Category: ท่องเที่ยว

  • ศก.คลองใหญ่ทรุดค้าชายแดนปี 68 หาย 5 พันล้าน ท่องเที่ยววูบปิดท่าเรือหนี ผู้ประกอบการจี้รัฐเยียวยา หลังปิดด่าน 5 เดือน ขณะสินค้าเถื่อนทะลักเข้า-ออก | TOPNEWS

    ศก.คลองใหญ่ทรุดค้าชายแดนปี 68 หาย 5 พันล้าน ท่องเที่ยววูบปิดท่าเรือหนี ผู้ประกอบการจี้รัฐเยียวยา หลังปิดด่าน 5 เดือน ขณะสินค้าเถื่อนทะลักเข้า-ออก | TOPNEWS

    อ.คลองใหญ่ จ.ตราด/สถานการณ์เศรษฐกิจในอำเภอคลองใหญ่หลังฝ่ายความมั่นคงปิดจุดผ่านแดนถาวรบ้านหาดเล็ก อ.คลองใหญ่ จ.ตราด มาตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2568 หลังเกิดความขัดแย้งระหว่างประเทศไทยกับฝ่ายกัมพูชาส่งผลกระทบต่อการค้าขายมการท่องเที่ยว และธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องระหว่างจังหวัดตราดและจังหวัดเกาะกง ประเทศกัมพูชา โดยเฉพาะ การค้าชายแดนที่มีมูลค่าระหว่สงกันปีละ 3.4–3.5 หมื่นล้านบาท/ปี

    นายธีระวัฒน์ สหุนาฬุ ผู้ช่วยนายด่านศุลกากรคลองใหญ่ เปิดเผยว่า มูลค่าค้าขายชายแดนไทยกัมพูชาผ่านจุดผ่านแดนถาวรบ้านหาดเล็ก ปีงบประมาณ 2568 (เดือนตุลาคม 2567-เดือนกันยายน 2568) มีมูลค่า จำนวน 23,676,272,034.77 บาท มูลค่าส่งออก จำนวน 20,788,249,471.74 บาท ส่วนมูลค่านำเข้าจำนวน 2,898,022,563.03 บาท

    ส่วนปีงบประมาณ 2567(เดือนตุลาคม 2566-เดือนกันยายน 2567) มีมูลค่า จำนวน 29,099,247,022.05 บาท มูลค่าส่งออก 25,692,259,512,.13 จำนวน บาท ส่วนมูลค่านำเข้าจำนวน 3,406,987,509.92 บาท

    จะเห็นได้ว่ามูลค่าค้าชายไทยกัมพูชาด้านจ.ตราดกับเกาะกง ผ่านจุดผ่านแดนถาวรบ้านหาดเล็ก พบว่า ปี 2568 มูลค่าการค้าขายลดลงไปมากถึง 5,402,974,987.01 บาท ซึ่งสาเหตุมาจากฝ่ายความมั่นคงห้ามนำสินค้าส่งไปยังกัมพูชาและไม่ให้สินค้ากัมพูชาเข้ามาโดยผ่านจุดผ่านแดนถาวรบ้านหาดเล็ก รวมทั้งแารห้ามคนไทยและคนต่างชาติเดินทางเข้ามายังจ.ตราดโดยผ่านช่องทางนี้ด้วย ส่งผลให้ธุรกิจการค้า การท่องเที่ยวของอำเภอคลองใหญ่ที่มีทั้งการค้าขายในระดับส่วนกลางที่สั่งสินค้ามาจากกรุงแล้วมาส่งทางช่องทางนี้ และสินค้าจังหวัดตราดก็ส่งไปจำหน่ายไม่ได้

    นายธีรวัฒน์ กล่าวว่า ส่วนการขนส่งทางน้ำที่จะส่งไปยังกัมพูชาที่ไม่ใช้ 7 จังหวัดที่ติดกับกัมพูชายังสามารถส่งออกได้ เช่น มีผู้ประกอบการส่งสินค้าไปยังกัมพูชาโดยผ่านท่าเรือแหลมฉบัง หรือ มาบตะพุด หากมีเที่ยวเรือก็ทำได้ แต่ต้องยอมรับค่าขนส่งที่สูงขึ้น เพราะในประกาศของฝ่ายความมั่นคงไม่ได้ห้ามค้าขายกับกัมพูชา เพียงแต่ห้ามขนส่งทางบกตามช่องทางต่างๆเท่านั้น ซึ่งจะเห็นเรือสินค้าผ่านเกาะกูดอยู่บ่อยๆ ทั้งนี้ ทางศุลกากรทั้งหมดต้องปฏิบัติไปตามคำสั่งขอบฝ่ายความมั่นคงเพื่อกดดันกัมพูชา

    ทางด้านนางวิยะดา ซวง ที่ปรึกษาประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวจ.ตราด และผู้ประกอบการท่องเที่ยวในอำเภอคลองใหญ่ เปิดเผยว่า เศรษฐกิจอำเภอคลองใหญ่ได้รับผลกระทบจากการปิดจุดผ่านแดนถาวรหาดเล็กมาก ทั้งสินค้า คน หรือพาหนะไม่สามารถเดินทางเข้าออกได้ การค้าขายชายแดนทำไม่ได้ ทั้งที่มีการค้าทั้งระดับชาติและส่วนท้องถิ่น โดยเฉพาะท้องถิ่นกระทบทั้งหมด ทั้งค้าขายเล็กๆน้อย ไปถึงการจำหน่ายสินค้าขนาดใหญ่ นักท่องเที่ยวต่างชาติที่ไม่สามารถเข้ามาทั้งพนมเปญ หรือ สีหนุวิลล์เพื่อเข้ามาทางบ้านหาดเล็กเพื่อมาเที่ยวเกาะกูด เกาะช้าง ก็เข้ามาไม่ได้ เรือโดยสารท่องเที่ยวจากหาดเล็กไปยังเกาะกูด และไปเกาะช้างต้องปิดกิจการไปเพราะไม่มีนักท่องเที่ยว โรงแรมทั้งขนาดเล็กใหญ่ไม่มีนักท่องเที่ยวมาพัก กระทั่งรถยนต์โดยสารรับส่งนักท่องเที่ยวก็ไม่มีหยุดกันไปหมดแล้ว ตลอด 5 เดือนที่ผ่านผู้ประกอบการค้า การท่องเที่ยวเดือนร้อนมาก อยากจะให้รัฐบาลมาเห็นด้วยตา และช่วยกันเยียวยาและฟื้นฟูการค้า การท่องเที่ยวในอำเภอคลองใหญ่ให้กลับมาสู่ปกติ ไม่เช่นนั้นเราอยู่ไม่ได้

    ด้านนายเชิดศักดิ์ ชุ่มนาเสียว นายอำเภอคลองใหญ่ เปิดเผยว่า เรียกได้ว่าอำเภอคลองใหญ่เงียบลงไปมาก การค้าขายหน้าด่านฯร้านค้าปิดเกือบ 100% รวมทั้งร้านกาแฟอเมซอน หรือ ร้านสะดวกซื้อ แต่มีแม่ค้าบางส่วนปรับตัวด้วยการเปิดร้านขายของเล็กๆน้อยๆ เช่น ร้านเครื่องดื่ม ร้านอาหารเล็กๆซึ่งขายทหารในพื้นที่และชาวบ้านในตลาดหาดเล็ก ส่วนรถขนส่งสาธารณะต้องหยุด หรือธุรกิจท่องเที่ยวก็ได้รับผลกระทบมาก โรงแรมไม่มีใครเข้ามาพัก ธุรกิจเรือโดยสารก็หยุดชั่วคราวเพราะไม่มีนักท่องเที่ยวจากฝั่งกัมพูชาเดินทางเข้ามา รวมทั้งแรงงานกัมพูชาเดินทางกลับบ้านทั้งหมด รถยนต์ไปมาจังหวัดตราดกับคลองใหญ่มีแต่รถยนต์ของชาวตราดทั้งนั้น

    “ยอมรับว่า ชาวบ้านเดือนร้อน ผู้ประกอบธุรกิจหลายด้านต้องปิดตัว กลายเป็นช่องทางการค้าของปิดกฏหมาย แต่ไม่มีจำนวนเพิ่มขึ้น แต่ก็มีผลการจับกุมอยู่ตามที่เป็นข่าวในสื่อในระยะนี้มากขึ้น ทำให้ทางอำเภอคลองใหญ่ต้องเรียกหน่วยงานด้านชายแดนเข้ามากำชับเพื่อควบคุมดูแลและป้องกันปัญหา เนื่องจากอำเภอคลองใหญ่มีชายแดนที่ติดกับทะเลด้วย คนร้ายมักจะใช้เส้นทางนี้ เนื่องจากป้องกันยาก”นายอำเภอคลองใหญ่กล่าว

    ภาพ/ข่าว จักรกฤชณ์ แววคล้ายหงษ์ ผู้สื่อข่าว TOPNEWS ทั่วไทย จ.ตราด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1414300&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1OQJom7pTlMYCcJNtD8KbL

  • ททท.คาดท่องเที่ยวช่วงหยุดยาววันพ่อแห่งชาติ จะมีเงินสะพัดกว่า 1 หมื่น ล.

    ททท.คาดท่องเที่ยวช่วงหยุดยาววันพ่อแห่งชาติ จะมีเงินสะพัดกว่า 1 หมื่น ล.

    เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์

    น.ส.อัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยการประเมินบรรยากาศท่องเที่ยวช่วงวันหยุดยาว วันพ่อแห่งชาติ (5–7 ธ.ค.68) ของ ททท. โดยคาดว่าจะมีผู้เยี่ยมเยือนชาวไทยรวม 2.52 ล้านคน สร้างรายได้หมุนเวียนประมาณ 10,320 ล้านบาท โดยมีอัตราการเข้าพักเฉลี่ยสูงถึง 68 เปอร์เซ็นต์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://mgronline.com/uptodate/detail/9680000116874&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3oEHEaCQK_4ryOlHD5WCu-

  • รัฐเคาะแผนฟื้นภาคใต้ทั้งระบบปี 70 ชู “หาดใหญ่” ประตูท่องเที่ยว-ดันฮาลาล 3 จังหวัดชายแดนใต้

    รัฐเคาะแผนฟื้นภาคใต้ทั้งระบบปี 70 ชู “หาดใหญ่” ประตูท่องเที่ยว-ดันฮาลาล 3 จังหวัดชายแดนใต้

    นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คมนาคม ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการประจำภาคใต้ และคณะอนุกรรมการประจำภาคใต้ชายแดน เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการประชุมกลั่นกรองแผนพัฒนาจังหวัด–กลุ่มจังหวัด และแผนปฏิบัติราชการประจำปีงบประมาณ 2570 เพื่อใช้เป็นกรอบฟื้นฟูและวางอนาคตภาคใต้อย่างเป็นระบบ ครอบคลุมทั้งมิติเศรษฐกิจ สังคม และคุณภาพชีวิตของประชาชน ว่า ที่ประชุมพิจารณาแผนพัฒนาภาคใต้ 11 จังหวัด 2 กลุ่มจังหวัด และพื้นที่ชายแดนใต้ 3 จังหวัด 1 กลุ่มจังหวัด รวม 602 โครงการ วงเงินรวมกว่า 5,300 ล้านบาท โดยแบ่งเป็น ภาคใต้ 452 โครงการ วงเงินราว 3,900 ล้านบาท และภาคใต้ชายแดน 150 โครงการ วงเงินกว่า 1,400 ล้านบาท มุ่งยกระดับศักยภาพพื้นที่ควบคู่แก้ปัญหาเร่งด่วน ทั้งอุทกภัยซ้ำซาก การขยายตัวของเมือง และความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ พร้อมต่อยอดโอกาสในภาคการท่องเที่ยว เกษตรมูลค่าสูง และโลจิสติกส์สมัยใหม่

    “การประชุมครั้งนี้มีผู้แทนจากสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ กระทรวงการคลัง สำนักงบประมาณ หน่วยงานด้านการบริหารราชการ รวมถึงผู้ว่าราชการจังหวัดเข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง เพื่อบูรณาการการทำงานทั้งส่วนกลางและพื้นที่ ให้ทุกโครงการตอบโจทย์ประชาชนจริง ไม่ใช่เพียงตัวเลขบนกระดาษ”

    สำหรับโครงการสำคัญจากส่วนราชการส่วนกลาง เช่น การยกระดับการท่องเที่ยวเรือสำราญและการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ การพัฒนามาตรฐานปาล์มน้ำมันและโอเลโอเคมิคอล โครงการป้องกันอุทกภัยพื้นที่ทะเลน้อย โครงการพัฒนาสินค้าเกษตรอัตลักษณ์ด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล และการพัฒนาเยาวชนในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนใต้ ทั้งหมดจะเสนอเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการนโยบายการบริหารจังหวัดและกลุ่มจังหวัดแบบบูรณาการ (ก.น.บ.) ต่อไป

    นายพิพัฒน์ กล่าวว่า หลายจังหวัดภาคใต้ ทั้งสงขลา นครศรีธรรมราช พัทลุง รวมถึงภูเก็ต ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยอย่างหนัก รัฐบาลจึงเร่งฟื้นฟูโครงสร้างพื้นฐานและระบบคมนาคม การพัฒนาต้องคิดไกลกว่าการซ่อมแซม โดยใช้การฟื้นฟูเป็นโอกาสยกระดับความแข็งแกร่งพื้นที่ โดยเฉพาะด้านการท่องเที่ยว ทั้งทางทะเล การเชื่อมฝั่งอ่าวไทย–อันดามัน และการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม–ศาสนา

    “สำหรับ จ.สงขลา โดยเฉพาะ อ.หาดใหญ่ ซึ่งเป็นประตูท่องเที่ยวชายแดนสำคัญของนักท่องเที่ยวมาเลเซีย ต้องเร่งฟื้นเมืองให้เร็วและปลอดภัยที่สุด ทั้งระบบคมนาคมและการบริการ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและดึงนักท่องเที่ยวให้กลับมาอีกครั้ง”

    ส่วนในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนใต้ จะเน้นการพัฒนาอุตสาหกรรมอาหารฮาลาล ควบคู่ยกระดับการศึกษา โดยเฉพาะโรงเรียนปอเนาะ เพื่อสร้างทักษะอาชีพให้เยาวชนเป็นกำลังหลักของเศรษฐกิจในพื้นที่ พร้อมผลักดันแนวคิดพัฒนานิคมอุตสาหกรรมจะนะ จังหวัดสงขลา เป็น “นิคมอุตสาหกรรมฮาลาล” รองรับการลงทุนระดับโลก สร้างงานในพื้นที่และลดการย้ายถิ่นแรงงาน โดยตั้งเป้าให้คนท้องถิ่น เรียนจบแล้วมีงานดี ๆ ทำใกล้บ้าน

    “รัฐบาลเดินหน้าฟื้นฟูภาคใต้จากวิกฤต ควบคู่การวางฐานเศรษฐกิจใหม่ด้านท่องเที่ยว เกษตรมูลค่าสูง อุตสาหกรรมฮาลาล และโลจิสติกส์ เพื่ออนาคตที่มั่นคงของประชาชน 14 จังหวัดภาคใต้อย่างยั่งยืน”

    ด้านนายเศรษฐเกียรติ กระจ่างวงษ์ เลขาธิการสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) เปิดเผยว่า จากเหตุการณ์อุทกภัยครั้งใหญ่ที่เกิดผลกระทบกับชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนอย่างรุนแรงนั้น ส.ป.ก. ได้ออกมาตรการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยและเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนรวมถึงเกษตรกรในพื้นที่ปฏิรูปที่ดิน ผ่านมาตรการช่วยเหลือ 2 กรณี คือ การลดภาระหนี้สินสำหรับลูกหนี้ที่มีหนี้ค้างชำระ โดยการผ่อนผันหรือขยายเวลาการจัดเก็บค่าเช่าซื้อและการชำระเงินกู้รายงวด รวมถึงการลดหรืองดดอกเบี้ยเงินกู้และการจัดเก็บค่าเช่าที่ดิน และการสนับสนุนสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำสำหรับลูกหนี้ที่ไม่มีหนี้ค้างชำระ วงเงินกู้ไม่เกิน 50,000 บาท กำหนดชำระคืนภายใน 3 ปี โดยไม่คิดดอกเบี้ยในปีแรก (คิดอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 2 ต่อปี ในปีที่ 2 และ 3) ทั้งนี้ผู้กู้ต้องเป็นผู้ที่อยู่ในพื้นที่ประกาศเขตการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติฉุกเฉินตามประกาศของกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) กระทรวงมหาดไทย

    สำหรับประชาชนหรือเกษตรกรในพื้นที่ปฏิรูปที่ดินที่ได้รับความเดือดร้อน สามารถติดต่อขอรับความช่วยเหลือได้ที่ ส.ป.ก.จังหวัด ทุกแห่ง ทั้งนี้ สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ส.ป.ก. จะเร่งเข้าดำเนินการสำรวจและฟื้นฟูโครงสร้างพื้นฐานหลังน้ำลดต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/money/economics/thai_economics/2899902&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw26P1-l-Rf11w9kPbA2UTZW

  • วันพ่อภูกระดึงคึกคัก ต้อนรับนักท่องเที่ยวเกิน 2,500 คน สัมผัสอากาศหนาว 13 องศา

    วันพ่อภูกระดึงคึกคัก ต้อนรับนักท่องเที่ยวเกิน 2,500 คน สัมผัสอากาศหนาว 13 องศา

    วันนี้, 10:15น.

              กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช รายงานว่า มีนักท่องเที่ยวจำนวนมากเดินทางเข้าอุทยานแห่งชาติภูกระดึงในช่วงวันหยุดยาวเทศกาลวันพ่อแห่งชาติอย่างคึกคัก หลังกรมอุทยานแห่งชาติฯ ประกาศยกเว้นค่าธรรมเนียมเข้าอุทยานฯ โดยมีสถิติยอดนักท่องเที่ยวรวมกว่า 2,500 คน ท่ามกลางสภาพอากาศเย็นสบายอุณหภูมิต่ำสุด 13 องศาเซลเซียส พร้อมเน้นย้ำมาตรการความปลอดภัยและการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอย่างเข้มงวด

              นายภูวนัย มูลแวง หัวหน้าอุทยานแห่งชาติภูกระดึง จังหวัดเลย เปิดเผยว่า ในช่วงเช้า สภาพอากาศบนยอดภูกระดึงเย็นสบาย โดยมีอุณหภูมิต่ำสุดที่ 13 องศา และสูงสุดที่ 22 องศา ความชื้นสัมพัทธ์สูงถึง 90% ทำให้นักท่องเที่ยวได้ชื่นชมไอหมอกยามเช้าได้อย่างเต็มตา นอกจากนี้ ค่าฝุ่น PM 2.5 ยังคงอยู่ในเกณฑ์ดีมากที่ 14 ลบ.ม. ซึ่งเหมาะแก่การท่องเที่ยวและทำกิจกรรมกลางแจ้ง ภูกระดึงในช่วงนี้ถือเป็นช่วงฤดูท่องเที่ยว อากาศดี ไม่มีฝน เหมาะแก่การเดินป่าและกางเต็นท์พักแรม โดยเฉพาะในช่วงเช้าและเย็นที่อากาศเย็นสบาย เหมาะแก่การชมพระอาทิตย์ขึ้นและตก รวมถึงการเดินชมธรรมชาติตามจุดท่องเที่ยวต่างๆ

              เมื่อวันที่ 1 ธันวาคมที่ผ่านมา อุทยานฯ ได้เปิดให้บริการเส้นทางท่องเที่ยวน้ำตกเพิ่มเติม 3 แห่ง ได้แก่ น้ำตกเพ็ญพบ น้ำตกโผนพบ และน้ำตกเพ็ญพบใหม่ โดยเพิ่มมาตรการรักษาความปลอดภัยให้มีเจ้าหน้าที่นำทางตลอดเส้นทาง เปิดให้บริการระหว่างเวลา 08.30-14.00 น. เท่านั้น 

              ทางอุทยานฯ ได้เตรียมความพร้อมทั้งด้านสิ่งอำนวยความสะดวกและบุคลากรเพื่อให้บริการนักท่องเที่ยวอย่างทั่วถึง พร้อมทั้งเน้นย้ำให้นักท่องเที่ยวรักษาความสะอาด และปฏิบัติตามกฎระเบียบของอุทยานฯ เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวที่ยั่งยืน

              นอกเหนือจากมาตรการด้านความปลอดภัยแล้ว อุทยานฯ ยังได้เชิญชวนนักท่องเที่ยวเข้าร่วมโครงการ “ขยะคืนถิ่น” โดยเจ้าหน้าที่จะคัดแยกขยะและมอบให้นักท่องเที่ยวนำกลับลงมาด้วย ซึ่งได้รับความสนใจจากนักท่องเที่ยวเป็นอย่างดี

    ….

    #อุทยานแห่งชาติภูกระดึง

    ข่าวทั้งหมด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.js100.com/en/site/news/view/157169&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0vmnQVn9f3VVIjmjhwtx2A

  • รัฐบาลคาดวันหยุดยาว คนไทยแห่เที่ยว เงินสะพัดหมื่นล้าน

    รัฐบาลคาดวันหยุดยาว คนไทยแห่เที่ยว เงินสะพัดหมื่นล้าน

    รัฐบาลคาดช่วงหยุดยาว คนไทยแห่เที่ยว เงินสะพัดกว่าหมื่นล้าน เหตุอากาศเย็นสบาย-มาตรการรัฐหนุนท่องเที่ยวคึกคัก

    5 ธ.ค. 2568 – น.ส.อัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ประเมินบรรยากาศการเดินทางท่องเที่ยวภายในประเทศช่วงวันหยุดยาวเนื่องในวันพ่อแห่งชาติ ระหว่างวันที่ 5–7 ธ.ค. 2568 คาดว่าจะมีผู้เยี่ยมเยือนชาวไทย 2.52 ล้านคน-ครั้ง สร้างรายได้หมุนเวียนประมาณ 10,320 ล้านบาท และมีอัตราการเข้าพักเฉลี่ยของสถานพักแรม 68 % สะท้อนแรงหนุนจากวันหยุดต่อเนื่อง จากสภาพอากาศที่เย็นสบาย และมาตรการกระตุ้นการท่องเทียวของรัฐบาล อย่างเช่น “เที่ยวดี มีคืน” และ “คนละครึ่ง พลัส” ที่ช่วยกระตุ้นการใช้จ่ายภายในประเทศให้ฟื้นตัวเด่นชัด ทำให้บรรยากาศการเดินทางในช่วงนี้มีความคึกคัก

    ในเชิงพื้นที่ ภาคกลางยังเป็นปลายทางหลัก มีผู้เยี่ยมเยือนสูงสุดราว 612,700 คน-ครั้ง รองลงมาคือภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 526,800 คน-ครั้ง และภาคตะวันออก 516,500 คน-ครั้ง ขณะที่ด้านรายได้ ภาคตะวันออกขึ้นแท่นอันดับหนึ่ง 2,720 ล้านบาท ตามด้วยภาคเหนือ 1,960 ล้านบาท และภาคกลาง 1,600 ล้านบาท สำหรับเมืองยอดนิยม เมืองหลัก 5 อันดับแรก ได้แก่ กรุงเทพมหานคร ชลบุรี กาญจนบุรี เชียงใหม่ และนครราชสีมา ส่วนเมืองน่าเที่ยวที่ได้รับความนิยมมากที่สุด ได้แก่ สุพรรณบุรี อุดรธานี เชียงราย เลย และนครศรีธรรมราช

    ส่วนการท่องเที่ยวต่างประเทศช่วงเดือน ธ.ค. ยังเป็นแรงดึงสำคัญ จากสถิติปี 2567 พบคนไทยเดินทางออกนอกราชอาณาจักรเฉลี่ยวันละ 48,400 คน และปี 2568 คาดว่าคนไทยจะเดินทางเพิ่มขึ้นจากเงินบาทแข็งค่า โดยปลายทางยอดนิยมอยู่ในเอเชียตะวันออก เช่น เวียดนาม จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ สิงคโปร์ ไต้หวัน และมาเลเซีย ขณะเดียวกัน เหตุอุทกภัยปลายเดือน พ.ย. ในภาคใต้ยังส่งผลต่อบางพื้นที่ โดยเฉพาะอ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ทำให้ภาคธุรกิจท่องเที่ยวต้องใช้เวลาฟื้นฟูหลังน้ำลดของโรงแรมและแหล่งท่องเที่ยว ประกอบกับสภาพอากาศแปรปรวนและฝนตกเป็นช่วง ๆ ส่งผลให้การเดินทางท่องเที่ยวในช่วงวันหยุดนี้ชะลอตัวลง.

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/general-news/909275/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1_WmHIPhfvliQfuYdVR0DZ

  • “รมว.ท่องเที่ยว ” โอด รับดราม่าซีเกมส์คนเดียว ชี้ อาจผิดธรรมชาติไปนิดนึง เชื่อไม่ได้ถูกวางงานจากรบ.ก่อน

    “รมว.ท่องเที่ยว ” โอด รับดราม่าซีเกมส์คนเดียว ชี้ อาจผิดธรรมชาติไปนิดนึง เชื่อไม่ได้ถูกวางงานจากรบ.ก่อน

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/politics/national-politics/114954&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0bfUX3icrShClUVDGCW1iu

  • รัฐบาล คาดช่วงวันพ่อหยุดยาว คนไทยแห่เที่ยว เงินสะพัดกว่า 10,000 ล้านบาท

    รัฐบาล คาดช่วงวันพ่อหยุดยาว คนไทยแห่เที่ยว เงินสะพัดกว่า 10,000 ล้านบาท

    วันศุกร์ ที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 08.20 น.

    รัฐบาลคาดช่วงวันพ่อหยุดยาว คนไทยแห่เที่ยว เงินสะพัดกว่า 10,000 ล้านบาท เหตุอากาศเย็นสบาย-มาตรการรัฐหนุนท่องเที่ยวคึกคัก 

    เมื่อวันที่ 5 ธ.ค.68 นางสาวอัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ประเมินบรรยากาศการเดินทางท่องเที่ยวภายในประเทศช่วงวันหยุดยาวเนื่องในวันพ่อแห่งชาติ ระหว่างวันที่ 5–7 ธ.ค. 2568 คาดว่าจะมีผู้เยี่ยมเยือนชาวไทย 2.52 ล้านคน-ครั้ง สร้างรายได้หมุนเวียนประมาณ 10,320 ล้านบาท และมีอัตราการเข้าพักเฉลี่ยของสถานพักแรม 68 % สะท้อนแรงหนุนจากวันหยุดต่อเนื่อง จากสภาพอากาศที่เย็นสบาย และมาตรการกระตุ้นการท่องเทียวของรัฐบาล อย่างเช่น “เที่ยวดี มีคืน” และ “คนละครึ่ง พลัส” ที่ช่วยกระตุ้นการใช้จ่ายภายในประเทศให้ฟื้นตัวเด่นชัด ทำให้บรรยากาศการเดินทางในช่วงนี้มีความคึกคัก

    นางสาวอัยรินทร์ กล่าวว่า ในเชิงพื้นที่ ภาคกลางยังเป็นปลายทางหลัก มีผู้เยี่ยมเยือนสูงสุดราว 612,700 คน-ครั้ง รองลงมาคือภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 526,800 คน-ครั้ง และภาคตะวันออก 516,500 คน-ครั้ง ขณะที่ด้านรายได้ ภาคตะวันออกขึ้นแท่นอันดับหนึ่ง 2,720 ล้านบาท ตามด้วยภาคเหนือ 1,960 ล้านบาท และภาคกลาง 1,600 ล้านบาท สำหรับเมืองยอดนิยม เมืองหลัก 5 อันดับแรก ได้แก่ กรุงเทพมหานคร ชลบุรี กาญจนบุรี เชียงใหม่ และนครราชสีมา ส่วนเมืองน่าเที่ยวที่ได้รับความนิยมมากที่สุด ได้แก่ สุพรรณบุรี อุดรธานี เชียงราย เลย และนครศรีธรรมราช 

    ส่วนการท่องเที่ยวต่างประเทศช่วงเดือน ธ.ค. ยังเป็นแรงดึงสำคัญ จากสถิติปี 2567 พบคนไทยเดินทางออกนอกราชอาณาจักรเฉลี่ยวันละ 48,400 คน และปี 2568 คาดว่าคนไทยจะเดินทางเพิ่มขึ้นจากเงินบาทแข็งค่า โดยปลายทางยอดนิยมอยู่ในเอเชียตะวันออก เช่น เวียดนาม จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ สิงคโปร์ ไต้หวัน และมาเลเซีย ขณะเดียวกัน เหตุอุทกภัยปลายเดือน พ.ย. ในภาคใต้ยังส่งผลต่อบางพื้นที่ โดยเฉพาะอ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ทำให้ภาคธุรกิจท่องเที่ยวต้องใช้เวลาฟื้นฟูหลังน้ำลดของโรงแรมและแหล่งท่องเที่ยว ประกอบกับสภาพอากาศแปรปรวนและฝนตกเป็นช่วง ๆ ส่งผลให้การเดินทางท่องเที่ยวในช่วงวันหยุดนี้ชะลอตัวลง

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/932681&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0ujZ52VeJxHJalwV_EOBKn

  • 4 แบรนด์ผ้าท้องถิ่น จาก 4 ภาค ต่อยอดผ้าไทยให้อยู่รอด ขายได้ เป็นแหล่งเรียนรู้ให้ท่องเที่ยวได้

    4 แบรนด์ผ้าท้องถิ่น จาก 4 ภาค ต่อยอดผ้าไทยให้อยู่รอด ขายได้ เป็นแหล่งเรียนรู้ให้ท่องเที่ยวได้

    The Cloud x การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย

    ทุกวันนี้ถ้าลองมองไปรอบ ๆ จะเห็นว่าผ้าไทยกลายเป็นสัญลักษณ์ความเก๋ไก๋และอยู่ในชีวิตประจำวันของทุกคนมากขึ้นอย่างน่าชื่นใจ ไม่ว่าจะเป็นของใช้ในบ้าน เสื้อผ้าทันสมัยที่ประยุกต์ผ้าไทยให้ใส่แล้วสนุก หรือการเดินทางออกไปถึงที่มาเพื่อดูว่าผ้าผืนนั้นมีความพิเศษอย่างไร

    ถ้าย้อนกลับไปก่อนหน้านี้ เรามักได้ยินเรื่องราวของโครงการศิลปาชีพของ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ซึ่งเกิดจากพระวิสัยทัศน์ที่ทรงเห็นคุณค่าของงานหัตถกรรมไทยตั้งแต่ยุคที่ผ้าไทยยังไม่เป็นที่รู้จัก และคนยังไม่รู้ว่าจะนำภูมิปัญญาเหล่านี้ไปต่อยอดอย่างไร จนพระองค์ท่านทรงผลักดันให้ช่างฝีมือทั่วประเทศมีโอกาสพัฒนาฝีมือและสร้างรายได้ให้ครอบครัวรวมถึงชุมชนจากภูมิปัญญาท้องถิ่น

    อีกฟันเฟืองหนึ่งที่สำคัญไม่แพ้กัน คือนักออกแบบ นักสร้างสรรค์ และชุมชน ที่หยิบผ้าไทยไปต่อยอดให้เราเห็นความเป็นไปได้ใหม่ ๆ จากรุ่นสู่รุ่น 

    ทั้งหมดนี้มีเป้าหมายเดียวกัน นั่นคือการต่อยอดผ้าไทยให้เป็นมากกว่างานคราฟต์หรือแฟชั่นที่ผ่านมาแล้วผ่านไป แต่เป็นพื้นที่ให้วัฒนธรรมและท้องถิ่นเฉิดฉาย รวมถึงคนทุกกลุ่มเข้าใจ เข้าถึง และเป็นส่วนหนึ่งได้

    ผ้าไทยในยุคนี้จึงกลายเป็นเรื่องราว ความตั้งใจ และผลผลิตจากฝีมือของคนจำนวนมาก ทั้งคนรุ่นเก่า-ใหม่ที่ผลักดันให้ผ้าไทยยังมีลมหายใจต่อ เราจึงอยากแนะนำแบรนด์ผ้าไทยทั้ง 4 ภาคที่นำผ้าไทยมาต่อยอดได้อย่างน่าสนใจ แถมยังเปิดพื้นที่เป็นศูนย์การเรียนรู้ให้เข้าไปศึกษาเพื่อสืบทอดเจตนารมณ์อีกด้วย

    ภาคเหนือ

    OUKE, เชียงใหม่

    แบรนด์ผ้าพิมพ์ใบไม้ของวัยเก๋าหัวสมัยใหม่

    OUKE’ ของ คุณป้าวิไล ไพจิตรกาญจนกุล แม้เป็นวัยเก๋าอายุ 73 ปีแต่แนวคิดของคุณป้าทันสมัยมาก ความเจ๋งแรกคือคุณป้านำเทคนิคย้อมสีผ้าด้วยการพิมพ์ใบไม้ (Eco Print) มาประยุกต์ใช้ 

    เธอเริ่มจากสังเกตใบไม้ในฤดูฝนที่ทิ้งใบลงพื้นจนสีติดบนซีเมนต์ หากเป็นเช่นนั้น สีใบไม้ก็ย่อมติดบนเสื้อผ้าได้เช่นกัน คุณป้าวิไลจึงศึกษาศาสตร์นี้จากชาวต่างชาติที่เคยทำมาก่อน แล้วนำความรู้หลากหลายศาสตร์มารวมกัน รวมถึงความรู้ด้านผ้าที่สั่งสมมาจากการทำโรงงาน Bua Bhat Factory ของครอบครัว วิชาย้อมผ้าจาก แม่ครูแสงดา บันสิทธิ์ ผู้รื้อฟื้นการย้อมผ้าสีธรรมชาติ ซึ่งประยุกต์จากการย้อมเป็นการพิมพ์ และป้าวิไลยังศึกษาวิชาวิทยาศาสตร์ด้วย อย่างความเป็นกรด-ด่าง สารเคมี หรือชนิดของเส้นใยมาประกอบ พอเริ่มทำแล้วนำไปอวดโฉม ทำให้มีคนสนใจอยากเรียนรู้ จึงเป็นที่มาของแบรนด์ OUKE

    ‘อุ๊ก’ ภาษาเหนือ แปลว่า การบ่มด้วยความร้อน เช่น บ่มผลไม้เพื่อเร่งให้สุกเร็วขึ้น

    สำหรับขั้นตอนพิมพ์ลายด้วยสีจากธรรมชาติ คุณป้าจะถ่ายทอดความรู้ตั้งแต่ต้น เริ่มจากใบไม้ที่นำมาพิมพ์มีชนิดใดบ้าง แต่ละชนิดให้สีอะไร รวมถึงการลงสารเคลือบหรือมอร์แดนต์ (Mordant) แบบไหนเพื่อให้ได้สีที่ต้องการ หลังจากนั้นนำใบไม้สดมาวางบนผ้าเส้นใยธรรมชาติ เพื่อออกแบบลวดลายตามต้องการ แล้วม้วนผืนผ้าให้แน่น (รูปทรงคล้ายโรตี) นำไปนึ่งด้วยความร้อน ป้าวิไลบอกว่าตอนทำครั้งแรก ๆ ตื่นเต้นมากจนไม่ยอมกินข้าว เพราะอยากรู้ว่าผ้าที่นำไปอุ๊กจะออกมาหน้าตาแบบไหน

    ความหัวสมัยใหม่ของคุณป้าวิไลอีกข้อ คือเธอประยุกต์วิชาอุ๊กผ้ากับผ้าทอเข้าด้วยกัน

    ปกติคนมักอุ๊กผ้ากันบนผ้าที่ทอเสร็จแล้ว แต่นวัตกรรมของคุณป้าเจ๋งแจ๋วกว่านั้น เธอใช้วิธีอุ๊กบนเส้นด้าย นำด้ายมาเรียงด้วยแกนม้วนด้าย ‘ยืน’ หรือ ‘พัด’ กว่า 2,400 เส้น ยาวประมาณ 20 เมตร จากนั้นก็เริ่มต้นอุ๊ก ได้ผ้าลายคล้ายมัดหมี่บนเส้นด้ายยืน ซึ่งแตกต่างจากมัดหมี่ภาคอีสานเพราะเป็นลายบนเส้นพุ่ง ผ้าที่เธอส่งเข้าประกวดคว้ารางวัลระดับประเทศมาถึง 2 รางวัล

    ถ้าถามว่าคนที่มาเรียนส่วนใหญ่เป็นใคร ก็มีตั้งแต่เด็กเล็ก 2 ขวบจนถึงอายุ 80 ปี เปิดรับเวิร์กช็อปเป็นรอบตั้งแต่ 9 โมงเช้า เคยมีคนมาเรียนรอบหนึ่งมากสุดถึง 80 คน 

    เราถามถึงเหตุผลที่ทำให้คุณป้าวิไลผูกพันกับผ้าไทยถึงขนาดเปิดเวิร์กช็อปอุ๊กผ้ามาตลอดหลายปี เธอเล่าย้อนไปว่า ตัวเองเกิดมาในบ้านที่ขายผ้า แถมมีคุณพ่อเป็นครูสอนทอผ้ายกดอกที่ดังไกลถึงลำพูน จึงรู้ว่าผ้าไทยถูกมากจนแทบไม่มีราคา แต่เมื่อมีโครงการศิลปาชีพที่ส่งเสริมผ้าไทย ก็เหมือนต่อลมหายใจให้ผ้าไทยกลับมามีชีวิตอีกครั้ง

    “ถ้าไม่มีพระองค์ท่าน อาชีพนี้คงตายไปแล้ว” 

    คุณป้านึกเสียดายองค์ความรู้ของตัวเอง และไม่อยากให้ผ้าภาคเหนือหายไป จึงสร้างแบรนด์ใหม่ และปรับพื้นที่ส่วนหนึ่งของโรงงานเป็นศูนย์การเรียนรู้ด้านการอุ๊กผ้า เปิดให้ใครก็ตามที่สนใจมาเรียนรู้ 

    “ป้าไม่คิดจะเอาความรู้ลงโลงไปด้วย ไม่เอาแบบนั้น ตั้งใจจะสอนให้คนรู้มาก ๆ เพราะถ้าเรามีสถานที่แบบนี้เยอะ ๆ คนรุ่นใหม่จะเปลี่ยนจากคนใช้ผ้าเป็นคนทำผ้ามากขึ้น” เธอทิ้งท้าย

    OUKE Eco Print Chiangmai

    ภาคอีสาน

    Tohsang Cotton Village, อุบลราชธานี

    ศูนย์ผ้าฝ้ายทอมือที่ชูภูมิปัญญาคนโขงเจียม

    รุ่นพ่อแม่เลือกทำกิจการโรงแรม Tohsang Heritage Ubon Ratchathani Hotel แต่ แพรรี่-ปริญญาภา อยู่ประเสริฐ กลับสนใจผ้าท้องถิ่น เพราะรักงานคราฟต์และธรรมชาติ เมื่อรู้จากคุณแม่ว่าการปลูกฝ้ายริมโขงที่มีมากว่าร้อยปีเริ่มหายไป เธอจึงหวนกลับบ้านเกิดไปตามหารากเหง้าและภูมิหลังของตัวเอง โดยปลุกปั้น ‘Tohsang Cotton Village’ มีเป้าหมายเป็นศูนย์การเรียนรู้สำหรับสำหรับผ้าฝ้ายทอมือ

    จังหวัดอุบลราชธานีขึ้นชื่อเรื่องการปลูกฝ้ายและทอผ้า แต่ละชุมชนมีทักษะหรือความถนัดต่างกัน หากชุมชนไหนเน้นปลูกก็ปลูกเพื่อขาย แล้วรับซื้อเส้นฝ้ายที่ผ่านการเข็น (ทำให้เป็นเส้น) จากที่อื่นกลับมา หรือบางชุมชนเก่งเรื่องเข็นฝ้าย แต่ไม่ถนัดย้อมผ้า แพรรี่จึงเลือกทำศูนย์การเรียนรู้เพื่อช่วยลดช่องว่างของคนในโขงเจียม ด้วยการฝึกฝนและแลกเปลี่ยนทักษะกัน รวมถึงสร้างอาชีพแก่ช่างฝีมือให้เป็นครูช่างเพื่อสอนคนที่มาเวิร์กช็อป ปัจจุบันมีแม่ ๆ พี่ ๆ ช่างฝีมือในกลุ่ม 12 คนแล้ว

    ถ้ามาเวิร์กช็อปที่ Tohsang Cotton Village คุณจะได้เป็นส่วนหนึ่งของ Cotton Journey เริ่มต้นตั้งแต่แยกเมล็ดฝ้ายจากฝัก เข็นฝ้ายให้เป็นเส้น ลงมือย้อมสีธรรมชาติ รวมถึงชมขั้นตอนการตัดเย็บ 

    ผู้เข้าร่วมทุกคนจะได้เสื้อย้อมสีธรรมชาติฝีมือตัวเองกลับบ้านไปด้วย

    แพรรี่เล่าว่าตอนเริ่มทำเรื่องผ้าท้องถิ่นอีสาน มีคนรุ่นใหม่สนใจน้อยมาก นับเป็นความท้าทาย เพราะต้องลงไปทำความเข้าใจกับคนรุ่นเก่าในท้องถิ่นว่าเธอกำลังจะทำอะไร แล้วพวกเขาจะได้ประโยชน์อย่างไรจากการก่อตั้งศูนย์การเรียนรู้ ปัจจุบันมีคนรุ่นใหม่หันมาให้ความสำคัญกับผ้าไทยมากขึ้น อาจเป็นเพราะเธอเติบโตมาในวัฒนธรรมที่หลากหลาย จึงเห็นว่าสิ่งเหล่านี้มีคุณค่าควรแก่การอนุรักษ์ไว้ 

    “ความฝันของแพรคือทำสถานที่ให้คนมาเรียนรู้ และเล่าผ่านการให้คนมาสัมผัสประสบการณ์ ซึ่งสุดท้ายมันจะกลายเป็นคุณค่าที่ติดตัวเขากลับไป” เธอให้ความสำคัญกับการเรียนรู้ โดยเฉพาะ Storytelling และ Experience-based Learning เพราะเมื่อใดที่ผู้คนได้ลงมือทำจนเป็นส่วนหนึ่งกับเรื่องราวท้องถิ่นหรือการอยู่ร่วมกับธรรมชาติ เขาจะเกิดความภูมิใจและอยากสานต่อวัฒนธรรมต่อไป 

    Tohsang Cotton Village
    • 68/1 หมู่ 7 ตำบลโขงเจียม อำเภอโขงเจียม จังหวัดอุบลราชธานี (แผนที่)
    • เปิดบริการทุกวัน เวลา 08.00 – 18.00 น.
    • 09 5825 8696
    • Tohsang Cotton Village
    ภาคใต้

    SriYala Batik, ยะลา

    แบรนด์ของชาวยะลาที่รื้อฟื้นผ้าทำมือโบราณ

    ผ้าปะลางิง คือภูมิปัญญาผ้าพิมพ์ลายด้วยบล็อกไม้แบบโบราณในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนใต้ที่หายสาบสูญไปพร้อมการเลี้ยงไหม แต่ ปิยะ สุวรรณพฤกษ์ ชาวยะลาที่ได้รับเลือกเป็นครูช่างศิลปหัตถกรรมประจำ พ.ศ. 2560 พาผ้าที่หายไปกว่า 80 ปีกลับมาด้วยการสร้างแบรนด์ ‘SriYala Batik

    เขาเริ่มต้นทำงานผ้าจากการทำพร็อปประกอบฉาก เมื่อหาผ้าลายที่ต้องการไม่ได้จึงลงมือเพนต์ลายผ้าเอง จนจุดประกายให้ศึกษาเรื่องผ้าตั้งแต่นั้น และกลายเป็นผู้เชี่ยวชาญการอนุรักษ์ผ้าโบราณ 

    ปิยะรื้อฟื้นเทคนิคบนผ้าปะลางิง ทั้งการเย็บย้อม เทคนิคการแกะ ฉลุลายด้วยการพิมพ์บล็อกไม้ และปั๊มเทียนกั้นสีด้วยมือทีละช่อง รวมถึงการทออันเป็นเอกลักษณ์ นับเป็นหัวใจสำคัญของผ้าปะลางิงที่ควรค่าแก่การรื้อฟื้นให้กลับมาเป็นที่รู้จัก เพราะเป็นหัตถกรรมที่เปี่ยมคุณค่าและมีเพียงชิ้นเดียวในโลก

    ความยากและท้าทายในการทำเริ่มตั้งแต่การออกแบบ เพราะต้องทำให้ลายผ้าต่อกันทั้งผืนอย่างสวยงาม ลวดลายที่ออกแบบมาจากการเดินทางไปศึกษาตามมัสยิดและสถานที่ท่องเที่ยวหลายแห่งในยะลา เขาเก็บเรื่องราวระหว่างทางมาเป็นแรงบันดาลใจ และทำงานวิจัยเรื่องสีธรรมชาติในท้องถิ่นภาคใต้สำหรับย้อมผ้าควบคู่กันไป

    “เราเคยได้ยินแต่สีท้องถิ่นเหนือกับอีสาน แต่ภาคใต้ไม่มี เลยทดลองแล้วบันทึกไว้ อย่างสีสะตอ สีลูกเนียง สีเปลือกเงาะ” เขามีโอกาสถวายงานให้ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา และ SriYala Batik ยังเป็นแบรนด์ที่พระองค์เลือกใช้ไปออกแบบชุดเพื่อจัดแสดงที่ฝรั่งเศส

    สตูดิโอแห่งนี้เปิดพื้นที่ให้นักออกแบบรุ่นใหม่มากิน-นอน หาไอเดียและลงมือทำผ้า รวมถึงเปิดให้ชาวบ้านมาสร้างทักษะและสร้างรายได้มานานหลายสิบปี ช่างฝีมือหลายท่านกลายเป็นเสาหลักของครอบครัว ส่วนปิยะก็ถ่ายทอดวิชาให้ทั้งหมดแบบไม่หวง ปล่อยให้ทุกคนคิดและออกแบบเองอย่างอิสระ ส่วนใครที่อยากเข้ามาเรียนรู้ตั้งแต่การออกแบบวางลายและเพนต์จริง ติดต่อเข้ามาได้เช่นกัน

    “บางทีเราไม่ต้องรู้เยอะ แค่รู้ในสิ่งที่มีอย่างชัดแจ้งก็นำมาต่อยอดได้เยอะมากแล้ว”

    SriYala Batik
    • 85 ซอยเวฬุวัน 12 อำเภอเมืองยะลา จังหวัดยะลา (แผนที่)
    • เปิดบริการทุกวัน เวลา 09.00 – 17.30 น.
    • 8 7837 4007
    • SriYala Batik
    ภาคกลาง

    Marionsiam, พระนครศรีอยุธยา

    แบรนด์ผ้าบาติกที่ใช้เรื่องเล่าเข้าถึงคนรุ่นใหม่

    จากธีสิสจบเกี่ยวกับภูมิปัญญาผ้าบาติก สู่แบรนด์ ‘Marionsiam’ ของ แพท-ทยิดา อุนบูรณะวรรณ ที่มองเห็นโอกาสว่างานผ้าบาติกแบบเดิม ๆ จะต่อยอดเป็นอะไรได้อีกบ้าง 

    เธอตั้งใจทำแบรนด์เสื้อผ้าที่สวมใส่ได้ทุกยุค ไม่เน้นตามเทรนด์แฟชั่น เพราะกว่าผ้าบาติกเพนต์มือแต่ละผืนจะออกจากสตูดิโอ ต้องใช้ทั้งเวลาและความประณีต ความช้านี่แหละเสน่ห์ของงานฝีมือ

    “ถึงเราจะอยากทำตามเทรนด์ เราก็ทำไม่ได้อยู่ดี ขอไปช้า ๆ ของเราดีกว่า” แพทยิ้ม 

    ผ้าที่ Marionsiam เลือกใช้คือผ้าไหมทอมือหรือผ้าเปลือกไหมจากชุมชน อีกส่วนหนึ่งเป็นผ้าส่วนเกินจากอุตสาหกรรมสิ่งทอมาเป็นวัตถุดิบ ในแต่ละรอบจะได้ผ้าแตกต่างกัน เธอต้องทดลองว่าผ้าแบบใดใช้ทำบาติกได้ จากนั้นก็เข้ากระบวนการออกแบบ เขียนลายด้วยเทียน และลงสี จากนั้นจะวัดตัวตัดเย็บตามแบบเสื้อผ้าที่ลูกค้าต้องการ หรือออกแบบ-ตัดเย็บเป็นเสื้อผ้าที่คนรุ่นใหม่สวมใส่ในชีวิตประจำวันได้ 

    เรามักเห็นแพทผ่านสื่อโซเชียลมีเดียอยู่บ่อย ๆ เธอทำ Storytelling เล่าเรื่องผ้าและเทคนิคบาติกเก่งมาก เราจึงขอเทคนิคว่าเธอทำอย่างไรให้เรื่องเล่าแข็งแรง เธอบอกว่าเป็นเพราะข้อดีจากการทำงานวิจัยตอนเรียนจบ และเธอมักทำคอลเลกชันจากการส่งงานประกวด จึงได้คลุกคลีกับการเขียนข้อมูล รวมถึงความจริงใจและความตั้งใจที่เธอสื่อสารอย่างเป็นธรรมชาติ 

    และวิธีนี้เองที่ทำให้ Marionsiam พางานผ้าไทยไปเข้าถึงกลุ่มคนรุ่นใหม่

    “เมื่อเราทำสิ่งใดอย่างจริงจัง แล้วคนอื่นเห็นถึงความตั้งใจว่า กว่าจะได้ผ้าสวย ๆ สักผืนมันมีที่มาที่ไปและยากขนาดไหน เขาจะไม่รู้สึกว่างานคราฟต์ราคาสูงและอยากสนับสนุน” 

    กระบวนการปรินต์ลายลงผ้าง่ายกว่ามาก แต่เธอเลือกทางที่ยากกว่าอย่างการเพนต์บาติก เพราะอยากให้คนสวมใส่รับรู้เรื่องราวผ่านเสื้อผ้าและภาคภูมิใจ มิใช่เพียงซื้อ ใส่ แล้วจบไป 

    ก่อนหน้านี้แพทใช้สตูดิโอที่อยุธยาเพื่อทำงานเท่านั้นเพราะเธอทำแบรนด์ด้วยตัวคนเดียว แต่ต้นเดือนธันวาคมปีนี้ เธอกำลังจะเปิดพื้นที่ให้คนเข้าไปทำเวิร์กช็อปและเรียนรู้กระบวนการทำผ้าบาติก แพทตั้งใจสร้างพื้นที่ให้คนมาพบปะพูดคุยเหมือนมาเล่นบ้านเพื่อน และในอนาคต เธอวางแผนจะทำนิทรรศการให้ความรู้ แกลเลอรี รวมถึงร้านค้าในพื้นที่ สำหรับคนที่สนใจ โปรดรอติดตาม

    Marionsiam
    • 68 ตำบลขนอนหลวง อำเภอบางปะอิน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา (แผนที่)
    • 09 3756 3396
    • Marionsiam

    ช่างภาพ : ศรีภูมิ สาส่งเสริม, วิศรุต ผดาเวช, กษิดิศ พันธารีย์ และ มูหมัดซอเร่ เดง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://readthecloud.co/4-thai-textile-brands-4-regions/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1y7V5UEYpnZbKGbQPakCie

  • Google ประเทศไทย ประกาศผลสุดยอดคำค้นหาประจำปี 2568 พบ “Gemini” ขึ้นครองอันดับ 1 ส่วน “คนละครึ่ง-แผ่นดินไหว” ขึ้นแท่นข่าวยอดนิยม

    Google ประเทศไทย ประกาศผลสุดยอดคำค้นหาประจำปี 2568 พบ “Gemini” ขึ้นครองอันดับ 1 ส่วน “คนละครึ่ง-แผ่นดินไหว” ขึ้นแท่นข่าวยอดนิยม

    4 ธันวาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงาน Google ประเทศไทย เปิดเผยรายงาน “Year in Search 2025” หรือ สุดยอดคำค้นหาประจำปี 2568 ซึ่งเป็นการประมวลภาพรวมความสนใจของคนไทยตลอดทั้งปี โดยปีนี้พบการเปลี่ยนแปลงที่น่าสนใจ เมื่อเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) กลายเป็นเรื่องใกล้ตัวและทรงอิทธิพลที่สุด โดยคำว่า Gemini ขึ้นครองแชมป์อันดับ 1 คำค้นหายอดนิยมประจำปี สะท้อนให้เห็นว่าคนไทยตื่นตัวและนำ AI มาประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันอย่างแพร่หลาย ไม่เพียงแค่ Gemini แต่เครื่องมืออย่าง ChatGPT และ DeepSeek ก็ติดอยู่ใน 10 อันดับแรกเช่นกัน

    ขณะที่ คำค้นหา โครงการ เที่ยวไทยคนละครึ่ง และ คนละครึ่ง พลัส ติดอันดับ 2 และ 5 ของคำค้นหายอดนิยมประจำปี แสดงให้เห็นว่าคนไทยยังมีความกังวลในประเด็นปัญหาปากท้อง

    ส่วนในหมวดข่าว คำว่า แผ่นดินไหว พุ่งขึ้นสู่อันดับ 1 สะท้อนความต้องการข้อมูลด้านความปลอดภัย นอกจากนี้ สถานการณ์น้ำท่วมยังคงเป็นวิกฤตที่คนไทยเกาะติด โดยมีการค้นหาเกี่ยวกับการเยียวยาและการลงทะเบียนช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมเป็นจำนวนมาก
    ความกังวลของคนไทยต่อสถานการณ์น้ำท่วมในหลายพื้นที่ของประเทศ ซึ่งส่งผลต่อชีวิตประจำวันทั้งการเดินทาง และความปลอดภัยสะท้อนผลอย่างชัดเจน โดย “ลงทะเบียนน้ำท่วม 2568 ออนไลน์” ครองอันดับ 1 คำค้นหายอดนิยมหมวดเหตุการณ์น้ำท่วม ตามด้วย “เช็คสถานะน้ำท่วมออนไลน์” “เยียวยาน้ำท่วม 2568” “น้ำท่วมอำเภอเมืองเชียงใหม่” “แบบฟอร์มการช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วม 2568” ในอันดับ 2- 5 ตามลำดับ และล่าสุด “น้ำท่วมอำเภอหาดใหญ่” ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้ไม่นาน ก็พุ่งขึ้นมาติดโผใน 10 อันดับแรกอย่างรวดเร็ว

    ด้านความบันเทิงไทย “สงคราม ส่งด่วน (Mad Unicorn)” คว้าอันดับ 1 ในหมวดละคร/ซีรีส์ไทย ตามมาด้วยละครพีเรียดอารมณ์ดีอย่าง “คุณพี่เจ้าขาดิฉันเป็นห่านมิใช่หงส์” 

    เทรนด์การท่องเที่ยว ปีนี้ “กำแพงเพชร” ครองอันดับ 1 สถานที่ท่องเที่ยวในประเทศ ตามด้วย สุโขทัย และลำปาง ส่วนการท่องเที่ยวต่างประเทศ  พบว่า “ภูฏาน” ขึ้นแท่นอันดับ 1 ตามด้วย “จูไห่ และ ซินเจียง”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.fm91bkk.com/newsarticle/62530&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2hLniBg2_JlW_w9ZsSM693

  • เมืองพัทยาลุยล้างถนน ลดฝุ่น PM 2.5 สร้างเชื่อมั่นท่องเที่ยว

    เมืองพัทยาลุยล้างถนน ลดฝุ่น PM 2.5 สร้างเชื่อมั่นท่องเที่ยว

    ภูมิภาค

    04 ธันวาคม 2025 – 14:39

    Featured Image

    เมืองพัทยาร่วมกับชุมชน ลุยล้างถนน ลดค่าฝุ่น PM 2.5 สร้างความเชื่อมั่นประชาชนและนักท่องเที่ยว

    ที่ถนนพัทยาเหนือ จ.ชลบุรี นายปรเมศวร์ งามพิเชษฐ์ นายกเมืองพัทยา พร้อมด้วยนายมาโนช หนองใหญ่ รองนายกเมืองพัทยา ผู้นำชุมชนเมืองพัทยา และเจ้าหน้าที่สำนักสิ่งแวดล้อมเมืองพัทยา ร่วมกิจกรรมล้างทำความสะอาดถนน เพื่อลดค่าฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5

    นายปรเมศวร์ งามพิเชษฐ์ นายกเมืองพัทยา เปิดเผยว่า ช่วงนี้หลายพื้นที่ประสบภาวะอากาศปิด ส่งผลให้เกิดปัญหาฝุ่น PM 2.5 โดยค่าฝุ่นที่ตรวจวัดล่าสุดอยู่ในระดับคุณภาพอากาศปานกลาง สีเหลือง 30 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร

    เมืองพัทยาลุยล้างถนน ลดฝุ่น PM 2.5 สร้างเชื่อมั่นท่องเที่ยว

    เมืองพัทยาให้ความสำคัญกับปัญหานี้มาโดยตลอด มีการส่งรถดักฝุ่นออกปฏิบัติงานช่วงเวลา 04.00–05.00 น. ทุกวันบนถนนสายหลัก รวมถึงรถน้ำฉีดล้างถนน ลดค่าฝุ่นอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ชุมชนต่าง ๆ ก็ร่วมแรงทำความสะอาดสภาพแวดล้อมในพื้นที่ของตนเอง

    กิจกรรมทำความสะอาดถนนในครั้งนี้ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวว่า เมืองพัทยาตระหนักและเร่งแก้ไขปัญหาฝุ่น PM 2.5 อย่างจริงจัง พร้อมมอบหมายให้เจ้าหน้าที่ฝ่ายควบคุมอาคาร ลงพื้นที่กำชับผู้รับเหมาก่อสร้างทั่วเมืองพัทยา ให้ดูแลพื้นที่ก่อสร้างและลดผลกระทบจากฝุ่นให้ได้มากที่สุด

    สำหรับการล้างถนนลดฝุ่น PM 2.5 ได้ดำเนินการด้วยการฉีดน้ำ กวาดล้างถนน ชะล้างฝุ่นสะสม ลดการฟุ้งกระจายของฝุ่นละอองขนาดเล็กที่มีผลกระทบต่อสุขภาพประชาชน นอกจากนี้ สำนักสิ่งแวดล้อมยังจะทำความสะอาดทางเท้าและฉีดล้างใบไม้บริเวณเกาะกลางถนนในหลายพื้นที่ของเมืองพัทยา

    เมืองพัทยาลุยล้างถนน ลดฝุ่น PM 2.5 สร้างเชื่อมั่นท่องเที่ยว

    ทั้งนี้เมืองพัทยาจะเดินหน้าล้างถนนลดฝุ่น PM 2.5 อย่างต่อเนื่องในทุกโซน พร้อมขอความร่วมมือประชาชนร่วมกันลดการก่อฝุ่น เพื่อคุณภาพอากาศที่ดีขึ้นของเมืองพัทยา

    ติดตามเนื้อหาดีๆแบบนี้ได้ที่

    Facebook : https://www.facebook.com/innnews.co.th

    Twitter : https://twitter.com/innnews

    Youtube : https://www.youtube.com/c/INNNEWS_INN

    TikTok : https://www.tiktok.com/@inn_news

    LINE Official Account : @innnews

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.innnews.co.th/news/news_973181/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0jaNljp1z2oNX31ZkrjgQ8