Category: ท่องเที่ยว

  • หนักสุดในรอบปี! น้ำป่าจากเทือกเขาหลัก-เขาโตน หลากท่วมแหล่งท่องเที่ยว | เดลินิวส์

    หนักสุดในรอบปี! น้ำป่าจากเทือกเขาหลัก-เขาโตน หลากท่วมแหล่งท่องเที่ยว | เดลินิวส์

    หนักสุดในรอบปี! น้ำป่าจากเทือกเขาหลัก-เขาโตน หลากท่วมแหล่งท่องเที่ยว

    เกิดเหตุน้ำป่าจากเทือก เขาหลัก-เขาโตน ไหลหลากเข้าท่วมพื้นที่ชุมชนและแหล่งท่องเที่ยวเขาหลัก หมู่ที่ 7 ตำบลคึกคัก อำเภอตะกั่วป่า จังหวัดพังงา หลังมีฝนตกหนักต่อเนื่องตลอดทั้งคืนที่ผ่านมา ทางจังหวัดสั่งทุกหน่วยงานเร่งระบายน้ำออกจากพื้นที่แล้ว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5229047/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0T4GIxXdHcz2CneIOtS_eu

  • เขาหลักอ่วม! น้ำป่าไหลหลาก เข้าท่วมบ้านเรือนประชาชน ชุมชนแหล่งท่องเที่ยว หนักสุดรอบ 20 ปี

    เขาหลักอ่วม! น้ำป่าไหลหลาก เข้าท่วมบ้านเรือนประชาชน ชุมชนแหล่งท่องเที่ยว หนักสุดรอบ 20 ปี

    ภูมิภาค

    เขาหลักอ่วม! น้ำป่าไหลหลาก เข้าท่วมบ้านเรือนประชาชน ชุมชนแหล่งท่องเที่ยว หนักสุดรอบ 20 ปี

    วันพุธ ที่ 22 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 18.08 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    เมื่อวันที่ 22 ต.ค. 68 ผู้สื่อข่าวได้รับแจ้งจากทางคุณบรรวิชญ์ ยอดป้าน ประชาชนที่อาศัยอยู่ย่านเขาหลักว่าฝนที่ตกหนักต่อเนื่องส่งผลให้น้ำป่าจากเทือกเขาหลัก เขาโตน ไหลหลากเข้าท่วมบ้านเรือนประชาชน ชุมชนแหล่งท่องเที่ยวเขาหลัก นางทอง หมู่ที่ 7 ต.คึกคัก อ.ตะกั่วป่า จ.พังงา  ส่งผลกระทบต่อโรงแรม ร้านค้า และบ้านเรือนประชาชนเป็นวงกว้าง สถานการณ์ครั้งนี้ถูกประเมินว่ารุนแรงที่สุดในรอบ 20 ปี ถนนสายเพชรเกษมซึ่งเป็นเส้นทางหลักในการเดินทางระหว่างตะกั่วป่าและภูเก็ต ถูกน้ำท่วมสูงจนรถเล็กไม่สามารถสัญจรผ่านได้ในหลายช่วง 

    โดยขณะนี้ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เขาหลัก เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองอำเภอตะกั่วป่า เจ้าหน้าที่เทศบาลตำบลคึกคัก เจ้าหน้าที่กู้ภัย หน่วยที่เกี่ยวข้องต้องระดมกำลังเจ้าหน้าที่อำนวยความสะดวกให้กับประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากน้ำป่าไหลหลาก และเส้นทางถนนเพชรเกษมสายตะกั่วป่า อ.ท้ายเหมือง ที่ถูกน้ำท่วมขังเป็นระยะทางยาวบางช่วงรถเล็กไม่สามารถสัญจรไปมาได้สะดวก 

    ซึ่งทางจังหวัดพังงาได้สั่งการให้เร่งระบายน้ำออกจากพื้นที่ แต่เนื่องจากมีน้ำเหนือไหลลงมาสมทบอย่างต่อเนื่อง การระบายน้ำจึงเป็นไปอย่างล่าช้า ซึ่งขอให้ประชาชนที่อาศัยในพื้นที่เสี่ยงภัยเฝ้าระวังสถานการณ์อย่างใกล้ชิดตลอด 24 ชั่วโมง เนื่องจากกรมอุตุนิยมวิทยาได้พยากรณ์ว่าจะมีฝนตกหนักในพื้นที่ต่อไปอีกหลายวันจากอิทธิพลของพายุโซนร้อน “เฟิงเฉิน”ขอให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวในพื้นที่โปรดติดตามข้อมูลข่าวสารอย่างใกล้ชิดและปฏิบัติตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่อย่างเคร่งครัด
     

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/region/451477&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1gMtJwNhprCEY5e0QNaBm2

  • เชียงรายสตาร์ทไฮซีซัน! มาตรการ “เที่ยวดี มีคืน” คูณสิทธิ 1.5 เท่า ดันเงินสะพัดชุมชน

    เชียงรายสตาร์ทไฮซีซัน! มาตรการ “เที่ยวดี มีคืน” คูณสิทธิ 1.5 เท่า ดันเงินสะพัดชุมชน

    เชียงรายสตาร์ทไฮซีซัน “เที่ยวดี มีคืน” เมืองรองคูณ 1.5 เท่า เปิดเกมภาษี–MICE–รัฐเร่งเบิกจ่าย หนุนเงินสะพัดชุมชน

    เชียงราย, 22 ตุลาคม 2568 – เชียงรายยืนด่านหน้าฤดูท่องเที่ยวปลายปีอีกครั้ง. มาตรการ “เที่ยวดี มีคืน” ถูกเคาะโดย ครม. เพื่ออัดฉีดกำลังซื้อช่วง 29 ตุลาคม–15 ธันวาคม 2568. เมืองรองได้คูณสิทธิ 1.5 เท่า. ภาคธุรกิจสัมมนาในเชียงรายหักรายจ่ายได้ 2 เท่า. หน่วยงานรัฐถูกตั้ง KPI เร่งเบิกจ่ายอย่างน้อย 60% ภายในมกราคม 2569. สัญญาณทั้งหมดชี้ว่าเม็ดเงินกำลังมุ่งสู่ชุมชน. ผู้ประกอบการต้องพร้อมรับดีมานด์ และชุมชนต้องเป็นเจ้าบ้านที่ดี. มาตรการนี้มีเป้าหมายเป็น Quick Big Win เพื่อให้เศรษฐกิจหมุนทันเวลา. ข้อมูลหลักยืนยันจากหน่วยงานรัฐและสื่อสาธารณะหลากหลายแหล่ง

    โครงสร้างมาตรการ 5 คันเร่งหนุนดีมานด์–ซัพพลาย

    มาตรการของรัฐแบ่งเป็น 5 แกนหลัก. แกนแรกคือภาษีบุคคลธรรมดาสำหรับค่าที่พักและร้านอาหาร. วงเงินลดหย่อนตามจ่ายจริงไม่เกิน 20,000 บาท. เมืองรองได้คูณ 1.5 เท่า สูงสุด 30,000 บาท. 10,000 บาทแรกใช้ใบกำกับแบบกระดาษหรือ e-Tax ได้. ส่วน 10,000 บาทถัดไป ต้องเป็น e-Tax เท่านั้น. เงื่อนไขครอบคลุมผู้ประกอบการที่อยู่ในระบบ VAT. ส่วนค่าตั๋วเดินทางและของฝากไม่เข้าเกณฑ์. รายละเอียดออกโดยกรมสรรพากรในเอกสารทางการ

    แกนที่สองคือมาตรการภาษีนิติบุคคลด้าน MICE. จัดอบรมหรือสัมมนาในจังหวัดท่องเที่ยว “เมืองรอง” หักรายจ่ายได้ 2 เท่า. พื้นที่อื่นหักได้ 1.5 เท่า. นี่คือแรงจูงใจสำคัญให้บริษัทเลือกเชียงราย. แกนที่สามคือเร่งรัดการเบิกจ่ายภาครัฐ. เป้าหมายการใช้จ่ายฝึกอบรม–ประชุม–สัมมนา ปีงบ 2569 ไม่น้อยกว่า 60% ภายในมกราคม 2569. ทั้งหมดถูกสื่อสารโดยหน่วยงานสื่อสารภาครัฐ

    แกนที่สี่คือภาษีสนับสนุนการปรับปรุงโรงแรม. อนุญาตให้หักรายจ่ายการต่อเติม เปลี่ยนแปลง หรือขยายพื้นที่ได้ 2 เท่า. ช่วงเวลามาตรการคือ 29 ตุลาคม 2568 ถึง 31 มีนาคม 2569. แกนที่ห้าคือการขยายเวลาลดภาษีกิจการบันเทิงจาก 10% เหลือ 5% อีก 1 ปี. ช่วยเพิ่มสีสันท่องเที่ยวกลางคืนและกิจกรรมผ่อนคลาย

    ทำไม “เชียงราย” ได้เปรียบ

    เชียงรายคือเมืองปลายทางที่มีเอกลักษณ์. ภูมิประเทศหลากหลายและวัฒนธรรมเข้มข้น. โครงสร้างพื้นฐานท่องเที่ยวเติบโตต่อเนื่อง. ข้อมูลทางการระบุว่า ปี 2566 เชียงรายมีนักท่องเที่ยวกว่า 6.14 ล้านคน. รายได้ท่องเที่ยวทะลุ 46,000 ล้านบาท. ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนศักยภาพฐานลูกค้าจริง. หากผนวกแรงคูณภาษี 1.5 เท่า ดีมานด์ปลายปีนี้จึงมีโอกาสเร่งตัว. หน่วยงานรัฐในพื้นที่ยังยืนยันบทบาทเชียงรายในยุทธศาสตร์ท่องเที่ยว

    เมื่อพิจารณาจากนโยบายรัฐปัจจุบัน นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ในฐานะรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นผู้นำคณะขับเคลื่อนมาตรการเศรษฐกิจ. ความเคลื่อนไหวล่าสุดสะท้อนบทบาทเชิงรุกด้านการคลังในเวทีระหว่างประเทศและภายในประเทศ. สอดรับทิศทางนโยบายที่ต้องการผลเร็ว และกระจายโอกาสสู่เมืองรอง

    จาก “นโยบาย” สู่ “ชุมชน”

    นโยบายจะสำเร็จเมื่อกลไกหน้างานทำงานจริง. ภาพแรกคือครอบครัวจากกรุงเทพฯ. พวกเขาเลือกเชียงรายเพราะต้องการธรรมชาติและศิลปะ. สิทธิภาษีช่วยตัดสินใจเร็วขึ้น. โรงแรมในเมืองรองทำแพ็กเกจที่พักพร้อมอาหารท้องถิ่น. ร้านอาหารเตรียม e-Tax ครบถ้วนเพื่อลูกค้ายื่นภาษีได้ทันที. ทริปสั้นๆ เปลี่ยนเป็น 3 คืน. งบประมาณเฉลี่ยต่อทริปเพิ่ม. เงินกระจายสู่โชห่วยและรถสองแถวในชุมชน.

    ภาพต่อมาคือฝ่ายทรัพยากรบุคคลของบริษัทเอกชน. งบสัมมนาปลายปีถูกปรับแผนจากเมืองหลักไปสู่เชียงราย. แพ็กเกจห้องประชุมครึ่งวัน บวกกิจกรรมทีมบิลดิ้งกลางไร่ชา. บริษัทได้หักรายจ่าย 2 เท่า. โรงแรมมีอัตราเข้าพักสูงขึ้น. วิสาหกิจชุมชนได้รับงานจัดกิจกรรมกลางแจ้ง. ผู้ให้บริการท้องถิ่นมีรายได้เพิ่ม.

    ภาพสุดท้ายคือองค์การปกครองส่วนท้องถิ่น. งานอบรมบุคลากรย้ายมาจัดในพื้นที่ตัวเอง. โรงแรมขนาดกลางได้คิวเช่าเต็ม. ผู้ประกอบการรถตู้และร้านอาหารรับอานิสงส์. ระบบ e-Tax เตรียมพร้อม. เมื่อรวมกับ KPI เร่งเบิกจ่าย รายนัดหมายจึงเกิดขึ้นเร็วและถี่. สิ่งเหล่านี้ขับเคลื่อนตัวคูณทางเศรษฐกิจในระดับชุมชน.

    เงื่อนไขสำคัญที่ต้องรู้เล่นให้ถูกกติกา ได้สิทธิเต็มจำนวน

    ผู้มีเงินได้บุคคลธรรมดาต้องเก็บใบกำกับภาษีให้ครบถ้วน. 10,000 บาทแรก ใช้ใบกำกับแบบกระดาษหรือ e-Tax ได้. 10,000 บาทถัดไป ต้องเป็น e-Tax เท่านั้น. ค่าใช้จ่ายที่นำไปลดหย่อนได้ ครอบคลุมค่าที่พักและค่าบริการร้านอาหารในระบบ VAT. ค่าบริการนำเที่ยวของบริษัททัวร์ที่จดทะเบียนก็เข้าเกณฑ์. ส่วนค่าน้ำมัน ทางด่วน ตั๋วเครื่องบิน และของฝาก ไม่เข้าหลักเกณฑ์. ทั้งหมดอ้างอิงตามประกาศและอินโฟกราฟิกของหน่วยงานรัฐ

    นิติบุคคลที่จัดสัมมนาในเชียงราย สามารถหักรายจ่าย 2 เท่า. การวางแผนเอกสารภาษีจึงสำคัญยิ่ง. ฝ่ายบัญชีควรตรวจสอบข้อมูลผู้เสียภาษีบนใบกำกับ. โรงแรม ร้านอาหาร และผู้ให้บริการ ต้องออกเอกสารครบ. การเตรียมระบบ e-Tax ที่ไหลลื่นจะช่วยปิดการขาย. รัฐได้วางเงื่อนไขเวลาชัดเจน จึงควรดำเนินการให้ทันกรอบ

    โอกาสของผู้ประกอบการเชียงรายยกระดับสู่มาตรฐานและความยั่งยืน

    มาตรการปรับปรุงโรงแรม 2 เท่า เปิดโอกาสลงทุนระยะเร่งด่วน. ผู้ประกอบการควรโฟกัสงานที่ยกระดับประสบการณ์แขก. เช่น ปรับฟังก์ชันห้องพักเพื่อรองรับครอบครัว. พัฒนา Co-working zone สำหรับนักท่องเที่ยวทำงานไกล. ติดตั้งโซลาร์เพื่อลดต้นทุนพลังงานระยะยาว. โรงแรมควรเพิ่มระบบจองตรงพร้อม e-Tax อัตโนมัติ. เมื่อรวมกับส่วนลดภาษีฝั่งลูกค้า ความน่าสนใจจะยิ่งเพิ่ม

    ภาคบันเทิงและกิจกรรมกลางคืนได้แรงหนุนจากการลดภาษีเหลือ 5%. ผู้ประกอบการผับ บาร์ และโชว์พื้นเมืองควรจัดตารางการแสดงรองรับไฮซีซัน. ควรประสานงานกับชุมชนเรื่องเสียงและความปลอดภัย. ความสมดุลระหว่างเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตคือหัวใจ. หากบริหารดี เมืองจะ “เที่ยวได้ทั้งปี” อย่างเป็นรูปธรรม

    เชียงรายมีฐานแข็ง พร้อมสปริงตัว

    ตัวเลขปี 2566 สะท้อนศักยภาพหลักของจังหวัด. นักท่องเที่ยวรวมกว่า 6.14 ล้านคน. รายได้สูงกว่า 46,000 ล้านบาท. อัตราฟื้นตัวหลังวิกฤตเป็นไปอย่างมั่นคง. แนวโน้มปี 2567 ภาคบริการยังขยายตัวเด่น. ปัจจัยคือการกลับมาของกิจกรรมและการเชื่อมโยงคมนาคม. เม็ดเงินท่องเที่ยวช่วยดันค้าปลีกและภาษีมูลค่าเพิ่ม. เมื่อผนวกมาตรการ “เที่ยวดี มีคืน” โอกาสจึงชัดเจน

    ข้อมูลระดับประเทศยังชี้ว่าดีมานด์ท่องเที่ยวภายในและต่างประเทศอยู่ในเกณฑ์ดี. นักท่องเที่ยวต่างชาติและไทยเที่ยวไทยยังเป็นเสาหลัก. ภาคเหนือได้แรงขับจากเมืองรองที่เติบโต. เชียงรายได้ประโยชน์จากเทรนด์นี้โดยตรง. ผู้เล่นท้องถิ่นจึงควรวางกลยุทธ์ “ยืดเวลาพำนัก” และ “เพิ่มมูลค่าต่อทริป”

    แผนปฏิบัติสำหรับ 8 สัปดาห์ทอง

    สัปดาห์ที่ 1–2: โรงแรมจัดแพ็กเกจ “เมืองรอง 1.5 เท่า”. รวมห้องพัก อาหารเช้า เมนูท้องถิ่น และกิจกรรมชุมชน. ออก e-Tax ได้ทันที. ทำสื่อสั้น 15 วินาที เน้นคีย์เวิร์ด “หักภาษีเพิ่มได้”.
    สัปดาห์ที่ 3–4: เจาะตลาดองค์กร. เสนอห้องประชุมครึ่งวันพร้อมทีมบิลดิ้ง. จับมือวิสาหกิจชุมชนทำเวิร์กช็อปชา กาแฟ หรืองานคราฟต์. ระบุสิทธิ “หัก 2 เท่า” ให้ชัดเจน.
    สัปดาห์ที่ 5–6: จัด “เทศกาลอาหารชุมชน”. โปรโมตผ่านเพจท้องถิ่นและพาร์ตเนอร์ OTA. ทุกบูธออก e-Tax ได้. เชื่อมแผนที่เดินเที่ยวในระยะ 1 กิโลเมตร.
    สัปดาห์ที่ 7–8: ผลักดันตลาดครอบครัวและสายสุขภาพ. นำเสนอสปาและออนเซ็นธรรมชาติ. สร้างโปรแกรม “เดินป่าเบาๆ” กับไกด์ชุมชน. ปิดแคมเปญด้วยคอนเสิร์ตท้องถิ่นภายใต้กติกาความปลอดภัย.

    เจ้าบ้านที่ดีและกระบอกเสียงที่เชื่อถือได้

    ททท. เน้นบทบาท “เจ้าบ้านที่ดี” อย่างต่อเนื่อง. การต้อนรับที่อบอุ่นสร้างประสบการณ์และการกลับมา. ชุมชนควรจัดทำลิสต์แหล่งท่องเที่ยวที่รับผิดชอบ. สื่อท้องถิ่นช่วยคัดกรองข้อมูลที่ถูกต้อง. ผู้ประกอบการควรทำคู่มือ “ใช้สิทธิอย่างไร” แจกลูกค้า. เมื่อข้อมูลครบถ้วน นักท่องเที่ยวจะมั่นใจและใช้สิทธิได้จริง

    คำกล่าวจากภาครัฐ ทิศทาง–เป้าหมาย–กลไก

    ปลัดกระทรวงการคลัง แถลงหลัง ครม. มีมติว่า มาตรการชุดนี้ตั้งเป้ากระตุ้นเศรษฐกิจสั้น และเพิ่มขีดความสามารถระยะยาว. นโยบายเน้นการกระจายพื้นที่ โดยโฟกัสเมืองรอง. โครงสร้างภาษีถูกออกแบบให้จูงใจทุกภาคส่วน. ภาครัฐย้ำกรอบเวลาชัดเจน และย้ำการใช้ e-Tax เพื่อความโปร่งใส. สาระสำคัญถูกสื่อสารผ่านสื่อสาธารณะและเอกสารทางการ

    ในมุมการคลังระดับนโยบาย บทบาทรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังมีความสำคัญ. ท่าทีเชิงรุกในเวทีระหว่างประเทศย้ำความพร้อมด้านเสถียรภาพ. นี่คือบริบทที่หนุนความเชื่อมั่นนักท่องเที่ยวและนักลงทุน. ความมั่นใจคือหัวใจของการใช้จ่ายปลายปี

    ความเสี่ยงที่ต้องบริหาร เอกสาร–ดีมานด์–สมดุลชุมชน

    ความเสี่ยงแรกคือเอกสารภาษีไม่ครบ. ผู้ประกอบการต้องกำกับคุณภาพใบกำกับ. ลูกค้าต้องตรวจชื่อ เลขประจำตัวผู้เสียภาษี และวันที่จ่าย. ความเสี่ยงที่สองคือดีมานด์กระจุกในสุดสัปดาห์. โรงแรมควรกระจายโปรโมชันไปวันธรรมดา. เสนอสิทธิพิเศษสำหรับ “สัปดาห์ทำงานยืดหยุ่น”. ความเสี่ยงที่สามคือผลกระทบชุมชนจากการท่องเที่ยวหนาแน่น. ควรจัดการเรื่องเสียงและขยะ. สร้างกติกา “ท่องเที่ยวรับผิดชอบ” ในทุกกิจกรรม.

    หน้าต่างเวลาสั้น แต่ผลลัพธ์ยาว

    เชียงรายมีฐานท่องเที่ยวแข็งแรงและชุมชนเข้มแข็ง. มาตรการ “เที่ยวดี มีคืน” เติมเชื้อไฟฝั่งดีมานด์. มาตรการภาษี MICE และ KPI เบิกจ่ายภาครัฐ ช่วยย้ำความแน่นอน. ซัพพลายที่ยกระดับมาตรฐานจะรับโอกาสได้เต็มที่. หากทุกฟันเฟืองเดินพร้อมกัน เงินจะหมุนสู่ร้านเล็ก ร้านใหญ่ และครัวเรือน. หน้าต่างเวลา 29 ตุลาคม–15 ธันวาคม 2568 จึงสำคัญยิ่ง. ผู้เกี่ยวข้องควรลงมือทันที. ทำให้สิทธิถูกใช้จริง ทำให้ประสบการณ์ดีจริง. แล้วผลลัพธ์ระยะยาวจะตกผลึกเป็นความเชื่อมั่นต่อแบรนด์ “เชียงราย” ทั้งปี.

    เช็กลิสต์ “ใช้สิทธิอย่างมืออาชีพ”

    1. วางแผนเดินทางให้ตรงกรอบเวลา.
    2. เลือกผู้ประกอบการที่อยู่ในระบบ VAT.
    3. เก็บใบกำกับภาษีครบถ้วน โดยเฉพาะ e-Tax ส่วนเกิน 10,000 บาท.
    4. หากเป็นองค์กร ให้ขอใบเสนอราคาและเอกสารภาษีที่สอดคล้อง.
    5. ใช้สิทธิเมืองรองคูณ 1.5 เท่าให้คุ้ม.
    6. ยื่นแบบภาษีช่วง ก.พ.–มี.ค. 2569 พร้อมแนบหลักฐาน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://nakornchiangrainews.com/chiang-rai-tax-break-mice-tourism/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0gyFWnVRtcPcj48nQnNw6o

  • เจาะมาตรการ “เที่ยวดี มีคืน” ลดหย่อนภาษี 30,000 บาท บุคคล-นิติบุคคล

    เจาะมาตรการ “เที่ยวดี มีคืน” ลดหย่อนภาษี 30,000 บาท บุคคล-นิติบุคคล

    รัฐบาลอัดมาตรการท่องเที่ยว เร่งเครื่องก่อนช่วงไฮซีซั่น ทั้งมาตรการลดหย่อนภาษีสำหรับบุคคลธรรมดาและนิติบุคคล การเร่งรัดการเบิกจ่ายค่าใช้จ่ายด้านฝึกอบรม ประชุม และสัมมนาของภาครัฐ ขยายระยะเวลาการปรับลดอัตราภาษีสำหรับกิจการบันเทิงหรือหย่อนใจ และมาตรการภาษีเพื่อสนับสนุนการปรับปรุงโรงแรมที่พัก

    1. มาตรการ ‘เที่ยวดี มีคืน’ ลดหย่อนภาษีบุคคลธรรมดา สูงสุด 3 หมื่นบาท

    มาตรการภาษีสำหรับบุคคลธรรมดา โดยบุคคลธรรมดาสามารถลดหย่อนค่าที่พักและค่าบริการของร้านอาหารได้ ไม่เกิน 20,000 บาท โดยแบ่งเป็น

    • 10,000 บาทแรก ต้องมีหลักฐานเป็นใบกำกับภาษีแบบกระดาษ/ e-Tax Invoice
    • 10,000 บาทถัดไป ต้องใช้ e-Tax Invoice เท่านั้น

    เงื่อนไขการลดหย่อน สำหรับเมืองรอง vs. นอกจากเมืองรอง:

    • เมืองรองได้ 1.5 เท่า (หักลดหย่อนตามจำนวนที่จ่ายจริง สูงสุดไม่เกิน 30,000 บาท)
    • นอกจากเมืองรองได้ 1 เท่า (หักลดหย่อนตามจำนวนที่จ่ายจริง สูงสุดไม่เกิน 20,000 บาท)

    ระยะเวลาโครงการ: เริ่มตั้งแต่วันที่ 29 ตุลาคม ถึงวันที่ 15 ธันวาคม 2568

    ผู้ใช้สิทธิ: บุคคลธรรมดาผู้มีเงินได้ แต่ไม่รวมถึงห้างหุ้นส่วนสามัญหรือคณะบุคคลที่มิใช่นิติบุคคล

    ค่าใช้จ่ายที่ใช้สิทธิได้: ค่าที่พักในโรงแรม ค่าที่พักโฮมสเตย์ไทย และค่าที่พักในสถานที่พักที่ไม่เป็นโรงแรม และค่าบริการของร้านอาหารตามจำนวนที่จ่ายจริงให้แก่ผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม

    2. ‘เที่ยวดี มีคืน’ ลดหย่อนภาษีสำหรับ บริษัท/ห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล

    มาตรการภาษีสำหรับ บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล โดยสามารถลดหย่อนค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องในการจัดอบรมสัมมนาภายในประเทศ

    ระยะเวลาโครงการ : เริ่มตั้งแต่วันที่ 29 ตุลาคม ถึงวันที่ 15 ธันวาคม 2568

    ผู้ใช้สิทธิ : บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล

    เงื่อนไข เมืองรอง vs. นอกจากเมืองรอง :

    • เมืองรอง หักรายจ่ายตามที่จ่ายจริงได้ 2 เท่า
    • นอกจากเมืองรอง หักรายจ่ายตามที่จ่ายจริงได้ 1.5 เท่า

    หมายเหตุ: ต้องใช้ e-Tax Invoice เท่านั้น เว้นค่าขนส่ง แต่ต้องมี e-Receipt

    ค่าใช้จ่ายที่ใช้สิทธิได้ :

    • รายจ่ายสำหรับการจัดสัมมนา ประกอบด้วย รายจ่ายค่าห้องสัมมนา ค่าห้องพัก ค่าขนส่ง หรือรายจ่ายอื่นที่เกี่ยวข้องกับการอบรมสัมมนาภายในประเทศที่จัดให้แก่ลูกจ้าง และค่าบริการของผู้ประกอบธุรกิจนำเที่ยว
    • กรณีที่การจัดอบรมสัมมนาครั้งหนึ่งๆ เกิดขึ้นในท้องที่เมืองรองและเมืองอื่นต่อเนื่องกัน ให้หักรายจ่ายที่สามารถแยกได้โดยชัดแจ้งว่าเกิดขึ้นในท้องที่ใด และให้หักรายจ่ายที่ไม่สามารถแยกได้โดยชัดแจ้งว่าเกิดขึ้นในท้องที่ใดได้ 1.5 เท่าของรายจ่ายตามที่จ่ายจริง

    3. มาตรการภาษีเพื่อสนับสนุนการปรับปรุงโรงแรมที่พัก

    มาตรการหักรายจ่ายการต่อเติม เปลี่ยนแปลง ขยายออก หรือทำให้ดีขึ้นซึ่งทรัพย์สินที่เกี่ยวเนื่องกับกิจการ (โดยไม่ใช่เป็นการซ่อมแซมให้คงสภาพเดิม) 2 เท่า ของรายจ่ายตามที่จ่ายจริง

    ระยะเวลา : 29 ตุลาคม 2568 – 31 มีนาคม 2569

    ผู้ใช้สิทธิ : บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ประกอบกิจการโรงแรม

    หมายเหตุ : สำหรับทรัพย์สิน ที่เกี่ยวเนื่องกับกิจการ ประกอบด้วย
    (1) อาคารถาวรที่มีไว้ใช้ในการประกอบกิจการโรงแรม
    (2) เครื่องตกแต่งหรือเฟอร์นิเจอร์ที่เป็นส่วนประกอบและยึดติดกับอาคารตาม (1) เป็นการถาวร

    ทั้งนี้ ให้หักรายจ่ายเท่าแรกเป็นค่าสึกหรอและค่าเสื่อมราคาของทรัพย์สินตามปกติ และทยอยหักรายจ่ายเท่าที่ 2 เป็นระยะเวลา 20 รอบระยะเวลาบัญชีในจำนวนที่เท่ากันทุกปี โดยเริ่มตั้งแต่รอบระยะเวลาบัญชีที่ได้เริ่มหักค่าสึกหรอและค่าเสื่อมราคาของทรัพย์สิน

    นอกจากนี้ รัฐบาลได้เตรียมแหล่งเงินสำหรับรองรับการปรับปรุงโรงแรมที่พัก โดยธนาคารออมสิน ซึ่งอยู่ระหว่างเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาต่อไป

    4. ลดอัตราภาษีกิจกรรมบันเทิง-หย่อนใจ

    มาตรการขยายระยะเวลาการปรับลดอัตราภาษีสำหรับกิจการบันเทิงหรือหย่อนใจ ประเภทที่ 17.01 จาก 10% เป็น 5% ออกไปอีก 1 ปี

    ระยะเวลา : 1 มกราคม – 31 ธันวาคม 2569

    ผู้ใช้สิทธิ : กิจการบันเทิงหรือหย่อนใจ ประเภทที่ 17.01 อาทิ ไนต์คลับ ดิสโกเทค ผับ บาร์ ค็อกเทลเลาจน์ เป็นต้น

    ขยายเวลาปรับลดอัตราภาษีตามมูลค่าจาก 10% เป็น 5% ออกไปอีก 1 ปี โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2569 สำหรับ

    ทั้งนี้ กระทรวงการคลังโดยกรมสรรพสามิตได้มีการบูรณาการร่วมมือกรมการปกครองให้นำผู้ประกอบการมาจดทะเบียนสถานประกอบการเพื่อขยายฐานภาษีสรรพสามิตต่อไป


    สรุป มาตรการ ‘เที่ยวดี มีคืน’ ลดหย่อนภาษี ปี 2568 บุคคล-นิติบุคคล 1 สรุป มาตรการ ‘เที่ยวดี มีคืน’ ลดหย่อนภาษี ปี 2568 บุคคล-นิติบุคคล 2 สรุป มาตรการ ‘เที่ยวดี มีคืน’ ลดหย่อนภาษี ปี 2568 บุคคล-นิติบุคคล 3 สรุป มาตรการ ‘เที่ยวดี มีคืน’ ลดหย่อนภาษี ปี 2568 บุคคล-นิติบุคคล 4

    ภาพประกอบ: กันยกร กาญจนวิไล

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/travel-tax-deduction-summary/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw38QBsLVGHTcXP7uLupmAF5

  • ตำรวจท่องเที่ยวลุยปราบไกด์เถื่อน รวบชาวจีนหน้าวัดพระแก้ว คาดโทษ 2 ข้อหา

    ตำรวจท่องเที่ยวลุยปราบไกด์เถื่อน รวบชาวจีนหน้าวัดพระแก้ว คาดโทษ 2 ข้อหา

    วานนี้ (22 ตุลาคม) พล.ต.ท. ศักย์ศิรา เผือกอ่ำ ผู้บัญชาการตำรวจท่องเที่ยว (ผบช.ทท.) ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ตำรวจกองกำกับการสืบสวน กองบัญชาการตำรวจท่องเที่ยว (บช.ทท.) นำโดย พ.ต.อ. แมน รถทอง ผู้กำกับการสืบสวน และ พ.ต.ท. ปิยะพงษ์ บุขุนทศ สารวัตรกองกำกับการสืบสวน พร้อมกำลัง ดำเนินมาตรการกวาดล้างอาชญากรรม 10 กลุ่มต้องห้าม โดยมุ่งเป้าไปที่กลุ่มไกด์เถื่อน และ ทัวร์เถื่อน อย่างเข้มงวด เพื่อรักษาความปลอดภัยและดูแลนักท่องเที่ยวในช่วงฤดูท่องเที่ยว (ไฮซีซั่น)

    ล่าสุด ชุดสืบสวนตำรวจท่องเที่ยวได้สนธิกำลังเข้าจับกุม Zhang Daqing อายุ 40 ปี สัญชาติจีน ซึ่งลักลอบทำหน้าที่มัคคุเทศก์ (ไกด์เถื่อน) ในแหล่งท่องเที่ยวสำคัญ โดยการจับกุมเกิดขึ้นบริเวณหน้าวัดพระศรีรัตนศาสดารามขณะที่ผู้ต้องหานำนักท่องเที่ยวเข้าชมวัด

    เจ้าหน้าที่ชุดสืบสวนได้รับแจ้งเบาะแสว่า มีกลุ่มชาวจีนลักลอบทำหน้าที่มัคคุเทศก์บริเวณโรงแรมแห่งหนึ่งย่านรัชดา จึงได้ลงพื้นที่เฝ้าติดตามพฤติกรรมอย่างใกล้ชิด และพบเห็น Zhang Daqing มีพฤติกรรมต้องสงสัย โดยมีการตรวจเช็คจำนวนนักท่องเที่ยวและนำขึ้นรถบัสนำเที่ยว จากนั้นรถบัสได้มุ่งหน้ามายังวัดพระแก้วฯ

    ระหว่างเส้นทาง เจ้าหน้าที่สะกดรอยติดตามอย่างใกล้ชิด และพบว่า Zhang ได้ใช้ไมโครโฟนบรรยายให้ความรู้แก่นักท่องเที่ยวภายในรถบัส เมื่อมาถึงจุดรับส่งหน้าวัดพระแก้วฯ ผู้ต้องหาได้ถือธงนำนักท่องเที่ยวเดินเข้าเที่ยวชมวัดผ่านอุโมงค์ประตู 2 เข้าประตูมณีนพรัตน์

    หลังจากส่งนักท่องเที่ยวเข้าวัดพระแก้วฯ แล้ว Zhang ได้ออกมาแสดงตัวยืนรออยู่ที่บริเวณหน้าประตูวิเศษไชยศรี เจ้าหน้าที่ชุดจับกุมจึงได้แสดงตัวเข้าตรวจสอบและแจ้งข้อกล่าวหา ณ บริเวณดังกล่าว

    เจ้าหน้าที่ได้แจ้งข้อกล่าวหาต่อ Zhang Daqing จำนวน 2 ข้อหา ได้แก่
    1. ทำหน้าที่มัคคุเทศก์ โดยไม่ได้รับอนุญาตจากนายทะเบียนฯ
    2. เป็นคนต่างด้าวทำงานโดยไม่มีใบอนุญาตทำงานหรือทำงานนอกเหนือสิทธิ์ที่จะทำได้ฯ

    จากนั้นได้นำตัวผู้ต้องหาส่งพนักงานสอบสวน สถานีตำรวจนครบาลชนะสงคราม เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

    กองบัญชาการตำรวจท่องเที่ยวฝากประชาสัมพันธ์ถึงประชาชนและนักท่องเที่ยว หากพบเห็นการกระทำความผิดของกลุ่มคนชาวต่างชาติในลักษณะดังกล่าว โปรดแจ้งมายังตำรวจท่องเที่ยวเพื่อเข้าตรวจสอบ เนื่องจาก อาชีพมัคคุเทศก์เป็นอาชีพสงวนสำหรับคนไทยเท่านั้น หากมีข้อสงสัยสามารถสอบถามได้ที่ สายด่วนตำรวจท่องเที่ยว 1155 หรือผ่านทางแอปพลิเคชัน Thailand Tourist Police ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

    TAGS:  


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/tourist-police-nab-illegal-guide/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1sQwLGWST4S9WEHdPnoQct

  • DSI ร่วมสางปัญหา ‘ทุนนอมินีต่างชาติ’ ถือครองที่ดินแหล่งท่องเที่ยว จ.สุราษฎร์ธานี | เดลินิวส์

    DSI ร่วมสางปัญหา ‘ทุนนอมินีต่างชาติ’ ถือครองที่ดินแหล่งท่องเที่ยว จ.สุราษฎร์ธานี | เดลินิวส์

    เมื่อวันที่ 22 ต.ค. ที่ห้องประชุมศูนย์ดำรงธรรม จ.สุราษฎร์ธานี พ.ต.ท.ชาญชัย ลิขิตคันทะสร ผอ.กองคดีความมั่นคง กรมสอบสวนคดีพิเศษ เข้าพบและหารือร่วมกับนายบันดาล สถิรชวาล รอง ผวจ.สุราษฎร์ธานี / หัวหน้าคณะทำงานชุดเฉพาะกิจเพื่อป้องกันและปราบปรามการกระทำผิด กรณีบุคคลต่างด้าวเข้ามาในราชอาณาจักรเพื่อประกอบธุรกิจหรือดำเนินกิจกรรมต่างๆ ผิดกฎหมาย จ.สุราษฎร์ธานี โดยมีนายกอบ ทวนดำ หัวหน้าสำนักงานพาณิชย์ จ.สุราษฎร์ธานี และ นายมนูญกฤช ทองขโชค ที่ดินจังหวัดสุราษฎร์ธานี เข้าร่วมหารือด้วย

    ในที่ประชุม ได้มีการหารือเกี่ยวกับสถานการณ์การจดทะเบียนบริษัทนิติบุคคล และแนวทางปฏิบัติในการให้อนุญาต การตรวจสอบหุ้นส่วน และที่มาของรายได้ การจดทะเบียนนิติกรรมในที่ดิน การตรวจสอบการเสียภาษีของบริษัทนิติบุคคล นอกจากนั้นยังได้มีการพูดคุยถึงขั้นตอนการออกใบอนุญาตก่อสร้าง ซึ่งเกี่ยวกับเรื่องนี้ ได้มีการพูดคุยถึงปัญหาอุปสรรค เนื่องจากเป็นอำนาจของท้องถิ่น และที่ผ่านมายังขาดการตรวจสอบที่เข้มงวดจากหน่วยงานอื่น

    โดยเรื่องนี้ นายบันดาล ได้แจ้งว่า ในช่วงปีงบประมาณ 67-68 คณะทำงานแก้ไขปัญหาการบุกรุกที่ดินของรัฐ ทำลายทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในพื้นที่ภาค 4 โดย กอ.รมน.ภาค 4 ได้บูรณาการหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าตรวจสอบ และพบผู้กระทำผิดที่ฝ่าฝืนกฎหมายในหลาย พ.ร.บ. เช่น ก่อสร้าง, โรงแรม, สิ่งแวดล้อม และการประกอบธุรกิจของบุคคลต่างด้าว และทราบว่าล่าสุดได้มีการแจ้งความร้องทุกข์และดำเนินคดีไปจำนวนหนึ่งแล้ว จนกระทั่งมาพบว่า ปัญหาการถือครองที่ดินของชาวต่างชาติโดยใช้นอมินีชาวไทย ได้ขยายตัวเป็นวงกว้าง อย่างที่ปรากฏเป็นข่าวทางสื่อมวลชน

    อย่างไรก็ตามภายหลังการหารือร่วมกัน นายบันดาล กล่าวว่า นับว่าเป็นโอกาสดีที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ได้มองเห็นความสำคัญของการแก้ปัญหาการถือครองที่ดินและการใช้นอมินี เนื่องจากขณะนี้ได้กลายเป็นกระแสต่อต้านชาวต่างชาติบางประเทศไปแล้ว ซึ่งหาเราปล่อยไว้ก็จะส่งผลเสียต่อการท่องเที่ยวของจังหวัด และประเทศ การหารือครั้งนี้เป็นการทำงานที่ยกระดับไปอีกขั้นหนึ่ง จากที่ผ่านมาทางจังหวัดใช้บุคลากรเฉพาะภายในจังหวัด ทำให้การทำงานล่าช้าไปบ้าง

    การหารือในครั้งนี้ ได้มุ่งเน้นไปในเรื่องความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ที่มาจากการประกอบธุรกิจของชาวต่างด้าวที่ใช้นอมินีชาวไทย โดยดีเอสไอ จะเข้ามาร่วมบูรณาการใน 3 ด้าน คือ ข้อมูลการจดทะเบียนจัดตั้งบริษัทนิติบุคคล, การถือครองที่ดินของชาวต่างชาติ และ ระบบภาษีรวมถึงเส้นเงินต่างๆ ซึ่งทางจังหวัดพร้อมให้การสนันสนุนข้อมูลอย่างเต็มที่เพื่อให้การแก้ไขปัญหา รวมถึงกวาดล้างผู้กระทำผิด แม้จะไม่สามารถแก้ไขได้ทั้งหมดในคราวเดียวกัน แต่อย่างน้อยก็ช่วยยับยั้งไม่ให้เกิดขึ้นอีกในอนาคตข้างหน้า

    ขณะที่ พ.ต.ท.ชาญชัย กล่าวว่า การถือครองที่ดิน อสังหาริมทรัพย์ เป็นหนึ่งในเรื่องของภัยความมั่นคงโดยเฉพาะอย่างยิ่งการที่ถือครองโดยชาวต่างชาติ ซึ่งจะต่อเนื่องกับการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าวด้วย นโยบายที่สำคัญของ พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เห็นว่า การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว เป็นหนึ่งในมิติของความมั่นคงทางเศรษฐกิจและสังคม และการกระทำผิดที่เป็นเครือข่าย ด้วยการใช้นอมินี มีลักษณะเป็นคดีพิเศษ จึงได้มอบหมาย พ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ มอบหมายให้ กองคดีความมั่นคง เข้าร่วมบูรณาการกับจังหวัดสุราษฎร์ธานี ในการปราบปรามและแก้ไขปัญหา

    ก่อนหน้านี้ เจ้าหน้าที่สืบสวนได้ดำเนินการสืบสวนรวบรวมข้อมูลมาระยะหนึ่งแล้วและพบประเด็นสำคัญ ที่อยู่ระหว่างการวินิจฉัยว่าเข้าข่ายคดีพิเศษที่อยู่ในความรับผิดชอบของดีเอสไอหรือไม่ ซึ่งการหารือครั้งนี้ทำให้สามารถเชื่อมโยงข้อมูลได้มากขึ้น นอกจากนั้นการหารือ ได้วางแนวทางป้องกันทางระบบ เพื่อตัดต้นตอของปัญหา ดีกว่าจะไปไล่ปราบปรามในสิ่งที่เกิดขึ้นแล้ว โดยในส่วนของกระทรวงยุติธรรม จะร่วมบูรณาการกับทางจังหวัดเพื่อให้การแก้ปัญหาเป็นรูปธรรมและรวดเร็วยิ่งขึ้น และหากแนวทางที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ กำลังดำเนินการร่วมกับจังหวัดสุราษฎร์ธานีสำเร็จ ก็จะใช้เป็นโมเดลในการปราบปรามและแก้ปัญหาในพื้นที่อื่นๆ ต่อไป” พ.ต.ท.ชาญชัย กล่าว

    พ.ต.ท.ชาญชัย กล่าวด้วยว่า ขณะนี้ดีเอสไอมีข้อมูลที่เชื่อว่าจะเข้าข่ายความผิดในคดีความมั่นคง ซึ่งเป็นอำนาจสอบสวนของดีเอสไอ การเข้าหารือประสานข้อมูล และพบว่า บริษัทเป้าหมายเป็นนิติบุคคลที่จัดตั้งขึ้นเพื่อจัดหาที่ดิน แล้วมีการให้คนต่างชาติมาเช่าหรือซื้อด้วยการซ้อนนิติบุคคลที่มีมากกว่า 1 แห่ง.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5228805/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1kUyvEQ7V8IEVXsnwLEATT

  • เปิดภาพ ‘น้ำท่วมเขาหลัก จ.พังงา’ น้ำป่าทะลักกลางแหล่งท่องเที่ยว

    เปิดภาพ ‘น้ำท่วมเขาหลัก จ.พังงา’ น้ำป่าทะลักกลางแหล่งท่องเที่ยว

    เปิดภาพ ‘น้ำท่วมเขาหลัก จ.พังงา’ น้ำป่าทะลักกลางแหล่งท่องเที่ยว

    สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดพังงา (ปภ.พังงา) เปิดเผยว่า วันที่ 22 ตุลาคม 2568 เกิดฝนตกหนักต่อเนื่องในพื้นที่ บ้านบางหาโอน หมู่ 7 ต.คึกคัก อ.ตะกั่วป่า จ.พังงา

    เปิดภาพ 'น้ำท่วมเขาหลัก จ.พังงา' น้ำป่าทะลักกลางแหล่งท่องเที่ยว

    ส่งผลให้เกิด น้ำป่าจากเทือกเขาหลักไหลทะลักเข้าท่วมพื้นที่ท่องเที่ยวเขาหลักเซ็นเตอร์ อย่างฉับพลัน ขณะนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติจำนวนหลายร้อยคนกำลังพักผ่อน ดื่มกิน และช้อปปิ้ง ต้องแตกตื่นหนีเอาตัวรอด

    เบื้องต้นน้ำได้ไหลลงมาตามลำคลองที่มุ่งสู่ทะเล แต่ปริมาณฝนที่ตกหนักทำให้น้ำในคลองเอ่อล้น มีสีแดงขุ่น และไหลทะลักเข้าท่วมพื้นที่ช้อปปิ้งใจกลางเขาหลัก ระยะทางกว่า 800 เมตร น้ำท่วมสูงราว 1 เมตร กระแสน้ำเชี่ยวแรงจน รถยนต์ขนาดเล็กและรถจักรยานยนต์หลายคันจอดเสีย ถนนเพชรเกษมไม่สามารถสัญจรได้ทั้งสองฝั่ง ทำให้การจราจรติดยาวกว่า 1 กิโลเมตร

    เปิดภาพ 'น้ำท่วมเขาหลัก จ.พังงา' น้ำป่าทะลักกลางแหล่งท่องเที่ยว

    เจ้าหน้าที่ ปภ.จังหวัดพังงา, ตำรวจ สภ.เขาหลัก และเทศบาลตำบลคึกคัก ได้เร่งเข้าช่วยเหลือนักท่องเที่ยว โดยเฉพาะกลุ่มที่ต้องเดินทางกลับขึ้นเครื่องบิน ซึ่งต้องขนย้ายสัมภาระและเดินลุยน้ำไปขึ้นรถอีกฝั่งหนึ่ง

    ด้าน นายบัญชา ธนูอินทร์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดพังงา พร้อมเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องได้ลงพื้นที่ตรวจสอบความเสียหาย พบว่าน้ำได้ไหลเข้าท่วมร้านอาหาร ร้านค้า แหล่งช้อปปิ้ง และบาร์หลายแห่งในเขาหลักเซ็นเตอร์

    เปิดภาพ 'น้ำท่วมเขาหลัก จ.พังงา' น้ำป่าทะลักกลางแหล่งท่องเที่ยว

    รวมถึงโรงแรมใกล้เคียงอย่าง เขาหลักซีวิว ซึ่งได้รับผลกระทบจากน้ำป่าทำให้ผนังกั้นน้ำบริเวณลำคลองทรุดตัวเสียหาย

    เปิดภาพ 'น้ำท่วมเขาหลัก จ.พังงา' น้ำป่าทะลักกลางแหล่งท่องเที่ยว

    นายนพคุณ ใจช่วย ผู้ประกอบการร้านค้าในพื้นที่เผยว่า “ฝนตกหนักมาก น้ำในคลองเอ่อล้นอย่างรวดเร็ว ตอนนั้นมีนักท่องเที่ยวจำนวนมากไม่รู้ตัว ผมต้องตะโกนบอกให้รีบหนีออกมา ถือเป็นเหตุการณ์น้ำป่าหนักที่สุดในรอบ 30 ปีที่เคยเจอ”

    เปิดภาพ 'น้ำท่วมเขาหลัก จ.พังงา' น้ำป่าทะลักกลางแหล่งท่องเที่ยว

    ขณะนี้หน่วยงานท้องถิ่นอยู่ระหว่างสำรวจความเสียหายและเร่งให้ความช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบ พร้อมเตือนประชาชนในพื้นที่เสี่ยงให้เฝ้าระวังน้ำป่าไหลหลากอย่างใกล้ชิด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/general-news/642118&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3OGj6FKRfkdMdEJ4Vdj0Qm

  • &

    &

    นิปปอนเพนต์” จับมือกับ “ททท.” และ “กทม.” ร่วมสนับสนุนการจัดงานเทศกาลดีวาลีที่ใหญ่ที่สุดนอกประเทศอินเดียกับงาน “Amazing Thailand Grand Diwali Festival 2025” ส่งสีนวัตกรรมทาอาคารและสีจราจรเกรดคุณภาพร่วมรังสรรค์ “ผลงานศิลปะ” ที่ช่วยสะท้อนมรดกทางวัฒนธรรมของชาวอินเดียบนกำแพงและพื้นถนน (Art Wall และ Art Street) ถ่ายทอดผ่านแลนด์มาร์ก 8 จุดทั่วย่าน “พาหุรัด-คลองโอ่งอ่าง” ใช้พลังแห่งสีสันเพิ่มชีวิตชีวาให้เมืองอย่างยั่งยืน สร้างความสวยงามและคุณภาพชีวิตแก่ผู้คนในชุมชน พร้อมผลักดันเศรษฐกิจท่องเที่ยวให้กับย่านเก่าแก่ของกรุงเทพฯ

    คุณวัชระ ศิริฤทธิชัย General Manager บริษัท นิปปอนเพนต์ เดคโคเรทีฟ โคทติ้ง (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า นิปปอนเพนต์ ในฐานะผู้ผลิตและจัดจำหน่ายสีนวัตกรรมและยั่งยืนยอดขายอันดับ 1 ของเอเชีย และอันดับ 4 ของโลก ได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการจัดงานเทศกาลดีวาลี “Amazing Thailand Grand Diwali Festival 2025” ผ่านการสนับสนุนสีนวัตกรรมทาอาคารและสีจราจรเกรดคุณภาพสูงเพื่อนำไปใช้สร้างสรรค์ผลงานศิลปะบนกำแพงและบนพื้นถนน (Art Wall และ Art Street) ทั้งหมด 8 จุดแลนด์มาร์กในย่านพาหุรัด-คลองโอ่งอ่าง เพื่อให้สอดรับกับการจัดเทศกาลดีวาลีและยังช่วยฟื้นฟูความสวยงามให้กับย่านได้ในระยะยาว

    สำหรับเทศกาล “Amazing Thailand Grand Diwali Festival 2025” เป็นกิจกรรมเฉลิมฉลองที่จัดขึ้นโดย การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ร่วมกับ กรุงเทพมหานคร (กทม.) ระหว่างวันที่ 16-31 ตุลาคม 2568 บริเวณคลองโอ่งอ่าง-พาหุรัด หรือ “ลิตเติ้ล อินเดีย” มีเป้าหมายเพื่อผลักดันให้เทศกาลดีวาลี “เทศกาลแห่งแสงสว่าง” ตามประเพณีของชาวอินเดียที่มีมาอย่างยาวนาน กลายเป็นอีกหนึ่งเทศกาลสำคัญที่จะช่วยส่งเสริมด้านการท่องเที่ยวให้กับประเทศ พร้อมเชื่อมสัมพันธ์ระหว่างชนชาติ สร้างย่านดังกล่าวให้กลายเป็นแลนด์มาร์กวัฒนธรรมไทย-อินเดียแห่งแรกของไทย

    นิปปอนเพนต์ จึงให้ความร่วมมือกับภาครัฐในส่วนสำคัญของเทศกาลผ่านการสนับสนุนสีสำหรับสร้างความสวยงามให้กับย่านคลองโอ่งอ่าง-พาหุรัด เนรมิตแลนด์มาร์กงานศิลปะทั้งหมด 8 จุด แบ่งเป็นศิลปะบนกำแพง (Art Wall) 4 จุด ได้แก่ ตรอกทางเดินทะลุคลองโอ่งอ่าง, ผนังห้างฯ อินเดียเอ็มโพเรียม, อาคาร 3 คูหาข้างห้างฯ อินเดียเอ็มโพเรียม และ อาคารการไฟฟ้าเขตวัดเลียบ และศิลปะบนถนน (Art Street) 4 จุด ได้แก่ ถนนเชื่อมคลองโอ่งอ่าง, ทางม้าลายหน้าวัดซิกข์, ตรอกข้างห้างฯ อินเดียเอ็มโพเรียม และ เส้นนำทางในตลาดพาหุรัด โดยผลงานศิลปะในจุดต่างๆ จะสะท้อนถึงวิถีชีวิตคนในย่านพาหุรัด เช่น การค้าขายผ้า ตลาดผ้า วัดซิกข์ เทศกาลดีวาลี รวมถึงลวดลายมรดกทางวัฒนธรรมของชาวอินเดีย เช่น ลายดอกไม้ ลายเรขาคณิต ลายผ้าอินเดีย ลายรังโกลี ฯลฯ

    โดยนิปปอนเพนต์มีการสนับสนุนสีนวัตกรรมทั้งหมดรวม 4 ชนิดสำหรับกิจกรรมนี้ แบ่งเป็นสีนวัตกรรมทาอาคารเกรดอัลตร้าพรีเมียมเพื่อปรับใช้กับศิลปะบนกำแพง (Art Wall) ได้แก่ นิปปอนเพนต์ ควิก ซีลเลอร์ สีรองพื้นปูนอเนกประสงค์ เพิ่มความยึดเกาะดีเยี่ยม ไม่มีปัญหาสีลอกล่อน, นิปปอนเพนต์ เวเธอร์บอนด์ สีทาภายนอกเกรดอัลตร้าพรีเมียมสวยแกร่งยาวนาน 15 ปี+ และ นิปปอนเพนต์ อัลตร้า การ์ด นวัตกรรมฟิล์มใสปกป้องสีเพื่อให้สีบนอาคารทนทานยาวนานไม่ลอกล่อน 20 ปี+ ขณะที่ศิลปะบนถนน แบรนด์ได้ส่ง Nippon Paint Traffic Paint สีจราจรคุณภาพสูงที่มีคุณสมบัติให้สีชัดเจนและทนทานให้กับศิลปินได้ใช้งาน สีทั้งหมดถือเป็นสีนวัตกรรมคุณภาพสูงสุดที่นิปปอนเพนต์ตั้งใจคัดสรรเพื่อกิจกรรมครั้งนี้ โดยเล็งเห็นว่าความสวยงามสาธารณะควรคงอยู่คู่กับผู้คน ชุมชน สังคม และเมืองได้อย่างยั่งยืน

    “กิจกรรมการสนับสนุนสีเพื่อนำไปสร้างผลงานศิลปะ เพิ่มชีวิตชีวาให้กับย่านชุมชนพาหุรัด-คลองโอ่งอ่าง เป็นกิจกรรมที่สอดคล้องกับแนวคิดและวิสัยทัศน์ของนิปปอนเพนต์ที่เชื่อว่า ‘พลังของสี’ สามารถยกระดับคุณภาพชีวิตให้กับผู้คนไปจนถึงเมืองหรือระดับที่ใหญ่กว่านั้นได้ เนื่องจากสีบนผนังอาคารนั้นเป็นส่วนสำคัญในการสร้างเมืองที่สวยงาม สร้างความปลอดภัยให้กับเมืองด้วยสภาวะแวดล้อมที่ดีขึ้น ทำให้เมืองน่าอยู่สำหรับผู้อยู่อาศัยในชุมชน และเป็นแรงดึงดูดให้คนนอกย่านหรือนักท่องเที่ยวสนใจเข้ามาเยี่ยมเยือน” คุณวัชระกล่าว

    ทั้งนี้ โครงการเพื่อสังคม (CSR) ของนิปปอนเพนต์ทุกโครงการและจากทุกประเทศจะยึดแนวคิด “Colouring Lives” ซึ่งเป็นแนวคิดของแบรนด์ในระดับโลกที่มีหัวใจสำคัญ คือ โครงการเพื่อสังคมของนิปปอนเพนต์จะต้องสร้างผลกระทบเชิงบวก ‘ที่จับต้องได้จริง’ ให้กับชุมชน และมีความเชื่อมโยงกับแกนใดแกนหนึ่งจาก 3 แกน ได้แก่ Education (การศึกษา), Empowerment (การสร้างพลังให้ผู้คนและสังคม) และ Engagement (การมีส่วนร่วมระหว่างแบรนด์และผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง) ซึ่งกิจกรรมพลังแห่งสีที่ช่วยเนรมิตย่านพาหุรัด-คลองโอ่งอ่างและงานเทศกาล Amazing Thailand Grand Diwali Festival 2025 นับเป็นการสร้างการมีส่วนร่วมระหว่างแบรนด์กับชุมชน หรือ แกน Engagement ด้วยการสร้างความเป็นอยู่ที่ดีให้กับชุมชน และสร้างโอกาสให้ย่านการค้าเก่าแก่นี้ได้ยกระดับเพื่อสร้างเศรษฐกิจท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นอีกช่องทางหนึ่งในการทำรายได้ให้กับชุมชน

    สำหรับนักท่องเที่ยวที่สนใจชมผลงานศิลปะในย่านพาหุรัด-คลองโอ่งอ่างที่ให้สีสันสดชัดด้วยคุณภาพของสีนวัตกรรมนิปปอนเพนต์ สามารถตามรอยเยี่ยมชมภายในพื้นที่และถ่ายรูปคู่กับแลนด์มาร์กใหม่ของลิตเติ้ล อินเดียทั้ง 8 จุดได้แล้วตั้งแต่วันนี้ โดยมีความพิเศษในช่วงเ??ทศกาล Amazing Thailand Grand Diwali Festival 2025 ในวันที่ 16-31 ตุลาคม 2568 พื้นที่พาหุรัด-คลองโอ่งอ่างจะมีการประดับไฟอันวิจิตรที่น่าตื่นตาตื่นใจ ต้อนรับแสงใหม่ในชีวิตพร้อมเสริมความสำเร็จและโชคลาภตามความเชื่อของชาวอินเดียอีกด้วย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.newswit.com/th/iez25t12zijaxqljz55rlgk5atjkws2f&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0Sc5OUEMZsSCxoglnulzVE

  • ครม. เห็นชอบในหลักการ 4 มาตรการย่อยกระตุ้นการท่องเที่ยวภายในประเทศ

    ครม. เห็นชอบในหลักการ 4 มาตรการย่อยกระตุ้นการท่องเที่ยวภายในประเทศ

    ครม. เห็นชอบในหลักการ 4 มาตรการย่อยกระตุ้นการท่องเที่ยวภายในประเทศ

    (21 ตุลาคม 2568) นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี มีมติให้ความเห็นชอบในหลักการ 4 มาตรการย่อย กระตุ้นการท่องเที่ยวภายในประเทศ ตามที่กระทรวงการคลัง (กค.) เสนอ

    โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าวว่า กค. ได้เสนอมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวในประเทศเพื่อเร่งกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านการท่องเที่ยวภายในประเทศในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี 2568 และสร้างแรงส่งทางเศรษฐกิจไปยังปี 2569 ซึ่งประกอบด้วย 4 มาตรการย่อย ได้แก่

    (1) มาตรการภาษีเพื่อสนับสนุนการท่องเที่ยวเมืองรอง เพื่อช่วยกระตุ้นการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจภายในประเทศและสนับสนุน ห่วงโซ่อุปทานด้านการท่องเที่ยว อีกทั้งสนับสนุนการบริโภคและส่งเสริมการจ้างงานในพื้นที่ ตั้งแต่วันที่ 29 ตุลาคม – 15 ธันวาคม 2568 โดย
    –  ให้ผู้มีเงินได้ แต่ไม่รวมถึงห้างหุ้นส่วนสามัญหรือคณะบุคคลที่มิใช่นิติบุคคลนำค่าที่พัก และค่าบริการของร้านอาหารที่จ่ายให้แก่ผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม ตั้งแต่วันที่ 29 ตุลาคม – 15 ธันวาคม 2568 ในการเดินทางท่องเที่ยวในประเทศมาหักลดหย่อนตามจำนวนที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 20,000 บาท

    – กำหนดสิทธิประโยชน์ทางภาษีในการหักค่าใช้จ่ายได้ ดังนี้

    (1) ลดหย่อนได้ 1.5 เท่าของค่าที่พักและค่าบริการของร้านอาหารตามที่จ่ายจริงในจังหวัดท่องเที่ยวรอง จำนวน 55 จังหวัด และพื้นที่บางอำเภอในจังหวัด 15 จังหวัด ตามประกาศอธิบดีกรมสรรพากร
    (2) ลดหย่อนได้ 1.0 เท่าของค่าที่พักและค่าบริการของร้านอาหารตามที่จ่ายจริงในจังหวัดอื่นนอกจากจังหวัดท่องเที่ยวรอง
    (2) มาตรการเร่งรัดการเบิกจ่ายค่าใช้จ่ายด้านการฝึกอบรม ประชุมสัมมนาประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 (Front Load) เพื่อให้มีการเร่งรัดการเบิกจ่ายค่าใช้จ่ายด้านการฝึกอบรม ประชุม สัมมนาประจำปี งบประมาณ พ.ศ. 2569 เดือนตุลาคม 2568 – เดือนมกราคม 2569 โดย

    1. ส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ และ อปท. เร่งรัดการเบิกค่าใช้จ่าย ด้านการฝึกอบรม ประชุม สัมมนาประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ในส่วนของการพัฒนาบุคลากรของหน่วยงานไม่น้อยกว่าร้อยละ 60 ของวงเงินฝึกอบรม ประชุม สัมมนา ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2568 – เดือนมกราคม 2569 โดยให้พิจารณาดำเนินการในเมืองท่องเที่ยวภายในประเทศ โดยเฉพาะจังหวัดท่องเที่ยวรองเป็นลำดับแรก
    2. กำหนดให้การขับเคลื่อนมาตรการดังกล่าวเป็นหนึ่งในตัวชี้วัดผลการปฏิบัติราชการ (Key Performance Indicator: KPI)  ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ของหัวหน้าส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ (เฉพาะรัฐวิสาหกิจที่ดำเนินงานตามปีงบประมาณ) และ อปท. โดยให้รายงานผลการเบิกจ่ายดังกล่าวต่อคณะกรรมการติดตามเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณและการใช้จ่ายภาครัฐต่อไป 
    3. มอบหมายให้ กค. โดยกรมบัญชีกลาง พิจารณาความเหมาะสมของอัตราค่าเช่าที่พัก และค่าอาหารสำหรับการจัดฝึกอบรมในประเทศให้สอดคล้องกับสภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบันต่อไป
    (3) มาตรการขยายระยะเวลาการปรับลดอัตราภาษีสำหรับกิจการบันเทิงหรือหย่อนใจ ประเภทที่ 17.01 เพื่อสนับสนุนนโยบายรัฐบาลและกระตุ้นเศรษฐกิจในภาคท่องเที่ยวและบริการให้สอดคล้องกับนโยบายสนับสนุนภาคการท่องเที่ยวของรัฐบาล ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม – 31 ธันวาคม 2569 โดยขยายเวลาปรับลดอัตราภาษีตามมูลค่าจากร้อยละ 10.0 เป็นร้อยละ 5.0ออกไปอีก 1 ปี โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม – 31 ธันวาคม 2569 สำหรับกิจการบันเทิงหรือหย่อนใจ ประเภทที่ 17.01
    (4) มาตรการภาษีเพื่อสนับสนุนการปรับปรุงโรงแรมที่พัก เพื่อดำเนินการตามนโยบายของรัฐบาลที่จะเร่งฟื้นความเชื่อมั่นให้แก่นักท่องเที่ยวโดยการจูงใจให้ภาคเอกชนปรับปรุงโรงแรมที่พักและแหล่งท่องเที่ยวผ่านกลไกภาษี สำหรับรายจ่ายที่จ่ายไปตั้งแต่วันที่ 29 ตุลาคม 2568 – วันที่ 31 มีนาคม 2569 โดยให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ประกอบกิจการโรงแรมตามกฎหมายว่าด้วยโรงแรม หักรายจ่ายการต่อเติม เปลี่ยนแปลง ขยายออก หรือทำให้ดีขึ้นซึ่งทรัพย์สิน ที่เกี่ยวเนื่องกับกิจการ แต่ไม่ใช่เป็นการซ่อมแซมให้คงสภาพเดิมได้ 2 เท่า โดยยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับเงินได้เป็นจำนวน ร้อยละ 100 ของรายจ่ายดังกล่าวตามจำนวนที่จ่ายจริง

    โครงการสินเชื่อสำหรับผู้ประกอบกิจการโรงแรม สถาบันการเงินเฉพาะกิจ ได้แก่ ธนาคารออมสิน ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย และธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย ได้จัดทำโครงการสินเชื่อสำหรับผู้ประกอบกิจการโรงแรมที่ต้องการแหล่งเงินทุนเสริมสภาพคล่อง โดย กค. อยู่ระหว่างพิจารณาเสนอโครงการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (Soft Loan) GSB พลิกฟื้นธุรกิจไทยของธนาคารออมสิน วงเงินโครงการรวม 100,000 ล้านบาท ซึ่งได้แบ่งวงเงิน จำนวน 10,000 ล้านบาท เพื่อฟื้นฟูและปรับปรุงธุรกิจท่องเที่ยว (Renovation) รวมถึง Supply Chain ด้วยแล้ว นอกจากนี้ บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม จัดทำโครงการค้ำประกันสินเชื่อให้กับผู้ประกอบกิจการ ดังกล่าว เพื่อปรับปรุงสถานประกอบการ โรงแรมที่พัก และดำเนินธุรกิจที่เกี่ยวข้อง

    โดย ครม. ได้มีมติตามที่กระทรวงการคลัง (กค.) เสนอ ดังนี้

    1. เห็นชอบในหลักการของมาตรการภาษีเพื่อสนับสนุนการท่องเที่ยวและร่างกฎกระทรวง (ฉบับที่ ..) ออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร จำนวน 1 ฉบับ
    2. เห็นชอบในหลักการของมาตรการเร่งรัดการเบิกจ่ายค่าใช้จ่ายด้านการฝึกอบรม ประชุม สัมมนาประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 (Front Load) และการกำหนดให้การขับเคลื่อนมาตรการดังกล่าวเป็นหนึ่งในตัวชี้วัดผลการปฏิบัติราชการ (Key Performance Indicator: KPI) ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ของหัวหน้าส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ (เฉพาะ รัฐวิสาหกิจที่ดำเนินงานตามปีงบประมาณ) และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) โดยให้รายงานผลการเบิกจ่ายดังกล่าวต่อคณะกรรมการติดตามเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณและการใช้จ่ายภาครัฐ พร้อมทั้งมอบหมายให้ กค. โดยกรมบัญชีกลางพิจารณาทบทวนความเหมาะสมของอัตรา ค่าเช่าที่พักและค่าอาหารสำหรับการจัดฝึกอบรมในประเทศให้สอดคล้องกับสภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบันต่อไป
    3. เห็นชอบในหลักการของมาตรการขยายระยะเวลาการปรับลดอัตราภาษีสำหรับกิจการบันเทิงหรือหย่อนใจ ประเภทที่ 17.01 และร่างกฎกระทรวงกำหนดพิกัดอัตราภาษีสรรพสามิต (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. จำนวน 1 ฉบับ พร้อมนี้ขอความร่วมมือกรมการปกครองให้นำผู้ประกอบการมาจดทะเบียนสถานประกอบการเพื่อขยายฐานภาษีสรรพสามิตต่อไป
    4. เห็นชอบในหลักการของมาตรการภาษีเพื่อสนับสนุนการปรับปรุงโรงแรมที่พัก และร่างพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่..) พ.ศ. …. จำนวน 1 ฉบับ
    5. รับทราบการดำเนินโครงการสินเชื่อสำหรับผู้ประกอบการโรงแรมของสถาบันการเงินเฉพาะกิจ

    โดย กค. คาดการณ์ว่ามาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวภายในประเทศจะช่วยให้เกิดการเดินทางท่องเที่ยวไปยังจังหวัดท่องเที่ยวรองมากขึ้น ส่งผลให้ผู้ประกอบการที่มีความเชื่อมโยงกับธุรกิจท่องเที่ยวมีรายได้เพิ่มขึ้น จ้างงานเพิ่มขึ้น รายได้ครัวเรือนเพิ่มขึ้น ช่วยกระตุ้นให้เกิดการลงทุนและการจ้างงานต่อไปในอนาคต ทั้งนี้ การดำเนินมาตรการดังกล่าว คาดว่าจะช่วยกระตุ้นให้เศรษฐกิจ ปี 2568 ขยายตัวเพิ่มขึ้นช่วงร้อยละ 0.04 – 0.05 เมื่อเทียบกับกรณีที่ไม่มีการดำเนินมาตรการ และปี 2569 ขยายตัวเพิ่มขึ้นช่วงร้อยละ 0.03 – 0.04 เมื่อเทียบกับกรณีที่ไม่มีการดำเนินมาตรการ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://fm91bkk.com/newsarticle/59649&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1T_OKdyif9jGWoOJUIoge_

  • กองทัพบกผนึกกำลังร่วมกับองค์กรด้านการท่องเที่ยว ขับเคลื่อนการพัฒนาการท่องเที่ยวภายในประเทศ เพื่อให้เกิดประโยชน์แก่สังคมและประชาชนในระดับสูงสุด

    กองทัพบกผนึกกำลังร่วมกับองค์กรด้านการท่องเที่ยว ขับเคลื่อนการพัฒนาการท่องเที่ยวภายในประเทศ เพื่อให้เกิดประโยชน์แก่สังคมและประชาชนในระดับสูงสุด

    กองทัพบกผนึกกำลังร่วมกับองค์กรด้านการท่องเที่ยว ขับเคลื่อนการพัฒนาการท่องเที่ยวภายในประเทศ เพื่อให้เกิดประโยชน์แก่สังคมและประชาชนในระดับสูงสุด


    22/10/2568 | 90 |

    การประชุมว่าด้วยเรื่องการจัดทำบันทึกความเข้าใจเกี่ยวกับข้อตกลงการจัดทำ MOU เกี่ยวกับการส่งเสริมการท่องเที่ยวและกีฬาระหว่าง กองทัพบก กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กรมการท่องเที่ยว การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย การกีฬาแห่งประเทศไทย และกรมพละศึกษา มีขึ้นเมื่อวันที่ 22 ตุลาคม 2568 ณ ห้องประชุมศรีสิทธิสงครามภายในกองบัญชาการกองทัพบก โดย

    พลเอก อานุภาพ ศิริมณฑล หัวหน้าคณะฝ่ายเสนาธิการประจำผู้บังคับบัญชา ประธานการประชุม กล่าวถึงการตระหนักถึงความรักชาติและหวงแหนแผ่นดินตามนโยบายของผู้บัญชาการทหารบก ซึ่งมีแนวคิดให้หน่วยทหารขึ้นตรงทั่วประเทศเน้นการเปิดพื้นที่แหล่งท่องเที่ยวในเขตทหาร ภายใต้แบรนด์Armyland รวมถึงการเป็นเจ้าบ้านที่ดีให้กับประชาชน และนักท่องเที่ยวทั่วไป เนื่องจาก กองทัพบกมีแหล่งท่องเที่ยวสำคัญที่มีศักยภาพ ความเป็นอัตลักษณ์ และมีความเป็นเอกลักษณ์

    การบูรณาการด้านความร่วมมือต่อการพัฒนางานด้านการท่องเที่ยวครั้งนี้ มีการหารือร่วมกันเพื่อวางกรอบแผนดำเนินการความร่วมหรือ Joint Action Plan ภายใต้การประชุมหารือร่วมกันระหว่างกองทัพบกและองค์กรการท่องเที่ยวที่เกี่ยวข้อง การจัดทำบันทึกความเข้าใจว่าด้วยการส่งเสริมการท่องเที่ยวและกีฬา มีขึ้นก่อนที่จะมีพิธีลงนามในบันทึกข้อตกลงอย่างเป็นทางการในลำดับต่อไป ทั้งนี้กองทัพบกเสนอแนวทางการบูรณาการความร่วมมือใน 4 ด้านหลักประกอบด้วย การพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวและโครงสร้างพื้นฐานในพื้นที่ทหาร การสนับสนุนด้านการตลาด การประชาสัมพันธ์และการสื่อสารภาพลักษณ์ การร่วมจัดกิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยวในพื้นที่ทหาร อาทิ กิจกรรมกีฬาได้แก่ แรลลี่ เทรล ผจญภัย กิจกรรม Amazing MuayThai Festival ที่อุทยานราชภักดิ์ ตลอดจนให้การสนับสนุนแหล่งท่องเที่ยวแนวใหม่ ในรูปแบบของ Unseen Armyland รวมถึง แหล่งท่องเที่ยวที่มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์และความเป็นมาของชาติ

    https://www.facebook.com/share/p/1BNUHRrGZ2/


    image รูปภาพ

    image


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/39/iid/433828&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2D45AZ0eM5X6SnoyxYe13Y