Category: ท่องเที่ยว

  • “พิพัฒน์” เดินหน้าถนนผังเมืองใหม่ตราด คืบหน้า 26% เปิดเส้นทางเมือง-ชายแดน-ท่องเที่ยว หนุนศก.ตอ. คาดเสร็จปี 70

    “พิพัฒน์” เดินหน้าถนนผังเมืองใหม่ตราด คืบหน้า 26% เปิดเส้นทางเมือง-ชายแดน-ท่องเที่ยว หนุนศก.ตอ. คาดเสร็จปี 70

    วันที่ 10 ธันวาคม 2568 นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า กระทรวงคมนาคม โดยกรมทางหลวงชนบท ( ทช.) ยังคงเดินหน้าพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในทุกภูมิภาค เพื่อให้ประชาชนเดินทางได้สะดวกขึ้น ลดต้นทุนขนส่ง และเสริมความแข็งแกร่งให้เศรษฐกิจท้องถิ่น โดยเฉพาะในจังหวัดตราด ซึ่งเป็น “ประตูเศรษฐกิจภาคตะวันออก” ที่เชื่อมสู่ประเทศเพื่อนบ้านและเป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญของประเทศ ขณะนี้กรมทางหลวงชนบท (ทช.) ได้ดำเนินโครงการก่อสร้างถนนสาย ก1, ข และ ค1 ผังเมืองรวมเมืองตราด คืบหน้าแล้วกว่า ร้อยละ 26 โดยอยู่ระหว่างงานโครงสร้างหลัก – งานผิวจราจรคอนกรีตเสริมเหล็ก และงานสะพานคอนกรีตเสริมเหล็ก คาดว่าจะแล้วเสร็จใน ปี 2570

    นายพิพัฒน์ กล่าวว่า โครงการนี้เป็นเส้นทางยุทธศาสตร์ที่ “เปลี่ยนคุณภาพชีวิตประชาชนได้จริง” เพราะจะช่วย ลดเวลารถติดในเขตเมืองตราด ทำให้ประชาชนเดินทางได้เร็วและปลอดภัยกว่าเดิม เชื่อมเมือง – เชื่อมชายแดน – เชื่อมท่าเรือ รองรับการขนส่งสินค้าเกษตรทะเลและการค้าชายแดน หนุนภาคท่องเที่ยว ช่วยให้นักท่องเที่ยวเดินทางไปเกาะช้าง – เกาะกูดได้สะดวกขึ้น กระตุ้นรายได้ให้คนในพื้นที่และเป็นการเตรียมพร้อมสู่การพัฒนาภาคตะวันออกอย่างยั่งยืน รองรับการค้าการลงทุนใหม่ในอนาคต

    นายพิชิต หุ่นศิริ อธิบดีกรมทางหลวงชนบท กล่าวว่า จังหวัดตราด เป็นเมืองที่มีศักยภาพทั้งภาคการคมนาคมขนส่ง การท่องเที่ยว โดยในปัจจุบันพื้นที่ในเขตอำเภอเมืองมีการขยายตัวของชุมชนอย่างรวดเร็ว จึงจำเป็นจะต้องมีการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านถนน เพื่อส่งเสริมเศรษฐกิจภาคการขนส่ง การค้า และการขยายตัวของเมือง นอกจากนี้ ยังเป็นโครงการก่อสร้างถนนที่ไว้รองรับการขยายเส้นทางสาย 3 จากจังหวัดตราด ถึง บ้านหาดเล็ก อำเภอคลองใหญ่ เพื่อสอดรับกับถนนสายหลักที่เชื่อมกับประเทศเพื่อนบ้าน สนับสนุนยุทธศาสตร์การพัฒนาของจังหวัดตราด ซึ่งการก่อสร้างแบ่งออกเป็น สาย ก1 ระยะทางโครงการ 1.350 กิโลเมตร สาย ข และ ค1 ระยะทางโครงการ 6.782 กิโลเมตร รวมระยะทางดำเนินการของโครงการทั้งสิ้น 8.132 กิโลเมตร ใช้งบประมาณในการก่อสร้าง 914 ล้านบาท โดยได้ก่อสร้างเป็นผิวจราจรคอนกรีตเสริมเหล็ก จำนวน 4 ช่องจราจร แบ่งทิศทางการจราจร โดยเกาะกลาง มีทางเท้า พร้อมก่อสร้างสะพานคอนกรีตเสริมเหล็ก จำนวน 4 แห่ง มีการติดตั้งระบบไฟฟ้าแสงสว่าง ระบบระบายน้ำ เพื่อให้ประชาชนได้ใช้งานถนนสายดังกล่าวได้อย่างเต็มประสิทธิภาพและได้รับความสะดวกปลอดภัยในการเดินทางอย่างเป็นรูปธรรม

    นอกจากนี้ ทช. ยังได้กำชับไปยังผู้รับจ้างและผู้ควบคุมงานในเรื่องความปลอดภัยระหว่างการก่อสร้าง โดยให้ทำการติดตั้งสัญญาณไฟกระพริบ ติดตั้งป้ายเตือน สิ่งอำนวยความปลอดภัยต่าง ๆ ให้ผู้ใช้ทางสามารถสังเกตเห็นได้อย่างชัดเจน รวมถึงให้เพิ่มรอบการรดน้ำบริเวณโครงการเป็นการลดฝุ่นละอองในพื้นที่ เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีของประชาชนในช่วงระหว่างการก่อสร้างอีกด้วย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/news/116071&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1nn_YM-VTyztb2-wj1l4LR

  • ผู้ว่าฯ ลงป่าตองติดตามการจัดการน้ำ น้ำเสีย คมนาคม ความปลอดภัยเมืองท่องเที่ยว – ข่าวภูเก็ต

    ผู้ว่าฯ ลงป่าตองติดตามการจัดการน้ำ น้ำเสีย คมนาคม ความปลอดภัยเมืองท่องเที่ยว – ข่าวภูเก็ต

    Phuket TV – PHUKET XTRA: VIDEO: Phuket Marine Life Research Centre, Miss Universe ‘Dumbhead’ Suit, Truck Disaster || Thailand News

    Phuket TV – PHUKET XTRA: VIDEO: Phuket Marine Life Research Centre, Miss Universe ‘Dumbhead’ Suit, Truck Disaster || Thailand News

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.khaophuket.com/%25E0%25B8%259C%25E0%25B8%25B9%25E0%25B9%2589%25E0%25B8%25A7%25E0%25B9%2588%25E0%25B8%25B2%25E0%25B8%25AF-%25E0%25B8%25A5%25E0%25B8%2587%25E0%25B8%259B%25E0%25B9%2588%25E0%25B8%25B2%25E0%25B8%2595%25E0%25B8%25AD%25E0%25B8%2587%25E0%25B8%2595%25E0%25B8%25B4%25E0%25B8%2594%25E0%25B8%2595%25E0%25B8%25B2%25E0%25B8%25A1%25E0%25B8%2581%25E0%25B8%25B2%25E0%25B8%25A3%25E0%25B8%2588%25E0%25B8%25B1%25E0%25B8%2594%25E0%25B8%2581%25E0%25B8%25B2%25E0%25B8%25A3%25E0%25B8%2599%25E0%25B9%2589%25E0%25B8%25B3-%25E0%25B8%2599%25E0%25B9%2589%25E0%25B8%25B3%25E0%25B9%2580%25E0%25B8%25AA%25E0%25B8%25B5%25E0%25B8%25A2-%25E0%25B8%2584%25E0%25B8%25A1%25E0%25B8%2599%25E0%25B8%25B2%25E0%25B8%2584%25E0%25B8%25A1-%25E0%25B8%2584%25E0%25B8%25A7%25E0%25B8%25B2%25E0%25B8%25A1%25E0%25B8%259B%25E0%25B8%25A5%25E0%25B8%25AD%25E0%25B8%2594%25E0%25B8%25A0%25E0%25B8%25B1%25E0%25B8%25A2%25E0%25B9%2580%25E0%25B8%25A1%25E0%25B8%25B7%25E0%25B8%25AD%25E0%25B8%2587%25E0%25B8%2597%25E0%25B9%2588%25E0%25B8%25AD%25E0%25B8%2587%25E0%25B9%2580%25E0%25B8%2597%25E0%25B8%25B5%25E0%25B9%2588%25E0%25B8%25A2-13865.php&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1cG2Qn7l2JiuBlfrFmVloB

  • ม.วลัยลักษณ์จับมือ 19 องค์กรกระบี่ เดินหน้า WIL ปั้นบัณฑิตท่องเที่ยว

    ม.วลัยลักษณ์จับมือ 19 องค์กรกระบี่ เดินหน้า WIL ปั้นบัณฑิตท่องเที่ยว

    มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ โดยสำนักวิชาการจัดการ จัดพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือกับ 19 หน่วยงานภาครัฐและเอกชนในจังหวัดกระบี่ เพื่อเปิดโครงการการเรียนรู้เชิงบูรณาการกับการทำงาน (Work Integrated Learning: WIL) ประจำปีการศึกษา 2568 ตั้งเป้ายกระดับนักศึกษาสาขาการจัดการการท่องเที่ยวและการโรงแรมให้มีทักษะพร้อมปฏิบัติงานจริงและได้มาตรฐานระดับสากล

    ม.วลัยลักษณ์จับมือ 19 องค์กรกระบี่ เดินหน้า WIL ปั้นบัณฑิตท่องเที่ยว

    รองศาสตราจารย์ ดร.จรัญ บุญกาญจน์ รองอธิการบดีฝ่ายวิชาการด้านมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ ระบุว่าโครงการ WIL เป็นแนวทางสำคัญตามยุทธศาสตร์มหาวิทยาลัยที่เน้นการเรียนรู้ควบคู่ประสบการณ์จริง และเป็น “หลักสูตรต้นแบบ CWIE” ที่ สป.อว. บรรจุเป็นคู่มือให้มหาวิทยาลัยทั่วประเทศใช้เป็นแนวทาง

    ม.วลัยลักษณ์จับมือ 19 องค์กรกระบี่ เดินหน้า WIL ปั้นบัณฑิตท่องเที่ยว

    ขณะที่ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.พิมพ์ลภัส พงศกรรังศิลป์ คณบดีสำนักวิชาการจัดการ เปิดเผยว่า ปี 2568 มีนักศึกษาชั้นปีที่ 2 จำนวน 70 คน เข้าร่วมโครงการตลอดระยะเวลา5 เดือน(20 ต.ค. 2568 – 27 ก.พ. 2569) โดยออกแบบการเรียนรู้เป็น 3 ช่วง ได้แก่

    1.เตรียมความพร้อม 2 เดือน เรียนทฤษฎีด้านงานบริการโรงแรม

    2.ศึกษาดูงาน 1 สัปดาห์ ลงพื้นที่สถานประกอบการและรับฟังบรรยายพิเศษจาก ททท.

    3.ฝึกปฏิบัติงานจริง 12 สัปดาห์ ณ โรงแรมชั้นนำ 17 แห่งในกระบี่ ทั้งแผนกอาหารและเครื่องดื่ม รวมถึงแผนกแม่บ้าน พร้อมเรียนในชั้นเรียนสัปดาห์ละ 1 วันร่วมกับผู้บริหารโรงแรมมืออาชีพ

    โครงการ WIL ปีนี้ได้รับการสนับสนุนจากเทศบาลเมืองกระบี่ สมาคมโรงแรมจังหวัดกระบี่ ททท. สำนักงานกระบี่ และผู้ประกอบการโรงแรมชั้นนำในพื้นที่ ซึ่งร่วมกันผลักดันการสร้างบุคลากรรุ่นใหม่ให้พร้อมรองรับการเติบโตของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/general-news/734785&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1Bh8hbB2LxeDK1RLZNK5tC

  • ททท.ฟื้นท่องเที่ยวใต้หลังน้ำลด บูมเคาท์ดาวน์-ตรุษจีน หาดใหญ่ ทีเส็บ กู้คืนตลาดไมซ์

    ททท.ฟื้นท่องเที่ยวใต้หลังน้ำลด บูมเคาท์ดาวน์-ตรุษจีน หาดใหญ่ ทีเส็บ กู้คืนตลาดไมซ์

    กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา โดยการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ได้สรุปรายงานผลกระทบจากอุทกภัยภาคใต้ 10 จังหวัด เมื่อวันที่ 21-24 พ.ย. 2568 และเหตุวิกฤติการณ์ที่ผ่านมาตลอดปี 2568 โดยททท.คาดการณ์ว่านักท่องเที่ยมาเลเซียเข้าไทย รวมจำนวน 4.55-4.37 ล้านคน หรือลดลง 8-12%

    ทั้งคาดว่าจำนวนนักท่องเที่ยวไทยเดินทางเข้าจังหวัดสงขลา รวม จำนวน 244,300 คน ลดลง 22% ทำให้จำนวนรวมการเดินทางท่องเที่ยวภาคใต้ รวม จำนวน 1.73 ล้านคนครั้ง ลดลงในภาพรวม 5%

    ทั้งนี้ททท.ได้นำเสนอแผนฟื้นฟูอุทกภัยภาคใต้ ใน 3 ระยะ ทั้งระยะเร่งด่วน, ระยะสั้น และแผนระยะกลาง-ยาว ดังนี้

    แผนระยะเร่งด่วน” ประกอบด้วย แผนช่วยฟื้นฟูพื้นที่ แผนประชาสัมพันธ์ แผนการบรรเทาทุกข์ และ แผนบริหารจัดการวิกฤตออนไลน์เชิงรุก ซึ่งกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และหน่วยงานในสังกัดได้ดำเนินการแล้ว และยังคงสื่อสารการฟื้นฟูย่านการค้าและพื้นที่ท่องเที่ยวในหาดใหญ่อย่างต่อเนื่อง

    ส่วนแผนระยะสั้น ประกอบด้วย 1.Event Marketing Strategy โดยการจัดกิจกรรมเพื่อสร้างบรรยากาศและส่งเสริมให้เกิดการเดินทางกลับเข้าพื้นที่หาดใหญ่ ในรูปแบบงานเคาท์ดาวน์ Countdown /งาน Cultural & Festival (ตรุษจีน) และกิจกรรมกลุ่ม Sport Tourism

    2. Media/Agent Fam Trip ทั้งจากตลาดระยะใกล้ และ ตลาดระยะไกล เพื่อประชาสัมพันธ์สถานการณ์และความพร้อมการให้บริการการท่องเที่ยว

    ททท.ฟื้นท่องเที่ยวใต้หลังน้ำลด บูมเคาท์ดาวน์-ตรุษจีน หาดใหญ่ ทีเส็บ กู้คืนตลาดไมซ์

    3. Airline Focus Strategy ด้วยการ Secure seat capacity ตลาดนักท่องเที่ยวมาเลเซียเส้นทางกัวลาลัมเปอร์-กรุงเทพฯ-เชียงใหม่-ภูเก็ต และกระบี่ ให้อัตราการบรรทุกเฉลี่ย ไม่ต่ำกว่า 85 % ร่วมกับ 7 สายการบินพันธมิตร

    4. Border Rebound Strategy การตลาดกระตุ้นการเดินทางของนักท่องเที่ยวกลุ่มชายแดน และประเทศเพื่อนบ้าน ได้แก่ ลาว สิงคโปร์ เวียดนาม และจีนตอนใต้ เพื่อบริหารความเสี่ยงทดแทนตลาดนักท่องเที่ยวมาเลเซีย

    สำหรับแผนระยะกลาง-ยาว ประกอบด้วย “แคมเปญการตลาดกระตุ้นการท่องเที่ยว” โดยนักท่องเที่ยวไทย ด้วยมาตรการ Tax incentive ด้วยสิทธิลดหย่อนเพิ่มเติมสำหรับทริปที่ซื้อผ่านผู้ประกอบการท้องถิ่น (เที่ยวดีมีคืน) Cash Back/ เคลมภาษีผ่าน e-Receipt รับเครดิตภาษีคืน 5–10% ส่วนนักท่องเที่ยวต่างชาติ จะเน้นมาตรการ Sale Promotion อาทิ จองห้องพัก 2 คืน แถม 2 คืน กิจกรรม flash sale ห้องพัก 48 ชม. ร่วมกับ OTA หรือโครงการ ภาคใต้ Passport Privilege

    รวมถึง “การส่งเสริมการเดินทางทางบก (คาราวาน)” เจาะตลาด CLMV (กัมพูชา-ลาว-เมียนมา-เวียดนาม) รวมถึงสิงคโปร์และจีนตอนใต้เพื่อสร้างการรับรู้สถานการณ์หาดใหญ่ และกระตุ้นเดินทาง ช่วงมีนาคม-เมษายน 2569 “การจัดกิจกรรม Media/Agent fam trip to Hat Yai” 

    ด้านนางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เปิดเผยว่าททท.ได้ประชุมร่วมภาคเอกชน และผู้ประกอบการท่องเที่ยวในพื้นที่หาดใหญ่ เพื่อวางมาตรการเร่งฟื้นฟูและสร้างความเชื่อมั่น ภายใต้แนวคิด Smile@Hatyai คืนรอยยิ้มให้ชาวหาดใหญ่ โดยมีการหารือประเด็นสำคัญ ดังนี้

    ฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์

    1.การให้ความสนับสนุนบริการรถสาธารณะในเมืองสำหรับนักท่องเที่ยว 2. ความพร้อมกิจกรรม Countdown สมิหลา สงขลา และ งานตรุษจีน หาดใหญ่ 3. การทำโปรโมชั่นผ่าน Amazing Thailand Privilege และ 4.การดึง MICE และนักท่องเที่ยวต่างประเทศกลับมา โดยททท. พร้อมจับมือทุกภาคส่วน ฟื้นฟู เสริมความปลอดภัย และผลักดันให้การท่องเที่ยวภาคใต้กลับมาคึกคักอีกครั้งอย่างรวดเร็วและยั่งยืน

    ขณะที่ดร. ศุภวรรณ ตีระรัตน์ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) หรือ ทีเส็บ กล่าวว่า จากการสำรวจของทีเส็บในพื้นที่อำเภอหาดใหญ่ มีงานไมซ์ในประเทศยกเลิกการจัดงาน 1 งาน โดยเป็นงานที่มีจำนวนผู้เข้าร่วมงาน 1,200 คน และมี 3 งานที่เลื่อนการจัดงานออกไป รวมจำนวนผู้เข้าร่วม 11,400 คน

    ดร. ศุภวรรณ ตีระรัตน์

    ผลกระทบเบื้องต้นต่ออุตสาหกรรมไมซ์ในพื้นที่คาดว่ามีมูลค่าประมาณ 120-150 ล้านบาท จากการสูญเสียรายได้ของโรงแรม ร้านอาหาร การเดินทาง และบริการที่เกี่ยวข้อง รวมถึงผลกระทบต่อความต่อเนื่องของปฏิทินไมซ์ และความเชื่อมั่นของผู้จัดงานระดับชาติและนานาชาติ

    อย่างไรก็ตามภายหลังที่ถนนสายหลักในพื้นที่เมืองหาดใหญ่เริ่มกลับมาใช้งานได้ ทีเส็บได้ประสานกับศูนย์ประชุมโรงแรม และสถานที่จัดงาน เพื่อเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบและฟื้นฟูระบบไฟฟ้า ระบบปรับอากาศ และความพร้อมทางเทคนิค

    โดยสถานที่จัดงานหลักในพื้นที่ เช่น ศูนย์ประชุมนานาชาติฉลองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี (ICC หาดใหญ่) และ The Signature Convention Center-Hatyai Signature Hotel ไม่ได้รับความเสียหายเชิงโครงสร้างอาคาร และสามารถเปิดดำเนินการได้ เมื่อผ่านการตรวจสอบระบบความปลอดภัย

    ขณะที่โรงแรมไมซ์หลักกว่า 15 แห่งที่มีพื้นที่ประชุมรวมกว่า 10,000 ตร.ม. รวมถึง ลีการ์เดนส์ พลาซ่า หาดใหญ่ พื้นที่โซนกิจกรรมกลางเมืองและย่านถนนนิพัทธ์อุทิศ ยังอยู่ในระหว่างการฟื้นฟู

    ในด้านการฟื้นฟูอุตสาหกรรมไมซ์ในช่วงที่ทุกภาคส่วนดำเนินการปรับปรุงจัดระเบียบพื้นที่และผู้ประกอบการตลอดจนสถานที่จัดงานกำลังเร่งปรับปรุงอาคารและระบบสนับสนุนการจัดงานเพื่อให้กลับมารองรับกิจกรรมไมซ์ได้ตามมาตรฐาน

    ทีเส็บได้นัดหารือผู้ประกอบการไมซ์ในอำเภอหาดใหญ่ เพื่อวางแผนกระตุ้นการฟื้นตัวของอุตสาหกรรมไมซ์ในภาคใต้ภายใต้แคมเปญ Southern MICE Ready ที่จะได้รับการขับเคลื่อนด้วย 3 กลยุทธสำคัญคือ Ease Up-Empower-Enhance

    โดยจะมีแพ็กเกจสนับสนุนการจัดงานที่ออกแบบมาใช้เฉพาะภาคใต้คือลดขั้นตอนและเงื่อนไขการขอรับการสนับสนุน เพื่อจูงใจงานที่เลื่อนให้กลับมาจัดใหม่ ระหว่างเดือนพฤศจิกายน 2568-กันยายน 2569 รวมทั้งดึงงานอื่นๆ ทั้งงานในประเทศและงานจากต่างประเทศให้มาจัดในพื้นที่ พร้อมๆ กับการเสริมความแข็งแกร่งระบบนิเวศไมซ์

    กลยุทธ์ Ease Up มุ่งเร่งฟื้นกิจกรรมไมซ์อย่างต่อเนื่อง ลดเงื่อนไขการสนับสนุนการจัดงานให้ยืดหยุ่นมากขึ้น ช่วยอำนวยความสะดวกด้านปฏิบัติการให้ผู้ประกอบการกลับมาจัดงานได้อย่างต่อเนื่องในช่วงฟื้นฟู

    สนับสนุนทั้งงานองค์กร งานรัฐ-เอกชน งานประชุมวิชาการ งานเทศกาล และงานแสดงสินค้าขนาดกลาง-ใหญ่ พร้อมส่งเสริมการกระจายงานไมซ์จากส่วนกลางสู่ภูมิภาค สร้างรายได้และความเคลื่อนไหวทางเศรษฐกิจอย่างทั่วถึง

    กลยุทธ์ Empower มุ่งดึงดูดและสนับสนุนการจัดงานไมซ์ในจังหวัดต่าง ๆ โดยทีเส็บจะเป็นตัวกลางเชื่อมโยงผู้จัดงานกับผู้ประกอบการในพื้นที่ พร้อมสนับสนุนงบประมาณและสิทธิประโยชน์ด้านการตลาดให้กับการจัดงาน

    รวมไปถึงการผลักดันงานใหม่ๆ ลงพื้นที่ จัดทริปให้กลุ่มลูกค้าเป้าหมายเยี่ยมชมพื้นที่เพื่อกระตุ้นการจัดประชุม รวมทั้งเร่งการสื่อสารประชาสัมพันธ์ความพร้อมของพื้นที่จัดงาน เพื่อให้ตลาดไมซ์มีความมั่นใจที่จะจัดงานในพื้นที่

    กลยุทธ์ Enhance มุ่งสร้างความแข็งแกร่งให้ระบบนิเวศไมซ์ภาคใต้ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว เพิ่มโอกาสทางธุรกิจให้ผู้ประกอบการควบคู่กับการยกระดับคุณภาพบริการ และมาตรฐานสถานที่จัดงาน

    พร้อมสนับสนุนการเรียนรู้และพัฒนาศักยภาพบุคลากรอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ภูมิภาคนี้สามารถแข่งขันได้ทั้งในระดับประเทศและระดับนานาชาติ 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/business/tourism/646220&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1-Uuaizdxsg74ECT8n3mCs

  • ทะเลตรังฟื้นตัวหลังมรสุม  นักท่องเที่ยวกลับมาคึกคัก

    ทะเลตรังฟื้นตัวหลังมรสุม นักท่องเที่ยวกลับมาคึกคัก

    ทะเลตรังฟื้นตัวหลังมรสุม นักท่องเที่ยวกลับมาคึกคัก

    วันพุธ ที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

    Tag :

    ผู้สื่อข่าวลงพื้นที่สำรวจบรรยากาศที่ เกาะกระดาน จังหวัดตรัง รวมถึงแหล่งท่องเที่ยวสำคัญอย่าง ถ้ำมรกต เกาะเหลาเหลียง และเกาะลิบง พบว่านักท่องเที่ยวจำนวนมากเดินทางมาสัมผัสทะเลสีคราม เหมาะสำหรับดำน้ำ เล่นน้ำ อาบแดด และพักผ่อนกับครอบครัวในช่วงวันหยุดยาวนี้

    ด้าน นายอานนท์ กิ่งเกาะยาว ผู้ประกอบการท่องเที่ยวทะเลตรัง เปิดเผยว่า ได้เดินหน้าจัดแคมเปญท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ “เที่ยวทะเลตรังรักษ์โลก – เที่ยวคนละชั้น” ซึ่งดำเนินต่อเนื่องมากว่า 10 ปี มุ่งสร้างการมีส่วนร่วมของนักท่องเที่ยวในการลดขยะและดูแลสิ่งแวดล้อม โดยกิจกรรมที่ผ่านมา เช่น การเก็บขยะชายหาด งดใช้ถุงพลาสติกและกล่องโฟม รวมถึงการนำขยะกลับขึ้นฝั่งทุกครั้ง

    ปีนี้ นายอานนท์ต่อยอดแนวคิดด้วยการเชิญชวนนักท่องเที่ยวใช้ “ชั้น” หรือปิ่นโต/กล่องข้าวแบบซ้อนชั้น เพื่อแทนการใช้ภาชนะใช้แล้วทิ้งระหว่างการท่องเที่ยว ที่สำคัญยังเปิดโอกาสให้ผู้เดินทางเลือกเมนูอาหารเองตามใจชอบ อาทิ ปลาอินทรีทอดน้ำปลา ผัดผักเหรียง ต้มยำทะเล น้ำพริกปูม้า ผัดหอยตะลับ ต้มส้มปลากระบอก แกงส้มกุ้ง–หอย–ปู–ปลา แกงปูม้าชะพลู รวมถึงผลไม้ตามฤดูกาล

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/local/933565&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw22nL-2tFsGTwrwouPKGpcm

  • พาณิชย์นำทีม! ดึงสินค้าเด่นชายแดน ‘ร่วมมหกรรมกีฬา’ หวังสร้างเม็ดเงินเข้าพื้นที่

    พาณิชย์นำทีม! ดึงสินค้าเด่นชายแดน ‘ร่วมมหกรรมกีฬา’ หวังสร้างเม็ดเงินเข้าพื้นที่

    พาณิชย์นำทีม! ดึงสินค้าเด่นชายแดน ‘ร่วมมหกรรมกีฬา’ หวังสร้างเม็ดเงินเข้าพื้นที่

    วันอังคาร ที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 17.57 น.

    ‘พาณิชย์-ท่องเที่ยวฯ’ ดึงสินค้าเด่น 7 จังหวัดชายแดนกัมพูชา ‘ร่วมมหกรรมกีฬา’ หวังสร้างเม็ดเงินเข้าพื้นที่รับผลกระทบ

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ร้อยตรีจักรา ยอดมณี รองปลัดกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยภายหลังเยี่ยมชมกิจกรรม ‘ชิม ช้อป เชียร์’ by MOC ณ ราชมังคลากีฬาสถาน ซึ่งเป็นกิจกรรมที่กระทรวงพาณิชย์จัดขึ้นร่วมกับกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ในโอกาสที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพมหกรรมซีเกมส์ ครั้งที่ 33 และอาเซียนพาราเกมส์ ครั้งที่ 13

    ร้อยตรีจักรา กล่าวว่า กิจกรรมนี้เป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนนโยบาย Quick Big Win ของรัฐบาลและกระทรวงพาณิชย์ ในด้านการเสริมแกร่งผู้ประกอบการ SMEs และการบรรเทาผลกระทบการค้าชายแดนไทย-กัมพูชา

    โดยกระทรวงพาณิชย์ได้นำสินค้า ของกิน ของใช้ และของที่ระลึกจากผู้ประกอบการ SMEs ในส่วนภูมิภาค รวม 100 ราย มาร่วมออกบูธจำหน่ายสินค้าบริเวณสนามกีฬาต่างๆ โดยเน้นกลุ่มผู้ประกอบการจาก 7 จังหวัดชายแดนไทย-กัมพูชา ได้แก่ อุบลราชธานี ศรีสะเกษ สุรินทร์ บุรีรัมย์ สระแก้ว ตราด และจันทบุรี ซึ่งเป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ชายแดนในช่วงเวลานี้ เพื่อสร้างรายได้และโอกาสทางการค้า คาดว่ายอดขายรวมจากกิจกรรมนี้จะสูงกว่า 20 ล้านบาท

    กิจกรรม ‘ชิม ช้อป เชียร์’ by MOC จะเปิดพื้นที่จำหน่ายสินค้าตลอดช่วงการแข่งขันกีฬาสำคัญทั้งสองรายการ ใน 3 จังหวัดหลัก ดังนี้ 1.กรุงเทพมหานคร ณ ราชมังคลากีฬาสถาน ระหว่างวันที่ 9 – 20 ธันวาคม 2568 (ตลอดช่วงการแข่งขันซีเกมส์) ผู้ประกอบการที่ร่วมจำหน่ายสินค้ามาจาก 7 จังหวัดชายแดน ไทย – กัมพูชา ปริมณฑล ผู้ประกอบการสินค้าสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) และผู้ประกอบการแฟรนไซส์อาหาร – เครื่องดื่ม รวม 40 บูธ 2.จังหวัดชลบุรี ณ ชายหาดพัทยากลาง ระหว่างวันที่ 11 – 15 ธันวาคม 2568 ผู้ประกอบการที่ร่วมจำหน่ายสินค้ามาจากภาคตะวันออก รวมทั้ง 3 จังหวัดชายแดน (จันทบุรี ตราด และสระแก้ว) รวม 40 บูธ และ 3.จังหวัดนครราชสีมา ณ สนามกีฬาเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษาฯ ระหว่างวันที่ 20 – 26 มกราคม 2569 ผู้ประกอบการที่ร่วมจำหน่ายสินค้ามาจากจังหวัดนครราชสีมาและ 4 จังหวัดชายแดน (อุบลราชธานี ศรีสะเกษ สุรินทร์ และบุรีรัมย์) รวม 20 บูธ

    ร้อยตรีจักรา กล่าวทิ้งท้ายว่า การร่วมในงาน ‘ชิม ช้อป เชียร์’ by MOC ไม่เพียงแต่จะได้ชิมและช้อปสินค้าเด่นจากแต่ละจังหวัด แต่ยังเป็นการ สนับสนุนผู้ประกอบการไทยและกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศ โดยรวมด้วย

    /////-026

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/business/933603&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0iNgTTp6emvm92tPuR6J3T

  • ผบช.ทท. สั่งคุมเข้ม ดูแลความปลอดภัยพิธีเปิดซีเกมส์ ครั้งที่ 33

    ผบช.ทท. สั่งคุมเข้ม ดูแลความปลอดภัยพิธีเปิดซีเกมส์ ครั้งที่ 33

    ในห้วงของการจัดการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ ครั้งที่ 33 ระหว่างวันที่ 9-20 ธ.ค. 2568 กองบัญชาการตำรวจท่องเที่ยว โดย พล.ต.ท.ศักย์ศิรา เผือกอ่ำ ผบช.ทท. ได้สั่งการให้ข้าราชการตำรวจท่องเที่ยวทั่วประเทศที่มีการจัดการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ ยกระดับการออกตรวจดูแลความปลอดภัยให้กับนักกีฬา ประชาชน นักท่องเที่ยว ที่มาแข่งขันกีฬาและเข้ามาเที่ยวชมการแข่งขัน

    วันนี้ 9 ธ.ค. 2568 พล.ต.ต.ดนุ กล่ำสุ่ม ผบก.ทท.1 ได้สั่งการให้ พ.ต.อ.วีระวิทย์ ผลประสิทธิ์ รอง ผบก.ทท.1 , ว่าที่ พ.ต.อ.ปิยะพงษ์ เอนสาร ผกก.1 บก.ทท.1 , พ.ต.ท.ปฏิญญา เนียมหอม สวญ.ส.ทท.2 กก.1 บก.ทท.1 , พ.ต.ท.ณัฐพล คนหลัก , พ.ต.ท.ชารีฟ มะมิง รอง ผกก.1 บก.ทท.1 และ ว่าที่ พ.ต.ต.ภูมิ มั่นเมือง สว.กก.1 บก.ทท.1 พร้อมกำลังสายตรวจตำรวจท่องเที่ยว , ฝ่ายสืบสวน และล่ามแปล รวม 30 นาย ออกปฏิบัติหน้าที่ดูแลความปลอดภัย อำนวยความสะดวก และประชาสัมพันธ์บริเวณจุดคัดกรอง และพื้นที่โดยรอบสนามสนามราชมังคลากีฬาสถาน ในพิธีเปิดการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ ครั้งที่ 33

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ว่าที่ พ.ต.อ.ปิยะพงษ์ เอนสาร ผกก.1 บก.ทท.1 ได้เน้นย้ำข้อสั่งการของ ผบช.ทท. ในการยกระดับการดูแลความปลอดภัยในช่วงการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ ซึ่งในพื้นที่กรุงเทพมหานครได้แบ่งโซนการตรวจเป็น 5 โซน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการดูแลความปลอดภัยบริเวณโรงแรมที่พักของนักกีฬาและสนามแข่งขันได้ทั่วถึง รวมถึงฝ่ายสืบสวนออกสืบสวนหาข่าว ตรวจสอบย่านที่พักอาศัยของชาวต่างชาติในพื้นที่ อีกทั้งยังได้เพิ่มแผ่นป้ายประชาสัมพันธ์ แอปพลิเคชั่น Thailand Tourist Police (TPB) และสายด่วน 1155 (รองรับ 8 ภาษา) ที่โรงแรมที่พักของนักกีฬา เพื่อเพิ่มช่องทางการติดต่อและขอความช่วยเหลือ ให้เกิดความปลอดภัยสูงสุดในช่วงการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ ครั้งที่ 33

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thaitabloid.com/archives/263331&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1pDhmhtk9By9m8iiWoVS5L

  • SCB ขับเคลื่อน Green Hotel Plus เตรียมภูเก็ตเป็นเจ้าภาพ GSTC Conference 2026

    SCB ขับเคลื่อน Green Hotel Plus เตรียมภูเก็ตเป็นเจ้าภาพ GSTC Conference 2026

    ดร.ยรรยง ไทยเจริญ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายงานวิจัยเศรษฐกิจและความยั่งยืน ธนาคารไทยพาณิชย์ กล่าวว่า ภายใต้แนวคิด “อยู่ อย่าง ยั่งยืน” ธนาคารฯ นำประเด็นด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (ESG) เข้ามาเป็นส่วนสำคัญของการวางยุทธศาสตร์และการดำเนินงานในทุกหน่วยธุรกิจ เพื่อให้สอดคล้องกับบริบทโลกที่กำลังเผชิญทั้งความท้าทายจาก Climate Change ความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ และการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีอย่างรวดเร็ว ธนาคารฯ มุ่งมั่นเป็นพันธมิตรตลอดเส้นทางการเปลี่ยนผ่านสู่ความยั่งยืน พร้อมขับเคลื่อนธุรกิจโรงแรมและธุรกิจที่เกี่ยวข้องด้านการท่องเที่ยวไทย ซึ่งเป็นธุรกิจสำคัญต่อการผลักดันความยั่งยืนของประเทศให้สามารถเปลี่ยนผ่านจากการดำเนินธุรกิจอยู่เดิมและเริ่มปรับตัว (Less Brown) ไปสู่ Green ให้ได้อย่างต่อเนื่อง ด้วยโซลูชันการเงินยั่งยืนของธนาคาร และการนำพันธมิตรผู้เชี่ยวชาญด้าน ESG เข้ามาช่วยสร้างความตระหนักรู้และความเข้าใจ เพื่อผลักดันพอร์ตสินเชื่อธุรกิจโรงแรมและบริการให้สามารถปรับตัวไปสู่ความยั่งยืนได้อย่างมีประสิทธิภาพ” 

    SCB ขับเคลื่อน Green Hotel Plus เตรียมภูเก็ตเป็นเจ้าภาพ GSTC Conference 2026

    ธุรกิจท่องเที่ยวและโรงแรมถือเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ของธนาคารไทยพาณิชย์ ปัจจุบันธนาคารมียอดสินเชื่อธุรกิจโรงแรมมากกว่า 130,000 ล้านบาท โดยมีสัดส่วนสำคัญอยู่ในจังหวัดภูเก็ตและกลุ่มจังหวัดอันดามัน ด้วยความรับผิดชอบธนาคารจึงตั้งเป้าปรับ “พอร์ตโรงแรม” ทั้งหมดให้เป็นพอร์ตที่ขับเคลื่อนไปสู่ความยั่งยืนอย่างชัดเจน ซึ่งครอบคลุมในหลายมิติ เช่น การใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ การใช้พลังงานทดแทน การจัดการน้ำและของเสียอย่างเป็นระบบ การดูแลชุมชนและสังคม การรักษาวัฒนธรรมอันดีงาม และการดำเนินงานอย่างมีธรรมาภิบาล

    สำหรับโรงแรมขนาดใหญ่หรือเครือโรงแรมที่มีความพร้อมลงทุน ธนาคารส่งเสริมให้ยกระดับมาตรฐานการก่อสร้างและการบริหารจัดการอาคารสู่ระดับสากล เช่น มาตรฐานอาคารเขียว LEED, Edge และ TREES ซึ่งช่วยทั้งลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันด้านภาพลักษณ์และการดึงดูดลูกค้าต่างชาติ ขณะที่โรงแรมดั้งเดิมที่ยังไม่ถึงจังหวะลงทุนขนาดใหญ่ ธนาคารพัฒนาสินเชื่อและแพ็กเกจสนับสนุนด้านการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน การใช้พลังงานทดแทน การบริหารจัดการน้ำและขยะ เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถเริ่มต้นเปลี่ยนผ่านสู่ความยั่งยืนได้อย่างเหมาะสมกับศักยภาพของแต่ละแห่ง

    ดร.ยรรยง กล่าวเพิ่มเติมถึงแนวคิดการเริ่มปรับตัวก่อน ว่า “เราเชื่อว่าการลงมือปรับตัวด้านความยั่งยืนอย่างรวดเร็วและจริงจัง จะทำให้เราเป็นผู้ขับเคลื่อนทิศทางการเปลี่ยนแปลง ไม่ใช่เพียงรอรับผลกระทบ เราจะสามารถกำหนดเส้นทางการเติบโตให้สอดคล้องกับมาตรฐานใหม่ของโลก และเสริมความแข็งแกร่งให้ธุรกิจของลูกค้าเดินหน้าไปได้อย่างมั่นคง นี่คือหัวใจของธนาคารไทยพาณิชย์ในการขับเคลื่อนบนเส้นทางความยั่งยืน พร้อมย้ำบทบาทของธนาคารในฐานะพันธมิตรที่เดินเคียงข้างลูกค้าธุรกิจโรงแรมในฐานะ Trusted partner บนเส้นทางสู่ความยั่งยืน” 

    SCB ขับเคลื่อน Green Hotel Plus เตรียมภูเก็ตเป็นเจ้าภาพ GSTC Conference 2026

    การปรับตัวของธุรกิจโรงแรมไทยสู่ความยั่งยืน สอดคล้องกับกระแสการท่องเที่ยวโลก จากรายงานด้านการเดินทางอย่างยั่งยืนของ Booking.com ปี 2025 พบว่า นักท่องเที่ยวทั่วโลกกว่า 84% ต้องการเดินทางท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน ซึ่งเพิ่มขึ้นจาก 76% ในปี 2023 ขณะเดียวกัน SCB EIC ชี้ว่าแรงกดดันจากข้อกำหนดใหม่ของสหภาพยุโรปอย่าง Corporate Sustainability Reporting Directive (CSRD) และ Corporate Sustainability Due Diligence Directive (CSDDD) ภายใต้ European Green Deal ซึ่งคาดว่าจะมีผลบังคับใช้เต็มรูปแบบในปี 2028 จะส่งผลให้ธุรกิจโรงแรมไทยที่ทำการตลาดผ่านแพลตฟอร์ม OTA ระดับโลกต้องเร่งปฏิบัติตามมาตรฐานความยั่งยืนในระดับสากล เช่น GSTC และ Green Hotel Plus ซึ่งได้รับการยอมรับว่าเป็น GSTC-Recognized Standard 

    ภายในงานอบรมครั้งนี้ ผู้เข้าร่วมได้รับความรู้เชิงลึกจากผู้เชี่ยวชาญที่มีประสบการณ์ตรงในการเป็นที่ปรึกษาให้กับโรงแรมที่ผ่านการรับรอง GHP พร้อมกิจกรรม Workshop เพื่อให้เข้าใจเกณฑ์และวิธีการดำเนินงานจริง รวมถึงการถ่ายทอดประสบการณ์ตรงจากโรงแรมที่ได้รับการรับรองแล้วว่ามีผลลัพธ์เชิงบวกทั้งด้านต้นทุน ภาพลักษณ์ และการดึงดูดนักท่องเที่ยว โดยได้รับความร่วมมือจากหน่วยงานพันธมิตรผู้เชี่ยวชาญทางด้านการจัดการสิ่งแวดล้อมร่วมเป็นวิทยากร และให้คำแนะนำกับผู้ประกอบการ ได้แก่ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.), สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.), กองทุน ThaiCI โดยสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม, มูลนิธิพัฒนาการท่องเที่ยวยั่งยืน, สมาคมโรงแรมไทยภาคใต้, กลุ่มโรงแรมดีวาน่า, โรงแรมมันดาราวา รีสอร์ท แอนด์ สปา, บริษัท เอเบิล คอนซัลแตนท์ จำกัด, บริษัท แอดแวนเทจ คอนซัลติ้ง จำกัด และ บริษัท อินเตอร์เอ็นจิเนียริ่ง มาเนจเม้น จำกัด” นอกจากนี้ ไทยพาณิชย์ยังมอบสิทธิประโยชน์พิเศษสำหรับผู้เข้าร่วม เช่น ส่วนลดค่าอบรมจากหน่วยงานพันธมิตร กิจกรรมอบรมเชิงปฏิบัติการเสริมความเข้าใจสำหรับลูกค้า SCB ผลิตภัณฑ์สินเชื่อพิเศษเพื่อสนับสนุนการลงทุนด้านความยั่งยืน และบริการ One Stop Service ในการประสานงานกับภาคส่วนต่าง ๆ เพื่อให้การเข้าสู่มาตรฐาน GHP เป็นไปอย่างราบรื่นและมั่นใจได้มากยิ่งขึ้น

    SCB ขับเคลื่อน Green Hotel Plus เตรียมภูเก็ตเป็นเจ้าภาพ GSTC Conference 2026

    มาตรฐาน Green Hotel Plus (GHP) จัดทำโดยกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ครอบคลุมเสาความยั่งยืน 4 ด้าน ได้แก่ การจัดการความยั่งยืนและธรรมาภิบาล ความยั่งยืนด้านสังคมและเศรษฐกิจ ความยั่งยืนด้านวัฒนธรรม และความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม  GHP เป็นมาตรฐานที่ได้รับการยอมรับจาก GSTC (Global Sustainable Tourism Council Criteria) ว่าเทียบเท่ามาตรฐานสากลด้านการท่องเที่ยวยั่งยืน (GSTC Recognized) จึงเป็นการยกระดับโรงแรมไทยสู่มาตรฐานระดับโลก รองรับนักท่องเที่ยวที่ให้ความสำคัญกับการรักษ์โลก สร้างภาพลักษณ์ที่ดีและโอกาสทางการตลาด ควบคู่ไปกับการลดต้นทุนผ่านแนวทางปฏิบัติที่ดีในการใช้ทรัพยากรและพลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเพื่อสนับสนุนเป้าหมาย Net Zero ของประเทศไทย และของธนาคาร

    “การจัดอบรมในครั้งนี้สะท้อนพันธกิจของไทยพาณิชย์ในการขับเคลื่อนความยั่งยืน โดยดูแลลูกค้าให้อยู่ในเส้นทางธุรกิจที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม พร้อมเสริมศักยภาพให้โรงแรมไทยก้าวสู่การเป็นโรงแรมสีเขียว (Green Hotel) ที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ผู้บริโภคยุคใหม่ซึ่งให้ความสำคัญกับการรักษ์โลกและการท่องเที่ยวอย่างรับผิดชอบ สอดคล้องกับความมุ่งมั่นของประเทศไทยในการเป็นผู้นำด้านการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน และการเป็นเจ้าภาพการประชุมการท่องเที่ยวยั่งยืนระดับโลก (Global Sustainable Tourism Conference 2026) ที่จะจัดขึ้นที่จังหวัดภูเก็ตในปี 2569 นี้” ดร.ยรรยง กล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.nationtv.tv/pr-news/sustainable/378970511&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3zekYQcW6NNVsRSbMt-VrQ

  • ต่างชาติเที่ยวไทยทะลุ 30 ล้านคน โกยรายได้เข้าประเทศกว่า 1.4 ล้านลบ. : อินโฟเควสท์

    ต่างชาติเที่ยวไทยทะลุ 30 ล้านคน โกยรายได้เข้าประเทศกว่า 1.4 ล้านลบ. : อินโฟเควสท์

    น.ส.นัทรียา ทวีวงศ์ ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เปิดเผยสถานการณ์ท่องเที่ยวในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา (1-7 ธ.ค.68) มีจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติทั้งสิ้น 669,991 คน เพิ่มขึ้นจากสัปดาห์ก่อนหน้า 34,774 คน หรือ 5.47% คิดเป็นจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้าประเทศไทยเฉลี่ยวันละ 95,713 คน

    โดย 5 อันดับแรก ของนักท่องเที่ยวต่างชาติ ได้แก่ จีน (83,046 คน) อินเดีย (59,732 คน) มาเลเซีย (56,291 คน) รัสเซีย (53,307 คน) และเกาหลีใต้ (34,161 คน) โดยนักท่องเที่ยวชาวมาเลเซีย เพิ่มขึ้น 27.74% เกาหลีใต้เพิ่มขึ้น 7.11% อินเดียเพิ่มขึ้น 6.59% จีนเพิ่มขึ้น 4.13% และรัสเซียเพิ่มขึ้น 2.55%

    ทั้งนี้ นักท่องเที่ยวฟื้นตัวด้านการเดินทางในทุกกลุ่มตลาด โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวกลุ่มตลาดระยะใกล้ (Short haul) ที่เดินทางเข้ามาเพิ่มขึ้น 8.10% จากการเพิ่มขึ้นของนักท่องเที่ยวเกือบทุกกลุ่มตลาด จากการออกเดินทางท่องเที่ยวในช่วงเดือนธ.ค. ที่เป็นช่วงเวลาท่องเที่ยวที่สำคัญของปี และนักท่องเที่ยวชาวมาเลเซีย ฟื้นตัวด้านการเดินทางหลังเหตุอุทกภัยใน 10 จังหวัดภาคใต้สิ้นสุดลง โดยเดินทางเข้ามาเพิ่มขึ้นกว่า 28% จากสัปดาห์ก่อนหน้า

    ขณะที่ภาพรวมการท่องเที่ยวล่าสุด โดยข้อมูล ณ วันที่ 8 ธ.ค.68 ประเทศไทยมีจำนวนนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติสะสม ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.-7 ธ.ค.68 ทั้งสิ้น 30,273,872 คน สร้างรายได้จากการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวต่างชาติแล้วประมาณ 1,405,480 ล้านบาท โดยจำนวนนักท่องเที่ยวสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ มาเลเซีย (4,234,976 คน) จีน (4,184,791 คน) อินเดีย (2,280,823 คน) รัสเซีย (1,685,931 คน) และเกาหลีใต้ (1,438,827 คน)

    สำหรับภาพรวมในสัปดาห์นี้ (8-14 ธ.ค.) คาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติเดินทางเข้ามาเพิ่มมากขึ้น โดยมีปัจจัยส่งเสริมการเดินทาง ได้แก่ การออกเดินทางท่องเที่ยวในช่วงฤดูกาลท่องเที่ยว (High season) ของนักท่องเที่ยวกลุ่มตลาดระยะไกล (Long haul) การมีมาตรการ Ease of traveling ของรัฐบาลที่ช่วยเพิ่มการอำนวยความสะดวกในการเดินทางสู่ไทย การยกเว้นบัตร ตม.6 รวมถึงการกระตุ้น และส่งเสริมให้สายการบินเพิ่มจำนวนเที่ยวบินมากยิ่งขึ้น

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (09 ธ.ค. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/552262&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0xyEXY7VOq9NsAnlfFw90q

  • รู้แล้วเลี่ยง! กูรูเฉลย “ที่นั่งเครื่องบิน” ตรงไหนแย่สุด? เจอทั้งบริการช้า-หลุมอากาศรุนแรง

    รู้แล้วเลี่ยง! กูรูเฉลย “ที่นั่งเครื่องบิน” ตรงไหนแย่สุด? เจอทั้งบริการช้า-หลุมอากาศรุนแรง

    รู้แล้วเลี่ยงด่วน! ผู้เชี่ยวชาญฟันธง “ที่นั่งเครื่องบิน” ตรงไหนแย่สุด? เจอทั้งหลุมอากาศ-บริการช้า เผยเทคนิคเลือกที่นั่งให้ฟิน

    การได้นั่งเครื่องบินไปเที่ยว ไม่ว่าจะไปนอนอาบแดดบนเกาะสวรรค์หรือเดินเล่นในเมืองสวยๆ ต่างประเทศ ควรจะเป็นช่วงเวลาที่น่าตื่นเต้นและมีความสุข แต่ถ้าดวงกุดเลือกที่นั่งผิด ชีวิตการเดินทางอาจเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือได้ทันที โดยเฉพาะถ้าคุณเผลอไปจอง “โซนอันตราย” ที่เหล่ากูรูด้านการท่องเที่ยวต่างลงความเห็นตรงกันว่า… ควรหนีไปให้ไกล!

    โซนต้องห้าม: ทำไม “แถวสุดท้าย” ถึงเป็นฝันร้าย?

    เว็บไซต์ Express รายงานโดยอ้างอิงข้อมูลจากผู้เชี่ยวชาญด้านการท่องเที่ยวหลายท่าน ซึ่งระบุเป็นเสียงเดียวกันว่า “แถวสุดท้ายของเครื่องบิน” คือจุดที่นักเดินทางควรหลีกเลี่ยงมากที่สุด ด้วยเหตุผลหลักๆ ดังนี้:

    • รับแรงสั่นสะเทือนเต็มๆ: นิโคลัส สมิธ (Nicholas Smith) ผู้บริหารจาก Thomas Cook เผยว่า สำหรับคนที่กลัวความสูงหรือเมาเครื่องบินง่าย แถวหลังสุดคือจุดปราบเซียน เพราะเวลาเครื่องตกหลุมอากาศ จุดนี้จะรู้สึกถึงแรงเหวี่ยงและแรงสั่นสะเทือนชัดเจนที่สุด
    • บริการช้าและเสียงดัง: เนื่องจากอยู่ติดกับห้องครัว (Galley) และห้องน้ำ ทำให้มีเสียงรบกวนตลอดเวลา ทั้งเสียงเตรียมอาหารและเสียงคนเดินเข้าออกห้องน้ำ แถมยังเป็นจุดที่แอร์โฮสเตสเริ่มเสิร์ฟอาหารช้าที่สุด (หรือเสิร์ฟทีหลังสุด) ทำให้บางครั้งตัวเลือกอาหารอาจหมดก่อนจะถึงคิวเรา
    • ที่เก็บของไม่พอ: เจคอบ เว็ดเดอร์เบิร์น-เดย์ (Jacob Wedderburn-Day) จาก Stasher เตือนว่า ช่องเก็บสัมภาระเหนือศีรษะแถวหลังสุด มักถูกลูกเรือใช้เก็บอุปกรณ์ฉุกเฉินหรือสัมภาระของพวกเขาเอง ทำให้ผู้โดยสารแถวนี้แทบไม่มีที่วางกระเป๋า โดยเฉพาะคนที่ขึ้นเครื่องทีหลัง

    แล้วนั่งตรงไหนดี? เปิดโพยที่นั่ง “Gold Class”

    เพื่อให้การเดินทางราบรื่น ผู้เชี่ยวชาญได้แนะนำเทคนิคการเลือกที่นั่งให้เหมาะกับไลฟ์สไตล์ ดังนี้:

    1. คนขี้กลัว / เมาเครื่องบินง่าย

    “แนะนำให้นั่งตรงปีกเครื่องบิน” ผู้เชี่ยวชาญระบุว่า บริเวณปีกคือจุดศูนย์ถ่วงของเครื่องบิน จึงมีความเสถียรมากที่สุด แรงสั่นสะเทือนจากหลุมอากาศจะน้อยกว่าส่วนหางเครื่องบินอย่างเห็นได้ชัด

    2. สายรีบ / ต้องต่อเครื่อง

    ควรเลือก “ที่นั่งแถวหน้าติดทางเดิน” เพื่อให้สามารถลุกออกจากเครื่องได้เป็นคนแรกๆ ไม่ต้องเสียเวลารอคนข้างหน้าทยอยลง

    3. คู่รักนักเดินทาง

    หากเครื่องบินจัดที่นั่งแบบ 3 ตัวเรียงกัน เทคนิคคือ “จองริมหน้าต่างและริมทางเดิน” (เว้นตรงกลางไว้) วิธีนี้จะช่วยเพิ่มโอกาสที่ที่นั่งตรงกลางจะว่าง ทำให้ได้พื้นที่กว้างขึ้น แต่ถ้ามีคนมานั่งตรงกลางจริงๆ ก็ค่อยขอแลกที่นั่งหน้างาน ซึ่งส่วนใหญ่มักจะยอมแลกอยู่แล้ว

    4. สายขายาว (ต้องการพื้นที่)

    แอนเดรีย พลาทาเนีย (Andrea Platania) จาก Transfeero แนะนำที่นั่ง “Exit Row” (แถวประตูฉุกเฉิน) หรือแถวหน้าสุดที่มีผนังกั้น (Bulkhead) แม้จะมีข้อจำกัดเรื่องพนักแขนที่พับไม่ได้หรือห้ามวางของที่พื้น แต่แลกมาด้วยพื้นที่เหยียดขาที่กว้างขวางกว่าปกติ

    รู้อย่างนี้แล้ว ทริปหน้าก่อนกดจองตั๋ว อย่าลืมเช็กผังที่นั่งให้ดี ยอมจ่ายเพิ่มอีกนิดเพื่อเลือกที่นั่งล่วงหน้า อาจคุ้มค่ากว่าต้องทนนั่งปวดหลังและเวียนหัวไปตลอดทางนะ!

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/news/9861370/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1MPTcQQDnN9it216Zwdwp8