Category: ท่องเที่ยว

  • ททท.ชวนเที่ยวรับลมหนาว ชวนนั่งรถราง เที่ยวตามตำนานเมืองลับแล | TOPNEWS

    ททท.ชวนเที่ยวรับลมหนาว ชวนนั่งรถราง เที่ยวตามตำนานเมืองลับแล | TOPNEWS

    เมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่บริเวณตลาดถนนวันวาน เทศบาลตำบลศรีพนมมาศ อ.ลับแล จ.อุตรดิตถ์นายรวี เล็กอุทัย สส.อุตรดิตถ์พร้อมด้วยนายโยธิน ทับทิมทอง ผู้อำนวยการ ททท.สำนักงานแพร่ –อุตรดิตถ์ รศ.ดร.ทักษิณาร์ ศรุติสุต นายกเทศมนตรีตำบลศรีพนมมาศ ร่วมกันแถลงข่าวเปิดกิจกรรมนักท่องเที่ยวและเชิญชวนสัมผัสรับลมหนาว ชูแคมเปญสร้างสรรค์ “เปิดประตูสู่ดินแดนแห่งตำนาน นั่งรถรางตามรอยเมืองลับแล”

    นางสาวภัททิรา คำอภิวงศ์ (หัวหน้าศูนย์ประสานงานการท่องเที่ยวจังหวัดอุตรดิตถ์) นำเสนอแผนการจัดกิจกรรมนั่งรถรางเที่ยวตามรอยตำนานเมืองลับแล กับ ผู้บริหารเทศบาลตำบลศรีพนมมาศ วัตถุประสงค์เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่น สร้างรายได้ให้กับชุมชนในช่วงฤดูกาลท่องเที่ยวปลายปี โดยนักท่องเที่ยวจะได้สัมผัสบรรยากาศเมืองลับแล เมืองในตำนานที่เล่าขานความลี้ลับ สู่ยุคปัจจุบันที่เป็นเมืองท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม ผ่านกิจกรรมนำเที่ยวแบบใกล้ชิดด้วยรถรางตลอด 2 ชั่วโมง กิจกรรมเตรียมจัดขึ้นในช่วงเดือนพฤศจิกายน – ธันวาคม 2568 เปิดให้บริการรถรางท่องเที่ยว วันละ 2 รอบ (เช้า–บ่าย) พร้อมมัคคุเทศก์ท้องถิ่นให้ความรู้ตลอดเส้นทาง

    โดย ททท.ศูนย์ฯ อุตรดิตถ์ ขับเคลื่อนร่วมกับ สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดอุตรดิตถ์ บริษัทนำเที่ยวในพื้นที่ เครือข่ายท่องเที่ยวลับแล จัดทำแพ็คเก็จเที่ยวรถรางในราคาถูก รวมถึงมีการบริหารจัดการที่มีความพร้อมและความปลอดภัย เพื่อกระตุ้นในบรรยากาศการท่องเที่ยวคึกคักและสร้างกิจกรรมท่องเที่ยวที่ต่อเนื่องของจังหวัดอุตรดิตถ์อย่างยั่งยืนต่อไป

    จังหวัดอุตรดิตถ์ เป็นเมืองน่าเที่ยวศักยภาพ คนส่วนใหญ่มาเที่ยวจะนึกถึงเมืองลับแล โดยแผนงานประชาสัมพันธ์และกระตุ้นการท่องเที่ยวช่วงแรกที่กำลังเข้าสู่ฤดูกาลท่องเที่ยวของภาคเหนือ จึงเกิดแนวคิด ปรับเปลี่ยน Season เป็นสีสันแห่งการท่องเที่ยวหน้าหนาวของจังหวัดอุตรดิตถ์ ด้วยกิจกรรมนำเที่ยวที่นักท่องเที่ยวเข้าถึงง่าย ใช้เวลาคุ้มค่าไม่เกิน 2 ชั่วโมง เปลี่ยนบรรยากาศมานั่งรถรางให้เจ้าบ้านได้นำเสนอความน่ารักของเมืองลับแล ซึ่งที่ผ่านมายังไม่มีการจัดทริป ท่องเที่ยวด้วยรถรางที่กำหนดรอบเวลาที่ชัดเจน ทำให้นักท่องเที่ยวที่เดินทางมาถึงอำเภอลับแล ไม่รู้ช่องทางการติดต่อหรือจองนั่งรถรางยังไง จึงได้ขอความร่วมมือและนำเสนอแผนงานกับทางเทศบาลตำบลศรีพนมมาศ ซึ่งเป็นเสมือนเมืองหน้าด่านจุดขายแรกเวลาเดินทางมาอำเภอลับแล ให้ร่วมกันจัดกิจกรรมกระตุ้นการท่องเที่ยวครั้งนี้ขึ้นมา

    ด้าน รศ.ดร.ทักษิณาร์ ศรุติสุต นายกเทศมนตรีเทศบาลตำบลศรีพนมมาศ ให้ข้อมูลเสริมว่า ภายใต้แผนการดำเนินงานของเทศบาลตำบลศรีพนมมาศ ในปีงบประมาณ 2569 กำหนดนโยบายส่งเสริมการท่องเที่ยวกระจายรายสู่ชุมชนอย่างยั่งยืน ซึ่งการจัดบริการรถรางนำเที่ยวถือเป็นกิจกรรมกระตุ้นการท่องเที่ยวสำคัญที่ทางเทศบาลได้กำหนดกลยุทธ์การพัฒนาและส่งเสริมการท่องเที่ยวไว้อยู่แล้ว ซึ่งมีความสอดคล้องกับแผนงานของ ททท. ถือเป็นมิติใหม่ในความร่วมมืออย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งทางเทศบาลฯ ยินดีร่วมกำหนดและออกแบบ ROUTE เส้นทางนำเที่ยวเพื่อให้ชุมชนในพื้นที่และชุมชนโดยรอบได้รับประโยชน์จากการจัดกิจกรรมครั้งนี้อย่างแท้จริง ยกระดับการท่องเที่ยวในพื้นที่อำเภอลับแลให้เติบโตอย่างมีคุณภาพและยั่งยืน ซึ่งจะมีการเปิดตัวแคมเปญการท่องเที่ยวด้วยรถรางในช่วงเดือนพฤศจิกายน 2568 ที่ใกล้ถึงนี้อย่างแน่นอน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1384134&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2gtMeGxS7dBdoPrpEVVf94

  • “อรรถกร”เดินหน้าปั้น 3 จังหวัดชายแดนใต้เป็นเมืองท่องเที่ยววัฒนธรรม เตรียมจัด Countdown 2026 ที่สุไหงโกลก

    “อรรถกร”เดินหน้าปั้น 3 จังหวัดชายแดนใต้เป็นเมืองท่องเที่ยววัฒนธรรม เตรียมจัด Countdown 2026 ที่สุไหงโกลก

    การเมือง

    “อรรถกร”เดินหน้าปั้น 3 จังหวัดชายแดนใต้เป็นเมืองท่องเที่ยววัฒนธรรม เตรียมจัด Countdown 2026 ที่สุไหงโกลก

    วันเสาร์ ที่ 08 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 16.17 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    วันที่ 8 พฤศจิกายน 2568 นายอรรถกร ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เป็นประธานการประชุมแนวทางพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวในพื้นที่ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส ณ เมืองโบราณยะรัง จังหวัดปัตตานี โดยผู้ว่าการ ททท. พร้อมด้วยอธิบดีกรมการท่องเที่ยว อธิบดีกรมพละศึกษา หน่วยงานท้องถิ่น และภาคเอกชน ได้ร่วมนำเสนอการพัฒนาและส่งเสริมการท่องเที่ยว 3 จังหวัดชายแดนใต้ (ปัตตานี ยะลา นราธิวาส) ซึ่งมีวัฒนธรรมหลากหลาย ผสมผสานไทย-มลายู-จีน-อาหรับ มีวัฒนธรรมอาหารท้องถิ่นที่โดดเด่น ทั้งผู้คนที่เป็นมิตร มีน้ำใจและพร้อมต้อนรับนักท่องเที่ยวและมีการส่งเสริมการท่องเที่ยวและดูแลความปลอดภัยอย่างดี

    ททท. เสนอแนวทางจัดทำ “เส้นทางพหุวัฒนธรรมชายแดนใต้” โดยเชื่อมโยงแหล่งท่องเที่ยวหลักกับแหล่งใหม่ใน 3 จังหวัดชายแดนใต้ ผ่านเส้นทางวัฒนธรรม ธรรมชาติ อาหาร และวิถีชีวิต เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนร่วมกับผู้นำชุมชน โดยการดำเนินการสร้างแบรนด์ผ่าน KOL และสื่อออนไลน์ พร้อมจัดกิจกรรมเชิงวัฒนธรรม เช่น เทศกาลอาหารฮาลาล งานวัฒนธรรมมลายู-จีน-พุทธ โดยเฉพาะการจัดงาน Amazing Thailand Countdown 2026 @สุไหงโกลก จังหวัดนราธิวาส และเพิ่มการจัด Agent/Media Fam Trip เพื่อผลักดันการขายพื้นที่ท่องเที่ยว

    อย่างไรก็ตามการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ปรับปรุงถนนและระบบขนส่งระหว่างจังหวัด เพิ่มป้ายแนะนำเส้นทางและจุดท่องเที่ยวหลายภาษา และการพัฒนาแหล่งพักแรมและสิ่งอำนวยความสะดวกให้ได้มาตรฐาน ยังเป็นประเด็นท้าทายที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจำเป็นที่จะต้องบูรณาการความร่วมมือในการพัฒนาเพื่อยกระดับการบริการเพื่อส่งเสริมให้เกิดการเดินทางของนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติต่อไป

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/politic/453549&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1SO3jMXQ4ZUgrFU1EbefS8

  • รศ.ดร.พรรณี เผย  ทีมนักวิจัย  4 มหาวิทยาลัยผนึกกำลัง เตรียมยกระดับ  เขาชีจรรย์

    รศ.ดร.พรรณี เผย ทีมนักวิจัย 4 มหาวิทยาลัยผนึกกำลัง เตรียมยกระดับ เขาชีจรรย์

    วันเสาร์ ที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 19.42 น.

    รศ.ดร.พรรณี เผย  ทีมนักวิจัย  4 มหาวิทยาลัยผนึกกำลัง เตรียมยกระดับ  เขาชีจรรย์ สู่นวัตกรรมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม-ศาสนายั่งยืน

    รองศาสตราจารย์ ดร.พรรณี สวนเพลง  อาจารย์ปรจำคณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี  และ ผู้อำนวยการศูนย์รวมผู้เชี่ยวชาญทางด้านการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมอาหาร   มหาวิทยาลัยสวนดุสิต   เปิดเผยว่า   “พระพุทธรูปทองคำใหญ่ที่สุดในโลก ณ เขาชีจรรย์: นวัตกรรมเลเซอร์ตามพระราชดำริรัชกาลที่ 9 สร้างประสบการณ์จิตวิญญาณ ยกระดับพัทยาสู่จุดหมายท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมและศาสนา”

    นอกจากนี้  พัทยา  จะไม่ใช่แค่ไนต์ไลฟ์อีกต่อไป!   นักวิจัยไทยเปิดเผยเรื่องราวเบื้องหลัง พระพุทธรูปแกะสลักทองคำใหญ่ที่สุดในโลก ที่ เขาชีจรรย์ จ.ชลบุรี ซึ่งเป็นจุดเปลี่ยนภาพลักษณ์พัทยาสู่ “ฮับท่องเที่ยวเชิงพุทธศาสนา” ระดับโลก ด้วยเทคโนโลยีเลเซอร์แกะสลักที่ “ไม่เคยมีที่ไหนในโลก” และสร้างประสบการณ์ทางจิตวิญญาณให้ผู้มาเยือน 

    ในงานนี้   ดร. ถนอม อินทรกำเหนิด นายกสภามหาวิทยาลัยสวนดุสิต  ให้ความสนใจร่วมผลักดันการวิจัยสู่การนำไปใช้ประโยชน์ในเชิงสาธารณะ คณะผู้วิจัย คณะผู้วิจัยนำทีมโดย   ศ.ดร. พิเชษฐ์ ลิ้มสุวรรณ และ รศ.ดร. พรรณี สวนเพลง พร้อมด้วยทีมงานวิจัยจาก 4 มหาวิทยาลัยได้แก่ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระเจ้าเกล้าธนบุรี, มหาวิทยาลัยสวนดุสิต, มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร และ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลกรุงเทพ ร่วมกันพัฒนางานวิจัย “Laser-Carved Legacy: Exploring the Scientific Construction and Cultural Significance of the World’s Largest Golden Buddha in Thailand through a Tourist Perspective” ซึ่งเป็นผลงานวิจัยที่รวบรวมเอกสารข้อมูลเชิงประวัติศาสตร์เกี่ยวกับ พระราชกรณียกิจของ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร (รัชกาลที่ 9) ทรงมีพระราชดำริที่สำคัญในการสร้าง “พระพุทธมหาวชิรอุตตโมภาสศาสดา” (พระพุทธรูปแกะสลักเขาชีจรรย์) 

    เพื่อเฉลิมพระเกียรติครบ 50 ปีแห่งการครองราชย์ (พ.ศ. 2539) โดยทรงเน้น ความยั่งยืน ความปลอดภัย และความเหมาะสมกับสภาพภูมิประเทศ และเปิดเป็นแหล่งท่องเที่ยวยาวนากว่า 30 ปี ซึ่งต้องการเปลี่ยนภาพลักษณ์เมือง “พัทยาเมืองท่องเที่ยวเชิงพุทธศาสนาศูนย์กลางความเชื่อและศรัทธา” ผ่าน DRAMA Model ที่ประเมินประสบการณ์ท่องเที่ยวเขาชีจรรย์ที่เป็น New Landmark แห่งใหม่ที่เป็นการเทิดพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร (รัชกาลที่ 9)  และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ที่ทรงมีพระราชดำริให้จัดสร้างสถานที่แห่งนี้ขึ้น

    “พระพุทธรูปพระพุทธมหาวชิรอุตตโมภาสศาสดา” ซึ่งเป็นพระพุทธรูปที่แกะสลักทองคำใหญ่ที่สุดในโลกตั้งอยู่ที่เขาชีจรรย์ พัทยา พื้นที่ด้านหน้าและด้านข้างหน้าผาเขาชีจรรย์ที่กำหนดไว้สำหรับการออกแบบภูมิทัศน์ รวมถึงสระน้ำขนาดใหญ่ สวนอเนกประสงค์ และพื้นที่บริการอื่นๆ ครอบคลุมประมาณ 193 ไร่ (76.29 เอเคอร์) พื้นที่นี้ตั้งอยู่ที่ฐานหน้าผาเขาชีจรรย์ ซึ่งรวมพื้นที่หินประมาณ 15 ไร่ (5.93 เอเคอร์) ด้านหน้าพระพุทธรูป ดังนั้น โครงการแกะสลักพระพุทธรูปบนหน้าผาเขาชีจรรย์จึงมีจุดมุ่งหมายเพื่อพัฒนาพื้นที่เขาชีจรรย์ให้เป็นพื้นที่อเนกประสงค์เพื่อรองรับและสนับสนุนผู้มาเยี่ยมชมที่มาสักการะพระพุทธรูป รวมถึงเป็นสถานที่สำหรับทำสมาธิหรือพักผ่อนหย่อนใจสำหรับประชาชนทั่วไป

    โดยวัดยานนาวา ร่วมกับศิษยานุศิษย์ เริ่มศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการด้วยทรัพยากรที่มีอยู่ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2527 ภายในเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2533 ได้จัดตั้งคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการพระราชดำริ เพื่อดูแลการออกแบบพระพุทธรูปที่จะแกะสลักบนหน้าผาเขาชีจรรย์ คณะกรรมการนี้ประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญในสาขานี้และหน่วยงานรัฐบาลที่เกี่ยวข้อง หลังจากการพิจารณาอย่างละเอียด ได้ตัดสินใจว่าสามารถแกะสลักพระพุทธรูปบนหน้าผาได้ และจะออกแบบเป็นพระพุทธรูปนั่งในท่ามารวิชัย สูง 109 เมตร นั่งบนฐานบัวสูง 21 เมตร รวมความสูงทั้งสิ้น 130 เมตร และกว้าง 70 เมตร อีกทั้งวัดยานนาวาและคณะกรรมการได้แต่งตั้งกรมทรัพยากรธรณีให้สำรวจหน้าผา ร่วมกับผู้เชี่ยวชาญแกะสลักหินจากมณฑลเสฉวน ประเทศจีน เพื่อตรวจสอบลักษณะหินของหน้าผา ได้ข้อสรุปว่าพระพุทธรูปสามารถแกะสลักได้เฉพาะแบบนูนต่ำหรือเส้นนูนบนหินธรรมชาติของหน้าผา 

    การออกแบบพระพุทธรูปได้เสนอต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเพื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ เมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2535 สำนักราชเลขานุการในพระองค์ทรงแจ้งว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ อนุมัติโครงการ พร้อมพระราชทานคำแนะนำว่าควรแกะสลักเป็นภาพเส้นแต่ทำให้ลึกและชัดเจนเพื่อมองเห็นได้จากระยะไกล และไม่ควรสร้างเป็นนูนต่ำเนื่องจากปัญหาการบำรุงรักษา เนื่องจากหน้าผาเป็นหินปูน นอกจากนี้ ยังต้องมีมาตรการความปลอดภัยโดยกำหนดพื้นที่ด้านหน้าพระพุทธรูปเป็นเขตหวงห้าม วันที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2538 คณะกรรมการที่รับผิดชอบการสร้างพระพุทธรูปบนหน้าผาเขาชีจรรย์ได้เลือกบริษัท International Blaster Co., Ltd. เป็นผู้รับเหมาแกะสลักพระพุทธรูป งบประมาณก่อสร้างกำหนดไว้ที่ 43,305,800 บาท (ประมาณ 1.3 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) ด้วยระยะเวลาก่อสร้าง 12 เดือน สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช ทรงเป็นประธานคณะกรรมการที่ปรึกษาฝ่ายสงฆ์ 

    สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร ทรงได้รับการแต่งตั้งเป็นประธานคณะกรรมการบริหารโครงการ และสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงเป็นรองประธาน พระพุทธรูปแกะสลักบนหน้าผาเขาชีจรรย์เสร็จสิ้นในปี พ.ศ. 2539 และเปิดให้ประชาชนเข้าชมอย่างเป็นทางการในปี พ.ศ. 2544 จากมุมมองการท่องเที่ยว พัทยา ซึ่งเป็นจุดหมายปลายทางสำคัญในจังหวัดชลบุรี 

    ผลวิเคราะห์จากโมเดล DHARMA ยืนยันบทบาทเชื่อมโยงกันของอัตลักษณ์จุดหมายปลายทาง คุณค่ามรดก ประสบการณ์การรู้จัก ประสบการณ์ที่น่าประทับใจ ความประทับใจที่จดจำได้ และความผูกพัน ในการกำหนดความคิดเห็นนักท่องเที่ยวที่เขาชีจรรย์ โมเดลนี้แสดงว่าลักษณะทางภูมิศาสตร์เอกลักษณ์ ความสำคัญทางประวัติศาสตร์ และสัญลักษณ์ทางวัฒนธรรม ส่งเสริมประสบการณ์นักท่องเที่ยวที่หมายความและยั่งยืน โดยเฉพาะอิทธิพลของอัตลักษณ์จุดหมายปลายทางต่อคุณค่ามรดก และความเชื่อมโยงระหว่างประสบการณ์ที่น่าจดจำกับความผูกพัน เน้นความสามารถของสถานที่สร้างความเชื่อมโยงทางอารมณ์ที่ขับเคลื่อนความภักดีและความตั้งใจกลับมาเยี่ยมชม 

    ผลกระทบของการศึกษามีสองด้าน ประการแรก แสดงศักยภาพการบูรณาการเทคโนโลยีเลเซอร์เข้ากับ
    โครงการมรดกวัฒนธรรม ปูทางสำหรับการประยุกต์ใช้ในอนาคตเรื่องบูรณะ บันทึก และอนุรักษ์สถานที่ทางประวัติศาสตร์ ประการที่สอง ให้ข้อมูลปฏิบัติสำหรับการจัดการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม โดยเน้นใช้ประโยชน์จากอัตลักษณ์จุดหมายปลายทาง เพิ่มการมีส่วนร่วมในสถานที่ และส่งเสริมความเชื่อมโยงทางอารมณ์ เพื่อยกระดับประสบการณ์ผู้มาเยือนและความยั่งยืนระยะยาว 

    นัยยะเชิงนโยบายและการจัดการ: ผลวิจัยให้คำแนะนำปฏิบัติสำหรับการจัดการจุดหมายปลายทางและพัฒนาการท่องเที่ยว ททท. ควรบูรณาการมรดกพระราชวงศ์และพุทธศาสนาของเขาชีจรรย์เข้ากับแคมเปญส่งเสริมระดับชาติ การตลาดดิจิทัลบน WeChat และ Instagram มุ่งนักท่องเที่ยวจีน (30% ของผู้มาเยือนพัทยาในปี 2567) และอินเดีย ควรเน้นภาพพระพุทธรูปที่ช่วยด้วยเลเซอร์เป็นสัญลักษณ์นวัตกรรมวัฒนธรรมและเทคโนโลยี คุณค่าการอนุรักษ์สูง แนะนำกรมศิลปากรแสวงหาสถานะมรดกโลก UNESCO สำหรับเขาชีจรรย์ ใช้วิธีอนุรักษ์ยั่งยืนคล้ายอังกอร์วัด เพื่อเพิ่มการยอมรับโลกและเงินทุนอนุรักษ์ นักนโยบายจังหวัดชลบุรีพัฒนาความคิดริเริ่มโต้ตอบ เช่น เวิร์กช็อปสมาธิหรือเทศกาลวัฒนธรรมตามวิสาขบูชาเชียงใหม่ เพื่อเพิ่มการมีส่วนร่วมผู้มาเยือนและกระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่น กลยุทธ์เหล่านี้เสริมบทบาทเขาชีจรรย์ปรับตำแหน่งพัทยาจาก “เมืองหลวงแห่งเพศ” สู่จุดหมายท่องเที่ยวที่ยั่งยืนและอุดมวัฒนธรรม การปรับภาพลักษณ์การท่องเที่ยวพัทยา:

    การเปลี่ยนเขาชีจรรย์เป็นสถานที่สำคัญทางจิตวิญญาณนำเสนอโอกาสโดดเด่นปรับตำแหน่งพัทยาเป็นจุดหมายชั้นนำท่องเที่ยววัฒนธรรมและศาสนา โดยเน้นมรดกพระราชวงศ์ สภาพแวดล้อมสงบ และการก่อสร้างช่วยด้วยเลเซอร์นวัตกรรม ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียท่องเที่ยวดึงดูดกลุ่มผู้มาเยือนหลากหลาย รวมครอบครัวและผู้แสวงหาจิตวิญญาณ ต่อต้านภาพลักษณ์เน้นไนต์ไลฟ์ การเน้นโมเดล DHARMA ต่อความประทับใจจดจำได้และความผูกพัน เน้นศักยภาพกิจกรรมเล่าเรื่องประวัติภาพพระพุทธรูปหรือทัวร์ดิจิทัล immersive ส่งเสริมความเชื่อมโยงอารมณ์ลึกซึ้ง ส่งเสริมการมาเยือนซ้ำและยกระดับความน่าดึงดูดโลกของพัทยาในฐานะจุดหมายท่องเที่ยวหลากหลาย แม้มีส่วนสนับสนุน การศึกษายอมรับข้อจำกัด มุ่งเน้นสถานที่เดียวและพึ่งข้อมูลข้ามภาค 

    การวิจัยอนาคตควรแก้ไขผ่านประยุกต์โมเดล DHARMA กว้างขึ้นและวิเคราะห์ตามยาว อย่างไรก็ตาม การวิจัยนี้พัฒนาความเข้าใจพลวัตท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมและบทบาทเทคโนโลยีอนุรักษ์มรดก ให้พื้นฐานสอบสวนวิชาการและกลยุทธ์จัดการจุดหมายปลายทางปฏิบัติที่เขาชีจรรย์และที่อื่นๆ 

    สามารถอ่านเอกสารฉบับเต็มที่ได้ที่ https://www.mdpi.com/2673-5768/6/4/201 

    สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ รองศาสตราจารย์ ดร.พรรณี สวนเพลง  อาจารย์ปรจำคณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี  และ ผู้อำนวยการศูนย์รวมผู้เชี่ยวชาญทางด้านการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมอาหาร   มหาวิทยาลัยสวนดุสิต  เลขที่ 295 ถนนราชสีมา แขวงดุสิต เขตดุสิต กทม. 10300  เลขานุการโครงการ ดร.นวนันทน์ ศรีสุขใส โทร 0802282290 , 02-2445972

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/relation/926579&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0NrxF80YJvAxTQYNofiPcE

  • ทสภ. ชี้แจงปม นักท่องเที่ยวอิสราเอลพกกระสุนขึ้นเครื่อง

    ทสภ. ชี้แจงปม นักท่องเที่ยวอิสราเอลพกกระสุนขึ้นเครื่อง

    ทสภ. ชี้แจงปม นักท่องเที่ยวอิสราเอลพกกระสุนขึ้นเครื่อง

    ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ (ทสภ.) ชี้แจงกรณีที่มีรายงานในสื่อสังคมออนไลน์เกี่ยวกับเหตุการณ์ นักท่องเที่ยวชาวอิสราเอลถูกจับกุมหลังตรวจพบเครื่องกระสุนปืนในกระเป๋าสัมภาระ ที่ท่าอากาศยานนานาชาติภูเก็ต เมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายน 2568

    โดยมีการตั้งข้อสังเกตว่าผู้โดยสารรายดังกล่าวเคยเดินทางเข้าประเทศผ่านท่าอากาศยานสุวรรณภูมิเมื่อวันที่ 27 ตุลาคม 2568 ว่า สัมภาระผ่านการตรวจสอบได้อย่างไร

    ทสภ. ระบุว่า จากการตรวจสอบพบว่า ผู้โดยสารชาวอิสราเอลรายนี้ได้เดินทางเข้าประเทศไทยเมื่อวันที่ 27 ตุลาคม 2568 และได้ต่อเครื่องไปยังจังหวัดภูเก็ตในวันเดียวกัน ก่อนท่องเที่ยวในหลายพื้นที่ เช่น เกาะพีพี และภูเก็ต จนกระทั่งเกิดเหตุเมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายน ซึ่งเป็นเวลาหลังจากเดินทางเข้าประเทศมากกว่าหนึ่งสัปดาห์

    ในการตรวจสอบย้อนหลังพบว่า ขณะผู้โดยสารเดินทางออกจากท่าอากาศยานสุวรรณภูมิไปยังท่าอากาศยานภูเก็ตนั้น สัมภาระของผู้โดยสารได้ผ่านการตรวจค้นด้วย ระบบตรวจสอบวัตถุระเบิด (Explosive Detection System: EDS) ซึ่งไม่พบสารระเบิดหรือวัตถุต้องสงสัย จึงผ่านขั้นตอนการตรวจตามปกติ

    หากระบบตรวจพบสิ่งต้องสงสัย จะมีการแจ้งเตือนและนำสัมภาระออกมาตรวจซ้ำโดยเจ้าหน้าที่ทันที

    ทสภ. ยืนยันว่า ให้ความสำคัญสูงสุดกับมาตรการรักษาความปลอดภัยของผู้โดยสารและอากาศยาน โดยใช้ ระบบตรวจสอบสัมภาระใต้ท้องเครื่อง (Hold Baggage Screening System) ตามมาตรฐานของหน่วยงานความปลอดภัยด้านการขนส่งของสหรัฐฯ (TSA) และองค์การการบินพลเรือนยุโรป (ECAC) ซึ่งได้รับการรับรองจาก สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (กพท.) และผ่านการตรวจสอบจากหน่วยงานภายในและต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง

    ทสภ. ระบุเพิ่มเติมว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นที่สนามบินภูเก็ตนั้น เป็นเหตุหลังจากนักท่องเที่ยวรายดังกล่าวได้ท่องเที่ยวในประเทศไทยหลายวันแล้ว ปัจจุบันอยู่ในขั้นตอนการสืบสวนของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดย ทสภ. ยังคงดำเนินมาตรการด้านความปลอดภัยตามมาตรฐานสากลอย่างเข้มงวด เพื่อความปลอดภัยสูงสุดของผู้โดยสารและอากาศยาน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/business/tourism/643520&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0bMAPZSpydoqW5dm3IBcTK

  • เคทีซีเผยยอดใช้จ่ายโต 14% สะท้อนศักยภาพตลาดนักเดินทางไทย

    เคทีซีเผยยอดใช้จ่ายโต 14% สะท้อนศักยภาพตลาดนักเดินทางไทย

    นางสาววริษฐา พัฒนรัชต์ ผู้บริหารสูงสุดฝ่ายการตลาดบัตรเครดิต “เคทีซี” เปิดเผยว่า ข้อมูลการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตเคทีซีที่ไต้หวันในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2568 เพิ่มขึ้น 14% จากปีที่ผ่านมา โดยหมวด ร้านอาหารเติบโต 48% ร้านสะดวกซื้อ 40% และ Duty Free 28% สะท้อนว่าตลาดนักเดินทางไทยยังมีศักยภาพสูงและพร้อมกลับมาใช้จ่ายอย่างมั่นใจ

    “ความร่วมมือกับการท่องเที่ยวไต้หวัน ภายใต้แคมเปญ ‘Unseen Taiwan’ คือการผสมผสานกลยุทธ์การตลาดเชิงประสบการณ์กับสิทธิประโยชน์ของบัตรเครดิต เพื่อสร้างแรงจูงใจให้นักเดินทางไทยสัมผัสมุมมองใหม่ของไต้หวัน พร้อมกระตุ้นเศรษฐกิจการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน” นางวริษฐากล่าว สิทธิพิเศษครบทุกขั้นตอนการเดินทางกับบัตรเครดิตเคทีซี
    เคทีซีร่วมกับพันธมิตรท่องเที่ยวชั้นนำ มอบสิทธิพิเศษครอบคลุมตั้งแต่การจองตั๋วเครื่องบิน กิจกรรมท่องเที่ยว รวมถึงเครดิตเงินคืน ดังนี้

    ส่วนลดสายการบิน: 4 สายการบินชั้นนำ ประกอบด้วย China Airlines, EVA Air, STARLUX Airlines และ Thai Airways ส่วนลดแพลตฟอร์มจองและกิจกรรม: คุ้มค่าทุกการวางแผนการเดินทางผ่านTraveloka และKKday
    เครดิตเงินคืน 13%: คุ้มค่าสูงสุดตลอดปี 2568 เมื่อสมาชิกแลกคะแนน KTC FOREVER เท่ายอดใช้จ่ายในหมวดท่องเที่ยวที่ร่วมรายการ

    ผู้สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ KTC PHONE 02 123 5000 หรือติดตามโปรโมชันของเคทีซีได้ที่ https://ktc.promo/ktc-unseen-taiwan สำหรับผู้ที่ต้องการสมัครสมาชิกบัตรเครดิตเคทีซี สามารถคลิกดูรายละเอียดได้ที่ลิงค์ https://ktc.today/apply-card หรือติดต่อศูนย์บริการสมาชิก “เคทีซี ทัช” ทุกสาขาทั่วประเทศ 

    ●หมายเหตุ : บัตรเครดิตใช้เท่าที่จำเป็นและชำระคืนได้ตามกำหนด จะได้ไม่เสียดอกเบี้ย 16% ต่อปี

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thaitabloid.com/archives/255512&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3vqp4nOaU8htNI7JZp0UWk

  • EIC ชี้ สงครามเที่ยวเอเชียเดือด! แนะไทยเร่งอัพแบรนด์ชาติ ก่อนเสียแต้ม

    EIC ชี้ สงครามเที่ยวเอเชียเดือด! แนะไทยเร่งอัพแบรนด์ชาติ ก่อนเสียแต้ม

    SCB EIC ชี้ “Tourism War” หรือสงครามการท่องเที่ยวในเอเชีย กำลังทวีความรุนแรง หลังหลายประเทศเดินหน้ายกระดับภาคการท่องเที่ยวให้เป็นเครื่องยนต์หลักขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัวและความไม่แน่นอนสูง…ขณะที่ไทยเริ่มเสียความได้เปรียบจากจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่หดตัว -8% เมื่อเทียบกับหลายประเทศที่โตแรงกว่า 10% เช่น ญี่ปุ่น เวียดนาม และจีน

    ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ (SCB EIC) เปิดเผยว่า “สมรภูมิ Tourism war” ในเอเชียกำลังเปลี่ยนภูมิทัศน์การแข่งขันทางเศรษฐกิจอย่างสิ้นเชิงโดยแต่ละประเทศ เช่น ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ เวียดนาม สิงคโปร์ มาเลเซีย และจีน ต่างวางยุทธศาสตร์ผลักดันการท่องเที่ยวให้เป็น “เครื่องยนต์เศรษฐกิจหลัก” ผ่านนโยบายเชิงรุก ตั้งแต่การ ยกเว้นวีซ่า การเพิ่มเส้นทางบิน การจัดอีเวนต์ระดับโลก ไปจนถึงการใช้คอนเทนต์และอินฟลูเอนเซอร์สร้างแบรนด์ประเทศ

    ในขณะที่ไทยตั้งเป้าดึงนักท่องเที่ยวต่างชาติ 39 ล้านคนในปี 2568 แต่กลับเผชิญแรงกดดันจากตลาดจีนที่หดตัวกว่า -35%YoY จากทั้งความกังวลด้านความปลอดภัย และการแข่งขันรุนแรงจากประเทศเพื่อนบ้านที่เร่งรุกตลาดเดียวกัน

    EIC ระบุว่า “ตลาดนักท่องเที่ยวหลัก” ของประเทศในภูมิภาคมีการทับซ้อนกันสูง โดยกว่า 80% ของตลาดมาจากเพียง 18 ประเทศ ซึ่งหมายความว่าไทยกำลังเผชิญการแข่งขันตรงจากคู่แข่งอย่าง เวียดนามและสิงคโปร์ ที่มีตลาดนักท่องเที่ยวทับซ้อนกับไทยถึง 7-8 ประเทศ

    ในแง่รายได้ ไทยยังมีค่าใช้จ่ายเฉลี่ยต่อทริปต่ำกว่าหลายประเทศ และมีแนวโน้มลดลงจากปี 2019 ตรงข้ามกับญี่ปุ่น สิงคโปร์ และเกาหลีใต้ที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง สะท้อนถึงความจำเป็นในการยกระดับ “คุณภาพการท่องเที่ยว” และเจาะกลุ่มนักท่องเที่ยวกำลังซื้อสูงเพื่อเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจ

    EIC แนะภาคธุรกิจไทยต้อง “ปรับกลยุทธ์เชิงรุก” ตามกลุ่มนักท่องเที่ยว เช่น
    1. รักษาตลาดหลัก ที่ไทยยังเป็นผู้นำ เช่น อินเดีย รัสเซีย และอังกฤษ ด้วยการยกระดับบริการ
    2. ขยายตลาดใหม่ อย่างญี่ปุ่น ออสเตรเลีย และแคนาดา ผ่านแบรนด์ท่องเที่ยวที่มีเอกลักษณ์
    3. ฟื้นตลาดที่ชะลอตัว อย่างจีนและเกาหลีใต้ ด้วยแคมเปญร่วมภาครัฐ-เอกชน

    ขณะเดียวกัน รัฐบาลควรพัฒนา “ข้อมูลเศรษฐกิจการท่องเที่ยว” ให้ทันสมัยและเปิดให้เอกชนเข้าถึง เพื่อใช้วางแผนเชิงรุก พร้อมเร่งสร้าง “แบรนด์ประเทศไทย” และยกระดับโครงสร้างพื้นฐานรองรับนักท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน

    “Tourism war ไม่ใช่แค่การแข่งขันด้านนักท่องเที่ยว แต่เป็นสงครามเศรษฐกิจรูปแบบใหม่ ที่ประเทศต้องใช้ยุทธศาสตร์ ข้อมูล และภาพลักษณ์ในการขับเคลื่อนรายได้”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/scbeic-tourism-war-thailand-upgrade-national-brand&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0uEiBLdfTBcOHuCqopjkyl

  • Genesenn บูมท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ ดันไทยสู่ Longevity Hub

    Genesenn บูมท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ ดันไทยสู่ Longevity Hub

    นางศิริญา เทพเจริญ ผู้บริหาร Genesenn ศูนย์การแพทย์เชิงรุกด้านสุขภาพ (Medical & Wellness) เปิดเผย “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า ปัจจุบันธุรกิจด้านเวเนสเริ่มได้รับความสนใจและมีอัตราการเติบโตอย่างต่อเนื่อง แม้ประเทศไทยพยายามจะผลักดันเรื่องนี้ แต่กลับไม่ใช่ผู้นำอันดับหนึ่งในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เพราะยังไม่มีแผนการดำเนินงานหรือแพลทเทิร์นที่ชัดเจน

    ขณะเดียวกันประเทศไทยก็มีจุดเด่นด้านการท่องเที่ยว เป็นส่วนสำคัญที่จะช่วยผลักดันธุรกิจด้านนี้ได้ แต่การท่องเที่ยวแบบธรรมดาจะไม่เติบโตในระยะยาว เพราะคนเริ่มเบื่อแพลทเทิร์นแบบเดิมและอยากท่องเที่ยวด้านสุขภาพมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มผู้สูงอายุ ด้วยเหตุนี้จึงเป็นที่มาของ Genesenn ธุรกิจที่เน้นด้านการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ (Medical Tourism)

    “Genesenn ถือว่าเป็นแบรนด์ธุรกิจสุขภาพที่มีความหลากหลาย ครอบคลุมเรื่องสุขภาพครบวงจร เริ่มแผนงานให้บริการมาตั้งแต่ช่วงเมษายน-พฤษภาคม 2568 โดยมีแผนธุรกิจในการบริหารด้านสุขภาพให้โตไปพร้อมกับอสังหาริมทรัพย์ ด้วยการร่วมมือกับพาร์ทเนอร์และเครือข่าย เพื่อเติบโตไปสู่ Global ภายใน 3-5 ปี ผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางLongevity Hub Thailand”

    Genesenn บูมท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ ดันไทยสู่ Longevity Hub ไม่ว่าจะเป็นความร่วมมือกับกลุ่มสมาคมต่างๆในจีน เปิด Genesenn สาขาประเทศจีน สร้างความร่วมมือสำหรับส่งผู้ชาวจีนเข้ามารับบริการในประเทศไทย เพื่อมาท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ รับการรักษาฟื้นฟูด้านสุขภาพ โดยวางแผนสัดส่วนรายได้จากลูกค้าชาวจีน 80-90%

    นอกจากนี้ ยังมีแผนความร่วมมือในอเมริกา, ญี่ปุ่น และทั่วโลก ด้วยกลยุทธ์การขยายสาขาของ Genesenn จะเน้นเชื่อมต่อกับกลุ่มเพื่อนที่มีคลินิกเปิดอยู่แล้ว โดย Genesenn จะเข้าไปเสริมการสร้างแพ็คเกจและการตลาดต่างๆ

    ส่วนโมเดลธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ด้าน Wellness (Real Estate Hybrid) คือการนำคอนโดมิเนียมมาปรับเป็นสหคลินิกและผนวกเชนระดับโลก ทำเป็นเวลเนสเดสติเนชั่น ให้แพทย์เจ้าของคลินิกที่อยากทำธุรกิจด้าน Wellness สามารถมาเข้าร่วมโดยไม่ต้องลงทุนใหม่ แต่เข้ามาร่วมเป็นเครือข่ายเดียวกัน ตั้งเป้าไว้ว่าจะผลักดันโครงการให้ครอบคลุม 77 จังหวัดในอนาคต

    Genesenn บูมท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ ดันไทยสู่ Longevity Hub

    นางศิริญา กล่าวว่า โมเดลต้นแบบคือโครงการ “พระยาบางแสน” (Prayaa Bangsaen Wellness Seaside Residence) เป็นธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ผสมผสาน Wellness ภายใต้คอนเซ็ปต์หลัก “ใช้คอนโดเป็นที่อยู่อาศัย ส่วนผู้อาศัยมีรายได้จากคลินิกสุขภาพภายในคอนโด” ซึ่งผู้อยู่อาศัยจะสามารถดูแลสุขภาพตัวเองพร้อมกับเป็นเจ้าของร่วมในธุรกิจด้วย

    แนวคิดนี้คือการสร้างธุรกิจ Wellness และสังคมคนอายุยืน (Longevity Community) เพื่อสร้าง สังคมคนไม่ป่วย สังคมคนอายุยืน หรือ Longevity Community Hub ที่อยากให้คนทั่วโลกมองว่า ถ้าอยากอายุยืนให้มาอยู่ประเทศไทย ในเบื้องต้นของการบริการจะประกอบด้วยการดูแลหลอดเลือด, ฮอร์โมน, กระดูก, กล้ามเนื้อ, สุขภาพจิต, การออกกำลังกาย, สมาธิ, โยคะ และการทานอาหารที่ดี เป็นการรักษาเชิงรุก

    Genesenn บูมท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ ดันไทยสู่ Longevity Hub

    “กลุ่มเป้าหมายของเราไม่เพียงแค่ผู้สูงอายุเท่านั้น แต่ยังครอบคลุมไปยังเด็กวัยรุ่นที่ต้องการลงทุนไว้สำหรับอนาคตตนเอง หรือให้พ่อแม่ได้อยู่ กลุ่มคนโสดที่อยู่บ้านคนเดียว หรือคู่โสดที่อยู่ด้วยกันและไม่มีลูก กลุ่มเจ้าของคลินิก หรือผู้ประกอบการที่ต้องการเข้าสู่ธุรกิจ Wellness แต่ไม่รู้จะเริ่มอย่างไร”

    ทั้งนี้ Genesenn มีแผนเปิดตัวการตลาดอย่างเต็มรูปแบบในช่วงกลางเดือนพฤศจิกายนนี้ โดยจะเปิดตัวแคมเปญสำหรับคนไทยที่ต้องการฟื้นฟู (อายุ 60-80 ปี) พร้อมจัดเสวนาเรื่องสุขภาพในงาน WoodyWorldLifeExpo เพื่อยกระดับประเทศไทยเป็นจุดหมายปลายทางของนักท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ

    “เชื่อว่าภายในปีหน้า ตามแผนระยะสั้น Genesenn จะสร้างองค์ความรู้ให้คนไทยและชาวต่างชาติรู้จักเรื่องสุขภาพมากขึ้น และในระยะยาวจะสามารถขยายธุรกิจนี้และดึงนักท่องเที่ยวเชิงสุขภาพให้เข้ามาในประเทศไทยได้ปีละ 1-3 ล้านคน เกิดการสร้างเงินสน้างงานและเศรษฐกิจอย่างมหาศาล”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/health-wellness/health/643522&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1ChSMXuQ3eGWM3kmHExf4R

  • ดันแอร์ไลน์ขยายเส้นทางบินภาคเหนือกระตุ้นท่องเที่ยว

    ดันแอร์ไลน์ขยายเส้นทางบินภาคเหนือกระตุ้นท่องเที่ยว


    คมนาคมชูแพจเกจ“New Route – New Airline” จูงใจสายการบินเปิดเส้นทางใหม่ ชี้ลำปาง-แม่ฮ่องสอน เชื่อมเมืองหลักกับเมืองรอง หนุนท่องเที่ยว-เศรษฐกิจในพื้นที่

    น.ส.มัลลิกา จิระพันธุ์วาณิช  รมช.คมนาคม เผยว่า ปัจจุบันการท่องเที่ยวภาคเหนือได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติเป็นอย่างมาก ซึ่งจากศักยภาพทั้งในด้านการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจ ด้วยภูมิประเทศที่งดงาม วัฒนธรรมที่โดดเด่น จึงเป็นอีกหนึ่งภูมิภาคที่น่าสนใจ โดยเฉพาะเส้นทาง “เชียงใหม่-แม่ฮ่องสอน” ที่มีความต้องการการเดินทางค่อนข้างสูง แต่ด้วยข้อจำกัดของตารางเวลาการบินที่เชียงใหม่มีความคับคั่งสูง จึงได้ให้กรมท่าอากาศยาน (ทย.) หารือและผลักดันสายการบินที่สนใจ ร่วมเปิดเส้นทางเชื่อมโยงท่าอากาศยานในสังกัด ซึ่งเส้นทาง “ลำปาง-แม่ฮ่องสอน” ถือเป็นอีกหนึ่งเส้นทางเลือกในการเดินทาง ด้วยพื้นที่ที่สามารถเชื่อมต่อการเดินทางไปจังหวัดเชียงใหม่ และมีสายการบินรองรับการเดินทางไปยังกรุงเทพมหานครได้

    ทั้งนี้กรมท่าอากาศยานได้ร่วมประชุมหารือแนวทางความร่วมมือในการพัฒนาเส้นทางบินใหม่ไปยังจังหวัดแม่ฮ่องสอน ร่วมกับบริษัท เอ็ม-แลนดาร์ช จำกัด โดยมี นายเกียรติชัย ชัยเรืองยศ รองอธิบดี (ด้านท่าอากาศยาน) นายบุญลือ ธรรมธรานุรักษ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดแม่ฮ่องสอน นายปกรณ์ จีนาคำ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดแม่ฮ่องสอน เขต 1 และนางสาวมัลลิกา จีนาคำ นายกเทศมนตรีเมืองแม่ฮ่องสอน และผู้แทนหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชน ซึ่งกรมฯได้นำเสนอมาตรการส่งเสริม “New Route – New Airline” ที่เป็นนโยบายสนับสนุนสายการบินที่เปิดเส้นทางบินใหม่

    สำหรับสิทธิประโยชน์คือ ค่าบริการขึ้น-ลงอากาศยาน และค่าบริการจอดอากาศยาน ลดค่าเช่าพื้นที่อาคารสำหรับสำนักงานของสายการบิน เพื่อจูงใจให้เกิดการลงทุนในเส้นทางบินใหม่ โดยเฉพาะในพื้นที่ภูมิภาคที่ยังมีข้อจำกัดด้านการเดินทาง ประกอบกับหน่วยงานภาครัฐในพื้นที่ได้เสนอแนวทางสนับสนุนการเปิดเส้นทางบินใหม่ ทั้งด้านโครงสร้างพื้นฐาน การอำนวยความสะดวก และการเชื่อมโยงกับแหล่งท่องเที่ยว ให้เกิดความต่อเนื่อง

    อย่างไรก็ตามได้ย้ำว่าการพัฒนาเส้นทางบินในภูมิภาคไม่ใช่เพียงการเพิ่มทางเลือกในการเดินทาง แต่คือการสร้างโครงข่ายเศรษฐกิจใหม่ที่เชื่อมโยงเมืองหลักกับเมืองรองอย่างเป็นระบบ ลดความเหลื่อมล้ำด้านโอกาส และส่งเสริมการพัฒนาท้องถิ่นอย่างยั่งยืน สร้างโอกาสทางเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวอย่างทั่วถึง พร้อมผลักดันการใช้สนามบินภูมิภาคให้เกิดประโยชน์สูงสุด ผ่านการสนับสนุนสายการบินขนาดเล็กที่สามารถเข้าถึงพื้นที่ห่างไกลได้อย่างมีประสิทธิภาพ

    ปัจจุบัน Ezy Airlines ซึ่งดำเนินการโดยบริษัท เอ็ม-แลนดาร์ช จำกัด ได้รับการจัดสรรเส้นทางบินจาก ทย. รวม 8 เส้นทาง  เปิดให้บริการแล้วในเส้นทาง หาดใหญ่ – เบตง และ หาดใหญ่ – สุราษฎร์ธานี และเตรียมเปิดให้บริการในเส้นทางอื่น ๆ เช่น หาดใหญ่ – กระบี่ สุราษฎร์ธานี – ภูเก็ต หัวหิน – กรุงเทพฯ หัวหิน – ภูเก็ต และ หัวหิน – สุราษฎร์ธานี โดยใช้เครื่องบินแบบ Cessna Grand Caravan ขนาด 10 ที่นั่ง ซึ่งเหมาะสมกับการให้บริการในสนามบินภูมิภาค

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/news/37317&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3mJqCtJt_8LjIpmvYbfRjL

  • “การกิน” คือ “ความเข้าใจ” ยกระดับภูมิปัญญาอาหารอาข่า สู่ประสบการณ์ท่องเที่ยวมีส่วนร่วม

    “การกิน” คือ “ความเข้าใจ” ยกระดับภูมิปัญญาอาหารอาข่า สู่ประสบการณ์ท่องเที่ยวมีส่วนร่วม

    อพท.เชียงราย “ทดสอบเส้นทางท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์” เปิดครัวอาข่าบ้านผาหมีด้วย “น้ำพริกรากชู” ยกระดับทุนวัฒนธรรมสู่ประสบการณ์ท่องเที่ยวคุณภาพ

    เชียงราย,5 พฤศจิกายน 2568 เมื่อ “เส้นทาง” กลายเป็น “ห้องเรียน” ยามเช้าที่ลมเหนือโลมไร่กาแฟบนสันดอย อำเภอแม่สาย หมู่บ้านเล็ก ๆ ที่ชื่อ “บ้านผาหมี” ค่อย ๆ ตื่นรับผู้มาเยือน ไม่ใช่เพียงนักท่องเที่ยวทั่วไป แต่คือกลุ่มผู้มีส่วนได้ส่วนเสียด้านท่องเที่ยว—ผู้ประกอบการท้องถิ่น มัคคุเทศก์ นักสื่อสาร ผู้วางแผนทัวร์ และภาคีเครือข่าย—ที่มาร่วม “ทดสอบเส้นทาง (FAM Trip)” ในโครงการ “กิจกรรมการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ (Creative Tourism)” ของสำนักงานพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนเชียงราย (อพท.เชียงราย) ภายใต้โจทย์ใหญ่ของประเทศ จะต่อยอด “ทุนวัฒนธรรมและภูมิปัญญาท้องถิ่น” ให้กลายเป็น “ประสบการณ์เรียนรู้” ที่มีมาตรฐาน ยุติธรรมต่อชุมชน และยั่งยืนได้อย่างไร (อพท.เป็นหน่วยงานรัฐในกำกับ มีภารกิจพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน โดยระบุ “พื้นที่พิเศษเชียงราย” ไว้อย่างชัดเจนในหน้าองค์กรภาษาอังกฤษของ อพท.)

    เหตุผลที่ “เชียงราย” กับ “บ้านผาหมี” ถูกเลือก

    เชียงรายคือจังหวัดปลายพรมแดนที่มีทั้งสินทรัพย์ธรรมชาติ (ภูเขา แม่น้ำ ละอองหมอก) และสินทรัพย์วัฒนธรรม (ชาติพันธุ์ล้านนา-ลาวครั่ง-ไทใหญ่-อาข่า ฯลฯ) สูงมาก การจัดวาง “เส้นทางเรียนรู้” จึงทำได้หลายรูปแบบ ขณะเดียวกัน บ้านผาหมี—ชุมชนอาข่าที่พึ่งกาแฟและท่องเที่ยว—ถูกยกเป็นตัวอย่างชุมชนท่องเที่ยวโดยชุมชน (CBT) ในฐานข้อมูลของ “Thailand Community-Based Tourism” ภายใต้เครือข่าย อพท. มาหลายปี โดยข้อมูลอย่างเป็นทางการของ CBT ระบุเส้นทางเรียนรู้ การปลูกกาแฟ วิถีอาข่า และเอกลักษณ์ชุมชนไว้อย่างชัดเจน ช่วยยืนยัน “ความพร้อมเชิงระบบ” ของพื้นที่สำหรับการทำท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ (Creative Tourism) ที่เน้นแลกเปลี่ยนและลงมือทำจริงร่วมกับคนในชุมชน

    ฉากหลัก เปิดครัว “ครัวอาข่า” กับเมนูลับ “น้ำพริกรากชู”

    หัวใจของวันเปิดเส้นทางเริ่มที่ “ครัวอาข่า—น้ำพริกรากชู” เมนูพื้นถิ่นที่ซ่อนรหัสวัฒนธรรมอาหารของอาข่าไว้แน่น รากชูเป็นสมุนไพรพื้นบ้านที่มีรสเผ็ดอุ่น กลิ่นหอมเฉพาะตัว นิยมใช้ “ชูรส” ทั้งในน้ำพริกและกับข้าวบางชนิด สื่อไทยหลายแห่งเคยถ่ายทอดองค์ความรู้เรื่อง “รากชู” ว่าเป็นวัตถุดิบคู่ครัวบนดอยในภาคเหนือ โดยเฉพาะกลุ่มชาติพันธุ์อาข่าและพื้นที่สูง (สื่อเชิงวัฒนธรรมและสุขภาพ เช่น เพจความรู้สมุนไพรพื้นบ้าน และรายการภาคสนามของสื่อสาธารณะ เคยบันทึกการใช้ “รากชู” ในอาหารพื้นบ้าน ซึ่งสนับสนุนข้อเท็จจริงด้านภูมิปัญญาอาหาร)

    ผู้เข้าร่วม FAM Trip ไม่ได้เพียง “ชิม” แต่ “ทำ” ไปพร้อมกัน ตั้งแต่การเลือกวัตถุดิบ การโขลกพริก เกลือ กระเทียม ผสาน “รากชู” ตามสัดส่วนบ้าน ๆ ของแม่ครัวชุมชน ไปจนถึงการชิม ปรับรส สาธิตการกินควบกับผักดอยและข้าว—ประสบการณ์ทั้งหมดนี้คือ “องค์ความรู้จับต้องได้” ที่สะท้อนแก่น Creative Tourism ตามนิยามสากลของ Richards & Raymond (2000) การท่องเที่ยวที่นักท่องเที่ยวได้พัฒนาทักษะสร้างสรรค์ของตนผ่านการเรียนรู้ที่มีส่วนร่วมกับวัฒนธรรมของปลายทาง มากกว่าจะเป็นเพียงผู้สังเกต

    ประสบการณ์ครัวอาข่าจึงไม่ใช่ “โชว์ทำอาหาร” หากเป็น “บทเรียนมีชีวิต”—เรื่องเล่าเกี่ยวกับพืชพรรณดอย ฤดูกาล เกลือเม็ดหยาบจากชายแดน ภาชนะไม้ไผ่ อุณหภูมิไฟ และการแบ่งปันบนโต๊ะอาหาร—ส่วนผสมที่ทำให้ “การกิน” กลายเป็น “ความเข้าใจ”

    จุดแข็งเชิงนโยบาย จาก “กิจกรรม” สู่ “ระบบ” ที่ยั่งยืน

    การที่ อพท.หยิบชุมชนที่มีฐาน CBT มาพัฒนา “กิจกรรมเชิงสร้างสรรค์” ต่อ ถือเป็นการวางฐาน “มาตรฐานคุณภาพ” สำคัญ—ด้วยเหตุผล 3 ประการ

    1. มาตรฐานประสบการณ์และความปลอดภัย
      CBT ที่ได้รับการทำงานร่วมกับ อพท./ภาคี มีเครื่องมือด้านมาตรฐานบริการ ความปลอดภัย มัคคุเทศก์ชุมชน ราคาที่เป็นธรรม และการจัดการผู้มาเยือน ซึ่งลดความเสี่ยง “ประสบการณ์ไม่เสถียร” ของนักท่องเที่ยวหน้าใหม่ และช่วยให้ผู้ประกอบการทัวร์เชื่อมกับชุมชนได้สะดวกขึ้น (ฐานข้อมูล CBT บ้านผาหมี อธิบายองค์ประกอบผลิตภัณฑ์ท่องเที่ยวชุมชนไว้อย่างเป็นระบบ)
    2. การแบ่งปันผลประโยชน์เป็นธรรม
      โมเดล CBT เน้นให้รายได้กระจายสู่ครัวเรือน/วิสาหกิจชุมชน ทั้งงานครัว วัตถุดิบ การนำชม งานหัตถกรรม รถรับส่ง ฯลฯ ลดการรั่วไหลของรายได้ออกนอกพื้นที่ ทั้งยัง “อัปสกิล” คนในชุมชนให้เป็น “ครู/โฮสต์” ของความรู้ตนเอง มากกว่าจะเป็นเพียง “ผู้ให้บริการ”
    3. สอดคล้องยุทธศาสตร์จังหวัด
      เชียงรายมีแผนแม่บทการท่องเที่ยวที่ให้ความสำคัญกับ “เส้นทางเชื่อมโยง” และ “ผลิตภัณฑ์สร้างสรรค์” โยงกับตลาดโลจิสติกส์/ท่องเที่ยวของเมืองหลัก โดยข้อมูลทางการจากสำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดสะท้อนสถานะ “ศูนย์กลางเส้นทางท่องเที่ยว” ทั้งทางบกและทางอากาศ และแนวโน้มรายได้ท่องเที่ยวที่เติบโตต่อเนื่อง (เช่น สรุปเศรษฐกิจท่องเที่ยวปี 2566 ของจังหวัด) ซึ่งยืนยันว่าพื้นที่มีศักยภาพรองรับการพัฒนาผลิตภัณฑ์เชิงคุณภาพแบบต่อเนื่อง

    การออกแบบประสบการณ์ จาก “หนึ่งเมนู” สู่ “หนึ่งวันเรียนรู้”

    เพื่อให้ผลิตภัณฑ์ “ครัวอาข่า—น้ำพริกรากชู” เติบโตเป็นโปรแกรมที่ขายได้จริง (trade-ready) ในตลาดคุณภาพ บทเรียนจาก FAM Trip ครั้งนี้ชี้ทิศทางการออกแบบที่ควรยกระดับอย่างน้อย 4 มิติ

    • พรี-คลาส (Pre-class) ที่เล่า “วงจรชีวิตรากชู”
      จัดนิทรรศการย่อม ๆ เกี่ยวกับฤดูกาล การหาเก็บ การแปรรูป และเรื่องเล่าทางสังคม-วัฒนธรรมของ “รากชู”—ขยายจาก “วัตถุดิบ” สู่ “ภูมิปัญญา”
    • กิจกรรมจับคู่กาแฟบ้านผาหมี
      บ้านผาหมีโดดเด่นด้านกาแฟ การออกแบบ food pairing ระหว่าง “น้ำพริกรากชู” กับกาแฟ/ชาในชุมชนจะยกระดับประสบการณ์และเพิ่มมูลค่าให้กิจกรรม (ข้อมูลเชิงระบบของบ้านผาหมีในฐาน CBT รองรับการจัดวางเส้นทางนี้) dasta.or.th
    • มาตรฐานสิ่งแวดล้อมและขยะอาหาร (Food Waste)
      จัดการเศษวัตถุดิบ/น้ำเสียอย่างเป็นระบบ ใช้ถังหมักปุ๋ยอินทรีย์หรือธนาคารขยะชุมชน สื่อสารให้ผู้มาเยือนเห็นภาพ “การท่องเที่ยวยั่งยืน” ที่จับต้องได้—จุดขายสำคัญตลาดต่างชาติคุณภาพ
    • การเล่าเรื่องร่วมสมัย (Contemporary Storytelling)
      ผนวกการถ่ายทำสั้น 30–60 วินาที สอน “ศัพท์อาข่าพื้นฐาน” ที่เกี่ยวกับครัว/วัตถุดิบ ให้ผู้มาเยือนสร้างคอนเทนต์ร่วมกับชุมชน—โปรโมตการเรียนรู้จริง ไม่ใช่การท่องเที่ยวเชิงเซลฟี

    “Creative Tourism” ไม่ใช่แฟชั่น—แต่คือมาตรฐานใหม่

    ในแง่วิชาการ “Creative Tourism” ถูกนิยามไว้อย่างกว้างขวาง แต่แกนร่วมคือ “การเรียนรู้ผ่านการมีส่วนร่วมกับวัฒนธรรมท้องถิ่น” ซึ่งสอดคล้องกับทิศทางพฤติกรรมผู้เดินทางที่มองหา “meaningful travel” มากขึ้น—ประสบการณ์ต้องมีความหมาย เชื่อมโยงคนกับพื้นที่ และทิ้งรอยเท้าที่ดี (เอกสารวิชาการซึ่งอ้างถึงนิยามของ Richards & Raymond ถูกใช้กว้างขวางในงานวิจัยไทย-เทศเกี่ยวกับการพัฒนาผลิตภัณฑ์สร้างสรรค์)

    ในมุม “นโยบายสาธารณะ” อพท.เป็นหน่วยงานหลักด้าน “พื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน” ขับเคลื่อนผ่านการยกระดับมาตรฐาน การเชื่อมเครือข่าย และการตลาดเชิงคุณภาพ (เว็บไซต์ อพท. ระบุบทบาท/ช่องทางพื้นที่พิเศษชัดเจน) การที่ “พื้นที่พิเศษเชียงราย” ใช้เครื่องมือ FAM Trip จึงสะท้อนกระบวนทัศน์ “ทำ-ทดสอบ-ปรับปรุง” เพื่อให้ของดีที่มีอยู่แล้วในชุมชน—อย่าง “น้ำพริกรากชู”—กลายเป็น “คอร์สเรียนรู้ที่ขายได้จริง” สู่ตลาดคุณภาพ ทั้งในประเทศและต่างประเทศ

    ผลคาดหมายเชิงเศรษฐกิจและสังคม ตัวคูณรายได้-ตัวคูณศักดิ์ศรี

    1. ตัวคูณรายได้ในชุมชน
      คลาสสั้น 2–3 ชั่วโมง ที่มีเพดานผู้เข้าร่วม 10–15 คน/รอบ สามารถสร้างรายได้หมุนเวียนให้แม่ครัว เจ้าของสวน ผู้นำชม ช่างฝีมือ และเยาวชนที่ทำหน้าที่ผู้ช่วยสอน/ล่ามชุมชน เกิด “งานที่ลูกหลานอยู่บ้านได้” (home-based jobs) และสร้างทักษะใหม่
    2. ตัวคูณศักดิ์ศรีวัฒนธรรม
      การที่นักท่องเที่ยว “เรียนรู้จริง” จะทำให้เรื่องเล่าของอาข่าถูกถ่ายทอดด้วย “เสียงของอาข่า” เอง ไม่ใช่ภาพแทนจากคนนอก—ลดความเสี่ยงการทำซ้ำภาพเหมารวม (stereotype) และเพิ่มความเข้าใจข้ามวัฒนธรรม
    3. ตัวคูณระดับจังหวัด
      เชียงรายมีฐานทางโลจิสติกส์/เส้นทางท่องเที่ยวและรายได้จากการท่องเที่ยวที่เติบโต (ข้อมูลทางการปี 2566 ของจังหวัดสะท้อนรายได้รวมกว่า 31,700 ล้านบาท) การต่อยอดกิจกรรมเชิงคุณภาพในชนบทช่วยกระจายโหลดจากแหล่งยอดนิยม สร้างดุลยภาพเมือง-ชนบท และยืดเวลาพำนัก (length of stay) ของผู้เดินทางคุณภาพได้จริง

    เสียงจากภาคี “จากครัวบ้าน สู่ครัวโลกใบเล็ก”

    แม้กิจกรรมนี้ไม่ได้จัดเป็นเวทีแถลงข่าวใหญ่ แต่ “สัญญาณจากภาคี” ชัดเจน—ผู้ประกอบการทัวร์เล็ก-กลางเห็นศักยภาพในการแพ็กขายควบกับเส้นทางกาแฟ-ชายแดน; ฝ่ายชุมชนมองว่าเป็นโอกาสอัปสกิลเยาวชน; ภาคการศึกษาพร้อมช่วยออกแบบหลักสูตรสั้น/ใบประกาศนียบัตรพื้นฐานด้านสุขอนามัยครัว การสื่อสารสองภาษา และความปลอดภัยกลุ่มลูกค้าเปราะบาง (ผู้สูงอายุ/เด็ก) เพื่อเติมเต็มมาตรฐาน

    เชิงเทคนิค 6 ข้อเสนอเพื่อ “พร้อมขาย” ภายในฤดูกาลท่องเที่ยวถัดไป

    1. ชุดหลักสูตร 3 ระดับ: มือใหม่ (โขลก-ชิม), ระดับกลาง (ปรุง-จดสูตร), ระดับลึก (เดินป่าเรียนรู้พืชเครื่องเทศ/เก็บรากชูตามฤดูกาล)
    2. มาตรฐานสุขอนามัยครัว: ป้ายลิสต์ขั้นตอนล้างมือ-ฆ่าเชื้อ-จัดเก็บวัตถุดิบ, บันทึกอุณหภูมิ-อุปกรณ์
    3. คู่มือสั้นสองภาษา: ไทย-อังกฤษ (และศัพท์อาข่าพื้นฐาน) อธิบายรากชู/เมนู/ข้อควรระวังแพ้อาหาร
    4. ระบบจอง-ชำระเงิน: รวมศูนย์ระดับเครือข่าย CBT เชียงราย (โควตารอบ/วัน-ประมาณการเวลามาถึง-ข้อกำหนดการแต่งกาย)
    5. โครงสร้างราคาเป็นธรรม: แยก “ค่าครูชุมชน-วัตถุดิบ-โฮสต์-กองทุนชุมชน” ให้โปร่งใส
    6. ประกันภัยกิจกรรม: ครอบคลุมอุบัติเหตุ-อาหาร-การแพ้เครื่องเทศ

    จาก “น้ำพริกรากชู” สู่ “เมนูพัฒนา”

    ถ้า “รากชู” มีหน้าที่ “ชูรส” ให้กับอาหาร—กิจกรรม FAM Trip ของ อพท.เชียงราย ก็ทำหน้าที่ “ชูศักยภาพ” ให้กับระบบท่องเที่ยวชุมชนเชียงรายได้อย่างงดงาม มันทำให้เราเห็นว่า “จุดเล็ก ๆ บนดอย” สามารถต่อสายใยกับ “ภาพใหญ่ของจังหวัด” และ “มาตรฐานสากล” ได้ หากมีการออกแบบที่ดี มาตรฐานที่เข้ม และการแบ่งปันผลประโยชน์ที่เป็นธรรม

    ในระยะสั้น ผลลัพธ์คือผลิตภัณฑ์เรียนรู้ที่พร้อมจำหน่ายจริง—ดึงดูดตลาดคุณภาพที่มองหา “ความหมาย” มากกว่า “เช็กลิสต์”—ขณะที่ระยะยาว กิจกรรมเช่นนี้จะสะสมทั้ง “ทุนมนุษย์” (skill/ศักดิ์ศรี) และ “ทุนสังคม” (ความไว้ใจ/เครือข่าย) ซึ่งเป็นรากฐานแท้จริงของ “การท่องเที่ยวยั่งยืน”

    บทเรียนจากบ้านผาหมีจึงไม่ใช่เรื่อง “รสเผ็ดอุ่นของน้ำพริก” เท่านั้น หากคือรสชาติของ “อนาคตการท่องเที่ยวเชียงราย” ที่ชัดขึ้น—เข้มขึ้น—และยั่งยืนกว่าเดิม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://nakornchiangrainews.com/creative-tourism-akha-food-phamee-chiangrai/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw03a-ZNjbmskgWkOCt2h16j

  • คณะการท่องเที่ยวและการโรงแรม DPU ลงนาม MOU กับ House of Emily สร้างความร่วมมือเชิงบูรณาการ พัฒนาศักยภาพนักศึกษาให้ก้าวสู่มืออาชีพในธุรกิจอาหาร

    คณะการท่องเที่ยวและการโรงแรม DPU ลงนาม MOU กับ House of Emily สร้างความร่วมมือเชิงบูรณาการ พัฒนาศักยภาพนักศึกษาให้ก้าวสู่มืออาชีพในธุรกิจอาหาร

    วันเสาร์ ที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 20.27 น.

    Tag :

    คณะการท่องเที่ยวและการโรงแรม DPU ลงนาม MOU กับ House of Emily สร้างความร่วมมือเชิงบูรณาการ พัฒนาศักยภาพนักศึกษาให้ก้าวสู่มืออาชีพในธุรกิจอาหาร

    คณะการท่องเที่ยวและการโรงแรม มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (DPU) ได้จัดพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) กับ House of Emily แบรนด์อาหารไทยชื่อดังที่เริ่มต้นจากเมนู “เส้นหมี่ไก่ฉีก” จนเป็นกระแสในโลกออนไลน์ และต่อยอดสู่การเปิดร้านอาหารระดับ Luxury ที่สะท้อนแนวคิดการนำอาหารไทยมาสร้างสรรค์ในมิติใหม่ โดยมีเป้าหมายหลักเพื่อร่วมกันพัฒนาองค์ความรู้ ประสบการณ์ และทักษะทางวิชาชีพให้นักศึกษาของคณะได้เรียนรู้จากสถานการณ์จริงในอุตสาหกรรมอาหารอย่างรอบด้าน

    ความร่วมมือนี้เกิดขึ้นภายใต้เครือข่ายพันธมิตรของคณะการท่องเที่ยวและการโรงแรม โดยมี วิทยาลัยบริหารธุรกิจนวัตกรรมและการบัญชี (CIBA)  ซึ่งเป็นหน่วยงานของ DPU ด้วยกัน ที่มุ่งสร้างผู้ประกอบการรุ่นใหม่ในธุรกิจอาหารและนวัตกรรม เข้ามาร่วมสนับสนุน พร้อมด้วยเครือข่ายภายนอกอย่าง CHADA Culinary ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้าน Private Chef และ Fine Dining เข้ามาร่วมออกแบบและพัฒนาเมนูอาหารร่วมกับ House of Emily เพื่อให้เกิดการเรียนรู้แบบบูรณาการระหว่างภาคการศึกษาและภาคธุรกิจอย่างแท้จริง

    ภายใต้ความร่วมมือนี้ นักศึกษาและอาจารย์ของคณะจะได้มีส่วนร่วมในกระบวนการสร้างสรรค์เมนู โดยรับบทเป็นผู้ช่วยเชฟในการจัดทำและพัฒนาเมนูอาหารของร้าน ซึ่งทั้งหมดดำเนินการใน ห้อง Chef Lab ของมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ ที่จำลองบรรยากาศและกระบวนการทำงานจริงในครัวระดับมืออาชีพ ถือเป็น “สนามจริง” ที่ให้นักศึกษาได้ฝึกปฏิบัติ เรียนรู้ และทดลองแนวคิดทางธุรกิจอาหาร ตั้งแต่การคิดสูตร การตกแต่งจาน ไปจนถึงการวิเคราะห์ต้นทุนและการตลาด ก่อนที่จะนำผลงานไปต่อยอดในธุรกิจจริงของ House of Emily

    โครงการนี้ถือเป็นก้าวสำคัญที่สะท้อนวิสัยทัศน์ของคณะการท่องเที่ยวและการโรงแรม DPU ในการพัฒนานักศึกษาให้มีความพร้อมทั้งด้านความรู้ ทักษะ และประสบการณ์ เพื่อ “ก้าวเข้าสู่อาชีพด้านธุรกิจร้านอาหารและการเป็นเชฟ” ได้อย่างมั่นใจ นอกจากนี้ยังเป็นตัวอย่างของการผสานองค์ความรู้ระหว่างการท่องเที่ยว ธุรกิจอาหาร และนวัตกรรมเชิงประสบการณ์ (Experience Innovation) เข้าด้วยกันอย่างครบวงจร ซึ่งจะนำไปสู่การสร้างบุคลากรคุณภาพให้แก่อุตสาหกรรมการบริการของประเทศไทยในอนาคตอย่างยั่งยืน

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/relation/926582&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3z3btZFJnHyqcH6mCny6fF