Category: ท่องเที่ยว

  • “บ้านป้านา ผักปลาริมเล” จ.สงขลา เกษตรกรต้นแบบสู่ความยั่งยืน

    “บ้านป้านา ผักปลาริมเล” จ.สงขลา เกษตรกรต้นแบบสู่ความยั่งยืน

    “บ้านป้านา ผักปลาริมเล” จ.สงขลา เกษตรกรต้นแบบสู่ความยั่งยืน

    มูลนิธิซีพี ผลักดันเกษตรกรต้นแบบน้อมนำ “ศาสตร์พระราชา” สู่การปฏิบัติจริง ขยายผลสำเร็จเปิด “ศูนย์การเรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง “บ้านป้านา ผักปลาริมเล” จ.สงขลา ต้นแบบแห่งการพึ่งตนเองอย่างยั่งยืน

    มูลนิธิเจริญโภคภัณฑ์พัฒนาชีวิตชนบท (ซีพี) เดินหน้าขับเคลื่อนโครงการ “ซีพีพัฒนาอาชีพตามดำริ พลเอก เปรม ติณสูลานนท์ จังหวัดสงขลา” โดยน้อมนำ “ศาสตร์พระราชา” สู่การปฏิบัติจริง เพื่อแก้ไขปัญหาความยากจนและยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในตำบลปากรอ อ.สิงหนคร จ.สงขลา ซึ่งถือเป็นพื้นที่ที่ยากจนที่สุด เพื่อยกระดับอาชีพทางเลือกที่สอดคล้องกับภูมิสังคม ส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงเกษตร เพิ่มมูลค่าและคุณภาพของผลิตภัณฑ์ชุมชน เพื่อสร้างรายได้ให้กับชุมชน พร้อมสร้างคนดี คนเก่ง เป็นต้นแบบการปฏิบัติจริงสู่การขับเคลื่อนชุมชน นอกจากนี้ยังให้ความสำคัญกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สนับสนุนการปกป้อง ฟื้นฟูทะเลสาบสงขลาและทรัพยากรสัตว์น้ำ สร้างระบบนิเวศที่ดีอย่างยั่งยืน

    ปัจจุบันโครงการดังกล่าวฯ มี “ศูนย์การเรียนรู้ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง สวนเทพหยา” ที่เป็นหัวใจสำคัญในการถ่ายทอดความรู้ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงให้กับชุมชน ประชาชนทั่วไป และนักเรียนนักศึกษา มาดูงานอย่างต่อเนื่อง โดยที่ผ่านมา มีผู้ได้รับองค์ความรู้ประมาณ 7,270 คนต่อปี สร้างเกษตรกรต้นแบบในพื้นที่ ต.ปากรอ อ.สิงหนคร จ.สงขลา จำนวน 12 ราย

    ส่งเสริมสนับสนุน อาชีพ และองค์ความรู้ด้านการเกษตรในการปลูกพืชผักสวนครัว ผลิตปุ๋ยหมักใส่ผัก ลดรายจ่ายที่ไม่จำเป็น ให้แก่เกษตรกรรวมทั้งหมด 60 คน เกิดมูลค่าทางเศรษฐกิจจากการประกอบอาชีพจากเกษตรกรต้นแบบ รวม 1,123,200 บาทต่อปี

    ชาญวิทย์ รัตนชาติ หัวหน้าโครงการซีพีพัฒนาอาชีพตามดำริพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ จังหวัดสงขลา เผยว่า มูลนิธิฯ ได้ขยายผลความสำเร็จครั้งสำคัญของโครงการฯ โดยมีเป้าหมายในการยกระดับคุณภาพชีวิตชุมชนรอบทะเลสาบสงขลาให้มีความมั่นคงและยั่งยืน ตามแนวทางปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง โดยมีเกษตรกรต้นแบบจากชุมชนในการสะท้อนความสำเร็จ

    ล่าสุดร่วมกับหน่วยงานภาครัฐและชุมชนในพื้นที่ อาทิเช่น องค์การบริหารส่วนตำบลปากรอ สำนักงานเกษตรอำเภอสิงหนคร สำนักงานพัฒนาชุมชนอำเภอสิงหนคร สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกันเปิด “ศูนย์การเรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงตำบลปากรอ ‘บ้านป้านา ผักปลาริมเล” หมู่ที่ 5 บ้านแหลม ต.ปากรอ อ.สิงหนคร จ.สงขลา อีกหนึ่งแห่ง

    “บ้านป้านา ผักปลาริมเล” จ.สงขลา เกษตรกรต้นแบบสู่ความยั่งยืน

    ภายใต้แนวคิด “ผักดี ปลาดี วิถีริมเล สู่ความพอเพียงอย่างยั่งยืน” ให้เป็นห้องเรียนชีวิตของคนปากรอและชุมชนรอบทะเลสาบสงขลา ที่เปิดกว้างให้เกษตรกร เยาวชน และประชาชนทั่วไป ได้มาเรียนรู้ ลงมือปฏิบัติจริง และซึมซับคุณค่าของความพอเพียงในทุกมิติ ทั้งเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม พร้อมทั้งส่งเสริมให้เป็นอีกหนึ่งแหล่งท่องเที่ยววิถีเกษตรพอเพียงรอบทะเลสาบสงขลาอีกด้วย

    งานนี้ได้รับเกียรติจาก เอกสิทธิ์ สองเมือง นายอำเภอสิงหนคร จังหวัดสงขลา เป็นประธานในพิธี ซึ่ง“ศูนย์การเรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงตำบลปากรอ “บ้านป้านา ผักปลาริมเล” เป็นผลงานจากเกษตรกรต้นแบบที่ประสบความสำเร็จอย่างงดงาม ภายใต้การสนับสนุนของมูลนิธิฯ ด้วยพื้นที่เกษตรผสมผสานริมทะเล ป้านาได้พัฒนาพื้นที่บ้านของตนเองให้เป็นแหล่งเรียนรู้แบบครบวงจร ทั้งการปลูกผักปลอดสาร การเลี้ยงปลาในกระชัง การผลิตปุ๋ยอินทรีย์จากเศษวัสดุในครัวเรือน การทำเกษตรร่วมกับการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม และการต่อยอดอาหารพื้นถิ่นเป็นผลิตภัณฑ์สร้างรายได้ให้กับครัวเรือนในพื้นที่รอบทะเลสาบ 

    วรรณา โมรา หรือป้านา เปิดเผยว่า ก่อนเข้าร่วมโครงการฯ ทำอาชีพประมงเป็นหลัก และเลี้ยงปลากะพง ต่อมาลองเลี้ยงปลาทับทิมตามคำแนะนำของทีมซีพี แต่ก็มีปัญหาเรื่องน้ำเสียทำให้ปลาตายหมด ชาวบ้านขาดทุนมาก มูลนิธิซีพีก็เข้ามาส่งเสริมในเรื่องของการทำเกษตรตามแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียง จึงเริ่มไปศึกษาต้นแบบที่ศูนย์การเรียนรู้ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง สวนเทพหยา

    และนำกลับมาทดลองแบ่งพื้นที่บ้านตนเองประมาณ 2 งาน ติดริมทะเลสาบสงขลา มาเริ่มทำเกษตรผสมผสาน ปลูกพืชผักสวนครัว เช่น คะน้า ต้นหอม ผักบุ้ง ในรูปแบบเกษตรอินทรีย์และการผลิตผักปลอดภัย เพื่อไว้บริโภคภายในครัวเรือน และแจกจ่ายให้ชุมชนโดยรอบ ที่เหลือนำไปจำหน่ายสร้างรายได้เพิ่มให้ครอบครัว พร้อมทั้งมีการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่ง เช่น กุ้งก้ามกราม ปลากระบอก  ปลาท่องเที่ยว รวมถึงร่วมจัดการทรัพยากรชุมชนรอบทะเลสาบ

    “บ้านป้านา ผักปลาริมเล” จ.สงขลา เกษตรกรต้นแบบสู่ความยั่งยืน

    นอกจากนี้ ยังแปรรูปอาหารพื้นถิ่นและพัฒนาแบรนด์สินค้า OTOP ชุมชน เช่น น้ำพริกกุ้งเสียบ น้ำพริกแมงดา ปลาเค็ม รวมถึงวิธีการคัดแยกขยะที่ถูกวิธีอีกด้วย จนทำให้พื้นที่แห่งนี้ กลายเป็นศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงตำบลปากรอ “บ้านป้านา ผักปลาริมเล” ที่เปิดให้ชุมชนและคนที่สนใจเข้ามาศึกษาเรียนรู้ไปด้วยกัน

    การขยายเครือข่ายศูนย์การเรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงในครั้งนี้ ตอกย้ำความมุ่งมั่นของมูลนิธิฯ ในการขับเคลื่อนโครงการ “ซีพีพัฒนาอาชีพตามดำริ พลเอก เปรม ติณสูลานนท์ จังหวัดสงขลา” โดยน้อมนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง สู่การปฏิบัติจริงโดยชุมชนได้อย่างสัมฤทธิ์ผล โดยเข้าไปส่งเสริมองค์ความรู้ที่ช่วยยกระดับอาชีพและรายได้ ทำให้ชาวบ้านสามารถพึ่งพาตนเองได้ สร้างคนดี คนเก่งให้เป็นแบบอย่างกับชุมชน เกิดความเข้มแข็งภายในชุมชนรอบทะเลสาบสงขลาอย่างยั่งยืน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/smart-sme/732677&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2628oQGopXOkiqsRFemgH4

  • กมธ.ฯ ลุยเชียงราย แม่น้ำกก “น้ำใสแต่ท้องน้ำป่วย” พบสารหนูเกินเกณฑ์ในตะกอนดิน 9 จุด

    กมธ.ฯ ลุยเชียงราย แม่น้ำกก “น้ำใสแต่ท้องน้ำป่วย” พบสารหนูเกินเกณฑ์ในตะกอนดิน 9 จุด

    กมธ.ทรัพยากรน้ำฯ ติดตามมลพิษ “กก–สาย–รวก” น้ำผิวดินกกดีขึ้นแต่ตะกอนยังวิกฤต—เศรษฐกิจเสี่ยงสูญเกือบ 3.8 พันล้าน/ปี ท่ามกลางแรงกดดันเหมืองรัฐฉานเดินหน้าขยาย

    เชียงราย, 31 ต.ค. 2568 — รายงานตรวจวัดรอบปลายกันยายนชี้น้ำผิวดินแม่น้ำกก “ผ่านเกณฑ์” แต่ตะกอนดินยังพบสารหนูเกินระดับเพื่อปกป้องสัตว์หน้าดิน 9 จุด ขณะที่แม่น้ำสายยัง “อาการหนัก” ทั้งน้ำและตะกอน ส่วนแม่น้ำรวก–โขง น้ำผ่านเกณฑ์แต่ตะกอนยังน่าห่วง นักวิชาการเตือน “มลพิษในตะกอน” คือระเบิดเวลาที่อาจย้อนปนเปื้อนน้ำอีกระลอก ภาคเกษตร–ประมง–ท่องเที่ยวเสี่ยงเสียหายรวมปีละราว 3,786 ล้านบาท ขณะหน่วยงานสาธารณสุขเร่งเฝ้าระวัง 4 มาตรการ และ กมธ.ฯ สั่งทำแผนแก้ไขระยะสั้น–กลาง–ยาว ด้านมูลนิธิสิทธิมนุษยชนไทใหญ่เผยภาพดาวเทียมชี้ เหมืองแรร์เอิร์ธ–ทอง ริมกกในรัฐฉานยังขยายตัวต่อเนื่อง ก่อนการประชุม MRC เดือนพฤศจิกายนนี้ที่เชียงราย

     “น้ำเริ่มใส แต่ท้องน้ำยังป่วย”

    การประชุมคณะกรรมาธิการการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ สภาผู้แทนราษฎร วันที่ 31 ตุลาคม 2568 เปิดเวทีให้หน่วยงานส่วนกลาง–ภูมิภาค–จังหวัด ร่วมอัปเดตสถานการณ์คุณภาพน้ำใน แม่น้ำกก–แม่น้ำสาย–แม่น้ำรวก และลำน้ำสาขา ภายหลังตลอดครึ่งปีที่ผ่านมาพื้นที่ชายแดนเชียงราย–เชียงใหม่เผชิญวิกฤตน้ำขุ่นผิดปกติและผลตรวจสารโลหะหนัก “เกินเกณฑ์” หลายจุด กระทบตั้งแต่การอุปโภคบริโภคจนถึงการเพาะปลูกริมน้ำ

    รายงานล่าสุดของ สำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 1 (เชียงใหม่) ซึ่งเก็บตัวอย่างวันที่ 22–26 กันยายน 2568 ระบุว่า

    • แม่น้ำกก: น้ำผิวดิน “เป็นไปตามมาตรฐาน” ทุกจุด แต่ ตะกอนดิน ยังพบสารหนูเกินระดับเพื่อปกป้องสัตว์หน้าดิน 9 จุด
    • แม่น้ำสาย: ยังน่ากังวล พบสารหนูในน้ำผิวดิน เกินมาตรฐานทุกจุด ที่ช่วง 0.015–0.017 มก./ล. และตะกอนดินเกินระดับปลอดภัยต่อสัตว์หน้าดิน
    • แม่น้ำรวก–แม่น้ำโขง: น้ำผิวดิน “ผ่านเกณฑ์” แต่ผลตรวจตะกอนดิน ทุกจุด ในแม่น้ำรวก และ 3 จุด ในแม่น้ำโขงยังเกินระดับปลอดภัย (แม่น้ำโขงพบช่วง 32–60 มก./กก.)

    ข้อสังเกตสำคัญ จากการติดตามหลายรอบคือ “ตัวน้ำบนผิว” อาจฟื้นตัวเร็วเมื่อปริมาณฝน–การเจือจาง–การไหลเวียนดีขึ้น แต่มลพิษใน ตะกอนดิน คือปัญหาเชิงโครงสร้างที่ “ฝังลึก” และสามารถ resuspend หรือ เคลื่อนย้ายย้อนกลับขึ้นมาในคอลัมน์น้ำ เมื่อเกิดกระแสน้ำแรงหรือกิจกรรมรบกวนก้นแม่น้ำ (เช่น การขุดลอก–น้ำหลาก) ทำให้ความเสี่ยงต่อ สัตว์หน้าดิน–ห่วงโซ่อาหาร–การสะสมในสิ่งมีชีวิต ยังไม่สิ้นสุด

    เศรษฐกิจชายแดนใต้แรงกดดัน เกือบ 3.8 พันล้าน/ปี เสี่ยงหายไปกับน้ำ

    ตัวเลขคาดการณ์ความเสียหายทางเศรษฐกิจที่เผยแพร่โดย Rocket Media Lab และฐานข้อมูลหน่วยงานภาครัฐด้านเกษตร สะท้อนผลกระทบ เป็นรูปธรรม ดังนี้

    • ลุ่มน้ำกก: พื้นที่การเกษตรที่เสี่ยงได้รับผลกระทบ 340,358.73 ไร่ ประเมินความเสียหายปีละราว 3,239,061,808.4 บาท หรือ 13% ของจีดีพีเฉพาะภาคเกษตรจังหวัดเชียงราย
    • ลุ่มน้ำสาย–รวก: พื้นที่เกษตร 63,023.89 ไร่ ความเสียหายปีละประมาณ 547,100,952.5 บาท หรือ 2.19% ของจีดีพีเกษตรจังหวัด

    เมื่อรวม สามลุ่มน้ำ ตัวเลขความเสียหายอาจแตะ 3,786,162,760.9 บาท/ปี โดย ข้าว คือพืชเศรษฐกิจที่เสี่ยงที่สุด (คิดเป็น 66.54% ของมูลค่าความเสียหายริมสาย–รวก) เพราะ พื้นที่นาข้าวส่วนใหญ่ติดแม่น้ำ และใช้น้ำแม่น้ำโดยตรงในการทำนาปรัง ยังไม่นับผลต่อ ประมง–เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ซึ่งจังหวัดเชียงรายมีการจับสัตว์น้ำจืดปี 2567 ราว 1,417 ตัน มูลค่า 92.76 ล้านบาท และมี พื้นที่เพาะเลี้ยง 689.17 ไร่ รวม 284 ฟาร์ม ใน 5 ตำบลตามแนวสาย–รวก

    นอกเหนือจากภาคเกษตร กิจกรรม ท่องเที่ยวริมน้ำ–ชุมชนตลาดชายแดน (เช่น อ.แม่สาย/ท่าตอน) ก็ได้รับผลกระทบทางอ้อมจากความเชื่อมั่นด้านสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะในช่วงเทศกาล–ไฮซีซันที่น้ำคือ “ทรัพยากรภูมิทัศน์” และ “บริการสาธารณะธรรมชาติ” ของพื้นที่

    สาธารณสุขเดิน 4 มาตรการ ตรวจ–คัดกรอง–สื่อสาร–บูรณาการ

    สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเชียงราย (สสจ.) รายงานการดำเนินการเฝ้าระวังสุขภาพ 4 มาตรการ ได้แก่

    1. อนามัยสิ่งแวดล้อม: เก็บตัวอย่าง น้ำผิวดิน, น้ำประปา, พืชผัก, ปลา ตรวจวิเคราะห์ สารหนู–ตะกั่ว ทุกเดือน
    2. สุขภาพประชาชน: เฝ้าระวังอาการในชุมชน, คัดกรองเชิงรุก, สุ่ม ตรวจปัสสาวะ กลุ่มเสี่ยง
    3. การสื่อสารความเสี่ยง: แจ้งเตือนให้หลีกเลี่ยงใช้น้ำจากแหล่งน้ำธรรมชาติโดยตรง และเฝ้าระวังอาการผิดปกติ
    4. บูรณาการภาคี: เชื่อมปฏิบัติการกับหน่วยงานน้ำ–เกษตร–ท้องถิ่น–ประมง

    ผลตรวจเดือนเมษายน–ตุลาคม 2568 จากศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ที่ 1/1 เชียงรายต่อ น้ำอุปโภคบริโภค–น้ำดื่ม–ปลา–พืชผัก ระบุว่า “ไม่พบสารหนูเกินมาตรฐาน” อย่างไรก็ดี พื้นที่ยังมีเสียงเรียกร้องให้ สื่อสารข้อมูลสุขภาพอย่างโปร่งใส และ เข้าใจง่าย โดยเฉพาะกรณีที่เคยมีการกล่าวถึง ปัสสาวะประชาชน 7 ราย เกินค่ามาตรฐาน ซึ่งควรอธิบายบริบท–ระยะเวลา–การติดตามผลซ้ำ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและไม่ให้ประชาชนตื่นตระหนกหรือชะล่าใจ

    โต๊ะนโยบายขยับ กมธ.ฯ สั่งทำแผน 3 ระยะ—หน่วยงานน้ำ–สิ่งแวดล้อม–ท้องถิ่น รายงานผลถี่ขึ้น

    ในการประชุมคณะกรรมาธิการฯ มีมติให้ทุกหน่วยงานจัดทำ สรุปปัญหา–อุปสรรค–ข้อเสนอ–แผนปฏิบัติ ระยะสั้น–กลาง–ยาว เสนอรัฐบาล เพื่อขับเคลื่อนการแก้ไขอย่างเป็นระบบ ด้าน สคพ.1 (เชียงใหม่) นำเสนอ 5 ประเด็นหลัก ได้แก่ ภาพรวมคุณภาพน้ำ–มาตรฐานน้ำผิวดิน–ความร่วมมือการตรวจวัด–มาตรการแก้ไขตามกฎหมาย–อุปสรรคและข้อเสนอแนะ ขณะที่ กรมทรัพยากรน้ำ ตรวจประปาหมู่บ้านรอบลุ่มกก 45 แห่ง พบ 3 แห่ง คุณภาพต่ำกว่ามาตรฐาน และเร่งจัดหาน้ำผิวดินใหม่ พร้อมเดินหน้า ระบบสูบ–กระจายน้ำพลังงานแสงอาทิตย์ 5 โครงการ

    ส่วน การประปาส่วนภูมิภาค เฝ้าระวังคุณภาพน้ำสาขาหลัก (เชียงราย–แม่สาย–เชียงแสน–เชียงของ) เพิ่มความถี่การเก็บตัวอย่างต่อเดือน ขณะที่ องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย ร่วมกับ สสจ.–เกษตรจังหวัด–ประมงจังหวัด ตรวจน้ำประปาชุมชน–พืชผัก–ปลา อย่างต่อเนื่อง

    ต้นน้ำรัฐฉาน เหมืองแรร์เอิร์ธ–ทอง “ขยายตัวต่อเนื่อง”

    รายงานจาก มูลนิธิสิทธิมนุษยชนไทใหญ่ (Shan Human Rights Foundation) เมื่อ 28–30 ตุลาคม 2568 อ้างอิง ภาพดาวเทียมล่าสุด (14 ต.ค. 2568) ยืนยันการขยายตัวของ เหมืองแรร์เอิร์ธ 2 แห่ง และ เหมืองทอง ริมแม่น้ำกกในเมืองยอน รัฐฉาน ประเทศเมียนมา ห่าง อ.ท่าตอน จ.เชียงใหม่ เพียง 30 กม. โดยเฉพาะ วิธีชะละลาย (in-situ leaching) ที่ใช้สารเคมีจำนวนมากฉีดเข้าเชิงเขา เสี่ยงต่อการ รั่วไหลลงแหล่งน้ำ และยากต่อการควบคุม

    ภาพถ่ายเปรียบเทียบ พฤษภาคม vs ตุลาคม 2568 ชี้ชัดว่า บ่อแต่งแร่ ฝั่งตะวันตกของกกสร้างเสร็จและมีหลังคาคลุม ขณะฝั่งตะวันออกมี อาคารใหม่หลายหลัง และเห็น ของเหลวสีฟ้า ในบ่อแต่งต่อเนื่อง สอดคล้องกับการประเมินว่า “กิจกรรมแต่งแร่เพิ่มขึ้นอย่างมาก” พร้อมกันนี้ ภาคประชาชนลุ่มน้ำกกไทยได้สื่อสารกรณี สารหนู–แคดเมียม–ตะกั่ว ปนเปื้อน และย้ำผ่านถ้อยคำของภาคีว่า “แม่น้ำเพื่อชีวิต ไม่ใช่แม่น้ำเพื่อความตาย” เพื่อสะท้อนข้อเรียกร้องเชิงจริยธรรมและสิทธิขั้นพื้นฐานของชุมชนปลายน้ำ

    เวที MRC เดือนพฤศจิกายน โอกาสยกระดับ “การทูตสิ่งแวดล้อมข้ามพรมแดน”

    การประชุม MRC ที่จะจัดขึ้นที่เชียงรายในปลายพฤศจิกายน ถูกคาดหวังให้เป็น เวทีนโยบายระดับอนุภูมิภาค ที่ไทยควรใช้เพื่อ

    • เสนอ กลไกแจ้งเตือนและแบ่งปันข้อมูลคุณภาพน้ำข้ามพรมแดนแบบใกล้เวลาจริง
    • ผลักดัน มาตรฐานกิจกรรมเหมืองในลุ่มน้ำสาขาโขง และ ห่วงโซ่ตรวจสอบสารเคมี
    • ตั้ง คณะทำงานร่วมไทย–เมียนมา–จีน บูรณาการ ภาพถ่ายดาวเทียม–ข้อมูลตรวจวัด–การสืบสวนเชิงต้นน้ำ พร้อม แผนลดความเสี่ยงเชิงภูมิศาสตร์ (เช่น พื้นที่กักเก็บ/บ่อพักตะกอน–การกันชนพื้นที่เสี่ยง)

    การเยือนพื้นที่ของ สมาชิกพรรคกรีน เยอรมนี ในช่วงเวลาเดียวกัน สะท้อนมิติความร่วมมือระหว่างประเทศ โดยเฉพาะการยกระดับ มาตรฐานการทำเหมืองอย่างรับผิดชอบ และ กรอบสินค้าสะอาด (clean supply chains) ในตลาดโลก

    ข้อเสนอเชิงระบบ จาก “ตามแก้” สู่ “ป้องกันก่อนเกิด”

    บนฐานข้อมูลและสถานการณ์ปัจจุบัน ข่าวนี้เสนอ “แพ็กมาตรการ” 5 ข้อเพื่อคลายปมระยะสั้น–ยาว

    1. แดชบอร์ดสาธารณะ: เปิดข้อมูล น้ำผิวดิน–ตะกอนดิน–โลหะหนัก รายจุด/รายสัปดาห์ พร้อม metadata วิธีเก็บ–ห้องแล็บ–ความเชื่อมั่น เพื่อให้ภาคประชาชน–เกษตร–ท้องถิ่นติดตามได้
    2. แผนจัดการตะกอนดิน: ศึกษาความเป็นไปได้ของ การกักเก็บ–การห่อหุ้ม (capping)–การขุดลอกแบบเลือกสรร โดยมี EIA/สุขภาพชุมชน กำกับ เพื่อไม่ให้ “การแก้ไข” กลายเป็น “การกวนตะกอน”
    3. โพรโทคอลสุขภาพชุมชน: เพิ่ม biomonitoring กลุ่มเสี่ยง (ตัวอย่างปัสสาวะ/เลือด) แบบสุ่มตัวอย่างซ้ำ พร้อม คัดกรองเชิงรุก และ เจ้าภาพสื่อสารเดียว ลดความกำกวมของคำว่า “ไม่เกินมาตรฐาน” โดยแนบค่าจริง–ช่วงเชื่อมั่น
    4. การทูตสิ่งแวดล้อม: ใช้เวที MRC และความร่วมมือทวิภาคี ผลักดัน มาตรการควบคุมสารเคมีเหมือง และ การตรวจสอบย้อนกลับ ร่วมกับผู้ซื้อแรร์เอิร์ธ–ทองในห่วงโซ่อุตสาหกรรมโลก
    5. มาตรการทางการค้าเชิงเป้าหมาย: พิจารณาแนวทางจำกัดการนำเข้าวัตถุดิบ/สินค้าที่โยงกับกิจกรรมทำลายลุ่มน้ำ (ตามแนวคิดยุติการนำเข้า “CTM” ที่ถูกเสนอ) ควบคู่ แรงจูงใจ สำหรับซัพพลายเออร์ที่ผ่านมาตรฐานสิ่งแวดล้อม

    เสียงจากพื้นที่และการบริหารท้องถิ่น

    ตลอดหลายเดือนของการเฝ้าระวัง จังหวัดเชียงรายร่วมกับหน่วยงานในพื้นที่ เพิ่มความถี่เก็บตัวอย่าง น้ำผิวดินเดือนละ 2 ครั้ง หลายสาขา และร่วม สำรวจความเสียหาย–ค่าใช้จ่ายเฝ้าระวัง เพื่อวางงบประมาณปีถัดไป สะท้อนความตั้งใจ “เดินงานเชิงรุก” โดยไม่รอเฉพาะระดับส่วนกลาง ในเวทีหารือระดับจังหวัด ผู้แทนหน่วยงานน้ำ–สิ่งแวดล้อม–เกษตร–ประมง ยังรายงานอุปสรรค เช่น งบประมาณ–บุคลากร–การเข้าถึงพื้นที่ต้นน้ำข้ามแดน ซึ่งต้องอาศัย “กลไกกลาง” เชื่อมการทำงานต่อเนื่อง

    ในขณะที่ภาคประชาชน–ภาคีลุ่มน้ำสื่อสารเสียงเดียวกันว่า “ต้องการข้อมูลที่เข้าใจง่าย–สม่ำเสมอ และตอบข้อกังวลเฉพาะหน้า” เช่น คำถามว่าพื้นที่ใดควรหลีกเลี่ยงใช้น้ำโดยตรง, พื้นที่ใดควรระวังการบริโภคปลา, คำแนะนำเฉพาะกลุ่มเปราะบาง (เด็ก–หญิงตั้งครรภ์–ผู้สูงอายุ) เพื่อให้ครัวเรือนตัดสินใจได้บนฐานข้อมูลที่เชื่อถือได้

    เส้นบาง ๆ ระหว่าง “ฟ้าใส” กับ “ท้องน้ำป่วย”

    ภาพรวม ณ ปลายตุลาคม 2568 คือ สัญญาณคลี่คลายบางส่วนของน้ำผิวดิน โดยเฉพาะแม่น้ำกกที่ “เข้าเกณฑ์” หลายจุด แต่ ท้องน้ำยังป่วย เพราะตะกอนดินที่สะสมโลหะหนัก เกินระดับปกป้องสัตว์หน้าดิน หลายจุดใน กก–สาย–รวก–โขง ความเสี่ยงนี้ไม่เพียงกระทบต่อ ระบบนิเวศ แต่ยังทบซ้อนสู่ เศรษฐกิจฐานราก โดยเฉพาะ ข้าว–ประมง–ท่องเที่ยว ในจังหวัดชายแดน ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นภายใต้ แรงกดดันจากต้นน้ำรัฐฉาน ที่ยังเห็นสัญญาณ “เหมืองขยาย” ชัดเจน

    คำตอบเชิงนโยบายจึงไม่อาจหยุดที่ “ตรวจ–แจ้ง–แนะนำ” แต่ต้องยกระดับสู่ ระบบข้อมูลสาธารณะ–แผนจัดการตะกอน–การคุ้มครองสุขภาพ–การทูตสิ่งแวดล้อม–มาตรการการค้า ที่เสริมกันเป็นแพ็กเดียว และใช้เวที MRC ที่เชียงราย เป็นจุดเริ่มต่อรองเชิงหลักการเพื่อคุ้มครองลุ่มน้ำร่วมกันอย่างยั่งยืน

    “แม่น้ำเพื่อชีวิต ไม่ใช่แม่น้ำเพื่อความตาย” — ประโยคจากเครือข่ายภาคประชาชนลุ่มน้ำกก อาจเป็นเข็มทิศเชิงคุณค่าที่เตือนให้ทุกฝ่าย “วัดความสำเร็จ” ไม่ใช่แค่จากค่าตัวเลขในห้องแล็บ แต่จาก ความปลอดภัยและศักดิ์ศรีของผู้คนที่อยู่กับน้ำทุกวัน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://nakornchiangrainews.com/kok-river-sediment-pollution-myanmar-mine/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3RzPu30vSFD9hhYw319qfx

  • ‘รมต.กีฬา’ เตรียมเปิดให้ลงทะเบียน เข้าดูซีเกมส์ฟรีๆ ในโอกาสที่ได้เป็นเจ้าภาพในรอบ 18 ปี

    ‘รมต.กีฬา’ เตรียมเปิดให้ลงทะเบียน เข้าดูซีเกมส์ฟรีๆ ในโอกาสที่ได้เป็นเจ้าภาพในรอบ 18 ปี

    นายอรรถกร ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการจัดการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ ครั้งที่ 33 พ.ศ. 2568 (ค.ศ. 2025) และกีฬาอาเซียนพาราเกมส์ ครั้งที่ 13 พ.ศ. 2568 (ค.ศ. 2025) ครั้งที่ 1/2568 โดยมี นางสาวนัทรียา ทวีวงศ์ ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา, นายกองเอก ชัยภักดิ์ ศิริวัฒน์ รองประธานคณะกรรมการโอลิมปิคแห่งประเทศไทยฯ, พลตรีโอสถ ภาวิไล เลขาธิการคณะกรรมการพาราลิมปิกแห่งประเทศไทย และประธานสหพันธ์กีฬาคนพิการแห่งอาเซียน, ดร.ก้องศักด ยอดมณี ผู้ว่าการการกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.), นายมีชัย อินวู๊ด รองผู้ว่าการ กกท. ฝ่ายบริหาร, นางโปรดปราน สมานมิตร รองผู้ว่าการ กกท. ฝ่ายกีฬาอาชีพและกีฬามวย, นายปรีชา ลาลุน รองผู้ว่าการ กกท. ฝ่ายกีฬาเป็นเลิศและวิทยาศาสตร์การกีฬา, คณะกรรมการจัดการแข่งขันฯ และคณะผู้บริหาร กกท. เข้าร่วม ณ ห้องประชุม 1 ชั้น 2 กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ถนนราชดำเนินนอก และผ่านระบบวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ Application Zoom Cloud Meetings เมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2568 ที่ผ่านมา

    นายอรรถกร ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เปิดเผยว่า ที่ประชุมได้เน้นย้ำถึงความพร้อมในการเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ ครั้งที่ 33 ของประเทศไทย ให้เป็นไปตามมาตรฐานสากล ทั้งในด้านการจัดการแข่งขันและมาตรการรักษาความปลอดภัย ภายใต้นโยบาย “Safety First” เพื่อสร้างความมั่นใจให้แก่ทุกประเทศที่เข้าร่วมการแข่งขัน

    ในการประชุมได้มีมติร่วมกันว่า การแข่งขันฟุตบอลชายสาย A ซึ่งประกอบด้วย ทีมชาติไทย ทีมชาติกัมพูชา และทีมชาติติมอร์-เลสเต เดิมมีกำหนดจัดการแข่งขัน ณ สนามกีฬาติณสูลานนท์ จังหวัดสงขลา จะเปลี่ยนมาจัดที่ สนามราชมังคลากีฬาสถาน จังหวัดกรุงเทพฯ แทน โดยฝ่ายความมั่นคงของเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ให้ความเห็นว่า จังหวัดกรุงเทพฯ มีความพร้อมและมาตรการรักษาความปลอดภัยที่รัดกุมกว่า หลังจากลงสำรวจพื้นที่จังหวัดสงขลาแล้วพบว่ามีข้อจำกัดบางประการในด้านความปลอดภัย

    ทั้งนี้ โปรแกรมการแข่งขันฟุตบอลชายได้มีการปรับเป็นวันที่ 4, 7 และ 11 ธันวาคม 2568 เพื่อให้สอดคล้องกับกำหนดพิธีเปิดการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ ครั้งที่ 33 ในวันที่ 9 ธันวาคม 2568 โดยที่ประชุมมีมติให้ปิดพื้นที่บริเวณสนามหญ้าในระหว่างพิธีการเปิด เพื่อป้องกันความเสียหายของพื้นสนามแข่งขัน และยืนยันว่าพื้นสนามจะพร้อมสมบูรณ์ตามมาตรฐานในวันแข่งขันแน่นอน

    สำหรับมาตรการรักษาความปลอดภัย กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาได้ร่วมกับ กกท. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในจังหวัดกรุงเทพฯ ชลบุรี และสงขลา จัดเตรียมระบบรักษาความปลอดภัยแบบครบวงจรในทุกมิติ เพื่อให้การแข่งขันเป็นไปอย่างปลอดภัยและมีมาตรฐานสูงสุด

    นอกจากนี้ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และ กกท. ยังมีนโยบายร่วมกันในการเปิดโอกาสให้ประชาชนได้มีส่วนร่วมในฐานะแฟนกีฬา โดยจะเปิดให้ลงทะเบียนเข้าชมการแข่งขันฟรี โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย เพื่อเป็นของขวัญให้กับแฟนกีฬาชาวไทยในโอกาสที่ประเทศไทยกลับมาเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันซีเกมส์ในรอบ 18 ปี

    ดร.ก้องศักด ยอดมณี ผู้ว่าการ กกท. กล่าวเพิ่มเติมว่า ระบบลงทะเบียนเข้าชมจะมีการคัดกรองผู้เข้าชมอย่างรัดกุมเพื่อความปลอดภัยสูงสุด โดยจะจัดสรรโควตาให้กับนักเรียน นักศึกษา รวมถึงกลุ่มผู้ด้อยโอกาสและผู้พิการสามารถเข้าชมการแข่งขันได้ทุกสนาม นอกจากนี้ สำหรับกีฬายอดนิยม อาทิ ฟุตบอล, วอลเลย์บอล ฯลฯ จะมีการจัดพื้นที่รับชมบริเวณนอกสนาม พร้อมจอแสดงผลขนาดใหญ่ เพื่อให้ผู้ที่ลงทะเบียนไม่ทันสามารถร่วมเชียร์และสัมผัสบรรยากาศการแข่งขันได้เช่นกัน

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/sport-news/887655/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3WbgWT_TIKiQCqzKUwqLda

  • รัฐบาลชวนร่วมโครงการ “เที่ยวดีมีคืน 2568” เที่ยวเมืองรองลดหย่อนภาษี 1.5 เท่า

    รัฐบาลชวนร่วมโครงการ “เที่ยวดีมีคืน 2568” เที่ยวเมืองรองลดหย่อนภาษี 1.5 เท่า

    โฆษกรัฐบาล ชวน “เที่ยวดีมีคืน 2568” รับสิทธิลดหย่อนภาษี 1.5 เท่า ผ่านการท่องเที่ยวเมืองรอง ตั้งแต่วันนี้ – 15 ธ.ค. 2568 พักโรงแรม-โฮมสเตย์-ทานร้านอาหาร ก็ได้สิทธิ

    วันที่ 30 ต.ค. 2568 นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เชิญชวนประชาชนร่วมโครงการ “เที่ยวดีมีคืน 2568” ซึ่งเริ่มแล้วตั้งแต่วันที่ 29 ตุลาคม – 15 ธันวาคม 2568 เพื่อกระตุ้นการท่องเที่ยวภายในประเทศอย่างทั่วถึง โดยโครงการฯ ได้เปิดโอกาสให้บุคคลธรรมดา นำค่าใช้จ่ายด้านที่พักในโรงแรม โฮมสเตย์ไทย ที่พักที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม และค่าบริการของร้านอาหารที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) มาหักลดหย่อนภาษี ได้ไม่เกิน 20,000 บาท โดย 10,000 บาทแรกใช้ใบกำกับภาษีแบบกระดาษหรือใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์

    (e-Tax Invoice) และอีก 10,000 บาทใช้ e-Tax Invoice เท่านั้น ทั้งนี้ หากเดินทางท่องเที่ยวในเมืองรอง จะได้รับสิทธิลดหย่อน 1.5 เท่า สูงสุดไม่เกิน 30,000 บาท (จากการจ่ายจริงไม่เกิน 20,000 บาท) ส่วนพื้นที่เมืองหลักนอกจากเมืองรอง ลดหย่อนได้ 1 เท่า สูงสุดไม่เกิน 20,000 บาท

    ส่วนภาคธุรกิจนิติบุคคล บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล สามารถนำค่าใช้จ่ายจากการจัดอบรมหรือสัมมนาภายในประเทศในช่วงเวลาดังกล่าว มาหักรายจ่ายได้เพิ่ม โดยต้องเป็นค่าใช้จ่ายที่จ่ายให้แก่ผู้ประกอบการที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม และได้รับใบกำกับภาษีแบบเต็มรูปในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ (e-Tax Invoice) ส่วนกรณีค่าขนส่ง อนุญาตให้จ่ายให้แก่ผู้ที่ไม่ใช่ผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มได้ แต่ต้องมีใบรับอิเล็กทรอนิกส์ (e-Receipt) เป็นหลักฐาน โดยสามารถหักรายจ่ายในเมืองรองได้ 2 เท่าของรายจ่ายตามที่จ่ายจริง และในพื้นที่เมืองหลักนอกจากเมืองรอง หักรายจ่ายได้ 1.5 เท่าของรายจ่ายตามที่จ่ายจริง

    นายสิริพงศ์ กล่าวว่า มาตรการนี้ รัฐบาล มุ่งส่งเสริมการเดินทางท่องเที่ยวสู่ 55 เมืองรองทั่วประเทศ เพื่อกระจายเม็ดเงินสู่พื้นที่ท้องถิ่นที่มีศักยภาพ แต่ยังมีจำนวนนักท่องเที่ยวไม่มากเท่าเมืองหลัก อาทิ ภาคเหนือ (เชียงราย, น่าน, ลำปาง, แม่ฮ่องสอน ฯลฯ) ภาคอีสาน (เลย, สกลนคร, บึงกาฬ, ร้อยเอ็ด ฯลฯ) ภาคกลาง (ลพบุรี, สุพรรณบุรี, นครนายก ฯลฯ) และภาคใต้ (ตรัง, ระนอง, ชุมพร, นครศรีธรรมราช ฯลฯ)

    นอกจากนี้ ยังมีมาตรการภาษีเพื่อสนับสนุนผู้ประกอบการโรงแรม สามารถนำค่าใช้จ่ายจากการต่อเติมหรือปรับปรุงทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องกับกิจการหักรายจ่ายได้ 2 เท่าของค่าใช้จ่ายจริง ถึงวันที่ 31 มีนาคม 2569 เพื่อยกระดับมาตรฐานบริการและความพร้อมของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย

    “เที่ยวดีมีคืน 2568 เป็นมาตรการสำคัญของรัฐบาลในการกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะสั้น ได้ผลในระยะยาว และกระจายพื้นที่ทั่วประเทศ รัฐบาลเชิญชวนประชาชนและผู้ประกอบการใช้สิทธิได้ตั้งแต่วันนี้ จนถึงวันที่ 15 ธันวาคม 2568 เพื่อร่วมกระตุ้นเศรษฐกิจ รับประโยชน์จากมาตรการภาษี และส่งเสริมการท่องเที่ยวในประเทศให้เติบโตอย่างต่อเนื่อง” นายสิริพงศ์ ย้ำ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2892486&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1Wr58c-F5b6ORG45FQjmEq

  • ‘ช้างศึก’ ชุดซีเกมส์ ย้ายจากสงขลามาเตะราชมังฯ ฝ่ายจัดห่วงเรื่องความปลอดภัย

    ‘ช้างศึก’ ชุดซีเกมส์ ย้ายจากสงขลามาเตะราชมังฯ ฝ่ายจัดห่วงเรื่องความปลอดภัย

    นายอรรถกร ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการจัดการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ ครั้งที่ 33 พ.ศ. 2568 (ค.ศ. 2025) และกีฬาอาเซียนพาราเกมส์ ครั้งที่ 13 พ.ศ. 2568 (ค.ศ. 2025) ครั้งที่ 1/2568 โดยมี นางสาวนัทรียา ทวีวงศ์ ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา, นายกองเอก ชัยภักดิ์ ศิริวัฒน์ รองประธานคณะกรรมการโอลิมปิคแห่งประเทศไทยฯ, พลตรีโอสถ ภาวิไล เลขาธิการคณะกรรมการพาราลิมปิกแห่งประเทศไทย และประธานสหพันธ์กีฬาคนพิการแห่งอาเซียน, ดร.ก้องศักด ยอดมณี ผู้ว่าการการกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.), นายมีชัย อินวู๊ด รองผู้ว่าการ กกท. ฝ่ายบริหาร, นางโปรดปราน สมานมิตร รองผู้ว่าการ กกท. ฝ่ายกีฬาอาชีพและกีฬามวย, นายปรีชา ลาลุน รองผู้ว่าการ กกท. ฝ่ายกีฬาเป็นเลิศและวิทยาศาสตร์การกีฬา, คณะกรรมการจัดการแข่งขันฯ และคณะผู้บริหาร กกท. เข้าร่วม ณ ห้องประชุม 1 ชั้น 2 กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ถนนราชดำเนินนอก และผ่านระบบวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ Application Zoom Cloud Meetings เมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2568 ที่ผ่านมา

    นายอรรถกร ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เปิดเผยว่า ที่ประชุมได้เน้นย้ำถึงความพร้อมในการเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ ครั้งที่ 33 ของประเทศไทย ให้เป็นไปตามมาตรฐานสากล ทั้งในด้านการจัดการแข่งขันและมาตรการรักษาความปลอดภัย ภายใต้นโยบาย “Safety First” เพื่อสร้างความมั่นใจให้แก่ทุกประเทศที่เข้าร่วมการแข่งขัน

    ในการประชุมได้มีมติร่วมกันว่า การแข่งขันฟุตบอลชายสาย A ซึ่งประกอบด้วย ทีมชาติไทย ทีมชาติกัมพูชา และทีมชาติติมอร์-เลสเต เดิมมีกำหนดจัดการแข่งขัน ณ สนามกีฬาติณสูลานนท์ จังหวัดสงขลา จะเปลี่ยนมาจัดที่ สนามราชมังคลากีฬาสถาน จังหวัดกรุงเทพฯ แทน โดยฝ่ายความมั่นคงของเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ให้ความเห็นว่า จังหวัดกรุงเทพฯ มีความพร้อมและมาตรการรักษาความปลอดภัยที่รัดกุมกว่า หลังจากลงสำรวจพื้นที่จังหวัดสงขลาแล้วพบว่ามีข้อจำกัดบางประการในด้านความปลอดภัย

    ทั้งนี้ โปรแกรมการแข่งขันฟุตบอลชายได้มีการปรับเป็นวันที่ 4, 7 และ 11 ธันวาคม 2568 เพื่อให้สอดคล้องกับกำหนดพิธีเปิดการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ ครั้งที่ 33 ในวันที่ 9 ธันวาคม 2568 โดยที่ประชุมมีมติให้ปิดพื้นที่บริเวณสนามหญ้าในระหว่างพิธีการเปิด เพื่อป้องกันความเสียหายของพื้นสนามแข่งขัน และยืนยันว่าพื้นสนามจะพร้อมสมบูรณ์ตามมาตรฐานในวันแข่งขันแน่นอน

    สำหรับมาตรการรักษาความปลอดภัย กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาได้ร่วมกับ กกท. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในจังหวัดกรุงเทพฯ ชลบุรี และสงขลา จัดเตรียมระบบรักษาความปลอดภัยแบบครบวงจรในทุกมิติ เพื่อให้การแข่งขันเป็นไปอย่างปลอดภัยและมีมาตรฐานสูงสุด

    นอกจากนี้ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และ กกท. ยังมีนโยบายร่วมกันในการเปิดโอกาสให้ประชาชนได้มีส่วนร่วมในฐานะแฟนกีฬา โดยจะเปิดให้ลงทะเบียนเข้าชมการแข่งขันฟรี โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย เพื่อเป็นของขวัญให้กับแฟนกีฬาชาวไทยในโอกาสที่ประเทศไทยกลับมาเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันซีเกมส์ในรอบ 18 ปี

    ดร.ก้องศักด ยอดมณี ผู้ว่าการ กกท. กล่าวเพิ่มเติมว่า ระบบลงทะเบียนเข้าชมจะมีการคัดกรองผู้เข้าชมอย่างรัดกุมเพื่อความปลอดภัยสูงสุด โดยจะจัดสรรโควตาให้กับนักเรียน นักศึกษา รวมถึงกลุ่มผู้ด้อยโอกาสและผู้พิการสามารถเข้าชมการแข่งขันได้ทุกสนาม นอกจากนี้ สำหรับกีฬายอดนิยม อาทิ ฟุตบอล, วอลเลย์บอล ฯลฯ จะมีการจัดพื้นที่รับชมบริเวณนอกสนาม พร้อมจอแสดงผลขนาดใหญ่ เพื่อให้ผู้ที่ลงทะเบียนไม่ทันสามารถร่วมเชียร์และสัมผัสบรรยากาศการแข่งขันได้เช่นกัน

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/sport-news/887617/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0k6cRl-ISKu46M8UZTWcsX

  • เปิดแล้ว! เส้นทาง “ล้านช้าง-แม่โขง” แม่น้ำเชื่อมจีน-ไทย-ลาว เปิดให้สัญจรแล้วในยูนนาน

    เปิดแล้ว! เส้นทาง “ล้านช้าง-แม่โขง” แม่น้ำเชื่อมจีน-ไทย-ลาว เปิดให้สัญจรแล้วในยูนนาน

    เปิดแล้ว! เส้นทาง “ล้านช้าง-แม่โขง” แม่น้ำเชื่อมจีน-ไทย-ลาว เปิดให้สัญจรแล้วในยูนนาน

    สำนักวัฒนธรรมและการท่องเที่ยวของแคว้นปกครองตนเองสิบสองปันนา กลุ่มชาติพันธุ์ไท เผยว่าบริการเรือขนส่งนักท่องเที่ยวระหว่างประเทศ แม่น้ำล้านช้าง-แม่โขง เปิดสัญจรอย่างเป็นทางการเมื่อวันพุธ (1 ต.ค.) ในสิบสองปันนา มณฑลอวิ๋นหนาน (ยูนนาน) ทางตะวันตกเฉียงใต้ของจีน

    เรือลำแรกออกเดินทางจากท่าเรือจิ่งหง ซึ่งเป็นท่าเรือทางน้ำระดับชาติที่ตั้งอยู่ในเมืองจิ่งหงของสิบสองปันนา และมุ่งหน้าสู่ท่าเรือกวนเล่ย เพื่อดำเนินตามขั้นตอนการเดินทางขาออก จากนั้นจึงล่องไปตามแม่น้ำล้านช้าง-แม่น้ำโขง และเดินทางถึงท่าเรือเชียงแสนในไทย หมุดหมายนี้ถือเป็นความสำเร็จครั้งสำคัญในการบูรณาการวัฒนธรรมและการท่องเที่ยวตามเส้นทางน้ำที่เชื่อมโยง 6 ประเทศสายนี้

    เส้นทางท่องเที่ยวระหว่างประเทศนี้ครอบคลุมหลายจุดหมาย ได้แก่ สิบสองปันนาของจีน เชียงรายและเชียงใหม่ในไทย และแขวงหลวงพระบางในลาว กำหนดการเดินทาง 5 วัน 4 คืน ถือเป็นประสบการณ์การเดินทางที่ผสานรวมทรัพยากรการท่องเที่ยวจากจีน ลาว และไทยเข้าด้วยกันอย่างราบรื่น โดยใช้เครือข่ายการเดินทางที่เชื่อมโยงกันทั้งทางน้ำ ทางถนน ทางอากาศ และทางรถไฟ

    สำนักฯ ระบุว่าแผนงานในอนาคตประกอบด้วยการเร่งพัฒนาตลาดการท่องเที่ยว การเปิดตัวเส้นทางท่องเที่ยวล้านช้าง-แม่โขงที่หลากหลายมากขึ้น และการส่งเสริม “วงจรการท่องเที่ยวทองคำ” ที่มีชีวิตชีวามากขึ้นในภูมิภาค โครงการริเริ่มเหล่านี้จะช่วยเพิ่มพลังให้กับการสร้างชุมชนเศรษฐกิจและวัฒนธรรมในระดับภูมิภาค

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/chinanews/83/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3BVeWfbvl5I1fdDFnAXoie

  • แม่ฮ่องสอนเปิดแหล่งท่องเที่ยวใหม่ ชมความน่ารัก

    แม่ฮ่องสอนเปิดแหล่งท่องเที่ยวใหม่ ชมความน่ารัก

    แม่ฮ่องสอนเปิดแหล่งท่องเที่ยวใหม่ ชมความน่ารัก’อัลปากา-แกะ’ เซลฟี่ปราสาทดอกไม้

    วันพฤหัสบดี ที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 13.33 น.

    ผู้ว่าราชการจังหวัดแม่ฮ่องสอน เป็นประธานเปิดแหล่งท่องเที่ยวแห่งใหม่ มะเขือส้ม อัลปาก้า ชีฟฟาร์ม  แหล่งท่องเที่ยว Landmark แห่งใหม่ของอำเภอเมืองแม่ฮ่องสอน จังหวัดแม่ฮ่องสอน

    เมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2568 เวลา 09.30 น. ที่ บ้านห้วยมะเขือส้ม ตำบลหมอกจำแป่ อำเภอเมืองแม่ฮ่องสอน จังหวัดแม่ฮ่องสอน นางสาวชุติพร เสชัง ผู้ว่าราชการจังหวัดแม่ฮ่องสอน เป็นประธานเปิดแหล่งท่องเที่ยวแห่งใหม่ มะเขือส้ม อัลปาก้า ชีฟฟาร์ม  แหล่งท่องเที่ยว Landmark แห่งใหม่ของอำเภอเมืองแม่ฮ่องสอน จังหวัดแม่ฮ่องสอน เพื่อเป็นการประชาสัมพันธ์ข่าวสาร แหล่งท่องเที่ยวแห่งใหม่ต้อนรับนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยทั้งชาวต่างชาติ ในช่วงฤดู High Season ที่กำลังจะถึงนี้ อีกครั้งยังเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยวเกษตรเชิงนิเวศ ดึงดูดนักท่องเที่ยวให้เข้ามาในพื้นที่ชุมชน เพื่อสร้างรายได้กระตุ้นเศรษฐกิจในชุมชน เกิดการจ้างงานในชุมชน รวมทั้งเป็นแหล่งจำหน่ายสินค้าในชุมชนในเชิงการท่องเที่ยวแบบยั่งยืน

    โดยมี นายสมศักดิ์ ณ มาตคำ นายกองค์การบริหารส่วนตำบลหมอกจำแป่  ให้การต้อนรับมี ว่าที่พันตรียุทธนา เจ้าดูรี นายอำเภอเมืองแม่ฮ่องสอน กล่าวรายงานวัตถุประสงค์ของกิจกรรม มีหัวหน้าส่วนราชการ ผู้ใหญ่บ้านห้วยมะเขือส้ม อินฟลูเอนเซอร์ นักท่องเที่ยว ชาวบ้านในพื้นที่และพื้นที่ใกล้เคียงที่ร่วมกิจกรรม

    ทั้งนี้ บ้านห้วยมะเขือส้ม เป็นหมู่บ้านบนเส้นทางท่องเที่ยวที่มุ่งสู่แหล่งท่องเที่ยวสำคัญของจังหวัดแม่ฮ่องสอน ในพื้นที่โครงการพระราชดำริปางตอง 2 ( ปางอุ๋ง) ทำให้มีนักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามาเที่ยวชม สูดอากาศบริสุทธิ์ ซึ่งเป็นจุดขายของจังหวัดแม่ฮ่องสอนและของประเทศไทย อย่างไรก็ตาม มะเขือส้ม อัลปาก้า ชีฟฟาร์ม แห่งนี้ เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศ และเชิงเกษตร ซึ่งนักท่องเที่ยวจะได้ใกล้ชิดกับ อัลปาก้า และฝูงแกะ ที่จะมาโชว์ ความน่ารักอย่างใกล้ชิด รวมทั้งจุดถ่ายรูป สำคัญอย่างวิวประสาทดอกไม้สุดโรแมนติกแห่งเดียวในจังหวัดแม่ฮ่องสอน และคาเฟ่นั่งชิวที่ไม่จำกัดเวลา โดยใช้เมล็ดกาแฟ สายพันธุ์ของจังหวัดแม่ฮ่องสอน เพื่อให้นักท่องเที่ยวได้แวะพักผ่อน และพักรถไปในตัวจากการเดินทางหลายชั่วโมง

    ในโอกาสนี้ ผู้ว่าราชการจังหวัดแม่ฮ่องสอน ยังได้เชิญชวนนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติที่เดินทางเข้ามาท่องเที่ยวในช่วง High Season ของจังหวัดแม่ฮ่องสอน ได้มาสัมผัสบรรยากาศ  มะเขือส้ม อัลปาก้า ชีฟฟาร์ม เพื่อชมความรักของอัลปาก้า และฝูงแกะ และเยี่ยมชมความสวยงามของธรรมชาติในจังหวัดแม่ฮ่องสอนอีกด้วย.

    012

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/likesara/924444&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw03eTGcOQRXX_70xCNKs9sp

  • คลังเผย ศก.ไทยก.ย. ได้แรงหนุนจากส่งออกโตพุ่ง-การท่องเที่ยวในประเทศ : อินโฟเควสท์

    คลังเผย ศก.ไทยก.ย. ได้แรงหนุนจากส่งออกโตพุ่ง-การท่องเที่ยวในประเทศ : อินโฟเควสท์

    นายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เปิดเผยว่า สถานการณ์เศรษฐกิจไทย เดือนก.ย.68 ได้รับปัจจัยสนับสนุนจากการส่งออกสินค้าที่ขยายตัวในระดับสูง ต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 15 และการท่องเที่ยวภายในประเทศ ขณะที่การลงทุนภาคเอกชนและจำนวนนักท่องเที่ยวต่างประเทศ ส่งสัญญาณชะลอตัว

    ทั้งนี้ ยังจำเป็นต้องติดตามผลของมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ สงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีน รวมถึงสถานการณ์ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ในหลายภูมิภาค ซึ่งอาจจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย 

    – การบริโภคภาคเอกชน มีสัญญาณปรับตัวดีขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อน โดยเฉพาะการบริโภคในหมวดสินค้าคงทน: โดยปริมาณรถจักรยานยนต์จดทะเบียนใหม่ และปริมาณรถยนต์นั่งจดทะเบียนใหม่ ในเดือนก.ย.68 เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อน 13.4% และ 18.3% ตามลำดับ

    ส่วนดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค ในเดือนก.ย.68 ปรับตัวเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 50.7 เนื่องจากผู้บริโภคเชื่อว่ามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลชุดใหม่ โดยเฉพาะโครงการ “คนละครึ่ง พลัส” และโครงการ “เที่ยวไทยคนละครึ่ง” จะช่วยให้เศรษฐกิจไทยฟื้นตัวดีขึ้น อย่างไรก็ดี ผู้บริโภคยังมีความกังวลเกี่ยวกับผลกระทบจากสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีน และสถานการณ์ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ขณะที่รายได้เกษตรกรที่แท้จริง เดือนก.ย. ลดลง -16.3%

    – การลงทุนภาคเอกชน มีสัญญาณทรงตัวจากช่วงเดียวกันปีก่อน โดยการลงทุนภาคเอกชนในหมวดเครื่องมือเครื่องจักร สะท้อนจากปริมาณการนำเข้าสินค้าทุน ในเดือนก.ย.68 เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อน 17.9% ขณะที่ปริมาณรถยนต์เชิงพาณิชย์จดทะเบียนใหม่ ลดลงจากช่วงเดียวกันปีก่อน -3.3% สำหรับการลงทุนภาคเอกชนในหมวดการก่อสร้าง สะท้อนจากปริมาณจำหน่ายปูนซีเมนต์ภายในประเทศ ลดลงจากช่วงเดียวกันปีก่อน -4.3%

    – มูลค่าการส่งออกสินค้า ขยายตัวจากช่วงเดียวกันปีก่อน: โดยมูลค่าการส่งออกสินค้ารวมในรูปเงินสกุลดอลลาร์สหรัฐ ในเดือนก.ย.68 อยู่ที่ 30,970.7 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 19.0% จากช่วงเดียวกันปีก่อน โดยเพิ่มขึ้นต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 15 ซึ่งเป็นอัตราการขยายตัวสูงสุดในรอบ 42 เดือน นับตั้งแต่เม.ย.65 ทั้งนี้ การส่งออกขยายตัวในอัตราเร่งขึ้นตามความชัดเจนของมาตรการภาษีนำเข้าต่างตอบแทนของสหรัฐฯ ประกอบกับสัญญาณการผ่อนคลายนโยบายการค้าของสหรัฐฯ ที่เพิ่มมากขึ้น ส่งผลให้บรรยากาศการค้าโลกฟื้นตัว ตามการขยายตัวของสินค้าในหมวดเครื่องโทรศัพท์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ และรถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ

    – ด้านอุปทาน โดยเฉพาะบริการด้านการท่องเที่ยวจากนักท่องเที่ยวต่างชาติชะลอตัว ขณะที่การท่องเที่ยวภายในประเทศยังคงขยายตัวจากช่วงเดียวกันปีก่อน: โดยภาคบริการด้านการท่องเที่ยว ในเดือนก.ย.68 มีนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติที่เดินทางเข้าประเทศไทยรวม จำนวน 2.24 ล้านคน ลดลงจากช่วงเดียวกันปีก่อน -11.3% ขณะที่การท่องเที่ยวภายในประเทศ มีผู้เยี่ยมเยือนชาวไทย จำนวน 21.6 ล้านคน เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อน 4.1%

    ขณะที่ภาคการเกษตร สะท้อนจากดัชนีผลผลิตสินค้าเกษตร ในเดือนกันยายน 2568 ลดลงจากช่วงเดียวกันปีก่อน -3.2% ตามการลดลงในหมวดพืชผลสำคัญ อาทิ มันสำปะหลัง และข้าวโพด เป็นต้น อย่างไรก็ดี ผลผลิตยางพารา เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อน สำหรับภาคอุตสาหกรรม สะท้อนจากดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรม ในเดือนก.ย.68 ปรับตัวเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 87.8 โดยได้รับปัจจัยสนับสนุนสำคัญจากการจัดตั้งรัฐบาลที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับภาคเอกชน และเอื้อต่อการขับเคลื่อนมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและการลงทุนให้ดำเนินไปอย่างต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพมากขึ้น

    – เสถียรภาพเศรษฐกิจยังอยู่ในเกณฑ์ดี: สะท้อนจากอัตราเงินเฟ้อทั่วไปในเดือนก.ย.68 อยู่ที่ -0.72% ขณะที่อัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน อยู่ที่ 0.65% ส่วนสัดส่วนหนี้สาธารณะ ณ สิ้นเดือนส.ค.68 อยู่ที่ 64.6% ต่อ GDP ซึ่งยังอยู่ภายใต้กรอบวินัยการเงินการคลัง สำหรับเสถียรภาพภายนอกยังอยู่ในระดับที่มั่นคง และสามารถรองรับความเสี่ยงจากความผันผวนของเศรษฐกิจโลกได้ สะท้อนจากทุนสำรองระหว่างประเทศ ณ สิ้นเดือนก.ย.68 ยังคงทรงตัวอยู่ในระดับสูงที่ 273.3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ

     โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (30 ต.ค. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/541480&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw37HdL57eKsoIVzadD5ZOen

  • ‘อภิสิทธิ์’ แนะ 5 ข้อเสนอปลุกท่องเที่ยวไทยโตยั่งยืน  ล้างธุรกิจสีเทา-ฟื้นเชื่อมั่นปลอดภัยดึงตลาดจีน

    ‘อภิสิทธิ์’ แนะ 5 ข้อเสนอปลุกท่องเที่ยวไทยโตยั่งยืน ล้างธุรกิจสีเทา-ฟื้นเชื่อมั่นปลอดภัยดึงตลาดจีน

    วานนี้ (29 ต.ค.) “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และอดีตนายกรัฐมนตรี กล่าวปาฐกถาพิเศษหัวข้อ “การท่องเที่ยวกับอนาคตประเทศไทย” ในการประชุมสมาชิกสมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว (แอตต้า) หลังจากรับฟังความคิดเห็นจากภาคเอกชนท่องเที่ยว ในช่วงที่พรรคประชาธิปัตย์เริ่มเดินสายพบภาคเอกชนทุกเซ็กเตอร์ จัดเตรียมนโยบายพร้อมสู้ศึกเลือกตั้งปี 2569

    อภิสิทธิ์ ฉายภาพว่า “เศรษฐกิจไทยมีปัญญายืดเยื้อมาเกิน 10 ปี ปัจจุบันเติบโต 2% ต่อปีก็โล่งใจกันแล้ว เป็นอัตราเติบโตต่ำที่สุดในภูมิภาค ทั้งที่ในอดีตเคยโตได้ถึง 7% ต่อปี โดยมองว่าเศรษฐกิจไทยและคุณภาพชีวิตคนไทยจะดีขึ้นไม่ได้เลยถ้ายังโตแบบ 10 ปีที่ผ่านมา”

    “ภาคการท่องเที่ยว” ถือเป็นเครื่องยนต์สำคัญต่อเศรษฐกิจไทย เห็นชัดจากช่วงโควิด-19 ระบาด เมื่อภาคการท่องเที่ยวเจอปัญหา เศรษฐกิจไทยก็เดือดร้อนไปด้วย แม้คาดกันว่าภาคท่องเที่ยวไทยจะฟื้นตัวได้เร็วหลังโควิด แต่ตัวเลขนักท่องเที่ยวและรายได้ยังไม่กลับสู่ระดับก่อนเกิดวิกฤติเมื่อปี 2562 ที่เคยมีนักท่องเที่ยวต่างชาติราว 40 ล้านคน โดยในปี 2568 แนวโน้มนักท่องเที่ยวต่างชาติคาดต่ำกว่าเป้าหมายและอาจลดลงกว่าปีก่อน

    “พอไทยเจอการระบาดของโควิด เศรษฐกิจก็ทรุดลง ทุกคนมีความหวังว่า เมื่อไรที่เปิดประเทศได้ เศรษฐกิจก็จะกลับมาดี การท่องเที่ยวจะกลับมาดี เพราะเราเคยมีนักท่องเที่ยวต่างชาติราว 40 ล้านคนต่อปีก่อนโควิด พอหลุดพ้นมาได้ เรานึกว่าจะกลับไปสู่จุดนั้นอย่างรวดเร็ว ทั้งในเชิงจำนวนและยอดการใช้จ่าย แต่สิ่งที่เราพบวันนี้คือตัวเลขนักท่องเที่ยวต่างชาติมีโอกาสต่ำกว่าปีที่แล้ว แสดงให้เห็นว่าเกิดปัญหาแล้ว เครื่องจักรท่องเที่ยวที่เคยมีการเติบโตเร็ว วันนี้ไม่สามารถกลับคืนสู่สภาพเดิมได้ ผมจึงอยากนำเสนอความห่วงใยในหลายปัญหา ภาคการเมืองต้องเร่งผลักดันให้ภาคการท่องเที่ยวกลับมาเข้มแข็ง

    ‘อภิสิทธิ์’ แนะ 5 ข้อเสนอปลุกท่องเที่ยวไทยโตยั่งยืน  ล้างธุรกิจสีเทา-ฟื้นเชื่อมั่นปลอดภัยดึงตลาดจีน

    สำหรับปัญหาหลักอย่างแรกคือ “นักท่องเที่ยวจีน” หายไปอย่างไม่น่าเชื่อ โดยก่อนโควิดเคยเดินทางมาไทยกว่า 10 ล้านคนต่อปี แต่ปัจจุบันยังไม่ฟื้นกลับมาเหมือนเดิม ขณะที่ประเทศอื่นๆ เช่น ญี่ปุ่น เวียดนาม และมาเลเซีย กลับได้ประโยชน์จากการเพิ่มขึ้นของนักท่องเที่ยวจีน

    สาเหตุสำคัญไม่ใช่เพราะนโยบายของจีนที่มุ่งส่งเสริมการท่องเที่ยวในประเทศ แต่เพราะคนจีนรู้สึก “ไม่ปลอดภัย” เมื่อมาไทย จากคลิปและข่าวที่เคยไวรัลบนโซเชียลมีเดียพูดถึงการลักพาตัว การค้าอวัยวะ และการเชื่อมโยงถึง “สแกมเมอร์” กับ “ธุรกิจสีเทา” ในไทย ตราบใดที่รัฐบาลไทยยังไม่จัดการอย่างจริงจังกับ “ปัญหาความปลอดภัย” และ “กลุ่มธุรกิจผิดกฎหมาย” ทางการจีนก็ยังไม่มั่นใจที่จะส่งเสริมให้คนมาท่องเที่ยวไทย ระบบราชการและเจ้าหน้าที่ต้องบังคับใช้กฎหมายให้เด็ดขาดเพื่อฟื้นภาพลักษณ์ประเทศและสร้างความเชื่อมั่นให้กลับมา

    “เราจำเป็นต้องเร่งแก้ปัญหาตลาดนักท่องเที่ยวจีน ก่อนหน้านี้ผมฟังผู้รับผิดชอบจากภาครัฐ หลายคนยังหลอกตัวเองว่าเป็นเพราะนโยบายของทางการจีนที่เน้นส่งเสริมให้ชาวจีนเที่ยวในประเทศ แต่ตัวเลขนักท่องเที่ยวจีนที่ไปญี่ปุ่น เวียดนาม และมาเลเซียกลับเติบโตมาก ส่วนจำนวนเดินทางเข้าไทยกลับลดลง ทั้งที่ปี 2568 ควรเป็นปีที่มีชาวจีนเที่ยวไทยมากกว่าปีอื่นๆ เพราะครบรอบ 50 ปีความสัมพันธ์ไทย-จีน โดยสังเกตว่ามีเรื่องต่างๆ ที่ทางการจีนอยากให้ทำ หนึ่งในนั้นคือความปลอดภัย ตราบใดที่รัฐบาลไทยยังไม่จริงจังเรื่องนี้ ก็ไม่เห็นว่าทางการจีนจะปล่อยให้คนของเขามาเที่ยวไทย”

    ขณะเดียวกัน ปัจจัย “ค่าเงินบาท” ที่แข็งค่าเกินจริง ทำให้ภาคการท่องเที่ยวไทยเสียความสามารถในการแข่งขัน นักท่องเที่ยวบางตลาด เช่น รัสเซีย จำนวนมากหันไปเที่ยวเวียดนามแทน หวังว่าประเทศคู่แข่งเหล่านี้จะไม่ได้ชิงลูกค้าไปจากไทยแบบถาวร เพราะไทยยังมีศักยภาพดึงนักท่องเที่ยวกลุ่มเดินทางซ้ำซึ่งมีสัดส่วนสูงกว่ามาก

    อภิสิทธิ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า พร้อมกันนี้ยังได้เสนอ “การบ้าน 5 ข้อ” ที่ภาครัฐและภาคเอกชนต้องแก้ไขปัญหาเร่งด่วนเพื่อยกระดับภาคการท่องเที่ยวไทย ได้แก่

    1.การกระจายความหลากหลายของตลาด ด้วยการส่งเสริมให้ตลาดท่องเที่ยวเป็นหมู่คณะ (กรุ๊ปทัวร์) ปรับตัวรับพฤติกรรมนักท่องเที่ยวเปลี่ยน โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ที่มีพฤติกรรมไม่เหมือนเดิม ประกอบกับสถานการณ์ตลาดหลักอย่าง “นักท่องเที่ยวจีน”​ ที่ได้รับผลกระทบจากปัญหาภาพลักษณ์ความปลอดภัย จำเป็นต้องส่งเสริมความหลากหลายที่มาของตลาด

    2. การสนับสนุนภาคธุรกิจ โดยเฉพาะกลุ่มเอสเอ็มอี ในการใช้จ่ายเพื่อลดต้นทุนในการลงทุนด้านความยั่งยืน ให้สอดรับกับเทรนด์นักท่องเที่ยวรุ่นใหม่แสวงหาการท่องเที่ยวเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

    3.การเพิ่มพูนทักษะ ยกระดับมาตรฐานอาชีพคนท่องเที่ยว บูรณาการนำเทคโนโลยีเพื่อลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพ

    4.ยกระดับโครงสร้างพื้นฐาน เชื่อมโยงทุกระบบ เพื่อต่อยอดการท่องเที่ยวเมืองรอง กระตุ้นเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน เพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขัน

    และ 5.อุดช่องว่างการทำตลาดท่องเที่ยวไทย มุ่งขยายฐานการโปรโมตผ่านอินฟลูเอนเซอร์ชาวต่างชาติ สร้างพลังการดึงดูดนักท่องเที่ยว

    ‘อภิสิทธิ์’ แนะ 5 ข้อเสนอปลุกท่องเที่ยวไทยโตยั่งยืน  ล้างธุรกิจสีเทา-ฟื้นเชื่อมั่นปลอดภัยดึงตลาดจีน

    อดิษฐ์ ชัยรัตนานนท์ เลขาธิการแอตต้า กล่าวว่า “แอตต้า” มี 3 ข้อเสนอถึงภาครัฐเพื่อเร่งยกระดับภาคการท่องเที่ยวไทย ได้แก่ 1.สร้างระบบ “National Tourism Intelligence Platform” เปลี่ยนจากการท่องเที่ยวแบบนับหัว เป็นการบริหารด้วยข้อมูล ด้วยการจัดตั้งแพลตฟอร์มระดับชาติที่รวบรวมข้อมูลแบบเรียลไทม์จากหลายแหล่ง ทั้งด่านตรวจคนเข้าเมือง สายการบิน บริษัทท่องเที่ยวออนไลน์ โรงแรม บัตรเครดิต โทรศัพท์เคลื่อนที่ เพื่อวิเคราะห์พฤติกรรม การใช้จ่าย เส้นทางเดินทาง และผลกระทบต่อเศรษฐกิจท้องถิ่น ซึ่งจะทำให้ไทยสามารถคาดการณ์แนวโน้มการเดินทางล่วงหน้า เช่น ในตลาดจีน อินเดีย และอาเซียน ได้อย่างแม่นยำ

    พร้อมช่วยวางระบบ Carrying Capacity และ Risk Map ของแต่ละจังหวัด และนำข้อมูลนี้ไปใช้วัดผลเชิงคุณภาพแทนปริมาณ เช่น รายได้ต่อหัวของนักท่องเที่ยว หรือสัดส่วนการใช้บริการท้องถิ่น นี่คือการสร้าง “สมองกลางของการท่องเที่ยว” ซึ่งประเทศพัฒนาแล้วอย่างญี่ปุ่นและสเปนใช้เป็นฐานในการบริหารเศรษฐกิจท่องเที่ยวทั้งระบบ

    2.ปฏิรูประบบ “Destination Governance” จากส่วนกลางสั่งการ สู่การบริหารแบบร่วมมือระดับพื้นที่ ให้รัฐบาลออกแบบ “Tourism Management Zone” แต่ละภูมิภาคมี Regional Tourism Board ที่มีอำนาจจริงในการตัดสินใจด้านงบประมาณ แผนงาน และการบริหารทรัพยากร โดยมี 3 ภาคส่วนร่วมกัน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และชุมชน

    พร้อมเสนอให้ตั้ง “ซีอีโอการท่องเที่ยว” (Tourism CEO) ของแต่ละภูมิภาคที่มี KPI ชัดเจนด้านคุณภาพ ประสิทธิภาพ และความยั่งยืน พร้อมปรับบทบาทของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) จาก “ผู้จัดงาน” เป็น “ผู้กำหนดมาตรฐานและกลไกสนับสนุน” นอกจากนี้เสนอให้ใช้งบประมาณแบบ “Matching Fund” ที่ให้เอกชนและท้องถิ่นร่วมลงทุน เพื่อสร้างความเป็นเจ้าของในพื้นที่ เพื่อเปลี่ยนจากการทำแคมเปญท่องเที่ยวไปสู่การสร้างระบบด้านการท่องเที่ยวที่บริหารได้จริง

    และ 3.ลงทุนระยะยาวใน “Tourism Human Capital & Trust Economy” เพราะเศรษฐกิจท่องเที่ยวไทยต้องอาศัยความเชื่อมั่นมากกว่าการโฆษณา เสนอให้จัดตั้ง Thailand Tourism Academy ทำหน้าที่พัฒนาและรับรองมาตรฐานแรงงานท่องเที่ยวทั้งระบบ รวมถึงทักษะด้านดิจิทัลและเอไอ โดยร่วมกับมหาวิทยาลัยและองค์กรนานาชาติ เช่น WTTC และ UNWTO โดยใช้โมเดล Lifelong Learning Credit ให้แรงงานท่องเที่ยวสะสมหน่วยกิตเรียนรู้ตลอดชีวิต พร้อมพัฒนาระบบ Tourism Trust Mark สำหรับผู้ประกอบการและจุดหมายที่ผ่านมาตรฐานความปลอดภัย ความยั่งยืน และจริยธรรม ส่งเสริม Safe & Trusted Thailand เป็นแบรนด์กลางของประเทศ

    ‘อภิสิทธิ์’ แนะ 5 ข้อเสนอปลุกท่องเที่ยวไทยโตยั่งยืน  ล้างธุรกิจสีเทา-ฟื้นเชื่อมั่นปลอดภัยดึงตลาดจีน

    อดิษฐ์ ชัยรัตนานนท์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/business/business/1205349&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0hOYdzHB4-gEaLMQXb8wBj

  • ศึกษาแนวทาง”เกษตรอินทรีย์เชิงท่องเที่ยว”สร้างรายได้ให้กับชุมชน | เดลินิวส์

    ศึกษาแนวทาง”เกษตรอินทรีย์เชิงท่องเที่ยว”สร้างรายได้ให้กับชุมชน | เดลินิวส์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5252679/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0NTS0T9fOtAa4RTpvkmqag