Category: ท่องเที่ยว

  • เปิดสถิติ ปีใหม่ 2569 เที่ยวอุทยานฯฟรี 5 วัน ยอดนักท่องเที่ยวทะลุ 1.1 แสนราย

    เปิดสถิติ ปีใหม่ 2569 เที่ยวอุทยานฯฟรี 5 วัน ยอดนักท่องเที่ยวทะลุ 1.1 แสนราย

    ทั่วไป

    06 ม.ค. 2026 เวลา 16:47 น.

    สอป. เปิดสถิติการท่องเที่ยวช่วงเทศกาลปีใหม่ 2569 เที่ยวอุทยานฯฟรี 5 วัน ยอดนักท่องเที่ยวทะลุ 1.1 แสนราย – เขตห้ามล่าสัตว์ป่าถ้ำประทุน จ.อุทัยธานี ได้รับความนิยมสูงสุด

    สำนักอนุรักษ์สัตว์ป่า (สอป.) กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช เปิดเผยภาพรวมสถิติการท่องเที่ยวช่วงเทศกาลปีใหม่ 2569 ประสบความสำเร็จอย่างยิ่ง ภายใต้นโยบายของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ที่มอบของขวัญปีใหม่ให้กับประชาชน ด้วยการเปิดให้เที่ยวฟรีทุกหน่วยงานในสังกัดกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช เป็นเวลา 5 วัน (ตั้งแต่วันที่ 31 ธันวาคม 2568 – 4 มกราคม 2569) ซึ่งได้รับการตอบรับอย่างคับคั่งจากประชาชนทั่วประเทศ

    นายสุขี บุญสร้าง ผู้อำนวยการสำนักอนุรักษ์สัตว์ป่า กล่าวว่า นโยบาย ทส. ในช่วงเทศกาลปีใหม่ 2569 ได้สร้างกระแสความสนใจและดึงดูดนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติให้หันมาใช้เวลาช่วงเทศกาลปีใหม่กับธรรมชาติอย่างล้นหลาม โดยมีนักท่องเที่ยวแห่เที่ยวเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าและเขตห้ามล่าสัตว์ป่าทั่วประเทศ รวมทั้งสิ้น 111,269 ราย จากการรวบรวมข้อมูล 49 หน่วยงาน ประกอบด้วย เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า 37 แห่ง และเขตห้ามล่าสัตว์ป่า 12 แห่ง ที่อยู่ในความดูแลของสำนักอนุรักษ์สัตว์ป่า ซึ่งมีภารกิจสำคัญในการอนุรักษ์และคุ้มครองสัตว์ป่าและแหล่งที่อยู่อาศัยตามธรรมชาติ พร้อมทั้งส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงนิเวศอย่างยั่งยืน

    สำนักอนุรักษ์สัตว์ป่า มีบทบาทสำคัญในการบริหารจัดการพื้นที่อนุรักษ์ประเภทเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีความอุดมสมบูรณ์และเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่าหายาก รวมถึงเขตห้ามล่าสัตว์ป่า ที่เป็นพื้นที่คุ้มครองสัตว์ป่าให้ปลอดภัยจากการล่าและรบกวน โดยพื้นที่ทั้งสองประเภทนี้ล้วนมีความสำคัญต่อการรักษาสมดุลของระบบนิเวศและความหลากหลายทางชีวภาพของประเทศไทย ทั้งยังเปิดโอกาสให้ประชาชนได้เข้ามาศึกษาเรียนรู้และสัมผัสกับธรรมชาติอย่างใกล้ชิดภายใต้การกำกับดูแลที่เหมาะสม

    ‘การท่องเที่ยวในช่วง 5 วันของเทศกาลปีใหม่ 2569 ครั้งนี้ มีนักท่องเที่ยวชาวไทยเป็นหลักถึง 106,711 ราย (คิดเป็นร้อยละ 95.9) ซึ่งประกอบด้วยทุกกลุ่มวัย ตั้งแต่เด็กจำนวน 20,887 ราย – ผู้ใหญ่ 79,951 ราย – ผู้สูงอายุ 5,581 ราย และผู้พิการ 292 ราย ที่มีโอกาสได้สัมผัสธรรมชาติอย่างเท่าเทียม ขณะที่นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ มีจำนวน 4,558 ราย แบ่งเป็น ผู้ใหญ่ 4,165 ราย และเด็ก 379 ราย ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าพื้นที่อนุรักษ์สัตว์ป่าของไทยมีศักยภาพในการดึงดูดนักท่องเที่ยวทั้งในและต่างประเทศ’

    เปิดสถิติ ปีใหม่ 2569 เที่ยวอุทยานฯฟรี 5 วัน ยอดนักท่องเที่ยวทะลุ 1.1 แสนราย

    ความคึกคักของการท่องเที่ยวเห็นได้ชัดเจนตลอด 5 วัน โดยวันที่มีนักท่องเที่ยวมากที่สุดคือ วันที่ 2 มกราคม 2569 ซึ่งมีนักท่องเที่ยวสูงสุดถึง 31,407 ราย รองลงมาคือวันที่ 1 มกราคม 2569 จำนวน 28,201 ราย และวันที่ 31 ธันวาคม 2568 จำนวน 23,008 ราย ส่วนวันที่ 3 และ 4 มกราคม 2569 มีนักท่องเที่ยวจำนวน 16,971 ราย และ 9,490 ราย ตามลำดับ

    ทั้งหมดนี้สร้างมูลค่ารายได้จากค่าบริการรวมทั้งสิ้น 3,689,870 บาท และยกเว้นค่าเข้าให้กับคนไทย 2,398,530 บาท แต่ในช่วงเทศกาลยังมีรายได้จากบริการอื่นๆ เช่น ค่ารถ ค่าเช่าอุปกรณ์ และค่าบริการต่างๆ ที่ช่วยสร้างรายได้ให้กับหน่วยงานและชุมชนท้องถิ่น

    ‘ในบรรดาพื้นที่ท่องเที่ยวทั้งหมด เขตห้ามล่าสัตว์ป่าถ้ำประทุน จ.อุทัยธานี ได้รับความนิยมสูงสุด ด้วยจำนวนนักท่องเที่ยวถึง 16,954 ราย ด้วยความโดดเด่นทางธรรมชาติและความสะดวกในการเดินทาง รองลงมาคือ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าโตนงาช้าง จ.สงขลา 9,732 ราย เขตห้ามล่าสัตว์ป่าบึงฉวาก จ.สุพรรณบุรี 9,320 ราย เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าบุณฑริก-ยอดมน จ.อุบลราชธานี 8,769 ราย และเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาประ-บางคราม จ.กระบี่ 8,629 ราย ซึ่งแต่ละพื้นที่ล้วนมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ทั้งความงามของภูเขา น้ำตก ป่าไม้ และความหลากหลายของสัตว์ป่าที่น่าสนใจ’

    เปิดสถิติ ปีใหม่ 2569 เที่ยวอุทยานฯฟรี 5 วัน ยอดนักท่องเที่ยวทะลุ 1.1 แสนราย

    ความสำเร็จของนโยบายการเปิดให้เที่ยวฟรีในช่วงเทศกาลปีใหม่ครั้งนี้ ไม่เพียงแต่เป็นของขวัญที่มอบโอกาสให้ประชาชนทุกกลุ่ม โดยเฉพาะครอบครัวที่มีเด็กเล็กและผู้สูงอายุ ได้สัมผัสกับความงามของธรรมชาติและความหลากหลายทางชีวภาพอย่างทั่วถึง แต่ยังสะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพของพื้นที่อนุรักษ์สัตว์ป่าในประเทศไทยที่เป็นทรัพยากรท่องเที่ยวที่มีคุณค่าสูง การท่องเที่ยวเชิงนิเวศในครั้งนี้ยังช่วยกระจายรายได้และสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจสู่ชุมชนท้องถิ่นรอบพื้นที่อนุรักษ์ ตั้งแต่ร้านค้า ที่พัก ไปจนถึงบริการนำเที่ยวโดยชุมชน รวมทั้งยังเป็นการปลูกฝังจิตสำนึกในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสัตว์ป่าให้แก่ประชาชน โดยเฉพาะเด็กและเยาวชนที่มีจำนวนมากกว่า 20,000 ราย ที่ได้มีโอกาสเรียนรู้และเข้าใจถึงความสำคัญของการอนุรักษ์ธรรมชาติอย่างใกล้ชิด ซึ่งจะเป็นพื้นฐานสำคัญในการสร้างคนรุ่นใหม่ที่มีจิตสำนึกรักษ์ธรรมชาติ

    สำนักอนุรักษ์สัตว์ป่า ยังคงมุ่งมั่นพัฒนาและส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงนิเวศในพื้นที่อนุรักษ์อย่างต่อเนื่อง ทั้งการปรับปรุงสิ่งอำนวยความสะดวก การพัฒนาเส้นทางศึกษาธรรมชาติ การยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยสำหรับนักท่องเที่ยว และการสร้างเครือข่ายความร่วมมือกับชุมชนท้องถิ่นในการดูแลรักษาพื้นที่อนุรักษ์ เพื่อให้ประชาชนได้เรียนรู้และตระหนักถึงความสำคัญของการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสัตว์ป่าไทยอย่างยั่งยืน พร้อมทั้งสร้างสมดุลระหว่างการท่องเที่ยวกับการอนุรักษ์ให้สามารถดำเนินไปควบคู่กันได้อย่างยั่งยืนตลอดไป

    เปิดสถิติ ปีใหม่ 2569 เที่ยวอุทยานฯฟรี 5 วัน ยอดนักท่องเที่ยวทะลุ 1.1 แสนราย

    ข้อมูล : กรมอุทยานแห่งชาติฯ / สำนักอนุรักษ์สัตว์ป่า Wildlife Conservation Office, Thailand

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/news/news-update/1215397&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2m5AWUuPco0JzutwkWnq0A

  • รถไฟฯเร่งหารายได้ล้างหนี้

    รถไฟฯเร่งหารายได้ล้างหนี้

    นายอนันต์ โพธิ์นิ่มแดง รองผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย รักษาการผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ระบุว่า แนวทางการแก้ปัญหาหนี้ รฟท. แบ่งเป็น 2 แนวทาง โดยแนวทางแรกคือ การหารายได้จากการเดินรถขนส่งสินค้า ปัจจุบัน รฟท.มีรายจ่ายด้านการเดินรถ เช่น ค่าซ่อมบำรุงระบบโครงสร้างพื้นฐานทางราง โดยมีรายได้จากการเดินรถโดยสารยังต่ำ ประมาณ 4,000 ล้านบาทต่อปี เนื่องจากปัจจุบันติดปัญหาเรื่องการจัดซื้อรถโดยสารที่กระทรวงคมนาคมได้สั่งให้ รฟท.ทบทวนเปิดโอกาสให้เอกชนเข้าร่วมเดินรถในรูปแบบ PPP คาดว่าจะเริ่มดำเนินการได้ภายในปี 2569 ทำให้ไม่สามารถปรับขึ้นราคาค่าโดยสารได้ เพราะสภาพการใช้งานรถไฟค่อนข้างเก่ามาก

    แน่นอนว่าหาก รฟท.สามารถปรับปรุงการให้บริการที่ดีขึ้นได้ อาจจะทำให้ รฟท.สามารถปรับค่าโดยสารขึ้นมาได้ เพื่อชดเชยค่าน้ำมันที่แพงขึ้น โดย รฟท.จะใช้อัตราราคาน้ำมันคำนวณต้นทุน ซึ่งพบว่าขาดทุนมาโดยตลอด ปัจจุบันมีรายได้รวมของการขนส่งสินค้าประมาณ 2,000 ล้านบาทต่อปี โดยตั้งเป้าเพิ่มอัตราการขนส่งสินค้าอีก 2,400-2,500 ล้านบาทต่อปี คิดเป็น 10%

    ส่วนการหารายได้จากการเดิน รถไฟท่องเที่ยว ที่ผ่านมา รฟท.มีรายได้จากการรถไฟท่องเที่ยวประมาณ 50 ล้านบาทต่อปี ซึ่งยัง มีโอกาสเติบโตได้อีกมากจากการเดินรถไฟ ขบวนรถไฟญี่ปุ่น KIHA183 ก็เริ่มต้นตั้งแต่ปีใหม่ 2569 การรถไฟแห่งประเทศไทย ได้เปิดตัว “ปฏิทินท่องเที่ยวทางรถไฟ” ช่วงเดือนมกราคม-กุมภาพันธ์ 2569 ชวนประชาชนและนักท่องเที่ยวสัมผัสประสบการณ์เดินทางสุดพิเศษไปกับขบวนรถท่องเที่ยวยอดนิยม SRT Royal Blossom และ KIHA 183 ไม่ใช่แค่การนั่งรถไฟ แต่คือการ “พาใจออกเดินทาง” ทั้งแบบไปเช้าเย็นกลับ และแบบพักค้างคืน ทุกวันเสาร์-อาทิตย์พร้อมภารกิจสำคัญ คือ กระตุ้นเศรษฐกิจ กระจายรายได้สู่ชุมชนท้องถิ่น

    โดย ปฏิทินท่องเที่ยวทางรถไฟ ครั้งนี้จัดขึ้นเพื่อต้อนรับปีใหม่และเดือนแห่งความรัก ตอบโจทย์นักท่องเที่ยวทุกกลุ่ม ทุกไลฟ์สไตล์ ไม่ว่าจะเป็นสายชิล สายผจญภัย หรือสายวัฒนธรรม เลือกได้ตามใจ เลือกได้ตามจังหวะชีวิต เริ่มที่ขบวนเรือธง Royal Blossomขบวนรถไฟสุดหรู ที่พาผู้โดยสารเข้าสู่โลกแห่งความโรแมนติก ดื่มด่ำบรรยากาศแบบ Exclusive ชมวิวสองข้างทางผ่านกระจกกว้าง 180 องศา เหมาะสำหรับคนที่อยากชะลอเวลานั่งรถไฟแล้วปล่อยใจไปกับธรรมชาติ Royal Blossom ให้บริการแบบไปเช้าเย็นกลับ ในวันที่ 10, 11, 17, 18, 24, 31 มกราคม และ 1 กุมภาพันธ์ 2569

    ทริปไฮไลต์ SRT Royal Blossom Journey: เที่ยวสนุกกับขบวนรถไฟแห่งความสุข” พาเที่ยวทุ่งทานตะวัน นั่งรถไฟลอยน้ำ เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ ชมพระอาทิตย์ตกดิน จัดทุกวันเสาร์-อาทิตย์ วันที่ 7, 14, 15, 21, 22, 28 กุมภาพันธ์ และ 1 มีนาคม 2569 และทริปพิเศษต้อนรับเดือนแห่งความรัก “กุมภาเทศกาลแห่งรัก” เส้นทางกาญจนบุรีพร้อมดนตรีแจ๊สเพลินๆ ยุค 80-90 เติมบรรยากาศโรแมนติกให้การเดินทางน่าจดจำ อีกหนึ่งขบวนที่ไม่พูดถึงไม่ได้ KIHA 183 รถไฟกลิ่นอายญี่ปุ่น อบอุ่น เป็นกันเอง เหมาะกับนักท่องเที่ยวสายลึก สายเรียนรู้ ให้บริการแบบพักค้างคืน 2 วัน 1 คืน รวม 4 ทริป 4 เส้นทาง

    ตั้งแต่เที่ยวเขาใหญ่ เมืองคาวบอย แวะสวนดอกไม้สไตล์ญี่ปุ่น เที่ยวเมืองเพชรบุรี ชมทะเลหมอกพะเนินทุ่ง ย้อนรอยประวัติศาสตร์เมืองลพบุรี แผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์ ไปจนถึงเพชรบุรี ชมพระตำหนักบ้านปืน และงานพระนครคีรี ทุกเส้นทางคือการผสมผสานธรรมชาติ วัฒนธรรม ความเชื่อ และวิถีชุมชนที่ทำให้การท่องเที่ยวไม่ใช่แค่การไปเยือน แต่คือการ “เชื่อมใจคนเมืองกับท้องถิ่น”

    ท้ายที่สุด การรถไฟฯ ฝากเชิญชวนให้มาลองเปิดประสบการณ์ใหม่กับการท่องเที่ยวทางรถไฟซึ่งไม่เพียงสร้างความสุขให้ผู้เดินทาง แต่ยังช่วยกระจายรายได้สร้างความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจฐานรากอย่างยั่งยืน ใครสนใจเปิดขายตั๋วล่วงหน้าแล้วตั้งแต่วันที่ 30 ธันวาคม 2568 เวลา 10.00 น.เป็นต้นไป สามารถซื้อตั๋วได้ที่สถานีรถไฟทั่วประเทศและระบบออนไลน์ DTicket ปีใหม่…ลองเปลี่ยนมุมมอง แล้วให้รถไฟพาเราออกไปพบความสุขใกล้ตัวดูสักครั้ง.

    กัลยา ยืนยง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/columnist-people/926546/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3CphVMfNIvtQiWe_a686G8

  • 6 เทรนด์การท่องเที่ยวน่าจับตาในอีก 50 ปีข้างหน้าจาก TOURISE Summit 2025 ที่ซาอุดีอาระเบีย

    6 เทรนด์การท่องเที่ยวน่าจับตาในอีก 50 ปีข้างหน้าจาก TOURISE Summit 2025 ที่ซาอุดีอาระเบีย

    นอกจาก ‘การท่องเที่ยว’ จะเป็นการพักผ่อนหย่อนใจส่วนบุคคลแล้ว อีกด้านหนึ่งคือการสร้างเม็ดเงินมหาศาลและขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลก รวมถึงประเทศไทย ความเคลื่อนไหวในอุตสาหกรรมนี้จึงน่าติดตามไม่น้อย

    หากมองภาพใหญ่ เรื่องนี้สำคัญถึงขั้นมีงานประชุมระดับโลกที่มีผู้นำจากหลายประเทศมารวมตัวกันเพื่อแลกเปลี่ยน พูดคุย และขับเคลื่อนอุตสาหกรรมท่องเที่ยวโดยเฉพาะ 

    งานที่ว่าคือ TOURISE Summit 2025 จัดขึ้นที่กรุงริยาด ประเทศซาอุดีอาระเบีย โดยกระทรวงการท่องเที่ยวแห่งราชอาณาจักรซาอุดีอาระเบีย เมื่อวันที่ 11 – 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568 

    TOURISE คือแพลตฟอร์มระดับโลกที่มุ่งกำหนดทิศทางและพัฒนาอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวโลกในอีก 50 ปีข้างหน้า ด้วยการเชื่อมโยงผู้นำทั้งภาครัฐและเอกชน ตั้งแต่แวดวงการท่องเที่ยว เทคโนโลยี ความยั่งยืน การลงทุน รวมถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยปีนี้เป็นปีแรกที่จัดงานประชุมครั้งใหญ่ ซึ่ง The Cloud มีโอกาสเดินทางไปเยือนทั้งที เราจึงไม่พลาดสรุปเทรนด์สำคัญในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวมาฝากกัน

    01
    ต่างชาติมองการท่องเที่ยวไทยในมุม Wellness

    แม้ไทยจะรุ่มรวยด้วยทรัพยากรธรรมชาติ วัฒนธรรมหลากหลาย ตลอดจนอาหารรสอร่อยจากหลายภูมิภาค แต่บนเวที TOURISE ประเทศไทยได้รับการพูดถึงในฐานะ ‘เมืองแห่งการพักผ่อนและบำบัดกายใจ’ มากกว่า 

    โดยเฉพาะบริการที่ผสานการเที่ยวเข้ากับศาสตร์ด้านสุขภาพ เช่น โปรแกรมฟื้นฟูร่างกายและจิตใจท่ามกลางธรรมชาติ การพักผ่อนหย่อนใจในโรงแรมพร้อมกับพบผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพ อาจเพราะ Wellness และ Longevity เป็นหนึ่งในเทรนด์สำคัญที่กำลังถูกพูดถึงในยุคนี้ รวมทั้งเริ่มผสมผสานกับหลากหลายอุตสาหกรรม ไม่ว่าจะเป็นอาหาร การท่องเที่ยว ไปจนถึงอุตสาหกรรมการบิน

    02
    AI เทรนด์ใหญ่ในอุตสาหกรรมท่องเที่ยว

    ปัจจุบันเราเริ่มเห็นบางบริษัทอย่าง Expedia และ Uber ขยายจากแอปพลิเคชันการท่องเที่ยวหรือการเดินทางมาเป็นบริษัทด้านเทคโนโลยีอย่างเต็มตัว ส่วนธุรกิจที่พักและโรงแรมก็ใช้ประโยชน์จากข้อมูลมหาศาลที่มีอยู่ในมือมากขึ้น เช่น ออกแบบโปรแกรมการท่องเที่ยวให้ตรงกับความต้องการของลูกค้า 

    ขณะเดียวกันผู้บริโภคก็ยิ่งคาดหวังสูงขึ้นว่า ที่พักเดิมหรือโรงแรมในเครือเดียวกันจะจดจำความต้องการหรือรายละเอียดเดิมของลูกค้าได้โดยไม่ต้องถามซ้ำเมื่อมาพักอีกครั้ง จนเริ่มกลายเป็นพื้นฐานการบริการมากกว่าความพิเศษเมื่อเทียบกับสมัยก่อน

    อย่างไรก็ตาม มนุษย์เราคงโหยหาปฏิสัมพันธ์จากมนุษย์ด้วยกัน ดังนั้น AI จึงไม่ได้มาแทนที่งานบริการเสียทีเดียว แต่คนทำงานมีแนวโน้มที่จะต้องเรียนรู้การใช้ AI ให้เป็นมากกว่า เพราะหนึ่งในข้อจำกัดสำคัญของ AI แต่เป็นทักษะเด่นของมนุษย์ คือการคำนึงถึงบริบทและการอ่านบรรยากาศ เช่น หากนำเสนอบริการต่าง ๆ จากข้อมูลเดิมของลูกค้า โดยไม่สนใจว่าลูกค้ากำลังง่วนอยู่กับการคุยโทรศัพท์หรือมีสีหน้าท่าทางเคร่งเครียด อาจสร้างความรู้สึกทางลบได้มากกว่าความประทับใจ เป็นต้น

    03
    คนรุ่นใหม่ซื้อประสบการณ์ มากกว่าสิ่งของ

    ข้อมูลจาก Trip.com ระบุว่า เจนฯ ซีและมิลเลนเนียลจะกลายเป็นกำลังซื้อสำคัญในตลาด 

    และคนรุ่นใหม่ให้ความสำคัญกับการซื้อ ‘ประสบการณ์’ มากกว่าการครอบครองสิ่งของ หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า Experience Economy

    แต่ทริปเดินทางไปช้อปปิ้งในต่างแดนยังคงได้รับความนิยมเช่นเดิม เพียงแต่เปลี่ยนจากการซื้อเพื่อครอบครอง เป็นการซื้อของพร้อมประสบการณ์มากกว่า เช่น นักท่องเที่ยวที่เดินทางไปซื้อกระเป๋าแบรนด์เนมถึงปารีส เพราะประสบการณ์ในร้านมอบความทรงจำและความรู้สึกที่การสั่งซื้อออนไลน์ไม่อาจทดแทนได้ 

    ฉะนั้น การสร้างประสบการณ์ร่วมกับสินค้าหรือบริการหน้าร้านที่ไม่เหมือนใคร จะกลายเป็น ‘โอกาส’ ท่ามกลางการแข่งขันในตลาดออนไลน์ สงครามราคา และยุคสมัยที่เต็มไปด้วยสินค้าและบริการใกล้เคียงกัน

    04
    หมุดหมายสุดฮิตอาจไม่ใช่แลนด์มาร์ก

    นอกจากการซื้อประสบการณ์แล้ว อีกเทรนด์สำคัญในกลุ่มคนรุ่นใหม่ โดยเฉพาะเอเชียแปซิฟิกและตะวันออกลาง คือการมองหาสถานที่ท่องเที่ยวที่ไม่ใช่แลนด์มาร์ก แต่เป็นตรอกซอกซอยเล็ก ๆ สถานที่ที่ไม่เคยถูกค้นพบมาก่อน ทว่ามีความจริงแท้และแตกต่าง (Authenticity) จากสถานที่อื่น ไม่ว่าจะเป็นด้านธรรมชาติ สถาปัตยกรรม ผู้คน วัฒนธรรม เพราะยุคนี้เริ่มมีคอนเทนต์ในโซเชียลมีเดียเผยให้เห็นหมุดหมายใหม่ ๆ มากขึ้น บวกกับสินค้าและบริการคล้ายกันนั้นมีมากมายในตลาด จนผู้บริโภคเริ่มโหยหาสิ่งที่ต่างออกไปและไม่ใช่ความต่างเพียงเปลือกนอกเท่านั้น

    คำถามสำคัญของผู้ประกอบการท่ามกลางโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว จึงไม่ได้มีเพียงการปรับตัวเท่านั้น แต่รวมถึงคำถามที่ว่า ‘เรื่องไหนที่เราจะไม่มีวันเปลี่ยนแปลงไป’ จึงนับว่าเป็นยุคสมัยแห่งการกลับสู่รากเหง้าและแก่นแท้ของตนเองเลยก็ว่าได้

    05
    สร้างความประทับใจ มากกว่าการถูกมองเห็น

    ในมุมการตลาด พฤติกรรม ‘การเสิร์ชหา’ ที่พัก สถานที่ท่องเที่ยว ทริป หรือสินค้าบริการต่าง ๆ มีแนวโน้มลดน้อยลงจากเมื่อก่อน ส่วนหนึ่งเพราะหลายคนเลือกถามจาก AI หรือเจอเนื้อหาบนโซเชียลมีเดียที่สรุปข้อมูล พร้อมเปรียบเทียบตัวเลือกมาให้ได้อย่างสะดวกรวดเร็วมากกว่า 

    ดังนั้น ยุคนี้จึงไม่ได้แข่งที่ปริมาณคอนเทนต์ที่ถูกมองเห็นอย่างเดียว แต่แข่งกันเรื่องคุณภาพมากขึ้น ตั้งแต่การสร้างแบรนดิ้งที่แข็งแรง ไปจนถึงการสร้างความประทับใจและความสัมพันธ์กับลูกค้าอย่างเหนียวแน่น จนลูกค้าเก่ากลับมาซ้ำ แถมยังช่วยบอกต่อคนกลุ่มใหม่ด้วยตัวเอง

    ผู้คนยังโหยหาการเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มสังคมมากขึ้น อีกหนึ่งในแนวทางที่น่าสนใจสำหรับธุรกิจโรงแรมและการท่องเที่ยว คือการสร้างคอมมูนิตี้ด้วยกิจกรรมหรืออีเวนต์บางอย่างให้คนที่สนใจเรื่องคล้ายกันได้มาพบปะกัน เมื่อเกิดเป็นคอมมูนิตี้ ลูกค้าก็จะอยากกลับมาใช้บริการในระยะยาว เพราะไม่ใช่เพียงจ่ายเงินเพื่อซื้อสินค้าและบริการเท่านั้น แต่รู้สึกเหมือนได้กลับมาเจอเพื่อนหรือกลุ่มสังคมของตนเอง

    ซาอุดีอาระเบียมีแอปพลิเคชันที่ชื่อว่า webook ซูเปอร์แอปพลิเคชันที่รวมตั้งแต่การจองตั๋วเครื่องบิน โรงแรม อีเวนต์ บัตรเข้าชมสถานที่ท่องเที่ยวต่าง ๆ รวมถึงตารางอีเวนต์ทั่วประเทศตลอดทั้งปี ซึ่งนอกจากความสะดวกแล้ว ยังมีส่วนลดให้นักท่องเที่ยว พร้อมคะแนนสะสมและสิทธิพิเศษมากมาย เพื่อดึงดูดให้กลับมาเยือนซาอุดีอาระเบียอีกครั้ง 

    แอปพลิเคชันนี้เกิดจากภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมมือกัน เพราะมองว่านอกจากสถานที่ท่องเที่ยวแล้ว สิ่งที่ทำให้นักท่องเที่ยวตัดสินใจเดินทางมาง่ายขึ้น คือความสะดวกและงบประมาณสบายกระเป๋า webook จึงนับเป็นกรณีศึกษาที่น่าสนใจของภาครัฐที่ขับเคลื่อนการท่องเที่ยวด้วยวิธีใหม่ ๆ และประสบความสำเร็จ โดยปัจจุบันมีผู้ใช้งาน webook กว่า 13 ล้านแอคเคานต์ และสร้างรายได้มากกว่า 1.5 พันล้าน SAR (Saudi Arabian Riyal)

    Website : www.tourise.com

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://readthecloud.co/tourise-summit-2025/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3S6x-lUfgYjBYxqmGsnHR3

  • ”พิชัย“ คาดการณ์ ศก.ปี 69 แย่ ขยายตัวต่ำ แนะเร่งแก้ปัญหาส่งออก-ลงทุน-ท่องเที่ยว-ราคาสินค้าเกษตร

    ”พิชัย“ คาดการณ์ ศก.ปี 69 แย่ ขยายตัวต่ำ แนะเร่งแก้ปัญหาส่งออก-ลงทุน-ท่องเที่ยว-ราคาสินค้าเกษตร

    กรุงเทพฯ, วันที่ 5 ธ.ค. นายพิชัย นริพทะพันธุ์ อดีต รมว. พาณิชย์ กล่าวถึงสถานการณ์เศรษฐกิจของประเทศไทยในปี 2569 ว่าน่าจะย่ำแย่ การขยายตัวทางเศรษฐกิจจะต่ำ หลายสำนักทำนายว่าจะขยายตัวได้เพียง 1% กว่าเท่านั้น บางสำนักถึงกับบอกว่าน่าจะแย่ที่สุดในรอบ 30 ปี โดยเครื่องจักรเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนประเทศไทยหลายตัวทำท่าจะหยุดชะงัก ทั้งที่เศรษฐกิจไทยในภาพรวมดำเนินมาได้ดีตั้งแต่หลังเลือกตั้งปี 2566 โดยการส่งออกปี 2567 ขยายได้ 5.4% และ การส่งออกปี 2568 น่าจะขยายได้ประมาณ 11-12%  แต่การส่งออกในปี 2569 ทำท่าจะย่ำแย่ อาจจะขยายตัวต่ำหรืออาจจะถึงกับติดลบได้

    นอกจากนี้ การลงทุนในปี 67 มีการส่งเสริมการลงทุนถึง 1.14 ล้านล้านบาท สูงที่สุดในรอบหลายปี และมีการลงทุนจริงเกือบทั้งหมด ในปี 2568 มีการขอการส่งเสริมการลงทุน 1.37 ล้านล้านบาทใน 9 เดือนแรก แต่การลงทุนจริงยังชะลอ นักลงทุนน่าจะรอการเลือกตั้งที่จะมาถึง และ การท่องเที่ยว ที่นักลงทุนเริ่มเข้ามามากขึ้นในช่วงปลายปีที่แล้วและ หวังว่าปีนี้ทั้งปีนักท่องเที่ยวจะเข้ามามากขึ้น ดังนั้น แนวทางแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจจึงจำเป็นต้องเร่งดำเนินการ โดยเฉพาะจากพรรคการเมืองที่กำลังหาเสียงเพื่อเข้ามาบริหารประเทศ ซึ่งเมื่อเป็นรัฐบาลแล้วจะต้องเร่งทำ

    นายพิชัยเสนอแนวทางแก้ปัญหาด้านต่างๆ ได้แก่ การบริโภคภายในประเทศ โดยระบุว่าปัญหาของการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจที่ต่ำมาตลอด 10 ปี ทำให้รายได้ประชาชนไม่เพิ่ม แต่หนี้เพิ่มมาก โดยเฉพาะหนี้ครัวเรือนที่สูงมากถึง 87-88% ของจีดีพี แปลว่าหาเงินได้เท่าไหร่ต้องใช้หนี้เกือบหมด ทำให้เหลือเงินเพื่อการใช้จ่ายน้อยมาก การแก้ปัญหาหนี้จึงเป็นเรื่องสำคัญเร่งด่วน รวมถึงแก้ไขปัญหาหนี้เสียที่เพิ่มขึ้นของระบบธุรกิจด้วย นอกจากนี้ยังต้องเพิ่มสภาพคล่องในระบบเศรษฐกิจ และ ธนาคารพาณิชย์ต้องปล่อยกู้ให้ธุรกิจ SMEs มากขึ้น รวมถึงการลดช่องว่างระหว่างเงินกู้ และเงินฝาก (NIM) ให้แคบลง  ดังนั้น นโยบายการแก้หนี้ ทั้งหนี้ครัวเรือนและ หนี้ธุรกิจ และการเพิ่มสภาพคล่องในระบบเศรษฐกิจจึงเป็นนโยบายที่เร่งรัดหลังการเลือกตั้ง

    ด้านการส่งออกซึ่งดีมาตลอด 2 ปี คือปี 67 ขยาย 5.4% และ ปี 68 ขยายประมาณ 11-12% หลังจากที่ 10 ปีก่อนหน้านี้ การส่งออกไทยขยายได้เฉลี่ยเพียงปีละ 1 % กว่า เท่านั้น แต่ปี 69 นี้ การส่งออกทำท่าจะกลับไปแย่อีก อาจถึงขนาดติดลบได้ การที่จะขยายการส่งออกให้มากขึ้น จะต้องขึ้นกับหลายปัจจัย เช่น ค่าเงินบาทจะต้องไม่แข็งค่ามากนัก ความสัมพันธ์ที่ดีกับประเทศคู่ค้า การเจรจาเขตการค้าเสรีกับหลายประเทศ และ การลงทุนจากต่างประเทศที่ต้องมีมากขึ้น โดยเฉพาะการลงทุนเพื่อการส่งออก เป็นต้น นอกจากนี้ การส่งออกไปประเทศเพื่อนบ้านอย่าง กัมพูชา ที่ไทยได้ดุลกว่าปีละเป็นแสนกว่าล้านบาท และ เมียนมาร์ ต้องหดหายไปตามสภาวะความขัดแย้งที่ควบคุมไม่ได้ในปัจจุบัน ดังนั้นนโยบายขยายการส่งออกจึงเป็นนโยบายเศรษฐกิจหลักหลังการเลือกตั้งนี้

    นายพิชัยกล่าวว่า ด้านการลงทุนที่หดหายมากว่า 10 ปี จากปัญหาการเมืองภายในประเทศ การลงทุนไทยเริ่มฟื้นเมื่อปี 67 ที่มีการขอส่งเสริมการลงทุน 1.14 ล้านล้านบาท และลงทุนจริงทั้งหมด ในปี 68 ขอเพิ่มเป็น 1.37 ล้านล้านบาทใน 9 เดือนแรก และน่าจะขยายอีกมากเมื่อครบปี แต่อาจจะยังไม่ได้ลงทุนทั้งหมด เพราะนักลงทุนอาจจะกังวลกับภาวะการเมืองไทยที่ยังผันผวน และรอผลการเลือกตั้ง โดยส่วนใหญ่เป็นการลงทุนในอุตสาหกรรมอนาคต เช่น เซมิคอนดักเตอร์, แผงวงจรอีเลคโทรนิค (PCB), รถยนต์ไฟฟ้า (EV), ดาต้าเซนเตอร์, เอไอ, พลังงานสะอาด ซึ่งเป็นอนาคตของโลก และจำเป็นต้องมีการลงทุนในอุตสาหกรรมประเภทนี้มากขึ้นอีกมาก ถือเป็นนโยบายสำคัญของประเทศ

    ด้านการเจรจาเขตการค้าระหว่างประเทศระหว่างประเทศ (FTA) ไทยไม่สามารถเจรจากับประเทศหลักได้เลยกว่า 10 ปี จากปัญหาการเมืองภายในประเทศ กระทั่งวันที่ 30 พ.ย.67 ไทยสามารถตกลง FTA กับ 4 ประเทศ คือ สวิตเซอร์แลนด์ นอร์เวย์ ไอซ์แลนด์ และ ลิคเตนสไตน์ สำเร็จ และ เซ็นสัญญาในวันที่ 23 ม.ค. 68 นับเป็นสนธิสัญญาแรกของไทยกับประเทศยุโรป ส่งผลให้การค้า และการลงทุนของไทยเพิ่มขึ้นมาก การที่เวียดนามมีการลงทุนและการส่งออกมากกว่าไทยมาก เพราะเวียดนามมี FTA ครอบคลุมกว่า 60 ประเทศ ขณะที่ไทยเพิ่งขยายเพิ่มและมีเพียง 24 ประเทศเท่านั้น ดังนั้นการเร่งเจรจา FTA จึงต้องเป็นนโยบายหลัก

    อดีต รมว.พาณิชย์กล่าวว่า ด้านการเจรจาการค้ากับสหรัฐ ซึ่งเป็นตลาดที่ใหญ่ที่สุดคิดเป็น 18% ของการส่งออกไทย และไทยได้เปรียบดุลการค้าสหรัฐปีละกว่าล้านล้านบาท ดังนั้นการจะหาตลาดทดแทนสหรัฐจึงแทบเป็นไปไม่ได้เลย การเจรจาการค้ากับสหรัฐจึงเป็นนโยบายที่มีความจำเป็นอย่างมาก

    นายพิชัยกล่าว่า ขณะที่ราคาสินค้าเกษตรตกต่ำถือเป็นปัญหาของทุกรัฐบาล ซึ่งจะต้องมีการแก้ไขทั้งระบบ ทั้งการผลิตสินค้าที่ต้องตรงกับความต้องการของตลาด การปลูกต้องมีประสิทธิภาพ และมีคุณภาพ และควรเป็นสินค้าพิเศษซึ่งจะทำให้ได้ราคามากขึ้น เช่นข้าวหอมมะลิ ดังนั้นการจัดการราคาสินค้าเกษตรต้องได้รับความร่วมมือจากหลายกระทรวง โดยเฉพาะกระทรวงเกษตรที่ต้องรับผิดชอบต่อการผลิต ประเภทสินค้า และประสิทธิภาพของการผลิต

    ประเด็นสุดท้ายการแก้ปัญหาสินค้าด้อยคุณภาพเข้าตลาดไทย และ ปัญหานอมินี ที่สร้างผลกระทบต่อ SMEs อย่างมาก เนื่องจากสินค้าราคาถูกได้ไหลทะลักเข้าไทย โดย SMEs ของไทยไม่สามารถแข่งขันได้ ในช่วงที่เป็นรมว.พาณิชย์ได้ดำเนินคดีสินค้าผิดกฎหมายกว่า 57,739 คดี และดำเนินคดีกับธุรกิจนอมินี 861 ราย มูลค่าความเสียหายกว่า 15,296 ล้านบาท แต่ก็ยังคงต้องดำเนินการต่อ นโยบายการแก้ปัญหาสินค้าด้อยคุณภาพ และ ปัญหานอมินี จึงเป็นนโยบายหลักที่ต้องแก้ไข เพื่อป้องกันธุรกิจของคนไทย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thaitabloid.com/archives/269180&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1fzuuECLWPF8wJNOnQ41MR

  • ส่งออก พ.ย. ยังโตต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 17 แต่ปี 2026 เสี่ยงพลิกกลับมาหดตัวจากหลายปัจจัยกดดัน – ข่าวธุรกิจประเทศไทย

    ส่งออก พ.ย. ยังโตต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 17 แต่ปี 2026 เสี่ยงพลิกกลับมาหดตัวจากหลายปัจจัยกดดัน – ข่าวธุรกิจประเทศไทย

    In November 2025, Thailand’s exports valued at $27.4 billion grew 7.1% YoY. Electronics drove growth, while gold exports declined significantly. Imports surged, leading to a trade deficit of $2.7 billion.

    มูลค่าส่งออกสินค้าในเดือนพฤศจิกายน 2025 อยู่ที่ 27,445.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัว 7.1% YOY โดยเป็นผลจากการส่งออกสินค้าประเภทอิเล็กทรอนิกส์ที่เติบโตได้ดี และส่งออกไปยังสหรัฐฯ ซึ่งเพิ่มขึ้นถึง 37.9% YOY แม้เผชิญกับกำแพงภาษี อย่างไรก็ตาม สินค้าทองคำเริ่มมีสัญญาณการหดตัวต่อเนื่องที่ -51.2% ส่งผลต่อมูลค่าการส่งออกโดยรวม

    มูลค่านำเข้าสินค้าในเดือนเดียวกันอยู่ที่ 30,172.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัวสูงถึง 17.6% สะท้อนจากการนำเข้าสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ โดยเฉพาะแผงวงจรไฟฟ้าที่ขยายตัวถึง 195.1% ส่งผลให้ดุลการค้าขาดดุลสูงที่ -2,726.9 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

    อนาคตการส่งออกไทยในปี 2026 อาจหดตัวได้ โดยมาจากปัจจัยความชะลอตัวของเศรษฐกิจโลกและมาตรการภาษีนำเข้าสหรัฐฯ นอกจากนี้ ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ และจีน ยังอาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยในอีกทางหนึ่งอย่างมีนัยสำคัญ.

    Source link

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thailand-business-news.com/th/%25E0%25B9%2580%25E0%25B8%25A8%25E0%25B8%25A3%25E0%25B8%25A9%25E0%25B8%2590%25E0%25B8%2581%25E0%25B8%25B4%25E0%25B8%2588/276174-%25E0%25B8%25AA%25E0%25B9%2588%25E0%25B8%2587%25E0%25B8%25AD%25E0%25B8%25AD%25E0%25B8%2581-%25E0%25B8%259E-%25E0%25B8%25A2-%25E0%25B8%25A2%25E0%25B8%25B1%25E0%25B8%2587%25E0%25B9%2582%25E0%25B8%2595%25E0%25B8%2595%25E0%25B9%2588%25E0%25B8%25AD%25E0%25B9%2580%25E0%25B8%2599%25E0%25B8%25B7%25E0%25B9%2588%25E0%25B8%25AD&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0gIDwRn0Sw1VgDV_l0g8h5

  • ศรีลังกาตั้งเป้าหมายรับนักท่องเที่ยว 3 ล้านคน ในปีนี้ สร้างรายได้ฟื้นฟูประเทศ

    ศรีลังกาตั้งเป้าหมายรับนักท่องเที่ยว 3 ล้านคน ในปีนี้ สร้างรายได้ฟื้นฟูประเทศ

    วันนี้, 19:57น.

              นางวิจิตธา เฮรัธ รัฐมนตรีการต่างประเทศและการท่องเที่ยวของศรีลังกา เปิดเผยว่าในปี 2568 ศรีลังกามีนักท่องเที่ยว 2.36 ล้านคนซึ่งเป็นสถิติสูงสุด และตั้งเป้าหมายจำนวนนักท่องเที่ยวในปี 2569 ไว้ที่ 3 ล้านคน ซึ่งสูงกว่าปีที่แล้ว ถึงร้อยละ 27 เพื่อช่วยให้ชาวศรีลังกาฟื้นตัวจากพายุไซโคลนดิตวาห์ เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2568 ที่ทำให้มีผู้เสียชีวิต 645 คน สร้างความเสียหาย 4,100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ตามการประเมินของธนาคารโลก

              ศรีลังกามีชื่อเสียงในด้านชายหาดที่สวยงาม วัดโบราณ และชาซีลอน ทำให้การท่องเที่ยวเป็นแหล่งรายได้เงินตราต่างประเทศมากเป็นอันดับสองของประเทศ โดยมีรายได้ 3,200 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2568

              แต่จากภัยธรรมชาติที่เกิดขึ้นทำให้กองทุนการเงินระหว่างประเทศ หรือ ไอเอ็มเอฟ ปรับลดอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจในปี 2569 จากเดิมร้อยละ 3.1 ลดลงเหลือร้อยละ 2.9 และคณะผู้แทนไอเอ็มเอฟจะเดินทางมายังโคลัมโบในเดือนนี้ (ม.ค.69) เพื่อทบทวนครั้งที่ 5 ของโครงการเงินกู้มูลค่า 2,900 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

              นอกจากนี้ นายพุทธิกะ เฮวาวัสสัม ประธานองค์การส่งเสริมการท่องเที่ยวแห่งศรีลังกา กล่าวว่า ศรีลังกายังตั้งเป้าดึงดูดการลงทุนในภาคการท่องเที่ยวอีกประมาณ 500 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2026 หลังจากดึงดูดการลงทุนได้ 329 ล้านดอลลาร์สหรัฐจาก 126 โครงการเมื่อปีที่แล้ว

    ….

    #ท่องเที่ยวศรีลังกา

    ข่าวทั้งหมด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.js100.com/en/site/news/view/158158&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3KvD4-wjkjbWgE9zDIXlTj

  • เปิดสถิติล่าสุด จังหวัด-อำเภอไหน 7-Eleven เยอะสุดในไทย? ที่ไม่ใช่กรุงเทพฯ

    เปิดสถิติล่าสุด จังหวัด-อำเภอไหน 7-Eleven เยอะสุดในไทย? ที่ไม่ใช่กรุงเทพฯ

    เปิดสถิติ 7-Eleven ไทย! จังหวัดและอำเภอไหน ครองแชมป์สาขามากที่สุด ถ้าไม่นับกรุงเทพฯ

    ใครที่ชอบแวะซื้อของสะดวกซื้อห้ามพลาด! ข้อมูลล่าสุดช่วงปี 2024-2025 เผยให้เห็นว่า จังหวัดที่มี 7-Eleven มากที่สุดในไทยคือ กรุงเทพมหานคร มีสาขากว่า 3,300 แห่ง รองลงมาคือจังหวัดใหญ่และแหล่งท่องเที่ยวที่มีความต้องการสูง เช่น ชลบุรี สมุทรปราการ นนทบุรี และปทุมธานี

    10 จังหวัดที่มี 7-Eleven มากที่สุด

    • กรุงเทพมหานคร: ~3,314 แห่ง
    • ชลบุรี: ~504 แห่ง
    • สมุทรปราการ: ~503 แห่ง
    • ปทุมธานี: ~487 แห่ง
    • นนทบุรี: ~485 แห่ง
    • เชียงใหม่: ~391 แห่ง
    • สุราษฎร์ธานี: ~290-300 แห่ง
    • ภูเก็ต: ~283-300 แห่ง
    • นครราชสีมา: ~255 แห่ง
    • นครปฐม: ~254 แห่ง

    อำเภอไหนมี 7-Eleven มากที่สุด?

    หากนับเฉพาะอำเภอที่ไม่ใช่อำเภอเมืองและปริมณฑล พบว่า อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี มีสาขามากที่สุดของประเทศ เนื่องจากพัทยาเป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญ ดึงดูดนักท่องเที่ยวและประชากรในพื้นที่ ทำให้ความต้องการซื้อสูง ตามมาด้วยอำเภอศรีราชา และอำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา

    อันดับต้นๆ อำเภอที่มี 7-Eleven มากที่สุด

    • บางละมุง (ชลบุรี): ~335-358 สาขา
    • ศรีราชา (ชลบุรี): ~215 สาขา
    • หาดใหญ่ (สงขลา): ~131 สาขา
    • เกาะสมุย (สุราษฎร์ธานี): ~85 สาขา

    ปัจจัยที่ทำให้บางพื้นที่มี 7-Eleven มาก มีดังนี้

    • แหล่งท่องเที่ยว: บางละมุงและเกาะสมุยดึงดูดนักท่องเที่ยวจำนวนมาก ส่งผลให้ร้านสะดวกซื้อกระจายตัวสูง
    • ประชากรหนาแน่น: อำเภอที่มีประชากรสูง เช่น หาดใหญ่ มีความต้องการสินค้าและบริการมาก
    • เศรษฐกิจและการพัฒนา: พื้นที่เศรษฐกิจเติบโต ทำให้เกิดการจับจ่ายและกระจุกตัวของร้านค้ามาก
    1. 7-Eleven Thailand

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/news/9866390/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2PGwUJVYKQ3Tsz1QtakF8Y

  • ‘ลลิล’รุกตลาดอีอีซีรับท่องเที่ยว-อุตฯบูม

    ‘ลลิล’รุกตลาดอีอีซีรับท่องเที่ยว-อุตฯบูม

    ลลิล พร็อพเพอร์ตี้ ชี้โซนตะวันออกยังมีทิศทางแข็งแกร่ง จากดีมานด์ที่อยู่อาศัย ล่าสุดเปิด “ลลิล ทาวน์ พัทยา-นาจอมเทียน”รับอุตสาหกรรมท่องเที่ยวและภาคแรงงานอุตสาหกรรม

    5 ม.ค. 2569- นายชูรัชฏ์ ชาครกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท ลลิล พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) หรือ LALIN เปิดเผยว่าพื้นที่โซนตะวันออกของไทยถือเป็นเสาหลักสำคัญของเศรษฐกิจประเทศ ทั้งจากการลงทุนในภาคอุตสาหกรรมท่องเที่ยวที่เติบโตอย่างแข็งแกร่ง โดยเมืองพัทยาถือเป็น Destination ระดับโลก มีการจัดกิจกรรม การท่องเที่ยวเชิงไลฟ์สไตล์ และอีเวนต์นานาชาติอย่างต่อเนื่อง รวมถึงศักยภาพของอุตสาหกรรมและเทคโนโลยีใหม่ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ ทำให้เกิดการหมุนเวียนของเม็ดเงินและการเติบโตของภาคบริการ ส่งผลให้เกิดกำลังซื้อที่อยู่อาศัยทั้งเพื่อการลงทุนระยะยาว และเพื่ออยู่อาศัยจริง โดยเฉพาะกลุ่มแรงงานคุณภาพ ผู้เชี่ยวชาญต่างชาติ ผู้บริหารภาคเอกชน และครอบครัวคนทำงานที่ต้องการบ้านที่มีคุณภาพ ใกล้แหล่งงาน ใกล้พื้นที่ท่องเที่ยว และตอบโจทย์การใช้ชีวิตในทุกมิติ”

    เพื่อรองรับความต้องการที่เพิ่มขึ้น ลลิล พร็อพเพอร์ตี้ จึงเปิดตัวโครงการ “ลลิล ทาวน์ พัทยา-นาจอมเทียน” มูลค่า 650 ล้านบาท บนพื้นที่ 25 ไร่ รวม 228 ยูนิต ภายใต้แนวคิด ความสุขที่ลงตัว กับทุกความต้องการของชีวิต บนทำเลพัทยา-จอมเทียน ใกล้ถนนสุขุมวิทและหาดจอมเทียน ซึ่งกำลังก้าวสู่ New Living Destination ที่ผสานทั้งที่อยู่อาศัย การทำงาน และไลฟ์สไตล์การท่องเที่ยวในพื้นที่เดียวกัน โดยโครงการได้รับการออกแบบเพื่อรองรับการอยู่อาศัยจริงในระยะยาว มีผังโครงการที่เหมาะสมกับการอยู่อาศัย พร้อมพื้นที่ส่วนกลางขนาดใหญ่ และแบบบ้านหลากหลายตั้งแต่ทาวน์โฮมขนาด 3-4 ห้องนอน ไปจนถึงบ้านเดี่ยวขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ รองรับทั้งครอบครัวเริ่มต้น ครอบครัวขยาย รวมถึงกลุ่มผู้ซื้อที่ต้องการบ้านพักตากอากาศคุณภาพในทำเลท่องเที่ยวสำคัญ โดยมีระดับราคาที่เข้าถึงได้และมีศักยภาพเพิ่มมูลค่าในอนาคต

    ปัจจุบัน พื้นที่พัทยา-นาจอมเทียนกำลังกลายเป็นทำเลอยู่อาศัยแห่งใหม่ที่มีศักยภาพสูง จากการเติบโตของธุรกิจโรงแรม ร้านอาหาร คาเฟ่ แหล่งท่องเที่ยวเชิงคุณภาพ และกิจกรรมท่องเที่ยวหลากหลายรูปแบบ ควบคู่กับการขยายตัวของเมืองจากพัทยากลางสู่จอมเทียน ห้วยใหญ่ และแนวถนนสุขุมวิทตอนล่าง รวมถึงการยกระดับโครงสร้างพื้นฐาน ทั้งเส้นทางคมนาคมใหม่และโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อมอู่ตะเภา-กรุงเทพฯ ซึ่งจะช่วยเสริมทั้งศักยภาพด้านเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวของพื้นที่ให้เติบโตอย่างต่อเนื่อง กลุ่มกำลังซื้อหลักจึงประกอบด้วยแรงงานภาคบริการ ผู้ประกอบการโรงแรม-ท่องเที่ยว ชาวต่างชาติที่พำนักระยะยาว ผู้บริหารภาคธุรกิจ และครอบครัวคนทำงานรุ่นใหม่ที่ต้องการคุณภาพชีวิตที่เหนือกว่า”

    การเติบโตของอุตสาหกรรมใหม่ในพื้นที่ EEC ทั้งยานยนต์ไฟฟ้า โลจิสติกส์ ดิจิทัลเทคโนโลยี รวมถึงบทบาทของพัทยาในฐานะ Tourism Economy Hub ของประเทศ ทำให้เกิดการหลั่งไหลของแรงงานคุณภาพที่มีรายได้มั่นคง และมีมาตรฐานการอยู่อาศัยสูงขึ้น “ลลิล พร็อพเพอร์ตี้” จึงให้ความสำคัญกับ  การออกแบบฟังก์ชันบ้านที่ตอบโจทย์การใช้ชีวิตจริง ทั้งพื้นที่ใช้สอยที่คุ้มค่า คุณภาพงานก่อสร้าง และ การเตรียมพร้อมรองรับเทคโนโลยีอนาคต เช่น EV Charger พร้อมเลือกพัฒนาทำเลศักยภาพตั้งแต่ระยะต้น เพื่อสร้างชุมชนอยู่อาศัยคุณภาพที่เติบโตไปพร้อมเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวในพื้นที่ ในมิติความยั่งยืน โครงการให้ความสำคัญกับแนวคิด Sustainable Living ผ่านการออกแบบบ้านช่วยประหยัดพลังงาน ระบบหมุนเวียนอากาศ วัสดุเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม การใช้อุปกรณ์ประหยัดน้ำ การสนับสนุนยานยนต์ไฟฟ้า รวมถึงพลังงาน LED และพลังงานทดแทนในพื้นที่ส่วนกลาง ซึ่งช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตและสอดรับพฤติกรรมการอยู่อาศัยยุคใหม่

    “ลลิล พร็อพเพอร์ตี้” มองว่าโซนตะวันออกยังคงเป็นพื้นที่เชิงยุทธศาสตร์ในอนาคต จากแรงสนับสนุนของเศรษฐกิจ โครงสร้างพื้นฐาน อุตสาหกรรมอนาคต และศักยภาพการท่องเที่ยวระดับนานาชาติ ซึ่งเป็นแรงขับสำคัญต่อการเติบโตของตลาดบ้านแนวราบบริษัทเชื่อมั่นในศักยภาพของ พัทยา-นาจอมเทียน ในฐานะศูนย์กลางเศรษฐกิจและการอยู่อาศัยแห่งใหม่ พร้อมเดินหน้าพัฒนาโครงการคุณภาพ สร้างชุมชนอยู่อาศัยที่ดี และเติบโตเคียงข้างเศรษฐกิจตะวันออกและอุตสาหกรรมท่องเที่ยวอย่างมั่นคงในอนาคต”  นายชูรัชฏ์.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/economy-news/926290/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0DMR4Nw8ukAhuG7NYym3qc

  • ‘พิชัย’ คาดการณ์เศรษฐกิจปี 69 ‘ย่ำแย่ ขยายตัวต่ำ’ ชี้ การส่งออก การลงทุน การท่องเที่ยว เป็นตัวตัดสิน

    ‘พิชัย’ คาดการณ์เศรษฐกิจปี 69 ‘ย่ำแย่ ขยายตัวต่ำ’ ชี้ การส่งออก การลงทุน การท่องเที่ยว เป็นตัวตัดสิน

    ‘พิชัย’ คาดการณ์เศรษฐกิจปี 69 ‘ย่ำแย่ ขยายตัวต่ำ’ ชี้ การส่งออก การลงทุน การท่องเที่ยว เป็นตัวตัดสิน แนะเลือกพรรคที่แก้ไขปัญหาหนี้ ส่งเสริมการลงทุนอุตสาหกรรมอนาคต เจรจาเขตการค้าเสรี

    นายพิชัย นริพทะพันธุ์ อดีต รมว. พาณิชย์ กล่าวว่า เศรษฐกิจในปี 2569 น่าจะย่ำแย่ การขยายตัวทางเศรษฐกิจจะต่ำ หลายสำนักทำนายว่าจะขยายตัวได้เพียง 1% กว่าเท่านั้น และบางสำนักถึงกับบอกว่าน่าจะแย่ที่สุดในรอบ 30 ปี โดยเครื่องจักรเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนประเทศไทยหลายตัวทำท่าจะหยุดชะงัก ทั้งที่เศรษฐกิจไทยในภาพรวมดำเนินมาได้ดีตั้งแต่หลังเลือกตั้งปี 2566 โดยการส่งออกปี 2567 ขยายได้ 5.4% และ การส่งออกปี 2568 น่าจะขยายได้ประมาณ 11-12% แต่การส่งออกในปี 2569 ทำท่าจะย่ำแย่ อาจจะขยายตัวต่ำหรืออาจจะถึงกับติดลบได้ 

    นอกจากนี้ การลงทุนในปี 67 มีการส่งเสริมการลงทุนถึง 1.14 ล้านล้านบาท สูงที่สุดในรอบหลายปี และมีการลงทุนจริงเกือบทั้งหมด ในปี 2568 มีการขอการส่งเสริมการลงทุน 1.37 ล้านล้านบาทใน 9 เดือนแรก แต่การลงทุนจริงยังชะลอ นักลงทุนน่าจะรอการเลือกตั้งที่จะมาถึง และ การท่องเที่ยว ที่นักลงทุนเริ่มเข้ามามากขึ้นในช่วงปลายปีที่แล้วและ หวังว่าปีนี้ทั้งปีนักท่องเที่ยวจะเข้ามามากขึ้น 

    ดังนั้น แนวทางแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจจึงจำเป็นต้องเร่งดำเนินการ โดยเฉพาะจากพรรคการเมืองที่กำลังหาเสียงเพื่อเข้ามาบริหารประเทศ ซึ่งเมื่อเป็นรัฐบาลแล้วจะต้องเร่งทำ โดยขอเสนอแนวทางดังนี้

    – การบริโภคภายในประเทศ : ปัญหาของการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจที่ต่ำมาตลอด 10 ปี ทำให้รายได้ประชาชนไม่เพิ่ม แต่หนี้เพิ่มมาก โดยเฉพาะหนี้ครัวเรือนที่สูงมากถึง 87-88% ของจีดีพี แปลว่าหาเงินได้เท่าไหร่ต้องใช้หนี้เกือบหมด ทำให้เหลือเงินเพื่อการใช้จ่ายน้อยมาก ดังนั้นการแก้ปัญหาหนี้จึงเป็นเรื่องสำคัญต้องดำเนินการอย่างเร่งด่วน ทั้งนี้รวมถึงแก้ไขปัญหาหนี้เสียที่เพิ่มขึ้นของระบบธุรกิจด้วยนอกจากนี้ ยังต้องเพิ่มสภาพคล่องในระบบเศรษฐกิจ และ ธนาคารพาณิชย์ต้องปล่อยกู้ให้ธุรกิจ SMEs มากขึ้น รวมถึงการลดช่องว่างระหว่างเงินกู้ และเงินฝาก (NIM) ให้แคบลง ดังนั้น นโยบายการแก้หนี้ ทั้งหนี้ครัวเรือนและ หนี้ธุรกิจ และการเพิ่มสภาพคล่องในระบบเศรษฐกิจจึงเป็นนโยบายที่เร่งรัดหลังการเลือกตั้ง 

    – การส่งออก : การส่งออกที่ดีมาตลอด 2 ปี คือปี 67 ขยาย 5.4% และ ปี 68 ขยายประมาณ 11-12% หลังจากที่ 10 ปีก่อนหน้านี้ การส่งออกไทยขยายได้เฉลี่ยเพียงปีละ 1 % กว่า เท่านั้น แต่ปี 69 นี้ การส่งออกทำท่าจะกลับไปแย่อีก อาจถึงขนาดติดลบได้ ทั้งนี้การส่งออกของประเทศกำลังพัฒนาอย่างประเทศไทยมีความสำคัญอย่างมากต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจและเป็นปัจจัยหลักในการที่ประเทศไทยจะหลุดพ้นจากการเป็นกับดักประเทศรายได้ปานกลางเป็นประเทศรายได้สูงได้ โดยการที่ประเทศเวียดนามมีเศรษฐกิจที่ขยายตัวได้ดี ก็มาจากการส่งออกนี้ ที่ขยายตัวอย่างมากจนการส่งออกเวียดนามแซงประเทศไทยมาหลายปีแล้ว ทั้งนี้ เมื่อตอนกลางปี ตนเองได้คาดการณ์ว่าปี 68 ที่ผ่านมานี้ การส่งออกจะขยายตัวเกิน 10% และจะเป็นพระเอกของเศรษฐกิจไทย ปรากฎว่ามีหลายคน รวมถึง นักวิชาการ สื่อมวลชน นักวิเคราะห์ นักวิจารณ์ บางท่าน หัวเราะ และ ไม่เชื่อแถมยังบอกว่าครึ่งปีหลังการส่งออกจะติดลบ สุดท้ายก็เป็นจริงตามที่ตนคาดการณ์การส่งออกคือส่งออกขยายได้ประมาณ 11-12% ดังนั้นการที่จะขยายการส่งออกให้มากขึ้นได้ จะต้องขึ้นกับหลายปัจจัย เช่น ค่าเงินบาทจะต้องไม่แข็งค่ามากนัก ซึ่งปัจจุบันค่าเงินบาทแข็งค่ามากเกินปัจจัยพื้นฐานซึ่งจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ โดยเฉพาะการส่งออกอย่างมาก ความสัมพันธ์ที่ดีกับประเทศคู่ค้า การเจรจาเขตการค้าเสรีกับหลายประเทศซึ่งจำเป็นต้องมีเพิ่มขึ้นอีกมาก และ การลงทุนจากต่างประเทศที่ต้องมีมากขึ้นโดยเฉพาะการลงทุนเพื่อการส่งออกที่หดหายมาเป็นระยะเวลานาน เป็นต้น นอกจากนี้ การส่งออกไปประเทศเพื่อนบ้านอย่าง กัมพูชา ที่ไทยได้ดุลกว่าปีละเป็นแสนกว่าล้านบาท และ เมียนมาร์ ต้องหดหายไปตามสภาวะความขัดแย้งที่ควบคุมไม่ได้ในปัจจุบัน ดังนั้นนโยบายขยายการส่งออกจึงเป็นนโยบายเศรษฐกิจหลักหลังการเลือกตั้งนี้ 

    – การลงทุน : การลงทุนในประเทศไทยหดหายมากว่า 10 ปี จากปัญหาการเมืองภายในประเทศ การลงทุนไทยเริ่มฟื้นเมื่อปี 67 ที่มีการขอส่งเสริมการลงทุน 1.14 ล้านล้านบาท และลงทุนจริงทั้งหมด และ ปี 68 การขอส่งเสริมการลงทุนมีถึง 1.37 ล้านล้านบาทใน 9 เดือนแรกและน่าจะขยายอีกมากเมื่อครบปี แต่อาจจะยังไม่ได้ลงทุนทั้งหมด เพราะนักลงทุนอาจจะกังวลกับภาวะการเมืองไทยที่ยังผันผวน และ รอการเลือกตั้ง ทั้งนี้การลงทุนส่วนใหญ่เป็นการลงทุนในอุตสาหกรรมอนาคตเช่น เซมิคอนดักเตอร์, แผงวงจรอเลคโทรนิค (PCB), รถยนต์ไฟฟ้า (EV), ดาต้าเซนเตอร์, Ai, พลังงานสะอาด  ฯลฯ ซึ่งเป็นอนาคตของโลก และจำเป็นต้องมีการลงทุนในอุตสาหกรรมประเภทนี้มากขึ้นอีกมาก และ ต้องให้เครดิต สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน ที่ทำงานอย่างหนักและได้ผลออกมาดี และล่าสุดมีแผนงาน FastPass เพื่อช่วยเร่งให้ มีการลงทุนในอุตสาหกรรมประเภทนี้มากขึ้น ดังนั้นการส่งเสริมการลงทุนในอุตสาหกรรมอนาคตเหล่านี้ จึงเป็นนโยบายสำคัญของประเทศ 

    – การเจรจาเขตการค้าระหว่างประเทศระหว่างประเทศ (FTA) : มีความสำคัญต่อการค้า และ การลงทุนของไทยอย่างมาก ประเทศไทยไม่สามารถเจรจาการค้าเสรีกับประเทศหลักได้เลยมาเป็นเวลากว่า 10 ปี ผลจากปัญหาการเมืองภายในประเทศ จนปลายปี 67 วันที่ 30 พฤศจิกายน ประเทศไทยสามารถตกลงเขตการค้าเสรีกับประเทศในกลุ่ม EFTA ประกอบด้วย 4 ประเทศ สวิตเซอร์แลนด์ นอร์เวย์ ไอซ์แลนด์ และ ลิคเตนสไตน์ สำเร็จ และ เซ็นสัญญาในวันที่ 23 มกราคม 2568 ที่ กรุงดาวอส ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ระหว่างการประชุม WEF นับเป็นสนธิสัญญาเขตการค้าเสรีแรกของไทยในทวีปยุโรป ซึ่งทำให้ประเทศไทยกลับสู่แผนที่โลกได้อย่างแท้จริง ส่งผลให้การค้าและการลงทุนของไทยเพิ่มขึ้นมากและเป็นสาเหตุที่การส่งออกของไทยขยายตัวได้มาก และต่อมา ประเทศไทย เซ็นสัญญาเขตการค้าเสรีกับประเทศ ภูฎาน ในวันที่ 3 เมษายน 2568 ระหว่างการประชุม Bimstec ที่ กรุงเทพฯ โดยคาดหวังว่าจะสามารถเจรจาเขตการค้ากับ สหภาพยุโรป (EU) ภายในปลายปี 2568 แต่มีการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองจึงไม่สามารถเจรจาให้จบตามกำหนดได้ นอกจากนี้ยังมีการเจรจา FTA กับ เกาหลีใต้ อาเซียน-แคนาดา และ UAE ด้วย ที่คาดว่าจะเสร็จภายในปี 2568 แต่ก็ยังไม่เสร็จ ทั้งนี้การที่ประเทศเวียดนามมีการลงทุนและการส่งออกมากกว่าไทยมาก ส่วนหนึ่งมาจากที่ประเทศเวียดนามมี FTA มากกว่าไทยมาก เวียดนามมี FTA ครอบคลุมกว่า 60 ประเทศ ขณะที่ไทยเพิ่งขยายเพิ่มและมีเพียง 24 ประเทศเท่านั้น ดังนั้นการที่ประเทศไทยต้องเร่งเจรจาเขตการค้าเสรีจึงเป็นนโยบายหลักที่ต้องเร่งดำเนินการ ทั้งนี้ตนเองขอยืนยันและขอชื่นชมว่าข้าราชการกระทรวงพาณิชย์ และ กรมเจรจาการค้า มีความรู้ความสามารถสูงและสามารถเจรจาให้เกิดผลสำเร็จได้ 

    – การเจรจาการค้ากับสหรัฐ – สหรัฐเป็นตลาดสินค้าของไทยที่ใหญ่ที่สุดคิดเป็น 18% ของการส่งออกไทย และไทยได้เปรียบดุลการค้าสหรัฐปีละกว่าล้านล้านบาท ดังนั้นการจะหาตลาดทดแทนสหรัฐจึงแทบเป็นไปไม่ได้เลย และ สินค้าก็จะเป็นคนละประเภทกับที่ผลิตให้สหรัฐ ทั้งนี้ยังไม่รวมสินค้า Supply Chain ที่ส่งให้ประเทศอื่นเพื่อผลิตส่งสหรัฐอีกจำนวนมากด้วย ดังนั้นการเจรจาการค้ากับสหรัฐจึงเป็นนโยบายที่มีความจำเป็นอย่างมาก จากข้อมูลจากสหรัฐ การประชาสัมพันธ์ ของ รมว. พาณิชย์ในเชิงบังคับสหรัฐได้ สหรัฐต้องง้อไทย น่าจะทำให้สหรัฐไม่พอใจกับเรื่องนี้ โดยที่สหรัฐเพิ่งส่งทหารบุกจับตัวผู้นำเวเนซูเอล่าและภรรยาไปดำเนินคดีที่สหรัฐ  

    – ราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ – ราคาสินค้าเกษตรตกต่ำเป็นปัญหาของทุกรัฐบาล ซึ่งจะต้องมีการแก้ไขทั้งระบบ ตั้งแต่ประเภทสินค้าที่ผลิตจะต้องมีความต้องการของตลาดชัดเจน การปลูกต้องมีประสิทธิภาพและมีคุณภาพ และน่าจะต้องเป็นสินค้าพิเศษเฉพาะซึ่งจะทำให้ได้ราคามากขึ้น เช่นข้าวหอมมะลิมีความพิเศษเฉพาะตัว ทำให้ราคาไม่ตกแถมราคาน่าจะขึ้นไปได้ในอนาคต ในขณะที่ข้าวขาวปกติราคาจะไม่ดีนักเพราะต้องแข่งกับอินเดีย และ เวียดนามที่มีประสิทธิภาพและต้นทุนต่ำกว่าไทยมาก แถมอินเดียยังมีสต๊อกเหลืออยู่หลายสิบล้านตันที่พร้อมทุ่มขาย ดังนั้นการจัดการราคาสินค้าเกษตรต้องได้รับความร่วมมือจากหลายกระทรวงโดยเฉพาะกระทรวงเกษตรที่ต้องรับผิดชอบต่อการผลิต ประเภทสินค้า และประสิทธิภาพของการผลิต ล่าสุดแม้จีนแจ้งว่าจะซื้อข้าวไทย 500,000 ล้านตัน แต่จนถึงสิ้นปีแล้ว กลับยังไม่มีการสั่งซื้อข้าวเลย 

    – การแก้ปัญหาสินค้าด้อยคุณภาพเข้าตลาดไทย และ ปัญหานอมินี : เรื่องนี้สร้างผลกระทบต่อ SMEs อย่างมาก เนื่องจากสินค้าราคาถูกได้ไหลทะลักเข้าไทย โดยบริษัท SMEs ของไทยไม่สามารถแข่งขันได้ โดยตนเองได้ดำเนินคดีสินค้าผิดกฎหมายกว่า 57,739 คดี และดำเนินคดีกับธุรกิจนอมินี 861 ราย มูลค่าความเสียหายกว่า 15,296 ล้านบาท แต่ก็ยังคงต้องดำเนินการต่อ นโยบายการแก้ปัญหาสินค้าด้อยคุณภาพ และ ปัญหานอมินี จึงเป็นนโยบายหลักที่ต้องแก้ไข เพื่อป้องกันธุรกิจของคนไทย

    นี่เป็นบางนโยบายเศรษฐกิจที่รัฐบาลใหม่จะต้องพิจารณาเร่งดำเนินการ เพื่อให้เศรษฐกิจไทยสามารถก้าวหน้าไปได้ ประเทศไทยประสพปัญหาเศรษฐกิจสะสมมาเป็นเวลานาน หากไม่เร่งแก้ไขเศรษฐกิจไทยจะมีปัญหาการขยายตัวต่ำอย่างถาวรได้ ซึ่งจะไม่สามารถทำให้ไทยหลุดพ้นจากประเทศกับดักรายได้ปานกลางได้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://voicetv.co.th/read/GvXuc390Y&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0jfu_Q_z3Dl71S4jOmlZ5K

  • เปิด 9 เส้นทางท่องเที่ยว ชวนสัมผัสจิตวิญญาณความเป็นไทย

    เปิด 9 เส้นทางท่องเที่ยว ชวนสัมผัสจิตวิญญาณความเป็นไทย

    องค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (องค์การมหาชน) หรือ อพท. เปิดตัวแคมเปญ  “THE SOUL OF THAILANDชวนสัมผัสจิตวิญญาณความเป็นไทย  ให้นักท่องเที่ยวได้มาสัมผัส มาเรียนรู้ประสบการณ์ใหม่ๆ กับ 9 เส้นทางท่องเที่ยว ใน 9 พื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน

    โดยหวังกระตุ้นนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติให้เข้าใจทุนวัฒนธรรมท้องถิ่น เกิดการกระจายรายได้การท่องเที่ยวไปสู่เมืองรองเพิ่มมากขึ้น

    เปิด 9 เส้นทางท่องเที่ยว ชวนสัมผัสจิตวิญญาณความเป็นไทย 

    • COLORS OF CHIANG RAI

    เชียงราย เมืองสร้างสรรค์ สีสันแห่งล้านนา ชื่นชมวิถีชีวิตแห่งล้านนา ไปกับการลงพื้นที่คลุกคลีชุมชนชาติพันธุ์ ท่ามกลางบรรยากาศของธรรมชาติที่รายล้อม พร้อมผจญภัยไปในดินแดนแห่งธรณีวิทยา และตำนานแห่งขุนเขา

    เชียงราย

    • NAN SLOW LIFE

    น่านเสน่ห์ของวิถีเนิบช้า เติมเต็มความสบายใจอย่างเต็มอิ่มกับเมืองแสนสงบที่ปราศจากความวุ่นวาย พักผ่อนท่ามกลางความเนิบช้าและเรียบง่าย แวดล้อมไปด้วยธรรมชาติ อุดมไปด้วยเรื่องราวแห่งศิลปวัฒนธรรม และโบราณสถานสุดงดงามที่ผ่านกาลเวลามากว่าหลายร้อยปี มาดื่มด่ำกับความเรียบง่ายของชีวิตกับกาแฟรสชาติดีสักแก้วที่เมืองน่าน

    น่าน

    • SUKHOTHAI TIMELESS TREASURES

    มรดกโลกที่ยังมีลมหายใจ ชมเมืองเก่าเล่าเรื่องประวัติศาสตร์ ที่สุโขทัยผ่านกิจกรรมสุดสนุกตลอดทริป ชมโบราณสถาน แวะพักกับชุมชนขนาดกะทัดรัด ที่ใช้คำว่าน่ารักได้อย่างฟุ่มเฟือย และฝากท้องกับเมนูอาหารท้องถิ่นที่ทำให้ “สุโขทัย” กลายเป็นเมืองท่องเที่ยวยั่งยืน 1 ใน 100 แห่งของโลก

    สุโขทัย

    •  LOEI BEYOND THE MEKONG

    สุขใจกันไปเลย วิถีริมโขง เที่ยวเชียงคาน จ.เลย ดินแดน Green Destinations และภูหลวง เมืองเกษตรกรรมถิ่นอีสาน สโลว์ไลฟ์ใจฟูไปกับการท่องเที่ยวแบบร่วมสมัยผสมกลิ่นอายของอดีตผ่าน “เมืองเชียงคาน” ย่านเก่าริมแม่น้ำโขง ที่ยังอบอวลไปด้วยวิถีชีวิตท้องถิ่นดั้งเดิม 

    เลย

    เพิ่มเติมด้วยกิจกรรมสร้างสรรค์ และงานศิลปะ แวะเยี่ยมชมหมู่บ้านชาวไทดำ ชาติพันธุ์ที่ยังคงวิถีผีฟ้า ปรัชญา ศรัทธาแห่งบรรพบุรุษ ท่ามกลางธรรมชาติและวิวขุนเขาแห่งพรมแดน

    • U THONG ANCIENT LEGACY

    เมืองมรดกแห่งดินแดนสุวรรณภูมิ จากความรุ่งเรืองในอดีตกาล เมืองแห่งศูนย์กลางการค้าสมัยทวารวดี และจุดเผยแผ่พระพุทธศาสนา ทำให้ “อู่ทอง” คือดินแดนที่เต็มไปด้วยโบราณสถาน โบราณวัตถุ และมนต์ขลังของความรุ่งเรืองแห่งกาลเวลาที่ยังอบอวลอยู่ รอให้ทุกคนมาสัมผัส

    เมืองโบราณอู่ทอง

    เปิดประสบการณ์ท่องเที่ยงเชิงประวัติศาสตร์ที่น่าตื่นตากับวิถีชีวิตที่น่าค้นหาของดินแดนที่ยิ่งใหญ่แห่งอุษาคเนย์

    • BANG KACHAO LOW CARBON, HIGH SPIRIT

    สัมผัสสิ่งแวดล้อมดีดี วิถีบางกะเจ้า ไม่ใช่แค่ one day trip แต่หากอยากสัมผัสบางกะเจ้าแบบครบรส ช้อป ชิม ชิล และสนุกไปกับกิจกรรมชุมชน สามารถพักค้างคืนท่ามกลางพื้นที่สีเขียวใกล้เมืองกรุง เติมเต็มประสบการณ์การท่องเที่ยวให้ชีวิต

    บางกระเจ้า

    เต็มอิ่มกับหลากเมนูท้องถิ่น และสูดลมหายใจให้เต็มปอดในพื้นที่เขียวแหล่งใหญ่ใกล้เมืองกรุงที่ “คุ้งบางกะเจ้า”

    • PATTAYA EVERYDAY WONDERS

    มหัศจรรย์ได้ทุกวันที่พัทยา พัทยาเมืองแห่งสีสันที่คึกคัก อุดมไปด้วยนักสร้างสรรค์ และเต็มไปด้วยเรื่องราวแห่งแรงบันดาลใจ ที่ถูกแสดงออกมาผ่านงานดีไซน์ แฟชั่น ดนตรี และอีเวนต์

    พัทยา

    สำคัญ ๆ มากมาย ขณะเดียวกันทีนี่ยังคงมีเรื่องราวของวัฒนธรรมท้องถิ่น มนต์เสน่ห์จากอดีตที่ยังอวบอวลอยู่ในซอกมุมต่าง ๆ อีกไม่น้อย การเดินทางมาเติมแรงบันดาลใจใหม่ ๆ ไปพร้อมกับการได้สัมผัสเรื่องราวของชุมชนดั้งเดิมใกล้พัทยา จึงเป็นประสบการณ์การท่องเที่ยวที่กลมกล่อมสำหรับทุกคนในครอบครัว

    •  KOH CHANG BLUE CASTAWAY

    หนีร้อนไปติดเกาะช้าง ลัดเลาะวิถีชุมชน สัมผัสวิถีชีวิตชาวชุมชน ท่ามกลางท้องทะเลสีฟ้าใส และทำความรู้จักกับชุมชนที่อยากให้นักเดินทางเข้าใจการท่องเที่ยวธรรมชาติอย่างถ่อมตน ไม่เบียดเบียน ช่วยลดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม เพื่อให้ “หมู่เกาะในฝัน สวรรค์แห่งอ่าวไทย” และบ้านของพวกเขายังคงอยู่อย่างงดงามต่อไปตราบนานเท่านาน

    เกาะช้าง

    • SONGKHLA LAGOON’S LIVING HERITAGE

    สมบัติแห่งกาลเวลา ปล่อยใจไปกับเสน่ห์ลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลา ทริปเดียว ครบทั้งประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และธรรมชาติ ให้นักเดินทางได้เข้ามาสัมผัส ลิ้มรสอาหารท้องถิ่นจากวัตถุดิบสดจากทะเล ที่ผ่านกรรมวิธีการปรุงอย่างพิถีพิถันอันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว

    สงขลา

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/lifestyle/travel-shopping/648207&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3zUdeUrrMl-HDHOzAfJUpq