Category: ท่องเที่ยว

  • ฆาตกรโหด ฆ่าสาวพนักงานโรงแรม อ้างอยากได้แค่เงิน ท่อนเหล็กเก็บได้จากข้างถนน

    ฆาตกรโหด ฆ่าสาวพนักงานโรงแรม อ้างอยากได้แค่เงิน ท่อนเหล็กเก็บได้จากข้างถนน

    พล.ต.ท.พิสิฐ ตันประเสริฐ ผบช.ภ.7 เผยฆาตกรโหด ฆ่าสาวพนักงานโรงแรม มีพฤติกรรมคล้ายคนมีอาการเมายา อ้างอยากได้เงินเท่านั้น ก่อนใช้ท่อนเหล็กที่เก็บได้จากข้างถนนเข้าไปทำร้าย

    จากกรณีคนร้ายเป็นชาย บุกก่อเหตุใช้ท่อนเหล็กทุบหัว น.ส.วิรินทร์ พนักงานโรงแรมสาวแห่งหนึ่งในพื้นที่ อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ เพื่อชิงทรัพย์ โทรศัพท์และกระเป๋าเงิน ก่อนที่ต่อมา เจ้าหน้าที่จะทราบตัวคนร้ายที่ก่อเหตุดังกล่าว ทราบชื่อคือ นายรัติกร ยิ่งยอด อายุ 36 ปี ชาว จ.นครราชสีมา พร้อมรวบรวมพยานหลักฐานขออำนาจศาลออกหมายจับ ตามที่เคยมีการนำเสนอไปแล้วนั้น

    ความคืบหน้าล่าสุดเมื่อเวลา 15.30 น. วันที่ 20 ม.ค. เจ้าหน้าที่ชุดคลี่คลายคดีดังกล่าว ซึ่งประกอบด้วย เจ้าหน้าที่ชุดสืบสวนภูธรภาค 7 และ ตำรวจกองปราบปราม สามารถแกะรอยตามจับกุมตัว นายรัติกร ผู้ต้องหารายนี้ได้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยสามารถจับกุมตัวได้ภายในซอยหัวหิน 42 อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ ห่างจากจุดที่ตรวจพบเสื้อผ้าของผู้ต้องหาที่ถูกถอดทิ้งไว้ไม่ไกลมากนัก ขณะนี้กำลังคุมตัวมาทำการสอบปากคำ

    สำหรับเบาะแสสำคัญที่นำมาสู่การตามจับกุมผู้ต้องหารายนี้ได้ เริ่มจากการตรวจพบเจอเสื้อผ้าของผู้ต้องหาที่สวมใส่ในขณะก่อเหตุ ถอดทิ้งไว้บริเวณใต้สะพานริมทางรถไฟ เจ้าหน้าที่จึงเร่งเดินเท้าลงพื้นที่ไล่ตรวจสอบกล้องวงจรปิดบริเวณโดยรอบเพื่อแกะรอยเส้นทางที่คนร้ายใช้เดินหลบหนี กระทั่งนำมาสู่การตามจับกุมตัวได้ดังกล่าว

    ขณะเดียวกัน พล.ต.ท.พิสิฐ ตันประเสริฐ ผบช.ภ.7 ให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าวระบุว่า เบื้องต้นผู้ต้องหารายนี้ให้การอ้างว่าอยากได้เงินเท่านั้น ก่อนใช้ท่อนเหล็กที่เก็บได้จากข้างถนนเข้าไปทำร้าย โดยผู้ต้องหาคล้ายกับคนมีอาการเมายา ซึ่งไม่รู้จักกับผู้เสียชีวิตแต่อย่างใด เบื้องต้นเข้าใจว่าไม่ได้เตรียมการ แต่อาจจะมาดูลาดเลาก่อนก่อเหตุ.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/crime/2908975&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1vTVwn336BtkLDjhs8zuhS

  • หนุนชุมชนบ้านเกาะแรต พัฒนาวิสาหกิจท่องเที่ยวจากฐานงานวิจัย

    หนุนชุมชนบ้านเกาะแรต พัฒนาวิสาหกิจท่องเที่ยวจากฐานงานวิจัย

    หนุนชุมชนบ้านเกาะแรต พัฒนาวิสาหกิจท่องเที่ยวจากฐานงานวิจัย สร้างความเข้มแข็งอย่างยั่งยืน

    มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตสุราษฎร์ธานี เดินหน้าขับเคลื่อนบทบาทการบริการวิชาการเพื่อสังคม นำองค์ความรู้จากงานวิจัยและการเรียนการสอนลงสู่พื้นที่จริง สนับสนุนการพัฒนาวิสาหกิจท่องเที่ยวชุมชนบ้านเกาะแรต อำเภอดอนสัก จังหวัดสุราษฎร์ธานี มุ่งสร้างความเข้มแข็งให้ชุมชนผ่านกระบวนการมีส่วนร่วม และการพัฒนาจากฐานศักยภาพที่มีอยู่จริงในพื้นที่

    ดร.วิชชุตา มาชู อาจารย์ประจำหลักสูตรบริหารธุรกิจบัณฑิต สาขาวิชาการจัดการธุรกิจการท่องเที่ยว คณะศิลปศาสตร์และวิทยาการจัดการ เปิดเผยว่า โครงการพัฒนาวิสาหกิจท่องเที่ยวชุมชนบ้านเกาะแรต มีจุดเริ่มต้นจากการบูรณาการงานวิจัยของนักศึกษาในระดับปริญญาตรี ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2563 โดยมีแนวคิดสำคัญคือการทำให้งานวิจัยทางวิชาการสามารถตอบโจทย์การพัฒนาชุมชนและภาคธุรกิจได้จริง ไม่ใช่เพียงการศึกษาในเชิงทฤษฎีแต่เพียงเท่านั้น

    “โจทย์วิจัยทั้งหมดเริ่มจากความต้องการของชุมชน ชุมชนเป็นผู้ตั้งคำถามและสะท้อนปัญหาที่แท้จริง มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยงทางวิชาการ นำกระบวนการวิจัยมาช่วยคิด ช่วยจัดระบบ และช่วยออกแบบแนวทางการพัฒนาอย่างเป็นขั้นเป็นตอน” ดร.วิชชุตา กล่าว

    ‘บ้านเกาะแรต’ เป็นหนึ่งในชุมชนที่เข้าร่วมเวทีเครือข่ายการท่องเที่ยวชุมชนจังหวัดสุราษฎร์ธานี และสะท้อนความต้องการในการพัฒนาการท่องเที่ยวของตนเอง แม้จะมีการดำเนินกิจกรรมโฮมสเตย์อยู่ก่อนแล้ว แต่ยังไม่ได้รวมกลุ่มอย่างเป็นระบบในรูปแบบวิสาหกิจชุมชน ทางมหาวิทยาลัยจึงได้นำข้อมูลพื้นฐานจากงานวิจัยของนักศึกษามาต่อยอดเป็นงานวิจัยเชิงพื้นที่ เพื่อวางรากฐานการจัดตั้งกลุ่มและการบริหารจัดการร่วมกันอย่างเป็นรูปธรรม

    เป้าหมายสำคัญของโครงการ ไม่ได้มุ่งเพียงการจดทะเบียนเป็นวิสาหกิจชุมชนเพื่อเข้าถึงงบประมาณจากภาครัฐ แต่ได้ให้ความสำคัญกับกระบวนการการทำงานร่วมกันของคนในชุมชน ตั้งแต่การกำหนดบทบาทหน้าที่ กติกาการบริหารจัดการ การแบ่งปันรายได้ ไปจนถึงการตัดสินใจร่วมกัน เพื่อให้การรวมกลุ่มมีความเข้มแข็งและสามารถเดินต่อได้ด้วยตนเองในระยะยาว

    ขณะเดียวกันในด้านกระบวนการทำงาน โครงการใช้แนวคิดการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม (Participatory Action Research) โดยให้คนในชุมชนมีบทบาทตั้งแต่การตั้งโจทย์ การเก็บข้อมูล การแลกเปลี่ยนความคิดเห็น และการสะท้อนผลการดำเนินงานร่วมกัน ซึ่งมหาวิทยาลัยและนักศึกษาได้เข้าไปทำงานเคียงข้างชุมชน ไม่ใช่การกำหนดแนวทางจากภายนอก

    ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นอย่างชัดเจน คือการยกระดับการทำงานเชิงกลุ่มของชุมชน การจัดตั้งวิสาหกิจชุมชน การวางระบบการบริหารรายได้ส่วนกลางเพื่อใช้พัฒนาพื้นที่ รวมถึงการยกระดับมาตรฐานด้านการท่องเที่ยว อาทิ การขอรับรองมาตรฐาน SHA และมาตรฐานโฮมสเตย์ในช่วงสถานการณ์โควิด-19 นอกจากนี้ยังมีการบูรณาการการเรียนการสอนด้านการตลาดดิจิทัล โดยนักศึกษาได้ร่วมผลิตสื่อประชาสัมพันธ์ เปิดเพจ และจัดทำคลิปวิดีโอ เพื่อเพิ่มการรับรู้ด้านการท่องเที่ยวของชุมชน

    ดร.วิชชุตา ระบุอีกว่า แม้โครงการจะไม่สามารถชี้ชัดผลกระทบทางเศรษฐกิจว่าเกิดจากงานวิจัยโดยตรง แต่ผลที่เห็นได้ชัดคือการเปลี่ยนแปลงในเชิงสังคม การทำงานร่วมกันอย่างเป็นระบบ และการสร้างความเข้าใจร่วมกันของคนในชุมชน ซึ่งถือเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาอย่างยั่งยืน

    สำหรับการขยายผลในอนาคต ดร.วิชชุตา มองว่า โมเดลการบริการวิชาการลักษณะนี้ สามารถนำไปประยุกต์ใช้กับพื้นที่อื่น ๆ ได้ โดยต้องอาศัยปัจจัยสำคัญ 3 ประการ ได้แก่ ความมุ่งมั่นและการทำงานระยะยาวของนักวิชาการ ผู้นำชุมชนที่เข้มแข็งและพร้อมเดินต่อ และการสนับสนุนอย่างต่อเนื่องจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ทั้งในด้านงบประมาณและบุคลากร

    “บทบาทของมหาวิทยาลัยไม่ควรหยุดอยู่แค่งานวิจัย แต่ต้องบูรณาการการวิจัย การบริการวิชาการ และการเรียนการสอนเข้าด้วยกัน เพื่อสร้างผลลัพธ์ที่เกิดประโยชน์จริงต่อชุมชนและสังคม” ดร.วิชชุตา กล่าวทิ้งท้าย

    ทั้งนี้ โครงการพัฒนาวิสาหกิจท่องเที่ยวชุมชนบ้านเกาะแรต จึงเป็นอีกหนึ่งตัวอย่างของการนำองค์ความรู้จากมหาวิทยาลัยลงสู่พื้นที่ สะท้อนบทบาทของมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตสุราษฎร์ธานี ในการทำงานเชิงรุกกับชุมชน และการพัฒนาท้องถิ่นบนฐานงานวิจัยอย่างยั่งยืน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.chiangmainews.co.th/social/3868265/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0tr_1CI0PKdvB3Z021VsKb

  • ว้าว! เปิดภาพ “ลิซ่า” ชวนเที่ยวทะเลบัวแดง จังหวัดอุดรธานี

    ว้าว! เปิดภาพ “ลิซ่า” ชวนเที่ยวทะเลบัวแดง จังหวัดอุดรธานี

    ฮือฮาตั้งแต่เปิดตัว ลิซ่า-ลลิษา มโนบาล ที่ได้มานั่งแท่นเป็นทูตระดับโลกสำหรับการโปรโมตการท่องเที่ยวไทย AmazingThailand x LISA และ ลิซ่า ในฐานะ Amazing Thailand Ambassador กับภาพล่าสุดที่โปรโมตท่องเที่ยวชวนเที่ยวทะเลบัวแดง จังหวัดอุดรธานี 

    โดยทางเพจ AmazingThailand ได้โพสต์ภาพโปรโมต ชวนเที่ยวทะเลบัวแดง จังหวัดอุดรธานี โปรโมตการท่องเที่ยว กับแคปชั่นว่า “สัมผัสความสงบที่ทะเลบัวแดง จังหวัดอุดรธานี
    สัมผัสความสงบที่ทะเลบัวแดง จังหวัดอุดรธานี
    ปล่อยใจไปกับผืนน้ำสีชมพูที่เต็มไปด้วยดอกบัวบานสะพรั่งในแสงแรกของวัน
    ช่วงเวลาที่ทุกอย่างรอบตัวจะหมุนช้าลง จนหัวใจของคุณรับรู้ได้ถึงความรู้สึกอิ่มเอมและได้พักผ่อนอย่างแท้จริง
    สัมผัสถึงทุกความรู้สึกที่เมืองไทย
    Feel all the Feelings
    Feel the calm at the Red Lotus Sea, Udon Thani,
    as the first light of morning gently touches the water,
    where endless pink lotuses bloom across the lake.
    A moment when everything slows down,
    allowing your heart to rest
    and truly absorb the stillness.
    Feel all the Feelings
    #AmazingThailand #AmazingThailandXLisa #FeelAllTheFeelings

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/news/9869254/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2hhuU7rhvAnqiCSqRuT4RH

  • คณะท่องเที่ยว “นิด้า” เปิดเวทีประชันวิสัยทัศน์ 4 พรรคการเมือง เจาะลึก “นโยบายท่องเที่ยว” พลิกโฉมประเทศไทย – สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์

    คณะท่องเที่ยว “นิด้า” เปิดเวทีประชันวิสัยทัศน์ 4 พรรคการเมือง เจาะลึก “นโยบายท่องเที่ยว” พลิกโฉมประเทศไทย – สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์

    ‘คณะท่องเที่ยว – นิด้า’ จัดเสวนา “นโยบายการส่งเสริมอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวและบริการ: ทิศทางสู่การพัฒนาประเทศไทย” ดึงผู้แทน 4 พรรค แลกเปลี่ยนความคิดเห็นอย่างสร้างสรรค์และยั่งยืน

    เมื่อวันจันทร์ที่ 19 มกราคม 2569 คณะการจัดการการท่องเที่ยว สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (NIDA) จัดงานเสวนาภายใต้หัวข้อ “นโยบายการส่งเสริมอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวและบริการ: ทิศทางสู่การพัฒนาประเทศไทย” ณ ห้องประชุม ดร.สมศักดิ์ และคุณหญิงปัทมา ลีสวัสดิ์ตระกูล อาคารสยามบรมราชกุมารี สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์

    โดยการเสวนาในครั้งนี้ได้รับเกียรติจากผู้แทนพรรคการเมืองต่าง ๆ เข้าร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองและแนวคิดเชิงนโยบายด้านการท่องเที่ยวและบริการ เพื่อสะท้อนทิศทางการพัฒนาประเทศไทยในอนาคต และเปิดโอกาสให้เกิดการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นอย่างสร้างสรรค์ ได้แก่ 1) คุณวรภพ วิริยะโรจน์ ผู้แทนพรรคประชาชน 2) คุณสุรเกียรติ เทียนทอง ผู้แทนพรรคเพื่อไทย 3) คุณวัชรพงศ์ ระดมสิทธิพัฒน์ ผู้แทนพรรคประชาธิปัตย์ และ 4) คุณณัฐนนท์ เอี่ยมพูลทรัพย์ ผู้แทนพรรคกล้าธรรม โดยมี คุณภูมิกิตติ์ รักแต่งาม ประธานมูลนิธิพัฒนาการท่องเที่ยวยั่งยืน รับหน้าที่ผู้ดำเนินการเสวนา

    ในโอกาสนี้ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.แสงแข บุญศิริ คณบดีคณะการจัดการการท่องเที่ยว เป็นผู้กล่าววัตถุประสงค์ของการจัดงาน และได้รับเกียรติจาก รองศาสตราจารย์ ดร.สมบัติ กุสุมาวลี รองอธิการบดีฝ่ายวิชาการและกิจการนานาชาติ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ เป็นประธานกล่าวเปิดงาน พร้อมด้วยผู้บริหารคณะฯ ให้การต้อนรับผู้แทนพรรคการเมืองต่าง ๆ ตัวแทนภาครัฐ ภาคเอกชน และสื่อมวลชนที่มาร่วมงาน

    เวทีเสวนาด้านนโยบายท่องเที่ยวในครั้งนี้ นับเป็นเวทีสำคัญในการเชื่อมโยงมุมมองเชิงนโยบายกับภาควิชาการ เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวและบริการของประเทศไทยให้เติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืนต่อไป

    คณะท่องเที่ยว “นิด้า” เปิดเวทีประชันวิสัยทัศน์ 4 พรรคการเมือง เจาะลึก “นโยบายท่องเที่ยว” พลิกโฉมประเทศไทย
    คณะท่องเที่ยว “นิด้า” เปิดเวทีประชันวิสัยทัศน์ 4 พรรคการเมือง เจาะลึก “นโยบายท่องเที่ยว” พลิกโฉมประเทศไทย
    คณะท่องเที่ยว “นิด้า” เปิดเวทีประชันวิสัยทัศน์ 4 พรรคการเมือง เจาะลึก “นโยบายท่องเที่ยว” พลิกโฉมประเทศไทย
    คณะท่องเที่ยว “นิด้า” เปิดเวทีประชันวิสัยทัศน์ 4 พรรคการเมือง เจาะลึก “นโยบายท่องเที่ยว” พลิกโฉมประเทศไทย
    คณะท่องเที่ยว “นิด้า” เปิดเวทีประชันวิสัยทัศน์ 4 พรรคการเมือง เจาะลึก “นโยบายท่องเที่ยว” พลิกโฉมประเทศไทย
    คณะท่องเที่ยว “นิด้า” เปิดเวทีประชันวิสัยทัศน์ 4 พรรคการเมือง เจาะลึก “นโยบายท่องเที่ยว” พลิกโฉมประเทศไทย
    คณะท่องเที่ยว “นิด้า” เปิดเวทีประชันวิสัยทัศน์ 4 พรรคการเมือง เจาะลึก “นโยบายท่องเที่ยว” พลิกโฉมประเทศไทย
    คณะท่องเที่ยว “นิด้า” เปิดเวทีประชันวิสัยทัศน์ 4 พรรคการเมือง เจาะลึก “นโยบายท่องเที่ยว” พลิกโฉมประเทศไทย
    คณะท่องเที่ยว “นิด้า” เปิดเวทีประชันวิสัยทัศน์ 4 พรรคการเมือง เจาะลึก “นโยบายท่องเที่ยว” พลิกโฉมประเทศไทย
    คณะท่องเที่ยว “นิด้า” เปิดเวทีประชันวิสัยทัศน์ 4 พรรคการเมือง เจาะลึก “นโยบายท่องเที่ยว” พลิกโฉมประเทศไทย
    คณะท่องเที่ยว “นิด้า” เปิดเวทีประชันวิสัยทัศน์ 4 พรรคการเมือง เจาะลึก “นโยบายท่องเที่ยว” พลิกโฉมประเทศไทย
    คณะท่องเที่ยว “นิด้า” เปิดเวทีประชันวิสัยทัศน์ 4 พรรคการเมือง เจาะลึก “นโยบายท่องเที่ยว” พลิกโฉมประเทศไทย
    คณะท่องเที่ยว “นิด้า” เปิดเวทีประชันวิสัยทัศน์ 4 พรรคการเมือง เจาะลึก “นโยบายท่องเที่ยว” พลิกโฉมประเทศไทย
    คณะท่องเที่ยว “นิด้า” เปิดเวทีประชันวิสัยทัศน์ 4 พรรคการเมือง เจาะลึก “นโยบายท่องเที่ยว” พลิกโฉมประเทศไทย
    คณะท่องเที่ยว “นิด้า” เปิดเวทีประชันวิสัยทัศน์ 4 พรรคการเมือง เจาะลึก “นโยบายท่องเที่ยว” พลิกโฉมประเทศไทย
    คณะท่องเที่ยว “นิด้า” เปิดเวทีประชันวิสัยทัศน์ 4 พรรคการเมือง เจาะลึก “นโยบายท่องเที่ยว” พลิกโฉมประเทศไทย
    คณะท่องเที่ยว “นิด้า” เปิดเวทีประชันวิสัยทัศน์ 4 พรรคการเมือง เจาะลึก “นโยบายท่องเที่ยว” พลิกโฉมประเทศไทย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://nida.ac.th/nida-tourism-policy-forum-4-political-parties-2026/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0jOTZPE9T-bNYB5jvL0xEM

  • รัฐบาลเผยยอดป่วย “ฝีดาษวานร” สะสม 1,000 ราย กทม.ครองแชมป์

    รัฐบาลเผยยอดป่วย “ฝีดาษวานร” สะสม 1,000 ราย กทม.ครองแชมป์

    วันนี้ (19 มกราคม 2569) – นางสาวอัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยถึง สถานการณ์ฝีดาษวานรล่าสุด โดยอ้างอิงข้อมูลจากกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ระบุว่า

    นับตั้งแต่ปี 2565 จนถึงปัจจุบัน ประเทศไทยมีรายงานผู้ป่วยสะสมประมาณ 1,000 คน ซึ่งจากการวิเคราะห์ข้อมูลระบาดวิทยาพบว่า กลุ่มเป้าหมายหลักยังคงเป็นคนไทยในวัยทำงาน เพศชายสูงถึง 97% และมักพบการระบาดกระจุกตัวในจังหวัดที่เป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญทั้งของชาวไทยและต่างชาติ

    เปิด 5 จังหวัดพบผู้ติดเชื้อฝีดาษลิงสูงสุด กทม. ยอดพุ่งอันดับหนึ่ง

    จากการตรวจสอบข้อมูลผู้ติดเชื้อฝีดาษลิงรายจังหวัด พบสถิติที่น่าสนใจเรียงตามลำดับ ดังนี้

    1. กรุงเทพมหานคร: 458 คน (ชาย 454 คน, หญิง 4 คน)
    2. ชลบุรี: 85 คน (ชาย 84 คน, หญิง 1 คน)
    3. นนทบุรี: 50 คน (ชาย 49 คน, หญิง 1 คน)
    4. ภูเก็ต: 35 คน (ชาย 28 คน, หญิง 7 คน)
    5. สมุทรปราการ: 32 คน (ชาย 30 คน, หญิง 2 คน)

    รัฐบาลได้กำชับให้หน่วยงานในพื้นที่ดังกล่าวและจังหวัดใกล้เคียง ยกระดับการติดตามและดำเนินมาตรการควบคุมโรคอย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะในจุดที่มีความเสี่ยงสูง

    อัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี

    เร่งกระจาย “วัคซีนป้องกันโรคฝีดาษวานร” ครอบคลุมพื้นที่เสี่ยง

    นางสาวอัยรินทร์ กล่าวต่อว่า รัฐบาลได้มอบหมายให้กรมควบคุมโรคร่วมกับภาคีเครือข่าย ดำเนินมาตรการเชิงรุก ทั้งการเฝ้าระวัง คัดกรอง และสอบสวนโรค ควบคู่กับการให้ความรู้เรื่อง โรคฝีดาษวานร (หรือที่เข้าใจกันในชื่อเดิมว่า ฝีดาษลิง), เอชไอวี และโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ เพื่อส่งเสริมพฤติกรรมทางเพศที่ปลอดภัย

    ในส่วนของการบริหารจัดการวัคซีน กรมควบคุมโรคได้รับการสนับสนุนจากอาเซียนจำนวน 2,220 ขวด

    ล่าสุด (ข้อมูล ณ วันที่ 16 มกราคม 2569) ได้ดำเนินการจัดสรร วัคซีนป้องกันโรคฝีดาษวานร ไปแล้วรวม 2,175 ขวด ให้แก่บุคลากรทางการแพทย์ทั้งภาครัฐ เอกชน ภาคประชาสังคม และกลุ่มที่มีพฤติกรรมเสี่ยงใน 4 พื้นที่ยุทธศาสตร์ ได้แก่ กรุงเทพมหานคร, ชลบุรี, เชียงใหม่ และภูเก็ต

    รัฐบาลเผยยอดป่วย

    แนะวิธีสังเกตอาการฝีดาษลิงและป้องกันตนเอง

    เพื่อเป็นการลดความเสี่ยงและป้องกันการแพร่ระบาด ประชาชนควรปฏิบัติตามคำแนะนำดังนี้

    • หลีกเลี่ยงการสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ที่มีผื่น หรือตุ่มผิดปกติทางผิวหนัง
    • หมั่นรักษาความสะอาด ล้างมือบ่อย ๆ และไม่ใช้สิ่งของส่วนตัวร่วมกับผู้อื่น
    • หากมีไข้ ร่วมกับมีผื่น หรือตุ่มหนอง ให้สงสัยไว้ก่อนว่าเป็นอาการของโรค

    “หากประชาชนมีอาการสงสัย ควรรีบไปพบแพทย์ทันทีและแยกตัวเลี่ยงการสัมผัสผู้อื่น หรือหากต้องการข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ โรคฝีดาษวานร สามารถสอบถามได้ที่สายด่วนกรมควบคุมโรค 1422” นางสาวอัยรินทร์ กล่าวย้ำ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/smart-life/736663&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0QWva5PZY5148m9LgpnZG4

  • นายกอุ๊ชูธงยกเครื่องท่องเที่ยวไทย! ปั้นทีมเซลล์ระดับจังหวัดแมตชิ่งตลาดโลก มั่นใจเห็นผลใน 9 เดือน

    นายกอุ๊ชูธงยกเครื่องท่องเที่ยวไทย! ปั้นทีมเซลล์ระดับจังหวัดแมตชิ่งตลาดโลก มั่นใจเห็นผลใน 9 เดือน

    วันจันทร์ ที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2569, 20.09 น.

    “นายกอุ๊” ปชป.  ประกาศ “ยกเครื่องท่องเที่ยวไทย” รื้อโครงสร้างใหม่ทั้งประเทศ ชูโมเดลทีมเซลล์ 77 จังหวัดบุกโลก พลิกท่องเที่ยวไทยสู่มูลค่าสูง จากฐานรากสู่เวทีสากล 

    19 ม.ค.69 สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) จัดเวทีเสวนาแถลงนโยบายจากพรรคการเมือง ภายใต้หัวข้อ “นโยบายการส่งเสริมอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวและบริการ : ทิศทางสู่การพัฒนาประเทศไทย” โดยพรรคประชาธิปัตย์ได้ส่ง นายวัชรพงศ์ ระดมสิทธิพัฒน์ หรือ “นายกอุ๊” ผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขต 1 หมายเลข7 จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เข้าร่วมแลกเปลี่ยนวิสัยทัศน์และนำเสนอนโยบายด้านการท่องเที่ยวอย่างเข้มข้น

    นายกอุ๊ กล่าวว่าพรรคประชาธิปัตย์เสนอแนวคิด “ยกเครื่องโครงสร้างการท่องเที่ยวไทย” ปรับระบบใหม่ทั้งประเทศจากรากฐาน โดยย้ำว่าประเทศไทยมีสินค้าและทรัพยากรด้านการท่องเที่ยวจำนวนมาก ทั้งแหล่งท่องเที่ยว อาหารไทย สินค้าเกษตร วัฒนธรรมประเพณี สินค้าอุตสาหกรรม โอท็อป เอสเอ็มอี เวลเนส โคกหนองนา นวัตวิถี ตลอดจนการแพทย์และสุขภาพ แต่ปัญหาสำคัญคือที่ผ่านมาไทย

     “มีของแต่ขายไม่เป็น”

    และพึ่งพากลไกส่วนกลางเป็นหลัก ทั้งการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยและหลายกระทรวงที่ออกงานต่างประเทศโดยขาดการบูรณาการอย่างแท้จริง จึงจำเป็นต้องรื้อและปรับโครงสร้างใหม่ทั้งหมด

    พรรคประชาธิปัตย์เสนอให้ 77 จังหวัดเชื่อมต่อกับตลาดโลกอย่างเป็นระบบ โดยแต่ละจังหวัดต้องมีทีมทำงานของตนเอง ทำหน้าที่เป็น “เซลส์” และ “ทูตวัฒนธรรม ทูตสินค้า” นำจุดเด่นของจังหวัดไปแมตชิ่งและออกงานแสดงสินค้าและท่องเที่ยวในต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นจีน ยุโรป อินเดีย แอฟริกา หรืออาเซียน 

    นายกอุ๊ยกตัวอย่างจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ต้องสามารถนำแบรนด์จังหวัดไปจัดแสดงในงานท่องเที่ยวระดับโลก เช่น ITB และงานในหลายมณฑลของจีน เพื่อดึงนักท่องเที่ยวคุณภาพเข้าพื้นที่ 

    ขณะเดียวกันจังหวัดอื่น ๆ เช่น อุทัยธานี ฉะเชิงเทรา หรืออุบลราชธานี ก็สามารถทำเช่นเดียวกันได้ หากทุกจังหวัดมีทีมที่พร้อมและแข่งขันกัน ประเทศไทยจะมีสินค้าไม่พอขายในตลาดโลก

    แนวคิดสำคัญของพรรคประชาธิปัตย์คือ

    “รัฐนำ เอกชนตาม และเอกชนนำ รัฐหนุน” 

    โดยในแต่ละจังหวัดมีภาคีครบทุกมิติ ทั้งสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยว หอการค้า สภาวัฒนธรรม โอท็อปเทรดเดอร์ ภาคธุรกิจเพื่อสังคม สภาเอสเอ็มอี และเครือข่ายเยาวชนธุรกิจ ซึ่งเป็นคนเก่งในพื้นที่ที่รู้จักจังหวัดของตนดีที่สุด รัฐต้องใช้ศักยภาพของคนเหล่านี้ไปบุกตลาดโลก พร้อมสนับสนุนโครงสร้างพื้นฐาน ถนน ห้องน้ำ ประปา ไฟฟ้า และการพัฒนาชุมชน เพื่อให้รองรับนักท่องเที่ยวได้อย่างแท้จริง 

    โดยย้ำว่าที่ผ่านมาโครงการก่อสร้างด้านท่องเที่ยวจากส่วนกลางมักถูกถ่ายโอนภาระให้ท้องถิ่นโดยไม่สอดคล้องกับบริบทพื้นที่ ซึ่งเป็นระบบที่ต้องยกเลิกและออกแบบใหม่ทั้งหมด

    นายกอุ๊ ระบุว่าการเพิ่มรายได้จากการท่องเที่ยวไม่จำเป็นต้องเพิ่มจำนวนนักท่องเที่ยว แต่ต้องมุ่งสู่ “การท่องเที่ยวมูลค่าสูง” 

    โดยโฟกัสกลุ่มเวลเนส สุขภาพ การแพทย์ ความงาม และกลุ่มพำนักระยะยาว เช่น นักท่องเที่ยวตะวันออกกลาง อินเดีย และผู้ที่ต้องการใช้ไทยเป็นบ้านหลังที่สอง พร้อมชี้ว่าไทยมีศักยภาพด้านการแพทย์และทันตกรรมที่มีคุณภาพและราคาต่ำกว่าหลายประเทศ สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มได้อย่างมาก

    ในด้านการวัดผล พรรคประชาธิปัตย์เสนอใช้มาตรการภาษีและระบบจูงใจ เช่น การคืนภาษีหรือชดเชยให้ผู้ประกอบการที่ให้บริการนักท่องเที่ยวมูลค่าสูง รวมถึงการสะสมแต้มหรือTOKEN สำหรับนักท่องเที่ยว เพื่อใช้ติดตามการใช้จ่ายและเป็นตัวชี้วัดเชิงรูปธรรม ขณะเดียวกันการดึงดูดนักท่องเที่ยวเฉพาะกลุ่มจะอาศัยโมเดล 77 จังหวัด 77 ทีม ซึ่งแต่ละจังหวัดจะรู้ดีที่สุดว่าสินค้าและแหล่งท่องเที่ยวใโดในจังหวัดตัวเองมีอะไรบ้าง 

    และมีการบูรณาการ โดยใช้งบประมาณของจังหวัด อบต. และเทศบาลในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและบุคลากรในพื้นที่ รวมถึงงบประมาณจากส่วนกลางร่วมกัน

    สำหรับการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน นายกอุ๊กล่าวว่าพื้นที่ที่มีนักท่องเที่ยวหนาแน่น เช่น ภาคใต้ ทะเล และอุทยานแห่งชาติ จำเป็นต้องใช้ทั้งมาตรการจำกัดจำนวนนักท่องเที่ยวควบคู่กับการสร้างจิตสำนึกให้กับนักท่องเที่ยวและชุมชนท้องถิ่น รวมถึงการบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด เพื่อปกป้องทรัพยากรธรรมชาติให้เป็น “ทำเลทอง” ของคนในพื้นที่อย่างแท้จริง

    ด้านการยกระดับแรงงานและเอสเอ็มอี พรรคประชาธิปัตย์เสนอให้รัฐสนับสนุนด้านภาษีและกองทุนเฉพาะกิจสำหรับการลงทุนด้านการท่องเที่ยว โดยไม่คิดดอกเบี้ย ครอบคลุมทั้งการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยว บุคลากร และผลิตภัณฑ์ พร้อมส่งเสริมให้เอสเอ็มอีรวมกลุ่มเป็นธุรกิจเพื่อสังคมระดับจังหวัด เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน

    ในประเด็นทัวร์ศูนย์เหรียญ นอมินี และทุนเทา นายกอุ๊ย้ำว่าต้องบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง โดยใช้การชี้เป้า ตรวจสอบเส้นทางการเงิน ให้รางวัลนำจับ และยึดทรัพย์ พร้อมขึ้นบัญชีดำและผลักดันออกนอกประเทศ พร้อมยืนยันว่าพรรคประชาธิปัตย์มีความเชี่ยวชาญด้านการตรวจสอบ และพร้อมเอาจริงกับปัญหานี้

    สำหรับการเก็บค่าธรรมเนียมการท่องเที่ยว นายกอุ๊เห็นว่าจำเป็นต้องจัดเก็บและตั้งเป็นกองทุน เพื่อให้ท้องถิ่น อบต. สมาคม และภาคเอกชน สามารถขอใช้งบไปพัฒนาแหล่งท่องเที่ยว โครงสร้างพื้นฐาน และบุคลากร โดยชี้ว่าค่าธรรมเนียมในอัตรา 300 บาทถือว่าเหมาะสมเมื่อเทียบกับค่าเงินปัจจุบัน และเป็นแหล่งงบประมาณสำคัญในการดูแลแหล่งท่องเที่ยว

    และจากคำถามหากพรรคประชาธิปัตย์ได้รับผิดชอบเรื่องท่องเที่ยวในระยะเวลาปีแรก จะทำอะไรอย่างไร 

    หากได้บริหารกระทรวงท่องเที่ยวและกีฬา นายกอุ๊ระบุว่าสามารถเห็นผลได้ภายใน 9 เดือน โดย 3 เดือนแรกจัดตั้งและประชุมทีมจังหวัด 3 เดือนถัดมาเตรียมงบกลางประมาณ 1,000 ล้านบาท เพื่อกำหนดตลาดเป้าหมาย และไตรมาสถัดไปจะเริ่มเห็นการเชื่อมโยงด้านการท่องเที่ยวและการค้ากับต่างประเทศอย่างเป็นรูปธรรม

    นายกอุ๊สรุปว่า นโยบายท่องเที่ยวของพรรคประชาธิปัตย์ มุ่งขับเคลื่อนจากฐานราก กระจายรายได้สู่ท้องถิ่นอย่างรวดเร็ว สร้างเศรษฐกิจฐานรากให้เข้มแข็ง พร้อมยืนยันว่าพรรคประชาธิปัตย์ไม่เพียงนำเสนอนโยบาย แต่มีความพร้อมในการลงมือทำจริง เพื่อยกระดับการท่องเที่ยวไทยให้แข่งขันได้ในเวทีโลกอย่างยั่งยืน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/941687&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw21CLR4jRfuWnec5fVd3mRb

  • เดินหน้าขับเคลื่อนท่องเที่ยวทางทะเล ภูเก็ต กระบี่ สตูล ตอกย้ำศูนย์กลางของภูมิภาค

    เดินหน้าขับเคลื่อนท่องเที่ยวทางทะเล ภูเก็ต กระบี่ สตูล ตอกย้ำศูนย์กลางของภูมิภาค

    ททท. เดินหน้าขับเคลื่อนการท่องเที่ยวทางทะเล ตอกย้ำบทบาทศูนย์กลางการท่องเที่ยวของภูมิภาค เชื่อมโยง ไทย–อินโดนีเซีย–มาเลเซีย ในงาน Thailand Boat Festival 2026

    การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ให้การสนับสนุนการจัดกิจกรรม Thailand Boat Festival 2026 ระหว่างวันที่ 15–18 มกราคม 2569 ณ Phuket Boat Lagoon จังหวัดภูเก็ต โดยมี นายณัฐ ครุฑสูตร รองผู้ว่าการด้านสินค้าและธุรกิจท่องเที่ยว ร่วมพบปะพันธมิตรและเยี่ยมชมงาน เพื่อขับเคลื่อนการพัฒนาการท่องเที่ยวทางทะเลของประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวของภูมิภาค และส่งเสริมความร่วมมือด้านการท่องเที่ยวระหว่างประเทศภายใต้กรอบ IMT-GT โดยใช้เวทีงานแสดงและกิจกรรมทางทะเลระดับนานาชาติเป็นพื้นที่เชื่อมโยงหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมท่องเที่ยว

    การจัดกิจกรรมดังกล่าวมุ่งขยายตลาดนักท่องเที่ยวที่มีความสนใจเฉพาะกลุ่ม (Niche Market) ผ่านการนำเสนอสินค้าและบริการท่องเที่ยวคุณภาพสูงในระดับสากล ครอบคลุมทั้งประสบการณ์บนฝั่ง (Shore Excursion) แหล่งท่องเที่ยว (Destination) สินค้าและบริการด้านการท่องเที่ยว (Product & Services) ตลอดจนบริการสนับสนุนที่เกี่ยวข้อง เพื่อสร้างประสบการณ์การเดินทางที่มีคุณค่าและตอบโจทย์นักท่องเที่ยวคุณภาพในระยะยาว

    ในโอกาสเดียวกัน ททท. ได้นำคณะผู้แทนหน่วยงานด้านการท่องเที่ยวภายใต้กรอบความร่วมมือ IMT-GT (Indonesia–Malaysia–Thailand Growth Triangle) ซึ่งประกอบด้วย สาธารณรัฐอินโดนีเซีย สหพันธรัฐมาเลเซีย และศูนย์ประสานงานแผนงานเขตเศรษฐกิจสามฝ่าย อินโดนีเซีย–มาเลเซีย–ไทย (Centre for Indonesia-Malaysia-Thailand Growth Triangle: CIMT) เข้าร่วมกิจกรรม เพื่อประชาสัมพันธ์ความร่วมมือระหว่างประเทศด้านการท่องเที่ยวทางทะเล และเน้นย้ำศักยภาพของการเดินทางเชื่อมโยงข้ามพรมแดน (Cross Border) อย่างไร้รอยต่อในอนุภูมิภาค

    กิจกรรมในครั้งนี้นับเป็นเวทีสำคัญในการขับเคลื่อนความร่วมมือด้านการท่องเที่ยวทางทะเลของอนุภูมิภาค โดยการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ร่วมกับหน่วยงานด้านการท่องเที่ยวและโครงสร้างพื้นฐานจากประเทศสมาชิก IMT-GT ได้เชื่อมโยงเครือข่ายผู้ประกอบการด้าน Yacht Tourism, Marina, Charter Service และบริการที่เกี่ยวข้อง จากประเทศไทย อินโดนีเซีย และมาเลเซีย เพื่อร่วมแลกเปลี่ยนแนวคิด และกำหนดทิศทางการพัฒนาการท่องเที่ยวทางทะเลเชิงระบบในระดับภูมิภาค

    ภายในงานได้มีการจัดเสวนาหัวข้อ “Unlocking Thailand’s Potential as a Leading Marine Tourism Destination in Southeast Asia” เมื่อวันที่ 16 มกราคม 2569 เวลา 15.30–16.30 น. โดยผู้แทนหน่วยงานภาครัฐและสมาคมที่เกี่ยวข้องร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับความพร้อมของประเทศไทย ทั้งด้านการพัฒนาบุคลากร สินค้าและบริการที่พร้อมเสนอขาย และแนวทางการเชื่อมโยงการท่องเที่ยวทางทะเลแบบไร้รอยต่อ โดยในการเสวนาดังกล่าว ผู้แทนภาครัฐและเอกชนได้ร่วมสะท้อนภาพความพร้อมของประเทศไทยในทุกมิติ ทั้งด้านนโยบาย มาตรฐาน และการพัฒนาธุรกิจท่องเที่ยวทางทะเล

    นางสาววัจนันท์ ศิลปวรณ์วิวัฒน์ ผู้อำนวยการภูมิภาคภาคใต้ ททท. กล่าวว่า ชายฝั่งอันดามันของประเทศไทยมีความพร้อมอย่างยิ่งในการก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวทางทะเลของภูมิภาคภายใต้กรอบความร่วมมือ IMT-GT โดยภูเก็ต กระบี่ และสตูล เป็นประตูสำคัญในการเชื่อมโยงการเดินทางทางเรือทั้งยอช์ต เรือสำราญ และเรือเฟอร์รี ระหว่างไทย มาเลเซีย และอินโดนีเซียอย่างไร้รอยต่อ ททท. มุ่งพัฒนาบุคลากร ยกระดับสินค้าและบริการ และสร้างการเติบโตที่เกิดประโยชน์ต่อชุมชนและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน

    นางสาวศิวาพร ถำวาปี ผู้แทนจากกรมการท่องเที่ยว กล่าวว่า กรมการท่องเที่ยวให้ความสำคัญกับการยกระดับมาตรฐานและการพัฒนาบุคลากรด้านการท่องเที่ยวทางทะเล เพื่อให้ประเทศไทยมีความพร้อมรองรับนักท่องเที่ยวคุณภาพจากทั่วโลก การทำงานร่วมกันภายใต้กรอบ IMT-GT จะช่วยสร้างระบบนิเวศการท่องเที่ยวทางทะเลที่เข้มแข็ง และยกระดับความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยในระดับสากล

    นายวัฒนา โชคสุวณิช ประธานสมาคมผู้ประกอบการท่องเที่ยวเรือสำราญไทย กล่าวว่า Thailand Boat Festival 2026 สะท้อนพลังความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนในการพัฒนาเครือข่ายการท่องเที่ยวทางทะเลอย่างเป็นรูปธรรม ภูเก็ต กระบี่ และสตูล พร้อมเป็นศูนย์กลางเชื่อมโยงการเดินทางทางเรือกับลังกาวี ปีนัง และซาบัง เพื่อสร้างประสบการณ์ยอช์ตระดับโลกภายใต้กรอบความร่วมมือ IMT-GT และเปิดเส้นทางการท่องเที่ยวใหม่ที่เชื่อมโยงสามประเทศอย่างไร้รอยต่อ

    โดยเมื่อวันที่ 17 มกราคม 2569 เวลา 15.30–16.30 น. ได้มีการจัดเสวนาในหัวข้อ “IMT-GT as a Dreamed Destination for Quality Yacht Experience” โดยผู้แทนจากหน่วยงานด้านการท่องเที่ยวและโครงสร้างพื้นฐานของประเทศสมาชิก IMT-GT ร่วมเสนอวิสัยทัศน์ จุดแข็ง และโอกาสในการพัฒนาการท่องเที่ยวทางทะเลภายใต้กรอบความร่วมมือ IMT-GT พร้อมเน้นย้ำบทบาทของประเทศไทยในการเป็นศูนย์กลางเชื่อมโยงการท่องเที่ยวทางทะเลของภูมิภาค ร่วมกับอินโดนีเซียและมาเลเซีย ได้แก่ Mr. Amri Bukhairi Bakhtiar, Director, Centre for the Indonesia-Malaysia-Thailand Growth Triangle (CIMT), Mr. Saut F. Siagian, SVP Marketing & Business Development, PT. Pelabuhan Indonesia (Pelindo) และ Mr. Mohd Ashrul Ashraf MohdNoor, Deputy Director, Package Development Division, Tourism Malaysia ได้ร่วมแลกเปลี่ยนวิสัยทัศน์ จุดแข็ง และโอกาสของการพัฒนาการท่องเที่ยวทางทะเลเชื่อมโยงสามประเทศ เพื่อผลักดันความร่วมมือให้เกิดความต่อเนื่องและเป็นรูปธรรมในระยะต่อไป โดยมี นางรุ่งทิพย์ บุกขุนทด ผู้อำนวยการกองเลขานุการและวิเทศสัมพันธ์ ททท. ร่วมถ่ายทอดทิศทางความร่วมมือระหว่างประเทศและบทบาทของประเทศไทยในการขับเคลื่อนการท่องเที่ยวทางทะเลภายใต้กรอบ IMT-GT

    นอกจากนี้ ผู้แทนหน่วยงานไทยและประเทศสมาชิก IMT-GT ยังได้หารือแนวทางการส่งเสริมการท่องเที่ยวทางทะเลให้เกิดความต่อเนื่องและเป็นรูปธรรม อาทิ การจัดทำคู่มือสินค้าและบริการท่องเที่ยวเชื่อมโยง 3 ประเทศ การพัฒนาสื่อประชาสัมพันธ์ออนไลน์ การเข้าร่วมกิจกรรมส่งเสริมการขายด้านการท่องเที่ยวทางทะเล และการจัดกิจกรรมทางการตลาดภายใต้แบรนด์ Sail IMT-GT ซึ่งจะนำไปสู่การขับเคลื่อนความร่วมมือด้านการท่องเที่ยวในกรอบ IMT-GT ในระยะต่อไป

    ททท. เชื่อมั่นว่า การใช้เวที Thailand Boat Festival 2026 เป็นพื้นที่ส่งเสริมความร่วมมือระหว่างประเทศ จะช่วยตอกย้ำบทบาทของประเทศไทยในฐานะศูนย์กลางการท่องเที่ยวทางทะเลของภูมิภาค และสนับสนุนการพัฒนาการท่องเที่ยวของอนุภูมิภาค IMT-GT ให้เติบโตอย่างยั่งยืนและแข่งขันได้ในเวทีนานาชาติ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/local/localbusiness/2908752&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2iJpoNgOmm4Lb7QzoxHE6n

  • ไทยพร้อมเป็นศูนย์กลาง  “ท่องเที่ยวทางน้ำ” ของภูมิภาค เตรียมเป็นเจ้าภาพ Interferry 2026

    ไทยพร้อมเป็นศูนย์กลาง “ท่องเที่ยวทางน้ำ” ของภูมิภาค เตรียมเป็นเจ้าภาพ Interferry 2026

    ททท.เผย ไทยพร้อมเป็นศูนย์กลาง“ท่องเที่ยวทางน้ำ” ของภูมิภาค เตรียมเป็นเจ้าภาพการจัดงาน “Interferry 2026 – The 50th Annual Interferry Conference  2026” ระหว่างวันที่ 31 ต.ค. – 4 พ.ย.นี้

    วันนี้ ( 19 ม.ค.2569) นายนิธี สีแพร รองผู้ว่าการด้านสื่อสารการตลาด การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.)  กล่าวว่า การประชุม Interferry เป็นเวทีระดับนานาชาติในการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ ประสบการณ์ และมุมมองเชิงกลยุทธ์ในประเด็นสำคัญของอุตสาหกรรมการเดินเรือเฟอร์รี่ระดับโลก  โดยสมาคมอินเตอร์เฟอร์รี่ (Interferry) องค์กรนานาชาติที่เป็นศูนย์กลางของอุตสาหกรรมเรือเฟอร์รี่และเรือโดยสารทั่วโลก ได้ประกาศเลือกกรุงเทพมหานคร ประเทศไทย เป็นเจ้าภาพจัดงาน Interferry 2026 – The 50th Annual Interferry Conferenceการประชุมประจำปีครั้งที่ 50 ซึ่งกำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 31 ต.ค.– 4 พ.ย.2569

    นายนิธี สีแพร รองผู้ว่าการด้านสื่อสารการตลาด ททท.

    นายนิธี สีแพร รองผู้ว่าการด้านสื่อสารการตลาด ททท.

    โดยจะมีผู้แทนจากอุตสาหกรรมเรือเฟอร์รี่และเรือโดยสารเข้าร่วมการประชุมกว่า 400 คน จากกว่า 270 บริษัท ใน 40 ประเทศทั่วโลก จากภูมิภาคยุโรป อเมริกา และเอเชีย ซึ่ง ททท. พร้อมสนับสนุนการเผยแพร่ประชาสัมพันธ์การจัดงาน รวมถึงอำนวยความสะดวก และออกบูธสาธิตกิจกรรมเสน่ห์ไทย เพื่อสร้างความประทับใจแก่ผู้ร่วมงาน

    รองผู้ว่าททท. กล่าวว่า การประชุมครั้งนี้จะเป็นเวทีสำคัญในการร่วมกำหนดทิศทางของอุตสาหกรรมการเดินเรือเฟอร์รี่ระดับโลก ร่วมแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ และมุมมองต่อประเด็นสำคัญของอุตสาหกรรม ไม่ว่าจะเป็น กลยุทธ์ทางการตลาด การบริหารจัดการเส้นทางเดินเรือ  กฎหมายการเดินเรือระหว่างประเทศภายใต้ IMO ความปลอดภัย เทคโนโลยีเรือรุ่นใหม่ นวัตกรรมด้านพลังงานสะอาด และแนวทางการพัฒนาอุตสาหกรรมการเดินทางทางน้ำอย่างยั่งยืน

    Mr. Mike Corrigan ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) ของ Interferry

    Mr. Mike Corrigan ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) ของ Interferry

     ทั้งนี้การที่กรุงเทพมหานคร ได้รับเลือกให้เป็นเจ้าภาพในการจัดการประชุม สะท้อนถึงศักยภาพของประเทศไทยในฐานะศูนย์กลางการคมนาคมทางน้ำ การท่องเที่ยวและการจัดประชุมนานาชาติในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก ด้วยจุดแข็งทั้งด้านโครงสร้างพื้นฐาน ระบบคมนาคมทางน้ำที่หลากหลาย วัฒนธรรมการเดินเรือที่มีเอกลักษณ์ รวมถึงความพร้อมด้านการบริการและการต้อนรับในระดับสากล ซึ่งการประชุมจะส่งเสริมบทบาทและยกระดับมาตรฐาน อุตสาหกรรมเดินเรือไทยให้เติบโตสู่ระดับโลก และนำไปสู่การเพิ่มรายได้ขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศไทยต่อไป

    อ่านข่าว:

    วัดอรุณราชวราราม ออกแถลงการณ์ กรณีช่างภาพบริการถ่ายภาพภายในวัด

    ทย. เผยสถิติเดินทางปีใหม่คึกคัก “กระบี่” ครองแชมป์ผู้โดยสาร – เที่ยวบินสูงสุด

    “ไทยเที่ยวไทย”ยังฮอต “ภาคเหนือ” ครองแชมป์ นักเที่ยวนิยมปักหมุดเช็คอิน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/501223&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2wgYmHsFlhEdsmmZt2v4ti

  • New U Life ดันไทยฮับสุขภาพโลก เชื่อม Wellness สู่ Soft Power

    New U Life ดันไทยฮับสุขภาพโลก เชื่อม Wellness สู่ Soft Power

    เจาะลึกเทรนด์สุขภาพยุคใหม่: เมื่อ “ฮอร์โมน” คือกุญแจสำคัญสู่การปักหมุดไทยเป็นฮับ Wellness ระดับโลก

    ในยุคที่นิยามของคำว่า “สุขภาพดี” ไม่ได้จำกัดอยู่แค่การออกกำลังกายหรือการทานอาหารคลีนอีกต่อไป แต่ลึกลงไปถึงระดับสมดุลภายในร่างกาย หรือ Systemic Hormone Health (สุขภาพฮอร์โมนเชิงระบบ) ซึ่งกำลังกลายเป็นหัวใจสำคัญของการดูแลตัวเองในศตวรรษที่ 21
     

    New U Life ดันไทยฮับสุขภาพโลก เชื่อม Wellness สู่ Soft Power

    ล่าสุด New U Life Thailand ได้จัดงานฉลองครบรอบ 1 ปี “From First to Future” สะท้อนให้เห็นถึงการตื่นตัวครั้งใหญ่ของวงการสุขภาพไทย ที่ไม่เพียงแต่มุ่งเน้นการดูแลตัวเอง แต่กำลังก้าวไปสู่การผลักดันให้ประเทศไทยกลายเป็น “จุดหมายปลายทางด้านสุขภาพระดับโลก” (Global Health Destination)

    ฮอร์โมน: รากฐานของพลังชีวิตและเศรษฐกิจ
    สุขภาพฮอร์โมนไม่ใช่เรื่องไกลตัว แต่เป็นรากฐานของ “คุณภาพชีวิต” ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการนอนหลับ อารมณ์ สมาธิ และระดับพลังงานในแต่ละวัน

    ศาสตราจารย์ ดร.เกรียงศักดิ์ เจริญวงศักดิ์ นักวิชาการอาวุโสจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ได้ชี้ให้เห็นมุมมองที่น่าสนใจในหัวข้อ “The Future of Wellness Hormones as the Extraordinary Key” ว่า ฮอร์โมนคือกุญแจสำคัญที่คนยุคใหม่ต้องรู้ เพราะสุขภาพฮอร์โมนที่ดีไม่ได้ส่งผลดีแค่ต่อตัวบุคคล แต่ยังส่งผลถึงศักยภาพการทำงาน และเป็นฐานรากสำคัญของสังคมและเศรษฐกิจในระยะยาว

    New U Life ดันไทยฮับสุขภาพโลก เชื่อม Wellness สู่ Soft Power

    เชื่อมโยง Wellness สู่ Soft Power และเศรษฐกิจสร้างสรรค์
    ไฮไลท์สำคัญของการก้าวสู่ปีต่อไป คือการมองเห็นศักยภาพของประเทศไทยในมุมมองใหม่ โดย จีระยุ จารุกิตติวรกานต์ ผู้นำด้านอุตสาหกรรมท่องเที่ยว ได้ฉายภาพการเชื่อมโยงระหว่าง Wellness กับ Soft Power

    ประเทศไทยมีความพร้อมทางต้นทุนวัฒนธรรมและการบริการ เมื่อผนวกเข้ากับนวัตกรรมด้านสุขภาพ จะเกิดเป็น Wellness Tourism หรือการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพที่ทรงพลัง การขับเคลื่อนนี้จะช่วยยกระดับไทยจากเพียงแหล่งท่องเที่ยวสวยงาม ให้กลายเป็นฮับสุขภาพที่น่าเชื่อถือ ดึงดูดเม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจสร้างสรรค์ และสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับประเทศในเวทีโลกอย่างแท้จริง

    New U Life ดันไทยฮับสุขภาพโลก เชื่อม Wellness สู่ Soft Power  

    นวัตกรรมเปลี่ยนโลก: จากการรักษา สู่การป้องกัน
    New U Life ในฐานะองค์กร Wellness ระดับโลก ภายใต้การนำวิสัยทัศน์โดย Stony Tanner มองเห็นว่าตลาดสุขภาพในเอเชียแปซิฟิก โดยเฉพาะประเทศไทย มีศักยภาพสูงมากในการเติบโต โดยหัวใจสำคัญคือการเปลี่ยน Mindset จากการ “รักษาเมื่อป่วย” มาเป็น “การดูแลเชิงป้องกัน”

    ผลิตภัณฑ์เรือธงอย่าง SomaDerm® จึงถูกออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์นี้ ด้วยเทคโนโลยีที่ช่วยสนับสนุนการทำงานของระบบฮอร์โมนตามธรรมชาติ โดยเฉพาะในกลุ่มวัยทำงานและวัย 40+ ที่ร่างกายเริ่มส่งสัญญาณความเปลี่ยนแปลง เพื่อให้ Wellness กลายเป็นไลฟ์สไตล์ที่ยั่งยืน ไม่ใช่แค่กระแสชั่วคราว

    New U Life ดันไทยฮับสุขภาพโลก เชื่อม Wellness สู่ Soft Power

    ก้าวต่อไปสู่ปี 2026
    ปีที่ผ่านมาคือจุดเริ่มต้น แต่เป้าหมายในปี 2026 ของ New U Life Thailand คือการสร้างความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องทางวิทยาศาสตร์ เพื่อให้คนไทยสามารถดูแลสุขภาพฮอร์โมนได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนให้ประเทศไทย ยืนหนึ่งในฐานะเมืองหลวงแห่งสุขภาพของโลกอย่างเต็มภาคภูมิ
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/smart-life/736693&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw029gwDp574jbLXS1hk223E

  • 6 รองผู้ว่าททท.ไขกลยุทธ ปั้มท่องเที่ยวปี 2569 ดันรายได้แตะ 3 ล้านล้าน

    6 รองผู้ว่าททท.ไขกลยุทธ ปั้มท่องเที่ยวปี 2569 ดันรายได้แตะ 3 ล้านล้าน

    การท่องเที่ยวปี 2569 การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ตั้งเป้าหมายท้าทายขับเคลื่อนรายได้จากการท่องเที่ยว 3 ล้านล้านบาท จากต่างชาติเที่ยวไทย 36.7 ล้านคน โดยเป็นนักท่องเที่ยวระยะใกล้ คิดเป็นสัดส่วน 70% และนักท่องเที่ยวระยะไกล 30% สร้างรายได้ 2 ล้านล้านบาท ซึ่งรายได้ 55% มาจากนักท่องเที่ยวระยะใกล้ และ 45% มาจากนักท่องเที่ยวระยะไกล

    รวมทั้งกระตุ้นการท่องเที่ยวภายในประเทศ หรือ ไทยเที่ยวไทย 210 ล้านคน-ครั้ง เพิ่มขึ้น 4% สร้างรายได้ 1 ล้านล้านบาท

    ททท.ชู 4 กลยุทธฟื้นตลาดระยะใกล้

    นางสาวภัทรอนงค์ ณ เชียงใหม่ รองผู้ว่าการด้านตลาดเอเชีย และแปซิฟิกใต้ (ททท.) กล่าวว่า นักท่องเที่ยวตลาดระยะใกล้ ในปีที่ผ่านมาอยู่ที่ 22.1 ล้านคน แม้ปรับตัวลดลงราว 10% แต่ก็ยังมีสัญญาณบวกในหลายตลาดสำคัญ เช่น อินเดีย ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย เมียนมา ฟิลิปปินส์

    เป้าหมายท่องเที่ยว ปี 2569

    ส่วนในปีนี้ททท.พร้อมปรับตัวรับความท้าทายใหม่ โดยเน้นไปที่ความยั่งยืนและการปรับตัวตามพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป เนื่องจากปัจจุบันพฤติกรรมนักท่องเที่ยวเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง โดยจะไม่ค่อยได้เห็นกลุ่มทัวร์ขนาดใหญ่ ที่มาพร้อมกันหลายรถบัสอีกต่อไป ยกเว้นกลุ่มที่เป็นรางวัลพนักงาน (Incentive) ดังนั้นในปีนี้ททท.จะเน้น ใน 4 กลยุทธ์ ได้แก่

    1. การปรับกลยุทธ์เชิงพื้นที่ และเชิงยุทธศาสตร์ โดยททท.วางแผนขับเคลื่อนตลาด โดยแบ่งกลุ่มเป้าหมายตามศักยภาพของพื้นที่และพฤติกรรมเฉพาะ คือ “ตลาดหลัก” เช่น จีนและมาเลเซีย แม้จะมีช่วงที่ตัวเลขย่อตัวลง แต่ยังคงเป็นกลุ่มเป้าหมายใหญ่ที่ต้องรักษาฐานไว้ โดยเน้นการขยายไปยังเมืองรอง และ “ตลาดขนาดกลางและขนาดเล็ก” เช่น ออสเตรเลีย ซึ่งจะเน้นการวางตำแหน่งประเทศไทยให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ยั่งยืน ส่วนฟิลิปปินส์จะเน้นการรักษาแรงส่งของการเติบโต

    2. การเจาะกลุ่ม High Value และ Niche Market โดยให้ความสำคัญกับการดึงดูดกลุ่มที่มีกำลังซื้อสูงและมีความต้องการเฉพาะด้าน เช่น กลุ่ม “Active Senior” โดยเฉพาะจีน ซึ่งเป็นกลุ่มผู้สูงอายุที่มีไลฟ์สไตล์ชอบกิจกรรม เช่น การเต้นหรือเดินแฟชั่นโชว์ กลุ่ม “Solo Travel” เน้นกลุ่มผู้หญิงอินเดีย ที่เริ่มมีเทรนด์การเดินทางคนเดียวเพิ่มมากขึ้น

    ภัทรอนงค์ ณ เชียงใหม่

    ไทยต้องปรับตัวเพื่อตอบสนองความต้องการด้านความปลอดภัยและความสะดวกของกลุ่มนี้ กลุ่ม “Gen Z” และกลุ่มคนรุ่นใหม่ ปรับเปลี่ยนภาพลักษณ์ในตลาดญี่ปุ่นจากเดิมที่เน้นผู้สูงอายุ มาเป็นกลุ่ม Young Generation และนักเรียนนักศึกษา

    3. ยกระดับภาพลักษณ์ด้านความปลอดภัย และความยั่งยืนในการท่องเที่ยว ผ่านการขับเคลื่อนโครงการ Trusted Thailand เพื่อสร้างความมั่นใจให้แก่นักท่องเที่ยว

    4. การทำงานร่วมกันตลอดห่วงโซ่ด้านการท่องเที่ยว โดยจะประสานงานร่วมกับหน่วยงานต่างๆ เช่น ตม. และ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทอท. เพื่อแก้ไขปัญหาและอำนวยความสะดวกในทุกขั้นตอนการเดินทางของนักท่องเที่ยว รวมถึงส่งเสริมการเพิ่มเส้นทางบินเข้าไทย ผ่านโครงการ Thailand Summer Blast และส่งเสริมการจัดเที่ยวบินเช่าเหมาลำ ไปยังแหล่งท่องเที่ยวใหม่ๆ เช่น การเปิดเส้นทางจากจีนสู่อุดรธานี เพื่อชมทะเลบัวแดง ซึ่งเป็นจุดขายที่ได้รับความนิยมสูง

    “เป้าหมายสูงสุดสำหรับตลาดระยะใกล้ คือ การสร้าง Balance Tourism หรือ การท่องเที่ยวที่สมดุล เพราะไม่ต้องการพึ่งพาตลาดใดตลาดหนึ่งมากเกินไปเพื่อลดความเสี่ยง ความสมดุลนี้รวมถึงการกระจายช่วงเวลาท่องเที่ยว (Day/Night, High/Low Season) การกระจายพื้นที่ และการสร้างความสมดุลระหว่างนักท่องเที่ยวใหม่ กับกลุ่มที่มาซ้ำ เพื่อให้อุตสาหกรรมท่องเที่ยวของไทยเติบโตยั่งยืน” นางสาวภัทรอนงค์ กล่าวทิ้งท้าย

    ดันนักท่องเที่ยวตลาดระยะไกลเที่ยวไทย 11.6 ล้านคน

    นางสาวจิระวดี คุณทรัพย์ รองผู้ว่าการด้านตลาดยุโรป อเมริกา ตะวันออกกลาง และแอฟริกา (ททท.) เปิดเผยว่าในปีนี้ ททท. ตั้งเป้าดึงดูดนักท่องเที่ยวระยะไกลเพิ่มเป็น 11.6 ล้านคน สร้างรายได้ประมาณ 7.4 แสนล้านบาท เพิ่มจากปีที่ผ่านมา ที่มีจำนวนนักท่องเที่ยว 10.8 ล้านคน เติบโตขึ้น 10.64% สร้างรายได้กว่า 6.8 แสนล้านบาท

    จิระวดี คุณทรัพย์

    โดยมีกลยุทธ์สำคัญ คือ “การเพิ่มความสะดวกในการเข้าถึง” โดยจะร่วมกับพันธมิตรสายการบินเปิดเส้นทางบินตรงใหม่ๆ เช่น ปารีส-ภูเก็ต โดย Air France และการกลับมาของ British Airways ในเส้นทางลอนดอน-กรุงเทพ/ภูเก็ต รวมถึงการเจาะตลาดสหรัฐฯ ผ่านฮับการบินในชิคาโกและดัลลัส

    รวมถึง “การบุกตลาดดาวเด่น” (Rising Star) โดยเฉพาะประเทศโปแลนด์ ซึ่งเป็นตลาดใหม่ที่เติบโตกว่า 31% และกำลังจะมีเที่ยวบินตรงเข้าสู่ไทย และการเจาะเมืองรองในตลาดหลักอย่างเยอรมนีและฝรั่งเศส เช่น เมืองฮัมบูร์ก, สตุดการ์ด, นีซ และลียง การเน้น Soft Power และประสบการณ์ใหม่ โดยต่อยอดกระแสการท่องเที่ยวตามรอยภาพยนตร์ ตามรอยซีรีส์ อย่างซีรีส์ The White Lotus ที่ทำให้เกาะสมุยได้รับความนิยมถล่มทลาย

    การดึงกิจกรรมระดับโลก อาทิ คอนเสิร์ต เทศกาลดนตรี Tomorrowland 2026 การแข่งขัน MotoGP มาเป็นแม่เหล็กดึงดูดนักท่องเที่ยว ททท. มั่นใจว่าด้วยยุทธศาสตร์การปรับเปลี่ยนจากเพียงจุดหมายปลายทางท่องเที่ยว (Tourism Destination) สู่การเป็น “Inclusive Experience Destination” ที่เน้นบริการได้มาตรฐานสูงและความเป็นมิตรของคนไทย จะช่วยให้ประเทศไทยครองความเป็น Top of Mind ของนักท่องเที่ยวทั่วโลกได้อย่างยั่งยืน

    ดันเที่ยวไทย 365 วันบูมไทยเที่ยวไทย

    นายอภิชัย ฉัตรเฉลิมกิจ รองผู้ว่าการด้านตลาดในประเทศ ททท. ระบุว่า พฤติกรรมนักท่องเที่ยวไทยในปัจจุบันถูกขับเคลื่อนด้วย 5 เทรนด์หลัก ได้แก่ การฟื้นฟูจิตใจและให้รางวัลชีวิต, การหนีความวุ่นวายสู่ความสงบ, การสร้างคอนเทนต์และเช็คอินอาหารถิ่น, การหาประสบการณ์ทางกายใจและอารมณ์ และการท่องเที่ยวหรูเชิงอนุรักษ์ ดังนั้นการขับเคลื่อนตลาดในประเทศ ททท.จะเน้นสร้างความสุขแก่นักท่องเที่ยวได้ทันทีที่ออกเดินทาง

    อภิชัย ฉัตรเฉลิมกิจ

    โดยส่งเสริมการท่องเที่ยวเพื่อมอบประสบการณ์ที่ตอบโจทย์ทั้งร่างกายและจิตใจในรูปแบบ “Holistic Travel” หรือการท่องเที่ยวแบบองค์รวมที่เติมพลังทั้งร่างกายและจิตใจ ซึ่งเป็นมากกว่าการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (Wellness Tourism) ทั่วไป พร้อมกระตุ้นการใช้จ่ายผ่านสินค้าท่องเที่ยวมูลค่าสูง ภายใต้ Thailand Premium ให้การท่องเที่ยวไทยเติบโตอย่างสมดุล ส่วนกลยุทธ์ในปีนี้จะมุ่งเน้น 3 ธีมหลัก ได้แก่

    1. ตามหาความยิ่งใหญ่ ส่งเสริมการเที่ยวเมืองยูเนสโก(UNESCO Creative Cities) ซึ่งไทยจะมีครบ 10 แห่งในปีหน้า โดยจะนำร่องที่ สุโขทัย (งานคราฟต์), สุพรรณบุรี (ดนตรี) และเพชรบุรี (อาหาร)

    2. Memory การส่งเสริมให้นักท่องเที่ยวกลับไปเยือนสถานที่ที่เคยมีความสุขในอดีตเพื่อสร้างความทรงจำใหม่ และ 3. Giving ส่งเสริมให้ออกเดินทางโดยการให้ เริ่มจาก “ให้ความสุขแก่ตัวเอง” เช่น การส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ “ให้ชุมชน” เช่น การส่งเสริมท่องเที่ยววิถีชุมชนผ่านวัฒนธรรมอาหาร และ “ให้สิ่งแวดล้อม” โดยเสนอขายสินค้าด้านท่องเที่ยวยั่งยืน เน้นกระจายรายได้จากเมืองหลักสู่ เมืองน่าเที่ยว เสนอกิจกรรมท่องเที่ยวและเทศกาลประเพณีสำคัญที่เป็นอัตลักษณ์แต่ละพื้นที่

    นอกจากนี้ ททท. ยังเดินหน้าโครงการ “เที่ยวได้ 365 วัน” กระตุ้นให้เกิดการเดินทางต่อเนื่องตลอดทั้งปี โดยททท.มีสำนักงานในประเทศถึง 45 แห่งที่พร้อมทำงานร่วมกับพันธมิตรทุกภาคส่วน โดยแต่ละภาคมีจุดขายชัดเจน เช่น ภาคเหนือ สุขทันที ฤดูนี้ ฤดูเหนือ, ภาคกลาง เที่ยวกลาง เที่ยวใกล้ เที่ยวได้เลย, ภาคตะวันออก สีสันตะวันออก, ภาคใต้ สัมผัสเสน่ห์ใต้หลากวัฒนธรรม และภาคอีสาน ประเพณีสีอีสาน วิถีแห่งศรัทธา เพื่อกระจายการท่องเที่ยวในมิติของพื้นที่และเวลา

    พร้อมกระตุ้นกลุ่มครอบครัว โดยร่วมมือกับสมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทย ส่งเสริมการใช้ รถ EV ที่จะสร้างเส้นทางท่องเที่ยวที่มีจุดเช็กอินและจุดชาร์จไฟตามโรงแรมและคาเฟ่ต่างๆ เพื่อความกังวลในการเดินทางไกล สนับสนุนการท่องเที่ยวที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและเตรียมจัดงานใหญ่อย่าง “เทศกาลเที่ยวเมืองไทย” ในวันที่ 25-29 มี.ค.นี้

    ดันดีมานต์ผ่านอีเว้นท์ ไทยฮับเฟสติวัล

    นายณัฐ ครุฑสูตร รองผู้ว่าการด้านสินค้าและธุรกิจท่องเที่ยว ททท. กล่าวว่ากลยุทธ์สินค้าท่องเที่ยวปี 2569 ททท.จะสนับสนุนทั้งการสร้างดีมานด์ผ่านอีเวนต์ และการพัฒนาซัพพลายผ่านสินค้าที่มีมาตรฐาน เพื่อให้การท่องเที่ยวไทยเดินหน้าไปสู่อนาคตอย่างมั่นคง โดยได้กำหนดปฏิทินกิจกรรมท่องเที่ยวตลอดทั้งปี 2569 โดยจะมี กิจกรรมเกิดขึ้นในทุกเดือน เพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้นักท่องเที่ยวเดินทางเข้าไทยได้ตลอด 365 วัน

    ณัฐ ครุฑสูตร

    กลยุทธ์การกระจายนักท่องเที่ยวและรายได้ ไปยังภูมิภาคต่างๆ ผ่าน “เมืองน่าเที่ยว” เพื่อลดความเหลื่อมล้ำ โดยขยายไปยังพื้นที่อื่นๆ ทั่วประเทศ โดยวางเป้าหมายให้ประเทศไทยเป็น Hub ในด้าน Festival ระดับโลก

    การนำเสนอสินค้าทางการท่องเที่ยว ที่เจาะกลุ่ม Sub-culture เพื่อเปิดพื้นที่ใหม่ให้การท่องเที่ยวไทยเติบโต และการออกแบบสินค้าตามความต้องการ (Tailor-made) ในส่วนของการพัฒนาสินค้า ททท. มุ่งเน้นการพัฒนา Supply Side ให้ตอบโจทย์กลุ่มเป้าหมายที่มีความสนใจเฉพาะทาง เจาะลึกความต้องการเฉพาะกลุ่ม (Niche Market) มากยิ่งขึ้น

    โดยมีไฮไลต์ อย่างการจัดกิจกรรม UFO วันที่ 13-15 ก.พ.นี้ ที่ขุนด่านปรากรชล จ.นครนายกเพื่อรวมกลุ่มคนที่มีความเชื่อเรื่องมนุษย์จากนอกโลก หรือกิจกรรมเกี่ยวกับความเชื่อทางวัฒนธรรม, สายศรัทธา, กลุ่มคนรักสัตว์, กลุ่มผู้ชื่นชอบกีฬาเซิร์ฟ Health and Wellness รวมถึงการท่องเที่ยวชุมชน เพื่อให้รายได้ลงสู่ฐานรากโดยตรง

    การเน้นเรื่องของ ความยั่งยืน เรายกระดับมาตรฐานจาก (STG/STAR) ไปสู่ STAR Plus และมุ่งสู่ระดับสากลมากขึ้น เช่น มาตรฐาน Green Destination อย่างปีที่ผ่านมา ททท.ประสบความสำเร็จกับ กระบี่โมเดล (Krabi Prototype) จนเกาะลันตาได้รับรางวัล Green Destinations Top 100 เป้าหมายต่อไปของเราคือ จังหวัดเชียงใหม่นอกจากนี้ยังมีเครื่องมือสร้างความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัยและสิ่งแวดล้อม เช่น โครงการ CF-Hotels เพื่อบริหารจัดการคาร์บอนด้วย

    รวมทั้งททท.ตั้งเป้าดึงดูด นักท่องเที่ยวคุณภาพสูง มากกว่าจำนวน ผ่านทาง Thailand Privilege Card ตอนนี้มีสมาชิกกว่า 40,000 คน จาก 147 สัญชาติ เพื่อดึงกลุ่มผู้มีกำลังซื้อสูงมาพำนักระยะยาวในไทย และการรีโนเวท น้ำพุร้อนสันกำแพง ในโครงการพระราชดำริ ให้เป็น Wellness Destination ภายใน 1-2 ปีนี้ เพื่อรองรับนักท่องเที่ยวสายสุขภาพ

    ก้าวสู่ “Intelligent Hub” ดิจิทัล

    นายกิตติพงษ์ ประพัฒน์ทอง รองผู้ว่าการด้านดิจิทัล วิจัย และพัฒนา ททท. เผยว่าก้าวต่อไปของ ททท.ในปีนี้จะมุ่งสู่การเป็น “Intelligent Hub” โดยยกระดับจากการเป็นเพียงผู้ทำการตลาดสู่การเป็น “ศูนย์กลางอัจฉริยะ”ที่ใช้ทั้ง “ข้อมูล” และ “องค์ความรู้” มาขับเคลื่อนอุตสาหกรรมอย่างยั่งยืน โดยใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัยมาขับเคลื่อนให้ข้อมูลทำงาน เพื่อสนับสนุนทั้งคนใน ททท. และผู้ประกอบการ

    กิตติพงษ์ ประพัฒน์ทอง

    ททท.กำลังสร้างระบบนิเวศดิจิทัลที่สมบูรณ์แบบ เพื่อสร้างเครื่องมือที่ตอบโจทย์ทั้งนักท่องเที่ยว และพันธมิตร/ผู้ประกอบการ โดยใช้แนวคิด ปัญญาชี้นำตลาด (Market Guiding Wisdom) ที่จะพัฒนาผ่าน 2 แพลตฟอร์มหลัก คือ

    1. Amazing Thailand Super App แพลตฟอร์มสำหรับฝั่ง Demand (นักท่องเที่ยว) ที่จะตอบโจทย์ตั้งแต่ก่อนเดินทาง ระหว่างเดินทาง และหลังเดินทาง

    2. Stakeholder Portal Platform แพลตฟอร์มสำหรับฝั่ง Supply (ผู้ประกอบการ) ที่จะเป็นศูนย์กลางรวบรวมข้อมูลและสินค้าทางการท่องเที่ยว ให้ผู้ประกอบการนำเสนอสินค้าได้โดยตรงตลอดเวลาผ่านออนไลน์ ททท.จะใช้ AI matching เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าให้ตรงจุดที่สุด

    โดย Stakeholder Portal นี้จะเปิดใช้อย่างเป็นทางการในงาน TTM เดือนมิ.ย.นี้ ซึ่งเป้าหมายของททท. คือ เปลี่ยนข้อมูลให้กลายเป็นโอกาส และเปลี่ยนเทคโนโลยีให้เป็นเครื่องมือสร้างความสุข

    ชู“ลิซ่า” โปรโมทท่องเที่ยวไทย สร้าง Impact ระดับ Global

    นายนิธี สีแพร รองผู้ว่าการด้านสื่อสารการตลาดททท. เผยว่า การสื่อสารการตลาดของ ททท.ในปีนี้จะไม่เพียงบอกเล่าเรื่องราวของประเทศไทย แต่จะใช้พลังการสื่อสารสร้างแรงบันดาลใจ นำไปสู่การเดินทางจริง และขับเคลื่อนเศรษฐกิจท่องเที่ยวไทยอย่างยั่งยืน

    นิธี สีแพร

    ททท.มีโปรเจกต์ที่น่าตื่นเต้นมากมาย เช่น การได้ “ลิซ่า” ลลิษา มโนบาล มาเป็น Amazing Thailand Ambassador คนแรกของไทย ซึ่งจะสร้าง Impact ระดับ Global ลิซ่า จะทำหน้าที่ถ่ายทอดเอกลักษณ์ เรื่องราวความสวยงาม และวัฒนธรรมของประเทศไทย เชิญชวนคนไทยทุกคนให้เป็นเจ้าบ้านที่ดีเพื่อต้อนรับนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก

    ลิซ่า

    ทั้งนี้จะมีการเปิดตัว TVC ตัวเต็มในวันที่ 28 ม.ค.นี้ เพื่อถ่ายทอดเรื่องราวของ Healing Thailand ให้ทุกคนทั่วโลกได้สัมผัส

    รวมไปถึงการสื่อสารเจาะตลาดเฉพาะกลุ่ม เช่น รายการ Testiland สำหรับตลาดจีนที่มียอดชมก่อนเปิดตัวถึง 10 ล้านครั้ง หรือรายการ Forever by Your Side สำหรับกลุ่มคู่รักฮันนีมูนที่มียอดรับรู้เป็นร้อยล้านครั้งแล้ว

    การเข้าถึง Gen Z เราได้ศิลปินอย่าง Henry Moody มาทำ Content ร่วมกับท้องถิ่นในเรื่องแฟชั่นและผ้าไทย ซึ่งมียอดวิวสูงถึง 70 ล้านครั้ง การสื่อสาร Amazing Film Location การส่งเสริมการท่องเที่ยวตามรอยภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์ที่จะมาถ่ายทำในไทย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/business/tourism/649317&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2IrL_sdaUdnEFWkZhWqhum