Category: ท่องเที่ยว

  • วังน้ำเขียว เตรียมเปิดตัว แหล่งท่องเที่ยวใหม่ “ผารักสลักใจ” ต้อนรับฤดูการท่องเที่ยว 3 ผา นอนกางเต็นท์ ดูดาว ชมทะเลหมอก | TOPNEWS

    วังน้ำเขียว เตรียมเปิดตัว แหล่งท่องเที่ยวใหม่ “ผารักสลักใจ” ต้อนรับฤดูการท่องเที่ยว 3 ผา นอนกางเต็นท์ ดูดาว ชมทะเลหมอก | TOPNEWS

    • เผยแพร่ : 22/10/2025 21:34

    นครราชสีมา วังน้ำเขียว เตรียมเปิดตัว แหล่งท่องเที่ยวใหม่ “ผารักสลักใจ” ต้อนรับฤดูการท่องเที่ยว 3 ผา นอนกางเต็นท์ ดูดาว ชมทะเลหมอก

    วันที่ 22 ตุลาคม 2568 ที่ผารักษ์สลัดได บ้านพุทธชาติ ต.ไทยสามัคคี อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา ทีมจิตอาสาชุมชนบ้านพุทธชาติ ร่วมกับ ทหารอากาศสถานีสลัดได เจ้าหน้าที่สถานีดับไฟป่า และชาวบ้าน ร่วมกันพัฒนาทำความสะอาดเส้นทางขึ้นผารักษ์สลัดใด และร่วมกันพัฒนาบริเวณหน้าผา เพื่อต้อนรับฤดูกาลท่องเที่ยวที่กำลังมามาถึงในเดือนหน้า

    ภายหลังชาวบ้านและทีมงานจิตอาสา ได้พบหน้าผาใหม่ ซึ่งอยู่ห่างจากผาลักสลัดใดไปทางขวามือ ประมาณ 200 เมตร มีลักษณะพิเศษเป็นหินที่ยื่นออกไปหน้าผา มีรูปร่างหินคล้ายรูปหัวใจ ชาวบ้านเลยช่วยกันตั้งชื่อว่า “ ผารักสลักใจ ” เพื่อให้สอนรับกับ ผารักษ์สลัดใด และเตรียมพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวใหม่ของอำเภอวังน้ำเขียว โดยบริเวณหน้าผาดังกล่าว จะมีความพิเศษคือสามารถเห็นถนน 304 วังน้ำเขียว-ปราจีนบุรี และสามารถชมตะวันตกดินอย่างสวยงามในช่วงฤดูหนาวนี้

    ด้านนายมงคลศิลป์ ลีนะกนิษฐ์ นายกสมาคมการท่องเที่ยวอำเภอวังน้ำเขียว เปิดเผยว่า สมาคมการท่องเที่ยววังน้ำเขียว ร่วมกับ ทหารอากาศ ชมรมจักรยานเพื่อการท่องเที่ยววังน้ำเขียว กลุ่มจิตอาสาเพื่อสังคมชุมชนวังน้ำเขียว และชุมชนท่องเที่ยวบ้านพุทธชาติ เตรียมจัดงานเปิดฤดูกาลท่องเที่ยวอำเภอวังน้ำเขียว วันที่ 24 ตุลาคมนี้ โดยเป็นความร่วมมือของภาคเอกชน ผู้ประกอบการ และชุมชน เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวในช่วงปลายฝนต้นหนาว โดยใช้ชื่องานว่า “ เที่ยว 3 ผา นอนกางเต็นท์ ดูดาว ชมทะเลหมอก วังน้ำเขียว”

    นายกสมาคมการท่องเที่ยวอำเภอวังน้ำเขียว เปิดเผยต่อว่า กิจกรรมดังกล่าว เป็นการสร้างการรับรู้ในช่วงฤดูกาลท่องเที่ยวอำเภอวังน้ำเขียว โดยขอเชิญชวนนักท่องเที่ยว มาท่องเที่ยวสามผา ประกอบด้วย ผารักษ์สลัดใด ผาเก็บตะวัน และผาชมตะวัน รวมถึงนอนกลางเต็นท์ ดูดาว ชมทะเลหมอก บริเวณผาเก็บตะวัน และจุดชมกระทิงเขาแผงงม้า เป็นต้น.

    ภาพ-ข่าว ประสิทธิ์ วนะชกิจ ผู้สื่อข่าวTOPNEWSทั่วไทย จ.นครราชสีมา

    25681022005

    5

    เมืองคอนรวมพลังจิตอาสา Big Cleaning Day ถวายเป็นพระราชกุศลวันปิยมหาราช

    อว.ยกระดับมหาวิทยาลัยไทย สู่ยุคดิจิทัลเต็มรูปแบบ เปลี่ยนผ่านสู่ Digital University

    อดีตนักโทษเพิ่งพ้นคุกเมาปลิ้นขโมยซาเล้งอ้างแค่ขับหางาน

    “ซาบีดา” แถลงจัดงานประเพณีลอยกระทง 2568 ภายใต้แนวคิด “ลอยกระทง ไท ไทย ปลอดภัย ใส่ใจสิ่งแวดล้อม แต่งชุดไทยไปลอยกระทง” คาดเงินสะพัดมากกว่า 8 พันล้าน พร้อมผลักดันขึ้นมรดกโลก

    ทหารเข้าเยี่ยม “2 ตายาย” ให้กำลังใจ หลังบ้านพังจากจรวด BM 21 กัมพูชา เหล่ากาชาด จ.สุรินทร์ เร่งสร้างบ้านหลังใหม่ให้อาศัย คืบหน้าแล้ว 50 %

    โจรตีเนียนรับจ้างตัดหญ้า! ขโมยบันไดอลูมิเนียมกลางวันแสก ๆ – กล้องวงจรปิดจับภาพชัด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1365660&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0VlZDfyNmX1Isz3kZIIWfK

  • เทียบ 3 หุ้นสายการบิน โตแค่ไหน เมื่อท่องเที่ยวไทยไม่ฟื้น

    เทียบ 3 หุ้นสายการบิน โตแค่ไหน เมื่อท่องเที่ยวไทยไม่ฟื้น

    Loading…

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/fast/content/2877883&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2TcEbR_eYd6d16pikKp97n

  • ธปท. อัปเดตประมาณการ GDP ปี 2568 คาดเศรษฐกิจไทยครึ่งหลังปีนี้ รอดภาวะถดถอยเชิงเทคนิค

    ธปท. อัปเดตประมาณการ GDP ปี 2568 คาดเศรษฐกิจไทยครึ่งหลังปีนี้ รอดภาวะถดถอยเชิงเทคนิค

    ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยประมาณการ GDP รายไตรมาส โดยคาดว่า เศรษฐกิจไทยครึ่งหลังของปีจะรอดภาวะถดถอยเชิงเทคนิค (Technical Recession) เนื่องจาก GDP ไตรมาส 4 คาดว่าจะพลิกตัวเป็นบวก จากฤดูกาลท่องเที่ยว มาตรการคนละครึ่งพลัส และมาตรการกระตุ้นท่องเที่ยวจะเพิ่ม GDP ได้ราว 0.2-0.3%

    วันนี้ (22 ตุลาคม) ปราณี สุทธศรี ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายเศรษฐกิจมหภาค ธนาคารแห่งประเทศไทย เปิดเผยในงาน Monetary Policy Forum ครั้งที่ 3 ปี 2568 วันนี้ (22 ต.ค.) ว่า GDP ไทยไตรมาส 3 ปี 2568 จะขยายตัว 1.5% เทียบจากระยะเดียวกันของปีก่อน แต่เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้าจะติดลบ 0.5% ส่วนในไตรมาส 4 ปี 2568 คาดว่า GDP จะเติบโต 1.3% YOY แต่เทียบกับไตรมาสก่อนหน้าพลิกเป็นบวก 0.5% QoQ

    โดยปัจจัยสนับสนุนเศรษฐกิจไตรมาส 4 ฟื้นตัวดีขึ้นมาจากโรงงานที่หยุดผลิตเพื่อปรับปรุงเครื่องจักรก่อนหน้านี้กลับมาผลิตตามปกติ และรัฐบาลออกมาตรการคนละครึ่งพลัส และมาตรการกระตุ้นท่องเที่ยว จะช่วยกระตุ้นการใช้จ่ายในประเทศเพิ่ม GDP ได้ราว 0.2-0.3% นอกจากนี้เป็นช่วงเข้าสู่ฤดูกาลท่องเที่ยว ธปท.จึงคาดว่าจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติจะเข้ามาเพิ่มขึ้น

    ธปท. อัปเดตประมาณการ GDP ปี 2568 คาดเศรษฐกิจไทยครึ่งหลังปีนี้ รอดภาวะถดถอยเชิงเทคนิค 1

    ประมาณการดังกล่าวมีขึ้น หลังจากก่อนหน้า นักเศรษฐศาสตร์หลายสำนักยังเตือนว่า เศรษฐกิจไทยยังมีโอกาสเข้าสู่ภาวะถดถอยเชิงเทคนิค (Technical Recession) รวมถึงศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB EIC) ที่เมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา มองว่า ช่วงครึ่งหลังของปีนี้ เศรษฐกิจไทยอาจโตเฉลี่ยไม่ถึง 1%

    อย่างไรก็ดี ถ้ามองไปในข้างหน้าเศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มชะลอตัว โดยธปท. ประมาณการ GDP ทั้งปี 2568 เติบโต 2.2% และชะลอลงเหลือ 1.6% ในปี 2569 ทั้งจากปัจจัยภาษีศุลกากรสหรัฐฯ การแข่งขันที่รุนแรงขึ้น และปัญหาเชิงโครงสร้าง

    ด้านสักกะภพ พันธ์ยานุกูล ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายนโยบายการเงิน ธปท. ระบุว่า แนวโน้มเศรษฐกิจไทยเป็นไปตามที่ธปท.ประเมินว่า โดยครึ่งแรกของปีนี้เติบโตได้ 3% และจะชะลอลงในครึ่งปีหลัง จากผลกระทบภาษีทรัมป์ และการฟื้นตัวของภาคท่องเที่ยวค่อนข้างช้า

    สักกะภพย้ำว่า บทบาทของนโยบายการเงินจะยังผ่อนคลายเพื่อให้สอดคล้องกับการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ และเมื่อมองไปข้างหน้าการผ่อนคลายนโยบายการเงินเพิ่มเติมจะดูให้เหมาะสมกับเศรษฐกิจ และภาวะการเงิน รวมถึงดูประสิทธิผลและพื้นที่นโยบายการเงินซึ่งปีนี้ลดไป 3 ครั้งแล้ว และปัจจุบันอยู่ที่ 1.5%

    สำหรับอัตราเงินเฟ้อที่อยู่ระดับต่ำ สักกะภพกล่าวว่า จากการประเมินในปัจจุบันยังไม่เห็นความเสี่ยงเงินฝืด เพราะเงินเฟ้อต่ำปัจจุบันถูกขับเคลื่อนจากราคาสินค้าที่ลดลงในเพียงบางหมวด โดยราคาอื่นไม่ได้ปรับลดลงต่อเนื่องและเป็นวงกว้าง

    นอกจากนี้ เครื่องชี้แรงกดดันด้านราคาที่สะท้อนแนวโน้มเงินเฟ้อ (Underlying Inflation Indicators) ยังทรงตัวใกล้เคียงอดีต เงินเฟ้อคาดการณ์ระยะปานกลางยังยึดเหนี่ยวได้ดีอยู่ในกรอบเป้าหมาย และธปท.คาดว่า อัตราเงินเฟ้อทั่วไปจะกลับเป็นบวกในไตรมาส 2 ปี 2569 และกลับเข้าสู่กรอบเป้าหมายในปี 2570

    ทั้งนี้ กระทรวงพาณิชย์รายงานอัตราเงินเฟ้อทั่วไปล่าสุดเดือนสิงหาคม 2568 ติดลบ 0.79% ต่อเนื่องมาเป็นเดือนที่ 5 และต่ำสุดในรอบ 19 เดือน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/thai-economy-dodges-recession/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2IQx1Puml9l6Xv09axXwDv

  • น้ำป่าหลากท่วมแหล่งท่องเที่ยวเขาหลัก พังงา กระทบแล้ว 7 หมู่บ้านเร่งช่วยเหลือ

    น้ำป่าหลากท่วมแหล่งท่องเที่ยวเขาหลัก พังงา กระทบแล้ว 7 หมู่บ้านเร่งช่วยเหลือ

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/contents/105489&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2NsK6do5IZA-5nUU2tGtS-

  • ททท. เปิดยุทธศาสตร์ท่องเที่ยวเชิงการทูตชู ‘Soft Power เสน่ห์ไทย’ สร้างสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

    ททท. เปิดยุทธศาสตร์ท่องเที่ยวเชิงการทูตชู ‘Soft Power เสน่ห์ไทย’ สร้างสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/contents/105478&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0elk0vllohIYGovt-ywyjE

  • วังน้ำเขียวเตรียมเปิดตัว แหล่งท่องเที่ยวใหม่ “ ผารักสลักใจ ” ต้อนรับฤดูการท่องเที่ยว 3 ผา นอนกางเต็นท์ ดูดาว ชมทะเลหมอก

    วังน้ำเขียวเตรียมเปิดตัว แหล่งท่องเที่ยวใหม่ “ ผารักสลักใจ ” ต้อนรับฤดูการท่องเที่ยว 3 ผา นอนกางเต็นท์ ดูดาว ชมทะเลหมอก

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/contents/105471&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3kanmm8Nr9UcgItahwW56P

  • ‘สแกมเมอร์กัมพูชา’ ฉุดเชื่อมั่นท่องเที่ยว ‘แอตต้า’ จี้รัฐเร่งยกระดับไทย ‘ศูนย์กลางความปลอดภัยอาเซียน’

    ‘สแกมเมอร์กัมพูชา’ ฉุดเชื่อมั่นท่องเที่ยว ‘แอตต้า’ จี้รัฐเร่งยกระดับไทย ‘ศูนย์กลางความปลอดภัยอาเซียน’

    จากประเด็นร้อน “สแกมเมอร์กัมพูชา” วาระแห่งโลก สร้างแรงสั่นสะเทือน และผลกระทบแก่หลายประเทศ โดยเฉพาะฐานนักท่องเที่ยวจากภูมิภาคเอเชียตะวันออก เช่น เกาหลีใต้ ไต้หวัน และญี่ปุ่น ซึ่งเป็นตลาดสำคัญของภาคการท่องเที่ยวอาเซียน

    กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา รายงานสถานการณ์นักท่องเที่ยวจากเอเชียตะวันออกในช่วงเดือนม.ค.- ก.ย.2568 (9 เดือนแรก) ส่วนใหญ่มีจำนวนลดลง ประกอบด้วย

    1.จีน มีนักท่องเที่ยวมาไทย 3.47 ล้านคน เทียบช่วงเดียวกันกับปีที่แล้ว ลดลง 34.97%

    2.เกาหลีใต้ มีนักท่องเที่ยวมาไทย 1.13 ล้านคน เทียบช่วงเดียวกันกับปีที่แล้ว ลดลง 17.70%

    3.ญี่ปุ่น มีนักท่องเที่ยวมาไทย 0.80 ล้านคน เทียบช่วงเดียวกับปีที่แล้ว เพิ่มขึ้น 5.39%

    4.ไต้หวัน มีนักท่องเที่ยวมาไทย 0.73 ล้านคน เทียบช่วงเดียวกันกับปีที่แล้ว ลดลง 9.14%

    นายอดิษฐ์ ชัยรัตนานนท์ เลขาธิการสมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว (แอตต้า) เปิดเผยว่า กระแสข่าวเรื่อง “ศูนย์หลอกลวงออนไลน์” (Scammer Centers) ในกัมพูชา และประเทศเพื่อนบ้าน ได้ส่งแรงสั่นสะเทือนต่อความเชื่อมั่นของนักท่องเที่ยวทั่วโลก 

    โดยเฉพาะจากเกาหลีใต้ ไต้หวัน และญี่ปุ่น ซึ่งเป็นตลาดสำคัญของภูมิภาคอาเซียน ความไม่มั่นใจนี้ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงปลายทางในกัมพูชาเท่านั้น แต่ยังลามมาถึงประเทศที่มีพรมแดนเชื่อมต่อ เช่น ไทย ลาว และเวียดนาม

    ขณะนี้นักท่องเที่ยวจำนวนมากใช้ประเทศไทยเป็นจุดต่อเครื่อง (Transit Hub) ก่อนเดินทางต่อไปยังประเทศกลุ่ม CLMV (กัมพูชา ลาว เมียนมา เวียดนาม) แต่กลับยังไม่มีมาตรการหรือระบบดูแลที่ชัดเจนจากภาครัฐไทย เพื่อสร้างความมั่นใจในความปลอดภัยของนักเดินทางเหล่านี้

    “สถานการณ์นี้ไม่เพียงกระทบภาพลักษณ์ของไทยในฐานะศูนย์กลางการท่องเที่ยวอาเซียน แต่อาจกระทบรายได้ การลงทุน และความร่วมมือทางเศรษฐกิจระยะยาว หากไทยไม่เร่งแสดงบทบาทเชิงรุก” นายอดิษฐ์ กล่าว

    ‘สแกมเมอร์กัมพูชา’ ฉุดเชื่อมั่นท่องเที่ยว ‘แอตต้า’ จี้รัฐเร่งยกระดับไทย ‘ศูนย์กลางความปลอดภัยอาเซียน’

    อดิษฐ์ ชัยรัตนานนท์

    จี้รัฐออก 4 มาตรการเชิงรุก

    นายอดิษฐ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับการท่องเที่ยวไทย รัฐบาลควรเร่งประกาศมาตรการความปลอดภัยนักท่องเที่ยวต่อเครื่องบินไปกลุ่มประเทศ CLMV ดังนี้

    1.ประสานความร่วมมือกับประเทศต้นทาง โดยไทยควรเปิดการหารือเชิงนโยบายกับประเทศต้นทาง เช่น เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น จีน ไต้หวัน และกลุ่มประเทศเป้าหมายเพื่อจัดตั้ง “Joint Safety Protocol” หรือ มาตรการเฝ้าระวังร่วมกันในระดับทวิภาคี และพหุภาคี โดยมีกลไกแลกเปลี่ยนข้อมูลความเสี่ยง และการแจ้งเตือนภัยล่วงหน้า

    2.ระบบเอกสารกำกับการเดินทาง (Safety Endorsement) นักท่องเที่ยวที่ต่อเครื่องบินจากไทยไป CLMV ควรได้รับเอกสารรับรองจากหน่วยงานรัฐไทย เช่น “Tourist Safety Acknowledgement” ซึ่งยืนยันว่าผู้โดยสารผ่านจุดตรวจมาตรฐาน และได้รับข้อมูลความปลอดภัยที่จำเป็น คล้ายแบบฟอร์ม Travel Advisory Note ในยุโรป

    3.ระบบ Monitor และ Database เชิงความปลอดภัย โดยไทยควรใช้ข้อมูลจากด่านตรวจคนเข้าเมือง และสายการบิน สร้างระบบติดตามเชิงสถิติ เช่น จำนวนผู้เดินทางต่อเครื่อง เส้นทางเสี่ยง และกรณีร้องเรียนด้านความปลอดภัย เพื่อส่งต่อข้อมูลให้หน่วยงานในกลุ่มประเทศ CLMV ใช้วางแผนเชิงป้องกันได้จริง

    4.เครือข่ายข้อมูลข่าวสารร่วม (Regional Safety Network) ผ่านการจัดตั้งช่องทางข่าวสารเฉพาะด้านความปลอดภัยนักท่องเที่ยวระหว่างไทยกับกลุ่มประเทศ CLMV เช่น ศูนย์ข้อมูล “Safe ASEAN Travel Desk” เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูล เหตุฉุกเฉิน และคำแนะนำเชิงปฏิบัติสำหรับนักเดินทางทั้งภาครัฐ และเอกชน 

    ‘สแกมเมอร์กัมพูชา’ ฉุดเชื่อมั่นท่องเที่ยว ‘แอตต้า’ จี้รัฐเร่งยกระดับไทย ‘ศูนย์กลางความปลอดภัยอาเซียน’

    หนุนไทยยกระดับศูนย์กลางความปลอดภัย

    “จุดยืนของไทยในอาเซียนต้องชัด ไม่เพียงเป็นทางผ่าน แต่ต้องเป็นผู้คุ้มกัน แต่จะต้องประกาศมาตรการเชิงรุกนี้ไม่ใช่เพียงเพื่อป้องกันปัญหาภาพลักษณ์ แต่คือ การสร้างความเชื่อมั่นใหม่ให้กับนักท่องเที่ยวทั่วโลกว่า ประเทศไทยคือ ประเทศศูนย์กลางที่ปลอดภัย เชื่อถือได้ และรับผิดชอบต่อภูมิภาค” นายอดิษฐ์ กล่าว

    อย่างไรก็ดี ในยุคที่ภัยไซเบอร์ และอาชญากรรมข้ามชาติแฝงมาในคราบการท่องเที่ยว โลกต้องการผู้นำที่กล้าแสดงความรับผิดชอบ ไทยจึงควรใช้โอกาสนี้ในการยกระดับบทบาทของตนเอง จากประเทศท่องเที่ยวสู่ศูนย์กลางความปลอดภัยแห่งอาเซียน

    “ทีเส็บ” ชี้ไม่กระทบตลาดแสดงสินค้า

    นางศุภวรรณ ตีระรัตน์ ผู้อำนวยการ สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (ทีเส็บ) กล่าวว่า จากสถานการณ์สแกมเมอร์กัมพูชา ทางทีเส็บมองว่าส่วนใหญ่น่าจะกระทบภาคการท่องเที่ยวมากกว่า แต่ด้วยงานแสดงสินค้าเป็นธุรกิจที่คนยังต้องเดินหน้าติดต่อทำธุรกิจกันอยู่ แล้วงานแสดงสินค้าระดับโลกมารอจัดงานตามปฏิทินแล้ว หากไม่มาร่วมงานอาจตกขบวนได้

    “จากวิกฤติหลายๆ เหตุการณ์ที่เคยเกิดขึ้น จะมีประเด็นเรื่องประกันภัยว่าครอบคลุมการเดินทางหรือไม่ แต่จากสถานการณ์สแกมเมอร์ในกัมพูชา ล่าสุดยังไม่ได้รับแจ้งมาว่า ถ้านักธุรกิจเดินทางมาแล้วประกันจะไม่ครอบคลุม เมื่อประกันยังครอบคลุมปกติ จึงยังเห็นการเดินทางตามปกติ ทำให้ปัจจุบันไม่เห็นผลกระทบแต่อย่างใด”

    ‘สแกมเมอร์กัมพูชา’ ฉุดเชื่อมั่นท่องเที่ยว ‘แอตต้า’ จี้รัฐเร่งยกระดับไทย ‘ศูนย์กลางความปลอดภัยอาเซียน’ ศุภวรรณ ตีระรัตน์

    นายสรรชาย นุ่มบุญนำ ผู้จัดการทั่วไป-ประเทศไทย บริษัท อินฟอร์มา มาร์เก็ตส์ ประเทศไทย จำกัด กล่าวว่า “ผลกระทบจากสถานการณ์สแกมเมอร์กัมพูชายังห่างไกลจากกลุ่มประเภทธุรกิจแสดงสินค้า จึงไม่เห็นผลกระทบในอุตสาหกรรมที่เราดำเนินการ แม้จะมีความกังวลเรื่องตลาดนักท่องเที่ยวเอเชียตะวันออกไม่มั่นใจในการเดินทางมาเที่ยวแถบประเทศไทย และเพื่อนบ้าน แต่ล่าสุดพบว่าผู้ร่วมออกงานแสดงสินค้า (Exhibitor) จากประเทศจีนยังเดินทางเข้าไทย และมีแต่จะเดินทางเพิ่มขึ้น”

    ‘สแกมเมอร์กัมพูชา’ ฉุดเชื่อมั่นท่องเที่ยว ‘แอตต้า’ จี้รัฐเร่งยกระดับไทย ‘ศูนย์กลางความปลอดภัยอาเซียน’

    สรรชาย นุ่มบุญนำ

    รัฐบาลคลอดมาตรการพยุงท่องเที่ยว

    นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติแพ็กเกจมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยว และเร่งรัดการเบิกจ่าย ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของนโยบาย “Quick Big Win” ในเสาหลักที่ 1 ของรัฐบาล โดยมาตรการดังกล่าวมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อป้องกันไม่ให้ GDP ในไตรมาสที่ 4 ของปีนี้ ตกต่ำ และเพื่อให้ GDP กลับมาใกล้เคียงภาวะปกติให้มากที่สุด

    ทั้งนี้ การดำเนินมาตรการนี้มีความจำเป็น เนื่องจากข้อมูลทางเศรษฐศาสตร์มหภาคชี้ให้เห็นว่า การท่องเที่ยวภายในประเทศมีความสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจอย่างยิ่ง โดยคิดเป็น 24% ของการบริโภคภาคเอกชน และคิดเป็นประมาณ 14% ของ GDP ซึ่งหากไม่มีการดำเนินการใดๆ คาดการณ์ว่าการขยายตัวของการท่องเที่ยวในปี 2568 จะติดลบที่ 2.7% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า

    “แม้เม็ดเงินกระตุ้นในส่วนนี้อาจไม่รุนแรงเท่าโครงการคนละครึ่ง พลัส หรือบัตรสวัสดิการ แต่ก็สำคัญในการสร้างบรรยากาศให้เกิดความคึกคักในการท่องเที่ยว” นายลวรณ กล่าว

    หักลดหย่อนภาษีหนุนท่องเที่ยว

    สำหรับแพ็กเกจมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยว ประกอบด้วย 5 มาตรการย่อย ดังนี้

    1.มาตรการลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาเพื่อสนับสนุนการท่องเที่ยวสามารถนำค่าใช้จ่ายมาหักลดหย่อนภาษีได้สูงสุดรวม 20,000 บาท โดยแบ่งเป็น 2 ส่วน 10,000 บาท แรกสามารถใช้ใบกำกับภาษีได้ทั้งรูปแบบกระดาษ และอิเล็กทรอนิกส์ และ 10,000 บาทที่สองต้องเป็นรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ (e-Tax Invoice) เท่านั้น เพื่อส่งเสริมความโปร่งใส และลดการทุจริต

    นอกจากนี้ รัฐบาลสนับสนุนเดินทางไปเที่ยวเมืองรอง โดยกำหนดสิทธิประโยชน์ภาษีแตกต่างกัน ได้แก่ เมืองรอง 55 จังหวัด หักค่าลดหย่อนได้ 1.5 เท่า เมื่อใช้จ่าย 20,000 บาท จะลดหย่อนได้ 30,000 บาท โดยอำเภอที่ไกลในเมืองหลัก 15 อำเภอ ยังรวมในมาตรการนี้ เช่น อำเภอกัลยาณิวัฒนา ในจังหวัดเชียงใหม่

    ขณะที่ค่าใช้จ่ายท่องเที่ยวเมืองหลักหักค่าลดหย่อนได้เท่าเดียว โดยเริ่มใช้สิทธิตั้งแต่วันที่ 29 ต.ค.2568 และสิ้นสุดวันที่ 15 ธ.ค.2568

    “วันสิ้นสุดโครงการวันที่ 15 ธ.ค.68เพราะช่วงสิ้นปีถือเป็นเทศกาลไฮซีซันอยู่แล้ว ดังนั้นจึงกำหนดให้สิ้นสุดก่อน” นายลวรณ กล่าว

    2.มาตรการสิทธิประโยชน์ทางภาษีสำหรับการจัดสัมมนาของนิติบุคคลหากนิติบุคคลจัดการสัมมนาให้กับบุคลากร สามารถนำค่าห้องสัมมนา ค่าห้องพัก ค่าขนส่ง และค่าใช้จ่ายอื่นที่เกี่ยวข้องมาหักเป็นค่าใช้จ่ายได้ ทั้งนี้ การหักค่าใช้จ่ายต้องใช้ใบกำกับภาษีในรูปแบบ e-Tax Invoice เท่านั้น ยกเว้นค่าขนส่งที่อาจอนุโลมให้อยู่ในรูปแบบ e-Receipt

    โดยกำหนดอัตราต่างกัน กรณีจัดสัมมนาในเมืองรองหักค่าใช้จ่ายได้ 2 เท่า ส่วนเมืองหลักหักได้ 1.5 เท่า เริ่มใช้สิทธิได้ตั้งแต่วันที่ 29 ต.ค.2568 และสิ้นสุดวันที่ 15 ธ.ค.2568

    ‘สแกมเมอร์กัมพูชา’ ฉุดเชื่อมั่นท่องเที่ยว ‘แอตต้า’ จี้รัฐเร่งยกระดับไทย ‘ศูนย์กลางความปลอดภัยอาเซียน’

    เร่งเบิกจ่ายงบสัมมนา 1.3 หมื่นล้าน

    3.มาตรการเร่งรัดการเบิกจ่าย (Front Load) มาตรการนี้ไม่ใช่การเพิ่มเม็ดเงินใหม่ แต่เป็นการโยกเงินงบประมาณทั้งปีมาใช้จ่ายในไตรมาสที่ 1 เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยใช้งบประมาณการฝึกอบรม ประชุม สัมมนา ของส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ และปีนี้เพิ่มองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) เข้ามา

    สำหรับมาตรการดังกล่าวไม่ใช่การขอความร่วมมือแต่เป็นการกำหนดตัวชี้วัด (KPI) ให้ผู้บริหารเบอร์ 1 ขององค์กรต้องเบิกจ่ายงบก้อนนี้ให้ได้ 60% โดยหากไม่มีมาตรการเร่งรัด ปกติแล้วจะมีการเบิกจ่ายในไตรมาสแรกเพียง 10-20% โดยคาดว่าจะโยกเม็ดเงินเข้าสู่ระบบได้ 13,000 ล้านบาท

    4.มาตรการสนับสนุนการปรับปรุงโรงแรมที่พักเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวให้ครบวงจร โดยผู้ประกอบการนำรายจ่ายการต่อเติมขยาย หรือปรับปรุงสถานประกอบการที่พักมาหักค่าใช้จ่ายได้ 2 เท่า ซึ่งต้องเป็นรายจ่ายตั้งแต่วันที่ 29 ต.ค.2568 ไปจนถึง 31 มี.ค.2569

    สำหรับบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ประกอบกิจการโรงแรมหักรายจ่ายการต่อเติม เปลี่ยนแปลง ขยายออกหรือทำให้ดีขึ้นซึ่งทรัพย์สิน แต่ไม่ใช่การซ่อมแซมให้คงสภาพเดิม โดยยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับเงินได้ 100% ของรายจ่ายดังกล่าว

    ส่วนทรัพย์สินที่ได้รับสิทธิประโยชน์ ได้แก่ อาคารถาวรที่ใช้ในการประกอบกิจการโรงแรม เครื่องตกแต่งหรือเฟอร์นิเจอร์ที่เป็นส่วนประกอบ และยึดติดกับอาคารเป็นการถาวร สิทธิประโยชน์นี้ให้ใช้ตามส่วนเฉลี่ยเป็นจำนวนเท่ากันเป็นเวลา 20 รอบระยะเวลาบัญชีต่อเนื่องกัน โดยทยอยหักรายจ่ายเท่าที่ 2 เป็นระยะเวลา 20 รอบระยะเวลาบัญชี

    ทั้งนี้ รัฐบาลได้เตรียมแหล่งเงินสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (Soft Loan) โดยธนาคารออมสิน เพื่อรองรับการปรับปรุง และรีโนเวทโรงแรมที่พัก ซึ่งยังอยู่ระหว่างเสนอ ครม.พิจารณา คาดว่าจะมีผู้ประกอบการใช้สิทธิกว่า 1,200 ราย

    5.มาตรการขยายระยะเวลาการปรับลดอัตราภาษีสรรพสามิตสำหรับสถานบันเทิงเป็นการขยายระยะเวลาการปรับลดอัตราภาษีสรรพสามิตสำหรับสถานบันเทิงจากอัตรา 10% ให้เหลือ 5% ต่อไปอีก 1 ปี ตั้งแต่ 1 ม.ค.-31 ธ.ค.2569

    ‘สแกมเมอร์กัมพูชา’ ฉุดเชื่อมั่นท่องเที่ยว ‘แอตต้า’ จี้รัฐเร่งยกระดับไทย ‘ศูนย์กลางความปลอดภัยอาเซียน’

    “คลัง”หวังกระตุ้นจีดีพี 0.04%

    นายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เปิดเผยว่า คาดการณ์ว่ามาตรการชุดนี้คาดว่าจะกระตุ้น GDP ในไตรมาสที่ 4 ได้ประมาณ 0.04% ซึ่งการคำนวณยังไม่รวมผลกระทบจากการจับจ่ายส่วนตัวที่เกิดขึ้นตามมา

    “การประเมิน 0.04% เป็นผลกระทบที่วัดเฉพาะส่วนของนิติบุคคล และการเร่งรัดการเบิกจ่าย (front load) เท่านั้น ยังไม่ได้รวมการใช้จ่ายส่วนตัวของบุคคลที่เดินทางไปกับบริษัทหรือส่วนราชการ ซึ่งคาดว่าจะช่วยกระตุ้นเม็ดเงินเพิ่มขึ้นได้อีก”

    ทั้งนี้ เมื่อรวมผลกระทบจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจก่อนหน้านี้ที่ผ่าน ครม. แล้ว ได้แก่ เงินประชารัฐและคนละครึ่ง พลัส ซึ่งคาดว่ากระตุ้น GDP ประมาณ 0.4% เมื่อรวมกับมาตรการล่าสุดจะส่งผลให้ GDP ถูกกระตุ้นรวม 0.44-0.45% โดยรัฐบาลจะสูญเสียรายได้จากการดำเนินนโยบายลดหย่อนภาษี 5,000 ล้านบาท

    อย่างไรก็ตาม กระทรวงการคลังมีเป้าหมายเมื่อนำนโยบายทั้ง 5 เสาหลักมาประกอบกัน จะกระตุ้น GDP ไตรมาสสุดท้ายได้ 1%

    ‘สแกมเมอร์กัมพูชา’ ฉุดเชื่อมั่นท่องเที่ยว ‘แอตต้า’ จี้รัฐเร่งยกระดับไทย ‘ศูนย์กลางความปลอดภัยอาเซียน’

    พิสูจน์อักษร….สุรีย์  ศิลาวงษ์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/business/business/1204165&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0bsG9ewIWCvEs_Zpe2dliZ

  • ‘ธรรมนัส’ นั่งหัวโต๊ะปราบค้ามนุษย์ ชี้ ‘จีนเทา’ เป็นภาษาเชิงลบ กระทบท่องเที่ยวซบเซา

    ‘ธรรมนัส’ นั่งหัวโต๊ะปราบค้ามนุษย์ ชี้ ‘จีนเทา’ เป็นภาษาเชิงลบ กระทบท่องเที่ยวซบเซา

    “ธรรมนัส” สั่งลุยแก้ค้ามนุษย์-สแกมเมอร์ หลังรัฐบาลประกาศวาระแห่งชาติ ย้ำอย่าให้การเมืองแทรกแซงการทำหน้าที่ พร้อมขอช่วยสื่อสารสร้างภาพลักษณ์ที่ดี ยกวลี “จีนเทา” ภาษาไม่ดี ส่งผลกระทบท่องเที่ยวซบเซา

    22 ตุลาคม 2568 – เวลา 10.00 น. ที่ห้องประชุม 301 ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล รอ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ (คณะกรรมการ ปคม.) ครั้งที่ 3/2568 โดยมีนายอัครา พรหมเผ่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ นายอรรถกร ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และคณะกรรมการ ปคม. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุม

    นางสาวอัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยผลการประชุมว่า ที่ประชุมได้พิจารณาวาระสำคัญ ประกอบด้วย การจัดระดับประเทศไทยในรายงานสถานการณ์การค้ามนุษย์ ประจำปี 2568 (2025 Trafficking in Persons Report: 2025 TIP Report) และการมอบหมายหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง การปรับปรุงแนวทางการขับเคลื่อนการดำเนินงานตามกลไกการส่งต่อระดับชาติ การปรับปรุงคำสั่งคณะอนุกรรมการที่เกี่ยวข้อง จำนวน 2 คณะ พร้อมทั้งมอบหมายให้ดำเนินการ ดังนี้

    1. ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการกำกับและติดตามการดำเนินงานป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ ดำเนินการจัดประชุมคณะอนุกรรมการเพื่อพิจารณาข้อเสนอแนะตามรายงานสถานการณ์การค้ามนุษย์ ประจำปี ค.ศ. 2025 (2025 Trafficking in Persons Report: 2025 TIP Report) ของกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐอเมริกานำไปสู่การปฏิบัติ และมอบให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำไปสู่การปฏิบัติ รวมถึงรายงานผลการดำเนินงานต่อไป

    2. มอบหมายทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องขับเคลื่อนการดำเนินงานและนำแนวทางการขับเคลื่อนการดำเนินงานตามกลไกการส่งต่อระดับชาติ (National Referral Mechanism: NRM) ฉบับปรับปรุง ไปใช้เป็นแนวทางในการดำเนินงานและมอบหมายให้คณะอนุกรรมการขับเคลื่อนกลไกการส่งต่อระดับชาติ ดำเนินการจัดทำคู่มือการปฏิบัติงานต่อไป และให้รายงานคณะกรรมการ ปคม. ทราบด้วย

    3. ให้กระทรวงการต่างประเทศศึกษากรณีประเทศอื่น ๆ เช่น ประเทศที่ได้รับการระดับในกลุ่ม Tier 1 ในรายงานสถานการณ์การค้ามนุษย์ ประจำปี ค.ศ. ๒๐๒๕ (2025 Trafficking in Persons Report: 2025 TIP Report) ของกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐอเมริกา เพื่อเป็นแนวทางสำหรับการดำเนินการของประเทศไทย
    4. ให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการปราบปรามการหลอกลวงทางออนไลน์ หรือสแกมเมอร์ (Scammer) อย่างจริงจัง เนื่องจากรัฐบาลได้ประกาศเป็นวาระแห่งชาติ เมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2568 โดยเฉพาะการป้องกันไม่ให้ประชาชนคนไทยถูกหลอกไปทำงานเป็นสแกมเมอร์

    รองโฆษกประจำสำนักนายกฯ กล่าวว่า ในที่ประชุมรอ.ธรรมนัสย้ำว่าตนเองได้รับมอบหมายให้รับผิดชอบกำกับดูแล และติดตามการดำเนินงานป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ภายใต้กรอบระยะเวลาที่มีอยู่ จะต้องทำทุกอย่างให้เป็นรูปธรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งการแก้ไขปัญหา ขอให้กรรมการทุกท่านร่วมกันขับเคลื่อน ทำงานไปด้วยกัน เพื่อให้สัมฤทธิ์ผล ตามข้อสั่งการของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี โดยเฉพาะอย่างยิ่งตามนโยบายที่ได้แถลงต่อรัฐสภา​ ทั้งเรื่องการป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์​ และการแก้ปัญหาแก๊งสแกมเมอร์เป็นวาระแห่งชาติของรัฐบาล เป็นวาระสำคัญที่ต้องเร่งแก้ไขปัญหาปราบปรามอย่างจริงจัง ซึ่งพี่น้องประชาชนไม่ควรตกเป็นเครื่องมือหรือตกเป็นเหยื่อ และไม่ควรนำประเด็นเรื่องการเมืองเข้ามาแทรกแซงการทำหน้าที่ ขอให้รัฐบาลช่วยกันสื่อสารเพื่อสร้างภาพลักษณ์ที่ดีต่อประเทศมหาอำนาจ ซึ่งมีบทบาทสำคัญด้านเศรษฐกิจ อย่างเช่น คำพูดที่ชอบใช้คำว่าจีนเทา ซึ่งเป็นวลีภาษาที่ไม่ดีส่งผลกระทบต่อภาคการท่องเที่ยวทำให้ซบเซา รวมถึงส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ไปยังประเทศจีน กระทบถึงภาคเศรษฐกิจร่วมด้วย หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องดำเนินการปราบปรามและเอาจริงเอาจังกับเรื่องนี้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/general-news/883083/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw017g-Puz9L9HJ0CnFWy38h

  • “นิปปอนเพนต์” ร่วมมือ “ททท.” “กทม.” ส่งพลังแห่งสีผ่านผลงานศิลปะ

    “นิปปอนเพนต์” ร่วมมือ “ททท.” “กทม.” ส่งพลังแห่งสีผ่านผลงานศิลปะ

    “นิปปอนเพนต์” จับมือกับ “ททท.” และ “กทม.” ร่วมสนับสนุนการจัดงานเทศกาลดีวาลีที่ใหญ่ที่สุดนอกประเทศอินเดียกับงาน “Amazing Thailand Grand Diwali Festival 2025” ส่งสีนวัตกรรมทาอาคารและสีจราจรเกรดคุณภาพร่วมรังสรรค์ “ผลงานศิลปะ” ที่ช่วยสะท้อนมรดกทางวัฒนธรรมของชาวอินเดียบนกำแพงและพื้นถนน (Art Wall และ Art Street) ถ่ายทอดผ่านแลนด์มาร์ก 8 จุดทั่วย่าน “พาหุรัด-คลองโอ่งอ่าง” ใช้พลังแห่งสีสันเพิ่มชีวิตชีวาให้เมืองอย่างยั่งยืน สร้างความสวยงามและคุณภาพชีวิตแก่ผู้คนในชุมชน พร้อมผลักดันเศรษฐกิจท่องเที่ยวให้กับย่านเก่าแก่ของกรุงเทพฯ

    คุณวัชระ ศิริฤทธิชัย General Manager บริษัท นิปปอนเพนต์ เดคโคเรทีฟ โคทติ้ง (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า นิปปอนเพนต์ ในฐานะผู้ผลิตและจัดจำหน่ายสีนวัตกรรมและยั่งยืนยอดขายอันดับ 1 ของเอเชีย และอันดับ 4 ของโลก ได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการจัดงานเทศกาลดีวาลี “Amazing Thailand Grand Diwali Festival 2025” ผ่านการสนับสนุนสีนวัตกรรมทาอาคารและสีจราจรเกรดคุณภาพสูงเพื่อนำไปใช้สร้างสรรค์ผลงานศิลปะบนกำแพงและบนพื้นถนน (Art Wall และ Art Street) ทั้งหมด 8 จุดแลนด์มาร์กในย่านพาหุรัด-คลองโอ่งอ่าง เพื่อให้สอดรับกับการจัดเทศกาลดีวาลีและยังช่วยฟื้นฟูความสวยงามให้กับย่านได้ในระยะยาว

    สำหรับเทศกาล “Amazing Thailand Grand Diwali Festival 2025” เป็นกิจกรรมเฉลิมฉลองที่จัดขึ้นโดย การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ร่วมกับ กรุงเทพมหานคร (กทม.) ระหว่างวันที่ 16-31 ตุลาคม 2568 บริเวณคลองโอ่งอ่าง-พาหุรัด หรือ “ลิตเติ้ล อินเดีย” มีเป้าหมายเพื่อผลักดันให้เทศกาลดีวาลี “เทศกาลแห่งแสงสว่าง” ตามประเพณีของชาวอินเดียที่มีมาอย่างยาวนาน กลายเป็นอีกหนึ่งเทศกาลสำคัญที่จะช่วยส่งเสริมด้านการท่องเที่ยวให้กับประเทศ พร้อมเชื่อมสัมพันธ์ระหว่างชนชาติ สร้างย่านดังกล่าวให้กลายเป็นแลนด์มาร์กวัฒนธรรมไทย-อินเดียแห่งแรกของไทย

    นิปปอนเพนต์ จึงให้ความร่วมมือกับภาครัฐในส่วนสำคัญของเทศกาลผ่านการสนับสนุนสีสำหรับสร้างความสวยงามให้กับย่านคลองโอ่งอ่าง-พาหุรัด เนรมิตแลนด์มาร์กงานศิลปะทั้งหมด 8 จุด แบ่งเป็นศิลปะบนกำแพง (Art Wall) 4 จุด ได้แก่ ตรอกทางเดินทะลุคลองโอ่งอ่าง, ผนังห้างฯ อินเดียเอ็มโพเรียม, อาคาร 3 คูหาข้างห้างฯ อินเดียเอ็มโพเรียม และ อาคารการไฟฟ้าเขตวัดเลียบ และศิลปะบนถนน (Art Street) 4 จุด ได้แก่ ถนนเชื่อมคลองโอ่งอ่าง, ทางม้าลายหน้าวัดซิกข์, ตรอกข้างห้างฯ อินเดียเอ็มโพเรียม และ เส้นนำทางในตลาดพาหุรัด โดยผลงานศิลปะในจุดต่างๆ จะสะท้อนถึงวิถีชีวิตคนในย่านพาหุรัด เช่น การค้าขายผ้า ตลาดผ้า วัดซิกข์ เทศกาลดีวาลี รวมถึงลวดลายมรดกทางวัฒนธรรมของชาวอินเดีย เช่น ลายดอกไม้ ลายเรขาคณิต ลายผ้าอินเดีย ลายรังโกลี ฯลฯ

    โดยนิปปอนเพนต์มีการสนับสนุนสีนวัตกรรมทั้งหมดรวม 4 ชนิดสำหรับกิจกรรมนี้ แบ่งเป็นสีนวัตกรรมทาอาคารเกรดอัลตร้าพรีเมียมเพื่อปรับใช้กับศิลปะบนกำแพง (Art Wall) ได้แก่ นิปปอนเพนต์ ควิก ซีลเลอร์ สีรองพื้นปูนอเนกประสงค์ เพิ่มความยึดเกาะดีเยี่ยม ไม่มีปัญหาสีลอกล่อน, นิปปอนเพนต์ เวเธอร์บอนด์ สีทาภายนอกเกรดอัลตร้าพรีเมียมสวยแกร่งยาวนาน 15 ปี+ และ นิปปอนเพนต์ อัลตร้า การ์ด นวัตกรรมฟิล์มใสปกป้องสีเพื่อให้สีบนอาคารทนทานยาวนานไม่ลอกล่อน 20 ปี+ ขณะที่ศิลปะบนถนน แบรนด์ได้ส่ง Nippon Paint Traffic Paint สีจราจรคุณภาพสูงที่มีคุณสมบัติให้สีชัดเจนและทนทานให้กับศิลปินได้ใช้งาน สีทั้งหมดถือเป็นสีนวัตกรรมคุณภาพสูงสุดที่นิปปอนเพนต์ตั้งใจคัดสรรเพื่อกิจกรรมครั้งนี้ โดยเล็งเห็นว่าความสวยงามสาธารณะควรคงอยู่คู่กับผู้คน ชุมชน สังคม และเมืองได้อย่างยั่งยืน

    “กิจกรรมการสนับสนุนสีเพื่อนำไปสร้างผลงานศิลปะ เพิ่มชีวิตชีวาให้กับย่านชุมชนพาหุรัด-คลองโอ่งอ่าง เป็นกิจกรรมที่สอดคล้องกับแนวคิดและวิสัยทัศน์ของนิปปอนเพนต์ที่เชื่อว่า ‘พลังของสี’ สามารถยกระดับคุณภาพชีวิตให้กับผู้คนไปจนถึงเมืองหรือระดับที่ใหญ่กว่านั้นได้ เนื่องจากสีบนผนังอาคารนั้นเป็นส่วนสำคัญในการสร้างเมืองที่สวยงาม สร้างความปลอดภัยให้กับเมืองด้วยสภาวะแวดล้อมที่ดีขึ้น ทำให้เมืองน่าอยู่สำหรับผู้อยู่อาศัยในชุมชน และเป็นแรงดึงดูดให้คนนอกย่านหรือนักท่องเที่ยวสนใจเข้ามาเยี่ยมเยือน” คุณวัชระกล่าว

    ทั้งนี้ โครงการเพื่อสังคม (CSR) ของนิปปอนเพนต์ทุกโครงการและจากทุกประเทศจะยึดแนวคิด “Colouring Lives” ซึ่งเป็นแนวคิดของแบรนด์ในระดับโลกที่มีหัวใจสำคัญ คือ โครงการเพื่อสังคมของนิปปอนเพนต์จะต้องสร้างผลกระทบเชิงบวก ‘ที่จับต้องได้จริง’ ให้กับชุมชน และมีความเชื่อมโยงกับแกนใดแกนหนึ่งจาก 3 แกน ได้แก่ Education (การศึกษา), Empowerment (การสร้างพลังให้ผู้คนและสังคม) และ Engagement (การมีส่วนร่วมระหว่างแบรนด์และผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง) ซึ่งกิจกรรมพลังแห่งสีที่ช่วยเนรมิตย่านพาหุรัด-คลองโอ่งอ่างและงานเทศกาล Amazing Thailand Grand Diwali Festival 2025 นับเป็นการสร้างการมีส่วนร่วมระหว่างแบรนด์กับชุมชน หรือ แกน Engagement ด้วยการสร้างความเป็นอยู่ที่ดีให้กับชุมชน และสร้างโอกาสให้ย่านการค้าเก่าแก่นี้ได้ยกระดับเพื่อสร้างเศรษฐกิจท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นอีกช่องทางหนึ่งในการทำรายได้ให้กับชุมชน

    สำหรับนักท่องเที่ยวที่สนใจชมผลงานศิลปะในย่านพาหุรัด-คลองโอ่งอ่างที่ให้สีสันสดชัดด้วยคุณภาพของสีนวัตกรรมนิปปอนเพนต์ สามารถตามรอยเยี่ยมชมภายในพื้นที่และถ่ายรูปคู่กับแลนด์มาร์กใหม่ของลิตเติ้ล อินเดียทั้ง 8 จุดได้แล้วตั้งแต่วันนี้ โดยมีความพิเศษในช่วงเ??ทศกาล Amazing Thailand Grand Diwali Festival 2025 ในวันที่ 16-31 ตุลาคม 2568 พื้นที่พาหุรัด-คลองโอ่งอ่างจะมีการประดับไฟอันวิจิตรที่น่าตื่นตาตื่นใจ ต้อนรับแสงใหม่ในชีวิตพร้อมเสริมความสำเร็จและโชคลาภตามความเชื่อของชาวอินเดียอีกด้วย


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ryt9.com/s/prg/12758972&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0kpOXFxyQ0Al6-TSZmDZYy

  • “ธรรมนัส” สั่งลุยปราบสแกมเมอร์ – ค้ามนุษย์ วอนหยุดใช้คำว่า “จีนเทา” หวั่นกระทบท่องเที่ยว

    “ธรรมนัส” สั่งลุยปราบสแกมเมอร์ – ค้ามนุษย์ วอนหยุดใช้คำว่า “จีนเทา” หวั่นกระทบท่องเที่ยว

    “ธรรมนัส” สั่งลุยปราบสแกมเมอร์ – ค้ามนุษย์ วอนหยุดใช้คำว่า “จีนเทา” หวั่นกระทบท่องเที่ยว

    “ธรรมนัส” นั่งหัวโต๊ะ ปคม. สั่งลุยปราบ “สแกมเมอร์-ค้ามนุษย์” จริงจัง พร้อมวอนสื่อสารเชิงบวกหยุดใช้คำว่า “จีนเทา” หวั่นกระทบภาพลักษณ์-เศรษฐกิจ

    วันที่ 22 ตุลาคม 2568 ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ (คณะกรรมการ ปคม.) โดยมีนายอัครา พรหมเผ่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ และนายอรรถกร ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เข้าร่วม

    นางสาวอัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมได้มีมติและข้อสั่งการสำคัญเพื่อแก้ไขปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติอย่างเร่งด่วน โดยเฉพาะประเด็นการยกระดับการป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ เพื่อให้สอดคล้องกับรายงานสถานการณ์การค้ามนุษย์ ประจำปี 2568 (2025 TIP Report) ของสหรัฐอเมริกา ซึ่งที่ประชุมได้มอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการปราบปรามสแกมเมอร์อย่างจริงจัง เน้นให้ทุกหน่วยงานดำเนินการปราบปรามการหลอกลวงทางออนไลน์ หรือ สแกมเมอร์ เนื่องจากรัฐบาลได้ประกาศเป็น วาระแห่งชาติ ป้องกันไม่ให้คนไทยถูกหลอกไปเป็นเหยื่อหรือเป็นเครื่องมือในการทำงานของแก๊งสแกมเมอร์

    นอกจากนี้ยังได้ขับเคลื่อนการแก้ปัญหาค้ามนุษย์ตาม TIP Report ดดยมอบหมายให้นายอัคราในฐานะประธานอนุกรรมการฯ จัดประชุมเพื่อพิจารณาข้อเสนอแนะตามรายงาน TIP Report ปี 2025 ของสหรัฐฯ และนำไปสู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อนำมาปรับใช้เป็นแนวทางสำหรับการดำเนินการของประเทศไทยกลับมาอยู่ในกลุ่ม Tier 1

    ขณะที่ ร.อ.ธรรมนัสกล่าวย้ำว่า ตนเองในฐานะผู้กำกับดูแลการดำเนินงานป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ ต้องทำทุกอย่างให้เป็นรูปธรรมภายใต้กรอบระยะเวลาที่มีอยู่ เพื่อให้สัมฤทธิ์ผลตามข้อสั่งการและนโยบายของนายกรัฐมนตรี และขอความร่วมมือทุกฝ่ายให้ช่วยกันสื่อสาร เพื่อสร้างภาพลักษณ์ที่ดีต่อประเทศ โดยเฉพาะการหยุดใช้คำว่า “จีนเทา” เนื่องจากเป็นวลีที่ส่งผลกระทบในทางลบต่อภาคการท่องเที่ยวที่กำลังฟื้นตัว รวมถึงกระทบต่อภาพลักษณ์และความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจกับประเทศจีน พร้อมย้ำว่า ไม่ควรนำประเด็นเรื่องการเมืองเข้ามาแทรกแซงการทำหน้าที่ปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2890685&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw06cg35NKDFuaEaPpXckOiO