็นพื้นที่พักใจของทั้งนักท่องเที่ยวและคนในชุมชน
    สิ่งที่ทำให้ตลาดแตกต่างคือการผสาน ศรัทธา–สิ่งแวดล้อม–ชุมชน เข้าด้วยกัน ไฮไลต์สำคัญคือกิจกรรมตักบาตรพระบนแพล่องน้ำ ซึ่งกลายเป็นภาพจำที่ดึงดูดผู้คนจากทั่วประเทศ ตลาดยังยึดแนวคิด Zero Waste Market มีการแยกขยะ รีไซเคิล และใช้ระบบกองทุนชุมชน โดยไม่พึ่งงบประมาณจากภาครัฐ “เจ้าของกิจการเป็นคนในชุมชน ไม่มีคนจากพื้นที่อื่น มีคนในพื้นที่กลับมาเปิดคาเฟ่ เปิดที่พัก”

    ผู้ใหญ่บี-ภัทรพงศ์ วงศ์กิจเกษม ประธานตลาดโอ๊ะป่อย กล่าวว่า ทุกคนในตลาดมีเรื่องเล่าเป็นของตัวเอง ทำให้ทุกมุมกลายเป็นจุดเช็กอินได้เองโดยไม่ต้องสร้างฉากเสริม

    ภัทรพงศ์ ภูมิใจที่ได้สืบสานวัฒนธรรมกะเหรี่ยง อย่างการแต่งกายและภาษาภายในตลาด ที่สำคัญคือการจัดการที่เข้มแข็งและมีกติกากลางที่ทุกคนยอมรับร่วมกัน แต่ความท้าทายก็มี โดยเฉพาะการจัดการความคาดหวังและการแข่งขันภายใน “มีคนอยากเข้ามาขายของเยอะ แต่พื้นที่จำกัด บางคนรู้สึกไม่เป็นธรรม” ภัทรพงศ์ กล่าว รวมถึงการจัดการขยะในช่วงเทศกาลที่นักท่องเที่ยวหลั่งไหลเข้ามา

    บทพิสูจน์ CBT ไทยที่ไม่ต้องพึ่งงบรัฐ 4 โมเดลท่องเที่ยวชุมชนที่ยืนหยัดได้หลังโควิด

    เพชรบุรี: เมื่อลูกหลานกลับบ้าน

    ตลาดจามจุรี บ้านถ้ำเสือ จังหวัดเพชรบุรี เป็นตลาดริมน้ำที่เริ่มจากความสมัครใจของชุมชน โดยใช้ที่ดินส่วนตัวทำตลาดร่วมกัน ชุมชนที่นี่ให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อมตั้งแต่วันแรก ไม่ว่าจะเป็นการแปรรูปขยะเปียกเป็นปุ๋ย การแยกขยะอย่างเป็นระบบ ไปจนถึงการลดผลกระทบต่อธรรมชาติ ทุกปัญหาที่เกิดขึ้นถูกนำมาพูดคุยและแก้ไขกันทุกสัปดาห์ ทำให้เกิด “วัฒนธรรมองค์กร” ที่เข้มแข็ง รายได้จากตลาดไม่ได้ทำให้คนเพียงอยู่รอด แต่ยังดึงเยาวชนกลับบ้าน ช่วยครอบครัวดูแลร้านค้า และปลูกฝังความรักในท้องถิ่นให้รุ่นใหม่เห็นคุณค่าของชุมชน

    สุเทพ พิมพ์ศิริ ผู้บุกเบิกตลาดจามจุรี ภายใต้วิสาหกิจชุมชนท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ (โฮมสเตย์บ้านถ้ำเสือ) กล่าวว่า เราอยากให้คนรุ่นใหม่กลับมา เวลา 20-30 ปีที่ผ่านมา เราได้ทำอะไรหรือยังให้เขาอยากกลับบ้าน อย่างพ่อแม่ที่เปิดร้านก็ได้ลูกหลานกลับมาในวันหยุดมาช่วยพ่อแม่ที่ร้าน เราก็ได้ลูกหลานกลับมา

    อุปสรรคที่ต้องฝ่าฟัน

    ดร.ปิรันธ์ ชิณโชติ อดีตนายกสมาคมธุรกิจท่องเที่ยวสวนผึ้ง จังหวัดราชบุรี สรุปว่า ปัญหาย่อมมีเพราะยังมีช่องว่างในชุมชน และคนที่ไม่เข้าใจกฎระเบียบ คนในพื้นที่แรกๆ อาจอึดอัดกับกฎกติกา แต่เราต้องมีธรรมนูญที่ชัดเจนเพื่อความยั่งยืน เพราะการทำตลาดคือเน้นการมีส่วนร่วม ต้องสร้างการเอื้อต่อกัน ไม่ใช่แข่งขันกัน

    อุปสรรคหลักที่ทั้งสี่ชุมชนเผชิญ ได้แก่

    1. การสืบทอดทักษะและคนรุ่นใหม่ – คนหนุ่มสาวมักเลือกไปทำงานในเมือง เห็นว่าได้เงินเร็วกว่า ทำให้ต้องสร้างแรงจูงใจทั้งรายได้และความภาคภูมิใจในท้องถิ่น
    2. การพึ่งพาแหล่งสนับสนุนภายนอก – หลายชุมชนพึ่งพามหาวิทยาลัยหรือภาครัฐในช่วงเริ่มต้น ซึ่งเสี่ยงต่อความไม่ยั่งยืนหากแหล่งสนับสนุนถอนตัว
    3. การจัดการความคาดหวังภายในชุมชน – เมื่อเห็นความสำเร็จ คนจำนวนมากอยากเข้าร่วม ทำให้เกิดแรงกดดันในการจัดสรรพื้นที่และผลประโยชน์อย่างเป็นธรรม
    4. ภาระการจัดการสิ่งแวดล้อม – ความสำเร็จนำมาซึ่งจำนวนนักท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ทำให้ต้องคิดระบบจัดการขยะ จราจร และการรองรับที่ไม่ทำลายบรรยากาศดั้งเดิม

    ถอดบทเรียนจากสี่ชุมชน

    แม้พัทลุง ปทุมธานี ราชบุรี และเพชรบุรี จะมีวิธีการพัฒนาและเสน่ห์ที่แตกต่างกัน แต่ทั้งหมดสะท้อนหัวใจของการท่องเที่ยวยั่งยืนร่วมกัน

    1. ชุมชนเป็นเจ้าของ – คนในพื้นที่ต้องเป็นผู้ขับเคลื่อน ไม่ใช่เพียงผู้ตาม
    2. สิ่งแวดล้อมคือฐานราก – การจัดการที่คำนึงถึงธรรมชาติทำให้การท่องเที่ยวมีคุณค่าแท้จริง
    3. การส่งต่อสู่รุ่นใหม่ – เยาวชนและคนรุ่นใหม่คือตัวเชื่อมอนาคต
    4. การพึ่งพาตนเองและเครือข่ายสนับสนุน – การพึ่งพาตนเองทำให้ชุมชนเข้มแข็ง แต่เครือข่ายจากภายนอกช่วยต่อยอดได้

    ทั้ง 4 กรณีศึกษาแสดงให้เห็นว่า การท่องเที่ยวยั่งยืนไม่ใช่เพียงคำสวยหรู แต่คือการทำงานจริงที่เกิดขึ้นแล้วในหลายชุมชนของไทย พัทลุง ปทุมธานี ราชบุรี และเพชรบุรี พิสูจน์ว่าความยั่งยืนไม่มีสูตรสำเร็จตายตัว แต่เกิดจากการผสมผสานภูมิปัญญาท้องถิ่น สิ่งแวดล้อม ศรัทธา และนวัตกรรมเข้าด้วยกัน

    ท้ายที่สุด การเดินทางที่ยั่งยืนคือการเดินทางที่ทุกฝ่าย นักท่องเที่ยว ชุมชน และสิ่งแวดล้อม ต่างได้รับประโยชน์และเติบโตไปพร้อมกัน

    พบกับแรงบันดาลใจเหล่านี้ได้ ในงาน SUSTAINABILITY EXPO 2025 (SX2025) ตั้งแต่วันนี้ จนถึงวันที่  5 ตุลาคม 2458 เวลา 10.00-20.00 น. ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ (QSNCC)

    ติดตามข่าวสารและกิจกรรม SX ได้ทาง เฟซบุ๊ก และ เว็บไซต์ เพื่อร่วมสนุกไปกับกิจกรรมการสะสมแต้ม ลุ้นรับรางวัลมากมาย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/corporate-moves/environment/1201636&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1NeiQGEE2FwDBdOeBidFCn

  • ‘อรรถกร’ ลุยปรับกลยุทธ์ดึงนักท่องเที่ยวจีนเข้าไทย

    ‘อรรถกร’ ลุยปรับกลยุทธ์ดึงนักท่องเที่ยวจีนเข้าไทย

    ‘อรรถกร’ เร่งเครื่องช่วง 4 เดือนเดินหน้าปรับกลยุทธ์เจาะตลาดเป้าหมายที่มีศักยภาพ ตั้งเป้าดึงนักท่องเที่ยวจีนเข้าไทย ล่าสุดยอดนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้าไทย 24 ล้านคน สร้างรายได้กว่า 1.97 ล้านล้านบาท

    3 ต.ค. 2568 – นายอรรถกร ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เปิดเผยภายหลังเป็นประธานในพิธีจัดพิธีวันคล้ายวันสถาปนาครบรอบ 23 ปี ของกระทรวงฯ ว่า ตลอด 22 ปีที่ผ่านมา กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาได้ทำหน้าที่ขับเคลื่อนทั้งด้าน การท่องเที่ยวและกีฬา อย่างต่อเนื่อง แม้จะต้องเผชิญความท้าทายจากหลายปัจจัย ไม่ว่าจะเป็นโรคระบาด การชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก หรือภัยพิบัติทางธรรมชาติ แต่ด้วยความทุ่มเทของบุคลากรทุกคน ทำให้กระทรวงสามารถยืนหยัดและก้าวข้ามวิกฤติ จนบรรลุเป้าหมายหลายประการ

    “การก้าวเข้าสู่ปีที่ 23 ของกระทรวงฯ นับเป็นก้าวสำคัญ เรามีความก้าวหน้าให้เห็นชัดเจน ล่าสุดจำนวน นักท่องเที่ยวต่างชาติสะสมจนถึงวันที่ 30 กันยายน 2568 ทะลุ 24 ล้านคน แล้ว และรายได้จากนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติรวมกว่า 1.97 ล้านล้านบาท ขณะเดียวกันด้านกีฬา ยังคงเป็นพลังสำคัญที่สร้างทั้งความสุข แรงบันดาลใจแก่ประชาชน และยังสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง” นายอรรถกร กล่าว

    สำหรับสถานการณ์การท่องเที่ยวปี 2568 มีแนวโน้มซบเซา จึงต้องปรับกลยุทธ์จากการตลาดภาพรวม มาเจาะตลาดเป้าหมายที่มีศักยภาพสูงเป็นรายประเทศ ให้สอดคล้องกับพฤติกรรมนักท่องเที่ยวที่แตกต่างกัน โดยยอมรับว่าไทยไม่ใช่ผู้เล่นรายใหญ่เพียงประเทศเดียว ยังมีคู่แข่งที่พัฒนาและตอบโจทย์นักท่องเที่ยวได้ดีกว่าในบางด้านทั้งนี้ ช่วง 4 เดือนจากนี้ ตั้งเป้าดึงนักท่องเที่ยวจีนกลับมาไทย 2–3 ล้านคน แม้เป็นตัวเลขที่ท้าทาย แต่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งในและต่างประเทศ โดยเฉพาะการสนับสนุนจากภาครัฐ เพื่อฟื้นฟูจำนวนนักท่องเที่ยวและสร้างการใช้จ่ายในประเทศ

    นอกจากนี้ ได้เน้นย้ำบทบาทของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ไม่เพียงแต่เป็น กลไกหลักสร้างรายได้เข้าประเทศ แต่ยังเป็น เสาหลักในการสร้างความสุข ความสามัคคี และคุณภาพชีวิตที่ดีแก่ประชาชน ผ่านทั้งกิจกรรมด้านการท่องเที่ยวและการกีฬา โดยเชื่อมั่นว่าด้วยพลังร่วมของบุคลากรทุกฝ่าย จะสามารถพัฒนาท่องเที่ยวและกีฬาของไทยให้ก้าวสู่ความสำเร็จอย่างยั่งยืน

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/economy-news/872771/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3xQWTeHINHhYuibSrQWjvT

  • แอร์เอเชีย เปิดบินข้ามภาคเหนือ-อีสานเส้นทาง “เชียงใหม่-อุดรธานี” เริ่ม 1 ธ.ค.68 : อินโฟเควสท์

    แอร์เอเชีย เปิดบินข้ามภาคเหนือ-อีสานเส้นทาง “เชียงใหม่-อุดรธานี” เริ่ม 1 ธ.ค.68 : อินโฟเควสท์

    แอร์เอเชียเปิดบินตรงข้ามภาคเส้นทางใหม่ “เชียงใหม่-อุดรธานี” 4 เที่ยวบินต่อสัปดาห์ ทุกวันจันทร์ พุธ ศุกร์ และอาทิตย์ เชื่อมเหนือ-อีสาน และเดินทางต่อสู่เมืองเวียงจันทน์ เมืองหลวงประเทศลาวได้ประหยัดและสะดวกยิ่งขึ้น บินคุ้มราคาเริ่มต้นเพียง 999 บาท สำรองที่นั่งราคาโปรโมชั่นได้ตั้งแต่ วันที่ 3-31 ตุลาคม 2568 เดินทางได้ตั้งแต่เที่ยวบินปฐมฤกษ์ 1 ธ.ค.68-28 มี.ค.69

    นายสุรพันธ์ หอมขจร ผู้จัดการแอร์เอเชีย ประจำท่าอากาศยานเชียงใหม่ กล่าวว่า ในช่วงปลายปีเป็นฤดูกาลท่องเที่ยวสำคัญของไทย โดยทั้งเชียงใหม่และอุดรธานี เป็นเมืองท่องเที่ยวยอดนิยมทั้งสำหรับชาวไทยและต่างชาติ การเปิดเส้นทางบินข้ามภาค “เชียงใหม่-อุดรธานี” ของแอร์เอเชีย ถือเป็นเส้นทางข้ามภาคลำดับที่ 7 ของฐานปฏิบัติการบินเชียงใหม่ เชื่อมั่นว่าเป็นทางเลือกที่คุ้มค่าสำหรับทุกคน โดยแอร์เอเชียให้บริการด้วยเครื่องบินในตระกูลแอร์บัส A320 จำนวน 180 ที่นั่ง และให้บริการ 4 วัน ต่อสัปดาห์ (จันทร์ พุธ ศุกร์ อาทิตย์) ซึ่งจะช่วยอำนวยความสะดวกและกระตุ้นเศรษฐกิจท่องเที่ยวของทั้งสองจังหวัดได้อย่างดี

    “สำหรับชาวเชียงใหม่ถือเป็นโอกาสดีในการบินสะดวกง่ายขึ้นสู่อุดรธานี หรือแม้แต่การเชื่อมต่อไปที่ประเทศลาว ผ่านเมืองเวียงจันทน์ สัมผัสประสบการณ์ท่องเที่ยวเดินทางใหม่ๆ ในขณะที่ชาวอุดรธานีสามารถบินตรงเยี่ยมชมเมืองเชียงใหม่ได้ในช่วงเวลาที่น่าเที่ยวที่สุดเช่นกัน” นายสุรพันธ์กล่าว

    ทั้งนี้สายการบินแอร์เอเชียมีเส้นทางบินตรงจากเชียงใหม่ สู่ 9 เส้นทาง ภายในประเทศ ได้แก่ กรุงเทพฯ (ทั้งสุวรรณภูมิ และ ดอนเมือง) ขอนแก่น หัวหิน กระบี่ ภูเก็ต หาดใหญ่ สุราษฎร์ธานี และเส้นทางใหม่สู่ อุดรธานี รวมทั้งบินตรง 3 เส้นทาง ระหว่างประเทศ สู่ฮานอย ไทเป และซัปโปโร(แวะรับส่งผู้โดยสารที่ไทเป)

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (03 ต.ค. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/534517&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0aK8he4PIpoVcxIh5KeGMv

  • รมว.ท่องเที่ยว ยันจัดเก็บ’ค่าเหยียบแผ่นดิน’ จะได้ข้อสรุปใน 4 เดือนนี้

    รมว.ท่องเที่ยว ยันจัดเก็บ’ค่าเหยียบแผ่นดิน’ จะได้ข้อสรุปใน 4 เดือนนี้

    วันนี้ (วันที่ 3 ตุลาคม 2568) นายอรรถกร ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เปิดเผยว่าการจัดเก็บค่าธรรมเนียมการท่องเที่ยวภายในประเทศจากนักท่องเที่ยวต่างชาติ หรือค่าเหยียบแผ่นดิน (Travel Fee) ขณะนี้ยังไม่ตัดสินใจว่าจะเก็บหรือไม่เก็บ แต่จะนำเรื่องนี้มาพิจารณาในช่วงเวลา 4 เดือนของรัฐบาลนี้ พร้อมหาทางออกและข้อสรุปให้เร็วที่สุด 

    ทั้งนี้ในมุมของคนที่อยู่ภาคการท่องเที่ยวเข้าใจดีว่า เงินที่เก็บจากค่าเหยียบแผ่นดินจะมาใช้ในสวัสดิภาพและความปลอดภัยของนักท่องเที่ยว รวมถึงพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการท่องเที่ยว และอำนวยความสะดวกให้นักท่องเที่ยวโดยมาตั้งเป็นกองทุนคล้ายๆ กองทุนการกีฬา

    ขณะเดียวกันหากมีการจัดเก็บ จะต้องมีการสื่อสารเพื่อสร้างการรับรู้กับนักท่องเที่ยวออกไปก่อน ว่ารัฐบาลจัดเก็บเพื่ออะไร มีมาตรการดูแลอะไรเป็นพิเศษจากการจัดเก็บค่าเหยียบแผ่นดิน

    อรรถกร ศิริลัทธยากร

    อย่างไรก็ตามก่อนหน้านี้กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬามีนโยบายที่จะการจัดเก็บค่าเหยียบแผ่นดิน เพื่อช่วยแบ่งเบาภาระงบประมาณของรัฐจากเดิมที่ต้องมีการให้ความช่วยเหลือเยียวยานักท่องเที่ยว กรณีที่ประสบเหตุด้านความปลอดภัย และวงเงินที่จัดเก็บยังเป็นค่าใช้จ่ายในการจัดให้มีการประกันภัยนักท่องเที่ยว 

    อีกทั้งยังสามารถนำไปค่าเหยียบแผ่นดิน ไปเป็นค่าใช้จ่ายบริหารและพัฒนาการท่องเที่ยวของประเทศได้ด้วย ซึ่งการดำเนินการดังกล่าวในหลาย ๆ ประเทศก็มีการจัดเก็บค่าธรรมเนียมในลักษณะนี้เช่นกัน

    สำหรับอัตราการเดินทางทางอากาศจะจัดเก็บอยู่ที่ 300 บาทต่อคนต่อครั้ง แต่อัตราค่าธรรมเนียมการท่องเที่ยวฯ การเดินทางทางบกและทางน้ำ จะจัดเก็บในอัตราเท่ากันที่ 300 บาท (จากเดิม 150 บาทต่อคนต่อครั้ง)  แต่สามารถเดินทางเข้าไทยได้หลายครั้ง (Multiple Entry) ต่อระยะ 30-60 วัน

    อย่างไรก็ดีในแนวทางดังกล่าวยังต้องรอสรุปอย่างเป็นทางการอีกครั้ง เพื่อให้ครอบคลุมไปถึงการประกันภัยด้วย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/business/tourism/640568&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0HpgNvX36qsl-zMdpjTw5v

  • เขตพระนครเร่งแก้ปัญหาขยะรอบพระบรมมหาราชวัง ย้ายจุดทิ้ง-เพิ่มรอบเก็บ

    เขตพระนครเร่งแก้ปัญหาขยะรอบพระบรมมหาราชวัง ย้ายจุดทิ้ง-เพิ่มรอบเก็บ

    เขตพระนครเร่งแก้ปัญหาขยะรอบพระบรมมหาราชวัง ย้ายจุดทิ้ง-เพิ่มรอบเก็บ รักษาภาพลักษณ์การท่องเที่ยว

    นายโกศล สิงหนาท ผู้อำนวยการเขตพระนคร กทม. กล่าวกรณีสื่อสังคมออนไลน์เผยแพร่ภาพการทิ้งขยะตามคอกต้นไม้บริเวณถนนหน้าพระลาน ฝั่งตรงข้ามพระบรมมหาราชวังว่า จากการตรวจสอบพบว่า ขยะในพื้นที่ดังกล่าวเกิดจาก 2 ส่วนหลัก ได้แก่ ขยะจากอาคารพาณิชย์ และขยะจากนักท่องเที่ยวที่มาเยือนในพื้นที่ เพื่อแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืนและคงไว้ซึ่งภาพลักษณ์ที่งดงามของพระบรมมหาราชวังและเกาะรัตนโกสินทร์ สำนักงานเขตฯ จึงได้หารือร่วมกับผู้ประกอบการ รวมถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อหามาตรการแก้ไขอย่างเร่งด่วน โดยกำหนดมาตรการ ดังนี้ ย้ายจุดทิ้งขยะจากบริเวณหน้าอาคารพาณิชย์ (จุดที่ถูกร้องเรียน) ไปยังจุดรวมขยะบริเวณฝั่งท่าช้าง เพื่อไม่ให้กระทบต่อทัศนียภาพรอบพระบรมมหาราชวัง เพิ่มรอบการเก็บขยะ และกำหนดเวลาชัดเจนให้อาคารพาณิชย์และผู้ค้านำขยะมาทิ้งตรงเวลา เพื่อให้สามารถเก็บและขนย้ายได้อย่างมีประสิทธิภาพ ลดปัญหาขยะตกค้าง

    ทั้งนี้ สำนักงานเขตฯ จะดูแลสิ่งแวดล้อม ความสะอาด และทัศนียภาพรอบพระบรมมหาราชวังและพื้นที่เกาะรัตนโกสินทร์อย่างใกล้ชิด ไม่เพียงเพื่อความเป็นระเบียบเรียบร้อย แต่ยังเป็นการรักษาภาพลักษณ์การท่องเที่ยวของชาติที่มีผลโดยตรงต่อเศรษฐกิจและสร้างความประทับใจแก่ผู้มาเยือนจากทั่วโลก


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ryt9.com/s/prg/12753393&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1pJYehCZ_1aXHSkLfiaHKZ