Category: ท่องเที่ยว

  • ตำรวจท่องเที่ยว บิน โดรน เข้มตรวจพื้นที่เมืองพัทยา ดูแลนักท่องเที่ยว ลอยกระทง | TOPNEWS

    ตำรวจท่องเที่ยว บิน โดรน เข้มตรวจพื้นที่เมืองพัทยา ดูแลนักท่องเที่ยว ลอยกระทง | TOPNEWS

    สถานีตำรวจท่องเที่ยวพัทยา ส.ทท.4 กก.2 บก.ทท.1 เปิดโหมดปฏิบัติการดูแลความปลอดภัยในทุกมิติ ลาดตระเวนสอดส่องทั้งบนบก ทางน้ำ และทางอากาศ ตามข้อสั่งการของ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และ พล.ต.ท.ศักย์ศิรา เผือกอ่ำ ผู้บัญชาการตํารวจท่องเที่ยว

    ด้วยการขึ้นบิน “โดรน” หรืออากาศยานไร้คนขับ ตรวจการณ์ในพื้นที่ เพื่อดูแลความปลอดภัยให้นักท่องเที่ยว ที่เริ่มทยอยเดินทางเข้ามายัง พื้นที่เมืองพัทยา เตรียมตัวสัมผัสบรรยากาศคืนใต้แสงจันทร์วันเพ็ญขึ้น 15 ค่ำ เทศกาลลอยกระทงเมืองพัทยา และร่วมกิจกรรมสายน้ำแห่งความจงรักภักดี สถิตในใจนิรันดร์

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน 2568 ช่วงระหว่างเวลา 12.00-13.00 น. พ.ต.ต.อภิชาติ จารุรักษ์ สว.ทท.4 กก.2 บก.ทท.1 ภาพใต้แกนนำของ พ.ต.ท.ต่อลาภ ตินะมาตร สวญ.ส.ทท.4 กก.2 บก.ทท.1 , พ.ต.ท.ศุภรัตน์ มีปรีชา สว.ส.ทท.4 กก.2 บก.ทท.1 ได้นำอากาศยานไร้คนขับ หรือ “โดรน”บินขึ้นตรวจการณ์ในพื้นที่รับผิดชอบ บริเวณSTC Pattaya Walking Street และท่าเรือแหลมบาลีฮาย

    จากการบินตรวจการณ์ บริเวณพื้นที่ STC Pattaya Walking Street สภาพท้องฟ้าแจ่มใส พบปริมาณนักท่องเที่ยวชาวไทยและต่างชาติ มีปริมาณมากกว่าปกติเล็กน้อย เนื่องจากมีการเดินทางเข้ามาในพื้นที่ เมืองพัทยา และขึ้นเรือโดยสาร และเรือสปีดโบ๊ท ข้ามฝั่งเดินทางไปพักผ่อนที่ “เกาะล้าน” ในช่วงเทศกาลลอยกระทง และร่วมกิจกรรม “สายน้ำแห่งความจงรักภักดี สถิตในใจนิรันดร์”

    ทั้งนี้ ระหว่างการบินตรวจไม่พบบุคคล หรือ กลุ่มบุคคล ที่มีพฤติกรรมน่าสงสัย ไม่พบการทะเลาะวิวาท อุบัติเหตุ หรือเหตุร้ายในพื้นที่ ซึ่งการใช้โดรนตรวจการณ์ช่วยให้เห็นภาพรวมพื้นที่ check point และเส้นทางสัญจรได้ชัดเจน สามารถเฝ้าระวังและประเมินความหนาแน่น ของนักท่องเที่ยวได้อย่างต่อเนื่อง

    สำหรับ งานประเพณีลอยกระทงเมืองพัทยา ในปี 2568 ครั้งนี้ นายปรเมศวร์ งามพิเชษฐ์ นายกเมืองพัทยา ได้ปรับรูปแบบการจัดงาน จากเดิมที่กำหนดไว้ภายใต้บรรยากาศ “งานวัดย้อนยุค” ให้เหมาะสมกับ สถานการณ์ ภายใต้แนวคิด “สายน้ำแห่งความจงรักภักดี สถิตในใจนิรันดร์” The Flow of Eternal Loyalty ณ สวนสาธารณะลานโพธิ์ นาเกลือ

    ในวันเดียวกันนี้ ( 4 พ.ย.68) พล.ต.ท.ชัยต์พจน สูวรรณรักษ์ ผู้บัญชาการสำนักงานกำลังพล ในฐานะรองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยว่า ในวันพุธที่ 5 พฤศจิกายน 2568 เป็นวันลอยกระทง ถือเป็นประเพณีสำคัญของคนไทย เป็นการอนุรักษ์ ส่งเสริมประเพณีวัฒนธรรม และวิถีชีวิตของชุมชนที่เกี่ยวข้องกับสายน้ำให้คงอยู่ ซึ่งในปีนี้พื้นที่ต่าง ๆ ทั่วประเทศ ยังคงจัดงานประเพณีลอยกระทง โดยปรับรูปแบบการจัดกิจกรรม ให้เหมาะสมเพื่อแสดงความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง โดยคาดการณ์ว่า จะมีประชาชนและนักท่องเที่ยวร่วมงานประเพณีวันลอยกระทงในสถานที่ต่าง ๆ เป็นจำนวนมาก ซึ่งอาจทำให้เกิดอาชญากรรม ปัญหาการจราจรติดขัด ปัญหาความเดือดร้อนรำคาญ และอันตรายต่างๆ รวมถึงอาจมีมิจฉาชีพ แอบแฝงเข้าไปประทุษร้ายต่อทรัพย์สินในสถานที่จัดงาน

    ขณะที่ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ได้กำชับให้หน่วยต่างๆ ป้องกันปราบปรามอาชญากรรม รักษาความสงบเรียบร้อย และความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน ของประชาชนและนักท่องเที่ยว โดยให้เพิ่มความเข้มในการกวาดล้าง อาชญากรรมทุกประเภทช่วงก่อนวันลอยกระทง,จัดทำแผน และมาตรการในการป้องกันปราบปรามอาชญากรรมให้สอดคล้องเหมาะสมกับพื้นที่และสถานการณ์มากที่สุด ดูแลความปลอดภัย และอำนวยความสะดวก ให้ความช่วยเหลือประชาชนและนักท่องเที่ยวในพื้นที่ที่รับผิดชอบ ทั้งทางบกและทางน้ำ พร้อมให้กวดขัน ตรวจตรา ตรวจสอบ สถานบริการและสถานบันเทิง ให้เป็นไปตามที่กฎหมายกำหนด โดยเฉพาะอย่างยิ่งไม่ปล่อยปละละเลยให้เด็กและเยาวชนใช้บริการ ไม่มีอาวุธ สารเสพติด สิ่งผิดกฎหมาย อย่างเด็ดขาด และเพิ่มความเข้มงวดในการ ตรวจตรา รักษาความปลอดภัยในสถานที่ต่างๆ โดยเฉพาะแหล่งท่องเที่ยว สำคัญ และสถานที่จัดงานขนาดใหญ่ที่คาดว่า จะมีประชาชนและนักท่องเที่ยว ร่วมงานจำนวนมาก

    นอกจากนี้ ให้กวดขันจับกุมผู้เล่นดอกไม้เพลิง พลุ ประทัด ในลักษณะที่ก่อให้เกิดความเดือดร้อนรำคาญ หรือเป็นอันตรายต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน, กวดขันไม่ให้มีผู้ลักลอบผลิต และจำหน่ายดอกไม้เพลิง พลุ ประทัด หากพบให้ดำเนินคดีอย่างเด็ดขาดทันที เพื่อป้องกันเหตุร้าย และจัดเจ้าหน้าที่ตำรวจปฏิบัติหน้าที่อำนวยความสะดวกและจัดการจราจรเป็นประจำ ในบริเวณสถานที่ที่คาดว่าจะมีผู้ร่วมงานเป็นจำนวนมาก และเส้นทางที่คาดว่าจะมีปัญหาจราจร พร้อมจัดเส้นทางรองรับ การจราจรที่หนาแน่น

    พร้อมกันนี้ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ขอความร่วมมือพี่น้องประชาชน และนักท่องเที่ยว ไม่สวมเครื่องประดับ สิ่งของมีค่า หรือนำทรัพย์สินติดตัวไปจำนวนมาก เพื่อป้องกันมิให้มิจฉาชีพ ฉวยโอกาสประทุษร้ายต่อทรัพย์ได้ และให้ระมัดระวังการใช้บริการโป๊ะ ท่าเทียบเรือ หรือพื้นที่ที่มีคนหนาแน่น เพราะอาจทำให้เกิดอุบัติเหตุได้ง่าย

    สำหรับผู้ขับขี่ยานพาหนะต้องเมาไม่ขับ และปฏิบัติตามกฎจราจร อย่างเคร่งครัด พร้อมขอความร่วมมือผู้ปกครอง ในการกำชับบุตรหลาน ให้ระมัดระวังเพื่อมิให้ถูกหลอกลวงไปในทางมิชอบ หรือประพฤติตนไม่สมควร รวมถึงไม่ควรปล่อยให้เด็กไปเที่ยวงานโดยลำพัง เพื่อความปลอดภัย ในชีวิตและทรัพย์สินตลอดเทศกาลลอยกระทงนี้

    ภาพ/ข่าว อนันต์ กิ่งสร / ทิวากร กฤษมณี ผู้สื่อข่าว TOPNEWS ทั่วไทย จ.ชลบุรี

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1379148&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1OUlutpKyCIeQVm_UtWky7

  • ญี่ปุ่นเนื้อหอม! นักท่องเที่ยวอินเดียทะลักเข้าประเทศช่วงดีวาลีพุ่ง 37%

    ญี่ปุ่นเนื้อหอม! นักท่องเที่ยวอินเดียทะลักเข้าประเทศช่วงดีวาลีพุ่ง 37%

    ธุรกิจท่องเที่ยวของญี่ปุ่น เร่งปรับตัวรับนักท่องเที่ยวชาวอินเดียที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ในช่วงเทศกาลดีวาลี ซึ่งถือเป็นวันขึ้นปีใหม่ของชาวฮินดูและเป็นช่วงวันหยุดยาวของชาวอินเดีย หลายธุรกิจในญี่ปุ่นเดินหน้าพัฒนาเมนูอาหารมังสวิรัติเพื่อตอบโจทย์ความต้องการของนักท่องเที่ยวกลุ่มนี้โดยเฉพาะ

    เมื่อปลายเดือนตุลาคมที่ผ่านมา บรรยากาศย่านอาซากุสะในกรุงโตเกียว เต็มไปด้วยนักท่องเที่ยวชาวอินเดีย โดยครอบครัวหนึ่งจากมุมไบ เล่าว่า ตนเองเลือกเดินทางมาเที่ยวญี่ปุ่นเป็นครั้งแรกในช่วงดีวาลี เพราะชื่นชอบญี่ปุ่นที่เป็นเมืองสะอาดและผู้คนมีอัธยาศัยดี

    สอดคล้องกับข้อมูลจาก องค์การการท่องเที่ยวญี่ปุ่น ระบุว่า ในช่วงเดือนมกราคม–กันยายนที่ผ่านมา มีนักท่องเที่ยวชาวอินเดียเดินทางเข้าประเทศญี่ปุ่นกว่า 233,400 คน เพิ่มขึ้นถึง 37% จากปีก่อนหน้า และสูงกว่าทั้งปี 2024 และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะช่วงเดือนตุลาคม–พฤศจิกายน ซึ่งตรงกับเทศกาลดีวาลี มีนักท่องเที่ยวอินเดียเดินทางเข้ามาราว 45,000 คน หรือคิดเป็น 19% ของจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติทั้งหมดในช่วงเวลาดังกล่าว

    สุงูริ มิคามิ ซีอีโอของบริษัท Storytelling จากเมืองคุรุคราม ประเทศอินเดีย ซึ่งเป็นที่ปรึกษาช่วยธุรกิจญี่ปุ่นขยายตลาดในอินเดีย กล่าวว่า เทศกาลดีวาลีเป็นช่วงเวลาที่ธุรกิจในอินเดียจำนวนมากหยุดทำการ และผู้คนมักใช้โอกาสนี้เดินทางไปท่องเที่ยวในต่างประเทศ และในช่วง 2 ปีที่ผ่านมาชาวอินเดียจะนิยมเดินทางไปญี่ปุ่นเป็นประเทศแรกๆ เนื่องจากค่าเงินเยนที่อ่อนค่า การเพิ่มขึ้นของเที่ยวบินตรง และกระแสรีวิวจากอินฟลูเอนเซอร์บนโซเชียลมีเดียที่แสดงให้เห็นวัฒนธรรมที่หลากหลายในญี่ปุ่น

    แนวโน้มดังกล่าวส่งผลให้ธุรกิจโรงแรมในญี่ปุ่นได้รับอานิสงส์โดยตรง เครือ Seibu Prince Hotels Worldwide รายงานว่า ยอดจองจากนักท่องเที่ยวอินเดียในเดือนตุลาคมเพิ่มขึ้นราว 30% จากปีก่อน และคาดว่าจะพุ่งขึ้นกว่า 200% ในเดือนพฤศจิกายน ขณะที่ โรงแรม Grand Prince Hiroshima ได้จ้างพนักงานชาวอินเดียมาเพื่อดูแลแขกจากอินเดียโดยเฉพาะ

    แน่นอนว่าอาหารก็เป็นปัจจัยสำคัญต่อการตัดสินใจเดินทางของนักท่องเที่ยวอินเดีย โดยประชากรอินเดียส่วนใหญ่แล้วเป็นมังสวิรัติ ด้วยเหตุผลทางศาสนาและวัฒนธรรม ก็เป็นอีกจุดที่ธุรกิจญี่ปุ่นเร่งปรับตัวเพื่อรองรับนักท่องเที่ยว เห็นได้จาก บริษัท JTB Global Marketing & Travel ในโตเกียวได้เริ่มให้บริการอาหารอินเดียแบบทาลี มาตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2024 ส่วนนักท่องเที่ยวที่ร่วมทัวร์ชมภูเขาไฟฟูจิ ก็จะได้รับประทาน
    อาหารมังสวิรัติ

    ด้าน ทากาฮิโตะ ซูซูกิ ผู้บริหาร JTB Global Marketing กล่าวต่อว่า ปัจจุบันนักท่องเที่ยวอินเดียคิดเป็น 10% ของลูกค้าทัวร์ Sunrise Tours เพิ่มขึ้นจากเพียง 1% ก่อนช่วงโควิด และกลายเป็นกลุ่มใหญ่ลำดับสามรองจากนักท่องเที่ยวสหรัฐฯ และออสเตรเลีย และทุกครั้งที่ชาวอินเดียมาเที่ยว พวกเขาจะรู้สึกโล่งใจทุกครั้งที่สามารถหามื้ออาหารที่เป็นมังสวิรัติได้สะดวกขึ้น ทำให้บริษัทเตรียมขยายเมนูทาลี ไปในกลุ่มทัวร์ต่างๆ ในเมืองเกียวโต นารา นิกโก และซัปโปโร

    อย่างไรก็ตาม จากรายงานของ McKinsey คาดการณ์ว่า จำนวนนักท่องเที่ยวชาวอินเดียที่เดินทางออกนอกประเทศจะเพิ่มขึ้นแตะ 80–90 ล้านคนต่อปี หรือมากกว่าปี 2022 ถึง 6–7 เท่า สะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพตลาดที่มหาศาลสำหรับอุตสาหกรรมท่องเที่ยวทั่วโลก

    อ้างอิง:

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/india-tourism-boom-japan-veg/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3wmI3aRwPM6vx0M4tr5Rnv

  • รวบขณะกำลังให้บริการ! สาวอังกฤษเปิดสอนโยคะเซ็กซ์ บนเกาะพะงัน

    รวบขณะกำลังให้บริการ! สาวอังกฤษเปิดสอนโยคะเซ็กซ์ บนเกาะพะงัน

    รวบขณะกำลังให้บริการ! สาวอังกฤษเปิดสอนโยคะเซ็กซ์ บนเกาะพะงัน

    วันพุธ ที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 09.17 น.

    เมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน 2568 พ.ต.ท. วินิจ บุญชิต สารวัตรสถานีตำรวจท่องเที่ยว 5 กองกำกับการ 2 กองบังคับการตำรวจท่องเที่ยว 3 (สว.ส.ทท.5 กก.2 บก.ทท.3) พร้อมชุดสืบสวนตำรวจท่องเเที่ยวเกาะพะงัน ได้เข้าตรวจสอบและจับกุม นางสาวมาเรีย  (Ms.Maria) อายุ 40 ปี สัญชาติอังกฤษ ครูสอนโยคะได้ที่ร้านอาหารแห่งหนึ่ง ต.เกาะพะงัน อ.เกาะพะงัน จ.สุราษฎร์ธานี

    การเข้าจับกุมครั้งนี้สืบเนื่องจากเจ้าหน้าที่ตำรวจท่องเที่ยวเกาะพะงันได้รับแจ้งจากสายลับ ว่ามีกิจกรรมโยคะของชาวต่างชาติสุ่มเสี่ยงต่อการอนาจารทางเพศ พร้อมหลักฐานเป็นภาพถ่ายหน้าจอเฟซบุ๊ก ซึ่งมีการเผยแพร่ทางโซเชียลมีเดียด้วยในวันอังคาร เวลา 16:30 – 18:00 น.

    เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้เฝ้าติดตามดูพฤติกรรมมกลุ่มชาวต่างชาติที่เข้ามาในพื้นที่เกาะพะงัน ชักชวนกันทำกิจกรรมโยคะของชาวต่างชาติที่สุ่มเสี่ยงต่อการอนาจารทางเพศ ซึ่งมีการเผยแพร่ทางโซเชียลมีเดียเมื่อปีที่แล้ว โดยเมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2567 ตำรวจท่องเที่ยวเกาะพะงันได้จับกุมดำเนินคดี ชาวโปแลนด์ ยูทูปเบอร์ชื่อดัง เปิดสอนโยคะเซ็ก(ทันตราโยคะ)ในพื้นที่เกาะพะงันมาแล้ว และในครั้งนี้เจ้าหน้าที่ชุดจับกุมได้สืบทราบว่าจะมีการเปิดสอนโยคะในลักษณะดังกล่าวอีก

    โดยใช้ชื่อว่า “โยคะทันตรา-เพศศักดิ์สิทธิ์” โดยมีค่าคอร์สเรียนเบื่องต้นคนละ 400 บาท โดยจะให้จับคู่ ชาย-หญิง เมื่อผ่านคอร์สเบื้องต้นแล้วจะมีคอร์สขั้นสูงขึ้นในราคา 7,440 บาท ต่อ คู่ และจากการตรวจสอบรายละเอียดตามที่มีการโฆษณาพบว่ามีเนื้อหารายละเอียดเกี่ยวกับเรื่องเพศที่ไม่เหมาะสม ระหว่างผู้หญิงกับผู้ชาย เจ้าหน้าที่ชุดจับกุมได้สืบสวนหาข่าวจนแน่ชัดพร้อมรวบรวมพยานหลักฐาน จึงนำกำลังเข้าจับกุม นางสาวมาเรีย กำลังทำการสอนโยคะกลุ่มชาวต่างชาติในลักษณะนั่งสอน และให้ลูกค้านั่งบนเข่าเพื่อทำสมาธิ การเข้าจับกุมในครั้งนี้เพื่อหยุดการกระทำที่สุ่มเสี่ยงต่อภาพลักษณะการท่องเที่ยวจารีตประเพณีที่ถูกต้องของประเทศไทย

    จากการตรวจสอบหนังสือเดินทางและใบอนุญาตทำงานพบว่า นางสาวมาเรีย ถือใบอนุญาตทำงานในตำแหน่ง “ผู้จัดการฝ่ายลูกค้าสัมพันธ์” ภายใต้บริษัท ซึ่งเป็นประเภทกิจการบริหารจัดการเกี่ยวกับที่พักอาศัย นอกจากนี้เจ้าหน้าที่ยังพบหลักฐานการกระทำความผิดในครั้งนี้หลายรายการ

    พฤติการณ์ดังกล่าวถือเป็นการฝ่าฝืนพระราชกำหนดการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว เนื่องจากทำงานในตำแหน่งครูสอนโยคะซึ่งนอกเหนือจากสิทธิ์ที่ได้รับอนุญาต เจ้าหน้าที่จึงได้นำตัวนางสาวมาเรีย เช็คตินินา ส่งพนักงานสอบสวน สภ.เกาะพะงัน เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/local/925641&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3ydDMYavZabzERxJHrq14Z

  • สมาคมสื่อมวลชนท่องเที่ยวราชบุรี ร่วมยินดี “พลโทธีรพล ศรีเกษม” นั่งเก้าอี้เจ้ากรมการทหารช่างคนใหม่

    สมาคมสื่อมวลชนท่องเที่ยวราชบุรี ร่วมยินดี “พลโทธีรพล ศรีเกษม” นั่งเก้าอี้เจ้ากรมการทหารช่างคนใหม่

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/contents/108245&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2XOBXFSVpSNs3CyLfM5hd8

  • โกลเบล็ก ส่อง SET Q4/68 แกว่งไซด์เวย์รอเด้งขึ้นรับไฮซีซั่นท่องเที่ยว

    โกลเบล็ก ส่อง SET Q4/68 แกว่งไซด์เวย์รอเด้งขึ้นรับไฮซีซั่นท่องเที่ยว

    โกลเบล็ก ส่อง SET Q4/68 แกว่งไซด์เวย์รอเด้งขึ้นรับไฮซีซั่นท่องเที่ยว มาตรการกระตุ้นศก.-แก้หนี้รายย่อย

    นางสาววิลาสินี บุญมาสูงทรง ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บล.โกลเบล็ก (GBS) ประเมินแนวโน้มดัชนีตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET Index) ในช่วงไตรมาส 4/68 (ตุลาคมธันวาคม) ว่า ดัชนีจะเคลื่อนไหวในลักษณะ “Sideway Up” อยู่ในกรอบประมาณ 1,2801,370 จุด จากแรงสนับสนุนของมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจภาครัฐที่ทยอยออกมาอย่างต่อเนื่อง อาทิ โครงการคนละครึ่งพลัส ซึ่งช่วยกระตุ้นการจับจ่ายใช้สอยของประชาชนผ่านการสนับสนุนค่าใช้จ่ายบางส่วนจากภาครัฐ โครงการเที่ยวดีมีคืนที่ส่งเสริมการท่องเที่ยวภายในประเทศ โดยประชาชนสามารถขอคืนเงินจากค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับการเดินทางและพักผ่อน

    โกลเบล็ก ส่อง SET Q4/68 แกว่งไซด์เวย์รอเด้งขึ้นรับไฮซีซั่นท่องเที่ยว มาตรการกระตุ้นศก.-แก้หนี้รายย่อย

    โดยมีปัจจัยบวกทั้งในและต่างประเทศ นักลงทุนจับตาโอกาสฟื้นตัวต่อเนื่อง ได้แก่ กระทรวงการคลังเพิ่มคาดการณ์ GDP ไทยปีนี้เป็น 2.4% จากเดิมคาด 2.2% ผลบวกจากนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจภาครัฐอย่างคนละครึ่งพลัส และส่งออกขยายตัวดีโดยได้รับแรงหนุนสำคัญจากนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจต่างๆ ของ ภาครัฐ เช่น โครงการ “คนละครึ่ง พลัส” และ “เที่ยวดีมีคืน” ในช่วงไตรมาส 4/68

    นอกจากนี้ คณะรัฐมนตรี (ครม.) เศรษฐกิจเห็นชอบมาตรการแก้หนี้ครัวเรือนร่วมแก้หนี้ด้อยคุณภาพที่มียอดไม่เกิน 1 แสนบาทเพื่อปรับโครงสร้างหนี้และปลดล็อกเครดิตบูโร ผ่านการโอนซื้อของบริษัทบริหารสินทรัพย์ AMC โดยจะเปิดตัวโครงการวันที่ 11 พ.ย. นี้ ด้านภาคอุตสาหกรรม มีการรายงานดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (MPI) เดือนกันยายน 2568 อยู่ที่ระดับ 94.56 ขยายตัว 1.02%YoY ขณะที่อัตราการใช้กำลังการผลิตอยู่ที่ 58.13% เนื่องจากยอดขายยานยนต์ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้น

    ขณะเดียวกัน ยังคงต้องเฝ้าระวังปัจจัยในประเทศที่อาจจะส่งผลต่อการลงทุนได้เช่นกัน อาทิ วันที่ 14 พ.ย. กำหนดวันสุดท้ายส่งงบการเงินงวดไตรมาส 3/68, วันที่ 17 พ.ย. สภาพัฒน์แถลงตัวเลข GDP ไตรมาส 3/68 และ แนวโน้มปี 2568, วันที่ 17 ธ.ค. กำหนดประชุมกนง. ครั้งที่ 6/2568 เป็นครั้งสุดท้ายของปี 2568

    ส่วนปัจจัยต่างประเทศที่ยังเฝ้าติดตาม อาทิ วันที่ 5 พ.ย. ศาลฎีกาสหรัฐฯ มีกำหนด ไต่สวนคดีมาตรการเรียกเก็บภาษีศุลกากรของปธน.โดนัลด์ ทรัมป์ ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่, วันที่ 9-10 ธ.ค. กำหนดประชุมธนาคารกลางสหรัฐ และเดือนธ.ค.มีวันหยุดยาวในเทศกาลคริสต์มาสและปีใหม่ซึ่งนักลงทุนสถาบันมักปิดสถานะการลงทุน

    นายวัชเรนทร์ จงยรรยง ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัย บล.โกลเบล็ก แนะนำกลยุทธ์การลงทุนในหุ้นกลุ่มท่องเที่ยวและโรงไฟฟ้ารับอานิสงส์จากมาตรการรัฐ: “เที่ยวดีมีคืน” หนุน MINTERWCENTELAWCBAAAV ส่วน GULFBGRIMGPSCEGCORATCH ได้แรงหนุนจาก Direct PPA ดึงลงทุน Data Center


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ryt9.com/s/iq05/12762189&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1-XPJ1gRSOGVwdEfSP6buC

  • ‘ลอยกระทง 2568’ คนไทยเที่ยวเฉียด 2 ล้านคน ททท.คาดเงินสะพัดกว่า 6,540 ล้านบาท

    ‘ลอยกระทง 2568’ คนไทยเที่ยวเฉียด 2 ล้านคน ททท.คาดเงินสะพัดกว่า 6,540 ล้านบาท

    ‘ลอยกระทง 2568’ คนไทยเที่ยวเฉียด 2 ล้านคน ททท.คาดเงินสะพัดกว่า 6,540 ล้านบาท

    “ททท.” คาดเทศกาล “ลอยกระทง 2568” เงินสะพัดกว่า 6,540 ล้านบาท คนไทยเดินทางเฉียด 2 ล้านคน หนุนสร้างอัตราการเข้าพักเฉลี่ยทั่วประเทศ 65% ชี้ “ภาคเหนือ” ดึงนักท่องเที่ยวมากเป็นอันดับ 1 ด้วยจำนวนกว่า 4.5 แสนคน-ครั้ง

    นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เปิดเผยว่า คาดการณ์สถานการณ์เดินทางท่องเที่ยวภายในประเทศของชาวไทยช่วงเทศกาลลอยกระทงปี 2568 จะมีจำนวนผู้เยี่ยมเยือนชาวไทยท่องเที่ยวประมาณ 1,914,000 คน-ครั้ง สร้างรายได้หมุนเวียน 6,540 ล้านบาท และมีอัตราการเข้าพักเฉลี่ยอยู่ที่ 65% แบ่งเป็นอัตราการเข้าพักเฉลี่ยที่เกิดจากนักท่องเที่ยวชาวไทยประมาณ 41% เนื่องจากจำนวนวันการจัดงานเทศกาลลอยกระทงไม่เท่ากัน จึงไม่สามารถเปรียบเทียบอัตราการเติบโตกับปีที่ผ่านมาได้

    โดยปีนี้จะเป็นการจัดขึ้นในบรรยากาศที่สงบและงดงามของประเพณีไทย ภายใต้มาตรการงดกิจกรรมบันเทิง เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนได้ร่วมลอยกระทงด้วยความสำรวมและน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณของ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ผู้ทรงอนุรักษ์และส่งเสริมศิลปวัฒนธรรมไทยให้คงอยู่มาจนถึงปัจจุบัน

    ภูมิภาคที่มีจำนวนผู้เยี่ยมเยือนชาวไทยเดินทางเข้ามากที่สุดคือ

    • ภาคเหนือ 459,500 คน-ครั้ง
    • ภาคกลาง 433,000 คน-ครั้ง
    • ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 302,200 คน-ครั้ง
    • ภาคใต้ 278,700 คน-ครั้ง ภาคตะวันออก 273,300 คน-ครั้ง
    • กรุงเทพมหานคร 167,300 คน-ครั้ง

    ภูมิภาคที่มีรายได้จากผู้เยี่ยมเยือนชาวไทยมากที่สุดคือ

    • ภาคเหนือ 1,930 ล้านบาท
    • ภาคใต้ 1,175 ล้านบาท
    • ภาคตะวันออก 990 ล้านบาท
    • ภาคกลาง 930 ล้านบาท
    • กรุงเทพมหานคร 895 ล้านบาท
    • ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 620 ล้านบาท

    สำหรับพื้นที่การจัดงานเทศกาลลอยกระทงและพื้นที่สนับสนุนของ ททท. ดำเนินการจัดงานภายใต้ชื่อ “มหาลอยกระทง” ใน 2 จังหวัด ได้แก่ สุโขทัย และพระนครศรีอยุธยา รวมถึงมีพื้นที่สนับสนุนอีกจำนวน 5 จังหวัด ได้แก่ กรุงเทพมหานคร สมุทรสงคราม เชียงใหม่ ตาก และร้อยเอ็ด โดยคาดว่าจะมีผู้เยี่ยมเยือนชาวไทยเดินทางเข้าพื้นที่ทั้ง 7 จังหวัด ประมาณ 430,600 คน-ครั้ง มีการสร้างรายได้หมุนเวียน 2,055 ล้านบาท มีอัตราการเข้าพักเฉลี่ยอยู่ที่ 73% แบ่งเป็นอัตราการเข้าพักเฉลี่ยที่เกิดจากนักท่องเที่ยวชาวไทยประมาณ 47%

    “รูปแบบการจัดงานทั้ง 7 จังหวัด จะมีการปรับรูปแบบการจัดงานมู้ดแอนด์โทน (Mood & Tone) ให้เหมาะสมกับช่วงสถานการณ์ไว้อาลัย โดยงดการแสดงพลุและดอกไม้ไฟ แต่จะเน้นกิจกรรมการแสดงวัฒนธรรมประเพณีที่งดงาม ทรงคุณค่าตามแบบวิถีไทย เพื่อเทิดพระเกียรติและแสดงความรำลึกถึงพระบรมราชชนนีพันปีหลวง ซึ่งคาดว่าจะได้รับความสนใจจากนักท่องเที่ยวจำนวนมาก”

    นางสาวฐาปนีย์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ปัจจัยที่ส่งผลต่อการท่องเที่ยว แบ่งเป็นปัจจัยสนับสนุน ได้แก่ โครงการ คนละครึ่งพลัส ช่วยกระตุ้นการใช้จ่ายในช่วงเทศกาลลอยกระทงทั้งในเมืองหลักและเมืองน่าเที่ยว ส่วนปัจจัยอุปสรรค ได้แก่ ค่าครองชีพและหนี้ครัวเรือนยังอยู่ในระดับสูง ซึ่งข้อมูลของมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย พบว่าดัชนีความเหมาะสมในการใช้จ่ายเพื่อการท่องเที่ยว มีการปรับตัวลดลงติดต่อกันเป็นเวลา 8 เดือน โดยในเดือน ก.ย. ที่ผ่านมา ปรับตัวลดลงอยู่ที่ระดับ 68.8 สะท้อนให้เห็นถึงความกังวลต่อภาวะเศรษฐกิจในประเทศ บางจังหวัดไม่มีการจัดงานเทศกาลลอยกระทง อาทิ สุราษฎร์ธานี สตูล อุบลราชธานี กาฬสินธุ์ และสุรินทร์ ทำให้ไม่เกิดการกระจายตัวและการใช้จ่ายทางการท่องเที่ยวทั่วทั้งประเทศ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/business/business/1206102&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3yGRXSHECcTgSP-xNP05kM

  • ตร.รวบหญิงอังกฤษวัย 40 ปี เปิดสอน “โยคะเซ็กซ์” บนเกาะพะงัน

    ตร.รวบหญิงอังกฤษวัย 40 ปี เปิดสอน “โยคะเซ็กซ์” บนเกาะพะงัน

    ช่วงค่ำวานนี้( 4 พ.ย.68) พ.ต.ท.วินิจ บุญชิต สารวัตรสถานีตำรวจท่องเที่ยว 5 กองกำกับการ 2 กองบังคับการตำรวจท่องเที่ยว 3 (สว.ส.ทท.5 กก.2 บก.ทท.3) สั่งการให้ชุดสืบสวนตำรวจท่องเที่ยวเกาะพะงัน เข้าตรวจสอบและจับกุม น.ส.มาเรีย เช็คตินินา (Ms. Maria Shchetinina) อายุ 40 ปี สัญชาติอังกฤษ ที่ร้านอาหาร ETHOS หมู่ 8 ต.เกาะพะงัน อ.เกาะพะงัน จ.สุราษฎร์ธานี

    เบื้องต้นเจ้าหน้าที่แจ้งข้อกล่าวหา “เป็นบุคคลต่างด้าวทำงานนอกเหนือจากที่มีสิทธิจะทำได้” หลังสืบทราบว่าผู้ต้องหาเปิดสอน “โยคะทันตรา” หรือที่รู้จักกันทั่วไปว่า “โยคะเซ็กซ์” ให้แก่นักท่องเที่ยวต่างชาติ โดยเก็บค่าร่วมกิจกรรมรายละ 400 บาท

    เจ้าหน้าที่จึงควบคุมตัวส่งพนักงานสอบสวน สภ.เกาะพะงัน เพื่อดำเนินคดีตามพระราชกำหนดการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว เนื่องจากทำงานนอกเหนือจากที่ได้รับอนุญาต

    ทั้งนี้ คดีดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของการเฝ้าระวังกลุ่มชาวต่างชาติที่จัดกิจกรรมสุ่มเสี่ยงต่อการอนาจารบนเกาะพะงัน ซึ่งก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 24 มี.ค.2567 ตำรวจท่องเที่ยวเกาะพะงันก็เคยจับกุมยูทูบเบอร์ชาวโปแลนด์ เปิดสอน “โยคะเซ็กซ์” ในลักษณะเดียวกัน

    พล.ต.ท.ศักย์ศิรา เผือกอ่ำ ผบช.ทท.ได้กำชับให้ทุกหน่วยในพื้นที่ท่องเที่ยวนำร่อง เพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบและป้องกันการกระทำผิดของชาวต่างชาติที่เข้ามาแฝงตัวทำกิจกรรมไม่เหมาะสม พร้อมดำเนินคดีอย่างเด็ดขาด เพื่อรักษาภาพลักษณ์การท่องเที่ยวไทยในช่วงไฮซีซั่น

    อ่านข่าว : จับต่างชาติทำผิด กม. เปิดโรงแรมไม่มีใบอนุญาตบนเกาะพะงัน  

    ชุดเฉพาะกิจฯ ตรวจค้นเป้าหมายเข้าข่าย “ธุรกิจนอมินี” เกาะพะงัน  

    ตร.ท่องเที่ยวเกาะพะงันรวบ 2 ชาวอาเซอร์ไบจาน ลอบทำงาน “ช่างไฟฟ้า” แย่งอาชีพคนไทย 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/358238&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2wOu_MsZ1W8wqJY8dGBIVB

  • ‘เกาะสมุย’คึกคัก! ‘เรือสำราญ’ 2 ลำนำนักท่องเที่ยวกว่า 2 พันคนขึ้นเที่ยว

    ‘เกาะสมุย’คึกคัก! ‘เรือสำราญ’ 2 ลำนำนักท่องเที่ยวกว่า 2 พันคนขึ้นเที่ยว

    วันอังคาร ที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 22.02 น.

    ‘เกาะสมุย’คึกคัก! ‘เรือสำราญ’ 2 ลำนำนักท่องเที่ยวกว่า 2 พันคนขึ้นเที่ยว

    4 พฤศจิกายน 2568 ที่ท่าเทียบเรือบ้านหน้าทอน อ.เกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี เรือสำราญจำนวน 2 ลำมาจอดทอดสมอยังเกาะสมุย เรือสำราญทั้งสองลำได้แก่เรือสำราญชื่อไวกิ้ง วีนัส และเรือสำราญ เอ็ม.วี.ริเวียร่า ได้นำนักท่องเที่ยวสัญชาติอเมริกา แคนาดา ออสเตรเลีย และอังกฤษ จำนวน 2,093 คน พร้อมด้วยลูกเรือทั้งสองลำ 1,196 คน ขึ้นเที่ยวบนเกาะสมุย โดยมีนางสาวณิชฐารัศม์ วาณิชย์เจริญ ผู้อำนวยการ ททท. สำนักงานเกาะสมุย นางสาวนันท์นภัส คงทวี หน.ฝ่ายปกครอง เทศบาลนครเกาะสมุย นายวิชัย ลิ้มภูวนนท์ หัวหน้าสำนักงานขนส่งจังหวัดสุราษฎร์ธานี สาขาเกาะสมุย เจ้าหน้าที่ตำรวจเกาะสมุย ตำรวจท่องเที่ยวเกาะสมุย ตรวจคนเข้าเมืองสุราษฎร์ธานี (เกาะสมุย) และเจ้าหน้าที่ด่านควบคุมโรคติดต่อระหว่างประเทศท่าเรือเกาะสมุย คอยอำนวยความสะดวกให้กับนักท่องเที่ยว

     สำหรับเรือสำราญ ไวกิ้ง วีนัส ได้เดินทางมาจากท่าเทียบเรือแหลมฉบัง จังหวัดชลบุรี นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่สัญชาติอเมริกา ซึ่งเรือสำราญ ไวกิ้ง วีนัส เมื่อเสร็จภารกิจนำนักท่องเที่ยวขึ้นเที่ยวเกาะสมุยเรือสำราญ ไวกิ้ง วีนัส จะนำนักท่องเที่ยวเดินทางต่อไปยังประเทศมาเลเซีย ส่วนเรือสำราญ เอ็ม.วี.ริเวียร่า นำนักท่องเที่ยวเดินทางมาจากประเทศสิงคโปร์นำนัักท่องเที่ยวมีหลายสัญชาติมายังเกาะสมุย หลังเสร็จภารกิจที่เกาะสมุยเรือสำราญลำนี้จะนำนักท่องเที่ยวเดินทางต่อไปยังท่าเทียบเรือแหลมฉบัง จังหวัดชลบุรีเป็นสถานที่ต่อไป

    ทั้งนี้ ทำให้บรรยากาศบนเกาะสมุยเป็นไปด้วยความคึกคัก โดยมีเจ้าหน้าที่ดูแลความปลอดภัยและอำนวยความสะดวกบนท่าเทียบเรือ ซึ่งเจ้าหน้าที่เทศบาลนครเกาะสมุยได้มีการจัดระเบียบรถรับจ้าง เพื่อความเป็นระเบียบทำให้นักท่องเที่ยวได้รับความสะดวกมากยิ่งขึ้น นักท่องเที่ยวได้เที่ยวตามโปรแกรมท่องเที่ยว เช่น ท่องเที่ยวธรรมชาติด้วยการเที่ยวชมช้างและให้อาหารช้าง ณ เอเลเฟ่น คิงด้อม ซึ่งเป็นการท่องเที่ยวแบบไม่นั่งหลังช้างที่นักท่องเที่ยวชื่นชอบ เที่ยวชมวัดต่างๆ ช็อปปิ้งที่ห้างสรรพสินค้า ใช้บริการนวดสปา และรับประทานอาหาร คาดว่าจะมีรายได้จากการมาของเรือสำราญทั้งลำจำนวนมาก นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่จะเป็นนักท่องเที่ยวผู้สูงอายุ

    นางสาวณิชฐารัศม์ วาณิชย์เจริญ ผอ.ททท.สำนักงานเกาะสมุย กล่าวว่า การมาของเรือสำราญทั้งสองลำทำให้บรรยากาศท่องเที่ยวของเกาะสมุยคึกคัก ส่วนเทศบาลนครเกาะสมุยได้ขอความร่วมมือผู้ให้บริการรถรับจ้างสาธารณะ ให้รอรับนักท่องเที่ยวตามจุดที่เทศบาลนครเกาะสมุยกำหนด เพื่อเป็นการจัดระเบียบรถรับจ้างทำให้นักท่องเที่ยวได้รับความสะดวก

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/likesara/925616&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2DtxmWdi5WZDIwlETObZX5

  • เรียนรู้วิถีการพัฒนา ‘สมเด็จพระพันปีหลวง’สืบสาน ต่อยอด เส้นทางท่องเที่ยววิถีชุมชน | เดลินิวส์

    เรียนรู้วิถีการพัฒนา ‘สมเด็จพระพันปีหลวง’สืบสาน ต่อยอด เส้นทางท่องเที่ยววิถีชุมชน | เดลินิวส์

    ผมทราบว่ามีงานวิจัยหลายงานที่เกี่ยวกับการทรงงานของพระองค์ท่าน งานหนึ่งคือ เส้นทางท่องเที่ยวตามรอยพระราชดำริ แม่ของแผ่นดิน มิ่งขวัญชาวไทย โดยคณะอาจารย์มหาวิทยาลัยสวนดุสิต ด้วยทุนสนับสนุนการวิจัยจาก สกว. ในราวปี พ.ศ.2559 ซึ่งปัจจุบันได้พัฒนาเป็นกองทุน ววน. ในงานวิจัยนั้นได้จัดกลุ่มการท่องเที่ยวไว้เป็น 4 เส้นทาง

    เส้นทางที่ 1 ภูพาน พื้นที่ทรงงานเพื่อให้ราษฎรก้าวผ่านความยากจน (นครพนม สกลนคร) เส้นทางแห่งนี้ บอกเล่าเรื่องราวของพื้นที่ทรงงานสำคัญในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ อันเป็นจุดกำเนิด ของโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริฯ นานัปการ ภูพาน เป็นชื่อของแนวเทือกเขา ทอดตัวยาวครอบคลุมจังหวัดสกลนครและจังหวัดกาฬสินธุ์ เส้นทางนี้มีสถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญ ดังนี้ ศูนย์หัตถกรรมวัดพระธาตุประสิทธิ์ ศูนย์ส่งเสริมศิลปาชีพบ้านกุดนาขาม ศูนย์การศึกษาพัฒนาภูพานฯ พระตำหนักภูพานราชนิเวศน์ ศูนย์หม่อนไหมเฉลิมพระเกียรติฯ ฟาร์มตัวอย่างหนองหมากเฒ่า วิสาหกิจชุมชนผ้าย้อมคราม บ้านดอนกอย พิพิธภัณฑ์พระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต วัดป่าอุดมสมพร พิพิธภัณฑ์บ้านป้าทุ้ม-ป้าไท้ วัดพระธาตุเชิงชุมวรวิหาร ปราสาทพระธาตุนารายณ์เจงเวง

    เส้นทางที่ 2 จากน้ำพระทัยสู่…..ผ้าไหมแพรวา (ขอนแก่น กาฬสินธุ์ มุกดาหาร) เส้นทางแห่งนี้ บอกเล่าเรื่องราวของ ผ้าแพรวา เป็นชื่อของผ้าไหมทอมืออันล้ำค่า สะท้อนอัตลักษณ์ และภูมิปัญญาของชาติพันธุ์ “ผู้ไทย” ในพื้นที่จังหวัดกาฬสินธุ์ วิถีแห่งการทอผ้าแพรวา ได้เดินทางมาพร้อมกับกลุ่มชนชาวผู้ไทย จากแคว้นสิบสองจุไทย การผสมผสานทางวัฒนธรรม มักนำมาซึ่งสิ่งใหม่ และลบเลือนบางสิ่งให้หดหายไปตามกาลเวลา ดั่งวิถีแห่งการทอ “ผ้าแพรวา” ที่เกือบจะสูญสิ้น หากมิได้พระกรุณาธิคุณอันเปี่ยมล้นของสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง เส้นทางนี้มีแหล่งท่องเที่ยวสำคัญ ดังนี้ ชุมชนท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม บ้านดอนข่า ศาลาไหมไทย พระธาตุแก่นนคร พิพิธภัณฑ์ไดโนเสาร์ภูเวียง โครงการส่งเสริม การทอผ้าไหมแพรวาบ้านโพน หมู่บ้านการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์บ้านภู วัดบรรพตคีรี วัดป่าวิเวกวัฒนาราม

    เส้นทางที่ 3 ผ้าไหมมัดหมี่ที่ทรงฟื้นสร้างความยั่งยืนให้ปวงราษฎร (บุรีรัมย์ สุรินทร์ ศรีสะเกษ อุบลราชธานี) เส้นทางแห่งนี้ บอกเล่าเรื่องราวของ ไหมมัดหมี่ ผ้าทอชนิดหนึ่ง ที่ผู้ทอจะใช้วิธีการมัดเส้นไหมด้วยเชือก ให้ตรงตามลวดลายที่ผู้ทอต้องการหรือที่ชาวบ้านเรียกกันว่า “การโอบหมี่” จากนั้นก็นำเส้นไหมที่มัดแล้วไปย้อมสีทำเช่นนี้ช้า ๆ จนกว่าจะได้ลวดลายที่ให้สีครบ เสน่ห์ของไหมมัดหมี่ นอกจากการเล่นสี เล่นลายที่งามแปลกตาแล้วนั้น การทอไหมมัดหมี่ ต้องอาศัยความชำนาญในการทออย่างมาก หากทอผิดวิธีแม้เพียงนิดก็จะทำให้ลายที่มัดไว้ผิดเพี้ยนไปตลอดทั้งผืน กว่าจะได้มัดหมี่หนึ่งผืนนั้น อาจจะต้องกินเวลานานกว่า 3-4 เดือนเลยทีเดียว เส้นทางนี้มีแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญ ได้แก่ อุทยานประวัติศาสตร์พนมรุ้ง มูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพบ้านนาโพธิ์ ศูนย์คชศึกษา ศูนย์หัตถกรรมเขวาสินรินทร์ หมู่บ้านทอผ้าไหมยกทางจันทรโสมา ศูนย์เรียนรู้ภูมิปัญญาผ้าไหมเก็บบ้านเมืองหลวง โครงการส่งเสริมศิลปาชีพบ้านยางน้อย ชุมชนโบราณบ้านชีทวน วัดหนองบัว หัตถกรรมทองเหลืองบ้านปะอาว วัดหนองป่าพง

    เส้นทางที่ 4 ผ้าขิดไหมสานสายใยรักจากพระราชินีถึงราษฎร (อุดรธานี หนองบัวลำภู หนองคาย) เส้นทางแห่งนี้ บอกเล่าเรื่องราวของ ผ้าขิด ภูมิปัญญาการทอผ้าที่มีมาแต่โบราณ ในพื้นที่อีสานเหนือคำว่า ขิด เป็นภาษาพื้นบ้านของภาคอีสาน หมายถึง การงัดช้อนขึ้น การสะกิดขึ้น คำว่า ผ้าขิด จึงเป็นการเรียกขานชื่อผ้าตามกระบวนการทอ กล่าวคือ ผู้ทอจะใช้ไม้เก็บขิดสะกิด ช้อนเส้นยืนให้เป็นจังหวะตามลวดลายตลอดหน้าผ้า ทั้งนี้ ความต่างของลวดลายบนผ้าแต่ละผืนนั้นจะถูกกำหนดไว้ด้วยไม้เก็บขิด ในอดีตผ้าขิด นิยมทอเพื่อใช้ในกิจกรรมทางพระพุทธศาสนา ถือเป็นอานิสงส์อย่างแรงกล้าที่หญิงชาวอีสานทำเพื่อเป็นพุทธบูชา เส้นทางนี้มีสถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญ เช่น วัดป่าบ้านตาด กลุ่มทอผ้าขิดบ้านกุดแห่ โครงการบ้านเล็กในป่าใหญ่ผานาง-ผาเกิ้ง วัดป่าบ้านค้อ อุทยานประวัติศาสตร์ภูพระบาท วัดป่าภูก้อน ตลาดผ้าบ้านนาข่า ตลาดท่าเสด็จ สะพานมิตรภาพไทย-ลาว ศูนย์หม่อนไหมเฉลิมพระเกียรติ หนองคาย

    ในงานวิจัยนี้มีรายละเอียดต่าง ๆ พร้อมบทวิเคราะห์ที่สามารถต่อยอดพัฒนาเป็นเส้นทางท่องเที่ยวยั่งยืนตามรอยโครงการพระราชดำริได้ ผู้สนใจสามารถติดต่อ กองทุน ววน. สกสว. เพื่อสืบสาน ต่อยอดงานพัฒนา ตามที่พระองค์ทรงริเริ่มไว้ เพื่อช่วยชาวบ้านที่ยากจน ให้มีรายได้ มีคุณภาพชีวิตที่ดีอย่างยั่งยืน.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5268070/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2Jmcv6X43quQvkVHMi9dHS

  • รัฐบาลขยายสิทธิ ลดหย่อนภาษีให้บุคคลธรรมดาท่องเที่ยว “เมืองหลัก” ในอำเภอที่ได้สิทธิเทียบเท่าเมืองรอง ใช้สิทธิได้ถึง 15 ธันวาคม 2568

    รัฐบาลขยายสิทธิ ลดหย่อนภาษีให้บุคคลธรรมดาท่องเที่ยว “เมืองหลัก” ในอำเภอที่ได้สิทธิเทียบเท่าเมืองรอง ใช้สิทธิได้ถึง 15 ธันวาคม 2568

    รัฐบาลขยายสิทธิ ลดหย่อนภาษีให้บุคคลธรรมดาท่องเที่ยว “เมืองหลัก” ในอำเภอที่ได้สิทธิเทียบเท่าเมืองรอง ใช้สิทธิได้ถึง 15 ธันวาคม 2568

    (3 พฤศจิกายน 2568) นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลภายใต้การนำของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ให้ความสำคัญกับการกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากและส่งเสริมการท่องเที่ยวภายในประเทศ โดยล่าสุด กรมสรรพากรได้ออก ประกาศอธิบดีกรมสรรพากร (ฉบับที่ 456) เพื่อขยายสิทธิประโยชน์ทางภาษีให้แก่ บุคคลธรรมดา ที่เดินทางท่องเที่ยวในอำเภอของจังหวัดเมืองหลักที่ได้รับสิทธิเทียบเท่าเมืองรอง ซึ่งสามารถนำค่าใช้จ่ายจากการท่องเที่ยวมาหักลดหย่อนภาษีได้ในอัตราเท่ากับเมืองรอง

    พื้นที่ที่อยู่ในเกณฑ์ได้รับสิทธิลดหย่อนภาษีครอบคลุมอำเภอในเมืองท่องเที่ยวหลากหลายจังหวัด เช่น

    กระบี่ (เขาพนม, ปลายพระยา, ลำทับ)
    เชียงใหม่ (แม่แตง, แม่วาง, ดอยสะเก็ด, สันทราย, สารภี, อมก๋อย ฯลฯ)
    นครราชสีมา (วังน้ำเขียว, ปักธงชัย, พิมาย, สีคิ้ว, ด่านขุนทด, เสิงสาง ฯลฯ)
    ชลบุรี (บ้านบึง, พานทอง, พนัสนิคม, หนองใหญ่ ฯลฯ)
    สุราษฎร์ธานี (กาญจนดิษฐ์, ดอนสัก, พุนพิน, ไชยา, วิภาวดี ฯลฯ)
    รวมถึง กาญจนบุรี, เพชรบุรี, พังงา, ระยอง, พระนครศรีอยุธยา, สระบุรี, ขอนแก่น, ฉะเชิงเทรา และสงขลา ซึ่งเป็นพื้นที่เพิ่มเติมที่มีศักยภาพด้านการท่องเที่ยวและบริการรองรับครบถ้วน

    รองโฆษกรัฐบาล ระบุว่า มาตรการดังกล่าวมีผลตั้งแต่วันที่ 28 ตุลาคม ถึง 15 ธันวาคม 2568 เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนใช้สิทธิท่องเที่ยวในช่วงปลายปีได้คุ้มค่ามากขึ้น ทั้งยังช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในภูมิภาคและกระจายรายได้สู่ชุมชนท้องถิ่น โดยรัฐบาลเชื่อมั่นว่าการขยายสิทธิลดหย่อนภาษีในครั้งนี้จะช่วยกระตุ้นการเดินทางภายในประเทศ เพิ่มการจับจ่ายในธุรกิจบริการรายย่อย และเป็นอีกแรงขับเคลื่อนสำคัญในการส่งเสริมเศรษฐกิจฐานรากให้เติบโตอย่างยั่งยืน
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.fm91bkk.com/newsarticle/60495&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw36eJ5lPXtGoDzuMWsRRK1f