Category: ท่องเที่ยว

  • พัทยาคนทะลัก! แหลมบาลีฮายคึกคักรับหยุดยาว-นทท.แห่ลงเกาะล้าน

    พัทยาคนทะลัก! แหลมบาลีฮายคึกคักรับหยุดยาว-นทท.แห่ลงเกาะล้าน

    พัทยาคนทะลัก! แหลมบาลีฮายคึกคักรับหยุดยาว-นทท.แห่ลงเกาะล้าน

    วันศุกร์ ที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 17.09 น.

    พัทยาคนทะลัก! แหลมบาลีฮายคึกคักรับหยุดยาววันแรงงาน นทท.แห่ลงเกาะล้าน ด้านเจ้าหน้าที่เข้มความปลอดภัยทางเรือ

    วันที่ 1 พ.ค. 69 บรรยากาศการท่องเที่ยว ณ ท่าเทียบเรือแหลมบาลีฮาย เมืองพัทยา จังหวัดชลบุรี ในช่วงเริ่มต้นวันหยุดยาว (1-3 พฤษภาคม 2569) เป็นไปอย่างคึกคักตั้งแต่ช่วงเช้า โดยมีนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติจำนวนมากพาครอบครัวและกลุ่มเพื่อนเดินทางมาพักผ่อนที่เกาะล้าน แหล่งท่องเที่ยวยอดนิยมของจังหวัดชลบุรี

    จากการตรวจสอบพบว่า การจราจรบริเวณถนนสุขุมวิทพัทยาใต้ไปจนถึงท่าเรือแหลมบาลีฮายสามารถเคลื่อนตัวได้ช้าสลับหยุดนิ่ง เนื่องจากมีปริมาณรถตู้ รถแท็กซี่ และรถยนต์ส่วนบุคคลเข้ามาส่งนักท่องเที่ยวในพื้นที่เป็นจำนวนมาก เจ้าหน้าที่ต้องเร่งอำนวยความสะดวกเพื่อให้การเดินทางเป็นไปอย่างราบรื่น

    กระแสการท่องเที่ยวที่หนาแน่นส่งผลดีโดยตรงต่อผู้ประกอบการเรือโดยสารข้ามฟากและเรือสปีดโบ๊ท ที่มียอดผู้ใช้บริการเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจนเมื่อเทียบกับช่วงปกติ สร้างรายได้สะพัดให้กับธุรกิจท่องเที่ยวในพื้นที่พัทยาและเกาะล้านในช่วงวันหยุดยาวนี้

    ขณะที่ เจ้าหน้าที่จากกรมเจ้าท่าได้ลงพื้นที่บูรณาการกำลังร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อดูแลความเรียบร้อยและตรวจสอบความพร้อมของเรือทุกลำ พร้อมทั้งเน้นย้ำให้นักท่องเที่ยวสวมใส่เสื้อชูชีพตลอดเวลาขณะอยู่บนเรือ เพื่อลดความเสี่ยงและสร้างภาพลักษณ์ที่ดีด้านความปลอดภัยของการท่องเที่ยวทางน้ำให้ได้มาตรฐานสากล

    //////////-026

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/local/961949&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2KXU0OmIGMooG3JZnutxAN

  • “สรรเพชญ”บี้กรมเจ้าท่าปรับปรุงท่าเรืออัจฉริยะให้จบสั่งศึกษาเทนเดอร์โบทสงขลา/ดันท่าเรือครุยส์สมุยเข้าครม. | เดลินิวส์

    “สรรเพชญ”บี้กรมเจ้าท่าปรับปรุงท่าเรืออัจฉริยะให้จบสั่งศึกษาเทนเดอร์โบทสงขลา/ดันท่าเรือครุยส์สมุยเข้าครม. | เดลินิวส์

    เมื่อวันที่ 1 พ.ค. 2569 นายสรรเพชญ บุญญามณี รมช.คมนาคม เปิดเผยภายหลังมอบนโยบายกรมเจ้าท่า (จท.) ว่า ได้กำหนดแนวทาง Quick Win เพื่อเร่งรัดโครงการต่างๆ ของ จท. ให้เกิดขึ้นเป็นรูปธรรม เพื่อยกระดับการขนส่งทางน้ำของไทย มีเป้าหมายให้ประชาชนได้รับความสะดวก และปลอดภัย 

    โดย Quick Win 1 เร่งรัดโครงการให้แล้วเสร็จ และเปิดใช้งานโดยเร็ว โดยเฉพาะการพัฒนาท่าเรือในแม่น้ำเจ้าพระยา เป็นสถานีเรือโดยสารอัจฉริยะ (Smart Pier) ซึ่งยังล่าช้า เพื่อเปิดบริการครบทั้ง 29 ท่าเรือภายในปี 2570 ปัจจุบันปรับปรุงเสร็จ 16 ท่าเรือ เหลืออีก 13 ท่าเรือ

    Quick Win 2 ให้ริเริ่มโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจ อาทิ การเสริมทรายชายหาดบางแสน จ.ชลบุรี การพัฒนาระบบบริหารความปลอดภัยท่าเทียบเรือท่องเที่ยว ในพื้นที่ จ.ภูเก็ต กระบี่ และระยอง การพัฒนาระบบแพลตฟอร์ม MSW (Maritime Single Window) เพิ่มความสะดวก รวดเร็ว และลดต้นทุนในการนำเข้า-ส่งออกสินค้า การพัฒนาท่าเรือสำราญ และสิ่งอำนวยความสะดวกในพื้นที่ฝั่งอันดามัน อ่าวไทยตอนบน และอ่าวไทยตอนล่าง

    นายสรรเพชญ กล่าวต่อว่า ได้สั่งการให้ศึกษาการพัฒนาท่าเรือสำราญแบบจอดทอดสมอ เพื่อสนับสนุนการท่องเที่ยว และกระตุ้นเศรษฐกิจ ในพื้นที่ จ.สงขลา จะใช้รูปแบบให้เรือสำราญขนาดใหญ่ (Cruise) จอดนอกชายฝั่ง และใช้เรือลำเล็กลำเลียงนักท่องเที่ยวเข้าสู่ฝั่ง (Tender Boat) เพื่อเชื่อมโยงกับแหล่งท่องเที่ยวสำคัญเมืองเก่าสงขลา อยู่ระหว่างผลักดันให้เป็นมรดกโลก และปัจจุบันมีเรือท่องเที่ยวขนาดใหญ่จากสิงคโปร์เดินทางผ่าน แต่ไม่สามารถจอดแวะได้ เนื่องจากร่องน้ำลึกเพียง 4-5 เมตร ไม่สามารถรองรับเรือขนาดใหญ่ได้ โดยให้นำการพัฒนาท่าเรือที่เกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี ซึ่งอยู่ระหว่างก่อสร้างมาเป็นต้นแบบในการดำเนินการ

    กรมเจ้าท่าขอรับการจัดสรรงบประมาณปี 2570 ประมาณ 25 ล้านบาท เพื่อศึกษาความเหมาะสม ออกแบบรายละเอียด และประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม เพื่อขุดลอกร่องน้ำ และก่อสร้างท่าเทียบเรือรองรับเรือท่องเที่ยว ที่ จ.สงขลา เบื้องต้นจะดำเนินการบริเวณหลังเกาะหนู เกาะแมว โดยต้องปรับปรุงร่องน้ำทางเข้า และจุดจอดทอดสมอ ความลึก 10.5 เมตร รวมทั้งก่อสร้างท่าเทียบเรือ รองรับเรือรับส่ง Tender Boat ขนาด 50 ฟุต ได้พร้อมกัน 6 ลำ รองรับ 200 คนต่อลำ และอาคารผู้โดยสารขนาดเล็ก รองรับ 800-1,200 คน มีด่านตรวจคนเข้าเมือง และพื้นที่จอดรถรถระยะสั้น

    นายสรรเพชญ กล่าวต่อว่า Quick Win 3 ให้เร่งเสนอขออนุมัติโครงการร่วมลงทุนระหว่างภาครัฐและเอกชน (PPP) ในการพัฒนาท่าเรือสำราญเกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี เพื่อรองรับการเติบโตของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวทางน้ำในระยะยาว โดยปัจจุบันโครงการดังกล่าวอยู่ระหว่างการจัดทำรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ (EHIA) คาดว่าจะแล้วเสร็จในปี 2570 

    ขณะเดียวกันจะเสนอเรื่องไปยังสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) คู่ขนานกัน และตั้งเป้าหมายจะเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาเห็นชอบภายในปี 2569 หากเห็นชอบจะเปิดประมูล PPP ปี 2570 ก่อสร้างแล้วเสร็จ และเปิดบริการในปี 2575

    นายสรรเพชญ กล่าวด้วยว่า สำหรับงบประมาณปี 2570 เบื้องต้น จท. ได้เสนอของบประมาณ 5,200 ล้านบาท ในโครงการสำคัญ อาทิ ขุดลอกร่องน้ำในหลายพื้นที่ทั่วประเทศ รวมถึงแก้ไขจุดคอขวดด้านการเดินเรือ ยอมรับว่าที่ผ่านมาการพัฒนา และบำรุงรักษาร่องน้ำยังขาดความต่อเนื่อง เนื่องจากข้อจำกัดด้านงบประมาณ และการประสานงานระหว่างหน่วยงาน ทำให้การดำเนินงานไม่เป็นไปตามเป้าหมาย จึงต้องผลักดันให้ จท. มีบทบาทเป็นหน่วยงานหลักอย่างชัดเจน พร้อมสนับสนุนงบประมาณให้เพียงพอ เพื่อให้พัฒนาต่อเนื่อง

    ทั้งนี้ได้สั่งการให้ จท. เร่งขุดลอกร่องน้ำในพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วม หรือพื้นที่ที่เกิดน้ำท่วมซ้ำซาก เพื่อเตรียมความพร้อมก่อนเข้าฤดูน้ำหลาก

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5828503/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0nGbL7uSBGDjgPezarzzfE

  • รัฐมนตรีว่าการท่องเที่ยวและกีฬา มอบนโยบาย จุดเน้นในการจัดทำคำของบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570

    รัฐมนตรีว่าการท่องเที่ยวและกีฬา มอบนโยบาย จุดเน้นในการจัดทำคำของบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570

    รัฐมนตรีว่าการท่องเที่ยวและกีฬา มอบนโยบาย จุดเน้นในการจัดทำคำของบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570


    1/05/2569 | 83 |

    วันที่ 29 เมษายน 2569 เวลา 13.00 น. นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาเป็นประธานการประชุมมอบนโยบายและจุดเน้นในการจัดทำคำของบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 โดยมี นางสาวนัทรียา ทวีวงศ์ ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร และนายกรณินทร์ กาญจโนมัย รองผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ พร้อมคณะ เข้าร่วมรับฟังการมอบนโยบายในครั้งนี้ ณ ห้องประชุมสุวรรณวิจิตร ชั้น 7 กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา

    นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล เปิดเผยว่า รัฐบาลภายใต้การนำของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี มุ่งเน้นการขับเคลื่อนเศรษฐกิจผ่านนโยบาย “10 พลัส” โดยเฉพาะ “พลัสที่ 3 : ชุมชนพลัส” ซึ่งสอดคล้องกับภารกิจของกระทรวงฯ ที่ให้ความสำคัญกับการพัฒนาการท่องเที่ยวชุมชนให้มีอัตลักษณ์และมูลค่าสูง เพื่อสร้างความเข้มแข็งและกระจายรายได้สู่ท้องถิ่น สำหรับการจัดทำคำของบประมาณปี 2570 นี้ กระทรวงฯ จะมุ่งเน้นการพัฒนาเชิงพื้นที่ (Area-based) การสร้างมูลค่าเพิ่มจากนักท่องเที่ยวคุณภาพ (Value over Volume) และตอบสนองความต้องการของตลาด (Demand-driven)

        ในมิติด้านการท่องเที่ยว กระทรวงฯ มีแนวทางขับเคลื่อนที่สำคัญ ดังนี้
    • ส่งเสริมการเดินทางท่องเที่ยวได้ตลอด 365 วัน (Destination Thailand) และผลักดันให้ทุกเมืองเป็นเมืองน่าเที่ยว เพื่อกระตุ้นตลาดในประเทศ
    • สนับสนุนการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวโดยคนในชุมชน เพื่อลดความเหลื่อมล้ำและสร้างความยั่งยืน
    • ส่งเสริมการจัดงานเทศกาลและกิจกรรมระดับโลก รวมถึงการถ่ายทำภาพยนตร์ต่างประเทศในไทย เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวและสร้างการรับรู้ในระดับสากล
    • บูรณาการเครือข่ายเพื่ออำนวยความสะดวกและดูแลความปลอดภัยให้นักท่องเที่ยว เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและภาพลักษณ์ที่ดี

        ในมิติด้านกีฬา กระทรวงฯ มุ่งเน้นการใช้กีฬาเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตและเศรษฐกิจ ดังนี้
    • ส่งเสริมการออกกำลังกายสำหรับประชาชนทุกกลุ่มวัย รวมถึงผู้พิการและผู้ด้อยโอกาส
    • พัฒนากีฬาอย่างเป็นระบบตั้งแต่ระดับพื้นฐานจนถึงอาชีพ โดยใช้วิทยาศาสตร์การกีฬามายกระดับศักยภาพ
    • ส่งเสริมอุตสาหกรรมกีฬา การเป็นเจ้าภาพมหกรรมกีฬานานาชาติ และกิจกรรมกีฬาเพื่อการท่องเที่ยว (Sports Tourism) เพื่อสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ
    • พัฒนาและปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานด้านกีฬาของประเทศให้เพียงพอต่อความต้องการ

    ในช่วงท้าย รมว.ท่องเที่ยวและกีฬา เน้นย้ำว่า การท่องเที่ยวจะเป็นกลไกสำคัญในการสร้างงาน สร้างรายได้ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ในขณะที่กีฬาจะเป็นโอกาสนำประเทศสู่สากลและสร้างความภาคภูมิใจให้คนในชาติ 

    ที่มา : https://www.thaigov.go.th/th/news/163589


    image รูปภาพ

    image


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/33/iid/499356&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0RRBZxnKEp7gRvUxFPc2pu

  • “ททท.” ประเมินหยุดยาว “วันแรงงาน-ฉัตรมงคล” เงินสะพัดท่องเที่ยวหมื่นล้าน | เดลินิวส์

    “ททท.” ประเมินหยุดยาว “วันแรงงาน-ฉัตรมงคล” เงินสะพัดท่องเที่ยวหมื่นล้าน | เดลินิวส์

    น.ส.ฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เปิดเผยว่า ททท. ได้ประเมินสถานการณ์การเดินทางท่องเที่ยวไทยของคนไทยในช่วงวันหยุดยาว วันแรงงานแห่งชาติและวันฉัตรมงคล (1-4 พ.ค.) ปี 69 นี้ จะประมาณ 2.83 ล้านคน/ครั้ง สร้างรายได้หมุนเวียนประมาณ 10,050 ล้านบาท และมีอัตราการเข้าพักเฉลี่ยของสถานพักแรมอยู่ที่ 64% แบ่งเป็นอัตราการเข้าพักเฉลี่ยที่เกิดจากนักท่องเที่ยวไทย 39%

    ทั้งนี้ ภูมิภาคที่นักท่องเที่ยวเดินทางไปมากที่สุด คือ ภาคกลาง 843,700 คน/ครั้ง รองลงมาคือ ภาคตะวันออก 619,500 คน/ครั้ง และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 558,300 คน/ครั้ง ขณะที่ภาคตะวันออกเป็นภูมิภาคที่มีรายได้จากนักท่องเที่ยวไทยมากที่สุดที่ 2,710 ล้านบาท รองลงมาคือ ภาคกลาง 1,930 ล้านบาท และภาคใต้ 1,690 ล้านบาท

    “จากแรงกดดันราคาพลังงานและค่าครองชีพที่ปรับตัวสูงขึ้น ทำให้คนไทยต้องระมัดระวังการใช้จ่ายและปรับพฤติกรรมการท่องเที่ยว คำนึงถึงงบประมาณมากขึ้น ประกอบกับเพิ่งผ่านการเดินทางท่องเที่ยวและการใช้จ่ายในช่วงเทศกาลสงกรานต์”

    สำหรับจุดหมายปลายทางที่ได้รับความนิยมในช่วงนี้มากที่สุดคือ จังหวัดกาญจนบุรี รองลงมาคือ จังหวัดชลบุรี กรุงเทพฯ นครราชสีมา และฉะเชิงเทรา ส่วนเมืองรองหรือเมืองน่าเที่ยวที่นักท่องเที่ยวนิยมไปมากที่สุดคือ สุพรรณบุรี อุดรธานี จันทบุรี ราชบุรี และเชียงราย

    น.ส.ฐาปนีย์ กล่าวว่า การเดินทางของนักท่องเที่ยวในช่วงวันหยุดยาวนี้ ส่วนใหญ่เดินทางระยะใกล้ เพื่อพาครอบครัวไปท่องเที่ยวพักผ่อนก่อนเปิดภาคเรียน เน้นจุดหมายปลายทางที่เดินทางสะดวก ใช้เวลาไม่นาน และค่าใช้จ่ายไม่สูง.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5827967/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2UCUmieMZY5oobSbotBmLY

  • ‘สรรเพชญ’ลุยยกเครื่องขนส่งทางน้ำทั้งระบบ เน้นย้ำสะดวก ปลอดภัย รองรับท่องเที่ยวโต

    ‘สรรเพชญ’ลุยยกเครื่องขนส่งทางน้ำทั้งระบบ เน้นย้ำสะดวก ปลอดภัย รองรับท่องเที่ยวโต

    ‘สรรเพชญ’ มอบนโยบายกรมเจ้าท่า ยกเครื่องขนส่งทางน้ำทั้งระบบ เน้นสะดวก ปลอดภัย รองรับท่องเที่ยวโตเร่งพัฒนา ‘สมาร์ทเพียร์’ ให้บริการครบ 29 ท่า ภายในปี 2570 ดันแจ้งเกิดท่าเรือครุยส์ ‘ภูเก็ต–สมุย–พัทยา’ นำร่องสมุย ชง ครม.ไฟเขียวภายในปีนี้ ผุด’เทนเดอร์ โบ๊ต‘สงขลาดันท่องเที่ยวโต ชูลดต้นทุนโลจิสติกส์ประเทศ เร่งขุดลอกร่องน้ำรับฤดูน้ำหลาก

    1 พ.ค.2569-นายสรรเพชญ บุญญามณี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยภายหลังมอบนโยบายให้กรมเจ้าท่า(จท.) ว่า การเข้ามากำกับดูแลในครั้งนี้ได้เน้นย้ำถึงการยกระดับระบบคมนาคมทางน้ำของประเทศไทยอย่างเป็นรูปธรรม โดยมีเป้าหมายสำคัญในการเพิ่มความสะดวกและความปลอดภัยให้กับประชาชน ควบคู่ไปกับการสนับสนุนภาคการท่องเที่ยวให้เติบโตมากยิ่งขึ้นในอนาคต โดยนโยบายสำคัญ คือการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางน้ำให้สอดรับกับจำนวนนักท่องเที่ยวที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการขยายและปรับปรุงร่องน้ำให้มีศักยภาพรองรับการเดินเรือเพื่อการท่องเที่ยว การพัฒนาท่าเรือรูปแบบใหม่ รวมถึงการเพิ่มสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ เพื่อรองรับความต้องการของนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติ โดยตั้งเป้าให้ประเทศไทยสามารถรองรับนักท่องเที่ยวได้เพิ่มขึ้นอย่างมีประสิทธิภาพ

    สำหรับภาพรวมของระบบขนส่งทางน้ำ ถือว่ามีบทบาทสำคัญในการช่วยลดต้นทุนด้านโลจิสติกส์ของประเทศ ซึ่งถือเป็นภารกิจหลักที่ต้องเร่งดำเนินการให้เห็นผลเป็นรูปธรรม ขณะเดียวกันทุกโครงการพัฒนาจะต้องคำนึงถึงผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติ และชุมชนในพื้นที่ โดยต้องลดผลกระทบให้น้อยที่สุด พร้อมทั้งวางมาตรการป้องกันล่วงหน้า ไม่ใช่เพียงการแก้ไขปัญหาในภายหลัง  นอกจากนี้ ยังได้สั่งการให้กรมเจ้าท่าเร่งดำเนินการขุดลอกร่องน้ำในพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วม รวมถึงพื้นที่ที่มีการตื้นเขิน เพื่อเตรียมความพร้อมก่อนเข้าสู่ฤดูน้ำหลาก โดยให้วางแผนและเร่งรัดดำเนินการอย่างเป็นระบบ

    นายสรรเพชญ กล่าวว่า ในส่วนของโครงการพัฒนาระบบขนส่งทางน้ำในกรุงเทพมหานคร ให้มีความสะดวก ปลอดภัย และเข้าถึงได้ โดยเฉพาะการพัฒนาท่าเรืออัจฉริยะ (Smart Pier) ริมแม่น้ำเจ้าพระยาเพื่อยกระดับการสัญจรทางน้ำในเมือง  ซึ่งมีแผนพัฒนาทั้งหมด 29 ท่า ปัจจุบันดำเนินการแล้วเสร็จ 16 ท่า และยังเหลืออีก 13 ท่าที่อยู่ระหว่าดำเนินการ  ซึ่งได้ตั้งเป้าให้แล้วเสร็จและเปิดให้บริการครบทั้งหมดภายในปี 2570  ขณะที่ในส่วนของการพัฒนาท่าเรือในภูมิภาค ได้มอบนโยบายให้รักษามาตรฐานการกำกับดูแล การออกใบอนุญาต และการดำเนินงานต่าง ๆ ให้มีความโปร่งใส ควบคู่กับการพัฒนาศักยภาพท่าเรือเพื่อรองรับอุตสาหกรรมโลจิสติกส์ในอนาคต โดยเฉพาะพื้นที่ศักยภาพอย่างภาคใต้และภาคตะวันออก

    นายสรรเพชญ กล่าวว่าต่อว่า ยังให้ความสำคัญกับการพัฒนาท่าเรือรองรับเรือสำราญ (Cruise Terminal) ในพื้นที่ท่องเที่ยวสำคัญ ได้แก่ ภูเก็ต สมุย และพัทยา โดยปัจจุบันบางพื้นที่ เช่น ภูเก็ต ประสบปัญหาความแออัดและข้อจำกัดด้านศักยภาพการรองรับเรือ ซึ่งหากสามารถพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพิ่มเติมได้ จะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ และทำให้ไทยเป็นจุดหมายปลายทางสำคัญของนักท่องเที่ยวและนักลงทุนต่างชาติ  เบื้องต้นจะน่ำร่องพื้นที่สมุย โดยในส่วนของการลงทุน เป็นรูปแบบการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน (PPP) คาดว่าจะสามารถเสนอคณะรัฐมนตรี(ครม.)พิจารณาได้ภายในปีนี้ โดยตั้งเป้าหมายว่าหลังจากศึกษาความเหมาะสมและผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมแล้ว จะเริ่มก่อสร้างและเปิดให้บริการได้ภายในปี 2575

    นอกจากนี้ ในการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวทางน้ำรูปแบบใหม่ ในพื้นที่จังหวัดสงขลา โครงการการพัฒนาท่าเรือสำราญแบบจอดทอดสมอ เพื่อสนับสนุนการท่องเที่ยวจังหวัดสงขลา เบื้องต้นจะขอรับการจัดสรรงบประมาณประจำปี 2570  จำนวน 25 ล้านบาท ในการศึกษาความเหมาะสม ออกแบบรายละเอียดโครงการ และจัดทำรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) เพื่อรองรับแผนการขุดลอกร่องน้ำและก่อสร้างท่าเทียบเรือสำหรับเรือท่องเที่ยวขนาดเล็ก (Tender Boat) ซึ่งจะใช้รูปแบบนำเรือขนาดใหญ่จอดนอกชายฝั่ง และลำเลียงนักท่องเที่ยวเข้าสู่ฝั่ง เพื่อเชื่อมโยงกับแหล่งท่องเที่ยวสำคัญอย่างเมืองเก่าสงขลา ซึ่งอยู่ระหว่างผลักดันเป็นมรดกโลก โดยโครงการลักษณะนี้จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในระดับชุมชนและสร้างรายได้ให้ประชาชนในพื้นที่

    ทั้งนี้ ในด้านงบประมาณ กรมเจ้าท่าได้เสนอของบประมาณปี 2570 ประมาณ 5,200 ล้านบาท เพื่อดำเนินโครงการสำคัญ อาทิ การขุดลอกร่องน้ำเศรษฐกิจในหลายพื้นที่ทั่วประเทศ รวมถึงโครงการแก้ไขจุดคอขวดด้านการเดินเรือ ยอมรับว่าที่ผ่านมา การพัฒนาและบำรุงรักษาร่องน้ำยังขาดความต่อเนื่อง เนื่องจากข้อจำกัดด้านงบประมาณและการประสานงานระหว่างหน่วยงาน ทำให้การดำเนินงานไม่เป็นไปตามเป้าหมาย ดังนั้นจึงจำเป็นต้องผลักดันให้กรมเจ้าท่ามีบทบาทเป็นหน่วยงานหลักอย่างชัดเจน พร้อมสนับสนุนงบประมาณให้เพียงพอเพื่อให้การพัฒนาเกิดความต่อเนื่อง

    นายสรรเพชญ กล่าวทิ้งท้ายว่า เป้าหมายสำคัญของการพัฒนาคมนาคมทางน้ำ คือการสร้างระบบขนส่งที่สะดวก ปลอดภัย และเป็นประโยชน์ต่อประชาชนอย่างแท้จริง พร้อมยืนยันว่ารัฐบาลให้ความสำคัญกับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางน้ำ และพร้อมผลักดันให้เกิดผลเป็นรูปธรรมภายในรัฐบาลชุดปัจจุบัน

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/economy-news/989143/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0AvhQ8Oa0-lX5ZLCXezprC

  • 4

    4

    บริษัท วัน สามสิบเอ็ด จำกัด
    อาคารจีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ เพลส 50 ถนนสุขุมวิท 21 (อโศก)
    แขวงคลองเตยเหนือ เขตวัฒนา กรุงเทพฯ 10110

    บริษัทในเครือ บริษัท เดอะ วัน เอ็นเตอร์ไพรส์ จำกัด (มหาชน)
    www.theoneenterprise.com

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.one31.net/news/detail/78973&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0BvQjYOKom_v0ZNOuv7elI

  • ระยองเปิดงาน “ถนนท่องเที่ยววิถีชาวเล 2569” ดันเสน่ห์ชุมชนชายฝั่ง กระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่น | TOPNEWS

    ระยองเปิดงาน “ถนนท่องเที่ยววิถีชาวเล 2569” ดันเสน่ห์ชุมชนชายฝั่ง กระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่น | TOPNEWS

    จังหวัดระยอง โดยสำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดระยอง จัดงานแถลงข่าวการจัดงาน “ถนนท่องเที่ยววิถีชาวเล จังหวัดระยอง ประจำปี 2569” อย่างเป็นทางการ เพื่อขับเคลื่อนการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ และส่งเสริมเศรษฐกิจฐานรากของชุมชนชายฝั่งทะเลในพื้นที่จังหวัดระยอง

    โดยได้รับเกียรติจาก นายกัพชัย เทพวรชัย รองผู้ว่าราชการจังหวัดระยอง เป็นประธานในพิธีเปิดงาน พร้อมด้วยผู้บริหารจากหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และองค์กรด้านการท่องเที่ยวเข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง ได้แก่ นายธนศร ดอกเดือ ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดระยอง, นางสาววันดี เผือนอุดม ผู้อำนวยการสำนักงานการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย, นางสิริญทิพญ์ ทัพมงคลทรัพย์ ประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวจังหวัดระยอง ตลอดจนผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ได้แก่ นายยานยนต์ อรุณเวสสะเศรษฐ นายกเทศมนตรีตำบลบ้านเพ และ นายพงษ์ชัย เหลือลิ้น นายกเทศมนตรีตำบลพลา เข้าร่วมงาน

    การจัดงานในครั้งนี้ เป็นผลจากการบูรณาการความร่วมมือระหว่างหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ภาคชุมชน และเครือข่ายด้านการท่องเที่ยวในพื้นที่ เพื่อร่วมกันผลักดันการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ (Creative Tourism) โดยมุ่งเน้นการนำเสนออัตลักษณ์ “วิถีชาวเล” ซึ่งเป็นทุนทางวัฒนธรรมที่สำคัญของจังหวัดระยอง อันสะท้อนถึงวิถีชีวิต ภูมิปัญญาท้องถิ่น อาชีพประมงพื้นบ้าน ตลอดจนวัฒนธรรมการกินอยู่ที่มีความโดดเด่นเฉพาะถิ่น

    จังหวัดระยองนับเป็นพื้นที่ที่มีศักยภาพด้านการท่องเที่ยวอย่างครบถ้วน ทั้งทรัพยากรธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ ชายหาดที่สวยงาม หมู่เกาะที่มีชื่อเสียง อาหารทะเลที่มีคุณภาพ รวมถึงชุมชนชายฝั่งที่ยังคงรักษาเอกลักษณ์ดั้งเดิมไว้ได้อย่างเข้มแข็ง โดยเฉพาะชุมชนชาวเลในพื้นที่ต่าง ๆ ซึ่งสามารถพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงประสบการณ์ที่สร้างคุณค่าและสร้างรายได้ให้กับประชาชนในพื้นที่ได้อย่างเป็นรูปธรรม

    สำหรับการจัดงาน “ถนนท่องเที่ยววิถีชาวเล จังหวัดระยอง ประจำปี 2569” ในครั้งนี้ ได้กำหนดจัดกิจกรรมใน 2 พื้นที่สำคัญของจังหวัด เพื่อให้เกิดการกระจายตัวของนักท่องเที่ยว และเพิ่มประสิทธิภาพด้านการประชาสัมพันธ์เชิงพื้นที่ ได้แก่

    🔹 ครั้งที่ 1 งาน “ถนนท่องเที่ยววิถีชาวเล ต่อยหอยบ้านเพ”
    กำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 8 – 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2569
    ณ ลานกิจกรรมเทศบาลตำบลบ้านเพ อำเภอเมืองระยอง จังหวัดระยอง

    ซึ่งพื้นที่บ้านเพถือเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวทางทะเล และเป็นประตูสู่การเดินทางไปยังแหล่งท่องเที่ยวทางทะเลที่สำคัญ อีกทั้งยังเป็นชุมชนที่มีวิถีชีวิตชาวประมงและอาหารทะเลสดที่มีชื่อเสียง โดยการใช้ชื่อ “ต่อยหอยบ้านเพ” เป็นการสื่อสารอัตลักษณ์ของพื้นที่ และสร้างการจดจำทางการตลาดอย่างต่อเนื่อง

    🔹 ครั้งที่ 2 งาน “ถนนท่องเที่ยววิถีชาวเล มนต์เสน่ห์บ้านฉาง @ หาดพลา”
    กำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 6 – 7 มิถุนายน พ.ศ. 2569
    ณ ชายหาดพลา ตำบลพลา อำเภอบ้านฉาง จังหวัดระยอง

    ซึ่งเป็นอีกหนึ่งพื้นที่ที่มีศักยภาพด้านการท่องเที่ยวสูง มีทัศนียภาพชายทะเลที่งดงาม และมีชุมชนที่สามารถพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงประสบการณ์ได้อย่างมีคุณภาพ

    ภายในงานทั้งสองพื้นที่ ได้กำหนดให้มีกิจกรรมที่หลากหลาย ครอบคลุมทั้งมิติด้านเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม ประกอบด้วย การจำหน่ายสินค้าชุมชนและผลิตภัณฑ์ท้องถิ่น มหกรรมอาหารพื้นถิ่นและอาหารทะเล กิจกรรมส่งเสริมการขาย “สินค้านาทีทอง” กิจกรรมการแข่งขันที่สะท้อนอัตลักษณ์วิถีชาวเล เช่น การแข่งขันต่อยหอย และการแข่งขันตกหมึก การแสดงศิลปวัฒนธรรมจากชุมชน ตลอดจนการแสดงคอนเสิร์ตจากศิลปินที่มีชื่อเสียง เพื่อสร้างสีสันและเพิ่มแรงดึงดูดทางการตลาด

    ทั้งนี้ การจัดงานดังกล่าวมีวัตถุประสงค์สำคัญเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวชุมชนชายฝั่งทะเล กระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก กระจายรายได้สู่ชุมชนในพื้นที่ สร้างโอกาสทางการตลาดให้แก่ผู้ประกอบการรายย่อย กลุ่มอาชีพ และผู้ผลิตสินค้าในท้องถิ่น ตลอดจนยกระดับภาพลักษณ์ของจังหวัดระยองให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่มีความหลากหลาย มีอัตลักษณ์ และสามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวได้ตลอดทั้งปี

    จังหวัดระยองจึงขอเชิญชวนพี่น้องประชาชน นักท่องเที่ยว สื่อมวลชน และผู้สนใจทุกท่าน ร่วมสัมผัสเสน่ห์ของ “วิถีชาวเล” และร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจชุมชนไปพร้อมกัน ในงาน “ถนนท่องเที่ยววิถีชาวเล จังหวัดระยอง ประจำปี 2569” ณ ทั้งสองพื้นที่ดังกล่าว

    ภาพ/ข่าว ราชัญ กองทอง ผู้สื่อข่าว TOPNEWS ทั่วไทย จ.ระยอง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1562675&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1_XP1FhMhJC16JZqqe9AwK

  • พิธีมอบรางวัลโครงการประกวดจัดทำวิดีโอคลิป เยาวชนไทยสื่อสารภาพลักษณ์สังคมพหุวัฒนธรรม ชูศักยภาพการท่องเที่ยวและอุตสาหกรรมฮาลาลไทย ขับเคลื่อนการทูตเศรษฐกิจสู่สายตาโลก ผ่านสื่อประชาสัมพันธ์สมัยใหม่ – กระทรวงการต่างประเทศ

    พิธีมอบรางวัลโครงการประกวดจัดทำวิดีโอคลิป เยาวชนไทยสื่อสารภาพลักษณ์สังคมพหุวัฒนธรรม ชูศักยภาพการท่องเที่ยวและอุตสาหกรรมฮาลาลไทย ขับเคลื่อนการทูตเศรษฐกิจสู่สายตาโลก ผ่านสื่อประชาสัมพันธ์สมัยใหม่ – กระทรวงการต่างประเทศ

    พิธีมอบรางวัลโครงการประกวดจัดทำวิดีโอคลิป เยาวชนไทยสื่อสารภาพลักษณ์สังคมพหุวัฒนธรรม ชูศักยภาพการท่องเที่ยวและอุตสาหกรรมฮาลาลไทย ขับเคลื่อนการทูตเศรษฐกิจสู่สายตาโลก ผ่านสื่อประชาสัมพันธ์สมัยใหม่

    พิธีมอบรางวัลโครงการประกวดจัดทำวิดีโอคลิป เยาวชนไทยสื่อสารภาพลักษณ์สังคมพหุวัฒนธรรม ชูศักยภาพการท่องเที่ยวและอุตสาหกรรมฮาลาลไทย ขับเคลื่อนการทูตเศรษฐกิจสู่สายตาโลก ผ่านสื่อประชาสัมพันธ์สมัยใหม่

    วันที่นำเข้าข้อมูล 30 เม.ย. 2569

    วันที่ปรับปรุงข้อมูล 30 เม.ย. 2569

    | 32 view

    เมื่อวันที่ 30 เมษายน 2569 นายปาณิดล ปัจฉิมสวัสดิ์ รองอธิบดีกรมสารนิเทศ รักษาราชการแทนอธิบดีกรมสารนิเทศ เป็นประธานในพิธีมอบรางวัลโครงการประกวดจัดทำวิดีโอคลิปเพื่อเสริมสร้างภาพลักษณ์สังคมพหุวัฒนธรรมของไทยผ่านสื่อประชาสัมพันธ์สมัยใหม่ ซึ่งกระทรวงการต่างประเทศ โดยกรมสารนิเทศ ได้จัดขึ้นเพื่อเปิดโอกาสให้เยาวชนอายุระหว่าง 15-22 ปี ทั้งในรูปแบบบุคคลและกลุ่ม ส่งผลงานวิดีโอคลิปภายใต้หัวข้อ “ประเทศไทยในฐานะจุดหมายปลายทางที่เป็นมิตรต่อชาวมุสลิม (Muslim-Friendly Destination)” โดยเน้นสะท้อนความเป็นสังคมพหุวัฒนธรรมของไทย ศักยภาพด้านการท่องเที่ยวฮาลาล ตลอดจนโอกาสทางธุรกิจและความก้าวหน้าของอุตสาหกรรมฮาลาลของไทย

    รายชื่อผู้ชนะการประกวด มีดังนี้ รางวัลชนะเลิศ ได้แก่ นางสาวฟะฮมีย์ สะนิ นางสาวภุตตรี มั่นอารีย์ และนางสาวอัสมา หะยีดาโอ๊ะ (รายกลุ่ม) จากมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตหาดใหญ่ ได้รับเงินรางวัล จำนวน 30,000 บาท รางวัลรองชนะเลิศอันดับหนึ่ง ได้แก่ นางสาวกิตติยา นราสันติกุล นางสาวสิรินทร์ยา ยูเละ นายอิกรอม เจ๊ะดือราแม นายอัมนาน สาเม๊าะ และนายอัลยัส เวาะมะ (รายกลุ่ม) จากมหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา ได้รับเงินรางวัล จำนวน 20,000 บาท รางวัลรองชนะเลิศอันดับสอง ได้แก่ นายนิฟัลดี หะยีซำสูดิง
    จากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ได้รับเงินรางวัล จำนวน 10,000 บาท นอกจากนี้ ผู้ที่ได้รับรางวัลชนะเลิศจะได้รับโอกาสให้มีส่วนร่วมในวิดีโอคลิปที่ผู้มีอิทธิพลทางความคิด (อินฟลูเอนเซอร์) จะจัดทำในการดำเนินโครงการระยะต่อไปเพื่อขยายการสื่อสารสู่สาธารณชนระดับโลกในวงกว้างยิ่งขึ้น

    โครงการดังกล่าวเป็นหนึ่งในความมุ่งมั่นของกระทรวงการต่างประเทศในการส่งเสริมความเข้าใจและความเชื่อมั่นต่อประเทศไทยในฐานะสังคมพหุวัฒนธรรมที่ประชาชนจากหลากหลายเชื้อชาติ ศาสนา และวัฒนธรรมสามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างสันติ พร้อมทั้งสนับสนุนบทบาทของเยาวชนในการถ่ายทอดเรื่องราวเชิงบวกของประเทศไทยสู่สากล ตลอดจนสื่อสารศักยภาพของไทยในฐานะจุดหมายปลายทางที่เป็นมิตรต่อชาวมุสลิม และโอกาสทางเศรษฐกิจในสาขาการท่องเที่ยวและอุตสาหกรรมฮาลาล ซึ่งสอดรับกับการขับเคลื่อนนโยบายการทูตเศรษฐกิจของกระทรวงการต่างประเทศอีกด้วย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mfa.go.th/th/content/thai-youth-video-clip-competition-2026-th%3Fcate%3D5d5bcb4e15e39c306000683d&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1Ai35ALeHySloYrop8j8nv

  • รัฐมนตรีว่าการท่องเที่ยวและกีฬา มอบนโยบาย จุดเน้นในการจัดทำคำของบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570

    รัฐมนตรีว่าการท่องเที่ยวและกีฬา มอบนโยบาย จุดเน้นในการจัดทำคำของบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570

    รัฐมนตรีว่าการท่องเที่ยวและกีฬา มอบนโยบาย จุดเน้นในการจัดทำคำของบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570


    1/05/2569 | 71 |

    วันที่ 29 เมษายน 2569 เวลา 13.00 น. นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาเป็นประธานการประชุมมอบนโยบายและจุดเน้นในการจัดทำคำของบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 โดยมี นางสาวนัทรียา ทวีวงศ์ ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร และนายกรณินทร์ กาญจโนมัย รองผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ พร้อมคณะ เข้าร่วมรับฟังการมอบนโยบายในครั้งนี้ ณ ห้องประชุมสุวรรณวิจิตร ชั้น 7 กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา

    นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล เปิดเผยว่า รัฐบาลภายใต้การนำของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี มุ่งเน้นการขับเคลื่อนเศรษฐกิจผ่านนโยบาย “10 พลัส” โดยเฉพาะ “พลัสที่ 3 : ชุมชนพลัส” ซึ่งสอดคล้องกับภารกิจของกระทรวงฯ ที่ให้ความสำคัญกับการพัฒนาการท่องเที่ยวชุมชนให้มีอัตลักษณ์และมูลค่าสูง เพื่อสร้างความเข้มแข็งและกระจายรายได้สู่ท้องถิ่น สำหรับการจัดทำคำของบประมาณปี 2570 นี้ กระทรวงฯ จะมุ่งเน้นการพัฒนาเชิงพื้นที่ (Area-based) การสร้างมูลค่าเพิ่มจากนักท่องเที่ยวคุณภาพ (Value over Volume) และตอบสนองความต้องการของตลาด (Demand-driven)

        ในมิติด้านการท่องเที่ยว กระทรวงฯ มีแนวทางขับเคลื่อนที่สำคัญ ดังนี้
    • ส่งเสริมการเดินทางท่องเที่ยวได้ตลอด 365 วัน (Destination Thailand) และผลักดันให้ทุกเมืองเป็นเมืองน่าเที่ยว เพื่อกระตุ้นตลาดในประเทศ
    • สนับสนุนการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวโดยคนในชุมชน เพื่อลดความเหลื่อมล้ำและสร้างความยั่งยืน
    • ส่งเสริมการจัดงานเทศกาลและกิจกรรมระดับโลก รวมถึงการถ่ายทำภาพยนตร์ต่างประเทศในไทย เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวและสร้างการรับรู้ในระดับสากล
    • บูรณาการเครือข่ายเพื่ออำนวยความสะดวกและดูแลความปลอดภัยให้นักท่องเที่ยว เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและภาพลักษณ์ที่ดี

        ในมิติด้านกีฬา กระทรวงฯ มุ่งเน้นการใช้กีฬาเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตและเศรษฐกิจ ดังนี้
    • ส่งเสริมการออกกำลังกายสำหรับประชาชนทุกกลุ่มวัย รวมถึงผู้พิการและผู้ด้อยโอกาส
    • พัฒนากีฬาอย่างเป็นระบบตั้งแต่ระดับพื้นฐานจนถึงอาชีพ โดยใช้วิทยาศาสตร์การกีฬามายกระดับศักยภาพ
    • ส่งเสริมอุตสาหกรรมกีฬา การเป็นเจ้าภาพมหกรรมกีฬานานาชาติ และกิจกรรมกีฬาเพื่อการท่องเที่ยว (Sports Tourism) เพื่อสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ
    • พัฒนาและปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานด้านกีฬาของประเทศให้เพียงพอต่อความต้องการ

    ในช่วงท้าย รมว.ท่องเที่ยวและกีฬา เน้นย้ำว่า การท่องเที่ยวจะเป็นกลไกสำคัญในการสร้างงาน สร้างรายได้ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ในขณะที่กีฬาจะเป็นโอกาสนำประเทศสู่สากลและสร้างความภาคภูมิใจให้คนในชาติ 

    ที่มา : https://www.thaigov.go.th/th/news/163589


    image รูปภาพ

    image


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/39/iid/499356&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2kjQFgiqnpOjt3d55_lS7O

  • “ภักดี” กางแผนปี 69 i-Store จ่อรุก 4 แลนด์มาร์คท่องเที่ยวไทย ดันรายได้โต 200%

    “ภักดี” กางแผนปี 69 i-Store จ่อรุก 4 แลนด์มาร์คท่องเที่ยวไทย ดันรายได้โต 200%

    นายภักดี อนิวรรตน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สตอเรจ เอเชีย จำกัด (มหาชน) ดำเนินธุรกิจให้บริการห้องเก็บของหรือเก็บทรัพย์สินส่วนตัว (Self Storage) ภายใต้เครื่องหมายการค้าแบรนด์ i-Store เปิดเผยว่า แผนการดำเนินงานปี 2569 บริษัทฯ มุ่งสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนผ่านกลยุทธ์ “Supply Drives Demand” สร้างการรับรู้และขยายฐานลูกค้า ผ่านการเพิ่มพื้นที่ให้บริการบนทำเลที่เข้าถึงง่าย ตอบโจทย์กลุ่มลูกค้าบุคคลทั่วไปและนิติบุคคล

    ขณะเดียวกันก็เดินหน้าโมเดลธุรกิจ Storage Management พัฒนา ออกแบบ และบริหารจัดการพื้นที่จัดเก็บให้กับกลุ่มเจ้าของที่ดิน (Landlord) หรือนักลงทุนที่มีพื้นที่แต่ไม่ต้องการบริหารจัดการเอง ซึ่งโมเดลนี้จะช่วยให้บริษัทฯ สามารถขยายเครือข่ายภายใต้แบรนด์ i-Store ได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ 

    นอกจากนี้ บริษัทวางแผนขยายสาขาผ่านการร่วมทุน (JV) กับพันธมิตรชั้นนำ โดยในปี 2569 เตรียมขยายสาขาเพิ่มอีก 7 แห่ง ซึ่งจะส่งผลให้บริษัทมีสาขารวมทั้งสิ้น 18 แห่ง และมีพื้นที่ให้บริการรวมกว่า 18,000 ตารางเมตร หรือเติบโตขึ้นกว่า 91% จากปีก่อน ปัจจุบันมีสาขาเปิดให้บริการทั้งหมด 11 สาขา ได้แก่ สาขาสีลม , สุขุมวิท 24 , สุขุมวิท 71 , สาทร วัน , หัวลำโพง , อุดมสุข , อ่อนนุช , จตุจักร , เพลินจิต-นานา , ทองหล่อ 9 และสาขาสุรวงศ์-สีลม

    ทั้งนี้ บริษัทตั้งเป้าหมายปรับสัดส่วนผู้ใช้บริการกลุ่มลูกค้าผู้พักอาศัย นักท่องเที่ยว นักสะสม 60% และนิติบุคคลเป็น 40% เพื่อสร้างฐานรายได้ที่มั่นคงและสมดุล (Stable Revenue) โดยเน้นพัฒนาบริการตอบโจทย์กลุ่มธุรกิจ SME และ E-commerce ที่ต้องการพื้นที่ Micro-fulfillment ในทำเลใจกลางเมือง ซึ่งคาดว่าจะผลักดันให้รายได้รวมของบริษัทฯ เติบโตขึ้นประมาณ 200%

    พร้อมกันนี้ บริษัทฯ เตรียมขยายฐานลูกค้าสู่หัวเมืองท่องเที่ยวสำคัญ อาทิ จังหวัดภูเก็ต คาดว่าจะเห็นความชัดเจนภายในปี 2570 และมีแผนขยายต่อเนื่องไปยังจังหวัดเชียงใหม่ พัทยา และพื้นที่หัวหิน เพื่อรองรับกลุ่มนักท่องเที่ยวระยะยาวและชาวต่างชาติที่พำนักในไทย (Expat) 

    ภักดี อนิวรรตน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สตอเรจ เอเชีย จำกัด (มหาชน)

    นายภักดี กล่าวเสริมว่า ตลาด Self Storage ไทยกำลังเปลี่ยนผ่านจากการกระจุกตัวในกรุงเทพฯ ชั้นใน  ไปสู่ปริมณฑลและหัวเมืองท่องเที่ยว เนื่องจากการเติบโตของธุรกิจ E-commerce ที่ต้องการจุดพักสินค้า (Micro-fulfillment) และพฤติกรรมผู้บริโภคที่มองว่า Self Storage คือส่วนต่อขยายของพื้นที่อยู่อาศัยที่เล็กลงในปัจจุบัน ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางของ i-Store ที่มุ่งเน้นการสร้าง Ecosystem ของการจัดเก็บสิ่งของที่ครอบคลุมและเข้าถึงง่ายสำหรับทุกคน 

    พร้อมกันนี้ i-Store ยังมุ่งขับเคลื่อนธุรกิจด้วยแนวคิด ESG ผ่านโครงการจัดการขยะอิเล็กทรอนิกส์ (E-Waste) และการ Upcycle ขวดพลาสติกเป็นเสื้อสะท้อนแสงให้พนักงาน กทม. เพื่อสร้างความแตกต่างอย่างสร้างสรรค์และรับผิดชอบต่อสังคมในทุกมิติ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/finance/658013&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3XLnQ-IXqpXyiqdhTljANe