Category: ท่องเที่ยว

  • ระทึก! น้ำป่าทะลักแหล่งท่องเที่ยวเขาหลัก นทท.ตกใจหนีจ้าละหวั่น หนักสุดรอบ 30 ปี

    ระทึก! น้ำป่าทะลักแหล่งท่องเที่ยวเขาหลัก นทท.ตกใจหนีจ้าละหวั่น หนักสุดรอบ 30 ปี

    เมื่อวันที่ 22 ต.ค. 68 ผู้สื่อข่าวรายงาน ที่บ้านบางหาโอน เขาหลัก หมู่ 7 ต.คึกคัก อ.ตะกั่วป่า จ..พังงา เกิดเหตุการณ์นักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติหลายร้อยคนที่กำลังพักผ่อน ดื่มกิน สังสรรค์ ช๊อปปิ้ง จู่ๆต้องตกใจแตกตื่นเนื่องจากมีน้ำป่าจากเทือกเขาหลักไหลทะลักเข้าท่วมกลางแหล่งท่องเที่ยวขณะนักท่องเที่ยวจำนวนมากไม่ทราบเรท่องที่เกิดขึ้นนักพักผ่อนทานอาหาร ช็อปปิ้ง โดยช่วงแรกน้ำได้เริ่มไหลจากเทือกเขาหลักมาตามลำคลองที่ไหลลงสู่ทะเล แต่ปริมาณน้ำเริ่มมีสีแดงและเอ่อล้นขึ้นมาจากลำคลองจำนวนมากจนไหลเข้าทะลักเข้าท่วมแหล่งช็อปปิ้งเขาหลักเซ็นเตอร์

    จนท่วมถนนทั้งสองฝั่งระยะทางยาวกว่า 800 เมตร เนื่องจากเป็นที่ลุ่มและได้ส่งผลให้รถวิ่งบนถนนเพชรเกษมทั้งฝั่งจากอำเภอตะกั่วป่ามุ่งหน้าอำเภอท้ายเหมืองและจากอำเภอท้ายเหมืองมุ่งหน้าอำเภอตะกั่วป่าไม่สามารถแล่นผ่านได้รถติดยาวฝั่งละเกือบ 1 กิโเมตร เนื่องจากปริมาณมวลน้ำที่สูงกว่า 1 เมตร อีกทั้งกระแสน้ำน้ำมีความแรงทำให้รถรถเล็กโดยเฉพาะรถยนต์ไฟฟ้า รถมอเตอร์ไซด์จอดเสีย 5-6 คัน ทางเจัาหน้าที่ ปภ.จังหวัดพังงา ตร.สภ.เขาหลัก เจ้าหน้าที่เทศบาลตำบลคึกคักเร่งเข้าช่วยโดยเร่งด่วน ขณะที่นักท่องเที่ยวที่มีกำหนดการเดินทางกลับต้องไปขึ้นเครื่อง ต้องประสบปัญหารถตู้ไม่สามารถแล่นผ่านได้ต้องใช้วิธีขนถ่ายกระเป๋าเดินทางเดินลุยน้ำเพื่อไปขึ้นรถที่มาจอดรออีกฝั่ง

    นายบัญชา ธนูอินทร์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดพังงา พร้อมด้วยนายพิชญ์พัทธ์ เรืองชาตรี นายอำเภอตะกั่วป่า และเจ้าหน้าที่ ปภ.เทศบาลตำบลคึกคัก อาสากู้ภัย มูลนิธิได้เร่งลงพื้นที่ให้การช่วยเหลือเป็นการด่วนจากการสำรวจเบืัองต้นพบว่าน้ำได้ไหลทะลักเข้าท่วมร้านอาหาร แหล่งช้อปปิ้ง ร้านค้าบริเวณเขาหลักเซ็นเตอร์บาร์ร้านสำหรับเช่ารถมอเตอร์ไซค์น้ำได้ไหลทะลักเข้าท่วมจนได้รับความเสียหายเป็นวงกว้างประกอบกับมวลน้ำมีกำลังแรงขณะที่โรงแรมเขาหลักซีวิวที่อยู่บริเวณใกล้เคียงพบว่ามวลน้ำได้ไหลทะลักทำให้พื้นบริเวณด้านหลังของโรงแรมและบริเวณผนังกั้นน้ำลำคลองเกิดทรุดตัวและเสียหายผนังกั้นน้ำทรุดตัว

    ด้านนายนพคุณ ใจช่วย ผู้ประกอบการร้านขายของที่เขาหลักเซ็นเตอร์เล่าให้ฟังว่า ช่วงเกิดเหตุฝนได้ตกมาจนมีปริมาณน้ำไหลเอ่อล้นคลอง ตนสังเกตุว่าไม่ปกติแล้ว โดยตอนนั้นมีนักท่องเที่ยวจำนวนมากยืนดูอยู่ด้วยตนเองบอกว่าให้รีบออกมาเนื่องจากน้ำเริ่มสูงขึ้นแล้ว นับเป็นเหตุการณ์น้ำป่าที่ไม่เคยเจอมาก่อนหนักสุดในรอบ 30 ปี

    ผู้สื่อข่าวจังหวัดพังงา รายงาน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.siamnews.com/news/regional/30298&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1QhvkJLrbtMC0wFNmmy-1h

  • ‘เที่ยวดี มีคืน’ กระตุ้นท่องเที่ยว ลดหย่อนภาษีสูงสุด 3 หมื่น

    ‘เที่ยวดี มีคืน’ กระตุ้นท่องเที่ยว ลดหย่อนภาษีสูงสุด 3 หมื่น

    2. มาตรการภาษีเพื่อสนับสนุนนิติบุคคลการจัดอบรมสัมมนาภายในประเทศให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ได้จ่ายค่าห้องสัมมนา ค่าห้องพัก ค่าขนส่ง หรือรายจ่ายอื่นที่เกี่ยวข้องกับการอบรมสัมมนาภายในประเทศที่จัดให้แก่ลูกจ้าง และค่าบริการของผู้ประกอบธุรกิจนำเที่ยวตามกฎหมายว่าด้วยธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์เพื่อการอบรมสัมมนานั้น ตั้งแต่วันที่ 29 ตุลาคม 2568 ถึงวันที่ 15 ธันวาคม 2568 โดยจ่ายให้แก่ผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มและได้รับใบกำกับภาษีแบบเต็มรูปที่อยู่ในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ (e-Tax Invoice) เว้นแต่ค่าขนส่งจะจ่ายให้แก่ผู้มิใช่ผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มก็ได้ แต่ต้องได้ใบรับที่อยู่ในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ (e-Receipt)  สามารถหักรายจ่ายดังกล่าวได้ดังนี้

    (1) หักรายจ่ายได้ 2 เท่าของรายจ่ายตามที่จ่ายจริง สำหรับการอบรมสัมมนาที่จัดในจังหวัดท่องเที่ยวเมืองรอง

    (2) หักรายจ่ายได้ 1.5 เท่าของรายจ่ายตามที่จ่ายจริง สำหรับการอบรมสัมมนาที่จัดในท้องที่อื่นนอกจากท้องที่ตามข้อ (1)

    (3) ในกรณีที่การจัดอบรมสัมมนาครั้งหนึ่ง ๆ เกิดขึ้นในท้องที่ตามข้อ (1) และข้อ (2) ต่อเนื่องกัน ให้หักรายจ่ายที่สามารถแยกได้โดยชัดแจ้งว่าเกิดขึ้นในท้องที่ใดตามข้อ (1) หรือข้อ (2) 

    แล้วแต่กรณี และให้หักรายจ่ายที่ไม่สามารถแยกได้โดยชัดแจ้งว่าเกิดขึ้นในท้องที่ใดได้ 1.5 เท่าของรายจ่ายตามที่จ่ายจริง

    3. มาตรการเร่งรัดการเบิกจ่ายค่าใช้จ่ายด้านการฝึกอบรม ประชุม สัมมนาประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 (Front Load)

    ส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ และ อปท. เร่งรัดการเบิกค่าใช้จ่ายด้านการฝึกอบรม ประชุม สัมมนาประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ในส่วนของการพัฒนาบุคลากรของหน่วยงานไม่น้อยกว่าร้อยละ 60 ของวงเงินฝึกอบรม ประชุม สัมมนา ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2568 ถึงวันที่ 31 มกราคม 2569 โดยให้พิจารณาดำเนินการในเมืองท่องเที่ยวภายในประเทศโดยเฉพาะจังหวัดท่องเที่ยวเมืองรองเป็นลำดับแรก นอกจากนี้ ยังกำหนดให้การขับเคลื่อนมาตรการดังกล่าวเป็นหนึ่งในตัวชี้วัดผลการปฏิบัติราชการ (Key Performance Indicator: KPI) ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ของหัวหน้าส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ (เฉพาะรัฐวิสาหกิจที่ดำเนินงานตามปีงบประมาณ) และ อปท. 

    โดยขอความร่วมมือกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ประสาน อปท. พิจารณาจัดการอบรมสัมมนาในท้องถิ่นอื่น และให้รายงานผลการเบิกจ่ายดังกล่าวต่อคณะกรรมการติดตามเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณและการใช้จ่ายภาครัฐต่อไป พร้อมทั้งกระทรวงการคลังโดยกรมบัญชีกลางจะพิจารณาทบทวนความเหมาะสมของอัตราค่าเช่าที่พักและค่าอาหารสำหรับการจัดฝึกอบรมในประเทศเพื่อให้สอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบัน

    4. มาตรการภาษีเพื่อสนับสนุนการปรับปรุงโรงแรมที่พักให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ประกอบกิจการโรงแรม สามารถหักรายจ่ายการต่อเติม เปลี่ยนแปลง ขยายออก หรือทำให้ดีขึ้นซึ่งทรัพย์สินที่เกี่ยวเนื่องกับกิจการ (โดยไม่ใช่เป็นการซ่อมแซมให้คงสภาพเดิม) 2 เท่า ของรายจ่ายตามที่จ่ายจริง ตั้งแต่วันที่ 29 ตุลาคม 2568 ถึงวันที่ 31 มีนาคม 2569 สำหรับทรัพย์สิน ที่เกี่ยวเนื่องกับกิจการ ประกอบด้วย 

    (1) อาคารถาวรที่มีไว้ใช้ในการประกอบกิจการโรงแรม 

    (2) เครื่องตกแต่งหรือเฟอร์นิเจอร์ที่เป็นส่วนประกอบและยึดติดกับอาคารตาม (1) เป็นการถาวรโดยให้หักรายจ่ายเท่าแรกเป็นค่าสึกหรอและค่าเสื่อมราคาของทรัพย์สินตามปกติ และทยอยหักรายจ่ายเท่าที่ 2 เป็นระยะเวลา 20 รอบระยะเวลาบัญชีในจำนวนที่เท่ากันทุกปี โดยเริ่มตั้งแต่รอบระยะเวลาบัญชีที่ได้เริ่มหักค่าสึกหรอและค่าเสื่อมราคาของทรัพย์สิน นอกจากนี้ รัฐบาลได้เตรียมแหล่งเงินสำหรับรองรับการปรับปรุงโรงแรมที่พัก โดยธนาคารออมสิน ซึ่งอยู่ระหว่างเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาต่อไป

    โครงการสินเชื่อสำหรับผู้ประกอบกิจการโรงแรม สถาบันการเงินเฉพาะกิจ ได้แก่ ธนาคารออมสิน ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย และธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย ได้จัดทำโครงการสินเชื่อสำหรับผู้ประกอบกิจการโรงแรมที่ต้องการแหล่งเงินทุนเสริมสภาพคล่อง โดย กค. อยู่ระหว่างพิจารณาเสนอโครงการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (Soft Loan) GSB พลิกฟื้นธุรกิจไทยของธนาคารออมสิน วงเงินโครงการรวม 100,000 ล้านบาท ซึ่งได้แบ่งวงเงิน จำนวน 10,000 ล้านบาท เพื่อฟื้นฟูและปรับปรุงธุรกิจท่องเที่ยว (Renovation) รวมถึง Supply Chain ด้วยแล้ว นอกจากนี้ บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม จัดทำโครงการค้ำประกันสินเชื่อให้กับผู้ประกอบกิจการ ดังกล่าว เพื่อปรับปรุงสถานประกอบการ โรงแรมที่พัก และดำเนินธุรกิจที่เกี่ยวข้อง

    5. มาตรการขยายระยะเวลาการปรับลดอัตราภาษีสำหรับกิจการบันเทิงหรือหย่อนใจ 

    ขยายเวลาปรับลดอัตราภาษีตามมูลค่าจากร้อยละ 10 เป็นร้อยละ 5 ออกไปอีก 1 ปี โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2569 สำหรับกิจการบันเทิงหรือหย่อนใจ ประเภทที่ 17.01 อาทิ ไนต์คลับ ดิสโกเธค ผับ บาร์ ค็อกเทลเลาจน์  เป็นต้น ทั้งนี้ กระทรวงการคลังโดยกรมสรรพสามิตได้มีการบูรณาการร่วมมือกรมการปกครองให้นำผู้ประกอบการมาจดทะเบียนสถานประกอบการเพื่อขยายฐานภาษีสรรพสามิตต่อไป

    กระทรวงการคลัง คาดว่า มาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวภายในประเทศ จะช่วยให้เกิดการเดินทางท่องเที่ยวไปยังจังหวัดท่องเที่ยวเมืองรองมากขึ้น โดยได้รับแรงสนับสนุนจากการใช้จ่ายของภาครัฐ รัฐวิสาหกิจ เอกชน และประชาชน ส่งผลให้ผู้ประกอบการที่มีความเชื่อมโยงกับธุรกิจท่องเที่ยวมีรายได้เพิ่มขึ้น จ้างงานเพิ่มขึ้น และรายได้ครัวเรือนเพิ่มขึ้น ประกอบกับเกิดการลงทุนใหม่เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในโครงสร้างพื้นฐานด้านการท่องเที่ยวให้ได้มาตรฐานและมีความยั่งยืนในระยะยาว ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการวางรากฐานและการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศอย่างมั่นคงต่อไปในอนาคตตามแนวนโยบายของรัฐบาลที่มุ่งเน้นการกระตุ้นในระยะสั้น ได้ผลในระยะยาว และกระจายพื้นที่ทั่วประเทศ

    การดำเนินมาตรการดังกล่าว คาดว่าจะช่วยกระตุ้นให้เศรษฐกิจ ปี 2568 ขยายตัวเพิ่มขึ้นช่วงร้อยละ 0.04 – 0.05 เมื่อเทียบกับกรณีที่ไม่มีการดำเนินมาตรการ และปี 2569 ขยายตัวเพิ่มขึ้นช่วงร้อยละ 0.03 – 0.04 เมื่อเทียบกับกรณีที่ไม่มีการดำเนินมาตรการ

    สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม ภาพรวมมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวภายในประเทศ โทร. 0 2273 9020 ต่อ 3586 และ 3558 (สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง)

    1. มาตรการภาษีเพื่อสนับสนุนการท่องเที่ยว โทร. 0 2272 8033 (กรมสรรพากร)

    2. มาตรการเร่งรัดการเบิกจ่ายค่าใช้จ่ายด้านการฝึกอบรม ประชุม สัมมนาประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 (Front Load) โทร. 0 2127 7000 ต่อ 4206 (กลุ่มงานวิเคราะห์และประเมินผลการใช้จ่ายเงินภาครัฐ กองบริหารการรับ – จ่ายเงินภาครัฐ กรมบัญชีกลาง)

    3. มาตรการขยายระยะเวลาการปรับลดอัตราภาษีสำหรับกิจการบันเทิงหรือหย่อนใจ ประเภทที่ 17.01  โทร. 0 2241 5600 ต่อ 535501 (กรมสรรพสามิต)

    4. มาตรการภาษีเพื่อสนับสนุนการปรับปรุงโรงแรมที่พัก โทร. 0 2272 8033 (กรมสรรพากร) 

    5. มาตรการภาษีเพื่อสนับสนุนการจัดอบรมสัมมนาภายในประเทศ โทร. 0 2272 8033 (กรมสรรพากร)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.nationtv.tv/economy-business/economy/378968471&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2n1YCh0Tmcmw30i243v8-Q

  • หนาวอย่างเป็นทางการ!

    หนาวอย่างเป็นทางการ!

    วันพฤหัสบดี ที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 09.05 น.

    23 ตุลาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้เป็นวันที่ประเทศไทยหนาวเป็นวันแรกอย่างเป็นทางการ อากาศหนาวเริ่มสัมผัสได้ชัดทุกพื้นที่ของจังหวัดเลย โดยเฉพาะพื้นที่ท่องเที่ยวอย่างภูเรือ ลมหนาวรอบแรก มาแล้ว 15 องศา ยอดภูเรือ จังหวัดเลย คึกคักตั้งแต่เช้าตรู่

    นางสาวเนตรนภา งามเนตร หัวหน้าอุทยานแห่งชาติภูเรือ เปิดเผยว่า เช้านี้อากาศหนาวยังคงมีในพื้นที่ภูเรืออย่างต่อเนื่อง ยอดภูเรือนักท่องเที่ยวได้สัมผัสหนาว เสื้อหนาวหลากสีเริ่มมาอย่างเห็นได้ชัดยอดภูเรือมีทะเลหมอกยามเช้า” และ “แสงแรกของวัน” ให้เห็นเกือบทุกวันในช่วงนี้ ขณะนี้สภาพอากาศบนภูเรือเหมาะแก่การท่องเที่ยวอย่างยิ่ง โดยเฉพาะช่วงเช้าอากาศหนาวกำลังดี และมีทะเลหมอกปกคลุมทั่วทั้งยอดเขาและร่องหุบเขา นักท่องเที่ยวสามารถชมความงดงามของธรรมชาติได้ต่อเนื่องไปจนสิ้นฤดูหนาว

    สำหรับการจองที่พัก พื้นที่กางเต็นท์ ในช่วงวันหยุดที่จะถึงจะมีนักท่องเที่ยวทยอยจอง มาอย่างต่อเนื่อง คาดว่าปีนี้จะหนาวนานทำให้นักท่องเที่ยวนั้นมีการวางแผนการท่องเที่ยวไว้ หากต้องการจองที่พัก กางเตนท์ที่อุทยานแห่งชาติภูเรือสามารถจองได้ที่ โทรศัพท์ 0 4281 0965, 088 509 5299

    รายงานอุณหภูมิต่ำสุดตามอำเภอต่างๆ เมื่อเช้าวันนี้ (หน่วยวัดเป็นองศาเซลเซียส) ดังนี้ อ.เมืองเลย 19.1 , อ.วังสะพุง 21.0 , อ.ด่านซ้าย 21.0 , อ.เชียงคาน 21.0 , อ.ท่าลี่ 20.0 , อ.ภูกระดึง 19.0 , อ.ภูเรือ 19.0 , อ.นาแห้ว 17.0 , อ.ปากชม 21.0 , อ.นาด้วง – , อ.ภูหลวง 21.0 , อ.ผาขาว 21.0 , อ.เอราวัณ 21.0 , อ.หนองหิน 20.0 ซํ อุทยานแห่งชาติภูกระดึง 15.5 , อุทยานแห่งชาติภูเรือ 15.0 , เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูหลวง(ภูเรือ) 13.0 , ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรที่สูงเลย (อ.ภูเรือ) 17.0 , อุทยานแห่งชาติภูสวนทราย(อ.นาแห้ว) 15.0 ซํ.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/local/922960&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3iYiQZ-e97XY6HiQhjTPs5

  • เทศบาลเมืองน่าน แสดงความยินดี ผู้อำนวยการ ททท.สำนักงานน่าน คนใหม่

    เทศบาลเมืองน่าน แสดงความยินดี ผู้อำนวยการ ททท.สำนักงานน่าน คนใหม่

    เทศบาลเมืองน่าน แสดงความยินดี ผู้อำนวยการ ททท.สำนักงานน่าน คนใหม่ เตรียมร่วมขับเคลื่อนกิจกรรมประเพณีและการท่องเที่ยวเมืองน่าน

    วันที่ 22 ตุลาคม 2568 เวลา 10.15 น. ณ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานน่าน นายสุรพล เธียรสูตร นายกเทศมนตรีเมืองน่าน มอบหมายให้ นางอริสา บุญสม รองนายกเทศมนตรี พร้อมด้วย นางดลใจ หาญตระกูล ผู้อำนวยการกองการศึกษา หัวหน้าฝ่ายส่งเสริมการศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม หัวหน้าฝ่ายบริหารการศึกษา และเจ้าหน้าที่เทศบาลเมืองน่าน เข้าแสดงความยินดีกับ นายอนันต์ สีแดง ในโอกาสย้ายมารับตำแหน่ง ผู้อำนวยการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานน่าน คนใหม่

    ในโอกาสนี้ ทั้งสองหน่วยงานได้ร่วม หารือแนวทางการจัดกิจกรรมส่งเสริมประเพณีและการท่องเที่ยว ภายในเขตเทศบาลเมืองน่าน โดย ผู้อำนวยการ ททท.สำนักงานน่าน ได้กล่าวถึงความพร้อมในการ สนับสนุนงบประมาณและกิจกรรมด้านการท่องเที่ยว ร่วมกับเทศบาลเมืองน่าน

    โดยจะเริ่มดำเนินการตั้งแต่ งานประเพณีลอยกระทง ประจำปี 2568 ที่จะจัดขึ้นในเร็ว ๆ นี้
    การพบปะในครั้งนี้เป็นไปด้วยบรรยากาศอบอุ่น แสดงถึงความร่วมมือระหว่างหน่วยงานภาครัฐในจังหวัด เพื่อร่วมกันพัฒนาและส่งเสริมภาพลักษณ์การท่องเที่ยวของจังหวัดน่านให้เป็นที่รู้จักในวงกว้างยิ่งขึ้น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.chiangmainews.co.th/social/3802161/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1iKrFDMs7G9jgEBDgYlu7q

  • น้ำป่าทะลัก ท่วมฉับพลัน กลางแหล่งท่องเที่ยวเขาหลัก จังหวัดพังงา

    น้ำป่าทะลัก ท่วมฉับพลัน กลางแหล่งท่องเที่ยวเขาหลัก จังหวัดพังงา

    ข่าวบันเทิง

    น้ำป่าทะลัก ท่วมฉับพลัน กลางแหล่งท่องเที่ยวเขาหลัก จังหวัดพังงา

    วันที่ 22 ต.ค.68 ผู้สื่อข่าวราย งาน ที่บ้านบางหาโอน เขาหลัก หมู่ 7 ต.คึกคัก อ.ตะกั่วป่า จ..พังงา เกิดเหตุการณ์นักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติหลายร้อยคนที่กำลังพักผ่อน ดื่มกิน สังสรรค์ ช๊อปปิ้ง จู่ๆต้องตกใจแตกตื่นเนื่อง จากมีน้ำป่าจากเทือกเขาหลักไหลทะลักเข้าท่วมกลางแหล่งท่องเที่ยว

    ขณะที่นักท่องเที่ยวจำนวนมากไม่ทราบเรื่องที่เกิดขึ้น ขณะพักผ่อน ทานอาหาร ช็อปปิ้ง โดยช่วงแรกน้ำได้เริ่มไหลจากเทือกเขาหลักมาตามลำคลองที่ไหลลงสู่ทะเล แต่ปริมาณน้ำเริ่มมีสีแดงและเอ่อล้นขึ้นมาจากลำคลองจำนวนมากจนไหลเข้าทะลักเข้าท่วมแหล่งช็อปปิ้งเขาหลักเซ็น เตอร์ จนท่วมถนนทั้งสองฝั่งระยะทางยาวกว่า 800 เมตร เนื่องจากเป็นที่ลุ่มและได้ส่งผลให้รถวิ่งบนถนนเพชรเกษม ทั้งฝั่งจากอำเภอตะกั่วป่ามุ่งหน้าอำเภอท้ายเหมืองและจากอำเภอท้ายเหมืองมุ่งหน้าอำเภอตะกั่วป่าไม่สามารถแล่นผ่านได้รถติดยาวฝั่งละเกือบ 1 กิโลมตร เนื่องจากปริมาณมวลน้ำที่สูงกว่า 1 เมตร อีกทั้งกระแสน้ำน้ำมีความแรง ทำ ให้รถรถเล็กโดยเฉพาะรถยนต์ไฟฟ้า รถมอเตอร์ไซด์จอดเสีย 5-6 คัน ทางเจัาหน้า ที่ ปภ.จังหวัดพังงา ตร.สภ.เขาหลัก เจ้าหน้าที่เทศบาลตำบลคึกคักเร่งเข้าช่วยโดยเร่งด่วน

    ขณะที่นักท่องเที่ยวที่มีกำหนดการเดินทางกลับไปขึ้นเครื่อง ต้องประสบปัญหารถตู้ไม่สามารถแล่นผ่านได้ต้องใช้วิธีขนถ่ายกระเป๋าเดินทางเดินลุยน้ำเพื่อไปขึ้นรถที่มาจอดรออีกฝั่ง

    นายบัญชา ธนูอินทร์ รองผู้ว่าราช การจังหวัดพังงา พร้อมด้วยนายพิชญ์พัทธ์ เรืองชาตรี นายอำเภอตะกั่วป่า และเจ้าหน้าที่ ปภ.เทศ บาลตำบลคึกคัก อาสากู้ภัย มูลนิธิได้เร่งลงพื้นที่ให้การช่วยเหลือเป็นการด่วนจากการสำรวจเบืัองต้นพบว่าน้ำได้ไหลทะลักเข้าท่วมร้านอาหาร แหล่งช้อปปิ้ง ร้านค้าบริเวณเขาหลักเซ็นเตอร์บาร์ร้านสำหรับเช่ารถมอเตอร์ไซค์น้ำได้ไหลทะลักเข้าท่วมจนได้รับความเสียหายเป็นวงกว้างประกอบกับมวลน้ำมีกำลังแรงขณะที่โรงแรมเขาหลักซีวิวที่อยู่บริเวณใกล้เคียงพบว่ามวลน้ำได้ไหลทะลักทำให้พื้นบริเวณด้านหลังของโรงแรมและบริเวณผนังกั้นน้ำลำคลองเกิดทรุดตัวและเสียหายผนังกั้นน้ำทรุดตัว

    ด้าน นายนพคุณ ใจช่วย ผู้ประ กอบการร้านขายของที่เขาหลักเซ็นเตอร์เล่าให้ฟังว่า ช่วงเกิดเหตุฝนได้ตกมาจนมีปริมาณน้ำไหลเอ่อล้นคลอง ตนสังเกตุว่าไม่ปกติแล้ว โดยตอนนั้นมีนักท่องเที่ยวจำนวนมากยืนดูอยู่ด้วยตนเองบอกว่าให้รีบออกมาเนื่องจากน้ำเริ่มสูงขึ้นแล้ว นับเป็นเหตุการณ์น้ำป่าที่ไม่เคยเจอมาก่อนหนักสุดในรอบ 30 ปี.

    by TVPOOL ONLINE

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.tvpoolonline.com/content/2451974&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3Pv0Jwuvk1szjPqe9_L4MR

  • มัธยประเทศน่าเที่ยวหรือไม่?   มุมมองผู้ประกอบการ-อินฟลูเอนเซอร์ l World Pulse

    มัธยประเทศน่าเที่ยวหรือไม่? มุมมองผู้ประกอบการ-อินฟลูเอนเซอร์ l World Pulse

    การท่องเที่ยวเป็นเครื่องยนต์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่ทุกประเทศหมายตา เพราะเพียงแค่มีธรรมชาติงดงามหรือแหล่งโบราณสถานเก่าแก่ก็ทำเงินได้ แต่หากจะต่อยอดให้ยั่งยืนรัฐต้องลงมือทำมากกว่านั้น

    งานมัธยประเทศทราเวลมาร์ท 2025 (Madhya Pradesh Travel Mart 2025: MPTM 2025) จัดโดยการท่องเที่ยวมัธยประเทศและสหพันธ์หอการค้าและอุตสาหกรรมอินเดีย (FICCI) ณ เมืองโภปาล ระหว่างวันที่ 11-13 ต.ค.ถือเป็นตัวอย่างความทุ่มเทของรัฐในการสนับสนุนการท่องเที่ยว ยกระดับงานให้เป็นแพลตฟอร์มท่องเที่ยวระดับโลก ส่งผลต่อเนื่องให้รัฐมัธยประเทศเป็นหัวใจของ Incredible India มัธยประเทศน่าเที่ยวหรือไม่?   มุมมองผู้ประกอบการ-อินฟลูเอนเซอร์ l World Pulse

    MPTM 2025 ไม่ใช่แค่งานจับคู่ธุรกิจแบบ B2B ทั่วไป แต่เป็นการเปิดศักยภาพการท่องเที่ยวของรัฐที่มีความหลากหลายสาธยายไม่หมด รัฐบาลรัฐมัธยประเทศทุ่มทุนเชิญผู้ประกอบการท่องเที่ยว อินฟลูเอนเซอร์ และผู้สื่อข่าวจากทั่วโลกมาสัมผัสแหล่งท่องเที่ยวสำคัญของรัฐหลายวันก่อนถึงวันงาน เพื่อให้นึกภาพออกว่าจริงๆ แล้วการท่องเที่ยวมัธยประเทศเป็นอย่างไร 

    กล่าวในภาพรวมมัธยประเทศไม่ได้เป็นเพียงใจกลางประเทศอินเดียในแง่ภูมิศาสตร์ รัฐนี้เป็นหัวใจของอินเดียในแง่ของแหล่งโบราณสถาน ธรรมชาติบริสุทธิ์ พิธีกรรมอันศักดิ์สิทธิ์ และการผจญภัย แหล่งมรดกโลกอย่างสถูปแห่งสาญจีคือประวัติศาสตร์ที่ยังมีลมหายใจ ศูนย์อนุรักษ์เสือคันฮา, บันดาฟการ์ห, เพนช์, สัตปุระ และปันนา คือสุดยอดแหล่งท่องเที่ยวซาฟารี นักท่องเที่ยวสายเทพต้องไม่พลาดพิธีบูชาแม่น้ำนาร์มาดาที่จัดขึ้นทุกสัปดาห์ แหล่งท่องเที่ยวประเภทอีโคทัวริซึมมากกว่า 30 ที่ เส้นทางเดินป่ากว่า 50 เส้นทาง หรือจะเลือกปั่นจักรยาน บิดมอเตอร์ไซค์ ดิ่งพสุธาชมวิว มัธยประเทศก็มีให้เลือกสรรตามใจชอบ มารัฐนี้รัฐเดียวเท่ากับเที่ยวอินเดียทั้งประเทศ!มัธยประเทศน่าเที่ยวหรือไม่?   มุมมองผู้ประกอบการ-อินฟลูเอนเซอร์ l World Pulse (ภาพจาก mptourism.com)

    World Pulse ได้รับการประสานผ่านสถานเอกอัครราชทูตอินเดียประจำประเทศไทยให้ร่วมทริปท่องเที่ยวมัธยประเทศและร่วมงาน MPTM 2025 ไปกับภูมิพิพัฒ มีสำราญ จากบริษัทซัน สไมล์ เวิลด์ ทราเวล, สหนพ เดชยา จากวีโก ทราเวล ทั้งสองคนเป็นอุปนายกสมาคมไทยบริการท่องเที่ยว (ทีทีเอเอ) และ ณัฐกาญจน์ ธงศิลา เจ้าของเพจตะลุยอินเดีย ได้รับฟังมุมมองน่าสนใจนำมาปรับใช้กับการท่องเที่ยวไทย 

    ภูมิพิพัฒ ที่ได้เยี่ยมชมหมู่บ้านโฮมสเตย์มุกกิ, ท่องป่าตามหาเสือที่่อุทยานแห่งชาติคันฮาและเยือนแหล่งมรดกโลกสาญจี มองว่า สำหรับนักท่องเที่ยวไทยการเดินทางท่องเที่ยวมัธยประเทศอาจไม่สะดวกสบายเท่าที่ควร ถนนหนทางยังแคบการเดินทางเพียง 200 กิโลเมตรยังต้องใช้เวลาถึงหกชั่วโมง  

     สหนพก็มองไปในทางเดียวกันเรื่องของโครงสร้างพื้นฐานที่ยังต้องพัฒนาต่อไป ส่วนโรงแรมมีคุณภาพหลากหลาย บางแห่งดีมากแต่บางแห่งยังไม่พร้อมสำหรับนักท่องเที่ยวทั่วไป โฮมสเตย์ยังมีความดิบและไม่สะดวกสบายเท่าที่นักท่องเที่ยวไทยส่วนใหญ่ต้องการเช่น มีเพียงห้องเดียว ห้องพักอยู่ลึก

    “ตลาดหลักสำหรับมัธยประเทศจากประเทศไทยยังคงเป็น ‘ตลาดแสวงบุญ’ ที่มากันคนละหลายๆ รอบ ยังไม่เหมาะสำหรับตลาดท่องเที่ยวทั่วไป (Mass Tourism) หรือผู้ที่ต้องการความสะดวกสบาย เหมาะสำหรับนักท่องเที่ยวเฉพาะกลุ่มที่ชอบการผจญภัยหรือผู้ที่ ‘หลงรักอินเดีย’ จริงๆ”  สหนพกล่าว

    สองหนุ่มเห็นตรงกันว่า มัธยประเทศยังต้องใช้เวลาในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและสิ่งอำนวยความสะดวกให้พร้อมมากขึ้น ขณะที่ณัฐกาญจน์ ผู้มาอินเดียเกินกว่า 20 ครั้งมองต่างออกไปว่า มัธยประเทศมีสถานที่น่าสนใจและน่าเที่ยวมากมาย โดยเฉพาะสำหรับนักท่องเที่ยวแบบแบกเป้ มัธยประเทศน่าเที่ยวหรือไม่?   มุมมองผู้ประกอบการ-อินฟลูเอนเซอร์ l World Pulse (ภาพจาก mptourism.com)

    สิ่งที่ณัฐกาญจน์พูดสอดคล้องกับนโยบายของรัฐที่ต้องการสร้างการท่องเที่ยวอันครอบคลุม โครงการริเริ่มที่ชื่อว่า “แหล่งท่องเที่ยวปลอดภัยสำหรับผู้หญิง” เอื้ออำนาจให้กับผู้หญิงในฐานะมัคคุเทศก์และผู้ประกอบการ เสริมสร้างประสบการณ์ท่องเที่ยวปลอดภัยที่แท้จริง 

    ฟังมุมมองสองหนุ่มหนึ่งสาวพอหอมปากหอมคอได้ข้อสรุปว่า การท่องเที่ยวไม่แตกต่างจากสินค้าชนิดอื่นเป็นการบริโภคตามรสนิยม ชอบใคร ชอบมัน เข้าทำนอง “ลางเนื้อชอบลางยา” แต่ถ้าใครมีโอกาสไปเยือนอินเดียไม่ว่าจะเป็นครั้งแรกหรือครั้งต่อๆ ไป ก็อยากให้แวะไปสัมผัสมัธยประเทศดู สำหรับคนที่ไม่เคยไป แล้วจะเห็นความตั้งใจต้อนรับนักท่องเที่ยวของคนที่นั่น 

    สำหรับความรู้สึกของ World Pulse “อินเดียเป็นประเทศที่ไม่จำเป็นว่าต้องรัก หรือชอบ แต่เมื่อคุณได้ไปสักครั้ง จะประทับใจไม่มีวันลืม” เข้าทำนอง “ไม่รักแต่คิดถึง” มัธยประเทศก็เช่นกัน!

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/world/1204366&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0FrP5orYjsvP7J4UU2_VIO

  • ชุดปฏิบัติการตรวจค้น 4 จุดเป้าหมายที่เกาะพงัน หลังชาวยิวยึดพื้นที่กระทบท่องเที่ยว

    ชุดปฏิบัติการตรวจค้น 4 จุดเป้าหมายที่เกาะพงัน หลังชาวยิวยึดพื้นที่กระทบท่องเที่ยว

    เผยแพร่:   ปรับปรุง:

    จากกรณีปัญหาชาวอิสราเอลครอบครองพื้นที่ เกาะพะงัน จ.สุราษฎร์ธานี ที่ไม่ต่างกับการเข้าพื้นที่ อ.ปาย จ.แม่ฮ่องสอน นั้น วันนี้ (23 ต.ค.) พ.ต.อ.ศิริชัย สุขสาตต์ รอง ผบก.ภ.จว.สุราษฎร์ธานี ในฐานะหัวหน้าชุดปฏิบัติการ คณะทำงานเฉพาะกิจเพื่อป้องกันปราบปรามการกระทำผิดของคนต่างด้าว จ. สุราษฎร์ธานี มล.ภู่ทอง ทองใหญ่ รองอธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า พล.ต.ต.ชูธเรศ ยิ่งยงดำรงสกุล รอง ผบก.ตม.6 เจ้าหน้าที่สรรพากร และเจ้าพนักงานที่ดิน และเจ้าหน้าที่ส่วนที่เกี่ยวข้อง ได้กระจายกำลังปฏิบัติการตรวจค้นเป้าหมาย 4 จุด เพื่อตรวจสอบการกระทำผิด และผู้สนับสนุนให้มีการประกอบธุรกิจของชาวต่างด้าวอย่างผิดกฎหมายในพื้นที่เกาะพะงัน

    จากการสอบถามชาวบ้านประชาชนในพื้นที่ ชาวบ้านต่างบอกว่า ขอให้หน่วยงานรัฐทำกันจริงจัง อย่าทำแบบตอนที่กำลังเป็นกระแสข่าว ต้องทำกันอย่าต่อเนื่อง และยิ่งตอนนี้ เกาะพะงันชื่อเสียงเสียหายหมดแล้ว กว่าฟื้นฟูชื่อเสียงก็ต้องใช้เวลา เกาะพะงันยึดเศรษฐกิจท่องเที่ยวเป็นหลัก มีรายได้จากการท่องเที่ยว

    การตรวจค้น เป้าหมายที่ 1 อาคารพาณิชย์ ริมถนนตลาดใหม่ ม.1 ต.เกาะพะงัน เป็นที่ตั้งของสำนักงาน เฟิร์สคอนซันแทนส์ ยูนิเวิร์ลซัล เซอร์วิส (บริษัท เฟิร์ส คอนซัลแทนส์ 47 จำกัด) และเป้าหมายที่ 2 อาคารพาณิชย์ใกล้เคียง มีผู้ครอบครองเป็นรายเดียวกัน ซึ่งเป็นสำนักงานที่ปรึกษาทางกฎหมาย การบัญชี และรับจัดตั้งบริษัทนิติบุคคล

    จากการสืบสวนพบว่า สถานที่ดังกล่าว เป็นที่ตั้งของบริษัทนิติบุคคลรวมกันถึง 89 แห่ง พ.ต.อ.ศิริชัย สุขสาตต์ รอง ผบก.ภ.จว. สุราษฎร์ธานี ได้แสดงหมายค้นต่อผู้ดูแลสำนักงาน เจ้าหน้าที่ได้ทำการตรวจยึดเอกสารและคอมพิวเตอร์ เพื่อนำไปตรวจสอบว่ามีการใช้คนไทยเป็นนอมินีในการประกอบธุรกิจแทนชาวต่างชาติหรือไม่

    ส่วนเป้าหมายที่ 2 เป็นเพียงห้องว่าง ไม่มีอุปกรณ์สำนักงาน หรือการประกอบกิจการ

    เป้าหมายที่ 3 เป็นบ้านพักของ นางเข็มทอง อายุ 49 ปี เจ้าของบริษัท เฟิร์ส คอนซัลแทนส์ 47 จำกัด แต่ไม่พบตัวนางเข็มทอง รับแจ้งจากผู้ดูแลบ้านว่า นางเข็มทอง พาสามีชาวต่างชาติ ไปพบแพทย์ที่กรุงเทพฯ และไม่สามารถติดต่อได้ เจ้าหน้าที่จึงเข้าทำการตรวจยึดเอกสารที่เกี่ยวข้องไว้ตรวจสอบ

    เป้าหมายที่ 4 คือ โครงการก่อสร้างอาคารวิลล่าโครงการศิธายา บีช ฟร้อนท์ วิลล่า ตั้งอยู่ริมหาดเขาหินนก ม.4 ต.เกาะพะงัน ซึ่งเป็น โครงการวิลล่ารวม 8 หลัง ในระหว่างการตรวจสอบพบว่าวิลล่าจำนวน 7 หลัง มีนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้าพักอาศัย โดยมีการจ่ายค่าที่พักในอัตราสูงถึง คืนละ 13,000 บาท จากการตรวจสอบเบื้องต้น เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองยืนยันว่า วิลล่าดังกล่าวไม่ได้รับอนุญาตให้เปิดกิจการโรงแรมที่พัก จึงได้เชิญตัวผู้ดูแลวิลล่า และนักท่องเที่ยวต่างชาติ 6 ราย ไปสอบสวนปากคำเพื่อดำเนินคดีตามกฎหมาย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://news1live.com/detail/9680000101247&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1yo6hrapTXU53pGy48XaYn

  • รัฐขยายสิทธิหักรายจ่าย2เท่าอบรมสัมมนาอ.เมืองหลักเท่าเมืองรอง

    รัฐขยายสิทธิหักรายจ่าย2เท่าอบรมสัมมนาอ.เมืองหลักเท่าเมืองรอง

    รัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เดินหน้านโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากผ่านมาตรการภาษี โดยกรมสรรพากรออกประกาศอธิบดีฯ ฉบับที่ 456 ขยายสิทธิหักรายจ่าย 2 เท่า สำหรับนิติบุคคลที่จัดอบรม สัมมนา หรือกิจกรรมท่องเที่ยวในอำเภอเมืองหลักที่ได้รับสิทธิเทียบเท่า “เมืองรอง” มีผลระหว่างวันที่ 28 ตุลาคม ถึง 15 ธันวาคม 2568

    นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกรัฐบาล เปิดเผยว่า มาตรการนี้มุ่งสนับสนุนให้ภาคธุรกิจจัดกิจกรรมภายในประเทศมากขึ้นในช่วงปลายปี เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่นและกระจายรายได้สู่ภูมิภาค โดยเฉพาะอำเภอในจังหวัดท่องเที่ยวหลักที่กำหนดให้ได้สิทธิเทียบเท่าเมืองรอง เช่น เขาพนม ปลายพระยา ลำทับ (กระบี่), สารภี สันทราย แม่แตง (เชียงใหม่), ปักธงชัย พิมาย วังน้ำเขียว (นครราชสีมา), บ้านบึง พานทอง พนัสนิคม (ชลบุรี) และอีกกว่า 10 จังหวัดทั่วประเทศ

    ตามประกาศนี้ นิติบุคคลที่จัดอบรมหรือสัมมนาในพื้นที่ที่อยู่ในรายชื่อดังกล่าวจะได้รับสิทธิหักรายจ่าย 2 เท่า ส่วนพื้นที่อื่นสามารถหักได้ 1.5 เท่า ตามหลักเกณฑ์ของกรมสรรพากร ถือเป็นส่วนหนึ่งของนโยบายภาษีเพื่อการท่องเที่ยวในประเทศ ซึ่งรัฐบาลยืนยันจะเดินหน้าต่อเนื่องเพื่อให้ภาคธุรกิจและประชาชนเติบโตไปพร้อมกันอย่างยั่งยืน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/smart-sme/732276&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw12LCzZe4FNU_pz_D_0fUeq

  • ททท. คาดเทศกาลกินเจ 2568 คึกคัก นักท่องเที่ยวไทยกว่า 3.8 แสนคน สร้างรายได้ทะลุ 4 พันล้านบาท

    ททท. คาดเทศกาลกินเจ 2568 คึกคัก นักท่องเที่ยวไทยกว่า 3.8 แสนคน สร้างรายได้ทะลุ 4 พันล้านบาท


    ททท. คาดบรรยากาศท่องเที่ยวช่วงเทศกาลกินเจปี 2568 ระหว่างวันที่ 20–29 ตุลาคม จะคึกคัก โดยเฉพาะจังหวัดภูเก็ตและสงขลา ซึ่งจัดงานใหญ่ระดับประเทศ คาดนักท่องเที่ยวชาวไทยรวมกว่า 382,710 คน-ครั้ง

    นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เปิดเผยว่า ททท.คาดการณ์แนวโน้มการเดินทางท่องเที่ยวภายในประเทศในช่วง เทศกาลกินเจปี 2568 ระหว่างวันที่ 20–29 ตุลาคม 2568 ว่าจะมีบรรยากาศคึกคักต่อเนื่องจากปีก่อน โดยเฉพาะในสองจังหวัดหลักที่จัดงานใหญ่ ได้แก่ ภูเก็ต และ สงขลา

    จากการประเมินของ ททท. คาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวชาวไทยรวมกว่า 382,710 คน-ครั้ง เพิ่มขึ้น 28% จากช่วงเดียวกันของปี 2567 สร้างรายได้ทางการท่องเที่ยวรวมกว่า 4,104 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 31% เมื่อเทียบกับปีก่อน สะท้อนถึงความเชื่อมั่นและกำลังซื้อของนักท่องเที่ยวไทยที่ฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง

    ภูเก็ตฉลอง 200 ปีเทศกาลกินเจ – นักท่องเที่ยวพุ่ง 43%

    จังหวัดภูเก็ตจัดงานเฉลิมฉลองครบรอบ 200 ปี เทศกาล “เจี๊ยะฉ่ายภูเก็ต – สองศตวรรษแห่งศรัทธา” ซึ่งถือเป็นงานประเพณีกินเจที่ยิ่งใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศ คาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวชาวไทยเดินทางเข้าร่วมงานกว่า 198,239 คน-ครั้ง เพิ่มขึ้น 43% จากปีที่ผ่านมา สร้างรายได้มากกว่า 2,339 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 44%

    อัตราการเข้าพักเฉลี่ยในพื้นที่สูงถึง 81% โดยมีจำนวนนักท่องเที่ยวทั้งจากกลุ่มครอบครัวและผู้สนใจวัฒนธรรมไทย–จีน เดินทางเข้ามาอย่างคึกคัก สะท้อนถึงการฟื้นตัวของตลาดท่องเที่ยวภายในประเทศ และภาพลักษณ์ของภูเก็ตในฐานะ “เมืองแห่งวัฒนธรรมและศรัทธา” ที่สามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวได้ตลอดทั้งปี

    สงขลาโชว์เอกลักษณ์ไทย–จีน “พหุวัฒนธรรมแห่งศรัทธา”

    จังหวัดสงขลา จัดงานเทศกาลกินเจภายใต้แนวคิด
    “พหุวัฒนธรรมของชาวจีนตามวิถีความเชื่อ พลังศรัทธาสู่ประเพณีบุญยิ่งใหญ่”
    คาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวชาวไทยกว่า 184,470 คน-ครั้ง เพิ่มขึ้น 15% จากปีก่อน สร้างรายได้กว่า 1,765 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 18% และมีอัตราการเข้าพักเฉลี่ย 75%

    นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่เดินทางเพื่อร่วมพิธีกรรมทางศาสนาและลิ้มรสอาหารเจพื้นถิ่น ซึ่งเป็นเอกลักษณ์เฉพาะของชุมชนชาวไทยเชื้อสายจีนในภาคใต้

    นักท่องเที่ยวต่างชาติระยะใกล้หนุนคึกคัก

    สำหรับนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติที่เดินทางเข้ามาท่องเที่ยวในช่วงเทศกาลกินเจทั้งสองจังหวัด ส่วนใหญ่เป็นตลาดระยะใกล้ (short-haul) คิดเป็นสัดส่วน 82% ของนักท่องเที่ยวต่างชาติทั้งหมด โดยมี มาเลเซีย, สิงคโปร์ และ อินโดนีเซีย เป็นตลาดหลักตามลำดับ สะท้อนให้เห็นถึงความนิยมของนักท่องเที่ยวอาเซียนที่เดินทางมาร่วมสัมผัสประเพณีไทย–จีนที่มีชื่อเสียงระดับโลก

    ททท. เสริมกิจกรรมวัฒนธรรม–หนุนโครงการ “เที่ยวไทยคนละครึ่ง”

    นางสาวฐาปนีย์ กล่าวว่า เทศกาลกินเจถือเป็นช่วงเวลาสำคัญที่สะท้อนอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมของไทย–จีน และเป็นโอกาสทองในการกระตุ้นการเดินทางภายในประเทศ โดยในปีนี้ ททท. ได้ร่วมกับพันธมิตรในพื้นที่จัดกิจกรรมวัฒนธรรมและการแสดงตลอด 10 วันของเทศกาล เพื่อกระจายรายได้สู่ท้องถิ่น พร้อมส่งเสริมให้เกิดการเดินทางอย่างยั่งยืน

    นอกจากนี้ โครงการ “เที่ยวไทยคนละครึ่ง” ยังเป็นอีกแรงสนับสนุนสำคัญต่อการเดินทางในช่วงเทศกาล โดยข้อมูล ณ วันที่ 16 ตุลาคม 2568 พบว่ามีการจองที่พักผ่านโครงการดังกล่าวใน

    • จังหวัดภูเก็ต จำนวน 221 สิทธิ์

    • จังหวัดสงขลา จำนวน 107 สิทธิ์

    ซึ่งช่วยหนุนอัตราการเข้าพักและกระตุ้นการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวในพื้นที่ได้อย่างมีนัยสำคัญ

    “เทศกาลกินเจปีนี้ไม่เพียงเป็นประเพณีแห่งศรัทธา แต่ยังเป็นช่วงเวลาที่ส่งเสริมเศรษฐกิจการท่องเที่ยวในท้องถิ่นอย่างแท้จริง ททท. มุ่งหวังให้ทั้งสองจังหวัดกลายเป็นต้นแบบของเมืองท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมที่ผสมผสานความเชื่อ ความศรัทธา และวิถีชีวิตได้อย่างกลมกลืน”
    — นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการ ททท. กล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/business/36794&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1lg6pGIGbPYXzVD-ND9kal

  • ด่วน! ตำรวจท่องเที่ยวรวบ “ไกด์เถื่อน” ชาวจีน คาไมค์ นำเที่ยววัดพระแก้วฯ

    ด่วน! ตำรวจท่องเที่ยวรวบ “ไกด์เถื่อน” ชาวจีน คาไมค์ นำเที่ยววัดพระแก้วฯ

    ​วันที่ 22 ตุลาคม 2568 – พล.ต.ท.ศักย์ศิรา เผือกอ่ำ ผู้บัญชาการตำรวจท่องเที่ยว (ผบช.ทท.) ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ตำรวจกองกำกับการสืบสวน กองบัญชาการตำรวจท่องเที่ยว (บช.ทท.) นำโดย พ.ต.อ.แมน รถทอง ผกก.สืบสวน บช.ทท. และ พ.ต.ท.ปิยะพงษ์ บุขุนทศ สว.กก. สืบสวน บช.ทท. พร้อมกำลัง ดำเนินการตามมาตรการกวาดล้างอาชญากรรม 10 กลุ่มต้องห้าม โดยเฉพาะกลุ่ม “ไกด์เถื่อน” และ “ทัวร์เถื่อน” เพื่อรักษาความปลอดภัยและดูแลนักท่องเที่ยวในช่วงฤดูท่องเที่ยว (ไฮซีซั่น)

    ​ชุดสืบสวนตำรวจท่องเที่ยวได้สนธิกำลังเข้าจับกุม นาย Zhang Daqing อายุ 40 ปี สัญชาติจีน ซึ่งลักลอบทำหน้าที่มัคคุเทศก์ (ไกด์เถื่อน) ในแหล่งท่องเที่ยวสำคัญ โดยการจับกุมเกิดขึ้นบริเวณหน้าวัดพระแก้วฯ ขณะที่ผู้ต้องหานำนักท่องเที่ยวเข้าชมวัด

    ​พฤติการณ์จับกุม​เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวนได้รับแจ้งจากสายลับว่า มีกลุ่มชาวจีนลักลอบทำหน้าที่มัคคุเทศก์บริเวณโรงแรมแห่งหนึ่งย่านรัชดา จึงลงพื้นที่เฝ้าติดตามพฤติกรรมอย่างใกล้ชิด พบเห็นนาย Zhang Daqing มีพฤติกรรมเข้าข่ายกระทำความผิด โดยมีการตรวจเช็คจำนวนนักท่องเที่ยวและนำขึ้นรถบัสนำเที่ยว จากนั้นรถบัสได้มุ่งหน้ามายังวัดพระแก้วฯ

    ​ตลอดเส้นทาง เจ้าหน้าที่ชุดสืบสวนได้สะกดรอยติดตามอย่างใกล้ชิด และพบว่านาย Zhang ได้ใช้ไมโครโฟนบรรยายให้ความรู้แก่นักท่องเที่ยวภายในรถ เมื่อรถมาถึงจุดรับส่งหน้าวัดพระแก้วฯ ผู้ต้องหาได้ถือธงนำนักท่องเที่ยวเดินเข้าเที่ยวชมวัดพระแก้วผ่านอุโมงค์ประตู 2 เข้าประตูมณีนพรัตน์

    ​หลังจากส่งนักท่องเที่ยวเข้าวัดพระแก้วฯ แล้ว นาย Zhang ได้ออกมาแสดงตัวยืนรออยู่ที่บริเวณหน้าประตูวิเศษไชยศรี เจ้าหน้าที่ชุดจับกุมจึงได้แสดงตัวเข้าตรวจสอบและแจ้งข้อกล่าวหา ณ บริเวณดังกล่าว
    ​แจ้ง 2 ข้อหาหนัก:​เจ้าหน้าที่ได้แจ้ง 2 ข้อกล่าวหาต่อนาย Zhang Daqing สัญชาติจีน ได้แก่​ ​ทำหน้าที่มัคคุเทศก์ โดยไม่ได้รับอนุญาตจากนายทะเบียนฯ​เป็นคนต่างด้าวทำงานโดยไม่มีใบอนุญาตทำงานหรือทำงานนอกเหนือสิทธิ์ที่จะทำได้ฯ​​จากนั้นได้นำตัวส่งพนักงานสอบสวน​สน.ชนะสงคราม เพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อไป​ตำรวจท่องเที่ยววอนประชาชนแจ้งเบาะแส

    ​กองบัญชาการตำรวจท่องเที่ยวฝากประชาสัมพันธ์ถึงประชาชนและนักท่องเที่ยว หากพบเห็นการกระทำความผิดของกลุ่มคนชาวต่างชาติในลักษณะดังกล่าว โปรดแจ้งมายังกองบัญชาการตำรวจท่องเที่ยวเพื่อเข้าตรวจสอบ เนื่องจาก อาชีพมัคคุเทศก์เป็นอาชีพสงวนสำหรับคนไทยเท่านั้น หากมีข้อสงสัยสามารถสอบถามได้ที่ สายด่วนตำรวจท่องเที่ยว 1155 หรือผ่านทางแอปพลิเคชัน Thailand Tourist Police ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thaitabloid.com/archives/251034&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2VgLTeecFtVahrCeloie55