Category: ท่องเที่ยว

  • รมว.กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ฝ่าดราม่ากู้ ศรัทธาซีเกมส์2025

    รมว.กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ฝ่าดราม่ากู้ ศรัทธาซีเกมส์2025

    นายอรรถกร ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงท่องเที่ยวและกีฬา ให้สัมภาษณ์เปิดใจกับ รายการ PostTalk หลังมีดราม่าเรื่องการจัดมหกรรมซีเกมส์2025 ในช่วง2เดือนที่ผ่านมาว่า ก่อนที่ตนจะเข้ามารับตำแหน่งช่วงต้นเดือน ตุลาคม พ.ศ.2568ที่ผ่านมาก็ทราบดีว่า ซีเกมส์2025 นั้นถือเป็นภารกิจสำคัญที่กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาจะต้องร่วมไม้ร่วมมือกับผู้บริหารกระทรวงรวมถึงการกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.) และคนไทยทั้งประเทศในการร่วมกันจัดเป็นเจ้าภาพการแข่งขัน ซีเกมส์2025 โดยครั้งล่าสุดที่ประเทศไทยเราเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันก็เมื่อ18ปีที่แล้วที่ จ.นครราชศรีมา และวันนี้ตนเองก็ได้มารับช่วงต่อกลางทาง และด้วยความตั้งใจก็พร้อมที่จะทำงานร่วมกับทุกภาคส่วนในการเป็นเจ้าภาพจัด ซีเกมส์2025 และ  เอเชียนพาราเกมส์ ในช่วงปี2568 จนถึงต้นปี 2569 ให้ได้มาตรฐานระดับสากล ทั้งเรื่อง ความปลอดภัย   ความยุติธรรม และความหลากหลาย

    โดยวัตถุประสงค์เดิมของเราแรกเริ่มคือต้องการจัดแข่งขัน 30 ประเภทกีฬา แต่วันนี้ก็มีเพิ่มขึ้นเป็น 50 ประเภทกีฬาแล้ว ซึ่งเราก็หวังเป็นอย่างยิ่งว่า การแข่งขันซีเกมส์ครั้งนี้จะเป็นที่น่าจดจำ เราเชื่อมั่นว่าจะจัดได้ตามมาตราฐานจัดได้ดีและจะเป็นกระจกสะท้อนประเทศว่าประเทศไทยพร้อมที่จะจัดมหกรรมที่ยิ่งใหญ่ทางด้านกีฬารวมถึงEventต่างๆในการประตุ้นเศรษฐกิจการท่องเที่ยวในการมอบความสุขให้กับคนไทยและชาวต่างชาติ 

    “ผมหวังว่าซีเกมส์ครั้งนี้จะเป็นกระจกสะท้อนประเทศไทย ว่าเรามีความพร้อม” นายอรรถกรกล่าว
     

    โดยซีเกมส์ครั้งนี้เรามี 3 จังหวัดหลักที่เป็นเจ้าภาพ ทั้ง จ.กรุงเทพมหานคร จ.ชลบุรี จ.สงขลา และทั้ง 3จัดหวัดนี้ขอยืนยันว่ามีความพร้อมด้าน สิ่งอำนวยความสะดวก อาคาร รวมถึง ถนน ที่จะทำให้นักท่องเที่ยว นักกีฬา และเจ้าหน้าที่สามารถเดินทางได้อย่างสะดวกมีจำนวนโรงแรมที่พักพร้อม มีสนามที่ได้มาตรฐานตามหลักสากล อย่างไรก็ตามเราทราบกันดีว่าช่วงไม่กี่สัปดาห์ก่อนเดินเหตุอุทกภัยใหญ่ จึงมีความจำเป็นที่จะต้องเร่งจัดการประชุมเพื่อหารือ เปลี่ยนสถานที่จัดการแข่งขันชนิดกีฬาที่จัดใน จ.สงขลา มาจัดที่ จ.กรุงเทพมหานคร และ จ.ชลบุรี เพื่อให้เรามั่นใจว่าจะสามารถจัดการแข่งขันทุกชนิดกีฬาได้โดยไม่มีอุปสรรค์ปัญหา และผลกระทบต่างๆที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

    ส่วนดราม่าเดือดซีเกมส์ในช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมาถูกวิพากษ์วิจารณ์ ในหลายภาคส่วนที่เกี่ยวข้องกับการจัดงานซีเกมส์ครั้งนี้ว่าเหมือนเป็นการทำงานแบบไฟลนก้นนั้น นายอรรถกร ยอมรับว่าไฟล้นก้นกันจริง เพราะเนื่องจากตนเองมารับงานต่อกลางทาง ซึ่งตนคิดว่ามีหลายสิ่งหลายอย่างทั้งเรื่องความเหมาะสมตั้งงบประมาณ ที่ประเทศอื่นๆที่เป็นเจ้าภาพซีเกมส์เขาลงทุนในจำนวนที่มากกว่าเรา แต่อย่างไรก็ตามเมื่อตนเองได้มาอยู่ตรงนี้แล้วงบประมาณที่เคยอนุมัติไว้จำนวน 2,055 ล้านบาท เรามีเท่านี้ก็ต้องคิดบริหารว่าเราจะใช้เงินจำนวนนี้ไปในทุกมิติและครอบคุมที่สุด ส่วนเรื่องดราม่าต่างๆตนเองยอมรับว่าเยอะมากเพราะตนเองนั้นมาจากพรรคกล้าธรรม โดยมีประธานที่ปรึกษาพรรค กล้าธรรม เป็น ร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งก็โดนประเด็นดราม่าอยู่ตลอด และสิ่งที่ตนได้มีการพูดคุยกับร้อยเอกธรรมนัสอยู่ตลอดคือเราต้องการทำงาน เพื่อพิสูจน์ตัวเราด้วยการทำงานส่วนใครจะว่าหรือติชมอย่างไรเราก็น้อมรับเพื่อนำมาปรับปรุงแก้ไขต่อไป ส่วนกรณีเรื่องความล่าช้าในการทำงานต่างๆของทีมผุ้จัดซีเกมส์ครั้งนี้ยืนยันว่าทันตามกำหนดการแน่นอน  

    นอกจากนี้ นายอรรถกร กล่าวถึงเรื่องการดูแล ผู้เข้าแข่งขันกีฬาซีเกมส์ ชาวกัมพูชาว่า ตนเองมองทุกอย่างเป็นภาพรวมเป็นมาตราฐานเดียวกันมีนักกีฬาที่เข้าร่วมกว่า 8-9 พันชีวิตที่เข้ามาร่วมมหกรรมซีเกมส์ครั้งที่ 33 ใน 3 จังหวัดที่จัดการแข่งขัน แต่เนื่องจากมีการเพิ่มชนิดกีฬาการแข่งขัน รวมถึงแต่ละประเทศก็มีการปรับเปลี่ยนรายชื่อเข้าร่วมซึ่งตอนนี้จากที่ทราบไม่ต่ำว่า 12,000คน เรามองทุกคนเท่าเทียมกันตนเองมองนักกีฬาทุกชาติเป็นแขกของบ้านเราเป็นผู้มาเยือน เขาเก็บตัวซ้อมมาอย่างยาวนาน เราต้องทำให้เขามีความมั่นใจว่าเมื่อเขามาในฐานะนักกีฬาไม่ว่าจะลงแข่งในบ้านหรือยอกบ้านก็ย้อมคาดหวังผลลัพธ์ที่ดี ทั้งเหรียญรางวัลและชัยชนะ เพราะฉะนั้น เราจะทำอย่างไรที่เราจะดูและนักกีฬาและทีมงานของต่างชาติรู้สึกว่าเขามาแข่งกีฬาที่ประเทศไทยแล้วรู้สึกปลอดภัย ได้รับความสะดวกสบาย ตามมาตรฐานสากล ซึ่งเป็นสิ่งที่เราคาดหวังไว้

     อย่างไรก็ตามในช่วงที่ผ่านมาประเทศเพื่อนบ้านเรามีการลดจำนวนรายชื่อผู้เข้าแข่งขันในหลายรายการกีฬาจนกระทบต่อตารางการแข่งขันกีฬาและแผนการอำนวยความสะดวก ซึ่งเรื่องนี้เราได้ทำงานร่วมกับ รองผู้ว่าการการกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.)ที่เป็นผู้กำกับดูแลเรื่องนี้ให้ทำทุกอย่างออกมาให้ดีที่สุด บางชิดกีฬาหากมีจำนวนผู้เข้าแข่งขันไม่เพียงพอก็ไม่สามารถจัดการแข่งขันได้ เพราะฉะนั้นเราจะทำอย่างไรหากเขาสูญเสียโอกาสในการแข่งขัน ตนเองก็มองว่าไม่แฟร์ดังนั้นจะเกิดอะไรขึ้นต่อจากนี้ไม่รู้แต่ฐานะผู้จัดเราก็ต้องเดินหน้าต่อ ส่วนสมาคม หรือสหภาพต่างๆจะมีการหยิบเรื่องนี้ขึ้นมาทบทวนหรือไม่

    ส่วนดราม่าเรื่องผู้ออกแบบพิธีเปิด-ปิดซีเกมส์ที่กล่าวว่าถูกเปลี่ยนทีมกะทันหัน  ทำฟรี 7 เดือน หลังเปลี่ยนรัฐบาลใหม่นั้น นายอรรถกร กล่าวว่า  ขอบคุณรายการ PostTalk ที่ให้ตนเองได้มีโอกาสชี้แจงประเด็นดังกล่าว เนื่องจากเรื่องพึ่งเกิดสดๆร้อนๆ ตนเองถูกกล่าวหาโดยไม่มีโอกาสชี้แจงกรณีดราม่าดังกล่าว และไม่ได้รู้จักกับบริษัทดังกล่าว แต่คิดว่าเป็นบุคคลที่ทำงานอยู่ในแวดวงนี้มาอย่างยาวนาน และไม่รู้ว่าบุคคลดังกล่าวเคยได้รับงานของรัฐหรือไม่ เพราะจากที่ตนเองได้อ่านบทความของบุคคลดังกล่าวที่โพสต์

    “ผมเห็นใจนะครับแต่ผมเรียนว่า การที่เขาทำงานมา 7 เดือนผมไม่รู้ว่าเขาเอาหลักเกณฑ์อะไรมาทำงาน เขาลงทุนอะไรไปผมไม่ทราบจริงๆ ในเนื้องานเห็นถึงความตั้งใจ แต่ผมเขารับตำแหน่งในวันที่ 1 ตุลาคมที่ผ่านมา ณ วันที่ 1 ตุลาคม ผมลาไล่ดูว่าภารกิจสำคัญของผมคือการเป็นเจ้าภาพจัดซีเกมส์ ณ วันนั้น รัฐบาลยังไม่ได้อนุมัติเงิน ก้อนสุดท้ายประมาณ 450 ล้านบาทจากทั้งหมด 2,055ล้านบาท และค่าเปิดพิธีเปิด-พิธปิด และเอเชียนพาราเกมส์ ก็อยู่ในงบประมาณที่รัฐบาลพึ่งจะอนุมัติมาเมื่อประมาณกลางเดือนตุลาคมที่ผ่านมา ดังนั้นจึงเป็นไปไม่ได้เลยว่าจะไปมีการเซ็นสัญญา หรือว่าจ้างก่อนระยะเวลาที่ผมเสนอขอไป ดังนั้นเลยอยากสอบถามว่า คุณพี่คนนั้นเขาไปคุย เขาไปคุยกับใคร” นายอรรถกร กล่าว  

    เพราะตนก็ได้รับความเสียหายถูกกล่าวหาว่าตนจะเอาเงินถอนจากค่าพิธีเปิด ซึ่งยืนยันว่าไม่มีเพราะไม่เคยมีเรื่องของการเซ็นสัญญามาก่อน ทั้งนี้เรามีเวลาไม่เยอะในการจัดซีเกมส์2025พิธีเปิด-พิธีปิดถือเป็นหน้าเป็นตาของชาวไทยตลอดจนแฟนกีฬาต่างๆที่เขาอยากจะมีส่วนร่วม อยากที่จะเห็นภายในระยะเวลาที่เหลืออยู่น้อยนิดทำให้ได้และผลงานที่ผ่านมาของเราก็อยู่ในระดับที่รับความไว้วางใจได้จึงเป็นที่มาของเรื่องนี้ และต้องทำให้สมศักดิ์ศรี และตนก็รู้สึกแปลกใจที่บุคคลนั้นทำงานโดยไม่มีสัญญา แล้วกลายเป็นตนและรัฐบาล ถูกวิจารณ์อย่างหนักตนก็มองว่าไม่แฟร์กับคนทำงาน 

    ส่วนเรื่องดราม่าเบี้ยเลี้ยงสมาคมนักกีฬานั้น ร้อยเอกธรรมนัส รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะที่เป็นผู้กำกับดูแล 4 กระทรวง ก็ได้นัดให้ตนได้ประชุมกับผู้บริหารการกีฬาแห่งประเทศไทย และสมาคมกีฬาต่างๆโดยนำประเด็นนี้และได้มอบนโยบายเพื่อเร่งแก้ไขเรื่องนี้โดยเร็วที่สุด สาเหตุเกิดจากปลายปีงบประมาณ 2568 ที่ผ่านมาเข้าใจว่ากระบวนการทำงานมีการเหลื่อมปีงบประมาณ และมีการปรับเปลี่ยนรัฐมนตรีประจำกระทรวงจึงทำให้กระบวนการต่างๆล่าช้าแต่ผู้บริหารได้ชี้แจงต่อสมาคมต่างๆไปแล้วแต่ตนในฐานะที่นั้งตำแหน่ง รัฐมนตรีประจำกระทรวงต้องขอกล่าวขออภัยบุคคลที่ได้รับผลกระทบด้วยที่เกิดความล่าช้าแต่ยืนยันว่าทุกคนจะได้เบี้ยเลี้ยงแน่นอนในเร็วๆนี้ 

    อย่างไรก็ตาม นายอรรถกร กล่าวว่า ในส่วนของพิธีเปิดซีเกมส์นั้นก่อนหน้านี้ประเทศเพื่อนบ้านเราจัดเต็ม ตนเองก็ยืนยันว่าเราก็จัดเต็มเช่นกันแต่จัดเต็มในเงื่อนไขงบประมาณจะทำอย่างไรให้เกิดความประทบใจกับทุกคนและสร้างความประทับใจให้กับทุกคนที่รับชม และเท่าที่ตนเองได้ไปสืบข้อมูลพิธีเปิดมาก็ทราบว่าเป็นอะไรที่แปลกใหม่และเชื่อว่าจะสามารถสร้างความประทับใจให้กับทุกคนได้ 

    ทั้งนี้ซีเกมส์ ครั้งที่ 33 ถือเป็นหนึ่งในวาระของชาติแต่เรื่องการประชาสัมพันธ์ซีเกมส์ในช่วงที่ผ่านมากลับดูไม่มีการตอบสนองตามที่ตั้งเป้าไว้นั้น ซึ่งนายอรรถกร ก็ยอมรับว่า ส่วนตัวก็รู้สึกว่ากระแสซีเกมส์ครั้งนี้เงียบจริงๆก่อนหน้านี้แต่หลังจากช่วง 1 เดือนที่ผ่าสนมาในจังหวัดที่เป็นเจ้าภาพก็มีการทำป้ายประชาสัมพันธ์และใช้อินฟลูเอนเซอร์มาช่วยโปรโมท แต่อาจมีบางจังหวัดที่ยังมีการประชาสัมพันธ์ที่อาจเข้าไม่ถึงซึ่งเราหลังว่า จังหวัดรอบๆจังหวัดที่เป็นเจ้าภาพรับรู้ได้มากสุด และวันนี้ถือว่าดีขึ้นพอสมควร 

    สุดท้ายนี้ นายอรรถกร กล่าวว่า ซีเกมส์ครั้งนี้ถือว่าเป็นครั้งแรกในรอบ 18 ปี ทั้ง กีฬาเซียพเกมส์ และ กีฬาแหลมทอง ต่างเกิดขึ้นที่ประเทศไทย วันนี้เรากลับมาเป็นเจ้าภาพอีกครั้ง เพราะฉะนั้น ประเด็นการเมือง หรือประเด็นความขัดแย้งระหว่างประเทศก็อีกเรื่องหนึ่ง  ณ วันนี้เป็นเรื่องของกีฬา กีฬาคือสมัครสมานสามัคคี รวมคนในชาติเข้าด้วยกัน กีฬาเป็นการแสดงสปีริต ของนักกีฬา เพราะนั้นในฐานะเจ้าภาพจึงอยากชวนคนไทยทุกคนร่วมเป็นเจ้าภาพที่ดี ซึ่งตนเชื่อมั่นในความตั้งใจที่ดีของทุกภาคส่วน ทั้งรัฐบาลที่แล้วและรัฐบาลนี้ รวมถึงผู้รับผิดชอบในมิติต่างๆเชื่อเป็นอย่างยิ่งว่าเราจะได้ผลตอบรับที่ดี หากถามว่าปัญหามีหรือไม่ คำตอบคือมี  แต่ปัญหามีไว้แก้ หากไม่แก้ปัญหาก็จะรุกราม ตนเองคิดว่าในช่วงตลอด 2เดือนที่ผ่านมา ตนเองก็ได้แก้ไขปัญหา ซีเกมส์ ไปพอสมควร และเชื่อมั่นในผู้บริหารการท่องเที่ยวและกีฬาจนถึงรัฐบาลจนทำให้เราสามารถบรรลุวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้คือการจัดซีเกมส์ได้อย่างมีมาตรฐานและเป็นเจ้าภาพที่ดี และหวังว่าจะได้รับความร่วมมือจากชาวไทยและสื่อมวลชนด้วยเช่นกัน 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/politics/734602&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2DyLGMB6fpR7RIpsIZ83-O

  • ผู้ว่าฯหนองบัวลำภูผนึกกำลัง นายก อบจ. แถลงเปิดปฏิทินท่องเที่ยวและกีฬายิ่งใหญ่ตลอดปี

    ผู้ว่าฯหนองบัวลำภูผนึกกำลัง นายก อบจ. แถลงเปิดปฏิทินท่องเที่ยวและกีฬายิ่งใหญ่ตลอดปี

    ภูมิภาค

    ผู้ว่าฯหนองบัวลำภูผนึกกำลัง นายก อบจ. แถลงเปิดปฏิทินท่องเที่ยวและกีฬายิ่งใหญ่ตลอดปี

    วันเสาร์ ที่ 06 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 12.01 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    เมื่อวันที่ 6 ธันวาคม 2568 ณ แหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศภูพานน้อย ตำบลหนองบัว อำเภอเมือง จังหวัดหนองบัวลำภู นายสุรศักดิ์ อักษรกุล ผู้ว่าราชการจังหวัดหนองบัวลำภู เป็นประธานแถลงข่าวเปิดฤดูกาลท่องเที่ยวและมหกรรมกีฬาจังหวัดหนองบัวลำภู และเป็นประธานในพิธีเปิดกิจกรรม “ภูพานน้อย มิวสิค เฟสติวัล 2568 (PhuPhanNoi Music Festival 2025) ครั้งที่ 1” โดยมี นางศรัณยา สุวรรณพรหม นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดหนองบัวลำภู หัวหน้าส่วนราชการ และภาคเอกชน ร่วมแถลงข่าว ท่ามกลางสื่อมวลชนและนักท่องเที่ยวจำนวนมาก

    โดยนายสุรศักดิ์ อักษรกุล ผู้ว่าราชการจังหวัดหนองบัวลำภู กล่าวว่า จังหวัดหนองบัวลำภูมีความพร้อมเต็มที่ในการต้อนรับนักท่องเที่ยว โดยได้วางแผน “ปฏิทินการท่องเที่ยวและมหกรรมกีฬา” ยาวต่อเนื่องข้ามปี (ธันวาคม 2568 – ธันวาคม 2569) เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวและส่งเสริมให้จังหวัดเป็นเมืองแห่งกีฬา (Sports City) ควบคู่กับการท่องเที่ยววิถีชุมชน โดยกิจกรรมเด่นที่จะเกิดขึ้นมีทั้งงานประเพณีวัฒนธรรมและกีฬาระดับประเทศ อาทิ งานสักการะสมเด็จพระนเรศวรมหาราช, การแข่งขันฟุตบอลเยาวชน, ประเพณีบุญบั้งไฟ, เทศกาลสงกรานต์ขึ้นเขาไหว้พระ และงานเทศกาลหอยหินกินลำไย ไหว้หลวงปู่ขาว เป็นต้น ซึ่งจะช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากและสร้างรายได้ให้กับพี่น้องประชาชนอย่างยั่งยืน

    ทางด้านนางศรัณยา สุวรรณพรหม นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดหนองบัวลำภู เปิดเผยถึงไฮไลท์สำคัญในค่ำคืนนี้ว่า งาน “PhuPhanNoi Music Festival 2025 ครั้งที่ 1” จัดขึ้นภายใต้คอนเซปต์ “เทศกาลดนตรีบนภูเขาบรรยากาศสุดชิล” เพื่อมอบความสุขเป็นของขวัญปีใหม่ให้กับนักท่องเที่ยว โดยกำหนดจัดงานยาวต่อเนื่องตลอดเดือนธันวาคม 2568 ซึ่งเป็นช่วง High Season โดยเริ่มเปิดเวทีคืนแรก ในค่ำคืนวันพ่อแห่งชาตินี้ทันที ภายในงานนอกจากจะมีการเนรมิตพื้นที่จุดถ่ายรูปเช็คอินวิวเมืองหนองบัวลำภูยามค่ำคืนที่สวยงามดั่ง “ดาวบนดิน” แล้ว ยังมีโซนจำหน่ายอาหารและสินค้าชุมชน เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก

    สำหรับ ที่จะหมุนเวียนมาสร้างสีสันและความสุข ทุกวันศุกร์ เสาร์ และอาทิตย์ ตลอดเดือนธันวาคม มีดังนี้: สัปดาห์เปิดงาน  5 ธ.ค.  จิ๋ว สกุณชัย 6 ธ.ค. สนุกสุดมันส์กับวง T-REX 7 ธ.ค.ฟังสบายๆ กับ หนุ่ม มีซอ 12 ธ.ค.วงสวัสดี 13 ธ.ค.ก้อย ชาลินี 14 ธ.ค. ฟุตบาททรีโอ 19 ธ.ค. ตำนานเพลงเพื่อชีวิต หงา คาราวาน 20 ธ.ค. แจ๋ม พลอยไพลิน 21 ธ.ค. ศาน สานศิลป์ 26 ธ.ค.วง เดอะเพอะ 27 ธ.ค.แนท ศิริพงษ์ (The Voice) 28 ธ.ค.: ดุ่ย เชียงรัมย์

    จังหวัดหนองบัวลำภู ขอเชิญชวนนักท่องเที่ยวและประชาชนทั่วไป ร่วมสัมผัสลมหนาว ชมวิวเมือง เคล้าเสียงดนตรี และอุดหนุนสินค้าชุมชนได้ที่งาน “ภูพานน้อย มิวสิค เฟสติวัล 2568” ณ แหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศภูพานน้อย ได้ฟรี ตลอดเดือนธันวาคมนี้.
     

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/region/457552&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2SG2JGQ5Q2oxYONNKyvW-H

  • ตำรวจท่องเที่ยวเข้ม! สกัดจับกระบะขน 5 ชาวจีน ลอบเข้าเมืองคาแยกไฟแดง

    ตำรวจท่องเที่ยวเข้ม! สกัดจับกระบะขน 5 ชาวจีน ลอบเข้าเมืองคาแยกไฟแดง

    วันเสาร์ ที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 13.12 น.

    ตำรวจท่องเที่ยวเข้ม! สกัดจับรถกระบะขน 5 ชาวจีนเข้าเมืองผิดกฎหมาย คาแยกไฟแดงแม่ข้าวต้ม จ.เชียงราย

    วันที่ 6 ธันวาคม 2568 เจ้าหน้าที่ตำรวจท่องเที่ยว กก.2 บก.ทท.2 (ชุดสืบสวน) ได้นำกำลังเข้าจับกุมผู้ต้องหาในคดีลักลอบนำพาคนต่างด้าวหลบหนีเข้าเมือง โดยก่อนเกิดเหตุ พ.ต.อ.พิษณุ เตรียมดี ผกก.2 บก.ทท.2 และ พ.ต.ท.อวิรุทธ์ สุขแย้ม สว.กก.2 บก.ทท.2 ได้รับรายงานว่ามีกลุ่มขบวนการลักลอบรับจ้างขนคนต่างด้าวจะเคลื่อนผ่านพื้นที่ จึงได้ร่วมกับ พ.ต.ท.อิสระ บุญลำ สว.ส.ทท.2 กก.2 บก.ทท.2 และกำลังตำรวจท่องเที่ยวเชียงราย ลงพื้นที่สืบสวนติดตามเฝ้าระวัง

    ต่อมา เจ้าหน้าที่ตรวจพบรถยนต์ต้องสงสัย เป็นรถกระบะอีซูซุสีขาวแบบแค๊ป ขับผ่านบริเวณแยกไฟแดงบ้านใหม่บัวแดง ตำบลแม่ข้าวต้ม อำเภอเมืองเชียงราย มุ่งหน้าอำเภอเชียงแสน เจ้าหน้าที่จึงได้เรียกตรวจ จากการตรวจสอบพบคนขับเป็นชายไทยชื่อ นายยุทธนา อายุ 38 ปี ชาวอำเภอเชียงของ จังหวัดเชียงราย ภายในรถพบชายชาวจีน 5 คน อายุระหว่าง 20–40 ปี เมื่อตรวจสอบเอกสารเข้าเมืองพบว่า ชาวจีน 2 คนไม่มีหนังสือเดินทาง ส่วนอีก 3 คนแม้มีหนังสือเดินทางแต่กลับไม่มีการตรวจลงตราเข้าประเทศ เจ้าหน้าที่จึงได้ควบคุมตัวไว้ทั้งหมด

    จากการสอบสวนผ่านล่าม ชาวจีนทั้งหมดให้การว่า ทำงานอยู่ใน สปป.ลาว และช่วงนี้ว่างงานจึงเดินทางเข้าเมืองเชียงรายเพื่อท่องเที่ยว ก่อนจะกลับไปยังลาวโดยใช้ช่องทางธรรมชาติ ด้าน นายยุทธนา คนขับรถชาวไทย ให้การว่า ได้รับการว่าจ้างให้มารับชาวจีนทั้ง 5 คนจากเขตตัวเมืองเชียงรายไปส่งบริเวณริมแม่น้ำโขงอำเภอเชียงแสน โดยจะได้รับค่าจ้างคนละ 500 บาท

    เจ้าหน้าที่จึงบันทึกจับกุมและนำตัวชายชาวไทย 1 คน และชาวจีน 5 คน พร้อมของกลางรถยนต์กระบะอีซูซุสีขาว และโทรศัพท์มือถือ 6 เครื่อง ส่งพนักงานสอบสวน สภ.บ้านดู่ ดำเนินคดีตามกฎหมาย โดยแจ้งข้อหาชาวจีนในข้อหา หลบหนีเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย ส่วนชายชาวไทยถูกแจ้งข้อหา นำพาคนต่างด้าวหลบหนีเข้าเมือง

    /////////-026

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/local/932852&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3Cj028m5sQmYA-8EcHXEp5

  • อุทยานแห่งชาติทับลาน เตือน! ระวัง “เสือโคร่ง” หลังโผล่ทางขึ้นเขาสลัดได

    อุทยานแห่งชาติทับลาน เตือน! ระวัง “เสือโคร่ง” หลังโผล่ทางขึ้นเขาสลัดได

    แพทตี้ อีจัน เผยแพร่เมื่อ : 6 ธ.ค. 2568, 13:09 1

    อุทยานแห่งชาติทับลาน เตือนระวัง “เสือโคร่ง”  

    วันนี้ (6 ธ.ค.68) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากเมื่อวานมีนักท่องเที่ยวพบเสือโคร่งตัวใหญ่ตัวหนึ่งเดินเล่นอยู่บนถนน บริเวณถนนทางขึ้นเขาสลัดได บ้านพุทธชาติ ตำบลไทยสามัคคี อำเภอวังน้ำเขียว จังหวันครราชสีมา 

    อุทยานแห่งชาติทับลานได้ออกแจ้งเตือนนักท่องเที่ยว และชาวบ้านบ้านพุทธชาติ โปรดใช้ความระมัดระวังสัตว์ป่าในช่วงนี้ โดยเฉพาะในห้วงเวลาค่ำคืน และนักท่องเที่ยวที่จะเดินทางขึ้นไปท่องเที่ยวบนผารักษ์สลัดได ซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวชื่อดังของอำเภอวังน้ำเขียว ควรแจ้งเจ้าหน้าที่ให้ทราบก่อน เพื่อเจ้าหน้าที่จะได้เฝ้าดูแลความปลอดภัย 

    ซึ่งขณะนี้ อุทยานแห่งชาติทับลานได้จัดกำลังเจ้าหน้าที่ออกลาดตระเวน และเฝ้าระวังบริเวณพื้นที่บ้านพุทธชาติ และพื้นที่ใกล้เคียง เพื่อติดตามเฝ้าดูพฤติกรรมของเสือโคร่งตัวดังกล่าว  

    ทั้งนี้ คาดว่าเสือโคร่งตัวดังกล่าว น่าจะออกมาจากเขตป่าเพื่อหาอาหาร เนื่องจากพื้นที่เขาสลัดไดอยู่ติดกับเขตป่าอุทยานแห่งชาติทับลาน โดยได้ประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเฝ้าระวังอย่างเข้มงวด พร้อมย้ำเตือนนักท่องเที่ยวไม่ควรขึ้นไปบนผารักษ์สลัดไดในเวลาใกล้ค่ำ และเช้ามืด เพื่อความปลอดภัย  

    ระวังกันด้วยนะคะทุกคน ‘อีจัน’ เป็นห่วง 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ejan.co/news/20tbtn8ahmzr&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2yGMbmrml0qDkoihNqv3sI

  • เปิดเส้นทาง ‘แทรมเชียงใหม่’ ขยายรูทถึง 7 แหล่งท่องเที่ยว

    เปิดเส้นทาง ‘แทรมเชียงใหม่’ ขยายรูทถึง 7 แหล่งท่องเที่ยว

    เศรษฐกิจ

    06 ธ.ค. 2025 เวลา 6:50 น.

    เปิดเส้นทาง 'แทรมเชียงใหม่' ขยายรูทถึง 7 แหล่งท่องเที่ยว

    รฟม. เดินหน้าการลงทุนรถไฟฟ้าในภูมิภาคต่างๆ โดยเฉพาะหัวเมืองการท่องเที่ยว ล่าสุด 15 – 16 ส.ค.นี้ เตรียมจัดรับฟังความคิดเห็นเพื่อขยายเส้นทางรถไฟฟ้ารางเบา (แทรม) เชียงใหม่ สายสีแดง

    • รฟม. เดินหน้าการลงทุนรถไฟฟ้าในภูมิภาคต่างๆ โดยเฉพาะหัวเมืองการท่องเที่ยว ล่าสุด 15 – 16 ส.ค.นี้ เตรียมจัดรับฟังความคิดเห็นเพื่อขยายเส้นทางรถไฟฟ้ารางเบา (แทรม) เชียงใหม่ สายสีแดง
    • เจาะเส้นทางส่วนต่อขยายมีระยะทางประมาณ 5 กิโลเมตร ช่วงแยกแม่เหียะสมานสามัคคี – อุทยานหลวงราชพฤกษ์ ขยายเส้นทางให้สามารถเดินทางเชื่อมต่อไปยัง 7 แหล่งท่องเที่ยวสำคัญของจังหวัดเชียงใหม่

    การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) กำลังเดินทางโครงการลงทุนรถไฟฟ้าในภูมิภาคต่างๆ โดยเฉพาะหัวเมืองการท่องเที่ยว ซึ่งในเดือน พ.ย.ที่ผ่านมา ได้เปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นโครงการระบบขนส่งมวลชนจังหวัดนครราชสีมา สายสีส้ม ช่วงโรงพยาบาลเทพรัตน์ – สถานีร่วมจอหอ ซึ่งนับเป็นโครงการรถไฟฟ้าในภูมิภาคแห่งแรกที่มีความหวังและจะเริ่มก่อสร้าง

    ขณะเดียวกัน ในวันที่ 15 – 16 ส.ค.นี้ รฟม.มีกำหนดจัดประชุมรับฟังความคิดเห็นของประชาชน ครั้งที่ 1 (การปฐมนิเทศโครงการ) งานศึกษารายละเอียดความเหมาะสม และออกแบบ โครงการระบบขนส่งมวลชนจังหวัดเชียงใหม่ สายสีแดง ช่วงแยกแม่เหียะสมานสามัคคี – อุทยานหลวงราชพฤกษ์ ซึ่งเป็นช่วงส่วนต่อขยายจากโครงการระบบขนส่งมวลชนจังหวัดเชียงใหม่ สายสีแดง ช่วงโรงพยาบาลนครพิงค์ – แยกแม่เหียะสมานสามัคคี

    เปิดเส้นทาง 'แทรมเชียงใหม่' ขยายรูทถึง 7 แหล่งท่องเที่ยว

    ทั้งนี้ นับเป็นการเดินหน้าขับเคลื่อนโครงการรถไฟฟ้าภูมิภาคแห่งที่ 2 ของ รฟม. ซึ่งสะท้อนได้ว่าขณะนี้ รฟม.กำลังวางแผนการลงทุนพัฒนาโครงข่ายระบบรางนอกเหนือจากพื้นที่ในกรุงเทพฯ นำมาสู่การพัฒนาเมืองและระบบขนส่งมวลชนที่จะรองรับการเติบโตของจังหวัดต่างๆ ในภูมิภาค

    สำหรับโครงการรถไฟฟ้าสายสีแดง ช่วงโรงพยาบาลนครพิงค์ – แยกแม่เหียะสมานสามัคคี มีระยะทาง 15.8 กิโลเมตร เป็นทางวิ่งระดับดินประมาณ 9.3 กิโลเมตร และทางวิ่งใต้ดินประมาณ 6.5 กิโลเมตร โดยมีจำนวนสถานี​​ 16 สถานี แบ่งเป็น สถานีบนดิน 9 สถานี และสถานีใต้ดิน 7 สถานี

    เปิดเส้นทาง 'แทรมเชียงใหม่' ขยายรูทถึง 7 แหล่งท่องเที่ยว

    แนวเส้นทางของโครงการเริ่มต้นบริเวณโรงพยาบาลนครพิงค์ เป็นโครงสร้างทางวิ่งระดับดิน วิ่งไปตามแนวถนนโชตนา (ทางหลวงหมายเลข 107) จนถึงบริเวณแยกศาลเชียงใหม่ แล้วเลี้ยวขวาวิ่งตามแนวถนนสมโภชเชียงใหม่ 700 ปี ไปจนถึงแยกสนามกีฬาสมโภชเชียงใหม่ 700 ปี ข้ามคลองชลประทานแล้วเลี้ยวซ้ายไปตามถนนคันคลองชลประทาน ไปจนถึงบริเวณสี่แยกหนองฮ่อ

    แล้วจึงเลี้ยวซ้ายขนานไปกับถนนหนองฮ่อ (ทางหลวงหมายเลข 1366) จนถึงแยกกองกำลังผาเมือง ซึ่งจุดนี้ทางวิ่งจะเปลี่ยนเป็นทางวิ่งใต้ดิน จากนั้นเลี้ยวขวาไปตามแนวถนนโชตนาอีกครั้ง ลอดผ่านทางลอดที่แยกข่วงสิงห์ ไปตามแนวถนนช้างเผือก ผ่านมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ ไปจนถึงถนนมณีนพรัตน์ (ถนนเลียบคูเมืองด้านนอกฝั่งทิศเหนือ)

    หลังจากนั้นเลี้ยวขวาไปจนถึงแจ่งหัวลิน จากนั้นเลี้ยวซ้ายไปตามแนวถนนบุญเรืองฤทธิ์ ผ่านโรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่ จนถึงแจ่งกู่เฮือง ไปตามถนนมหิดล (ทางหลวงหมายเลข 1141) ไปจนถึงแยกท่าอากาศยานนานาชาติเชียงใหม่ วิ่งตรงไปยังแนวคลองระบายน้ำด้านข้างท่าอากาศยานเชียงใหม่ แล้วเปลี่ยนเป็นทางวิ่งระดับพื้นดิน แล้ววิ่งออกไปที่ถนนเชียงใหม่ – หางดง (ทางหลวงหมายเลข 108) ไปสิ้นสุดบริเวณแยกแม่เหียะสมานสามัคคี

    เปิดเส้นทาง 'แทรมเชียงใหม่' ขยายรูทถึง 7 แหล่งท่องเที่ยว

    ขณะที่ช่วงส่วนต่อขยายสายสีแดง ช่วงแยกแม่เหียะสมานสามัคคี – อุทยานหลวงราชพฤกษ์ ที่ รฟม.กำลังจะเปิดรับฟังความคิดเห็นนั้น มีระยะทางประมาณ 5 กิโลเมตร สถานีเพิ่มขึ้น 3 สถานี ซึ่งจะเชื่อมต่อเข้าไปยังแหล่งท่องเที่ยวสำคัญของจังหวัดเชียงใหม่ โดยเฉพาะ 7 แหล่งท่องเที่ยว คือ ศูนย์ประชุมและแสดงสินค้านานาชาติเชียงใหม่ น้ำตกห้วยแก้ว สวนสัตว์เชียงใหม่ เวียงกุมกาม วัดพระธาตุดอยคำ อุทยานหลวงราชพฤกษ์ และเชียงใหม่ไนท์ซาฟารี

    รายงานข่าวจาก รฟม. ระบุว่า ขณะนี้ รฟม.อยู่ในขั้นตอนเตรียมรับฟังความคิดเห็นเกี่ยวกับช่วงส่วนต่อขยายรถไฟฟ้าสายสีแดง จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งหากประชาชนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเห็นด้วยกับแนวเส้นทางและการลงทุน รฟม.ก็มีเป้าหมายที่จะขับเคลื่อนโครงการไปพร้อมกับเส้นทางสายหลัก ช่วงโรงพยาบาลนครพิงค์ – แยกแม่เหียะสมานสามัคคี ทำให้รถไฟฟ้าสายนี้จะมีระยะทางรวมถึง 20.8 กิโลเมตร ครอบคลุมและเข้าถึงพื้นที่สำคัญของจังหวัดเชียงใหม่ เอื้อต่อการเดินทาง และสนับสนุนให้เชียงใหม่เป็นเมืองสมาร์ทซิตี้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/business/economic/1210751&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0Jv-13mIpRqrcjyQYIab3U

  • เทรนด์ท่องเที่ยว 2568 ชี้คนไทยแห่เที่ยวเมืองรองจีน ‘ฉงชิ่ง’ พุ่งแรงสุด เซี่ยงไฮ้-โตเกียว ยังครองปลายทางยอดฮิต

    เทรนด์ท่องเที่ยว 2568 ชี้คนไทยแห่เที่ยวเมืองรองจีน ‘ฉงชิ่ง’ พุ่งแรงสุด เซี่ยงไฮ้-โตเกียว ยังครองปลายทางยอดฮิต

    Trip.com Group เผย คนไทยแห่เที่ยว ‘เมืองรองจีน’ เพิ่มขึ้นพุ่ง 828% โดยฉงชิ่งขึ้นแท่นจุดหมายมาแรงสุด ปี 2568 เซี่ยงไฮ้-ฮ่องกง-โตเกียว ยังติดลมบน ปลายทางยอดฮิต

    Trip.com Group เปิดเผยข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับพฤติกรรมการท่องเที่ยวของนักท่องเที่ยวในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยข้อมูลชี้ให้เห็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของนักท่องเที่ยวไทย ที่หันมาสนใจท่องเที่ยวไปยังเมืองรองของจีนมากขึ้น พร้อมปรับสไตล์การท่องเที่ยวจากการท่องเที่ยวแบบเข้าชมสถานที่ ไปเป็นการท่องเที่ยวเชิงประสบการณ์แทน

    จากข้อมูลของ Trip.Best ในปี 2568 พบว่า ‘ฉงชิ่ง’ กลายเป็นจุดหมายปลายทางที่เติบโตเร็วที่สุดในหมู่นักท่องเที่ยวไทย โดยยอดการเข้าชมบน Trip.Best เพิ่มขึ้นถึง 395% เมื่อเทียบกับปีก่อน และยอดจองพุ่งสูงถึง 828%

    เมืองบนภูเขาแห่งนี้ขึ้นชื่อเรื่องอาหารรสจัดคล้ายอาหารไทย พร้อมสถานที่ท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมที่เป็นเอกลักษณ์ จึงกลายเป็นปลายทางยอดนิยมของนักท่องเที่ยวไทยที่กำลังมองหาประสบการณ์อย่างแท้จริง นอกเหนือจากจุดหมายปลายทางแบบดั้งเดิม

    สรุปเทรนด์นักท่องเที่ยวไทยปี 2568

    เอ็ดมันด์ ออง ผู้อำนวยการอาวุโสประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และผู้จัดการทั่วไป Trip.com ประเทศสิงคโปร์ กล่าวว่า “นักท่องเที่ยวไทยกำลังให้คำนิยามใหม่สำหรับการท่องเที่ยวในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จากการเที่ยวชมสถานที่แบบเดิม ๆ มาสู่การดื่มด่ำและมีส่วนร่วมกับวัฒนธรรมมากขึ้น”

    “ข้อมูลจาก Trip.Best พบว่า ผู้ใช้งานชาวไทยใช้เวลาเฉลี่ย 6 วัน ในการค้นคว้าข้อมูลก่อนตัดสินใจจองการเดินทาง สะท้อนให้เห็นถึงความต้องการประสบการณ์ที่วางแผนมาอย่างดี เมื่อเทียบกับผู้ใช้งานจากประเทศอื่น ๆ” เอ็ดมันด์ กล่าว

    เซี่ยงไฮ้-ฮ่องกง-โตเกียว ยังติดลมบน ปลายทางยอดฮิตปี 2568

    • เสน่ห์ของจีนที่เข้มข้นขึ้น: เซี่ยงไฮ้ครองอันดับ 1 จุดหมายปลายทางของนักท่องเที่ยวไทย ด้วยการเติบโต 334% YoY ตามด้วยฮ่องกง (เติบโต 52%) โตเกียว (เติบโต 71%) และโอซาก้า (เติบโต 132%)
    • ประสบการณ์สำคัญกว่าการชมสถานที่: การค้นหา “กิจกรรม” เติบโต 808% YoY โดย “สถานที่หลบร้อน (Cool Escape Attractions)” พุ่งสูงถึง 1,941%
    • การท่องเที่ยวในประเทศเติบโตต่อเนื่อง: การท่องเที่ยวภายในประเทศของไทยเติบโต 25% YoY โดยมีกรุงเทพฯ เชียงใหม่ และภูเก็ต เป็นเมืองยอดนิยม

    อิทธิพลของ KOL มีผลต่อการตัดสินใจเที่ยวคนไทย

    สอดคล้องกับระบบนิเวศดิจิทัลของไทยที่ผู้บริโภคกว่า 95% ค้นหาผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ผ่านคำแนะนำของอินฟลูเอนเซอร์ โดยจากข้อมูล Trip.Best พบว่า

    • 47% ของผู้ใช้งานแบบครอบครัวเลือกติดตามอินฟลูเอนเซอร์ท่องเที่ยวที่แชร์ประสบการณ์จริง
    • 45% ของนักท่องเที่ยวที่สำรวจในปี 2568 ค้นหาไอเดียทริปล่าสุดจากโพสต์โซเชียลมีเดียของ KOL ไทย เพิ่มขึ้นจาก 28% ในปี 2567
    • ยอดสั่งซื้อโดยตรงผ่านรหัสโปรโมชั่นของ KOL เพิ่มขึ้นสูงถึง 120%

    ภาพ: Jackyenjoyphotography / Getty images

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/thai-travel-chongqing-surges-2025/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw13uHYf8UkAEpbkr0BXFGpe

  • รัฐบาลคาดหยุดยาววันพ่อเงินสะพัดกว่าหมื่นล้านบาท อากาศเย็นสบาย“เที่ยวดี มีคืน”

    รัฐบาลคาดหยุดยาววันพ่อเงินสะพัดกว่าหมื่นล้านบาท อากาศเย็นสบาย“เที่ยวดี มีคืน”

    รัฐบาลคาดหยุดยาววันพ่อ เงินสะพัดกว่า 10,000 ล้านบาท ชูอากาศเย็นสบายเที่ยวดี มีคืน เน้นเที่ยวเมืองรองหนุนการใช้จ่าย 

    วันที่ 5 ธันวาคม 2568 นางสาวอัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยการประเมินสถานการณ์ท่องเที่ยวช่วงวันหยุดยาววันพ่อแห่งชาติ (5–7 ธ.ค. 2568) โดยการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) คาดว่าจะมีผู้เยี่ยมเยือนชาวไทยราว 2.52 ล้านคน สร้างรายได้หมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจกว่า 10,320 ล้านบาท

    รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวต่อว่า สำหรับอัตราการเข้าพักเฉลี่ยคาดอยู่ที่ 68% โดยบรรยากาศการเดินทางมีความคึกคักอย่างเด่นชัดจากปัจจัยสภาพอากาศที่เย็นสบาย ประกอบกับมาตรการกระตุ้นของรัฐบาล เช่น “เที่ยวดี มีคืน” และ “คนละครึ่ง พลัส” ซึ่งภาคกลางยังคงเป็นจุดหมายปลายทางหลักที่มีผู้เยี่ยมเยือนสูงสุด แต่ในด้านรายได้ ภาคตะวันออก ขึ้นแท่นอันดับหนึ่ง สร้างรายได้ 2,720 ล้านบาท โดยเมืองยอดนิยม 5 อันดับแรก ได้แก่ กรุงเทพฯ ชลบุรี กาญจนบุรี เชียงใหม่ และนครราชสีมา ขณะที่เมืองน่าเที่ยวที่ได้รับความนิยมคือ สุพรรณบุรี อุดรธานี เชียงราย เลย และนครศรีธรรมราช

    รองโฆษกฯ ยอมรับว่าเหตุอุทกภัยในภาคใต้ช่วงปลายเดือนพฤศจิกายน โดยเฉพาะ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ยังคงส่งผลให้การท่องเที่ยวในบางพื้นที่ชะลอตัวลง

    ขณะที่นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้เชิญชวนประชาชนใช้โอกาสวันหยุดยาว 5–7 ธันวาคมนี้ ออกเดินทางท่องเที่ยว เมืองรอง กว่า 55 จังหวัด และใช้สิทธิ์มาตรการ “เที่ยวดี มีคืน” เพื่อลดหย่อนภาษีได้สูงสุดรวม 20,000 บาท (หากเที่ยวเมืองรองจะได้ลดหย่อน 1.5 เท่าของค่าใช้จ่ายจริง สูงสุด 30,000 บาท*) โดยค่าใช้จ่ายจะต้องเกิดขึ้นระหว่าง 29 ตุลาคม – 15 ธันวาคม 2568 และมีใบกำกับภาษีถูกต้องเท่านั้น ซึ่งมาตรการนี้มีเป้าหมายเพื่อกระจายรายได้สู่เศรษฐกิจฐานรากช่วงปลายปีอย่างมีนัยสำคัญ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2900062&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0MZKw2p14DG8zQrFDnwbuc

  • พังงา-ททท.นำคณะอินฟลูเอนเซอร์ชาวต่างชาติชื่อ

    พังงา-ททท.นำคณะอินฟลูเอนเซอร์ชาวต่างชาติชื่อ

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อช่วงวันหยุดที่ผ่านมา นายอุทิศ ลิ่มสกุล ผอ.การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย(ททท.) สำนักงานพังงา พร้อมคณะการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยภูมิภาคภาคใต้ ร่วมนำคณะอินฟลูเอนเซอร์ชาวต่างชาติสายกินเที่ยวชื่อดัง ลงพื้นที่สร้างคอนเทนต์ประชาสัมพันธ์สถานที่ท่องเที่ยวและอาหารพื้นถิ่นในพื้นที่อำเภอเกาะยาว จ.พังงา โดยมีนายสำเริง ราเขต นายกสมาคมการท่องเที่ยวโดยชุมชนจังหวัดพังงาร่วมต้อนรับ พร้อมจัดทริปท่องเที่ยว เริ่มจากเยี่ยมชมโฮมสเตย์ในสวนมะพร้าวน้ำหอม ทุ่งนาแปลงใหญ่บนเกาะยาวน้อย กินโรตีชาวเกาะ ร่วมทำผ้าบาติกกับชุมชนบ้านท่าเขา สร้างโพรงรังเทียมให้นกเงือก พร้อมชิมอาหารร้านซีฟู้ดในชุมชน ซึ่งสร้างความตื่นเต้นและประทับใจให้กับคณะเป็นอย่างยิ่ง

    นายอุทิศ ลิ่มสกุล กล่าวว่า ต้องขอขอบคุณการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย(ททท.)ภูมิภาคภาคใต้ที่นำคณะอินฟลูเอนเซอร์ชาวต่างชาติที่อยู่ในเมืองไทยที่มีชื่อเสียงและมีคนติดตามเป็นจำนวนมาก ลงพื้นที่มาสร้างคอนเท้นต์ประชาสัมพันธ์ส่งเสริมการท่องเที่ยวให้อำเภอเกาะยาว เพื่อสร้างการรับรู้ให้กับกลุ่มนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติที่อาศัยและทำงานในประเทศไทย สำหรับเสน่ห์ของเกาะยาว คือความเงียบสงบ ไม่พลุกพล่านเหมือนแหล่งท่องเที่ยวใหญ่ ๆ เหมาะกับผู้ที่อยากพักผ่อนแบบเรียบง่าย ใกล้ชิดชุมชน และเรียนรู้วิถีชีวิตแท้จริงของคนท้องถิ่น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.talknewsonline.com/7817/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0f6d9NtPom55JL2iSE8OOW

  • ท่องเที่ยวหน้าหนาว โอนเงินจองรีสอร์ต โรงแรม โฮมสเตย์ แนะวิธีเช็ก

    ท่องเที่ยวหน้าหนาว โอนเงินจองรีสอร์ต โรงแรม โฮมสเตย์ แนะวิธีเช็ก

    ทั่วไป

    ท่องเที่ยวหน้าหนาว โอนเงินจองรีสอร์ต โรงแรม โฮมสเตย์ แนะวิธีเช็ก

    05 ธ.ค. 2025 เวลา 14:01 น.

    ท่องเที่ยวหน้าหนาว โอนเงินจองรีสอร์ต โรงแรม โฮมสเตย์ แนะวิธีเช็ก

    เตือนก่อนโดน ท่องเที่ยวหน้าหนาว โอนเงินจองรีสอร์ต โรงแรม โฮมสเตย์ แนะวิธีเช็กระวังไม่โดนหลอกโอนเงิน ตำรวจแจ้งมา

    กรณีอยากไปพักผ่อน ท่องเที่ยวหน้าหนาว โอนเงินจองรีสอร์ต โรงแรม โฮมสเตย์ แนะวิธีเช็กระวังไม่โดนหลอกโอนเงิน ตำรวจแจ้งมา

    ช่วงนี้มิจฉาชีพเปิดเพจปลอมแอบอ้างเป็นรีสอร์ตและโฮมสเตย์ ใช้รูปบ้านพักสวย ราคาถูกเกินจริง ล่อเหยื่อให้โอนเงินจองก่อนหายเงียบทันที

    พฤติกรรมที่พบบ่อย

    • ใช้รูปที่พักจากเว็บ หรือ รูปจากเพจจริงมาลงในเพจปลอม

    • ราคา “ถูกผิดปกติ” เช่น พูลวิลล่าเหลือคืนละ 1,200–2,000

    • ขอให้โอนเงินมัดจำ 50–100% ก่อนเท่านั้น อ้าง “ที่พักเต็มไว”

    • เพจเพิ่งเปิดไม่นาน กดไลก์น้อย คอมเมนต์รีวิวปลอมคล้ายกันหมด

    • ไม่มีเลขทะเบียนที่พัก / ไม่กล้าคุยโทรศัพท์ให้ดูสถานที่จริง

    วิธีตรวจสอบก่อนโอน

    • ค้นหาชื่อที่พัก + คำว่า “โกง” หรือ “โดนหลอก”

    • ตรวจสอบเพจว่ามีประวัติเปิดกี่ปี ใช้รูปซ้ำหรือดึงจากกูเกิลหรือไม่

    • ขอวิดีโอคอลให้ดูสถานที่จริง

    • ตรวจเลขบัญชีด้วย เว็บ Cyber Check ก่อนโอน

    • หลีกเลี่ยงการโอนผ่านพร้อมเพย์ส่วนบุคคลให้เพจที่ดูไม่น่าไว้ใจ

    หากถูกหลอก ให้เก็บหลักฐานแชท/สลิปการโอนเงิน ทันที

    แจ้งเบาะแสหรือความเสียหายออนไลน์ได้ที่: www.thaipoliceonline.go.th คลิก

    สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม สายด่วน 1441 ตลอด 24 ชั่วโมง

    อ้างอิง บก.สอท.3

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/news/news-update/1210802&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3fXCf560wiFJbLTZVdTdms

  • เปิดตัว E-book “สายไหมสายใยรักจากพระพันปีหลวง” ชี้ทิศวิจัย

    เปิดตัว E-book “สายไหมสายใยรักจากพระพันปีหลวง” ชี้ทิศวิจัย

    รศ.ดร.พรรณี สวนเพลง จาก ม.สวนดุสิต เผยแพร่นวัตกรรม E-book เส้นทางท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม “ตามรอยเส้นทางสายไหม สายใยรักจากพระพันปีหลวง” สู่สาธารณชนในงาน Thailand SRI Index 2025 เวทีสำคัญชี้ทิศทางการวิจัยและนวัตกรรมไทย

    ณ ห้องนภาลัย แกรนด์บอลรูม โรงแรมดุสิตธานี กรุงเทพฯรองศาสตราจารย์ ดร.พรรณี สวนเพลง อาจารย์ประจำคณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และผู้อำนวยการศูนย์รวมผู้เชี่ยวชาญทางด้านการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมอาหาร (Hub of Talent in Gastronomy Tourism) มหาวิทยาลัยสวนดุสิต นำนวัตกรรมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม ด้วยแนวคิด “ตามรอยเส้นทางสายไหม สายใยรักจากพระพันปีหลวง” ในรูปแบบ หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ (E-book) เข้าร่วมนำเสนอในงาน “ทิศทางวิจัย x นวัตกรรมไทย 2569 : Thailand SRI Index 2025”

    งานดังกล่าวจัดขึ้นโดยความร่วมมือระหว่าง สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) ร่วมกับ สำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) และ ธนาคารโลก โดยมี ศาสตราจารย์ ดร.สมปอง คล้ายหนองสรวง ผู้อำนวยการ สกสว. เป็นประธานเปิดงาน ซึ่งมีผู้เข้าร่วมงานให้ความสนใจเยี่ยมชมและศึกษาเส้นทางการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมดังกล่าวเป็นจำนวนมาก

     เผยแพร่พระราชปณิธานฟื้นฟูผ้าไหมอีสาน 4 เส้นทาง

    รศ.ดร.พรรณี เปิดเผยว่า การนำเสนอเส้นทางการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อเผยแพร่ พระราชปณิธานของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ในการฟื้นฟู ผ้าไหมอีสาน การสร้างอาชีพ การยกระดับคุณภาพชีวิต และส่งเสริมเศรษฐกิจพอเพียงแก่ประชาชน ผ่านการจัดตั้งศูนย์ศิลปาชีพและโครงการพัฒนาต่าง ๆ ทั้งด้านป่าไม้ น้ำ เกษตรกรรม และภูมิปัญญาท้องถิ่น จนเกิดเป็น เส้นทางท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม 4 เส้นทาง ที่สะท้อนเรื่องราวพระมหากรุณาธิคุณและวิถีชีวิตของชุมชนอีสานให้สาธารณชนรับทราบอย่างลึกซึ้ง

    เส้นทางท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมทั้ง 4 เส้นทาง ประกอบด้วย:

    1. เส้นทางที่ 1: พื้นที่ทรงงานภูพาน (นครพนม–สกลนคร)

      • เป็นพื้นที่ต้นแบบโครงการพระราชดำริ แก้ปัญหาความยากจน การขาดน้ำ และป่าเสื่อมโทรม ส่งเสริมการเกษตร ปศุสัตว์ และการทอผ้าไหม

      • จุดสำคัญ: ศูนย์ศึกษาการพัฒนาภูพาน, พระตำหนักภูพานราชนิเวศน์, ศูนย์ศิลปาชีพ และแหล่ง ผ้าย้อมครามดอนกอย

    2. เส้นทางที่ 2: จากน้ำพระทัยสู่ผ้าไหมแพรวา (ขอนแก่น–กาฬสินธุ์–มุกดาหาร)

      • เล่าเรื่องการฟื้นฟู ผ้า “แพรวา” มรดกชาว ผู้ไท ที่ใกล้สูญหายให้กลับมาเป็นผ้าไหมระดับประเทศ

      • จุดสำคัญ: ชุมชนดอนข่า, ศาลาไหมไทย, โครงการแพรวาบ้านโพน, ศูนย์วัฒนธรรมผู้ไท และ หมู่บ้านบ้านภู

    3. เส้นทางที่ 3: เส้นทางผ้าไหมมัดหมี่อีสานใต้ (บุรีรัมย์–สุรินทร์–ศรีสะเกษ–อุบลราชธานี)

      • บอกเล่าเรื่องราวการช่วยเหลือชาวบ้านจากการนำผ้าไปแลกข้าว โดยทรงรับซื้อ ผ้าไหมมัดหมี่ จาก บ้านนาโพธิ์ ฟื้นฟูลวดลายโบราณกว่า 2,000 ลาย จนกลายเป็นสินค้าส่งออก

      • จุดสำคัญ: บ้านนาโพธิ์, พนมรุ้ง, บ้านจันทร์โสมา, ศูนย์คชศึกษา และ ศูนย์ศิลปาชีพบ้านยางน้อย

    4. เส้นทางที่ 4: ผ้าขิดไหมอีสานเหนือ (อุดรธานี–หนองบัวลำภู–หนองคาย)

      • นำเสนอเรื่องราวการฟื้นฟู ผ้าขิด ซึ่งเป็นงานทอที่ใช้เทคนิคซับซ้อนและเคยใช้ในพิธีกรรมทางพุทธศาสนา ให้กลับมาเป็นแหล่งสร้างรายได้แก่ชุมชน

      • จุดสำคัญ: ตลาดผ้านาข่า, บ้านกุดแห่ และ ตลาดท่าเสด็จ

    รศ.ดร.พรรณี กล่าวทิ้งท้ายว่า เส้นทางสายไหมทั้ง 4 เส้นทาง เป็นการท่องเที่ยวที่ทำให้นักท่องเที่ยวได้รับทั้งความรู้ ประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และได้ร่วมสนับสนุนชุมชนที่สืบสานงานผ้าไหมอย่างยั่งยืน

    ที่มาของภาพ :

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.siamsport.co.th/news/pr/95616/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1XoZhKsK3t52pPk_Dmw268