Category: ท่องเที่ยว

  • รฟท. เปิดเส้นทาง ‘ปาดังเบซาร์ – สุราษฎร์ธานี’ เริ่มให้บริการ ธ.ค.

    รฟท. เปิดเส้นทาง ‘ปาดังเบซาร์ – สุราษฎร์ธานี’ เริ่มให้บริการ ธ.ค.

    รฟท. เปิดเส้นทาง ‘ปาดังเบซาร์ – สุราษฎร์ธานี’ เริ่มให้บริการ ธ.ค.

    นายวีริศ อัมระปาล ผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) เปิดเผยว่า การรถไฟฯ ประสบความสำเร็จในการทดสอบเดินขบวนรถไฟ “MySawasdee” ร่วมกับการรถไฟมาเลเซีย (KTMB: Keretapi Tanah Melayu Berhad) ระหว่างสถานีรถไฟปาดังเบซาร์ – สุราษฎร์ธานี เมื่อวันที่ 21 – 23 กันยายน 2568 ที่ผ่านมา โดยการทดสอบเป็นไปอย่างราบรื่น ถือเป็นอีกก้าวสำคัญของการยกระดับการท่องเที่ยวทางราง เชื่อมโยงเศรษฐกิจ วัฒนธรรม และมิตรภาพระหว่างสองประเทศ

    ความร่วมมือดังกล่าว สืบเนื่องจากการประชุมระหว่างการรถไฟแห่งประเทศไทย และการรถไฟมาเลเซีย ครั้งที่ 42 (42nd KTMB – SRT Joint Conference) เมื่อปี 2567 ที่มีมติขยายเส้นทางขบวนรถไฟท่องเที่ยว “MySawasdee” จากเดิมสิ้นสุดที่สถานีชุมทางหาดใหญ่ ให้ขยายถึงสถานีสุราษฎร์ธานี เพื่อรองรับนักท่องเที่ยวทั้งชาวมาเลเซียและไทย รวมถึงนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ต้องการเดินทางเชื่อมโยงสู่ภาคใต้ของประเทศไทย ขณะที่ในการประชุม KTMB – SRT Joint Conference ครั้งที่ 43 เมื่อเดือนสิงหาคม ที่ผ่านมา ได้กำหนดกรอบการให้บริการเบื้องต้นว่า จะเริ่มเดินรถได้ประมาณเดือนธันวาคม 2568
     

    รฟท. เปิดเส้นทาง 'ปาดังเบซาร์ - สุราษฎร์ธานี' เริ่มให้บริการ ธ.ค. รฟท. เปิดเส้นทาง 'ปาดังเบซาร์ - สุราษฎร์ธานี' เริ่มให้บริการ ธ.ค.

    สำหรับการทดสอบครั้งนี้ ขบวนรถไฟ “MySawasdee” ลากจูงด้วยรถจักร QSY ของการรถไฟฯ เส้นทางปาดังเบซาร์ – สุราษฎร์ธานี และเดินทางกลับเมื่อวันที่ 23 กันยายน 2568 เพื่อทดสอบด้านเทคนิคที่สำคัญ อาทิ การวัดขนาดความห่างของตัวรถและชานชาลา ระยะห่างล้อ ความสูงของรถที่พ่วง รวมถึงระบบการเบรกของขบวนรถ เพื่อสร้างความมั่นใจในมาตรฐานความปลอดภัย ก่อนเปิดให้บริการจริง

    ส่วนขบวนรถประกอบด้วย

    •รถ PGC จำนวน 1 คัน (รถ Power Car)

    •รถ Café จำนวน 1 คัน (รถขายอาหารปรับอากาศ)

    •รถ ASC มี 60 ที่นั่ง จำนวน 3 คัน (รถนั่งปรับอากาศ ชั้น 2)

    •รถ ADNS มี 20 เตียงบน 20 เตียงล่าง จำนวน 3 คัน (รถนอนปรับอากาศ ชั้น 2)

    •รถ AFC มี 36 ที่นั่ง จำนวน 3 คัน (รถนั่งปรับอากาศ ชั้น 1)

    • รถ Event 1 คัน มี 36 ที่นั่ง (รถนั่งปรับอากาศพร้อมพื้นที่ทำกิจกรรมสังสรรค์)

    •รถ Chillax จำนวน 1 คัน (รถปรับอากาศพร้อมพื้นที่ทำกิจกรรมสังสรรค์)
     

    รฟท. เปิดเส้นทาง 'ปาดังเบซาร์ - สุราษฎร์ธานี' เริ่มให้บริการ ธ.ค.

    นอกจากนี้ ยังมีแผนทดสอบเดินรถเส้นทาง กรุงเทพอภิวัฒน์ – บัตเตอร์เวิร์ท โดยการรถไฟมาเลเซีย จะนำขบวนรถทดสอบ 3 คัน (ประกอบด้วย 1 Power car และ 2 Passenger coaches) เดินทดสอบร่วมในเส้นทางกรุงเทพ – ปาดังเบซาร์ เพื่อเตรียมความพร้อมก่อนเปิดเดินรถจริงด้วย

    การขยายเส้นทางขบวนรถไฟ “MySawasdee” สู่จังหวัดสุราษฎร์ธานี ไม่เพียงมอบประสบการณ์การเดินทางรูปแบบใหม่ให้แก่นักท่องเที่ยว แต่ยังเป็นการเพิ่มทางเลือกในการเดินทาง สร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ เชื่อมโยงวิถีชีวิต วัฒนธรรม และมิตรภาพระหว่างประเทศไทยและมาเลเซียให้แน่นแฟ้นมากยิ่งขึ้น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.nationtv.tv/economy-business/economy/378967642&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw086OTnU5BqJNG_IXbbExvA

  • ผู้ว่าการ กกท.นำทีมผู้บริหารร่วมงานวันคล้ายวันสถาปนาครบรอบ 23 ปี ก.การท่องเที่ยวและกีฬา

    ผู้ว่าการ กกท.นำทีมผู้บริหารร่วมงานวันคล้ายวันสถาปนาครบรอบ 23 ปี ก.การท่องเที่ยวและกีฬา

    ดร.ก้องศักด ผู้ว่าการ กกท.นำทีมผู้บริหาร ร่วมงานวันคล้ายวันสถาปนาครบรอบ 23 ปี รมว.กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ประธาน

    ดร.ก้องศักด ยอดมณี ผู้ว่าการการกีฬาแห่งประเทศไทย พร้อมด้วย นายมีชัย อินวู๊ด รองผู้ว่าการ กกท. ฝ่ายบริหาร, นายสุรศักดิ์ เกิดจันทึก รองผู้ว่าการ กกท. ฝ่ายส่งเสริมกีฬา, นางโปรดปราน สมานมิตร รองผู้ว่าการ กกท. ฝ่ายกีฬาอาชีพและกีฬามวย, นายปรีชา ลาลุน รองผู้ว่าการ กกท. ฝ่ายกีฬาเป็นเลิศและวิทยาศาสตร์การกีฬา ร่วมงานวันคล้ายวันสถาปนาครบรอบ 23 ปี กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา

    โดยมี นายอรรถกร ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เป็นประธานในพิธี ณ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เมื่อวันที่ 3 ตุลาคม 2568 ที่ผ่านมา นายอรรถกร ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กล่าวว่า ตลอด 22 ปีที่ผ่านมา กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาได้ทำหน้าที่ขับเคลื่อนทั้งภาคการท่องเที่ยวและกีฬาอย่างต่อเนื่อง แม้จะเผชิญอุปสรรคจากสถานการณ์ต่าง ๆ เช่น โรคระบาด การชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก หรือภัยพิบัติทางธรรมชาติ แต่บุคลากรของกระทรวงฯ ทุกคนยังคงยืนหยัด มุ่งมั่น และร่วมแรงร่วมใจกันผลักดันให้กระทรวงฯ ก้าวผ่านทุกความท้าทายและบรรลุเป้าหมายสำเร็จ การก้าวเข้าสู่ปีที่ 23 ของกระทรวงฯ นับเป็นอีกก้าวสำคัญ

    โดยล่าสุดจำนวนนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติสะสมจนถึงวันที่ 30 กันยายน ที่ผ่านมา ทะลุ 24 ล้านคนแล้ว ขณะที่รายได้จากนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติรวมกว่า 1.97 ล้านล้านบาท ขณะเดียวกัน ด้านกีฬา ก็ยังเป็นพลังสำคัญที่สร้างความสุขและแรงบันดาลใจให้แก่ประชาชน อีกทั้งยังสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

    ร่วมแสดงความคิดเห็น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.chiangmainews.co.th/sport/3786525/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2OY6oXs4FKqupMzcoW4R-R

  • ททท. ตอกย้ำจุดแข็งอาหารไทย สู่ระดับโลก

    ททท. ตอกย้ำจุดแข็งอาหารไทย สู่ระดับโลก

    นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการ ททท. กล่าวว่า ททท. เดินหน้าส่งเสริมวัฒนธรรมอาหารไทย ผ่านกิจกรรม “Thai Serve” ภายใต้โครงการ Year Of Culinary Journeys ซึ่งเป็นการนำเสนอ “เสน่ห์ไทย” ผ่าน 5 MUST DO ชูอาหารไทยซึ่งเป็นจุดแข็งและจุดเด่นที่ได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติ มาเป็นเครื่องมือ ในการดึงดูดนักท่องเที่ยว นอกจากนี้ ยังเป็นการยกระดับเสริมสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับอาหารไทย เครื่องดื่มแบรนด์ไทย และแบรนด์ชุมชนให้เป็นที่รู้จักในวงกว้าง พร้อมเปิดพื้นที่ให้นักท่องเที่ยวได้สัมผัสประสบการณ์ใหม่ลิ้มลองรสชาติอาหารไทยและเครื่องดื่ม CRAFT HUB ไทยจาก 5 ภูมิภาค อาทิ เชียงใหม่ นครปฐม อุบลราชธานี ชลบุรี ภูเก็ต ซึ่งใช้วัตถุดิบท้องถิ่นในพื้นที่เป็นส่วนผสม พร้อมนำเสนอแนวคิด 5 Must Do ผ่านการโชว์ทำอาหารและเครื่องดื่มจากเชฟและบาร์เทนเดอร์ระดับแนวหน้าของไทย ทั้งนี้ ททท. เชื่อว่ากิจกรรมดังกล่าวถือเป็นก้าวสำคัญในการสร้างกระแสการท่องเที่ยวเชิงอาหาร ดึงดูดนักท่องเที่ยว รุ่นใหม่ที่ให้ความสำคัญกับประสบการณ์ด้านอาหาร วัฒนธรรม และวิถีชีวิตท้องถิ่น อันนำไปสู่การสร้างรายได้ อย่างเป็นรูปธรรมแก่ชุมชนท้องถิ่น พร้อมทั้งเชื่อมโยงมูลค่าเพิ่มสู่ระดับประเทศ เพื่อเสริมบทบาทให้กับอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจไทยในภาพรวมอย่างยั่งยืน ตอกย้ำจุดแข็ง “อาหารไทย” สู่ระดับโลก นำเสนอเสน่ห์ของอาหารไทยในมิติใหม่ที่ทั้งอร่อย มีคุณค่า น่าจดจำ และเปี่ยมด้วยเอกลักษณ์ ตามนโยบาย “Big Impact Act Fast” ของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา นายอรรถกร ศิริลัทธยากร“ ผ่านกิจกรรม “Thai Serve” ซึ่งถือเป็นเวทีสำคัญในการเปิดประตูสู่โลกแห่งรสชาติและวัฒนธรรมไทย

    สำหรับกิจกรรม Thai Serve ภายในงานได้รวบรวมกิจกรรมที่สะท้อนความโดดเด่นของอาหารและวัฒนธรรมไทยไว้อย่างครบถ้วน ได้แก่ 

    1. Food & Drink Booth คัดสรรเมนูเด็ดจากทุกภูมิภาค สตรีทฟู้ดระดับตำนาน รวมความอร่อยทุกภาค และเครื่องดื่มจากผู้ประกอบการท้องถิ่น โรงกลั่นทุกซอย มาอยู่ในงานเดียวกว่า 100 ร้านค้า อาทิ MANIT SELECTED หอมหมี่บะหมี่ไข่ดอง ขาหมูบ้านไร่ ขนมครก HOMMKOK นอกจากนี้ยังมี CRAFT HUB ไทยจาก 5 ภูมิภาค อาทิ ภาคเหนือ : แม่โถ ดิสทิลเลอรี่ จังหวัดเชียงใหม่, แป้ จังหวัดแพร่, สะเอียบ จังหวัดแพร่, เครื่องดื่มพื้นบ้านและโรงกลั่นชุมชนหงส์ทอง จังหวัดน่าน ภาคกลาง : พิพิธภัณฑ์สุราไทย จังหวัดนครปฐม, โรงเหล้าบางยี่ขัน กรุงเทพมหานคร ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ : อุบลไวน์ จังหวัดอุบลราชธานี, ภูคานอง จังหวัดหนองคาย ภาคตะวันออก : โรงกลั่นบูรพา เบฟเวอเรจ จังหวัดชลบุรี และ ภาคใต้ : ฉลองเบย์ จังหวัดภูเก็ต, โรงกลั่นเหล้าขาวชุมชน จังหวัดพังงา, โรงกลั่นเหล้าเสน่ห์จันทน์ 110 จังหวัดนครศรีธรรมราช

    2. ฟรีคอนเสิร์ตจากศิลปินชื่อดัง วันที่ 3 ตุลาคม 2568 พบกับ PROXIE และ Purpeech วันที่ 4 ตุลาคม 2568 พบกับ getsunova และ Yokee Playboy และ วันที่ 5 ตุลาคม 2568 พบกับ MEAN Band และ Palmy พร้อมจัดเต็ม DJ STAGE ให้ชมฟรีตลอดทั้ง 3 วันของการจัดงาน

    3. กิจกรรม 5 Must Do การสาธิตทำอาหารและเครื่องดื่ม โดยเชฟและบาร์เทนเดอร์ชั้นนำระดับแถวหน้าของเมืองไทย เวลา 17.30 – 18.00 น. ตลอด 3 วัน วันที่ 3 ตุลาคม 2568 พบกับ แบงค์ – วัชรพงษ์ สุริยพันธุ์ บาร์เทนเดอร์ระดับแนวหน้าของเมืองไทย เจ้าของร้าน Midlife Crisis BKK และยังเป็นนักเขียนหนังสือ Tales of the Spirits วันที่ 4 ตุลาคม 2568 พบกับ เชฟภู ภูรินท์ พัฒนวิริยะวาณิช ผู้เข้าแข่งขันรายการ Master Chef Thailand Season 4 วันที่ 5 ตุลาคม 2568 พบกับ เชฟอิน ณรงค์ฤทธิ์ แซ่ขอ หรืออิน กำลังอิน Food Influencer เจ้าของร้านอาหารครัวบ้านอิน 

    4. ร่วมกิจกรรมเวิร์กชอปทำค็อกเทล โดย แบงค์ – วัชรพงษ์ สุริยพันธุ์ บาร์เทนเดอร์ระดับแนวหน้าของเมืองไทย เจ้าของร้าน Midlife Crisis BKK จำกัด 10 รอบ/วัน รอบละไม่เกิน 10 คน

    5. นิทรรศการ (Exhibition) รสนิยมแห่งสยามจิบประวัติศาสตร์ สัมผัสวัฒนธรรมไทย ถ่ายทอดเรื่องราววิวัฒนาการสุราไทยตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันจากภูมิปัญญาท้องถิ่นสู่คราฟท์ยุคใหม่ พร้อมสนุกสนานกับ Photo Booth สำหรับบันทึกภาพความประทับใจภายในงาน

    6.  Photo Booth บันทึกภาพความประทับใจ กิจกรรม “Thai Serve” 

    ทั้งนี้ ททท. คาดการณ์ว่ากิจกรรมนี้จะสามารถประชาสัมพันธ์สร้างการรับรู้ประการณ์การท่องเที่ยวเชิงอาหารต่อกลุ่มนักท่องเที่ยวเป้าหมายทั้งในและต่างประเทศในวงกว้างกว่า 62 ล้านคน ซึ่งจะสร้างกระแสให้มีผู้สนใจเข้าร่วมงานกว่า 80,000 คน ก่อให้เกิดการกระจายรายได้และสร้างมูลค่าทางการท่องเที่ยวมากกว่า 135,000,000 บาท โดยผู้สนใจสามารถเข้าร่วมกิจกรรม “Thai Serve” ในวันที่ 3 – 5 ตุลาคม 2568 ณ ลานกิจกรรม One Bangkok Park ตั้งแต่เวลา 16:00 – 22:00 น. โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย และติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://workpointnews.com/news/entertainment/NFI7AQwIN&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3kby2JVcf0D0joy4QC0sYd

  • พาณิชย์เดินเครื่องลดค่ายากว่า 3.2 หมื่นล้านบาท/ปี ด้วย 7 นโยบาย Quick Big Win

    พาณิชย์เดินเครื่องลดค่ายากว่า 3.2 หมื่นล้านบาท/ปี ด้วย 7 นโยบาย Quick Big Win

    ศุภจี” คลายปมเศรษฐกิจด้วย 7 นโยบายพาณิชย์ เดินเครื่อง “Quick Big Win” ลดภาระประชาชน–หนุนส่งออก–อุดช่องโหว่การค้า ดึงเอกชนสุขภาพร่วมลดค่ายากว่า 3.2 หมื่นล้านบาท/ปี

    กรุงเทพฯ, 2 ตุลาคม 2568 — ใเจ้าหน้าที่สายปฏิบัติการจากส่วนกลาง พาณิชย์จังหวัด และทูตพาณิชย์จากกว่า 50 แห่งทั่วโลก “เสียงสัญญาณ” ของการเปลี่ยนเกียร์เศรษฐกิจดังชัด เมื่อ ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ประกาศ 7 นโยบายสำคัญ ที่จะเดินหน้าแบบ “Quick Big Win”—ทำสั้น ให้ได้ผล และกระจายประโยชน์เร็ว—โดยไม่ละทิ้งเป้าหมายการวาง “รากฐานยั่งยืน” สำหรับเศรษฐกิจไทยระยะยาว

    สารตั้งต้นของนโยบายชุดนี้มีสองชั้นความหมายที่ขนานกันเดิน ชั้นแรกคือ การคลี่คลายปมเร่งด่วน—ภาษี การค้าชายแดน ค่าครองชีพ เกษตร—เพื่อบรรเทาความเปราะบางของครัวเรือนและผู้ประกอบการ หลังเผชิญความผันผวนต่อเนื่องหลายปี ชั้นที่สองคือ การวางรางวิ่งใหม่ ผ่าน FTA ดิจิทัลเทรด และการใช้ AI กับกฎระเบียบ เพื่อให้เศรษฐกิจไทย ก้าวจากการตามให้ทัน ไปสู่การนำบางสมรภูมิ

    1) ภาษีสหรัฐฯ–ข้อตกลงภาษีต่างตอบแทน (ART) และ “ดิจิทัล C/O” ปิดช่องทุจริต–เร่ง AD ด้วย AI

    กระทรวงพาณิชย์วางหมุดวันที่ ธันวาคม 2568 สำหรับการสรุป Agreement of Reciprocal Tax (ART) กับสหรัฐฯ เดินคู่กับการยกระดับ กฎว่าด้วยถิ่นกำเนิดสินค้า (Rules of Origin) และ หนังสือรับรองถิ่นกำเนิด (C/O) สู่ ดิจิทัลเต็มรูปแบบ ซึ่งผลลัพธ์เริ่มชัด—จาก “หลักร้อยกรณี/ปี” ของเอกสารปลอม เหลือ 5 กรณีในปี 2567 และ ไม่พบในปี 2568

    อีกด้านหนึ่ง กระบวนการ ตอบโต้การทุ่มตลาด (Anti-Dumping AD) ที่เคยกินเวลายาว 12–18 เดือน จะถูก บีบเหลือ 9 เดือน ด้วยการใช้ AI วิเคราะห์ข้อมูล และพิสูจน์หลักฐาน เพื่อ คุ้มครองผู้ประกอบการไทยเร็วขึ้น ลดความเสียหายจากการแข่งขันไม่เป็นธรรมในตลาดโลก

    สัญญาณต่อผู้ส่งออก ชัดเจนว่าไทยกำลัง “ปัดฝุ่นเครื่องมือ” ให้เข้ายุค—โปร่งใส คล่องตัว และเชื่อมโยงข้อมูลข้ามหน่วยงานได้จริง ซึ่งจะสะท้อนเป็นความเชื่อมั่นจากคู่ค้า และลดความเสี่ยงจากปัญหาสินค้าสวมสิทธิที่บั่นทอนเครดิตประเทศ

    2) การค้าชายแดนไทย–กัมพูชา ช่วยคน–ช่วยร้านเล็ก–เร่งหาตลาดทดแทน

    ภายใต้สถานการณ์ชายแดนที่ผู้ค้าหลายพื้นที่ รายได้สะดุด กระทรวงพาณิชย์จัดชุดมาตรการตรงจุด—ตั้งแต่ มหกรรมธงฟ้าลดค่าครองชีพ, สนับสนุนค่าขนส่งฟรี 100 บาท/ชิ้น ร่วมกับ ไปรษณีย์ไทย เพื่อพยุง ผู้ประกอบการรายย่อย, จัดช่องทางตลาดใหม่ทดแทน พร้อมสั่งการ พาณิชย์จังหวัด ใน 7 จังหวัดชายแดน ให้ อยู่หน้างาน ประสานงานใกล้ชิดประชาชนและผู้ค้า

    มาตรการชุดนี้มี จุดเน้นเชิงคุณภาพ คือรักษา “ชีพจรกิจกรรมเศรษฐกิจ” ไม่ให้สะดุด—เมื่อชายแดนฝั่งหนึ่งชะลอ ก็ เลี้ยวหาตลาดใหม่ ให้ร้านเล็กอยู่รอดได้ระหว่างรอการฟื้นตัว

    3) FTA และบุกตลาดใหม่ จับชีพจรโลก–ต่อท่อโอกาส

    บนเข็มนาฬิกาการค้าโลก ไทยพุ่งเป้าหลายแนวรบพร้อมกัน

    • FTA ไทย–เอฟตา (EFTA) ตั้งใจให้ มีผลบังคับใช้ในครึ่งแรกปี 2569
    • FTA ไทย–อียู พยายาม ได้ข้อสรุปสำคัญภายในไตรมาส 1/2569
    • FTA ไทย–เกาหลีใต้ ตั้งใจ ปิดดีลภายในปี 2568

    ควบคู่กันคือการใช้เครือข่าย ทูตพาณิชย์กว่า 50 แห่ง “บุกตลาดใหม่” ที่มีศักยภาพสูง ได้แก่ ตะวันออกกลาง (ซาอุดีอาระเบีย–ยูเออี), แอฟริกาใต้, เอเชียใต้ (อินเดีย) และ อาเซียน (เวียดนาม) โดยใช้รูปแบบ จับคู่ผู้ซื้อ–ผู้ขาย (B2B Matching) และกิจกรรมเจรจา เชิงรุก–เฉพาะสินค้า เพื่อดึงดีมานด์ที่สอดคล้องกับ โครงสร้างการผลิตไทย มากกว่าเกมปริมาณ

    ตัวเลขคาดการณ์ กระทรวงพาณิชย์ตั้งความหวังต่อภาพรวมการส่งออก ปีนี้โต 6–7% สูงกว่าเป้าเดิม—ตัวเลขที่สะท้อนความเชื่อว่าการเปิดตลาดใหม่และเครื่องมือ FTA จะกลบแรงต้านจากเศรษฐกิจโลกที่ยังไม่เต็มแรง

    4) ดูแลค่าครองชีพ ธงฟ้า 1,300 ครั้ง/ปี + จับมือโรงพยาบาลเอกชน เปิดราคายาเปิดทางเลือกซื้อยานอก รพ.

    ด้าน ค่าครองชีพ—หัวใจของเศรษฐกิจครัวเรือน—กระทรวงพาณิชย์ประกาศเดินหน้า มหกรรมธงฟ้า 1,300 ครั้ง/ปี เป้าหมาย ลดภาระประชาชนกว่า 5,000 ล้านบาท/ปี พร้อม “ดีลใหญ่” ในภาคสุขภาพ MOU กับ โรงพยาบาลเอกชนกว่า 100 แห่ง ให้ เปิดเผยราคายาก่อนชำระเงิน และ เปิดทางเลือกให้ซื้อยาภายนอกโรงพยาบาล ซึ่ง คาดลดรายจ่ายประชาชนได้ราว 32,400 ล้านบาท/ปี ทั้งยังช่วย ลดความแออัดโรงพยาบาลรัฐ และเสริมให้โรงพยาบาลเอกชนมีผู้ใช้บริการเพิ่มขึ้นด้วยความเชื่อมั่นใน ความโปร่งใสของราคา

    เสียงสะท้อนจากเอกชนสุขภาพ นพ.ไพบูลย์ เอกแสงศรี นายกสมาคมโรงพยาบาลเอกชน ระบุสมาคมฯ ยินดีร่วมมือ ชี้หลายโรงพยาบาลประกาศราคาและส่งข้อมูลดิจิทัลให้กระทรวงอยู่แล้ว และพร้อมยกระดับให้ “เห็นชัด ประกอบการตัดสินใจได้จริง” โดยในวันที่ 7 ตุลาคม 2568 จะมีการประชุมหารือรายละเอียดร่วมกับกระทรวงพาณิชย์

    ภาพใหญ่ของมาตรการนี้สอดคล้องกับบริบทตลาด ttb analytics ที่ประเมินว่า รายได้รวมภาคโรงพยาบาลเอกชนปี 2567 แตะ 3.22 แสนล้านบาท โตต่อเนื่องจากโครงสร้างประชากรและความต้องการบริการสุขภาพ—จังหวะนโยบายจึงมุ่ง เพิ่มทางเลือกและความโปร่งใส เพื่อลดภาระประชาชน โดยไม่บั่นทอนมาตรฐานการให้บริการของเอกชน

    5) รักษาเสถียรภาพราคาสินค้าเกษตร โฟกัส “ข้าว” และการเชื่อมส่งออก

    สำหรับภาคเกษตร—กระดูกสันหลังของเศรษฐกิจฐานราก—กระทรวงวาง แพ็กเกจเสถียรภาพราคา โดยเฉพาะ ข้าว ที่คาดผลผลิตปีนี้ 21.8 ล้านตัน และมี สต๊อก 3.5 ล้านตัน มาตรการประกอบด้วย สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำเพื่อชะลอการขาย, บทบาทสหกรณ์รับสต๊อก, ช่วยเหลือเกษตรกรไร่ละ 1,000 บาท ครอบคลุมกว่า 4.6 ล้านครัวเรือน ขณะเดียวกัน เครื่องยนต์ส่งออก จะเร่งการขายทั้ง จีทูจีกับจีน (ขึ้นจาก 280,000 ตัน 500,000 ตัน) และการทำ MOU กับญี่ปุ่น–สิงคโปร์ เพื่อรักษาโควตา

    เหนือมาตรการเชิงปริมาณ กระทรวงยังผลักดัน การปรับตัวสู่พืชคุณภาพสูง—เช่นสินค้าที่มี GI หรือพืชที่ตลาดเฉพาะต้องการ—เพื่อลดความเสี่ยงจากการแข่งขันราคาต่ำและความผันผวนสภาพอากาศ ซึ่งจะยกระดับ รายได้ต่อไร่ มากกว่าการยึดติดแต่ปริมาณผลผลิต

    6) เสริมแกร่ง SMEs เปิดตลาดยกระดับมาตรฐานเทคโนโลยีการค้า

    SMEs ไทยเป็นทั้ง ผู้จ้างงานหลัก และ ต้นทางนวัตกรรมท้องถิ่น นโยบายจึงมุ่งสามแนว

    1. เข้าถึงตลาดใหม่—เอเชียใต้ ตะวันออกกลาง แอฟริกา ลาตินอเมริกา—ผ่านเครื่องมือทูตพาณิชย์และโครงการเจรจาเฉพาะภูมิภาค
    2. ยกระดับคุณภาพความน่าเชื่อถือ ด้วยตรารับรองอย่าง Thailand Trust Mark และ Thai SELECT เพื่อให้ “แบรนด์ไทย” ข้ามพรมแดนได้ง่าย
    3. เครื่องมือดิจิทัลของรัฐ ผ่านแพลตฟอร์ม “MOC+” เป็น One-Stop ให้ SMEs เข้าถึงข้อมูลสิทธิประโยชน์คำปรึกษาสินเชื่อได้สะดวกขึ้น ลดต้นทุนเวลาในการทำธุรกรรมกับรัฐ

    7) ปรับกฎระเบียบและใช้เทคโนโลยี AI วิเคราะห์อุปสงค์อุปทาน และดัน e-Commerce ท้องถิ่นสู่สากล

    บนสนามกฎระเบียบ กระทรวงตั้งเป้า ไล่เคลียร์อุปสรรค ที่ขัดการทำธุรกิจ และนำ AI มาช่วย เก็บวิเคราะห์ข้อมูลอุปสงค์–อุปทาน เพื่อออกมาตรการเท่าทันสถานการณ์อย่าง แม่นเร็วตรงจุด ควบคู่กับการขยาย ช่องทาง e-Commerce ให้ สินค้าท้องถิ่น เข้าถึงลูกค้าต่างประเทศ—จาก OTOP สู่ “Global Niche Brand” ที่ขายเรื่องราวและมาตรฐานมากกว่าราคาต่อชิ้น

    “Quick Big Win” ที่ไม่ใช่แค่คำ จากตัวชี้วัดสู่ผลลัพธ์ครัวเรือน

    คำว่า Quick Big Win จะเป็นแค่วาทกรรมไม่ได้—กระทรวงจึงชูตัวชี้วัดที่ เห็นผลในชีวิตจริง

    • ยาและเวชภัณฑ์  หาก MOU กับเอกชนเดินเต็มรูปแบบ การเปิดเผยราคาและทางเลือกซื้อยานอก จะ ลดรายจ่ายได้กว่า 3.2–3.4 หมื่นล้านบาท/ปี ตามกรอบที่ประกาศ พร้อมช่วย ลดแออัด รพ.รัฐ
    • ทุจริตเอกสารการค้า  ดิจิทัล C/O ทำให้คดียุบจาก หลักร้อย 5 → 0 ในสองปี—คือการฟื้น เครดิตการค้าไทย ด้วยข้อมูลจริง
    • AD เร็วขึ้น  จาก 12–18 เดือน เหลือ 9 เดือน—คือการลด ความเสียหาย ผู้ประกอบการในโลกการแข่งขันกดดันสูง
    • ธงฟ้า 1,300 ครั้ง ลด ภาระค่าครองชีพ 5,000 ล้านบาท/ปี—ตัวเลขที่สะท้อนการส่งแรงช่วยตรงถึงกระเป๋าประชาชน

    หากย้อนมองจาก “เชียงราย” เมืองชายแดนเกษตรท่องเที่ยว

    สำหรับ เชียงราย และกลุ่มจังหวัด ล้านนาตะวันออก นโยบายชุดนี้มีผลที่จับต้องได้หลายมิติ

    1. การค้าชายแดน การรักษาช่องทางค้าข้ามแดน—ทั้งทดแทนและเพิ่มเติม—สำคัญต่อเศรษฐกิจชายแดนอย่างเชียงของ–แม่สาย การบุกตลาดตะวันออกกลางเอเชียใต้ เชื่อมกับ โลจิสติกส์ระบบราง ที่กำลังเปิดหน้าใหม่ จะต่อท่อโอกาสให้ผู้ประกอบการท้องถิ่นมากขึ้น
    2. เกษตร เชียงรายเป็น “ฐานข้าว–พืชคุณภาพ–กาแฟ–ชา” มาตรการชะลอขาย–สหกรณ์–ผลักดัน GI/พรีเมียม จะช่วยให้ ราคาหน้าฟาร์มมีเสถียรภาพ และยก มูลค่าเพิ่ม ในสินค้าที่มีเรื่องเล่าและแหล่งกำเนิดชัด
    3. SMEs–ท่องเที่ยว ตรารับรองแพลตฟอร์ม MOC+ และ e-Commerce จะช่วยให้แบรนด์ท้องถิ่นเข้าถึงลูกค้าไกลกว่าตลาดเดิม ขณะที่แพ็กเกจ FTA/ตลาดใหม่ สามารถกลายเป็น “รันเวย์สู่ต่างประเทศ” ของผู้ประกอบการสร้างสรรค์ในเมืองท่องเที่ยวอย่างเชียงราย
    4. ค่าครองชีพ–สุขภาพ ทางเลือกซื้อยานอกโรงพยาบาลเอกชน—เมื่อขยายครอบคลุมจังหวัดท่องเที่ยว–ชายแดน—จะช่วย ลดค่าใช้จ่ายฉับพลัน ให้ครัวเรือน โดยไม่ต้องรอคิวในระบบรัฐในกรณีโรคทั่วไป

    เสียงสะท้อนและโจทย์ต่อไป

    แม้สมาคมโรงพยาบาลเอกชนจะ ยินดีร่วมมือ แต่ก็สะท้อนความจริงว่า ต้นทุนโรงพยาบาลเอกชนต่างจากร้านยาภายนอก (เภสัชกร มาตรฐานเก็บรักษา ระบบควบคุมคุณภาพ) จึงต้องออกแบบมาตรการให้ สมดุล—โปร่งใส—แข่งขันเป็นธรรม เพื่อให้คุณภาพการรักษาไม่ถดถอย ขณะเดียวกัน ฝ่ายรัฐจำเป็นต้อง สื่อสารข้อมูลราคา ให้ประชาชนเข้าใจบริบทต้นทุน เพื่อการตัดสินใจที่เป็นธรรมกับทุกฝ่าย

    ด้าน FTA แม้เป็น รันเวย์ระยะยาว แต่ความสำเร็จขึ้นกับ ศักยภาพแข่งขัน ภายในประเทศ—ตั้งแต่ กฎระเบียบอำนวยความสะดวก, โลจิสติกส์–ดิจิทัล, ไปจนถึง ทักษะแรงงาน ที่ตอบโจทย์อุตสาหกรรมเป้าหมาย ถ้าการเปิดตลาดเร็วกว่า ยกระดับขีดความสามารถ ไทยอาจเจอ “การบ้านในบ้าน” ที่หนักหน่วงพอกัน

    เมื่อ Quick Win ต้องวางคู่กับ “ฐานยั่งยืน”

    ท้ายที่สุด ศุภจี สรุปทิศทางว่า “สิ่งที่ขับเคลื่อนวันนี้ ไม่ใช่แค่ Quick Win แต่คือการ วางรากฐาน ที่มั่นคง โปร่งใส และยั่งยืน เพื่อประโยชน์สูงสุดของประเทศและประชาชน”—คำกล่าวที่วางกรอบการทำงานของกระทรวงพาณิชย์ในบทบาท ตัวเชื่อม” ระหว่างครัวเรือนไทย–ผู้ประกอบการ–ตลาดโลก

    ในห้วงเวลาที่ครัวเรือนเผชิญค่าครองชีพสูง—ตั้งแต่ตะกร้าสินค้าจนถึงค่ายา—นโยบายที่ ลดรายจ่ายทันที ควบคู่กับการ ต่อท่อรายได้ใหม่ จาก FTA และตลาดเกิดใหม่ คือสูตรที่ รักษาลมหายใจระยะสั้น และ บ่มเพาะความแข็งแรงระยะยาว ไปพร้อมกัน

    หาก ตัวเลขคดี C/O ปลอมเหลือศูนย์, AD เร็วขึ้นเป็น 9 เดือน, ธงฟ้าลดค่าใช้จ่ายได้ตามเป้า, และ MOU ด้านยาสุขภาพ ขยายครอบคลุมจนประชาชนรู้สึกได้จริง—“Quick Big Win” จะกลายเป็นมากกว่าวลีในสไลด์ แต่เป็น การเปลี่ยนสมการชีวิตของผู้คน ที่ปลายทางของนโยบาย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://nakornchiangrainews.com/commerce-minister-7-policies-quick-win-drug-cost/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2ciTRcV468RuJRLh1FGQV2

  • คอลัมน์การเมือง – รัฐบาลเฉพาะกิจเนปาลกับงานหินท้าทาย

    คอลัมน์การเมือง – รัฐบาลเฉพาะกิจเนปาลกับงานหินท้าทาย

    นางสุชิลา การ์กี นายกรัฐมนตรีเฉพาะกาลเนปาล กับงานท้าทายที่ต้องเยียวยาผู้บาดเจ็บล้มตาย จากการประท้วงนองเลือดร้ายแรงที่สุดในเนปาล ในเวลาเดียวกันต้องสร้างเสถียรภาพและสร้างความเชื่อมั่นกับนักลงทุนในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวที่สร้างรายได้หลักให้ประเทศ

    ในขณะที่ญาติผู้เสียชีวิต 72 ศพ และผู้ได้รับบาดเจ็บกว่า 2,000 ราย เรียกร้องให้รัฐบาลนำตัวผู้สั่งการสังหารประชาชนเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม และเยียวยาผู้เสียหายในเร็ววัน

    ผู้ปกครองและญาติของผู้ตายและได้รับบาดเจ็บ รวมทั้งแพทย์และเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลยืนยันว่า ผู้บาดเจ็บล้มตาย ส่วนใหญ่เกิดจากการตั้งใจยิงด้วยกระสุนจริง จากปืนสั้น และปืนไรเฟิล “บาดแผลจากกระสุนไรเฟิลฉีกขาดมากกว่าบาดแผลจากกระสุนปืนสั้น” นายแพทย์ซานทอส พูเดิล กล่าว

    เจ้าหน้าที่โรงพยาบาลผู้ไม่ประสงค์เปิดเผยนาม กล่าวว่า “เราไม่เคยเห็นความหายนะอย่างนี้มาก่อน” เธอเล่าว่า โรงพยาบาลกาฐมาณฑุ รับผู้ป่วยฉุกเฉินวันที่ 9 กันยายน 450 คน ผู้ป่วยเสียชีวิตคาเตียง 6 ศพ บาดเจ็บสาหัส 5 คน หนึ่งคนถูกยิงที่หน้าผาก สองคนถูกยิงหัว

    ด้านโรงพยาบาลที่อยู่ใกล้รัฐสภา กล่าวว่า รับผู้ป่วยฉุกเฉิน 173 คน เสียชีวิต 5 ศพ บาดเจ็บสาหัส 6 คน นายอภิเษก เศรษฐา นักศึกษาวัย 22 ปี ถูกยิงที่ขาขวา บอกผู้สื่อข่าวจากเตียงคนป่วยว่า “ผมเป็นคนเนปาล พวกเขาไม่ควรยิงผม แต่พวกเขายิง เพราะรัฐบาลและตำรวจเป็นผู้ถือกฎหมาย เราต้องเปลี่ยนแปลงตั้งแต่วันนี้”

    นายนเรนธรา ฉัตรฐ์ มารับศพลูกชายวัย 19 ปี กล่าวทั้งน้ำตาว่า “นักการเมืองได้แต่พูดว่าเสียใจๆ พูดแล้วมันทำให้ลูกขายผมฟื้นขึ้นมาไหม?”

    ข้อมูลโรงพยาบาล ระบุว่า ผู้เสียชีวิตจากกระสุนปืนมีทั้งนักศึกษากฎหมาย นักศึกษาวิชาเอกภาษาฝรั่งเศส และพนักงานโรงแรม

    ในการปราศรัยต่อคน Gen Z ครั้งแรก ตั้งแต่เป็นนายกรัฐมนตรีหญิงคนแรก ในประวัติศาสตร์เนปาลนางการ์กี กล่าวว่า รัฐบาลเฉพาะกาลอยู่ไม่เกิน 6 เดือน

    “รัฐบาลนี้เป็นสะพานสู่ความยุติธรรม และการเลือกตั้งรัฐบาลมีภารกิจสามประการคือ 1.สร้างเสถียรภาพ 2.สร้างความยุติธรรม และ 3.จัดการเลือกตั้งวันที่ 5 มีนาคม 2569 ขอยืนยันว่าจะอยู่ในอำนาจบริหารไม่เกิน 6 เดือน”

    การ์กีให้คำนิยามผู้เสียชีวิต ระหว่างการประท้วงนองเลือดเมื่อวันที่ 8 และวันที่ 9 กันยายน ว่า #เป็นผู้พลีชีพผู้พลีชีพทุกคนจะได้รับการชดเชยจากรัฐบาลคนละ 1 ล้าน (รูปีเนปาล ประมาณ 2.48 แสนบาท) ส่วนผู้ได้รับบาดเจ็บจะได้รับการชดเชยจากรัฐบาล นางการ์กี กล่าว

    รัฐบาลเฉพาะกาลต้องเยียวยาผู้เสียชีวิตจากการประท้วงรัฐบาลซึ่งมีเวลาทำงานเพียง 6 เดือน ในเวลาเดียวกัน รัฐบาลต้องฟื้นฟูความเชื่อมั่นนักท่องเที่ยว และนักลงทุนกลับคืนมา

    เนปาลได้รับการยกย่องจาก นิวยอร์กไทม์ อยู่ในอันดับ 52 ของปลายทางการท่องเที่ยว ปี 2025 โดยยอมรับว่า “ลุมพินีเป็นสถานที่ประสูติของพระพุทธเจ้า”อยู่ในลำดับ 9 ปลายทางการของนักท่องเที่ยว ลุมพินี รวมอยู่ในการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมและความสำคัญทางจิตวิญญาณบนแผนที่โลก

    ยูเนสโกขึ้นทะเบียนลุมพินี เป็นมรดกวัฒนธรรมโลก ได้ดึงดูดนักแสวงบุญหลายล้านคนแต่ละปี ในฐานะเป็นพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ เป็นแหล่งวัฒนธรรมพุทธศาสนาและวัดสร้างใหม่หลายพันแห่ง ผู้เชี่ยวชาญ กล่าวว่าสิ่งเหล่านี้สร้างจุดแข็งการท่องเที่ยวให้เนปาล ดึงดูดคนท้องถิ่นและคนต่างชาติหลายล้านคน

    จนกระทั่งอาทิตย์แรกของเดือนกันยายน การประท้วงนองเลือด กระทบการท่องเที่ยวสูงสุดของเนปาล เนื่องจากฤดูกาลท่องเที่ยวสูงสุด เริ่มต้นเดือนกันยายน ถึงเดือนธันวาคม

    แต่อาทิตย์แรกที่ย่างเข้าฤดูกาลท่องเที่ยว เนปาลเกิดการประท้วงนองเลือดร้ายแรงที่สุดในหลายทศวรรษ กดดันให้นายกรัฐมนตรี เคพี ชาร์มา โอลี ลาออก

    เจ้าหน้าที่การท่องเที่ยวเนปาล ระบุว่า นักท่องเที่ยวลดลงกว่า 30% เปรียบเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันเมื่อปีกลาย การยกเลิกการเดินทางมาเนปาล กระทบต่อกิจการโรงแรม บริษัทจัดการปีนเขา ภัตตาคาร ร้านอาหารทั่วเนปาล

    เซาท์ไชน่ามอร์นิ่งโพสต์ รายงาน เมื่อวันที่ 21 กันยายน ว่าปัจจุบันนักท่องเที่ยวจีนยกเลิกเดินทางไปเนปาลกว่า 50%“หลายวันหลังจากการประท้วงนองเลือดและเผาทำลายนักท่องเที่ยวจีนหวาดกลัวเดินทางมาเนปาล” วูฟกัง อาร์ลท์ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยท่องเที่ยวเนปาลกล่าว

    “การเผาทำลายอาคารสถานที่ราชการ และโรงแรมบางแห่งส่งผลลบไม่เฉพาะแก่ผู้มาเยือนเท่านั้น แต่มันส่งผลกระทบนักลงทุนด้วย” ดีภาค ราจ โชชิ ประธานบอร์ดการท่องเที่ยวเนปาล กล่าวกับรอยเตอร์ส เขาตั้งข้อสังเกตว่า การยกเลิกเดินทาง จองห้องพักอยู่ในระดับ 8 ถึง 10%

    NDTV สำรวจโรงแรมหรูหราห้าดาวว่า การประท้วงส่งผลกระทบอย่างไร ที่เทอเรส รีสอร์ท แอนด์ สปา กาฐมาณฑุ ฝ่ายบริหารบอกว่า เวลานี้ไม่มีอะไรดีกว่าลดราคา ห้องซูพีเรีย ราคาประมาณ 19,000 RS (216 ดอลลาร์) ลดเหลือ 2,800 (32 ดอลลาร์) รวมภาษี ในขณะที่ห้องสูทเดอลุกซ์ ราคา 269 ดอลลาร์ เหลือ 41 ดอลลาร์ เพรสซิเดน สูท ราคา 47,200 (536 ดอลลาร์) เหลือ 7,100 (81 ดอลลาร์)

    เมื่อถามว่าหากลดราคาลงมากว่านี้เพื่อดึงดูดลูกค้าในท่ามกลางความไม่สงบได้ไหม ผู้บริหารตอบว่า “นี่เป็นการลดราคาสุดๆ แล้ว เราไม่มีแผนการลดมากกว่านี้…แขกยกเลิกจองห้องพักจำนวนมาก ระหว่างการประท้วง อย่างไรก็ตาม วันนี้สถานการณ์ดีขึ้น มีหลายรายจองเข้ามาใหม่ รีสอร์ทของเรา ปิดชั่วคราวระหว่างประท้วงจะเปิดวันที่ 17 กันยายน

    โกคาร์นา ฟอเรสต์ รีสอร์ท กาฐมาณฑุ ก็ลดราคา 10,000 สร. เหลือ 6,000 เจ้าหน้าที่กล่าวว่า “การจองห้องพักหลายรายยกเลิกไประหว่างความวุ่นวาย แต่สถานการณ์ดีขึ้นแล้วเราได้เห็นการจองห้องกลับมาบ้างและคิดว่าลูกค้าคงจองเข้ามาต่อเนื่อง”

    NDTV สอบถามโรงแรมห้าดาวอื่นๆ ไม่ประสงค์ให้รายละเอียดเรื่องยกเลิกจองห้อง หรือผลกระทบต่อธุรกิจของพวกเขา ส่วนโรงแรมที่ถูกเผาเช่น ฮิลตัน กาฐมาณฑุไฮแฮท รีเจนซี่ และโรงแรมวาร์นาบาส มิวเซียม ประกาศปิดกิจการชั่วคราว บนเว็บไซต์ของพวกเขา

    ในขณะที่ฮิลตัน กาฐมาณฑุ ไฮแฮท รีเจนซี่ และวาร์นาบาส มิวเซียม ประกาศภายหลังว่า ปิดปรับปรุงถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2025 : นสพ.อินเดียไทม์ รายงานว่าสตรีชาวอินเดียคนหนึ่งตกจากชั้น 4 ของโรงแรมเสียชีวิตขณะพยายามหนีไฟไหม้ส่วนสามีเธอได้รับบาดเจ็บ : ผู้เขียน

    ตามรายงานรอยเตอร์ส การท่องเที่ยวมีส่วนสนับสนุน8% ของ GDP หรือ ผลิตภัณฑ์มวลรวมเนปาล ที่นักท่องเที่ยวประมาณ 1.2 ล้านคน ไปเยือนเพื่อปีนเขาเอเวอเรสต์ เนปาลดึงดูดนักท่องเที่ยวครอบคลุมนักปีนเขาผู้แสวงบุญ และผู้ค้นหาแหล่งอารยธรรม

    ผู้นำทางอุตสาหกรรมเชื่อในความสามารถของรัฐบาลเฉพาะกาลสามารถฟื้นฟูความเชื่อมั่นนักท่องเที่ยวและนักลงทุนในเวลาหลายเดือนข้างหน้า

    เอเวอเรสต์นิวส์ รายงานว่า การประท้วงนองเลือดครั้งใหญ่ ไม่ส่งผลกระทบการท่องเที่ยวปีนเขา 2 อาทิตย์แรกเดือนกันยายน รัฐบาลมีรายได้จากนักปีนเขา 1.19ล้านดอลลาร์สหรัฐมากกว่าปีที่แล้วสองเท่า “มีนักปีนเขามะนัสลู 371 คน จากปีที่แล้ว 308 คน

    เอเวอเรสต์นิวส์ รายงานด้วยว่า การปีนเขาเริ่มได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นมากในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เป็นเส้นเทรคที่จะนำท่านเดินผ่านเส้นทางรอบภูเขามะนัสลู (8,163 เมตร)และแนวเขา Ganesh Himal เส้นทางนี้จะเริ่มตั้งแต่ความสูงที่ 1,410 ไปจนถึง 5,106 เมตร เหนือระดับน้ำทะเลโดยจะผ่านภูมิประเทศที่แตกต่างกันตั้งแต่เริ่มป่าดงดิบไปจนถึงสันเขา และเห็นยาวไปถึงภูเขาน้ำแข็งในการเทรค 15 วัน ครั้งนี้และระหว่างผ่านหมู่บ้านต่างๆ ท่านจะเห็นทั้งวัฒนธรรมทิเบต ฮินดู และพุทธผสมผสานกัน ค่อนข้างแปลกตาและหลากหลายกว่าเส้นทางอื่นๆ ในเนปาล ปัจจุบัน

    สุชิลา การ์กี อดีตหัวหน้าผู้พิพากษาศาลฎีกาวัย 73 ปี ที่คน Gen Z เลือกให้เป็นนายกรัฐมนตรีเฉพาะกาล และกำหนดเวลา 6 เดือน ให้ทำภารกิจสำคัญสามประการคือขจัดคอร์รัปชั่นในวงราชการและรัฐบาล นำตัวผู้กระทำผิดปล้นสะดม และผู้สั่งการให้ยิงผู้ประท้วงเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม และจัดให้เลือกตั้งในวันที่ 5 มีนาคม 2569

    พิเคราะห์จากเงื่อนไขของคน Gen Z และงานใหม่ที่งอกขึ้นมา คือฟื้นฟูความเชื่อมั่นนักลงทุนในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวและนำผู้ออกคำสั่งให้ยิงผู้ประท้วงมาลงโทษ ประกอบกับพรรคการเมืองขาใหญ่ในเนปาลเรียกร้องให้ประธานาธิบดียกเลิกคำสั่งยุบสภา และคืนสถานะให้สมาชิกสภามาจากเลือกตั้งมีสถานะดังเดิม

    ทำนายล่วงหน้าว่า รัฐบาลเฉพาะกาลของนางสุชิลา การ์กี ไม่สามารถบริหารประเทศเนปาลถึงวันที่ 5 มีนาคม 2569 เพื่อจัดการเลือกตั้งใหม่ได้ เนปาลต้องวุ่นวายต่อไปหรือไม่ก็มีทหารเข้ามาคั่นเวลา

    สุทิน วรรณบวร

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/columnist/64161&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2Mg7N8yzrIKtkXdBcs6MBP

  • นักท่องเที่ยวเข้ากัมพูชา 8 เดือนแรกลดลง 5.6% นทท.จีนสวนทาง พุ่ง 45.7% : อินโฟเควสท์

    นักท่องเที่ยวเข้ากัมพูชา 8 เดือนแรกลดลง 5.6% นทท.จีนสวนทาง พุ่ง 45.7% : อินโฟเควสท์

    กระทรวงการท่องเที่ยวกัมพูชาเปิดเผยในวันนี้ (3 ต.ค.) ว่า จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้ากัมพูชาในช่วง 8 เดือนแรกของปีนี้อยู่ที่ 4.05 ล้านคน ลดลง 5.6% จาก 4.29 ล้านคนในช่วงเวลาเดียวกันของปีที่แล้ว

    รายงานระบุว่า ไทยครองอันดับหนึ่งนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเยือนกัมพูชาในช่วงเดือนม.ค.-ส.ค. ด้วยจำนวน 962,462 คน แต่ตัวเลขดังกล่าวร่วงลง 28.2%

    เวียดนามตามมาอันดับสองที่จำนวน 808,471 คน ลดลง 6.9% ส่วนจำนวนนักท่องเที่ยวชาวจีนอยู่ที่ 784,965 คน เพิ่มขึ้น 45.7%

    ทอง เมงเดวิด อาจารย์จากสถาบันการศึกษานานาชาติและนโยบายสาธารณะ มหาวิทยาลัย Royal University of Phnom Penh กล่าวว่า จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ลดลงสะท้อนสองสาเหตุ คือ การชะลอตัวของเศรษฐกิจภูมิภาค และการแข่งขันดึงดูดนักท่องเที่ยวกับบรรดาประเทศเพื่อนบ้านที่รุนแรงขึ้น

    อย่างไรก็ดี เขากล่าวกับสำนักข่าวซินหัวว่า สนามบินนานาชาติเตโชที่เพิ่งเปิดให้บริการเมื่อไม่นานมานี้ จะเป็นประตูหลักสู่กัมพูชา โดยจะรองรับเที่ยวบินมากขึ้น มีสิ่งอำนวยความสะดวกที่ทันสมัย และการเชื่อมต่อระหว่างประเทศที่ดีขึ้น การรองรับเที่ยวบินตรงทั้งระยะไกลและเที่ยวบินภูมิภาคได้มากขึ้นจะทำให้การเดินทางมายังกัมพูชามีความสะดวกและสามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวได้มากขึ้น

    ทั้งนี้ อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวเป็น 1 ใน 4 เสาหลักที่สนับสนุนเศรษฐกิจของกัมพูชา นอกเหนือไปจากการส่งออกเสื้อผ้า รองเท้าและสินค้าสำหรับการเดินทาง เกษตรกรรม การก่อสร้าง และอสังหาริมทรัพย์

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (03 ต.ค. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/534482&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw06RTVLW9m1Qwka5HbmLKMo

  • เจาะลึก ‘วันชาติจีน 2568’ ญี่ปุ่น จุดหมายปลางทางยอดฮิต นักท่องเที่ยวจีนแห่เที่ยว

    เจาะลึก ‘วันชาติจีน 2568’ ญี่ปุ่น จุดหมายปลางทางยอดฮิต นักท่องเที่ยวจีนแห่เที่ยว

    ล่าสุดกระทรวงคมนาคม สาธารณรัฐประชาชนจีน คาดว่าในช่วง วันชาติจีน 2568  หรือ Golden Week วันที่ 1-8 ตุลาคม 2568 จะมีการเดินทางระหว่างภูมิภาคทั่วประเทศถึง 2.36 พันล้านเที่ยวผู้โดยสาร เฉลี่ยวันละ ประมาณ 295 ล้านเที่ยว เพิ่มขึ้น 3.2% เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว โดยส่วนแบ่งการเดินทางโดยรถยนต์ คาดว่าจะอยู่ที่ประมาณ 1.87 พันล้านเที่ยว คิดเป็น 80% ของยอดรวม ขณะที่วันที่มีการเดินทางโดยรวมสูงสุด คาดว่าจะเป็นวันที่ 1 ตุลาคม 2568 ซึ่งอาจมีผู้เดินทางสูงกว่า 340 ล้านคนเลยทีเดียว

    ขณะที่แพลตฟอร์มท่องเที่ยวออนไลน์ของจีน รายงานว่า วันชาติจีนปีนี้ นักท่องเที่ยวจีนมีความตั้งใจเที่ยวในประเทศเพิ่มขึ้น 30% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และตั้งใจออกนอกประเทศเพิ่มประมาณ 40% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน

    สอดคล้องกับ Daily Economic News รายงานว่านักท่องเที่ยวจีนมีการค้นหาการเดินทางต่างประเทศช่วง Golden Week 2025 เพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่า และสถานที่ท่องเที่ยวมีความหลากหลายมากขึ้น

    ทั้งนี้พฤติกรรมการเดินทางท่องเที่ยวนักท่องเที่ยวจีน จะพบว่าตลาดท่องเที่ยวระดับหรู (luxury) คาดว่าจะโตแรง ซึ่ง ผู้โดยสารชาวจีนส่วนหนึ่ง พร้อมจ่ายมากขึ้นสำหรับประสบการณ์พรีเมียม โรงแรม 4 ดาวขึ้นไป, บริการเฉพาะตัว เป็นต้น อีกทั้งแนวโน้มใหญ่จะเป็นการเดินทางท่องเที่ยวในลักษณะ “Joy Economy” คือ ผู้บริโภคจีนใน Golden Week ไม่ได้แค่ต้องการเดินทาง แต่ต้องการ “คุณค่าเชิงอารมณ์” เช่น กิจกรรมสร้างความทรงจำ, การเดินทางกับคนในครอบครัว, สถานที่ถ่ายรูปสวย, ประสบการณ์ที่แปลกใหม่

    “Airbnb China” รายงานแนวโน้มการท่องเที่ยวขาออก ในช่วงวันชาติจีน พบว่า 10 จุดหมายปลายทางที่คนจีนค้นหาเพื่อท่องเที่ยวในช่วงวันชาติจีน ปีนี้ พบว่า “ญี่ปุ่น” ยังคงเป็นจุดหมายปลายทางยอดนิยม ที่มียอดค้นหาสูงสุด ตามมาด้วย อิตาลี ฝรั่งเศส สเปน นิวซีแลนด์ เกาหลีใต้ อินโดนีเซีย ออสเตรเลีย สหรัฐอเมริกา และสหราชอาณาจักร

    การเดินทางท่องเที่ยวช่วง วันชาติจีน 2568

    สำหรับเกาหลีใต้ ปีนี้ที่มาแรงในตลาดจีน เป็นเพราะเกาหลีใต้ อนุญาตให้นักท่องเที่ยวจีนที่เดินทางเป็นกลุ่มตั้งแต่ 3 คนขึ้นไปผ่านบริษัทนำเที่ยวที่รัฐบาลเกาหลีใต้กำหนด สามารถเดินทางเข้าเกาหลีใต้ได้ โดยไม่ต้องขอวีซ่า เป็นระยะเวลาสูงสุด 15 วัน เริ่มวันที่ 29 กันยายน – 30 มิถุนายน 2569 คาดว่าจะดึงดูดนักท่องเที่ยวกรุ๊ปทัวร์ไปยังเกาหลีใต้มากขึ้น ในช่วงวันหยุดยาววันชาติจีน

    ด้าน “Guangzhou Tour” ระบุว่า คนจีนที่เดินทางท่องเที่ยวออกนอกประเทศ นิยมเดินทางท่องเที่ยวระยะไกล หรือ จุดหมายปลายทางท่องเที่ยวที่เป็นมิตร ไม่ต้องขอวีซ่า โดยพบว่า จุดหมายปลายทางยอดนิยม (เอเชียตะวันออกเฉียงใต้) มีรูปแบบการท่องเที่ยวหลากหลายสำหรับกลุ่มทัวร์ กลุ่มครอบครัว และกลุ่มจัดการเดินทางด้วยตนเอง (FIT) อาทิ “ประเทศไทย” จัดอยู่ในกลุ่ม “Safe Choice” ไม่ต้องขอวีซ่ำและเป็นที่ชื่นชอบของ กลุ่มครอบครัว “สิงคโปร์” และ “มาเลเซีย” มีบางเส้นทางท่องเที่ยว ลดราคาลง 6% เทียบกับปี 2567 “ลาว” มีการกล่าวถึงการเดินทางด้วย “รถไฟจีน-ลาว” และ “เวียดนาม” เข้าสู่ฤดูกาลท่องเที่ยวดีที่สุดช่วงเดือนตุลาคม

    สำหรับจุดหมายปลายทางระยะไกล “ดาวเด่น” ที่มีการเติบโตแรง โดยเฉพาะประเทศแถบยุโรป ได้แก่ คาซัคสถาน และ อุซเบกิสถาน ซึ่งเป็นม้ามืด แอฟริกาใต้ เติบโต 30% จากการเปิด E-visa กาตาร์ และ สหรัฐเอมิเรตส์ เข้าสู่ฤดูกาลท่องเที่ยวในช่วงเดือนตุลาคม ฝรั่งเศส สวิตเซอร์แลนด์ สเปน นิยมเดินทางแบบกรุ๊ปทัวร์ เติบโต 110% และจุดหมายปลายทางที่มีการกล่าวถึงพิเศษ คือ ญี่ปุ่น ซึ่งราคาลดลง 15% จากอัตราแลกเปลี่ยนที่ดี ส่วนออสเตรเลีย และ นิวซีแลนด์ ได้รับความสนใจสูงจากกลุ่มครอบครัว

    นายอดิษฐ์ ชัยรัตนานนท์ เลขาธิการสมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว (แอตต้า) เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ”ว่าปรากฏการณ์การเดินทางในช่วงวันชาติจีน ก็ยังพบว่ามีโอกาส จากนักท่องเที่ยวจีนเดินทางออกนอกประเทศ (Outbound) ในเส้นทางระยะใกล้ ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ไทย และมาเลเซีย ซึ่งไทยยังเป็นหนึ่งในจุดหมายยอดนิยมสำหรับชาวจีนที่อยากเดินทางสั้น ๆ ดังนั้นแพ็กเกจ “Premium + Unique Experience” จะมีศักยภาพสูง

    อดิษฐ์ ชัยรัตนานนท์

    ผู้ประกอบการไทยต้องปรับโปรดักต์ให้ตอบ Joy Economy ต้องทำให้ทริปมี “เรื่องราว” ให้คนจีนเล่า — ออร์แกไนซ์มาโคเชิงวัฒนธรรม, กิจกรรมถ่ายรูประดับสูง, ความลึกของประสบการณ์ การเสริมภาพลักษณ์พรีเมียม มีโอกาสเพิ่มอัตราโรงแรม 4-5 ดาว และบริการเฉพาะตัว (ไกด์/เชฟส่วนตัว/บริการเช่าเหมาลำ) เพราะผู้ใช้จีนพร้อมจ่ายเพื่อคุณภาพ เปิดโปรโมชั่นล่วงหน้า วิ่งแคมเปญคอนเทนต์ ถ้าเขาวางแผนล่วงหน้ายาวขึ้น เราควรปล่อยโปรโมชัน และสื่อคอนเทนต์ 2-3 เดือนก่อนล่วงหน้า การจัดการ capacity / logisitics

    ความหนาแน่นสูงแน่นอน ต้องวางระบบขนส่งภายในประเทศ, traffic flows, ระบบรับมือฝูงชนให้ดี และกำหนดจุดขายเฉพาะ เน้นจุดขายที่จีนให้ความสำคัญ เช่น ธรรมชาติ, มุมถ่ายรูป, wellness, ประสบการณ์วัฒนธรรม เป็นต้น นายอดิษฐ์ กล่าวทิ้งท้าย

    หน้า 10 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับที่ 4,136 วันที่ 2 – 4 ตุลาคม พ.ศ. 2568

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/business/tourism/640624&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3E-9PUY7r_rLr3eJsToYEW

  • สภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยว แม่ฮ่องสอน และ สมาคมธุรกิจทท. จัดงานเลี้ยง “จากวันวาน สู่วันนี้ที่ผูกพัน” | เดลินิวส์

    สภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยว แม่ฮ่องสอน และ สมาคมธุรกิจทท. จัดงานเลี้ยง “จากวันวาน สู่วันนี้ที่ผูกพัน” | เดลินิวส์

    สภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยว แม่ฮ่องสอน และ สมาคมธุรกิจทท. จัดงานเลี้ยง “จากวันวาน สู่วันนี้ที่ผูกพัน”

    งานแสดงความยินดีต่อ ว่าที่ร้อยตรีภาณุวัฒน์ ขัดนาค ผู้อำนวยการ ททท.สำนักงานแม่ฮ่องสอน ในโอกาสย้ายไปรับตำแหน่ง ผู้อำนวยการ ททท.สำนักงานสุโขทัย และเลี้ยงต้อนรับ นายเก่ง ชัยวารินทร์  ผอ.ททท.สำนักงานแม่ฮ่องสอน คนใหม่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5172170/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1EebBAiqcj6MekE5TzP9io

  • บขส.กลับมาเปิดเดินรถ ขอนแก่น-เวียงจันทน์ เริ่ม 10 ต.ค.นี้ เชื่อมเส้นทางสู่สปป.ลาว : อินโฟเควสท์

    บขส.กลับมาเปิดเดินรถ ขอนแก่น-เวียงจันทน์ เริ่ม 10 ต.ค.นี้ เชื่อมเส้นทางสู่สปป.ลาว : อินโฟเควสท์

    นายอรรถวิท รักจำรูญ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ขนส่ง จำกัด (บขส.) เปิดเผยว่า บขส. เตรียมกลับมาเปิดให้บริการเดินรถโดยสารระหว่างประเทศ สายที่ 5 เส้นทางขอนแก่น-นครหลวงเวียงจันทน์ ในวันที่ 10 ตุลาคม 2568 เป็นต้นไป หลังหยุดให้บริการชั่วคราว ตั้งแต่ช่วงที่มีการแพร่ระบาดของโควิด-19เพื่ออำนวยความสะดวกประชาชน รองรับความต้องการการเดินทางและส่งเสริมการท่องเที่ยวเชื่อมโยงเศรษฐกิจไทย-สปป.ลาว

    เส้นทางขอนแก่น-นครหลวงเวียงจันทน์ ระยะทาง 194 กิโลเมตร ใช้ระเวลาเดินทาง 4 ชั่วโมง ค่าโดยสาร 180 บาท โดยใช้รถโดยสารปรับอากาศ จำนวน 42 ที่นั่ง โดยจะให้บริการวันละ 2 เที่ยววิ่ง (ไป-กลับ) เที่ยวไปรถออกจากขอนแก่น เวลา 08.15 น. ส่วนเที่ยวกลับรถออกจากนครหลวงเวียงจันทน์ เวลา 14.45 น.

    ปัจจุบัน บขส. ได้ให้บริการเดินรถเส้นทางระหว่างประเทศ ไทย-สปป.ลาว จำนวน 11 เส้นทาง ได้แก่ เส้นทางหนองคาย-นครหลวงเวียงจันทน์, อุดรธานี-นครหลวงเวียงจันทน์, ขอนแก่น-นครหลวงเวียงจันทน์, กรุงเทพฯ-นครหลวงเวียงจันทน์, นครพนม-เมืองท่าแขก, อุบลราชธานี-เมืองปากเซ, กรุงเทพฯ-เมืองปากเซ, มุกดาหาร-แขวงสะหวันนะเขต, เลย-แขวงไซยบุรี-แขวงหลวงพระบาง, อุดรธานี-วังเวียง และ เชียงราย-แขวงบ่อแก้ว (Shuttle Bus)

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (03 ต.ค. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/534463&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2zo7xiZ_pfw5hiAmt8oBwm

  • จีนเที่ยวไทย ‘วันชาติ 2568’ พุ่ง 3 เท่าสัญญาณฟื้นตัวแรง แตะ 2 หมื่นคนต่อวัน

    จีนเที่ยวไทย ‘วันชาติ 2568’ พุ่ง 3 เท่าสัญญาณฟื้นตัวแรง แตะ 2 หมื่นคนต่อวัน

    นายอดิษฐ์ ชัยรัตนานนท์ เลขาธิการสมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว (แอตต้า)เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า
    การท่องเที่ยวไทยกลับมาคึกคักอีกครั้งในช่วง เทศกาลวันหยุดยาววันชาติจีน 2568 โกลเด้นวีคของจีน (26 ก.ย.–6 ต.ค. 2568) ซึ่งถือเป็นฤดูกาลท่องเที่ยวสำคัญที่สุดช่วงหนึ่งของปี สถานการณ์ล่าสุดสะท้อนสัญญาณเชิงบวกอย่างชัดเจน ทั้งในด้าน เที่ยวบินที่เต็มเกือบ 100% และ ตัวเลขนักท่องเที่ยวจีนที่เพิ่มสูงขึ้นต่อเนื่องทุกวัน

    เที่ยวบินเต็มทุกเส้นทาง สะท้อนดีมานด์แรง

    ตั้งแต่วันที่ 26 กันยายนเป็นต้นมา ตั๋วเครื่องบินจากเมืองต่าง ๆ ของจีนมายังประเทศไทยถูกจองจนหมดแทบทุกที่นั่ง อัตราผู้โดยสารเฉลี่ยพุ่งแตะ 99% สูงกว่าช่วงเวลาปกติถึง 3 เท่า  ซึ่งสะท้อนความต้องการเดินทางที่แรงเกินคาด และตอกย้ำว่าประเทศไทยยังคงเป็นจุดหมายปลายทางยอดนิยมอันดับต้น ๆ ของนักท่องเที่ยวจีน

    “เที่ยวบินเต็ม 99% ตัวเลขนักท่องเที่ยวจีนแตะเกิน 20,000 คนต่อวัน และแนวโน้มยังคงขยับขึ้นต่อเนื่อง ทั้งหมดคือสัญญาณเชิงบวกที่ยืนยันว่า ประเทศไทยยังครองใจนักท่องเที่ยวจีนอย่างเหนียวแน่น หากต่อยอดด้วยมาตรการสร้างความสะดวก ความปลอดภัย และการบริการที่อบอุ่น ก็จะช่วยผลักดันให้ตลาดจีนกลับมาเป็นหัวใจสำคัญของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย และเป็นพลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในระยะยาวได้อย่างมั่นคง”

    จีนเที่ยวไทย 'วันชาติ 2568' พุ่ง 3 เท่าสัญญาณฟื้นตัวแรง แตะ 2 หมื่นคนต่อวัน

    นโยบายรัฐ–สายการบิน เดินเกมรุก

    ในช่วง Golden Week นี้  ทางการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ได้อัดฉีดมาตรการสนับสนุนด้านการบิน    โดยมีเที่ยวบินเช่าเหมาลำจากเมืองต่างๆของจีน เช่น Xi’an   Chengdu  Hefei  Xining  Huangshan   Shanxi และ Changsha   เข้ามายังกรุงเทพฯ  และบางส่วนกระจายไปยังสมุย และเชียงใหม่     

    จีนเที่ยวไทย 'วันชาติ 2568' พุ่ง 3 เท่าสัญญาณฟื้นตัวแรง แตะ 2 หมื่นคนต่อวัน

    อีกทั้งในเดือนพฤศจิกายนที่จะถึงนี้  ยังจะมีเที่ยวบินใหม่และเที่ยวบินเช่าเหมาลำทั้งของจีนและไทยที่จะเริ่มทำการบิน อาทิ เสิ่นหยาง–กรุงเทพฯ, ฉงชิ่ง–กรุงเทพฯ, เจิ้งโจว–กรุงเทพฯ, หางโจว–ภูเก็ต และเฉิงตู–เชียงใหม่  โดยการเชื่อมต่อเมืองรองเหล่านี้จะช่วยขยายฐานนักท่องเที่ยวจีนสู่ประเทศไทยได้อย่างกว้างขวางยิ่งขึ้น

    ตัวเลขนักท่องเที่ยวจีนพุ่งต่อเนื่อง

    ข้อมูลระหว่าง 26 กันยายน – 2 ตุลาคม 2568 ยืนยันกระแสการฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่ง

    นักท่องเที่ยวต่างชาติรวม 586,942 คน นักท่องเที่ยวจีนรวม 123,752 คน คิดเป็น กว่า 1 ใน 5 ของตลาดรวม ที่สำคัญ ตัวเลขจีนเพิ่มขึ้นต่อเนื่องทุกวัน จาก 11,649 คนในวันที่ 26 ก.ย. ขยับขึ้นเป็น 17,018 คนในวันที่ 29 ก.ย. และทะลุ 23,902 คนในวันที่ 1 ต.ค. ก่อนจะทรงตัวสูงต่อเนื่องกว่า 22,000 คนในวันที่ 2 ต.ค.

    อดิษฐ์ ชัยรัตนานนท์

    นี่คือสัญญาณว่า “ตลาดจีนกำลังเข้าสู่ช่วงฟื้นตัวเชิงโครงสร้าง”

    ปัจจัยเสริมความเชื่อมั่น

    เสถียรภาพทางการเมืองของไทย ช่วยสร้างความมั่นใจในการเดินทาง

    • มาตรการเข้มงวดของอาเซียนในการปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์และแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ลดความกังวลของสังคมจีน
    • กระแสสื่อจีนที่เปลี่ยนเป็นเชิงบวก นำเสนอภาพประเทศไทยปลอดภัย มีคุณภาพ และอบอุ่น

    การหลั่งไหลของนักท่องเที่ยวจีนสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนมหาศาล ทั้งโรงแรม ร้านอาหาร แหล่งท่องเที่ยว รถโดยสาร ไปจนถึงสายการบินในประเทศ เมืองท่องเที่ยวหลักอย่างกรุงเทพฯ ภูเก็ต และเชียงใหม่ได้รับอานิสงส์ทันที ขณะเดียวกัน เมืองรองอย่างขอนแก่น สุโขทัย หรือกระบี่ ก็มีโอกาสดึงดูดนักท่องเที่ยวมากขึ้น ผ่านเส้นทางบินใหม่และการกระจายตัวของนักท่องเที่ยว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/business/tourism/640595&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1VD-Eq73mX1Sllg8ndT79K