Category: ท่องเที่ยว

  • “5 จังหวัดของไทย” ที่มีจำนวนนักท่องเที่ยวน้อยที่สุดในปี 2568

    “5 จังหวัดของไทย” ที่มีจำนวนนักท่องเที่ยวน้อยที่สุดในปี 2568

    แม้ประเทศไทยจะเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางยอดนิยมของนักท่องเที่ยวทั่วโลก แต่ในอีกมุมหนึ่ง ยังมีหลายจังหวัดที่มีจำนวนนักท่องเที่ยวค่อนข้างน้อย

    เมื่อเทียบกับจังหวัดท่องเที่ยวหลัก ซึ่งสะท้อนถึงความเหลื่อมล้ำด้านโอกาสและศักยภาพทางการท่องเที่ยวในแต่ละพื้นที่

    จากข้อมูลสถิติ ครึ่งปีแรกของปี 2568 โดย กองเศรษฐกิจการท่องเที่ยวและกีฬา พบว่า มีอย่างน้อย 5 จังหวัดของไทย ที่มีจำนวนนักท่องเที่ยวต่ำที่สุดในประเทศ โดยมีปัจจัยสำคัญทั้งเรื่องโครงสร้างพื้นฐาน ภาพลักษณ์ และการประชาสัมพันธ์ด้านการท่องเที่ยว

    5 จังหวัดของไทยที่มีจำนวนนักท่องเที่ยวน้อยที่สุดในปี 2568

    istock-495277277

    1. จังหวัดอำนาจเจริญ : นักท่องเที่ยว 149,753 คน

    อำนาจเจริญถือเป็นจังหวัดที่มีจำนวนนักท่องเที่ยวน้อยที่สุดในไทย สาเหตุหลักมาจากโครงสร้างพื้นฐานด้านการท่องเที่ยวที่ยังไม่หนาแน่น แหล่งท่องเที่ยวส่วนใหญ่เป็นธรรมชาติและวัฒนธรรมท้องถิ่นที่ยังไม่เป็นที่รู้จักในวงกว้าง

    อีกทั้งจังหวัดไม่มีสนามบิน การเดินทางต้องพึ่งพารถยนต์เป็นหลัก ทำให้การเข้าถึงค่อนข้างยากเมื่อเทียบกับจังหวัดอื่น แม้จะมีจุดเด่นอย่างพุทธอุทยานและวัดสำคัญหลายแห่ง แต่ยังขาดการประชาสัมพันธ์ที่มีพลังมากพอ

    d

    2. จังหวัดหนองบัวลำภู : นักท่องเที่ยว 198,252 คน

    หนองบัวลำภูเป็นจังหวัดที่มีโครงสร้างเศรษฐกิจเน้นภาคเกษตรกรรมมากกว่าการท่องเที่ยว แหล่งท่องเที่ยวสำคัญส่วนใหญ่เป็นภูเขา ถ้ำ และอุทยานธรรมชาติ ซึ่งยังไม่ได้รับการพัฒนาเชิงท่องเที่ยวอย่างเต็มศักยภาพ

    นอกจากนี้ ทำเลที่ตั้งของจังหวัดซึ่งอยู่ระหว่างทางไปหนองคายและอุดรธานี จังหวัดท่องเที่ยวที่มีความพร้อมมากกว่า ทำให้หนองบัวลำภูมักถูกมองข้าม และกลายเป็นเพียงจังหวัดทางผ่านของนักเดินทาง

    q

    3. จังหวัดยโสธร : นักท่องเที่ยว 317,017 คน

    ยโสธรเป็นที่รู้จักในฐานะเมืองแห่งประเพณีบุญบั้งไฟ ซึ่งได้รับความสนใจจากนักท่องเที่ยวเพียงช่วงเวลาสั้น ๆ ของปี ขณะที่กิจกรรมท่องเที่ยวในช่วงอื่นยังไม่โดดเด่นมากพอ

    ลักษณะเมืองโดยรวมเป็นพื้นที่ชนบทที่เรียบง่าย แหล่งท่องเที่ยวกระจายตัว และต้องใช้เวลาเดินทางภายในจังหวัดค่อนข้างมาก อีกทั้งยังขาดสิ่งอำนวยความสะดวกและจุดดึงดูดทางเศรษฐกิจ จึงทำให้จำนวนผู้มาเยือนยังอยู่ในระดับต่ำ

    s

    4. จังหวัดปัตตานี : นักท่องเที่ยว 318,955 คน

    ปัตตานีเป็นจังหวัดที่มีศักยภาพสูงทั้งด้านวัฒนธรรมอิสลาม อาหารพื้นถิ่น และธรรมชาติชายฝั่งทะเล อย่างไรก็ตาม ภาพลักษณ์ด้านความปลอดภัยในอดีตยังคงส่งผลต่อการตัดสินใจเดินทางของนักท่องเที่ยว

    แม้สถานการณ์ในปัจจุบันจะดีขึ้นอย่างมากแล้ว แต่การรับรู้ของสาธารณชนยังตามไม่ทัน อีกทั้งระบบขนส่งและเส้นทางบินยังไม่เอื้อต่อการท่องเที่ยวเชิงมวลชน ทำให้ผู้มาเยือนส่วนใหญ่เป็นนักท่องเที่ยวเฉพาะกลุ่ม

    y

    5. จังหวัดมหาสารคาม : นักท่องเที่ยว 391,504 คน

    มหาสารคามเป็นจังหวัดศูนย์กลางทางการศึกษา มีมหาวิทยาลัยขนาดใหญ่หลายแห่ง ทำให้เมืองมีความคึกคักในแง่นักศึกษา แต่ในมุมการท่องเที่ยวกลับไม่มีแหล่งท่องเที่ยวสำคัญระดับประเทศ

    แหล่งท่องเที่ยวส่วนใหญ่เป็นวัด พิพิธภัณฑ์ และวัฒนธรรมท้องถิ่น ซึ่งเหมาะกับนักท่องเที่ยวเฉพาะกลุ่ม อีกทั้งจังหวัดไม่มีภูมิประเทศที่โดดเด่น เช่น ภูเขา น้ำตก หรือแม่น้ำสายใหญ่ จึงทำให้นักเดินทางทั่วไปเลือกไปจังหวัดอื่นในภาคอีสานมากกว่า

    ทั้ง 5 จังหวัดของไทย ที่กล่าวมานี้ ถือเป็นพื้นที่ที่ยังมีโอกาสพัฒนาด้านการท่องเที่ยวอีกมาก หากได้รับการสนับสนุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน การสร้างภาพลักษณ์ และการประชาสัมพันธ์อย่างต่อเนื่อง ก็อาจกลายเป็นจุดหมายปลายทางใหม่ที่น่าสนใจในอนาคต

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/news/9866726/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0YFJnTyr4wKQNPfBC2zmLb

  • 10 อันดับโลก ‘ไทย – กรุงเทพฯ’ อยู่ที่เท่าไหร่? ‘เมืองฮอตปี 2026’

    10 อันดับโลก ‘ไทย – กรุงเทพฯ’ อยู่ที่เท่าไหร่? ‘เมืองฮอตปี 2026’

    10 อันดับโลก 'ไทย - กรุงเทพฯ' อยู่ที่เท่าไหร่? 'เมืองฮอตปี 2026'

    10 อันดับโลก ‘ไทย – กรุงเทพฯ’ อยู่ที่เท่าไหร่? ‘เมืองฮอตปี 2026’

    ประเทศไทยประกาศศักดาความแรงด้านการท่องเที่ยวตั้งแต่ต้นปี เมื่อ eDreams ODIGEO แพลตฟอร์มจองการเดินทางชื่อดังจากสเปน เปิดเผยผลการจัดอันดับเมืองท่องเที่ยวที่ถูกค้นหาและถูกกดวางแผนเดินทางมากที่สุดสำหรับปี 2026 ผลปรากฏว่า “กรุงเทพมหานครฯ” ขึ้นแท่นอันดับ 1 แบบไม่ต้องลุ้น แซงเมืองระดับโลกทุกโค้ง

    10 อันดับโลก 'ไทย - กรุงเทพฯ' อยู่ที่เท่าไหร่? 'เมืองฮอตปี 2026'

    การครองอันดับหนึ่งของกรุงเทพฯ ไม่ได้เป็นเพียงตัวเลข แต่สะท้อนภาพลักษณ์เมืองท่องเที่ยวที่ครบเครื่อง ทั้งวัฒนธรรม อาหาร ชีวิตกลางคืน แหล่งช็อปปิ้ง และความสะดวกในการเดินทาง จนกลายเป็นปลายทางในฝันของนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก

    ความร้อนแรงยังไม่จบแค่เมืองหลวง เพราะ “ภูเก็ต” ไข่มุกแห่งอันดามัน ก็ติดอันดับ 6 เมืองท่องเที่ยวยอดนิยมของโลก ตอกย้ำว่าทะเลไทยยังคงครองใจนักเดินทางสายพักผ่อน ขณะที่เมืองดังในเอเชียอย่าง “บาหลี” จากอินโดนีเซีย ก็ตามมาติดอันดับเช่นกัน ทำให้ภูมิภาคเอเชียกลายเป็นโซนที่เนื้อหอมที่สุดในสายตานักท่องเที่ยว

    10 อันดับโลก 'ไทย - กรุงเทพฯ' อยู่ที่เท่าไหร่? 'เมืองฮอตปี 2026'

    10 อันดับเมืองท่องเที่ยวยอดนิยมปี 2026 จากการค้นหาของนักเดินทางทั่วโลก

    • กรุงเทพฯ (ประเทศไทย)
    • โตเกียว (ญี่ปุ่น)
    • ปารีส (ฝรั่งเศส)
    • ลอนดอน (สหราชอาณาจักร)
    • นิวยอร์ก (สหรัฐอเมริกา)
    • ภูเก็ต (ประเทศไทย)
    • แฟรงก์เฟิร์ต (เยอรมนี)
    • บาหลี (อินโดนีเซีย)
    • โรม (อิตาลี)
    • มาดริด (สเปน)

    รายชื่อดังกล่าวไม่เพียงเป็นไอเดียสำหรับนักท่องเที่ยวที่กำลังวางแผนทริปข้ามปี แต่ยังเป็นสัญญาณเตือนว่า ปี 2026 ประเทศไทยกำลังจะเผชิญคลื่นนักท่องเที่ยวขนาดใหญ่ ทั้งในกรุงเทพฯ และเมืองท่องเที่ยวหลักอย่างภูเก็ต คำถามสำคัญคือ โครงสร้างพื้นฐานและการบริการของไทย พร้อมรับมือกับความนิยมระดับโลกนี้มากแค่ไหน

    สรุปข่าวคมชัดลึก 

    ผลจัดอันดับจากแพลตฟอร์มท่องเที่ยวระดับโลกชี้ชัด “กรุงเทพฯ” คือเมืองท่องเที่ยวอันดับ 1 ของโลกในปี 2026 พร้อมด้วย “ภูเก็ต” ที่ติด Top 10 สะท้อนศักยภาพการท่องเที่ยวไทยที่ยังแรงไม่หยุด ปีหน้าไทยเตรียมรับนักท่องเที่ยวแบบจัดหนัก และบทบาท “เจ้าบ้านของโลก” กำลังกลับมาอีกครั้ง

    #กรุงเทพมหานคร #ท่องเที่ยวไทย #เมืองท่องเที่ยวยอดนิยม #เที่ยวปี2026 #คมชัดลึก

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.komchadluek.net/news/general-news/612003&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0ataKfRf6NGw2IVm–NTnN

  • แฉพิธีกรช่องน้อยสี หมดสัญญาเช่าไม่ย้ายออก ทิ้งขยะ-ขี้แมวเกลื่อน เพจดังแย้มคำใบ้

    แฉพิธีกรช่องน้อยสี หมดสัญญาเช่าไม่ย้ายออก ทิ้งขยะ-ขี้แมวเกลื่อน เพจดังแย้มคำใบ้

              ใคร ? พิธีกรช่องน้อยสี หมดสัญญาเช่าไม่ย้ายออก กินอยู่ฟรีมา 3 เดือน ทิ้งขี้แมว-ทิ้งขยะเกลื่อน ถูกทวงบ่อย ๆ กลับไล่ไปฟ้อง เพจดังแย้มคำใบ้ คนแห่ใส่ใจ  

    พิธีกรช่องน้อยสี ค้างค่าเช่า ไม่ย้ายออก

    ภาพจาก เฟซบุ๊ก บิ๊กเกรียน

              เป็นเรื่องราวที่สังคมให้ความสนใจ กรณีวานนี้ (6 มกราคม 2569) เพจ บิ๊กเกรียน ออกมาเผยเรื่องราวของพิธีกรรายการท่องเที่ยว ช่องน้อยสี ที่เช่าห้องอยู่ 1 ปี แต่เมื่อหมดสัญญากลับไม่ยอมคืนห้อง แถมยังปล่อยให้อยู่ในสภาพเลอะเทอะ รกเหมือนกองขยะ 

              โดย น.ส.จุฬาภรณ์ เผ่าจินดา หรือ มุก อายุ 47 ปี เจ้าของคอนโด ย่านหัวถนนท่าน้ำปากเกร็ด เปิดเผยว่า หลังจากครบกำหนดสัญญาเช่า 1 ปี เมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน 2568 ปรากฏว่าพิธีกรรายการท่องเที่ยวรายนี้ ไม่ยอมคืนห้อง ปล่อยให้ห้องรกรุงรังเป็นกองขยะ ทิ้งขี้แมวไว้ให้ดูต่างหน้า ตนพยายามพูดคุยขอให้เขาคืนห้องและย้ายออก เพราะไม่จ่ายค่าเช่ามาตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน จนถึงวันนี้จะเข้า 3 เดือนแล้ว แต่เมื่อทวงถามบ่อย ๆ เขาก็ไล่ให้ไปฟ้องร้องเอา

    พิธีกรช่องน้อยสี ค้างค่าเช่า ไม่ย้ายออก

    ภาพจาก เฟซบุ๊ก บิ๊กเกรียน

              ทางเจ้าของห้องจึงอยากฝากสื่อเป็นคนกลางไปถึงพิธีกรรายดังกล่าว ให้มาย้ายข้าวของ เสื้อผ้า และเก็บกวาดห้อง ให้อยู่ในสภาพเรียบร้อย และตนก็ได้แจ้งความไว้ที่ สภ.ปากเกร็ด แล้ว

              ทั้งนี้ เมื่อมีนักข่าวติดต่อไปสอบถามฝั่งพิธีกร กลับตอบสั้น ๆ ว่าไม่สะดวกให้สัมภาษณ์ เพราะได้ส่งเรื่องให้ทนายดำเนินการ และแจ้งความไว้ที่กองปราบปรามเช่นกัน เนื่องจากเจ้าของห้องเช่ากับสามีมาเลื่อยกุญแจที่ตนล็อกไว้ และเข้าห้องโดยไม่ได้รับอนุญาต และยังมาเปลี่ยนกุญแจชุดใหม่จนเข้าห้องไม่ได้ถึงทุกวันนี้ โดยในห้องมีของมีค่าหลายอย่าง รวมถึงกระเป๋าหลุยส์ และตั้งใจไปต่อสู้ในชั้นศาล

    พิธีกรช่องน้อยสี ค้างค่าเช่า ไม่ย้ายออก

    ภาพจาก เฟซบุ๊ก บิ๊กเกรียน

              ขณะที่เพจ ดาวแปดแฉก มีคำใบ้เพิ่มเติมถึงพิธีกรรายดังกล่าว ระบุว่า “อ่านข่าวแล้วไม่รู้ว่าใคร !! พิธีกรหญิง รายการท่องเที่ยว ช่องน้อยสี มีสามีแล้ว ได้เช่าคอนโดย่านปากเกร็ด สัญญา 1 ปี ครบหมดสัญญาแล้ว เมื่อพฤศจิกา 68 ล่วงเลย มา 3 เดือน ไม่ยอมคืนห้อง ทิ้งขี้แมวไว้ให้ดูต่างหน้า #อยากให้ครูกะปิใส่ใจครับ”

    พิธีกรช่องน้อยสี ค้างค่าเช่า ไม่ย้ายออก

    พิธีกรช่องน้อยสี ค้างค่าเช่า ไม่ย้ายออก

    ภาพจาก เฟซบุ๊ก บิ๊กเกรียน

    ภาพจาก เฟซบุ๊ก บิ๊กเกรียน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://hilight.kapook.com/view/251304&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2-pBix8D1ZeWmuBGYudoIg

  • ปีใหม่ 69 คนแห่บินเฉียด 5.8 แสน กระบี่แชมป์ผู้โดยสาร-เที่ยวบินสูงสุด

    ปีใหม่ 69 คนแห่บินเฉียด 5.8 แสน กระบี่แชมป์ผู้โดยสาร-เที่ยวบินสูงสุด

    ทย. เผยยอดผู้โดยสารปีใหม่ 69 พุ่งแตะ 5.8 แสนคน เพิ่มขึ้นกว่า 81% โดยสนามบินกระบี่ครองแชมป์คนใช้บริการและเที่ยวบินสูงสุด สะท้อนสัญญาณบวกท่องเที่ยวไทย

    นายดนัย เรืองสอน อธิบดีกรมท่าอากาศยาน (ทย.) เปิดเผยถึงภาพรวมการเดินทางผ่านท่าอากาศยานในสังกัดช่วงเทศกาลปีใหม่ 2569 ระหว่างวันที่ 26 ธันวาคม 2568 ถึง 5 มกราคม 2569 พบว่ามีจำนวนผู้โดยสารรวมสูงถึง 579,969 คน ซึ่งถือเป็นสัญญาณบวกที่สำคัญของการฟื้นตัวในอุตสาหกรรมการขนส่งทางอากาศ 
     

    ปีใหม่ 69 คนแห่บินเฉียด 5.8 แสน กระบี่แชมป์ผู้โดยสาร-เที่ยวบินสูงสุด

    กระบี่แชมป์ผู้โดยสารสูงสุด

    ท่าอากาศยานกระบี่ยังคงครองความนิยมสูงสุดเป็นอันดับ 1 ทั้งในด้านจำนวนผู้โดยสารที่สูงถึง 145,828 คน และจำนวนเที่ยวบินพาณิชย์รวม 946 เที่ยวบิน

    สำหรับอันดับรองลงมาในด้านจำนวนผู้โดยสาร ได้แก่ ท่าอากาศยานอุดรธานี (73,598 คน) ท่าอากาศยานขอนแก่น (64,232 คน) ท่าอากาศยานสุราษฎร์ธานี (60,677 คน) และท่าอากาศยานอุบลราชธานี (43,501 คน) ตามลำดับ

    ส่วนการบริหารจัดการเที่ยวบิน กรมท่าอากาศยานรายงานว่ามีจำนวนเที่ยวบินพาณิชย์รวมทั้งหมด 3,827 เที่ยวบิน โดยมีสถิติที่น่าสนใจในด้านการขนส่งสินค้าทางอากาศ ซึ่งท่าอากาศยานนครศรีธรรมราชครองแชมป์ปริมาณการขนส่งสินค้ามากที่สุดที่ 22,294 กิโลกรัม จากยอดรวมการขนส่งสินค้าทั้งหมด 102,072 กิโลกรัม ปีใหม่ 69 คนแห่บินเฉียด 5.8 แสน กระบี่แชมป์ผู้โดยสาร-เที่ยวบินสูงสุด

    เปรียบเทียบกับช่วงเทศกาลปีใหม่ในปี 2568 พบว่าการเติบโตในปีนี้พุ่งสูงขึ้นอย่างก้าวกระโดด โดยจำนวนผู้โดยสารเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 81.54 และจำนวนเที่ยวบินเพิ่มขึ้นร้อยละ 78.75 

    อธิบดีกรมท่าอากาศยานระบุว่า ภาพรวมการให้บริการเป็นไปด้วยความเรียบร้อย ทั้งด้านความปลอดภัยและการอำนวยความสะดวกเชื่อมต่อการเดินทางจากสนามบินสู่ตัวเมืองและแหล่งท่องเที่ยว ที่มีการจัดเตรียมรถสาธารณะไว้อย่างเพียงพอ ทำให้ไม่มีผู้โดยสารตกค้างและสร้างความพึงพอใจให้กับผู้ใช้บริการเป็นอย่างมาก

    ปีใหม่ 69 คนแห่บินเฉียด 5.8 แสน กระบี่แชมป์ผู้โดยสาร-เที่ยวบินสูงสุด

    การเติบโตอย่างก้าวกระโดดของตัวเลขผู้โดยสารในปีนี้ เปรียบเสมือนเครื่องยนต์หลักของการท่องเที่ยวที่กลับมาเดินเครื่องเต็มสูบ พร้อมขับเคลื่อนเศรษฐกิจในภูมิภาคให้คึกคักตลอดทั้งปี
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/smart-city/736055&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3i6VOf-UMDngPVsWm3dqv2

  • สรุปยุทธศาสตร์กาแฟเชียงราย 2026 เมื่อคนรุ่นใหม่คืนถิ่น ปั้น “อาราบิก้า” ผลผลิตอันดับ 1 ของประเทศ

    สรุปยุทธศาสตร์กาแฟเชียงราย 2026 เมื่อคนรุ่นใหม่คืนถิ่น ปั้น “อาราบิก้า” ผลผลิตอันดับ 1 ของประเทศ

    ยุทธศาสตร์กาแฟเชียงราย 2026 “อาราบิก้าครองเมือง” ท่ามกลางมรสุมภาษีทรัมป์และวิกฤตซัพพลายเชนโลก

    เชียงราย, 6 มกราคม 2569 – เมื่อสายหมอกยามเช้าคลี่ตัวคลุมแนวยอดดอยเชียงราย กลิ่นดอกกาแฟที่เริ่มบานแทรกตัวท่ามกลางอากาศเย็นจัด ไม่ได้เป็นเพียงภาพวิถีเกษตรกรรมของชุมชนบนพื้นที่สูง หากแต่กำลังสะท้อนสมรภูมิเศรษฐกิจใหม่ของจังหวัด ที่วันนี้กาแฟอาราบิก้าไม่ได้ถูกมองแค่ในฐานะ “พืชเศรษฐกิจตัวเลือก” แต่เป็น “ยุทธศาสตร์จังหวัด” ที่ผูกอนาคตของเกษตรกร ชุมชน และการยืนหยัดของกาแฟไทยบนเวทีโลก

    ท่ามกลางโลกที่กำลังเผชิญภาวะ “ผลิตไม่พอใช้” ความเปราะบางของภูมิอากาศ และกฎระเบียบด้านสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวดขึ้น เชียงรายกลับยืนอยู่ในจุดที่แตกต่างออกไปอย่างชัดเจน จุดที่ตัวเลขสถิติยืนยันว่าเป็น “ป้อมปราการหมายเลขหนึ่งของกาแฟไทย”

    เชียงราย แชมป์กาแฟไทยด้วยผลผลิต 4,850 ตัน  อาราบิก้ากว่า 99% ของจังหวัด

    ข้อมูลปีเพาะปลูก 2568 จากสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ระบุชัดว่า เชียงรายครองตำแหน่งจังหวัดที่มีผลผลิตกาแฟมากที่สุดในประเทศไทย ด้วยผลผลิตรวม 4,850 ตัน จากเนื้อที่ยืนต้น 55,415 ไร่ และเนื้อที่ให้ผลผลิต 53,954 ไร่  หากเปรียบเทียบกับตัวเลขรวมทั้งประเทศที่มีผลผลิตกาแฟ 16,020 ตัน จะพบว่า กาแฟจากเชียงรายคิดเป็นสัดส่วนราวหนึ่งในสามของผลผลิตไทยทั้งหมด ขณะที่ทั้งภาคเหนือมีผลผลิตรวม 11,390 ตัน หรือมากกว่าร้อยละ 70 ของทั้งประเทศ โดยมีเชียงใหม่ (3,203 ตัน) น่าน (936 ตัน) แม่ฮ่องสอน (921 ตัน) ลำปาง (517 ตัน) และตาก (396 ตัน) ติดอยู่ใน 10 อันดับจังหวัดผู้ผลิตกาแฟสูงสุดของประเทศร่วมกัน

    สิ่งที่ทำให้เชียงรายแตกต่างไปจากหลายพื้นที่ในประเทศ คือ “ความเป็นอาราบิก้าล้วน” เกือบทั้งจังหวัด ข้อมูลสถิติเดียวกันระบุว่า ในผลผลิตทั้งหมด 4,850 ตันของเชียงราย เป็นกาแฟพันธุ์อาราบิก้าถึง 4,822 ตัน คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 99.25 ขณะที่โรบัสต้า (ซึ่งนิยมปลูกในภาคใต้) มีเพียง 28 ตัน เท่านั้น

    ตัวเลขเหล่านี้ทำให้เชียงรายไม่ใช่แค่ “ผู้ผลิตรายใหญ่” แต่คือ “เมืองหลวงอาราบิก้า” ของประเทศไทยอย่างแท้จริง เป็นฐานวัตถุดิบหลักให้กับโรงคั่วกาแฟพิเศษ (Specialty Coffee) แบรนด์ไทยจำนวนมาก และกำลังเป็นแม่เหล็กดึงดูดนักท่องเที่ยวสายกาแฟจากทั่วประเทศให้เดินทางขึ้นดอยเพื่อ “ดื่มจากต้นทาง”

    ครัวเรือนผู้ปลูกเพิ่มสวนกระแสประเทศ กาแฟในฐานะ “พืชแห่งความหวัง”

    ต่างจากภาพรวมของประเทศไทยที่จำนวนครัวเรือนผู้ปลูกกาแฟลดลงต่อเนื่อง จาก 29,761 ครัวเรือนในปี 2563 เหลือเพียง 24,949 ครัวเรือนในปี 2568 แต่เชียงรายกลับเดินคนละทิศทางอย่างเด่นชัด โดยจำนวนครัวเรือนผู้ปลูกกาแฟเพิ่มจาก 3,147 ครัวเรือนในปี 2563 เป็น 3,921 ครัวเรือนในปี 2568

    ในระดับภูมิภาค ภาคเหนือโดยรวมก็ยังเติบโตจาก 13,067 ครัวเรือน เป็น 15,685 ครัวเรือนในช่วงเวลาเดียวกัน ซึ่งสะท้อนว่า “พื้นที่สูงภาคเหนือ” ยังคงเชื่อมั่นในศักยภาพของกาแฟอาราบิก้า ในขณะที่หลายพื้นที่ในภาคใต้หันไปปลูกพืชชนิดอื่นหรือออกจากระบบการผลิตกาแฟ

    สำหรับเชียงราย การเพิ่มขึ้นของครัวเรือนผู้ปลูกไม่ได้สะท้อนแค่จำนวน แต่สะท้อน “โครงสร้างใหม่ของชุมชน” ด้วย เพราะในช่วง 4–5 ปีที่ผ่านมา มีทั้งเกษตรกรรุ่นใหม่ที่กลับบ้านจากเมืองใหญ่มาลงทุนทำสวนกาแฟและโฮมสเตย์ รวมถึงเกษตรกรเดิมที่ปรับตัวจากพืชเชิงเดี่ยวสู่ระบบเกษตรผสมผสานบนดอย เช่น กาแฟใต้ร่มไม้ร่วมกับแมคคาเดเมีย อโวคาโด หรือแม้แต่พืชสมุนไพร เพื่อกระจายความเสี่ยงจากความผันผวนของราคา

    การที่ครัวเรือนผู้ปลูกในเชียงรายเพิ่มขึ้น ในขณะที่ตัวเลขระดับประเทศลดลง จึงสะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนว่า กาแฟในเชียงรายกำลังถูกมองในฐานะ “พืชแห่งความหวัง” ที่ผูกโยงอนาคตของครัวเรือนบนดอย ทั้งด้านรายได้ ความมั่นคงทางอาหาร และการรักษาป่าต้นน้ำไปพร้อมกัน

    ภาคเหนือ เส้นเลือดใหญ่ของกาแฟไทย และบทบาทของจังหวัดรอบข้าง

    เมื่อขยับภาพออกจากเชียงรายไปสู่ระดับภูมิภาค ข้อมูลสถิติบ่งชี้ว่าภาคเหนือคือหัวใจสำคัญของอุตสาหกรรมกาแฟไทย ด้วยเนื้อที่ยืนต้น 138,574 ไร่ ผลผลิต 11,390 ตัน และมีสัดส่วนอาราบิก้าสูงถึง 10,705 ตัน จากผลผลิตรวมทั้งหมด 11,390 ตัน หรือกว่า 93% ของภาค

    เชียงใหม่และน่านทำหน้าที่เป็น “เสาหลักร่วม” เคียงข้างเชียงราย – เชียงใหม่มีผลผลิต 3,203 ตันบนพื้นที่ 35,615 ไร่ ขณะที่น่านมีผลผลิต 936 ตัน จาก 12,677 ไร่ แม้พื้นที่อย่างแม่ฮ่องสอนและลำปางจะมีปริมาณผลผลิตรองลงมา แต่กำลังกลายเป็น “ดาวรุ่ง” ของกาแฟพิเศษ ด้วยภูมิประเทศสูงชัน ดินลึก และอากาศเย็นจัดที่เหมาะกับสายพันธุ์อาราบิก้าคุณภาพสูง

    หากมองทั้งภาคเหนือเป็นห่วงโซ่เดียวกัน เชียงรายอยู่ในฐานะ “ประตูการค้าและการท่องเที่ยว” เชื่อมกาแฟจากดอยสู่เมือง ผ่านโครงสร้างพื้นฐานด้านโลจิสติกส์และชายแดนแม่สาย–เชียงของ ที่สามารถต่อยอดไปสู่ตลาดต่างประเทศ โดยเฉพาะจีนตอนใต้และลาว ซึ่งกำลังเป็นตลาดเป้าหมายใหม่ของกาแฟไทย

    ไทย ภาพใหญ่ของประเทศที่ “ผลิตไม่พอใช้”

    แม้เชียงรายและภาคเหนือจะมีตัวเลขผลผลิตน่าประทับใจ แต่ภาพรวมระดับประเทศยังสะท้อนภาวะ “คอขวดเชิงการผลิต” อย่างชัดเจน

    ปัจจุบัน ไทยมีผลผลิตกาแฟรวม 16,020 ตันต่อปี ขณะที่ความต้องการบริโภคในประเทศสูงถึงราว 90,000 ตันต่อปี ทำให้ไทยสามารถผลิตได้เพียงประมาณ 17% ของความต้องการ ส่วนช่องว่างอีกกว่า 80% ต้องอาศัยการนำเข้าเมล็ดกาแฟดิบและผลิตภัณฑ์กาแฟจากต่างประเทศ โดยในช่วงต้นปี 2568 มูลค่าการนำเข้ากาแฟของไทยสูงถึง 8,387.30 ล้านบาท ตามข้อมูลจากหน่วยงานด้านการค้าระหว่างประเทศ

    หากเทียบกับอดีตเมื่อปี 2544 ซึ่งไทยเคยผลิตกาแฟได้สูงถึง 86,000 ตัน จะเห็นได้ว่าฐานการผลิตกาแฟของประเทศหดตัวลงอย่างมากในช่วงสองทศวรรษที่ผ่านมา สาเหตุสำคัญมาจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ทำให้พื้นที่ปลูกอาราบิก้าบางส่วนเสื่อมศักยภาพลง และการตัดสินใจเปลี่ยนไปปลูกพืชที่ให้ผลตอบแทนเร็วกว่า เช่น ทุเรียน หรือพืชไร่บางชนิด

    อย่างไรก็ตาม ในขณะที่หลายจังหวัดลดพื้นที่ปลูกกาแฟลง เชียงรายกลับเดินหน้าเพิ่มทั้งพื้นที่และจำนวนครัวเรือนผู้ปลูก ดังที่ตัวเลขสถิติได้สะท้อนไว้ นั่นหมายความว่า “อนาคตของกาแฟไทย” จำนวนไม่น้อยกำลังผูกอยู่กับความสามารถในการรักษาและยกระดับห่วงโซ่กาแฟของเชียงรายและภาคเหนือให้ยั่งยืน

    โลกเปลี่ยน อุปทานตึงตัว ราคาผันผวน และเงื่อนไขสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวดขึ้น

    บนเวทีโลก ปีการผลิต 2568/26 ถูกบันทึกว่าเป็นหนึ่งในปีที่อุตสาหกรรมกาแฟเผชิญ “ภาวะย้อนแย้งแห่งการเติบโต” อย่างชัดเจน ตัวเลขคาดการณ์จากองค์การกาแฟระหว่างประเทศ (ICO) และกระทรวงเกษตรสหรัฐฯ (USDA) ชี้ว่า ผลผลิตกาแฟโลกอยู่ที่ราว 178–179 ล้านถุง (ถุงละ 60 กิโลกรัม) ขณะที่การบริโภคพุ่งแตะระดับประมาณ 180 ล้านถุง ส่งผลให้ปริมาณสำรองปลายปี (Ending Stocks) ลดลงเหลือราว 20 ล้านถุง ลดต่อเนื่องมาเป็นปีที่ 5

    ความตึงตัวของอุปทานทำให้ดัชนีราคากาแฟโลกทะยานขึ้นเกือบสามเท่าในช่วงสองปีที่ผ่านมา ขณะที่ความผันผวนของภูมิอากาศ  จากภัยแล้งในบราซิล ไปจนถึงฝนผิดฤดูกาลในเอเชีย  ทำให้ผู้ผลิตจำเป็นต้องปรับพอร์ตการปลูกจากอาราบิก้าสู่โรบัสต้ามากขึ้น

    ด้านนโยบายการค้า สหรัฐอเมริกาภายใต้ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เคยใช้มาตรการภาษีศุลกากรที่ส่งผลให้ราคากาแฟคั่วบดในตลาดสหรัฐฯ ปรับเพิ่มขึ้นกว่า 30% แม้ภายหลังจะมีการยกเลิกภาษีกาแฟจากบราซิลแล้ว แต่แรงกระแทกด้านราคาและต้นทุนยังคงส่งผลต่อห่วงโซ่กาแฟทั่วโลก และต้องใช้เวลาอย่างน้อยถึงไตรมาส 3 ปี 2569 กว่าตลาดจะเริ่มปรับตัวเข้าสู่ระดับสมดุลใหม่

    ขณะเดียวกัน สหภาพยุโรปกำลังเดินหน้าบังคับใช้กฎระเบียบ EUDR ว่าด้วยสินค้าปลอดการตัดไม้ทำลายป่า ซึ่งรวมถึงกาแฟด้วย แม้จะเลื่อนการบังคับใช้เต็มรูปแบบสำหรับบริษัทรายใหญ่ไปเป็นเดือนธันวาคม 2569 แต่ก็เป็น “สัญญาณเตือน” ให้ผู้ผลิตทุกประเทศ รวมถึงไทย ต้องเร่งพัฒนาระบบตรวจสอบย้อนกลับและการระบุพิกัดแปลงปลูกให้ได้มาตรฐาน หากต้องการรักษาสถานะผู้ส่งออกสู่ตลาดคุณภาพสูงในยุโรป

    สำหรับเชียงราย เงื่อนไขเหล่านี้อาจกลายเป็นดาบสองคม  หากไม่เตรียมตัว อาจถูกกีดกันออกจากตลาดพรีเมียม แต่หากสามารถยกระดับระบบข้อมูลและการผลิตให้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมได้ก่อน ก็จะกลายเป็น “แต้มต่อเชิงยุทธศาสตร์” ที่ยกระดับมูลค่ากาแฟได้ในระยะยาว

    ยุทธศาสตร์กาแฟเชียงราย 2026 ทางรอดในโลกที่กาแฟไม่ใช่แค่เครื่องดื่ม

    เมื่อเชื่อมโยงตัวเลขระดับจังหวัด ประเทศ และโลก จะเห็นว่า เชียงรายกำลังอยู่ในจุดเปลี่ยนสำคัญของอุตสาหกรรมกาแฟไทย ในเชิงยุทธศาสตร์ แนวทางที่ภาคส่วนต่าง ๆ ในเชียงรายพูดถึงและเริ่มขับเคลื่อน สามารถสังเคราะห์ได้เป็น 4 แกนหลัก ดังนี้

    จาก “ขายปริมาณ” สู่ “ขายคุณค่า” ผ่านกาแฟพิเศษและ GI

    ด้วยจุดแข็งด้านภูมิอากาศและความสูงของพื้นที่ปลูก เชียงรายมีศักยภาพสูงในการผลิตกาแฟอาราบิก้าคุณภาพดีที่ให้กลิ่นรสฟรุตตี้และฟลอรัล ซึ่งเป็นที่ต้องการของตลาดกาแฟพิเศษทั่วโลก การเร่งจัดทำและผลักดันกาแฟที่มีสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) ครอบคลุมทั้งดอยตุง ดอยช้าง ดอยแม่สลอง และพื้นที่อื่น ๆ จะช่วยสร้าง “แบรนด์ภูมิภาค” ให้เข้มแข็ง

    ตลาดกาแฟพิเศษทั่วโลกในปี 2568 ถูกประเมินมูลค่ากว่า 10,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และคาดว่าจะเติบโตเฉลี่ยปีละราว 10% ไปจนถึงปี 2575 โดยมีผู้บริโภควัย 18–24 ปี เป็นกลุ่มหลักที่ให้ความสำคัญกับการจัดหาที่มีจริยธรรม (Ethical Sourcing) เรื่องราวของชุมชน และรสชาติที่ซับซ้อนมากกว่าความเข้มเพียงอย่างเดียว

    สำหรับเชียงราย การเล่า “เรื่องราวจากต้นน้ำ” ตั้งแต่เกษตรกรรมใต้ร่มเงาป่า การจ้างงานคนรุ่นใหม่บนดอย ไปจนถึงการดูแลดินและแหล่งน้ำ  จึงไม่ใช่เพียงกิจกรรมประชาสัมพันธ์ แต่เป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์การตลาดที่จะทำให้กาแฟจากดอยแต่ละแห่งมี “มูลค่าเพิ่ม” เมื่อไปถึงมือผู้บริโภคในเมืองและต่างประเทศ

    เชื่อมกาแฟกับการท่องเที่ยวเชิงประสบการณ์ (Experiential Tourism)

    เชียงรายกำลังถูกผลักดันให้เป็น “เมืองกาแฟและเมืองท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ” ควบคู่กัน การพัฒนาเส้นทาง “ดื่มกาแฟจากต้นน้ำสู่ปลายน้ำ” ที่เริ่มต้นจากการเดินชมแปลงกาแฟ ชิมเชอร์รี่บนต้น เรียนรู้การแปรรูปแบบเปียก–แบบแห้ง ไปจนถึงการคั่วและชงในคาเฟ่บนดอย กำลังกลายเป็นจุดขายใหม่ของจังหวัด

    เมื่อเชื่อมโยงกับยุทธศาสตร์การท่องเที่ยวภาพใหญ่ของ ททท. สำนักงานเชียงราย ที่มุ่งเปลี่ยนจังหวัดจาก “เมืองทางผ่าน” สู่ “เมืองที่ต้องมาสัมผัส” แนวทางกาแฟเชิงประสบการณ์จึงมีบทบาทเป็น “ผลิตภัณฑ์หลัก” ที่ทั้งสร้างรายได้ เพิ่มระยะเวลาพำนัก และกระจายเม็ดเงินไปสู่ชุมชนบนดอย

    เกษตรฟื้นฟู BCG รักษาป่าและเพิ่มรายได้ไปพร้อมกัน

    บนพื้นที่สูงอย่างเชียงราย กาแฟไม่ใช่แค่พืชเศรษฐกิจ แต่เกี่ยวพันกับระบบนิเวศของป่าต้นน้ำโดยตรง แนวคิดเกษตรกรรมเชิงฟื้นฟู (Regenerative Agriculture) ที่เน้นการปลูกกาแฟใต้ร่มไม้ การคลุมดิน การเพิ่มความหลากหลายทางชีวภาพในสวน และการลดการใช้สารเคมี กำลังถูกยกขึ้นมาเป็นแนวทางหลัก

    ตัวอย่างจากโครงการระดับประเทศอย่าง Coffee++ และ Nescafé Plan 2030 แสดงให้เห็นว่า เมื่อเกษตรกรปรับระบบปลูกสู่เกษตรฟื้นฟู สามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ถึงราว 40% พร้อมเพิ่มรายได้จากพืชร่วมแปลง ในบริบทเชียงราย แนวทางเดียวกันนี้จะช่วยทั้งรักษาป่าต้นน้ำ สร้างภาพลักษณ์กาแฟที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และเตรียมความพร้อมให้สอดคล้องกับข้อกำหนด EUDR ในอนาคต

    ข้อมูล–เทคโนโลยี–ความร่วมมื เสาหลักสู่การเป็น “จังหวัดต้นแบบกาแฟยั่งยืน”

    สุดท้าย ยุทธศาสตร์กาแฟเชียงราย 2026 จะเดินหน้าไม่ได้หากขาด “ข้อมูลและการบูรณาการ” ระหว่างหน่วยงาน ตั้งแต่กรมวิชาการเกษตร สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น สถาบันการศึกษาอย่างมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง ไปจนถึงเอกชน โรงคั่ว และผู้ประกอบการท่องเที่ยว

    การสร้างฐานข้อมูลแปลงปลูกระดับพิกัดภูมิศาสตร์ (Geolocation) การเชื่อมระบบตรวจสอบย้อนกลับกับมาตรฐานสากล การใช้เซ็นเซอร์และเทคโนโลยีเกษตรแม่นยำ (Precision Farming) เพื่อจัดการน้ำและปุ๋ยอย่างมีประสิทธิภาพ ตลอดจนการออกแบบผลิตภัณฑ์ทางการเงินและประกันภัยที่เหมาะกับเกษตรกรกาแฟบนดอย ล้วนเป็นเงื่อนไขสำคัญที่จะทำให้เชียงรายก้าวสู่การเป็น “จังหวัดต้นแบบกาแฟยั่งยืน” ของประเทศ

    ถ้วยกาแฟจากดอยเชียงรายในสมการเศรษฐกิจใหม่

    เมื่อเชื่อมทุกชั้นข้อมูลเข้าด้วยกัน   ตั้งแต่ตัวเลขผลผลิต 4,850 ตันของเชียงรายที่คิดเป็นหนึ่งในสามของกาแฟไทยทั้งหมด ครัวเรือนผู้ปลูกที่เพิ่มขึ้นสวนกระแสประเทศ ไปจนถึงภาพใหญ่ของโลกที่กำลังเผชิญภาวะอุปทานตึงตัวและกฎเกณฑ์สิ่งแวดล้อมที่เข้มงวดขึ้น   จะเห็นชัดว่า กาแฟเชียงรายไม่ได้อยู่เพียง “ชายขอบ” ของอุตสาหกรรมอีกต่อไป

    กาแฟทุกแก้วที่ถูกเสิร์ฟในคาเฟ่กลางเมืองเชียงราย หรือในร้านกาแฟระดับพรีเมียมในกรุงเทพฯ และต่างประเทศ จึงไม่ใช่แค่เครื่องดื่มสร้างความตื่นตัวในยามเช้า หากแต่คือ “ภาชนะที่บรรจุอนาคต” ของชุมชนบนดอย เศรษฐกิจภาคเหนือ และความสามารถของประเทศไทยในการปรับตัวสู่ระบบเศรษฐกิจที่เน้นคุณค่า ความยั่งยืน และคุณภาพชีวิตของผู้คนต้นน้ำอย่างแท้จริง

    โจทย์ต่อจากนี้ คือการทำให้ยุทธศาสตร์กาแฟเชียงราย 2026 ไม่ใช่เพียงคำประกาศบนกระดาษ แต่กลายเป็นกระบวนการเปลี่ยนผ่านจริงในไร่กาแฟทุกผืน จากดอยตุง ดอยช้าง ดอยแม่สลอง ไปจนถึงหมู่บ้านเล็ก ๆ ริมโขง   เพราะในโลกที่กาแฟกำลังเผชิญทั้งวิกฤตอุปทานและแรงกดดันด้านสิ่งแวดล้อม จังหวัดที่มองเห็น “โอกาสในวิกฤต” ก่อน ย่อมมีโอกาสยืนหยัดในฐานะผู้นำสมรภูมิกาแฟยุคใหม่ได้อย่างมั่นคงที่สุด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://nakornchiangrainews.com/chiang-rai-coffee-strategy-2026-arabica/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0tGvFg3enyiC-Zv59kNqLp

  • เจาะเทรนด์ Wellness 2026 อสังหาฯ-ท่องเที่ยว โอกาสทองธุรกิจไทย

    เจาะเทรนด์ Wellness 2026 อสังหาฯ-ท่องเที่ยว โอกาสทองธุรกิจไทย

    นพ.ตนุพล วิรุฬหการุญ ประธานคณะผู้บริหาร บีดีเอ็มเอส เวลเนส คลินิก และ บีดีเอ็มเอส เวลเนส รีสอร์ท บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ธุรกิจเวลเนส (Wellness) ปี 2026 มีเทรนด์ที่จะมาแรงทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ ซึ่งสอดคล้องกับตลาดโลก 8 เทรนด์ ดังนี้

    1. Wellness Real Estate (อสังหาริมทรัพย์เพื่อสุขภาพ): เป็นกลุ่มที่เติบโตเร็วที่สุดในโลก โดยมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยปี 2024-2029 อยู่ที่ 15.2% ต่อปี คาดการณ์ว่ามูลค่าตลาดจะแตะ 0.746 ล้านล้านดอลลาร์ในปี 2026 และพุ่งสูงถึง 1.1 ล้านล้านดอลลาร์ในปี 2029 ซึ่งสูงกว่าตลาดอสังหาริมทรัพย์ปกติหลายเท่า

    2. แพทย์แผนดั้งเดิม สมุนไพรไทย และ T&CM: ตลาดกลุ่มนี้มีอัตราการเติบโตเฉลี่ยอยู่ที่ 10.8% ต่อปี และคาดว่าจะมีมูลค่าแตะ 756.6 พันล้านดอลลาร์ในปี 2026 เทรนด์นี้สะท้อนว่าคนหันมาเชื่อมั่นใน “รากวัฒนธรรมสุขภาพของชาติ” เช่น การแพทย์แผนจีน อินเดีย (Ayurveda) และการแพทย์แผนไทย เพราะผู้บริโภคต้องการสิ่งที่มาจากธรรมชาติ ปลอดภัย และเน้นการปรับใช้ในชีวิตจริง

    3. Mental & Sleep Wellness: ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพจิตและการนอนหลับมีอัตราการเติบโต 10.1% ต่อปี โดยมูลค่าตลาดอาจสูงถึง 331.1 พันล้านดอลลาร์ในปี 2026 ข้อมูลระบุว่าผู้คนทั่วโลกกำลังเผชิญกับความเครียดและปัญหาการนอนหลับ ทำให้ธุรกิจอย่าง Sleep Economy, Aromatherapy, Mindfulness และ Sound Healing เติบโตอย่างก้าวกระโดด

    เจาะเทรนด์ Wellness 2026 อสังหาฯ-ท่องเที่ยว โอกาสทองธุรกิจไทย

    4. Wellness Tourism (การท่องเที่ยวเพื่อสุขภาพ): มีอัตราการเติบโต 9.1% ต่อปี และคาดการณ์มูลค่าตลาดในปี 2026 อยู่ที่ 1,077.8 พันล้านดอลลาร์ โดยคิดเป็นสัดส่วนถึง 17.8% ของการใช้จ่ายด้านการท่องเที่ยวทั้งหมด สำหรับประเทศไทยมีศักยภาพสูงมากในด้านนี้ ทั้งจากบุคลากรทางการแพทย์ อาหาร การบริการ และจุดเด่นด้านธรรมชาติ

    5. Public Health & Prevention & Personalized Medicine: ถือเป็นกลยุทธ์ที่มีผลตอบแทน (ROI) สูงสุด โดยเฉพาะ Personalized Medicine ที่มีการเติบโตเพิ่มขึ้นเป็น 7.8% เนื่องจากทั้งภาครัฐและเอกชนหันมาลงทุนในการตรวจคัดกรองเชิงลึกเพื่อป้องกันก่อนที่จะป่วย

    เจาะเทรนด์ Wellness 2026 อสังหาฯ-ท่องเที่ยว โอกาสทองธุรกิจไทย

    6. อาหารสุขภาพ โภชนาการ และการลดน้ำหนัก: คาดการณ์มูลค่าตลาดแตะ 1,364.3 พันล้านดอลลาร์ในปี 2026 โดยมีเทรนด์ที่น่าสนใจ เช่น Gut Health (สุขภาพลำไส้), Brain & Mood Food (อาหารบำรุงสมองและอารมณ์), Plant-Based Diet และ Sustainable & Ethical Eating (การกินที่ยั่งยืน)

    7. Workplace Wellness: ปรับเปลี่ยนจากการจัดกิจกรรม HR ทั่วไป ไปสู่ “ระบบบริหารความเสี่ยงขององค์กร” เนื่องจากต้นทุนด้านสุขภาพของพนักงานคือความสูญเสียทางประสิทธิภาพการทำงาน (Productivity loss) เน้นการสร้างสภาพแวดล้อมที่ดี การสนับสนุนการออกกำลังกาย และลดการทำงานดึกเพื่อสุขภาวะโดยรวม

    เจาะเทรนด์ Wellness 2026 อสังหาฯ-ท่องเที่ยว โอกาสทองธุรกิจไทย

    8. AI for Wellness: การนำ AI มาเป็นผู้ช่วยสุขภาพส่วนตัวที่ “รู้ใจ” และ “วัดผลได้” เช่น การใช้ข้อมูลจาก Wearable มาวางแผนสุขภาพแบบเรียลไทม์ การคัดกรองความเสี่ยงล่วงหน้า และการวางแผนดูแลสุขภาพเชิงป้องกันผ่านการตรวจพิมพ์เขียวสุขภาพและการตรวจความยาวเทโลเมียร์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/health-wellness/health/648329&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3Ecd78Idy2AOE-Bvi6uU6H

  • ทย. เผยสถิติเดินทางปีใหม่คึกคัก “กระบี่” ครองแชมป์ผู้โดยสาร – เที่ยวบินสูงสุด

    ทย. เผยสถิติเดินทางปีใหม่คึกคัก “กระบี่” ครองแชมป์ผู้โดยสาร – เที่ยวบินสูงสุด

    วันนี้ (6 ม.ค.2569) นายดนัย เรืองสอน อธิบดีกรมท่าอากาศยาน เปิดเผยภาพรวมการเดินทางทางอากาศในช่วงเทศกาลปีใหม่ พ.ศ.2569 ระหว่างวันที่ 26 ธ.ค.2568 – 5 ม.ค.2569 ว่าท่าอากาศยานในสังกัดกรมท่าอากาศยานมีจำนวนผู้โดยสาร เที่ยวบิน และการขนส่งสินค้าทางอากาศเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัดเมื่อเทียบกับปีก่อน ถือเป็นสัญญาณบวกที่บ่งชี้ถึงการฟื้นตัวของระบบขนส่งทางอากาศในประเทศ

    โดยรวมแล้ว ผู้โดยสารที่เดินทางผ่านท่าอากาศยานทั้งหมดในสังกัดมีจำนวน 579,969 คน เที่ยวบินพาณิชย์ 3,827 เที่ยว และปริมาณสินค้าที่ขนส่งทางอากาศ 102,072 กิโลกรัม ซึ่งสะท้อนถึงความเชื่อมั่นของประชาชนในการเดินทางช่วงหยุดยาว

    ท่าอากาศยานที่มีจำนวนผู้โดยสารมากที่สุด 5 อันดับแรก

    1. ท่าอากาศยานกระบี่ ครองตำแหน่งอันดับ 1 ด้วยผู้โดยสาร 145,828 คน
    2. ท่าอากาศยานอุดรธานี 73,598 คน
    3. ท่าอากาศยานขอนแก่น 64,232 คน
    4. ท่าอากาศยานสุราษฎร์ธานี 60,677 คน
    5. ท่าอากาศยานอุบลราชธานี 43,501 คน

    ตัวเลขเหล่านี้แสดงให้เห็นถึงความนิยมของเส้นทางท่องเที่ยวและการเดินทางกลับภูมิลำเนาในภาคใต้และภาคอีสานที่เพิ่มสูงขึ้น

    ในส่วนของเที่ยวบินพาณิชย์ ท่าอากาศยานกระบี่ ยังคงนำโด่งด้วย 946 เที่ยวบิน รองลงมาคือท่าอากาศยานอุดรธานี 482 เที่ยวบิน ท่าอากาศยานขอนแก่น 432 เที่ยวบิน ท่าอากาศยานสุราษฎร์ธานี 384 เที่ยวบิน และ ท่าอากาศยานนครศรีธรรมราช 312 เที่ยวบิน

    ท่าอากาศยานที่มีปริมาณการขนส่งสินค้าทางอากาศมากที่สุด 5 อันดับ

    1. ท่าอากาศยานนครศรีธรรมราช 22,294 กิโลกรัม
    2. ท่าอากาศยานสุราษฎร์ธานี 21,891 กิโลกรัม
    3. ท่าอากาศยานกระบี่ 15,468 กิโลกรัม
    4. ท่าอากาศยานอุดรธานี 15,078 กิโลกรัม
    5. ท่าอากาศยานอุบลราชธานี 13,859 กิโลกรัม

    ตัวเลขเหล่านี้ส่วนหนึ่งมาจากสินค้าท่องเที่ยวและของขวัญช่วงเทศกาล เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงปีใหม่ พ.ศ. 2568 ระหว่างวันที่ 27 ธ.ค.2567 – 2 ม.ค.2568 พบว่าจำนวนผู้โดยสารเพิ่มขึ้นร้อยละ 81.54 เที่ยวบินเพิ่มขึ้นร้อยละ 78.75 และปริมาณสินค้าขนส่งเพิ่มขึ้นร้อยละ 134.27 สะท้อนถึงการเติบโตที่แข็งแกร่งของอุตสาหกรรมการบิน

    อธิบดีกรมท่าอากาศยานยังกล่าวเพิ่มเติมว่า การดำเนินงานในช่วงนี้เป็นไปด้วยความเรียบร้อยทั้งด้านการอำนวยความสะดวก ความปลอดภัย และการรักษาความปลอดภัย โดยมีการจัดรถสาธารณะรับ-ส่งจากท่าอากาศยานไปยังตัวเมืองหรือสถานที่ท่องเที่ยวอย่างเพียงพอและสอดคล้องกับตารางเที่ยวบิน ทำให้ไม่มีผู้โดยสารตกค้างในแต่ละวัน

    ผู้โดยสารส่วนใหญ่แสดงความพึงพอใจต่อการให้บริการ รวมถึงกิจกรรมพิเศษในช่วงคริสต์มาสและปีใหม่ที่จัดขึ้นภายในท่าอากาศยานในสังกัด ซึ่งช่วยสร้างบรรยากาศแห่งความสุขและความประทับใจในการเดินทางให้แก่ผู้ใช้บริการทุกคน

    อ่านข่าวอื่น :

    ราชทัณฑ์แจง “ทนายตั้ม” ร่างกายปกติ มีภาวะเครียดบางครั้ง แพทย์ดูแลใกล้ชิด

    “ประติมากรรมสำริดกลุ่มประโคนชัย” อายุกว่า 1,200 ปี กลับคืนสู่มาตุภูมิ

    “คุณากร” แจ้งความ “ผู้สมัคร สส.ประชาชน-ทีมงาน” ปมชูนิ้วกลาง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/500828&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0I_xHmtMxmHzuleKe3bEmt

  • อสังหาฯ EEC หดตัว แนวราบ-แนวสูงชะลอ พัทยายังได้อานิสงส์ท่องเที่ยว

    อสังหาฯ EEC หดตัว แนวราบ-แนวสูงชะลอ พัทยายังได้อานิสงส์ท่องเที่ยว

    ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ (REIC) ธนาคารอาคารสงเคราะห์ รายงานสถานการณ์ตลาดที่อยู่อาศัยในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) พบว่าภาพรวมตลาดยังคงอยู่ในภาวะชะลอตัวเมื่อเทียบกับปีก่อน ทั้งในฝั่งอุปสงค์และอุปทาน สะท้อนแรงกดดันจากเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวช้า ต้นทุนทางการเงิน และความระมัดระวังของผู้บริโภค

    อุปทานหดตัว ใบอนุญาตจัดสรรลดลงชัด

    ในไตรมาส 3 ปี 2568 พื้นที่ EEC มีโครงการที่ได้รับใบอนุญาตจัดสรรที่ดินจำนวน 33 โครงการ รวม 2,440 หน่วย ลดลงทั้งจำนวนโครงการและจำนวนหน่วยกว่า 30% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่ภาพรวม 9 เดือนแรก มีใบอนุญาตจัดสรรรวม 87 โครงการ 6,478 หน่วย ลดลงราวหนึ่งในสามจากปีก่อนหน้า

    เมื่อพิจารณาตามประเภท พบว่าทาวน์เฮาส์ยังเป็นสินค้าหลักของตลาด คิดเป็นสัดส่วนกว่าครึ่งหนึ่งของหน่วยที่ได้รับอนุญาต รองลงมาคือบ้านเดี่ยวและบ้านแฝด สะท้อนทิศทางผู้ประกอบการที่ปรับพอร์ตไปสู่บ้านราคาจับต้องได้และตอบโจทย์กำลังซื้อจริง

    ในเชิงพื้นที่ จังหวัดระยองยังครองสัดส่วนอุปทานสูงสุดกว่า 55% ของ EEC แม้จำนวนรวมลดลง แต่บางประเภทอย่างทาวน์เฮาส์ยังขยายตัว ขณะที่ชลบุรีและฉะเชิงเทราหดตัวแรงกว่า สะท้อนการชะลอเปิดโครงการใหม่ในทำเลเมืองและอุตสาหกรรม

    ด้านพื้นที่ได้รับอนุญาตก่อสร้าง ไตรมาส 3 ปี 2568 มีจำนวนประมาณ 985,000 ตารางเมตร เพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากปีก่อน โดยเป็นการเพิ่มขึ้นของที่อยู่อาศัยแนวราบเป็นหลัก ส่วนอาคารชุดยังมีสัดส่วนต่ำ

    อย่างไรก็ตาม หากดูภาพรวม 9 เดือนแรก พื้นที่ก่อสร้างที่อยู่อาศัยใน EEC ยังลดลงกว่า 7% โดยเฉพาะอาคารชุดที่หดตัวมากกว่าแนวราบ สะท้อนความระมัดระวังของผู้พัฒนาโครงการคอนโดมิเนียม หลังตลาดเผชิญซัพพลายคงค้างและกำลังซื้อที่ยังไม่ฟื้นเต็มที่

    ขณะที่ฝั่งอุปสงค์ มีการโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัยใน EEC จำนวน 12,208 หน่วย มูลค่า 29,407 ล้านบาทในไตรมาส 3 ปี 2568 ลดลงทั้งจำนวนและมูลค่าเมื่อเทียบกับปีก่อน โดยคอนโดมิเนียมปรับตัวลดลงแรงกว่าบ้านแนวราบ

    โดยภาพรวม มีการโอนจำนวน 32,868 หน่วย มูลค่า 80,051 ล้านบาท ลดลงราว 5-7% จากปีก่อนหน้า อย่างไรก็ดี REIC ระบุว่า เมื่อพิจารณาแบบรายไตรมาส ตลาดเริ่มเห็นสัญญาณดีขึ้นจากแรงหนุนมาตรการภาครัฐ ทั้งการลดค่าธรรมเนียมการโอนและจดจำนอง รวมถึงการผ่อนคลายเกณฑ์ LTV

    หากแยกตามจังหวัด ชลบุรียังคงเป็นตลาดหลักของ EEC ด้วยมูลค่าการโอนกว่า 56,000 ล้านบาท แม้ลดลงจากปีก่อน ขณะที่ระยองเป็นจังหวัดเดียวที่มูลค่าและจำนวนการโอนเพิ่มขึ้น สะท้อนกำลังซื้อจากภาคอุตสาหกรรมและแรงงานคุณภาพ ส่วนฉะเชิงเทรายังอยู่ในภาวะชะลอทั้งจำนวนและมูลค่า

    พัทยา-นาจอมเทียน ทำเลท่องเที่ยวยังมีแรงพยุง

    ท่ามกลางภาพรวมตลาดที่ชะลอตัว ทำเลท่องเที่ยวอย่างพัทยา-นาจอมเทียนยังถูกมองโอกาสว่าเป็นพื้นที่ที่มีศักยภาพ โดยเฉพาะตลาดบ้านแนวราบเพื่ออยู่อาศัยจริงและบ้านพักตากอากาศ สอดรับกับการขยายตัวของเศรษฐกิจท่องเที่ยว การลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน และบทบาทของพัทยาในฐานะ Tourism Economy Hub

    อย่างที่ล่าสุด บริษัท ลลิล พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) เปิดตัวโครงการใหม่ “ลลิล ทาวน์ พัทยา-นาจอมเทียน” มูลค่าโครงการ 650 ล้านบาท บนพื้นที่ 25 ไร่ รวม 228 ยูนิต เพื่อตอบโจทย์ความต้องการที่อยู่อาศัยของกลุ่มคนทำงาน ภาคบริการ ผู้ประกอบการท่องเที่ยว และผู้ซื้อที่ต้องการบ้านในทำเลศักยภาพ

    นายชูรัชฏ์ ชาครกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท ลลิล พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) มองว่า ปัจจัยโครงสร้างพื้นฐานเป็นแรงหนุนสำคัญของทำเลดังกล่าว ทั้งโครงการคมนาคมใหม่และรถไฟความเร็วสูงเชื่อมกรุงเทพฯ-อู่ตะเภา ซึ่งช่วยเพิ่มศักยภาพการเดินทางและการเชื่อมโยงกับพื้นที่เศรษฐกิจหลัก ส่งผลให้พัทยา-นาจอมเทียนไม่ได้ถูกมองเพียงในมิติเมืองท่องเที่ยว แต่กำลังพัฒนาไปสู่พื้นที่อยู่อาศัยถาวรของกลุ่มคนทำงานและผู้พำนักระยะยาว

    ขณะเดียวกัน การเติบโตของอุตสาหกรรมใหม่ในพื้นที่ EEC ไม่ว่าจะเป็นยานยนต์ไฟฟ้า โลจิสติกส์ และดิจิทัลเทคโนโลยี ยังเป็นอีกปัจจัยที่ช่วยดึงแรงงานคุณภาพและผู้มีรายได้มั่นคงเข้าสู่พื้นที่มากขึ้น ทำให้ความต้องการที่อยู่อาศัยมีแนวโน้มขยับจากการซื้อเพื่อเก็งกำไร ไปสู่การอยู่อาศัยจริงในระยะยาว ภาคธุรกิจจึงเริ่มปรับแนวทางการพัฒนาโครงการ โดยให้ความสำคัญกับฟังก์ชันการใช้งาน คุณภาพการก่อสร้าง และการรองรับเทคโนโลยีในอนาคต เพื่อสอดรับกับพฤติกรรมการอยู่อาศัยที่เปลี่ยนไป

    นายชูรัชฏ์ระบุว่า จากมุมมองของผู้พัฒนาโครงการ พัทยา–นาจอมเทียนยังถือเป็นทำเลที่มีศักยภาพในเชิงยุทธศาสตร์ของโซนตะวันออก เนื่องจากได้รับแรงสนับสนุนทั้งจากเศรษฐกิจ การลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน อุตสาหกรรมอนาคต และบทบาทของพื้นที่ในฐานะศูนย์กลางการท่องเที่ยวระดับนานาชาติ ซึ่งเป็นปัจจัยที่ช่วยประคองตลาดบ้านแนวราบในช่วงที่ภาพรวมตลาดอสังหาริมทรัพย์ EEC ยังอยู่ในภาวะชะลอตัว

    อย่างไรก็ตาม REIC ประเมินว่า ตลาดที่อยู่อาศัย EEC ในระยะถัดไปยังต้องอาศัยแรงหนุนจากเศรษฐกิจ การลงทุนภาครัฐ และความเชื่อมั่นผู้บริโภค ผู้ประกอบการจำเป็นต้องบริหารอุปทานอย่างระมัดระวัง เลือกทำเลและกลุ่มเป้าหมายชัดเจน โดยเฉพาะบ้านแนวราบในทำเลที่มีปัจจัยพื้นฐานรองรับ เช่น เมืองท่องเที่ยวและพื้นที่เศรษฐกิจสำคัญ ซึ่งยังพอมีแรงประคองตลาดในช่วงเปลี่ยนผ่านนี้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/real-estate/648320&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2eCOM76mqAWN-wd4_kdZGn

  • ท่องเที่ยวปี 2569  ททท.ปั๊มรายได้ 3 ล้านล้าน ต่างชาติเที่ยวไทย 36.7 ล้านคน

    ท่องเที่ยวปี 2569 ททท.ปั๊มรายได้ 3 ล้านล้าน ต่างชาติเที่ยวไทย 36.7 ล้านคน

    ททท.คาดปีนี้ ต่างชาติเที่ยวไทย 36.7 ล้าน

    นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เปิดเผยว่า ททท.คาดการณ์สถานการณ์ท่องเที่ยวในปี 2569 ประเมินว่าจะสร้างรายได้รวมจากการท่องเที่ยวทั้งจากนักท่องเที่ยวต่างชาติเที่ยวไทยและคนไทยเดินทางเที่ยวในประเทศ รวมอยู่ที่ 3 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 7 % จากปี 2568 ที่คาดว่าจะปิดรายได้จากการท่องเที่ยวรวมได้อยู่ที่ 2.68 ล้านล้านบาท ซึ่งในการสร้างรายได้จากการท่องเที่ยวจะกลับมาเท่าปี 2562 แม้ว่าจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติเที่ยวไทยอาจจะยังไม่กลับมาเท่ากับปีก่อนเกิดโควิดก็ตาม

    ในปี 2569 ททท.คาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางมาเที่ยวไทย 36.7 ล้านคน ในกรณีฐาน (Baseline Scenario) เพิ่มขึ้น 10 % จากปี 2568 ที่คาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางมาเที่ยวไทยปิดที่ 32.8 % ลดลงจากปี 2567 ราว 10% โดยเป็นนักท่องเที่ยวจากตลาดระยะไกล 70% หรือ 25.6 ล้านคน จะมาจากตลาดระยะใกล้ (Short-haul) ส่วนอีก 30% หรือ 11.2 ล้านคน สร้างรายได้จากการท่องเที่ยว 2 ล้านล้านบาท เพิ่มจากปี 2568 ที่คาดว่าจะสร้างรายได้อยู่ที่ 1.52 ล้านล้านบาท

    ขณะที่ตลาดการเดินทางท่องเที่ยวภายในประเทศของคนไทยในปีหน้า คาดว่าจะอยู่ที่ 208 ล้านคน-ครั้ง สร้างรายได้จากการท่องเที่ยว 1 ล้านล้านบาท ซึ่งเป็นการเติบโตต่อเนื่อง เพิ่มจากปี 2568 ซึ่งน่าจะปิดอยู่ที่ 202 ล้านคน-ครั้ง แม้จะมีประเด็นท้าทายเรื่องอัตราการเกิดที่ต่ำและจำนวนประชากรที่ไม่เพิ่มขึ้น แต่จะเน้นให้คนไทยเดินทางท่องเที่ยวให้ถี่ขึ้นแทน

    เป้าหมายการท่องเที่ยวของททท. ปี 2569

    เปิดตัว ลิซ่า Amazing Thailand Ambassador ชวนเที่ยวไทย

    การส่งเสริมการท่องเที่ยวในปี 2569 ททท. จะผลักดันธีมการตลาดระหว่างประเทศใหม่ “ Amazing Thailand Healing is the New Luxury” ททท.จะเน้นสื่อสารว่าการท่องเที่ยวในประเทศไทยเป็นการเยียวยาและผ่อนคลายจิตใจนักท่องเที่ยวทั่วโลก ผ่านกิจกรรมและประสบการณ์กันของนักท่องเที่ยวทุกกลุ่ม ไปจนถึงครอบครัวและเพื่อนฝูง รวมถึงการส่งเสริมแพ็กเกจท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ ซึ่งประเทศไทยติดอันดับต้น ๆ ของโลก

    ส่วนกิจกรรมการท่องเที่ยวที่สำคัญจะเริ่มดำเนินการตั้งแต่ไตรมาสแรกของปี 2569 เน้นไปที่ 4 ด้านหลัก ได้แก่ การฟื้นฟูความเชื่อมั่น, การประชาสัมพันธ์, การตลาด และการจัดกิจกรรม (Event) เพื่อส่งเสริมภาพลักษณ์ ภายใต้แกนหลักคือการสร้างความสุขที่แท้จริงจากการเดินทาง ซึ่งมากกว่าแค่การท่องเที่ยวแต่เป็นการได้รับคุณค่าและการเยียวยาชีวิต

    ไม่ว่าจะเป็น การเปิดตัว ลิซ่า ลลิษา มโนบาล ซึ่งเป็น Amazing Thailand Ambassador ของททท.วันที่ 28 มกราคม 2568 พร้อมเชิญสื่อ อินฟลูเอนเซอร์ และผู้นำความคิดเห็นจากต่างประเทศเกือบ 100 รายเข้าร่วมงาน และเปิดตัวภาพยนตร์โฆษณาโปรโมทการท่องเที่ยวไทย

    ลิซ่า blackpink

    ทำให้แบรนด์ Amazing Thailand แข็งแกร่งในเวทีโลก รวมถึงเน้นสร้างกระแสแบบออร์แกนิคผ่านกลุ่มแฟนคลับทั่วโลก ชวนเที่ยวไทย การจัดงานตรุษจีนอย่างยิ่งใหญ่ ทั้งที่กรุงเทพฯและหาดใหญ่

    นอกจากนี้ ยังมีแผนกระตุ้น “Night Economy” หรือ “เศรษฐกิจกลางคืน” ไม่ว่าจะเป็นการสร้างกิจกรรมใหม่ เพื่อดึงดูดกลุ่มคนที่มีความสนใจเฉพาะทาง (Sub-culture) และความเชื่อต่าง ๆ ซึ่งเป็นกระแสที่ได้รับความสนใจจากทั่วโลก อาทิ การจัดกิจกรรม “UFO Festival” ที่เขื่อนขุนด่านปราการชล จ.นครนายก ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ การฟื้น “ถนนคนเดินยามค่ำคืน” ในชุมชนต่าง ๆ เช่น ถนนคนเดินมุสลิมในเขตคลองสามวาหรือบึงกุ่ม เพื่อเจาะกลุ่มตลาดฮาลาล เป็นต้น

    นางสาวฐาปนีย์ กล่าวต่อว่าปัจจัยบวกของการท่องเที่ยวในปี 2569 ได้แก่ การมีรัฐบาลใหม่จากการเลือกตั้งที่ชัดเจนช่วยสร้างความเชื่อมั่นเสถียรภาพทางการเมือง การปราบปรามสแกมเมอร์และอาชญากรรมอย่างจริงจังช่วยสร้างความมั่นใจให้นักท่องเที่ยว โดยเฉพาะชาวเกาหลีและจีน ความสัมพันธ์ไทย-จีน ซึ่งมีสัญญาณที่ดีหลังการเสด็จไปเยือนจีนของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและพระราชินี และได้รับการต้อนรับจากผู้นำจีน รวมถึงการพัฒนาทางอากาศที่เริ่มเห็นผลเป็นรูปธรรมมากขึ้น

    ขณะที่ปัจจัยลบและภาวะท้าทาย ก็ยังคงเป็นเรื่องของ ภัยธรรมชาติ (Natural Disaster) เป็นปัจจัยที่น่ากังวลที่สุดเพราะเกิดขึ้นกะทันหันและควบคุมไม่ได้ ปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitics) ซึ่งเป็นความขัดแย้งในระดับโลกที่อาจส่งผลต่อความปลอดภัยและการตัดสินใจเดินทาง และการแข็งค่าของเงินบาท ทำให้ไทยเสียเปรียบด้านการแข่งขันเมื่อเทียบกับคู่แข่ง

    ฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์

    โฟกัส Amazing 5 Economy รุกเศรษฐกิจสร้างสรรค์

    ผู้ว่าททท.ยังกล่าวต่อว่า บทเรียนจากปี 2568 สะท้อนชัดว่าการท่องเที่ยวไทยกำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านเชิงโครงสร้าง ไม่ใช่เพียงการฟื้นตัวหลังวิกฤต หากแต่คือการปรับตัวต่อพฤติกรรมของนักท่องเที่ยวที่ซับซ้อนขึ้น ทั้งรูปแบบการเดินทาง ความคาดหวังต่อประสบการณ์ ไปจนถึง Mindset ด้านการใช้จ่ายที่ให้ความสำคัญกับ คุณค่ามากกว่าปริมาณ

    แนวคิด “Value over Volume” จึงกลายเป็นกรอบตั้งต้นทางยุทธศาสตร์ของททท. ที่กำหนดทิศทาง The New Concept for Thailand Tourism 2026 จากการเติบโตเชิงตัวเลข สู่การเติบโตที่สร้างความหมาย ประสบการณ์ที่แตกต่างที่หาจากไหนไม่ได้อีกแล้วจนไปถึงประสบการณ์ที่เยียวยาจิตใจไม่ใช่แค่ร่างกาย และคุณค่าที่ยั่งยืนต่อผู้มาเยือน

    ในบริบทนี้ Amazing Thailand ไม่ได้ทำหน้าที่เป็นเพียงสโลแกนของประเทศอีกต่อไป หากแต่กำลังขยายบทบาทสู่การเป็นระบบเศรษฐกิจสร้างสรรค์ที่ต้องตอบโจทย์นักท่องเที่ยวคุณภาพอย่างเป็นรูปธรรม กรอบคิด Amazing 5 Economy จึงถูกวางเป็นโครงสร้างเศรษฐกิจท่องเที่ยวคุณภาพ เพื่อรองรับนักท่องเที่ยวคุณภาพที่หลากหลาย รองรับดีมานด์ใหม่ของโลก ได้แก่ “Wellness Economy” มุ่งสู่การเป็นศูนย์กลาง “Wellness & Medical Tourism” ระดับนานาชาติ รองรับกลุ่มผู้สูงวัยจากทั่วโลก ด้วยแนวคิดการดูแลสุขภาพแบบองค์รวม

    “Sub-Culture Economy” การท่องเที่ยวเชิงลึกที่เข้าใจ “DNA ของนักเดินทาง”ที่แม้เป็นกลุ่มเล็ก แต่ทรงพลังในการสร้างอิทธิพลระดับโลก รวมถึง “Night Economy” กระจายโอกาสสู่เมืองหลักและเมืองน่าเที่ยว เพิ่มเวลาเศรษฐกิจ ปลดล็อกกฎระเบียบเพื่อให้เศรษฐกิจยามค่ำคืนกลายเป็นเครื่องมือขับเคลื่อนสร้างสรรค์ รวมทั้งกลไกด้านภาษีและระบบการชำระเงิน “Tax-Free Economy” การพิจารณามาตรการภาษีและจัดตั้ง Tax-Free Zone ในเมืองหลักและเมืองรอง สร้างแรงจูงใจให้กับนักท่องเที่ยวคุณภาพ

    ทั้งยังสะท้อนการขยับจากการขายสถานที่ท่องเที่ยว ไปสู่การออกแบบ Ecosystem ที่สร้างมูลค่าในระยะยาว และสามารถเกิดขึ้นได้จริงตั้งแต่เมืองหลักไปจนถึงเมืองรอง ช่วยกระจายรายได้และลดการกระจุกตัวของเศรษฐกิจท่องเที่ยว การเดินไปสู่ The New Concept of Amazing Thailand และ Tourism 2026นี้ จำเป็นต้องอาศัยมากกว่าวิสัยทัศน์เชิงนโยบาย กลยุทธ์ 6S ถูกวางเป็นเครื่องมือเชิงระบบ เพื่อยกระดับประสบการณ์ มาตรฐาน ความยั่งยืน และความปลอดภัย

    ควบคู่กับการรุกตลาดเติบโตผ่าน Health & Wellness และการผลักดันบทบาท Aviation Hub ของประเทศไทย โดย กลยุทธ์ 6S เป็นกลยุทธที่ททท. วางกรอบการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมเพื่อสร้างการท่องเที่ยวที่ยั่งยืนและมีคุณภาพได้แก่

    1. Smart Experience ใช้ AI และเทคโนโลยีเชื่อมโลกออนไลน์-ออฟไลน์ สร้างประสบการณ์ไร้รอยต่อ
    2. Soundness with Wellness ตอบรับเมกะเทรนด์สุขภาพและตอกย้ำบทบากไทยในฐานะ Wellness Hub ของภูมิภาค
    3. Segmentation for Competition เน้นนักท่องเที่ยวคุณภาพ สร้างพันธมิตรใหม่ และยกระดับกิจกรรมท้องถิ่นสู่เวทีโลก
    4. Story to Tell ให้คนไทยเป็นผู้เล่าเรื่อง ถ่ายทอดเสน่ห์ความจริงใจ และอัตลักษณ์ของชาติ
    5. Sustainable Tourism ความยั่งยืนใช่ทางเลือกแต่คือเงื่อนไขหลักของการเติบโต
    6. Safety & Security ความปลอดภัยคือหัวใจ ตั้งแต่ระบบ CCTV การคมนาคม การสื่อสาร จนถึงความมั่นใจในทุกการเดินทาง

    การท่องเที่ยวในปีนี้จึงไม่ใช่แค่การดึงนักท่องเที่ยวกลับมา แต่คือการสร้างการท่องเที่ยวที่โลกเชื่อมั่น และเลือกประเทศไทยเพราะคุณค่าที่แตกต่าง ไม่ได้มองแค่จำนวนคนเพียงอย่างเดียว แต่ยังเน้นกลยุทธ์เชิงรุก ไม่ว่าจะเป็นการยกระดับและปรับปรุงมาตรฐานความปลอดภัยและการบริการ (Trust Thailand) การโฟกัส Health & Wellness ตอบรับกลุ่ม High-Value ที่มีค่าใช้จ่ายต่อทริปสูง และ Aviation Hub

    ททท.ยังคงเน้นกลยุทธแอร์ไลน์ โฟกัส ในการผลักดันและเปิดเส้นทางบินใหม่จากตลาดคุณภาพ พร้อมใช้ศักยภาพสนามบินรอง เพื่อกระจายรายได้และลดความแออัด ทำให้เพิ่มการเดินทางท่องเที่ยวสู่เมืองรองเพิ่มมากขึ้นนั่นเอง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/business/tourism/648282&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0fB-j3TjljukvS6Dto3PSD

  • นักท่องเที่ยวต่างชาติ อนาจารกลางป่าตอง ตำรวจท่องเที่ยว บุกรวบตัว ชี้ ภูเก็ตเมืองท่องเที่ยว ไม่ใช่ที่ปลดปล่อยกาม

    นักท่องเที่ยวต่างชาติ อนาจารกลางป่าตอง ตำรวจท่องเที่ยว บุกรวบตัว ชี้ ภูเก็ตเมืองท่องเที่ยว ไม่ใช่ที่ปลดปล่อยกาม

    6 ม.ค. 69 – ภูเก็ตเมืองท่องเที่ยวไม่ใช่พื้นที่ปลดปล่อยกาม ตำรวจท่องเที่ยวบูรณาการ สภ.ป่าตอง ตามรวบนักท่องเที่ยวต่างชาติหลังคลิปฉาวว่อนโซเชียล กระทำอนาจารกลางที่สาธารณะ สร้างภาพลักษณ์เสียหาย เตรียมเสนอเพิกถอนวีซ่า

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตามที่มีสื่อโซเซียลนำเสนอคลิปวิดีโอซึ่งปรากฏ พฤติกรรมนักท่องเที่ยวต่างชาติกระทำการอนาจารในที่สาธารณะ ทำให้เสื่อมเสียภาพลักษณ์การท่องเที่ยว นั้น

    พ.ต.อ.ณรภณ วัฒนะกรทวี ผู้กำกับการ 2 กองบังคับการตำรวจท่องเที่ยว 3 เปิดเผยว่า พล.ต.ท.ศักย์ศิรา เผือกอ่ำ ผู้บัญชาการตำรวจท่องเที่ยว และ พล.ต.ต.เศรษฐศักดิ์ ยิ้มเจริญ ผู้บังคับการตำรวจท่องเที่ยว 3 ได้สั่งการเร่งด่วนให้ติดตามตัวผู้ก่อเหตุโดยทันที

    โดยมอบหมายให้ตน พร้อมด้วย พ.ต.ท.เอกชัย ศิริ สวญ.ส.ทท.1 กก.2 บก.ทท.3, พ.ต.ท.สราวุฒิ เกาะกลาง สว.งานสืบสวน กก.2 บก.ทท.3, พ.ต.ท.ชาญณรงค์ รอดทองดี สว.ส.ทท.1 กก.2 บก.ทท.3 และชุดสืบสวนตำรวจท่องเที่ยว บูรณาการกำลังร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.ป่าตอง สืบสวนหาตัวผู้กระทำความผิด

    จากการตรวจสอบพบว่า เหตุเกิดเมื่อช่วงเช้ามืดวันที่ 4 มกราคม 2569 เวลาประมาณ 05.00 น. มีนักท่องเที่ยวชายชาวต่างชาติแสดงพฤติกรรมอนาจารต่อหน้าธารกำนัลในพื้นที่ตำบลป่าตอง อันเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา

    ต่อมาในวันที่ 6 มกราคม 2569 เวลาประมาณ 02.00 น. เจ้าหน้าที่สามารถติดตามจับกุมชายชาวต่างชาติที่ปรากฏในคลิปวิดีโอได้สำเร็จ แจ้งข้อหา “กระทำการอันควรขายหน้าต่อหน้าธารกำนัล โดยเปลือยกาย เปิดเผยร่างกาย หรือกระทำการลามกอย่างอื่น” ก่อนนำตัวส่งพนักงานสอบสวน สภ.ป่าตอง ดำเนินคดีตามกฎหมาย

    พร้อมกันนี้ เจ้าหน้าที่ได้รายงานพฤติกรรมการกระทำความผิดดังกล่าวต่อสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง เพื่อพิจารณาเพิกถอนวีซ่าและดำเนินการตามขั้นตอนกฎหมายต่อไป ย้ำชัด ประเทศไทยไม่ยอมรับพฤติกรรมล่วงละเมิดศีลธรรมและกฎหมายในพื้นที่สาธารณะ ไม่ว่าจะเป็นคนไทยหรือชาวต่างชาติ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thaitabloid.com/archives/269245&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3mO7rELlJbOAq3e2pWASW3