Category: ท่องเที่ยว

  • TVI ประกันภัยไทยวิวัฒน์ ขยับเกมประกันเดินทางรับดีมานด์ท่องเที่ยวต้นปี อัดแคมเปญ “คุ้ม 3 ต่อ” บนเวที TITF #31 หนุนเศรษฐกิจภาคการท่องเที่ยวหมุนต่ออย่างมีคุณภาพ – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    TVI ประกันภัยไทยวิวัฒน์ ขยับเกมประกันเดินทางรับดีมานด์ท่องเที่ยวต้นปี อัดแคมเปญ “คุ้ม 3 ต่อ” บนเวที TITF #31 หนุนเศรษฐกิจภาคการท่องเที่ยวหมุนต่ออย่างมีคุณภาพ – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    มิติหุ้น – ท่ามกลางสัญญาณฟื้นตัวของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวในช่วงต้นปี 2569 บริษัท ประกันภัยไทยวิวัฒน์ จำกัด (มหาชน) ปรับกลยุทธ์เชิงรุก เข้าร่วมงานมหกรรมท่องเที่ยว “เที่ยวทั่วไทย ไปทั่วโลก” ครั้งที่ 31 (Thai International Travel Fair 2026: TITF#31) ซึ่งจัดโดยสมาคมไทยบริการท่องเที่ยว (TTAA) ระหว่างวันที่ 22–25 มกราคม 2569 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ พร้อมเปิดแคมเปญ “คุ้ม 3 ต่อ” เพื่อกระตุ้นการตัดสินใจเดินทางและการใช้จ่ายตั้งแต่ต้นปี

    การเข้าร่วม TITF#31 ของประกันภัยไทยวิวัฒน์ สะท้อนมุมมองเชิงเศรษฐกิจที่มองการท่องเที่ยวเป็นหนึ่งในเครื่องยนต์หลักของการขับเคลื่อนกำลังซื้อภาคครัวเรือน โดยเฉพาะในช่วงต้นปี ซึ่งการสร้าง “ความมั่นใจ” ให้ผู้บริโภค กลายเป็นปัจจัยสำคัญไม่แพ้ราคาและโปรโมชัน

    นายเทพพันธ์ อัศวะธนกุล, รองกรรมการผู้อำนวยการ  บริษัท ประกันภัยไทยวิวัฒน์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “การฟื้นตัวของการท่องเที่ยวจะเกิดขึ้นอย่างมีคุณภาพได้ ต้องมาพร้อมความพร้อมในการบริหารความเสี่ยง ประกันภัยไทยวิวัฒน์เลือกใช้เวที TITF#31 เป็นจุดเชื่อมระหว่างการกระตุ้นการใช้จ่ายกับการปลูกวินัยการวางแผนการเดินทาง เพื่อให้การเดินทางเริ่มต้นได้อย่างมั่นคงตั้งแต่ต้นทาง”

    ภายในงาน บริษัทฯ นำเสนอประกันการเดินทางที่ออกแบบให้ตอบโจทย์พฤติกรรมการเดินทางที่เปลี่ยนไป พร้อมกันนี้ ประกันภัยไทยวิวัฒน์ยังชูผลิตภัณฑ์ ประกันภัยการเดินทางต่างประเทศพลัส (GTIP) ซึ่งออกแบบมาเพื่อรองรับการเดินทางต่างประเทศอย่างรอบด้าน ให้ความคุ้มครองค่ารักษาพยาบาลสูงสุดถึง 5,000,000 ล้านบาท พร้อมระบบ ไม่ต้องสำรองจ่าย ช่วยลดภาระความเสี่ยงค่าใช้จ่ายเมื่อต้องเจ็บป่วยที่ต่างประเทศ และเปิดโอกาสให้นักท่องเที่ยวไทยสามารถเดินทางได้อย่างมั่นใจมากยิ่งขึ้น

    แผนประกัน GTIP ครอบคลุมความคุ้มครองการบาดเจ็บจากกีฬาเสี่ยงภัย ค่ารักษาพยาบาลทางทันตกรรม ตลอดจนความเสี่ยงระหว่างการเดินทาง ไม่ว่าจะเป็นความล่าช้าของเที่ยวบิน การสูญหายหรือเสียหายของสัมภาระ และบริการช่วยเหลือฉุกเฉินตลอด 24 ชั่วโมง โดยมีเบี้ยประกันภัย เริ่มต้นเพียง 200 บาท สอดรับกับแนวคิดการทำให้การบริหารความเสี่ยงเป็นเรื่องเข้าถึงได้ในชีวิตประจำวัน พร้อมโปรโมชันพิเศษสำหรับผู้ที่ทำรายการซื้อประกันภัยการเดินทางต่างประเทศของประกันภัยไทยวิวัฒน์ภายในงาน ผู้ที่สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมและซื้อประกันภัยการเดินทางของประกันภัยไทยวิวัฒน์ได้ที่ เว็บไซต์ www.thaivivat.co.th  หรือโทร 1231 ต่อ 2921

    ควบคู่กันนี้ บริษัทฯ เปิดแคมเปญ “คุ้ม 3 ต่อ” เพื่อเร่งดีมานด์ในช่วงต้นปี ได้แก่

    ต่อที่ 1 รับส่วนลดทุกกรมธรรม์ 20%

    ต่อที่ 2 รับบัตรแทนเงินสด Starbucks มูลค่าสูงสุด 300 บาท

    ต่อที่ 3 รับของสมนาคุณพิเศษตามยอดซื้อหลังหักส่วนลด

    • กระบอกน้ำพกพา Eco Drinks เมื่อซื้อครบ 1,000 บาทขึ้นไป
    • ผ้าคลุมกระเป๋าเดินทาง Lucky Thaivy เมื่อซื้อครบ 3,000 บาทขึ้นไป

    นายเทพพันธ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า “แคมเปญนี้ถูกออกแบบให้ทำหน้าที่มากกว่าการกระตุ้นยอดขายระยะสั้น แต่เป็นการขับเคลื่อนการท่องเที่ยวที่มีคุณภาพ และสอดคล้องกับทิศทางการท่องเที่ยวของโลกอย่างยั่งยืนในระยะยาว”

    ทั้งนี้ งาน TITF#31 คาดว่าจะมีผู้เข้าร่วมงานกว่า 300,000 คน และสร้างเม็ดเงินสะพัดไม่น้อยกว่า 300 ล้านบาท ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญในการเสริมสภาพคล่องให้ภาคท่องเที่ยวและธุรกิจเกี่ยวเนื่อง โดยประกันภัยไทยวิวัฒน์ยังคงเดินหน้าบทบาทผู้สนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจ ควบคู่กับการสร้างเสถียรภาพและความมั่นใจให้กับระบบการเดินทางของประเทศ

    ติดตามช่องทางมิติหุ้นเพื่อรับข่าวสารตลาดทุนได้ตามลิงค์ด้านล่าง

    Web : https://www.mitihoon.com/
    Facebook : https://www.facebook.com/mitihoon
    Youtube : https://www.youtube.com/@mitihoonofficial7770
    Tiktok : www.tiktok.com/@mitihoon

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mitihoon.com/2026/01/23/611735/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0ExAZ1Q8WqYTBEAe_C0inX

  • มีผลแล้ว “ท่องเที่ยวดำน้ำแนวปะการัง” ต้องมีผู้ควบคุม

    มีผลแล้ว “ท่องเที่ยวดำน้ำแนวปะการัง” ต้องมีผู้ควบคุม

    วันที่ 22 ม.ค.2569 เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ระเบียบกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ว่าด้วยผู้ควบคุมและผู้ช่วยผู้ควบคุมการท่องเที่ยวดำน้ำในบริเวณแนวปะการัง พ.ศ.2569

    ระเบียบดังกล่าวกำหนดให้การประกอบกิจกรรมท่องเที่ยวดำน้ำในบริเวณแนวปะการัง ต้องจัดให้มีผู้ควบคุม เพื่อให้ความรู้ คำแนะนำ ควบคุม กำกับและดูแลนักท่องเที่ยว เพื่อไม่ให้นักท่องเที่ยวทำลาย ทำให้เกิดความเสียหายหรือสร้างผลกระทบต่อระบบนิเวศบริเวณแนวปะการัง

    ทั้งนี้ ให้อธิบดีกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งมีอำนาจกำหนดหลักสูตร คุณสมบัติ เงื่อนไขการฝึกอบรม การออกบัตรประจำตัวผู้ควบคุมและผู้ช่วยผู้ควบคุม และการเพิกถอนการเป็นผู้ควบคุมหรือการเป็นผู้ช่วยผู้ควบคุมที่ฝ่าฝืนประกาศ หรือขาดคุณสมบัติตามที่อธิบดีฯ กำหนด เพื่อให้การคุ้มครองทรัพยากรปะการังจากกิจกรรมท่องเที่ยวดำน้ำเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป (23 ม.ค.2569)

    นายปิ่นสักก์ สุรัสวดี อธิบดีกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง เปิดเผยว่า มาตรการควบคุมการดำน้ำที่ออกมาเป็นกฎหมายนั้น เพื่อให้ผู้ประกอบการร่วมรับผิดชอบในการควบคุมผลกระทบต่อทรัพยากรทางธรรมชาติ

    การลงดำน้ำของนักท่องเที่ยว จะต้องมีผู้ควบคุมการดำน้ำ ทั้งสกูบา สน็อกเกิล และฟรีได์ฟ เพื่อช่วยดูแลนักท่องเที่ยวและร่วมรับผิดชอบ หากนักท่องเที่ยวก่อปัญหาจะต้องสั่งหยุดกิจกรรมทันที แต่ไม่ได้มีบทลงโทษทางอาญาต่อนักท่องเที่ยว ยกเว้นกรณีหักปะการัง หรือกระทำผิดกฎหมายอื่น ๆ

    สำหรับผู้ควบคุมการดำน้ำจะต้องผ่านการอบรม และมีความรับผิดชอบต่อวิชาชีพ หากควบคุมได้ไม่ดีจะถูกถอดใบอนุญาต เช่นเดียวกับบริษัทที่ประกอบกิจการท่องเที่ยวดำน้ำ ต้องจัดให้มีผู้ควบคุมการดำน้ำทุกครั้ง หากฝ่าฝืนมีโทษปรับและความผิดทางอาญา ส่วนนักท่องเที่ยวหากไม่ดำเนินการตามกฎระเบียบ หรือดำน้ำอย่างไม่รับผิดชอบ ทางบริษัทฯ จะต้องยกเลิกกิจกรรม และนำตัวขึ้นมาจากน้ำทันที

    ทั้งหมดเพื่อให้การท่องเที่ยวยั่งยืน เราพยายามอนุรักษ์อย่างไม่สร้างความขัดแย้ง โดยเร่งประชาสัมพันธ์ อบรมผู้ควบคุมการดำน้ำ และกำกับดูแล เริ่มบังคับใช้ปีนี้เป็นปีแรก

    อธิบดีกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ยอมรับว่า การตรวจสอบให้ครอบคลุมทุกพื้นที่อย่างทั่วถึงเป็นเรื่องยาก แต่อยากให้ทุกคนช่วยกันเพื่อให้เกิดการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน ซึ่งแต่เดิมการกำกับดูแลจะกำหนดเฉพาะพื้นที่อุทยานแห่งชาติเท่านั้น เนื่องจากใช้ พ.ร.บ.อุทยานฯ แต่กฎหมายใหม่นี้จะกำกับเชิงคุณภาพของการท่องเที่ยวดำน้ำนอกพื้นที่อุทยานฯ โดยใช้ พ.ร.บ.ส่งเสริมการบริหารจัดการทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง มาตรา 22

    ทะเลกว้างใหญ่ เราไม่ได้วางแผนจะคุมเชิงพื้นที่ แต่จะคุมโดยคุณภาพของกิจกรรมและการประกอบการ

    สำหรับหลักสูตรการฝึกอบรมประกอบด้วยภาคทฤษฎีระยะเวลารวมไม่น้อยกว่า 11 ชั่วโมง จำนวน 8 บทเรียน เช่น เนื้อหาเกี่ยวกับระบบนิเวศแนวปะการัง, ความเปราะบางและแนวทางการอนุรักษ์ทรัพยากรปะการัง, กฎหมาย กฎ ระเบียบที่เกี่ยวข้องฯ และมาตรฐานของการดำเนินกิจกรรมท่องเที่ยวดำน้ำ ส่วนการฝึกภาคปฏิบัติระยะเวลารวมไม่น้อยกว่า 1 ชั่วโมง

    อ่านฉบับเต็ม ระเบียบกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ว่าด้วยผู้ควบคุมและผู้ช่วยผู้ควบคุมการท่องเที่ยวดำน้ำในบริเวณแนวปะการัง พ.ศ.2569

    อ่านข่าว :

    ทบ.คุมเข้มชายแดน ปราบเครือข่ายอินเทอร์เน็ต

    บุก “ฐานสแกมเมอร์” ชายแดนช่องจอม พบจัดฉากเป็น ตร.-หน่วยงาน

    “ทนายแก้ว” แถลงขอโทษ ยอมรับกอด-จูบนักศึกษา 18 ปี บอกคิดน้อย-ขาดสติ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/501362&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0v1TCvORJRubq8hXAi8ZBT

  • ท่องเที่ยวไทยบนจุดเปลี่ยนใหญ่ TTF 2026 เตือนเร่งปรับกลยุทธ์ สู้คู่แข่งอาเซียน

    ท่องเที่ยวไทยบนจุดเปลี่ยนใหญ่ TTF 2026 เตือนเร่งปรับกลยุทธ์ สู้คู่แข่งอาเซียน

    อุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยกำลังยืนอยู่บน “จุดเปลี่ยนเชิงโครงสร้าง” ที่สำคัญที่สุดครั้งหนึ่งในรอบหลายทศวรรษ เมื่อโลกการเดินทางกำลังเคลื่อนตัวอย่างรวดเร็ว ทั้งในมิติพฤติกรรมนักท่องเที่ยว เทคโนโลยี โครงสร้างพื้นฐาน และการแข่งขันระหว่างประเทศในภูมิภาคเอเชีย–แปซิฟิก ในอดีตประเทศไทยเคยครองสถานะผู้นำด้านการท่องเที่ยวระดับโลกมาอย่างยาวนาน แต่ในปี 2568 ภาพความได้เปรียบดังกล่าวเริ่มสั่นคลอนอย่างเห็นได้ชัด ตัวเลขนักท่องเที่ยวต่างชาติลดลงถึง 7.2%

    ขณะที่เวียดนามกลับเติบโตแรงถึง 20.4% จากแรงหนุนของตลาดจีน การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานเชิงรุก และยุทธศาสตร์การเชื่อมต่อการเดินทางแบบครบวงจร ความแตกต่างของอัตราการเติบโตนี้ไม่เพียงสะท้อนการแข่งขันที่รุนแรงขึ้น แต่ยังบ่งชี้ถึงความเสี่ยงที่ไทยอาจค่อย ๆ สูญเสียบทบาทผู้นำในตลาดท่องเที่ยวเอเชีย หากไม่เร่งปรับทิศทางเชิงยุทธศาสตร์อย่างจริงจัง

    ท่องเที่ยวไทยบนจุดเปลี่ยนใหญ่ TTF 2026 เตือนเร่งปรับกลยุทธ์ สู้คู่แข่งอาเซียน

    ในขณะที่เวียดนามเดินหน้าลงทุนขนาดใหญ่ ทั้งแผนสร้างสนามบินใหม่กว่า 12 แห่ง โครงการรถไฟความเร็วสูง และการพัฒนาโรงแรมและรีสอร์ตเชิงรุกในหลายเมือง ยุทธศาสตร์ระยะยาวดังกล่าวกำลังเปลี่ยนโครงสร้างการแข่งขันในภูมิภาคอย่างมีนัยสำคัญ ประเทศคู่แข่งไม่ได้แข่งขันเพียงด้านปริมาณนักท่องเที่ยวอีกต่อไป แต่ขยับสู่การแข่งขันเชิงคุณภาพ ประสบการณ์ และการวางตำแหน่งทางการตลาดระดับโลก สิ่งนี้ทำให้ประเทศไทยไม่สามารถพึ่งพาความสำเร็จในอดีตได้อีกแล้ว และจำเป็นต้องตอบคำถามสำคัญว่า

    “บทบาทใหม่ของไทยในแผนที่การท่องเที่ยวโลก” ควรเป็นอย่างไรในทศวรรษหน้า

    ท่องเที่ยวไทยบนจุดเปลี่ยนใหญ่ TTF 2026 เตือนเร่งปรับกลยุทธ์ สู้คู่แข่งอาเซียน

    เวที Thailand Tourism Forum 2026 หรือ TTF 2026 ซึ่งจัดขึ้นเป็นครั้งที่ 15 โดย C9 Hotelworks ภายใต้ธีม “A World of Change” จึงสะท้อนภาพการถกเถียงเชิงลึกของผู้นำอุตสาหกรรมกว่า 1,000 คนที่มารวมตัวกัน ณ โรงแรมดิ แอทธินี กรุงเทพฯ เวทีแห่งนี้ไม่ใช่เพียงพื้นที่แลกเปลี่ยนข้อมูล แต่กลายเป็นพื้นที่ตั้งคำถามต่ออนาคตของการท่องเที่ยวไทยอย่างตรงไปตรงมา

    บิล บาร์เนตต์ กรรมการผู้จัดการ C9 Hotelworks ชี้ชัดว่า “อุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยกำลังอยู่บน “จุดตัดสินเชิงกลยุทธ์” ซึ่งกลยุทธ์นั้นสำคัญกว่าการแข่งขันกันที่ขนาด ช่วงเวลานี้ไม่ใช่ช่วงฟื้นตัว (หลังโควิด) อีกต่อไป แต่เป็นช่วงชี้ชะตาทิศทางประเทศ เพราะประเทศคู่แข่งกำลังทุ่มลงทุนมหาศาลอย่างเป็นระบบ การตัดสินใจในวันนี้จะกำหนดทิศทางอีกสิบปีข้างหน้าอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้”

    ทั้งนี้ แม้แรงกดดันจะเพิ่มสูง แต่ประเทศไทยยังคงมีจุดแข็งเชิงโครงสร้างที่หลายประเทศยากจะเลียนแบบ ทั้งความหลากหลายทางวัฒนธรรม อาหาร ผู้คน ธรรมชาติ และภาพลักษณ์การบริการระดับโลก นักลงทุนจำนวนมากยังมองไทยเป็นปลายทางที่มีเสน่ห์ทั้งในมิติท่องเที่ยวและการอยู่อาศัยระยะยาว อย่างไรก็ตาม ความท้าทายสำคัญคือการขาด “พลังผู้ประกอบการรุ่นใหม่” ที่จะสามารถสร้างสินค้าและประสบการณ์รูปแบบใหม่ซึ่งตอบโจทย์นักท่องเที่ยวโลกยุคใหม่ ที่ให้ความสำคัญกับความยั่งยืน ความเฉพาะตัว และคุณค่าทางวัฒนธรรมมากกว่าการท่องเที่ยวเชิงปริมาณ

    ในมุมของนักลงทุน ภูมิ จิราธิวัฒน์ กรรมการผู้จัดการร่วม และหัวหน้าฝ่าย Central Group Capital มองภาพอนาคตด้วยความเชื่อมั่นอย่างระมัดระวัง ท่ามกลางความไม่แน่นอนระดับโลกจากภูมิรัฐศาสตร์ ความผันผวนทางเศรษฐกิจ และการแข่งขันในภูมิภาคที่รุนแรงขึ้น เขายังคงเชื่อในศักยภาพเชิงลึกของประเทศไทย โดยเฉพาะ “ความลึกเชิงวัฒนธรรม” และ “ความหลากหลายเชิงพื้นที่” ซึ่งสามารถต่อยอดเป็นสินค้าและประสบการณ์มูลค่าสูงได้อีกมาก หากมีการออกแบบเชิงกลยุทธ์อย่างเหมาะสม

    (จากซ้ายไปขวา) กัวตัม บันดารี ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายพัฒนา  ประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก (ไม่รวมจีน) Marriott International, ภูมิ จิราธิวัฒน์ กรรมการผู้จัดการร่วม และหัวหน้าฝ่าย Central Group Capital รวมถึงหัวหน้าฝ่ายการลงทุนด้านโรงแรมและอสังหาริมทรัพย์ทางเลือก Central Pattana และ บิล บาร์เนตต์ กรรมการผู้จัดการ C9 Hotelworks

    ประเด็นสำคัญที่ถูกหยิบยกขึ้นมาอย่างชัดเจนในเวทีนี้ คือความจำเป็นในการ “กระจายปลายทาง” และลดการพึ่งพาจุดหมายเดิมที่เรียกว่า “บิ๊กไฟว์” ได้แก่ กรุงเทพฯ ภูเก็ต สมุย พัทยา และเชียงใหม่ ซึ่งกำลังเผชิญปัญหาความแออัด สิ่งแวดล้อม และความอิ่มตัวเชิงประสบการณ์ ภูมิเน้นย้ำว่าประเทศไทยควรมองไกลออกไปยังพื้นที่ใหม่ที่ยังไม่ถูกพัฒนาเต็มศักยภาพ เช่น ภาคอีสานที่เต็มไปด้วยเสน่ห์ของผู้คน อาหาร และวัฒนธรรมท้องถิ่น หรือจังหวัดนครศรีธรรมราชที่มีแนวชายฝั่งธรรมชาติยาวหลายร้อยกิโลเมตรซึ่งยังคงความบริสุทธิ์และศักยภาพด้านการท่องเที่ยวเชิงคุณภาพอย่างสูง

    โดยนายภูมิได้ยังได้กล่าวถึง แผนการพัฒนาในอนาคตว่า เมืองรองและเมืองอื่นๆ ของไทยยังมีอีกมากมายหลายแห่งที่ยังคงมีเสน่ห์ น่าค้นหา แต่ยังไม่ได้รับการพัฒนาอย่างเต็มที่ เป็นเป้าหมายสำคัญที่พร้อมจะได้รับการพัฒนาเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวในอนาคต

    ทั้งนี้ การกระจายการพัฒนาเชิงพื้นที่เช่นนี้ไม่เพียงช่วยลดความแออัดในเมืองท่องเที่ยวหลัก แต่ยังเป็นโอกาสสำคัญในการสร้าง “การท่องเที่ยวฐานราก” ที่เชื่อมโยงเศรษฐกิจท้องถิ่น สร้างรายได้สู่ชุมชน และยกระดับภาพลักษณ์ประเทศไทยในฐานะจุดหมายที่มีความหลากหลายเชิงประสบการณ์อย่างแท้จริง ตั้งแต่การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม สุขภาพ อาหาร ธรรมชาติ ไปจนถึงการอยู่อาศัยระยะยาวสำหรับตลาดคุณภาพ

    ในภาพรวม เวที TTF 2026 สะท้อนชัดว่าอนาคตของการท่องเที่ยวไทยจะไม่ถูกกำหนดด้วยจำนวนเที่ยวบินหรือจำนวนนักท่องเที่ยวเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป

    หากแต่ขึ้นอยู่กับ “คุณภาพของกลยุทธ์” การออกแบบประสบการณ์ใหม่ การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานอย่างชาญฉลาด และความสามารถในการสร้างคุณค่าเชิงวัฒนธรรมให้แตกต่างจากคู่แข่งในภูมิภาค ท่ามกลางการแข่งขันที่เข้มข้นขึ้นทุกปี ประเทศไทยยังมีโอกาสรักษาความเป็นผู้นำในเอเชีย–แปซิฟิกได้ หากสามารถเปลี่ยนจุดแข็งดั้งเดิมให้กลายเป็นข้อได้เปรียบเชิงกลยุทธ์ในโลกการท่องเที่ยวยุคใหม่อย่างแท้จริง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/business/736904&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2ccoM7yWQn863hCjMNPNoD

  • พรรคไทยก้าวใหม่ลุยหัวหินผลักดันเมืองท่องเที่ยวต้นแบบ ดึงต่างชาติวัยเกษียณ

    พรรคไทยก้าวใหม่ลุยหัวหินผลักดันเมืองท่องเที่ยวต้นแบบ ดึงต่างชาติวัยเกษียณ

    เลือกตั้ง 2569 “จิตภัสร์” พร้อม “ดร.เอ้” ลุยหาเสียงหัวหิน พร้อมชูเป็นเมืองท่องเที่ยวต้นแบบ ดึงชาวต่างชาติวัยเกษียณมากระตุ้นเศรษฐกิจ เน้นเอกลักษณ์-ความปลอดภัย 

    เมื่อวันที่ 23 ม.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บรรยากาศการหาเสียงเลือกตั้ง 2569 เลือกตั้ง สส. ใกล้เข้าสู่ช่วงโค้งสุดท้ายเป็นไปด้วยความคึกคัก โดยช่วงค่ำที่ผ่านมา ที่ตลาดโต้รุ่ง อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ นางสาวจิตภัสร์ ตั๊น กฤดากร ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อและแกนนำพรรคไทยก้าวใหม่ พร้อมกับนายสุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีและหัวหน้าพรรคไทยก้าวใหม่ และผู้สมัคร สส. ได้ลงพื้นที่หาเสียง ซึ่งได้รับการตอบรับจากประชาชนและนักท่องเที่ยวอย่างดี  

    นางสาวจิตภัสร์ กล่าวภายหลังการหาเสียงว่า อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ จะมีนโยบายอะไรในการกระตุ้นเศรษฐกิจ คิดว่า อ.หัวหิน เป็นเมืองท่องเที่ยวอยู่แล้วและเป็นเมืองอิ่มไปด้วยวัฒนธรรม จึงอยากจะผลักดันเป็นเมืองท่องเที่ยวต้นแบบในเชิงธุรกิจท่องเที่ยว ที่จะเชิญชวนพ่อแม่พี่น้องประชาชน โดยเฉพาะประชาชนเกษียณแล้ว รวมถึงต่างชาติอย่างน้อยหากมีเงินมาหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจของ อ.หัวหิน จะดีมากขึ้น เพื่อให้มีเม็ดเงินมาหมุนเวียน หัวหินค่อนข้างจะสโลว์ไลฟ์ ต้องยอมรับไม่สามารถสู้ จ.ชลบุรี หรือ จ.ภูเก็ตได้ แต่ต้องทำอย่างไรให้ อ.หัวหิน มีเอกลักษณ์ของตนและเป็นที่ท่องเที่ยวดึงดูดคนต่างชาติและชาวไทยได้

    ทั้งนี้ มองว่า อ.หัวหิน เป็นเมืองค่อนข้างจะมีนักท่องเที่ยวมีอายุค่อนข้างมากมาเที่ยว ส่วนใหญ่นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติวัยเกษียณเลือกมาเกษียณที่ อ.หัวหิน จึงมองว่า นโยบายของพรรคฯ ที่จะมีการโชว์ อ.หัวหิน เป็นเหมือนเมืองต้นแบบของการทำการท่องเที่ยว ชวนชาวต่างชาติเกษียณอายุแล้วมาท่องเที่ยวประเทศไทย เพื่อจะได้คนมีคุณภาพและเพื่อจะมีเงินไปหมุนเวียนเศรษฐกิจใน อ.หัวหิน

    นางสาวจิตภัสร์ กล่าวอีกว่า เมื่อถามจะมีการกระตุ้นคนคนไทยอย่างไรให้มาท่องเที่ยวในประเทศ เพราะการเดินหาเสียงในตลาดหัวหินพบเห็นส่วนมากเป็นนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ ว่า อาจจะยาก เพราะอย่างที่บอกอ.หัวหิน อาจจะสู้ จ.ชลบุรี หรือ จ.ภูเก็ต ไม่ได้ แต่หัวหินเป็นเมืองค่อนข้างเน้นในเรื่องของวัฒนธรรมและมีเอกลักษณ์ค่อนข้างจะไม่เหมือนคนอื่น ซึ่งเราในฐานะเป็นพรรคไทยก้าวใหม่ตั้งใจจะชูในเรื่องของเอกลักษณ์ของ อ.หัวหิน เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวเข้ามา นอกจากนั้น อ.หัวหิน ต้องพร้อมจะรับจำนวนนักท่องเที่ยวที่จะเพิ่มขึ้น ทั้งในเรื่องปัญหาอาชญากรรมในเรื่องของความปลอดภัย ซึ่งพรรคฯ เน้นในเรื่องของเทคโนโลยีและ AI มาประกอบในการดูแลความมั่นคงและความปลอดภัยให้กับประชาชนทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติรวมถึงคนไทย อย่างไรก็ตาม การจะดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติมาต้องดึงดูดด้วยความมั่นใจว่า มาเที่ยวแล้วจะมีความสุข ความปลอดภัย อาจจะมีการกระจายไปถึงอำเภออื่นๆ ที่จะดึงคนเกษียณอายุมาเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ 

    ทั้งนี้ เมื่อถามว่า อ.หัวหิน เป็นแหล่งท่องเที่ยวจะดูแลในเรื่องของความปลอดภัยสำหรับนักท่องเที่ยวและประชาชนที่มาท่องเที่ยวได้อย่างไรนั้น อย่างที่เห็นในข่าว ถือว่า เป็นเรื่องน่าเศร้าและน่าเสียใจมาก อยากฝากไปถึงรัฐบาลและหน่วยงานความมั่นคง รวมถึงหน่วยงานท้องถิ่นที่จะดูแลเรื่องพวกนี้ แต่ปัญหาหลักที่กลับมา คือ ธนูดอกที่ 1 ของพรรคไทยก้าวใหม่ คือ ต้นทุนของการสร้างมนุษย์ เพราะหากทุกคนได้การศึกษามีต้นทุนที่ดีตั้งแต่เริ่มต้น บั่นปลายชีวิตเขาก็จะไม่กลายมาเป็นคนเร่ร่อนที่มาสร้างอาชญากรรมอย่างนี้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/local/central/2909570&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1DuPA24uaUyPw_QtKgyJkK

  • เชียงรายรายได้ท่องเที่ยวทะลุ 5 หมื่นล้านครั้งแรก! ปักหมุดเชียงแสนจัด “มหาสงกรานต์ 3 แผ่นดิน” ปี 2569

    เชียงรายรายได้ท่องเที่ยวทะลุ 5 หมื่นล้านครั้งแรก! ปักหมุดเชียงแสนจัด “มหาสงกรานต์ 3 แผ่นดิน” ปี 2569

    เชียงราย “ทะลุ 5 หมื่นล้าน” ครั้งแรก ปลายปีโกยรายได้ 1.56 หมื่นล้านในไตรมาสเดียว ก่อนเดินเกมใหญ่ “มหาสงกรานต์ 3 แผ่นดิน” ปักหมุดเชียงแสน รับศึกเศรษฐกิจปี 2569

    เชียงราย, 22 มกราคม 2569 — หากย้อนมองภาพการท่องเที่ยวไทยในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา “จังหวัดเมืองท่องเที่ยวหลัก” มักถูกจองที่นั่งบนหัวตารางด้วยชื่อคุ้นหูอย่างกรุงเทพฯ ภูเก็ต ชลบุรี หรือกลุ่มทะเลอันดามัน แต่ตัวเลขปี 2568 ที่เพิ่งถูกสรุปอย่างเป็นทางการ ทำให้ “เชียงราย” ถูกยกขึ้นมาอยู่ในบทสนทนาใหม่ ไม่ใช่ในฐานะเมืองรองที่น่าแวะ แต่ในฐานะจังหวัดที่เริ่มยืนบนฐานรายได้ระดับประเทศอย่างชัดเจน ด้วยรายได้ท่องเที่ยว 51,540.09 ล้านบาท ทะลุ “50,000 ล้านบาท” เป็นครั้งแรก และขึ้นมาอยู่ อันดับ 9 ของไทย.

    ท่ามกลางแรงเหวี่ยงเศรษฐกิจโลก ความผันผวนด้านภูมิรัฐศาสตร์ และความไม่แน่นอนของตลาดนักท่องเที่ยวต่างชาติ ภาพของเชียงรายสะท้อน “การเติบโตที่พึ่งพาฐานคนไทย” ได้อย่างมีนัยสำคัญ เพราะโครงสร้างรายได้ทั้งปีชี้ชัดว่า รายได้จากผู้เยี่ยมเยือนชาวไทยอยู่ที่ 44,460.27 ล้านบาท ขณะที่รายได้จากชาวต่างชาติ 7,079.82 ล้านบาท ตัวเลขที่บอกว่าเชียงรายเดินเกมได้ดีในสนาม “ไทยเที่ยวไทย” และยังมีช่องว่างอีกมากในสนาม “ต่างชาติคุณภาพ” หากวางยุทธศาสตร์ถูกจังหวะ.

    เชียงรายขึ้นชั้น “จังหวัดรายได้ท่องเที่ยว Top 10” และปลายปีคือฤดูกาลทำเงินจริง

    สิ่งที่ทำให้เรื่องนี้ไม่ใช่แค่ข่าวดีเชิงสถิติ คือ “แรงส่งของไตรมาส 4” ที่เหมือนบทพิสูจน์ซ้ำว่า เมื่อเชียงรายเข้าสู่ฤดูกาลท่องเที่ยวปลายปี จังหวัดสามารถแปลง “กระแสเดินทาง” ให้กลายเป็น “รายได้ที่จับต้องได้” อย่างเป็นระบบ

    สถิติไตรมาส 4 ปี 2568 (ตุลาคม–ธันวาคม) ของเชียงรายระบุว่า มีนักท่องเที่ยวรวม 1,858,076 คน สร้างรายได้รวม 15,613.16 ล้านบาท โดยฐานหลักยังเป็นนักท่องเที่ยวชาวไทย 1,661,553 คน (สัดส่วน 89.4%) สร้างรายได้ 13,304.06 ล้านบาท (สัดส่วน 85.2%). ขณะที่ชาวต่างชาติ 196,523 คน (สัดส่วน 10.6%) สร้างรายได้ 2,309.10 ล้านบาท (สัดส่วน 14.8%).

    ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนความจริงสำคัญสองประการพร้อมกัน
    (1) เชียงรายมี “ความแข็งแรงของตลาดในประเทศ” สูงมาก และ
    (2) แม้ต่างชาติจะมีสัดส่วนคนไม่มาก แต่สร้างรายได้ต่อหัวสูงกว่า (เพราะสัดส่วนรายได้สูงกว่าสัดส่วนจำนวนคนอย่างชัดเจน) ซึ่งเป็น “สัญญาณเชิงนโยบาย” ว่าหากเชียงรายยกระดับสินค้าและประสบการณ์เพื่อเพิ่มสัดส่วนต่างชาติคุณภาพได้ รายได้รวมมีโอกาสขยายโดยไม่ต้องไล่ปริมาณคนจนเกินขีดรองรับของเมือง

    โครงสร้างตลาดท่องเที่ยวกำลังเปลี่ยน อีเวนต์ต้องทำหน้าที่มากกว่าความสนุก

    ในยุคที่การแข่งขันด้านการท่องเที่ยวรุนแรงขึ้น “เทศกาล” และ “อีเวนต์” ไม่ได้ทำหน้าที่เป็นเพียงเวทีบันเทิงหรือพิธีกรรมตามฤดูกาล แต่ถูกคาดหวังให้ทำหน้าที่เชิงเศรษฐกิจเต็มรูปแบบ ตั้งแต่การกระจายรายได้ไปถึงชุมชน การสร้างแรงจูงใจให้พักค้างคืน การขยายฤดูกาลท่องเที่ยว การเพิ่มการใช้จ่ายต่อทริป และการสร้างภาพจำให้ปลายทาง

    ภายใต้บริบทดังกล่าว การที่เชียงรายเตรียมปักหมุด “อำเภอเชียงแสน” ด้วยงาน มหาสงกรานต์ 3 แผ่นดิน เดินได้ทั่วเมืองเชียงแสน” จึงควรถูกมองว่าเป็น “กลยุทธ์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากผ่านการท่องเที่ยว” มากกว่าข่าวกิจกรรมหนึ่งงาน เพราะพื้นที่เชียงแสนเกี่ยวพันกับโจทย์ใหญ่ของจังหวัดในหลายมิติ ทั้งเศรษฐกิจชายแดน การค้าการลงทุน การเชื่อมโยงอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง และการจัดการเมืองท่องเที่ยวในพื้นที่อ่อนไหวด้านความปลอดภัยและระบบสาธารณูปโภค.

    เจาะลึกไตรมาส 4 ธันวาคม “พีค” ทั้งจำนวนคนและรายได้ สัญญาณชัดของการท่องเที่ยวแบบฤดูกาล

    เมื่อแยกดูรายเดือนในไตรมาส 4 จะเห็นลำดับการไต่ระดับที่คมชัด

    • ตุลาคม 2568 ผู้เยี่ยมเยือนรวม 535,291 คน รายได้รวม 4,440.06 ล้านบาท
    • พฤศจิกายน 2568 ผู้เยี่ยมเยือนรวม 615,416 คน รายได้รวม 5,081.56 ล้านบาท
    • ธันวาคม 2568 ผู้เยี่ยมเยือนรวม 707,369 คน รายได้รวม 6,091.54 ล้านบาท

    พร้อมข้อสังเกตว่าเดือนธันวาคมไม่ได้ “มากกว่าเล็กน้อย” แต่เป็นการกระโดดที่ชัดเจนในมิติรายได้ โดยเฉพาะรายได้จากต่างชาติในเดือนธันวาคมที่ขยับสูงกว่าช่วงก่อนหน้าอย่างมีนัย (สะท้อนฤดูกาลเดินทางและพฤติกรรมท่องเที่ยวปลายปี).

    คำถามเชิงนโยบายจึงไม่ใช่ “เชียงรายทำได้ไหม” แต่เป็น “เชียงรายจะทำให้รายได้กระจายตัวดีขึ้นทั้งปีได้อย่างไร” เพราะการพึ่งพาช่วงพีคมากเกินไป ย่อมทำให้ผู้ประกอบการจำนวนมากต้องแบกรับต้นทุนช่วงโลว์ซีซัน ขณะที่ระบบเมืองถูกทดสอบหนักในช่วงพีค หากไม่มีการกระจายดีมานด์อย่างเหมาะสม

    ปี 2568 เชียงรายแตะ 51,540 ล้านบาท แรงส่งจาก “ไทยเที่ยวไทย” และโอกาสขยาย “ต่างชาติคุณภาพ”

    สถิติทั้งปีระบุว่าเชียงรายมีรายได้รวม 51,540.09 ล้านบาท จากผู้เยี่ยมเยือนรวม (คน-ครั้ง) ระดับหลายล้านครั้งตลอดปี โดยรายได้จากชาวไทยเป็นฐานหลัก 44,460.27 ล้านบาท.

    อย่างไรก็ตาม หากอ่านลึกลงไปใน “สัดส่วนรายได้ต่างชาติ” จะเห็นโอกาสที่น่าสนใจ เพราะต่างชาติแม้สร้างรายได้รวมเพียง 7,079.82 ล้านบาท แต่โดยโครงสร้างการใช้จ่ายมักมี “ค่าใช้จ่ายต่อทริป” สูงกว่า นี่คือพื้นที่ที่เชียงรายสามารถขยายได้ด้วยยุทธศาสตร์ที่เฉพาะเจาะจง เช่น

    • ยกระดับท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (Wellness) และประสบการณ์วัฒนธรรมเชิงลึก
    • ทำแพ็กเกจเชื่อมโยงสามเหลี่ยมทองคำ–ลุ่มน้ำโขงอย่างรับผิดชอบ
    • เพิ่มความสะดวกด้านการเดินทางและบริการหลายภาษา
    • เสริมมาตรฐานความปลอดภัยและความมั่นใจของนักท่องเที่ยว

    ภาพใหญ่ทั้งประเทศ ต่างชาติ “ชะลอ” แต่แรงพยุงภายในประเทศยังสำคัญ

    ในภาพรวมปี 2568 มีรายงานตัวเลขนักท่องเที่ยวต่างชาติรวม 32,974,321 คน ซึ่งลดลงเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า และสะท้อนความท้าทายเชิงโครงสร้างของการท่องเที่ยวไทยที่ต้องบริหารความเสี่ยงจากตลาดภายนอกประเทศ.

    ในอีกด้าน สื่อเศรษฐกิจรายงานตัวเลขรายได้รวมจากการท่องเที่ยว และโครงสร้างรายได้ที่ชี้ว่าตลาดภายในประเทศยังเป็น “กันชน” สำคัญต่อความผันผวนของต่างชาติ.

    นัยต่อเชียงรายคือ การรักษาความแข็งแรงของไทยเที่ยวไทยต้องเดินคู่กับการ “ยกระดับคุณภาพและความหลากหลายของดีมานด์” เพราะหากต่างชาติยังผันผวน การหวังรายได้ให้เติบโตแบบยั่งยืนย่อมต้องพึ่งการเพิ่มมูลค่าต่อทริป และการทำให้คนไทยเดินทางซ้ำ (revisit) ได้มากขึ้น

    คนไทย 3 เจน” เที่ยวไม่เหมือนกัน ข้อมูลพฤติกรรมคืออาวุธของเมืองท่องเที่ยว

    อีกมิติหนึ่งที่เริ่มเข้ามากำหนดเกมท่องเที่ยวคือ “พฤติกรรมผู้บริโภคที่แยกย่อย” ตามช่วงวัยและแรงจูงใจในการเดินทาง ซึ่งสำคัญต่อการออกแบบอีเวนต์และแพ็กเกจการตลาด

    รายงานของ AirAsia MOVE สะท้อนภาพนักเดินทางไทยหลายเจเนอเรชัน เช่น แนวโน้มการวางแผนล่วงหน้า ความต้องการความสบาย ความคุ้มค่า หรือแรงขับจากคอนเทนต์และโซเชียล.

    สำหรับเชียงราย จังหวัดที่ได้เปรียบด้านธรรมชาติ วัฒนธรรม และประสบการณ์เชิงพื้นที่ การใช้ข้อมูลเชิงพฤติกรรมสามารถแปลงเป็นยุทธศาสตร์ได้จริง เช่น

    • กลุ่มที่ชอบวางแผน ทำแพ็กเกจชัดเจน จองล่วงหน้าได้ มีความมั่นใจเรื่องบริการ
    • กลุ่มครอบครัว เน้นการเดินทางสะดวก ปลอดภัย กิจกรรมทุกวัย
    • กลุ่มประสบการณ์/โซเชียล ทำโปรโมชันสั้นแต่แรง จุดถ่ายภาพ กิจกรรมที่เล่าเรื่องได้

    หากอีเวนต์ “มหาสงกรานต์ 3 แผ่นดิน” ถูกออกแบบให้ตอบโจทย์หลายกลุ่มพร้อมกัน เมืองจะไม่ได้แค่คนมาเที่ยว แต่ได้ “รูปแบบรายได้” ที่หลากหลายและกระจายตัวมากขึ้น

    เดินเกมปี 2569 ทำไม “เชียงแสน” จึงถูกยกเป็นหมุดหมายยุทธศาสตร์

    การเลือก “เชียงแสน” เป็นเวทีบิ๊กอีเวนต์ ไม่ได้มีความหมายเชิงสัญลักษณ์เท่านั้น แต่มีนัยเชิงยุทธศาสตร์อย่างน้อย 3 ชั้น

    ชั้นที่ 1 เศรษฐกิจชายแดนและการเชื่อมโยงภูมิภาค
    เชียงแสนเป็นพื้นที่ที่เชื่อมโยงการค้า การเดินทาง และการท่องเที่ยวในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง การจัดงานขนาดใหญ่จึงมีโอกาสดึง “ดีมานด์ข้ามพื้นที่” ได้มากกว่างานที่จัดในเมืองชั้นใน โดยเฉพาะกลุ่มที่ต้องการประสบการณ์ชายแดน วัฒนธรรม และเรื่องเล่าของ “สามแผ่นดิน”

    ชั้นที่ 2 การกระจายรายได้สู่ฐานราก
    เมื่ออีเวนต์ถูกออกแบบให้มีพื้นที่ตลาดชุมชน สินค้าท้องถิ่น และกิจกรรมกลางวัน–กลางคืน รายได้มีแนวโน้มกระจายไปยังผู้ประกอบการรายย่อยมากขึ้น ลดการกระจุกตัว

    ชั้นที่ 3 การบริหารเมืองท่องเที่ยวอย่างรับผิดชอบ
    พื้นที่ชายแดนต้องการมาตรการความปลอดภัย การจราจร การบริการสาธารณะ และการบริหารสิ่งแวดล้อมที่เข้มกว่าเมืองทั่วไป “งานใหญ่” จึงเป็นทั้งโอกาสและบททดสอบว่าจังหวัดจะยกระดับระบบเมืองได้แค่ไหน

    ความเคลื่อนไหวภาคสนาม ผนึกเครือข่ายเตรียมจัด “มหาสงกรานต์ 3 แผ่นดิน”

    จากข้อมูลที่ผู้ใช้จัดเตรียม ระบุว่าเมื่อวันที่ 21 มกราคม 2569 เวลา 10.00 น. มีการประชุมหารือเชิงรุกที่ว่าการอำเภอเชียงแสน โดยมีนายอำเภอเชียงแสนเป็นประธาน และมีคณะผู้บริหารจากองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงรายเข้าร่วม รวมถึงการประสานงานกับหน่วยงานด้านการท่องเที่ยวและวัฒนธรรมในพื้นที่ เพื่อวางกรอบการจัดงาน “มหาสงกรานต์ 3 แผ่นดิน” และกำหนดการแถลงข่าววันที่ 30 มกราคม 2569

    ด้านกระแสสาธารณะ มีรายงานข่าวเกี่ยวกับการผลักดันงานสงกรานต์ในเชียงแสนในฐานะกิจกรรมกระตุ้นเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวของพื้นที่.

    โดยรายละเอียดแนวคิดกิจกรรมที่ถูกสื่อสารในข้อมูลผู้ใช้จัดเตรียม ได้แก่ การยกระดับ “สงกรานต์ล้านนา” ผสานการสร้างประสบการณ์ใหม่ และการจัดองค์ประกอบงานให้ครอบคลุมทั้งกลางวันและกลางคืน ตั้งแต่โครงสร้างพื้นฐานเพื่อเล่นน้ำ ไปจนถึงการแสดงแสงสีเสียง ตลาดท้องถิ่น และกิจกรรมเชิงกีฬา/วัฒนธรรม

    จาก “ประเพณี” สู่ “อุตสาหกรรมประสบการณ์”

    หากอ่านตามแผนที่ผู้ใช้จัดเตรียม ไฮไลต์ที่ถูกยกขึ้นมาเป็นแม่เหล็กดึงคน ได้แก่

    • โครงสร้างการเล่นน้ำขนาดใหญ่ เช่น “หอคอยน้ำ” และ “อุโมงค์น้ำ” ระยะยาว
    • เวทีและการแสดงแสงสีเสียงที่สะท้อนเรื่องเล่า “สามแผ่นดิน”
    • กิจกรรมเชิงกีฬา/ชุมชน เช่น การแข่งขันเรือ และการคืนชีวิตให้พื้นที่เมืองเก่าด้วย Light & Sound
    • โซนตลาดท้องถิ่น (Local Market) เพื่อดึงผู้ประกอบการรายย่อยเข้ามาอยู่ในห่วงโซ่รายได้

    ในมุมเศรษฐศาสตร์การท่องเที่ยว การออกแบบแบบนี้มีข้อดีคือ “เพิ่มเหตุผลให้คนอยู่ต่อ” และ “เพิ่มจุดใช้จ่าย” มากกว่ามาแล้วกลับในวันเดียว ซึ่งสอดคล้องกับเป้าหมายการเพิ่มรายได้ต่อทริปและการกระจายรายได้

    มุมสนับสนุน vs มุมกังวล งานใหญ่ช่วยได้จริงหรือเป็นภาระเมือง?

    เพื่อความเป็นกลางตามมาตรฐานวิชาชีพ จำเป็นต้องมองสองด้าน

    ฝ่ายสนับสนุน มักให้เหตุผลว่า อีเวนต์คือเครื่องมือที่เร็วที่สุดในการสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนช่วงเวลาสั้น ๆ โดยเฉพาะเศรษฐกิจฐานราก ร้านอาหาร ที่พัก รถรับจ้าง แผงลอย ร้านค้าชุมชน และยังเป็นการ “สร้างแบรนด์ปลายทาง” ให้เกิดภาพจำใหม่ของเชียงแสน ไม่ใช่แค่ทางผ่าน แต่เป็นจุดหมาย

    อีกมุมหนึ่ง ตั้งคำถามเรื่อง “ต้นทุนและผลกระทบ” เช่น การบริหารความหนาแน่นคน การจราจร ความปลอดภัย การใช้น้ำและขยะ รวมถึงความเสี่ยงที่รายได้อาจกระจุกในบางกลุ่ม หากการออกแบบพื้นที่ขายและกิจกรรมไม่เอื้อรายย่อยจริง

    บทสรุปในเชิงนโยบายจึงไม่ควรจบที่ “จัดหรือไม่จัด” แต่ต้องตอบให้ได้ว่า “จัดอย่างไรให้คุ้มค่า โปร่งใส ปลอดภัย และยั่งยืน” โดยมีตัวชี้วัดที่ตรวจสอบได้หลังจบงาน เช่น จำนวนผู้เข้าร่วม อัตราเข้าพัก รายได้ชุมชน ความพึงพอใจ และผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม

    เชื่อมสถิติไตรมาส 4 กับยุทธศาสตร์สงกรานต์ เป้าหมายคือ “ยืดฤดูกาล” และ “เพิ่มมูลค่าต่อหัว”

    สถิติไตรมาส 4 บอกว่าเชียงรายทำเงินได้มากในช่วงปลายปี แต่สงกรานต์อยู่ในช่วงอีกฤดูกาลหนึ่งของปี หากเชียงรายทำให้งานสงกรานต์ “กลายเป็นเหตุผลในการเดินทาง” ที่ยืนได้ด้วยตัวเอง เท่ากับเมืองกำลังสร้าง “พีคซีซันใหม่” หรืออย่างน้อยก็สร้างแรงกระเพื่อมที่ช่วยลดความเหลื่อมของรายได้ระหว่างเดือน

    นอกจากนี้ สัดส่วนรายได้ต่างชาติที่สูงกว่าสัดส่วนจำนวนคนในไตรมาส 4 คือบทเรียนว่า หากออกแบบประสบการณ์ให้ “ยอมจ่าย” ได้มากขึ้น ไม่จำเป็นต้องเน้นปริมาณคนอย่างเดียว เมืองจะรักษาสมดุลระหว่างเศรษฐกิจกับคุณภาพชีวิตของคนพื้นที่ได้ดีกว่า.

    ข้อเสนอเชิงปฏิบัติ 6 เรื่องที่ควรทำให้ชัดก่อน “แถลงข่าว” และก่อน “วันจริง”

    เพื่อให้การขับเคลื่อนอีเวนต์สอดคล้องกับมาตรฐานเมืองท่องเที่ยว และลดความเสี่ยงที่มักเกิดกับงานขนาดใหญ่ ผู้เชี่ยวชาญด้านการบริหารอีเวนต์ท่องเที่ยวมักย้ำ “6 เรื่องต้องชัด” ดังนี้

    1. แผนความปลอดภัยและการแพทย์ฉุกเฉิน (จุดปฐมพยาบาล/เส้นทางรถพยาบาล/การสื่อสารเหตุฉุกเฉิน)
    2. แผนจราจร–ขนส่ง–ที่จอดรถ (การแยกคนเดิน/รถ/รถสาธารณะ)
    3. มาตรการสิ่งแวดล้อม (ขยะ น้ำเสีย จุดคัดแยก)
    4. การคุมมาตรฐานผู้ค้าและราคาสินค้า (ลดข้อร้องเรียน-เพิ่มความเชื่อมั่น)
    5. KPI เศรษฐกิจชุมชน (สัดส่วนพื้นที่ให้รายย่อย ยอดขายชุมชน)
    6. แผนการสื่อสารตามพฤติกรรมผู้บริโภค (แบ่งกลุ่มเป้าหมายตามเจน/แรงจูงใจ) ซึ่งสอดรับแนวทาง Data-driven ที่แพลตฟอร์มท่องเที่ยวหลายรายนำเสนอ.

    เชียงรายในปี 2569 โจทย์ไม่ใช่ “ทำรายได้ให้มากขึ้นอย่างเดียว” แต่คือ “ทำให้รายได้มีคุณภาพ”

    เมื่อเชียงรายขยับขึ้นมาแตะ 5 หมื่นล้านบาทได้แล้ว ความคาดหวังของสังคมย่อมขยับตาม สิ่งที่คนพื้นที่ต้องการเห็นไม่ใช่แค่ตัวเลขสูงขึ้น แต่คือ

    • รายได้กระจายสู่ผู้ประกอบการรายย่อยจริง
    • เมืองไม่แออัดจนคุณภาพชีวิตถดถอย
    • วัฒนธรรมท้องถิ่นไม่ถูกทำให้เหลือเพียงฉากถ่ายรูป
    • ระบบบริการสาธารณะรองรับได้
    • ความปลอดภัยและภาพลักษณ์พื้นที่ชายแดนแข็งแรง

    ตัวเลขไตรมาส 4 ที่ยืนยันว่าเชียงรายทำรายได้สูงสุดในเดือนธันวาคม เป็นทั้ง “ความสำเร็จ” และ “สัญญาณเตือน” ว่าเมืองต้องเร่งสร้างกลไกกระจายดีมานด์ไปยังช่วงเวลาอื่น รวมถึงทำให้อีเวนต์ใหญ่เป็น “เครื่องมือพัฒนาเมือง” ไม่ใช่ “ภาระเมือง” ในระยะยาว.

    เชียงรายกำลังยืนอยู่บนทางแยกของโอกาส จากเมืองท่องเที่ยวเด่นสู่เมืองท่องเที่ยวที่ยั่งยืน

    ปี 2568 เชียงรายทำรายได้ท่องเที่ยว 51,540.09 ล้านบาท ติดอันดับ Top 10 ของประเทศ และไตรมาส 4 เพียงไตรมาสเดียวสร้างรายได้ 15,613.16 ล้านบาท ตัวเลขที่บอกว่าเชียงราย “มีของ” และ “มีแรงส่ง” ชัดเจน.

    แต่ปี 2569 จะเป็นบทพิสูจน์ขั้นถัดไป ว่าเชียงรายจะใช้แรงส่งนั้นไปสู่การยกระดับเมืองและเศรษฐกิจฐานรากได้จริงหรือไม่ โดย “มหาสงกรานต์ 3 แผ่นดิน” ที่เชียงแสนกำลังจะกลายเป็นหนึ่งในเวทีสำคัญที่สุดของคำตอบ ทั้งในมิติรายได้ ภาพลักษณ์ ความปลอดภัย และความยั่งยืนของการท่องเที่ยวชายแดน

    หากทำสำเร็จ เชียงรายจะไม่ได้ชนะเฉพาะ “ตัวเลขรายได้” แต่จะชนะ “ความเชื่อมั่น” ของนักท่องเที่ยวและคนพื้นที่ไปพร้อมกัน และนี่คือชัยชนะที่ยากกว่า แต่คุ้มค่ากว่าในระยะยาว

    สถิติสำคัญ (ยกจากแหล่งข้อมูลที่อ้างอิงได้)

    • รายได้ท่องเที่ยวจังหวัดเชียงรายปี 2568: 51,540.09 ล้านบาท (ไทย 44,460.27 / ต่างชาติ 7,079.82)
    • สถิติท่องเที่ยวเชียงรายไตรมาส 4 ปี 2568: นักท่องเที่ยวรวม 1,858,076 คน, รายได้รวม 15,613.16 ล้านบาท (ไทย 1,661,553 คน รายได้ 13,304.06 / ต่างชาติ 196,523 คน รายได้ 2,309.10)
    • นักท่องเที่ยวต่างชาติเข้าไทยปี 2568: 32,974,321 คน
    • แนวโน้มพฤติกรรมการเดินทางของนักท่องเที่ยวไทย (รายงาน AirAsia MOVE): ภาพรวมเชิง Data-driven เพื่อใช้วางแผนการตลาดแบ่งกลุ่มเจเนอเรชัน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://nakornchiangrainews.com/chiang-rai-tourism-revenue-50b-strategy/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2Zqz6hJf5otwM9vcleYcjL

  • ดูดวงรายวันประจำวันศุกร์ ที่ 23 มกราคม 2569 สำหรับท่านที่เกิดวันพุธ

    ดูดวงรายวันประจำวันศุกร์ ที่ 23 มกราคม 2569 สำหรับท่านที่เกิดวันพุธ

    ดูดวงรายวันประจำวันศุกร์ ที่ 23 มกราคม 2569 สำหรับท่านที่เกิดวันพุธ

    • การงาน : สร้างผลงานแบบรวดเร็ว
    • การเงิน : จะได้โชคแบบทุกขลาภ
    • ความรัก : เดินทางท่องเที่ยวได้พบรัก

    เคล็ดลับเสริมดวงประจำวันนี้

    • สวดมนต์คาถาป้องกันภัย
    • อัญมณีมงคล: เพชร
    • สีมงคล: สีขาว
    • เลขนำโชค: 1, 3, 6, 7, 9

    ฤกษ์ดีประจำสัปดาห์มีผลตั้งแต่วันที่ 22 – 28 มกราคม 2569 (ช่วงเวลาที่เหมาะสม)

    • 08:09 – 11:09 : ฤกษ์ดีในการทำบุญขึ้นบ้านใหม่
    • 09:09 – 12:45 : ฤกษ์ดีในการซื้อรถยนต์คันใหม่
    • 09:19 – 12:00 : ฤกษ์ดีในการติดต่อเจรจางานต่าง ๆ
    • 09:00 – 12:00 : ฤกษ์ดีในการเปิดร้านเริ่มธุรกิจใหม่
    • 09:00 – 15:00 : ฤกษ์ดีในการเดินทางทำบุญ

    ดูดวงเพิ่มเติม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=http://www.sanook.com/horoscope/320926/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3ku3Rg3LyusTspYcD6tAmy

  • ของจริงไม่ใช้เอไอ! ททท.แจงยิบดรามาภาพ ลิซ่า ลลิษา โปรโมทเที่ยวทะเลบัวแดง

    ของจริงไม่ใช้เอไอ! ททท.แจงยิบดรามาภาพ ลิซ่า ลลิษา โปรโมทเที่ยวทะเลบัวแดง

    ของจริงไม่ใช้เอไอ! ททท.แจงยิบดรามาภาพ ลิซ่า ลลิษา โปรโมทเที่ยวทะเลบัวแดง

    วันพฤหัสบดี ที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2569, 17.48 น.

    22 มกราคม 2569  เฟซบุ๊กเพจ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย หรือ ททท. ได้ออกมาโพสต์แถลงชี้แจงจากกรณีภาพ Amazing Thailand Ambassador ประชาสัมพันธ์ทะเลบัวแดง จ.อุดรธานี

    ททท.ขอยืนยันว่า ภาพที่เผยแพร่อยู่ในขณะนี้เป็นภาพจริงที่เกิดจากการถ่ายทำ มิได้ใช้การสร้างภาพด้วย AI แต่อย่างใด ทั้งนี้ได้มีการตกแต่งเพิ่ม โดยใช้ Graphic เพื่อความสวยงามตาม Concept ที่กำหนด และออกแบบไว้โดยทีมงานมืออาชีพผู้ชำนาญ

    การดำเนินงานทั้งหมดเป็นไปตามข้อตกลงและการดำเนินงานร่วมกันกับทางต้นสังกัดของศิลปิน โดยผ่านการคัดเลือกและเห็นชอบแล้ว โดยมีเป้าหมายเพื่อถ่ายทอดความงดงามของแหล่งท่องเที่ยวไทยให้ดีที่สุด

    ททท.ขอขอบคุณทุกความคิดเห็นและข้อเสนอแนะพร้อมนำไปพัฒนาการสื่อสารให้ชัดเจนและสร้างภาพลักษณ์ที่ดีต่อศิลปินและประเทศไทยให้ดียิ่งขึ้นต่อไป

    ซึ่งหลังจากที่ ททท. ได้ออกมาแถลงชี้แจงถึงประเด็นดังกล่าวนี้ ชาวเน็ตได้เข้ามาแสดงความคิดเห็นกันเป็นจำนวนมาก อาทิเช่น 

    – คือภาพสวยครับ น้องลิซ่าก็สวย แต่… แต่เมื่อเป็นภาพที่ใช้ในการโปรโมทสถานที่ท่องเที่ยว ส่วนตัวมองเรื่องความเรียล ความสมจริงเป็นสิ่งสำคัญครับ อย่างน้อยควรถ่ายทำในสถานที่จริง หรือแต่งภาพให้สมจริงกว่านี้ถ้าเป็นกรณีถ่ายในสตู ไม่งั้นจะกลายเป็นจกตานักท่องเที่ยวเอา ลองนึกถึงใจนักท่องเที่ยวดูสิครับ เขาคาดหวังอะไรกับภาพที่ได้เห็น แล้วเวลาเขาไปเที่ยวจริงๆ เขาจะได้เห็นแบบในภาพไหม อันนี้ฝากให้คิดต่อครับ ด้วยความเคารพ

    – ดอกบัวของจริง สวยกว่าในภาพครับ ช่างภาพน่าจะถ่ายออกมาได้สวยกว่านี้

    – ชอบมากครับ มูดความเป็นไทย โทนสีให้ความสากล ส่งกำลังใจให้ทีมงานที่รังสรรค์ทุกท่านครับ มันดีงามแล้ว อย่าท้อครับ

    – มันดูลอยมากเลยค่ะ จากใจลิลลี่

    อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : ดรามาจนได้ หลัง ททท. ปล่อยภาพ ลิซ่า โปรโมตเที่ยวไทย ดี้ นิติพงษ์ วิจารณ์ใช้ AI ด้อยค่าศิลปิน

    ททท.ปล่อยภาพ ลิซ่า ชวนเที่ยวทะเลบัวแดง จ.อุดรธานี สู่สายตาชาวโลก

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/likesara/942417&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0Zm_qepfg6motHvP0PFTC1

  • ‘ตั๊น จิตภัสร์’ ชู หัวหินเมืองท่องเที่ยวต้นแบบ ดึงชาวต่างชาติวัยเกษียณ กระตุ้นเศรษฐกิจ จี้ รบ. ดูแลปัญหาอาชญากรรม หลังเกิดเหตุสะเทือนขวัญ | เดลินิวส์

    ‘ตั๊น จิตภัสร์’ ชู หัวหินเมืองท่องเที่ยวต้นแบบ ดึงชาวต่างชาติวัยเกษียณ กระตุ้นเศรษฐกิจ จี้ รบ. ดูแลปัญหาอาชญากรรม หลังเกิดเหตุสะเทือนขวัญ | เดลินิวส์

    เมื่อเวลา 19.00 น.วันที่ 22 ม.ค.  ที่ตลาดโต้รุ่ง อ.หัวหิน จ. ประจวบคีรีขันธ์ นางสาวจิตภัสร์ ตั๊น กฤดากร ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อและแกนนำพรรคไทยก้าวใหม่ กล่าวภายหลังลงพื้นที่ อ.หัวหิน จะมีนโยบายอะไรในการกระตุ้นเศรษฐกิจ ว่า ตนคิดว่า อ.หัวหิน ที่เป็นเมืองท่องเที่ยวอยู่แล้ว และเป็นเมืองที่อิ่มไปด้วยวัฒนธรรมจึงอยากจะผลักดันให้เป็นเมืองท่องเที่ยวต้นแบบในเชิงธุรกิจท่องเที่ยว ที่จะเชิญชวนพ่อแม่พี่น้องประชาชนโดยเฉพาะประชาชนที่เกษียณแล้ว รวมถึงต่างชาติอย่างน้อยหากมีเงินมาหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจของ อ.หัวหิน ก็จะดีมากขึ้น เพื่อให้มีเม็ดเงินมาหมุนเวียนที่ ซึ่งที่นี่ค่อนข้างที่จะสโลว์ไลฟ์ ก็ต้องยอมรับว่าเราไม่สามารถสู้ จ.ชลบุรี หรือ จ.ภูเก็ตได้ แต่ต้องทำอย่างไรให้ อ.หัวหิน มีเอกลักษณ์ของตน และเป็นที่ท่องเที่ยวดึงดูดคนต่างชาติและชาวไทยได้

    นางสาวจิตภัสร์ กล่าวต่อว่า ซึ่งมองว่า อ.หัวหิน เป็นเมืองที่ค่อนข้างที่จะมีนักท่องเที่ยวที่มีอายุค่อนข้างมากมาเที่ยว ส่วนใหญ่ที่เราเดินผ่านจากการเดินตลาดก็พบว่ามีนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติวัยเกษียณที่เลือกมาเกษียณที่อ.หัวหิน จึงมองว่านโยบายของพรรคที่จะมีการโชว์ อ.หัวหิน ที่เป็นเหมือนเมืองต้นแบบของการทำการท่องเที่ยว ชวนชาวต่างชาติที่เกษียณอายุแล้วมาท่องเที่ยวที่ประเทศไทย เพื่อที่จะได้คนที่มีคุณภาพและเพื่อที่จะมีเงินไปหมุนเวียนเศรษฐกิจใน อ.หัวหิน

    เมื่อถามว่าจะมีการกระตุ้นคนคนไทยอย่างไรให้มาท่องเที่ยวในประเทศเพราะว่าตอนที่เดินตลาดก็พบเห็นส่วนมากเป็นนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ นางสาวจิตภัสร์ กล่าวว่า อาจจะยาก เพราะอย่างที่บอกว่า อ.หัวหิน อาจจะสู้ จ.ชลบุรีหรือ จ.ภูเก็ต ไม่ได้แต่หัวหินเป็นเมืองที่ค่อนข้างเน้นในเรื่องของวัฒนธรรมและมีเอกลักษณ์ที่ค่อนข้างไม่เหมือนคนอื่น ซึ่งเราในฐานะที่เป็นพรรคไทยก้าวใหม่ ตั้งใจจะชูในเรื่องของเอกลักษณ์ของ อ.หัวหิน เพื่อที่จะดึงดูดนักท่องเที่ยวเข้ามา นอกเหนือจากนั้นอ.หัวหิน ก็ต้องพร้อมที่จะรับจำนวนนักท่องเที่ยวที่จะเพิ่มขึ้น ทั้งในเรื่องของปัญหาอาชญากรรมในเรื่องของความปลอดภัย ซึ่งทางพรรคเราเน้นในเรื่องของเทคโนโลยีและ AI มาประกอบในการดูแลความมั่นคงและความปลอดภัยให้กับประชาชนทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติรวมถึงคนไทย

    อย่างไรก็ตามการที่เราจะดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติมาต้องดึงดูดด้วยความมั่นใจ ว่าเขามาเที่ยวแล้วจะมีความสุข ความปลอดภัย ซึ่งอาจจะมีการกระจายไปถึงอำเภออื่นๆที่จะดึงคนที่เกษียณอายุมาเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ

    เมื่อถามว่าอำเภอหัวหินเป็นแหล่งท่องเที่ยวจะดูแลในเรื่องของความปลอดภัยสำหรับนักท่องเที่ยวและประชาชนที่มาท่องเที่ยวได้อย่างไร เช่น กรณีคดีฆ่า ชิงทรัพย์ พนักงานโรงแรมในพื้นที่อำเภอหัวหิน นางสาวจิตภัสร์ กล่าวว่า อย่างที่เห็นในข่าว ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องที่น่าเศร้าและน่าเสียใจเป็นอย่างมาก แต่ตอนนี้ก็สามารถจับกุมตัวคนกระทำความผิดได้แล้ว และพบว่าเป็นคนเร่ร่อนจากต่างจังหวัดไม่ใช่คนในพื้นที่อ.หัวหิน ซึ่งอยากฝากไปถึงรัฐบาลและหน่วยงานความมั่นคงรวมถึงหน่วยงานท้องถิ่นที่จะดูแลเรื่องพวกนี้ แต่ปัญหาหลักที่กลับมาคือธนูดอกที่ 1 ของพรรคไทยก้าวใหม่คือต้นทุนของการสร้างมนุษย์ เพราะหากทุกคนได้การศึกษามีต้นทุนที่ดีตั้งแต่เริ่มต้น บั่นปลายชีวิตเขาก็จะไม่กลายมาเป็นคนเร่ร่อนที่มาสร้างอาชญากรรมอย่างนี้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5527689/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0Xpt8P219Mqbb481JJjTlC

  • ผู้ว่าฯภูเก็ต นำคณะดูงานโมเดลจัดการขยะ “โรงแรมเดอะ ราชา” สู่การท่องเที่ยวเกาะอย่างสมดุลและยั่งยืน

    ผู้ว่าฯภูเก็ต นำคณะดูงานโมเดลจัดการขยะ “โรงแรมเดอะ ราชา” สู่การท่องเที่ยวเกาะอย่างสมดุลและยั่งยืน

    ผู้ว่าฯภูเก็ต นำคณะดูงานโมเดลจัดการขยะ “โรงแรมเดอะ ราชา” สู่การท่องเที่ยวเกาะอย่างสมดุลและยั่งยืน


    22/01/2569 | 70 |

    ผู้ว่าฯ ภูเก็ต นำคณะดูงานโมเดลจัดการขยะ “โรงแรมเดอะ ราชา” สู่การท่องเที่ยวเกาะอย่างสมดุลและยั่งยืน

    เมื่อวันที่ 13 มกราคม 2569 ณ โรงแรมเดอะ ราชา ตำบลราไวย์ อำเภอเมือง จังหวัดภูเก็ต นายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต พร้อมด้วย พลเรือโทวีรุดม ม่วงจีน ผู้บัญชาการทัพเรือภาคที่ 3 และผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเลภาค 3 ได้นำคณะเข้าศึกษาดูงานด้านการบริหารจัดการขยะของโรงแรมเดอะ ราชา ภายหลังจากเสร็จสิ้นกิจกรรมด้านสิ่งแวดล้อม ประกอบด้วยกิจกรรมวางทุ่นผูกเรือ วางทุ่นไข่ปลากันแนวปะการัง และกิจกรรมเก็บขยะชายหาด ณ บริเวณหาดพลับพลา เกาะราชาใหญ่ ตำบลราไวย์ อำเภอเมืองภูเก็ต โดยมี Mr. Daniel Lim Teck Hock กรรมการผู้จัดการโรงแรมเดอะ ราชา ให้การต้อนรับและนำคณะเยี่ยมชมระบบการจัดการขยะภายในโรงแรม

    ในการศึกษาดูงานครั้งนี้ คณะได้เยี่ยมชมกระบวนการกำจัดขยะของโรงแรม ซึ่งประกอบด้วยเตาเผาขยะที่สามารถกำจัดขยะได้วันละประมาณ 800 กิโลกรัม และระบบไบโอแก๊ส รองรับขยะได้ประมาณ 500 กิโลกรัมต่อวัน สะท้อนให้เห็นถึงการจัดการขยะอย่างเป็นระบบ ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และเหมาะสมกับบริบทพื้นที่เกาะท่องเที่ยว

    ทั้งนี้ โรงแรมเดอะ ราชา ได้ให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อมบนเกาะราชาใหญ่ โดยดำเนินการร่วมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โรงแรม และร้านอาหารบนเกาะราชา เพื่อร่วมกันแก้ไขปัญหาน้ำเสียและขยะอย่างบูรณาการ ครอบคลุมตั้งแต่ต้นทาง กลางทาง และปลายทาง

    ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต กล่าวว่า แนวทางการบริหารจัดการขยะของโรงแรมเดอะ ราชา ถือเป็น โมเดลตัวอย่าง ที่สามารถนำไปปรับใช้กับโรงแรมและสถานประกอบการอื่น ๆ ในจังหวัดภูเก็ต โดยเฉพาะพื้นที่เกาะและแหล่งท่องเที่ยวสำคัญ พร้อมย้ำว่าจังหวัดภูเก็ตให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาขยะอย่างจริงจังในทุกมิติ ทั้งด้านการลดขยะที่ต้นทาง การคัดแยก การกำจัดอย่างถูกวิธี และการสร้างความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เพื่อมุ่งสู่การพัฒนาการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน

    การศึกษาดูงานดังกล่าว ถือเป็นแนวทางสำคัญในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ด้านการจัดการขยะและสิ่งแวดล้อม เพื่อนำไปประยุกต์ใช้ในการพัฒนาพื้นที่ท่องเที่ยวของจังหวัดภูเก็ตให้มีความสมดุล เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และยั่งยืนในระยะยาวต่อไป

    สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดภูเก็ต /ภาพ-ข่าว


    image รูปภาพ


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/33/iid/468267&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1AHpnE3GLJPhx_WrJwXL3b

  • ส่องนโยบาย 6 พรรคการเมือง ด้านท่องเที่ยว-อากาศสะอาด ใครเข้าวิน

    ส่องนโยบาย 6 พรรคการเมือง ด้านท่องเที่ยว-อากาศสะอาด ใครเข้าวิน

    ต่างออกมาแสดงวิสัยทัศน์และนโยบายในการพัฒนาพื้นที่ภาคตะวันออก โดยประเด็นที่น่าสนใจคือนโยบายด้านการท่องเที่ยวและจุดยืนต่อร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) อากาศสะอาด รวมถึงการจัดการสิ่งแวดล้อม เนื่องจากพื้นที่ดังกล่าวเป็นพื้นที่เศรษฐกิจด้านการท่องเที่ยวโดยเฉพาะพัทยาอีกทั้งยังเป็นพื้นที่นิคมอุตสาหกรรม ทำให้นโยบายทั้งเรื่องท่องเที่ยวและสิ่งแวดล้อมเป็นสิ่งที่ต้องมาคู่กัน 

    พรรคเพื่อไทย : เปิดตลาดใหม่ดึงนักท่องเที่ยวกำลังซื้อสูง

    สรวงศ์ เทียนทอง พรรคเพื่อไทย นำเสนอนโยบายด้านการท่องเที่ยว ดังนี้ 

    -มุ่งเน้นการยกระดับสู่การเป็น “Ultra Luxury” เพื่อเปิดตลาดใหม่สำหรับนักท่องเที่ยวที่มีกำลังซื้อสูง แทนที่การเน้นเพียงจำนวนนักท่องเที่ยวจากการทำวีซ่าฟรีเพียงอย่างเดียว

    -ผลักดันโครงการ Cruise Terminal ในพื้นที่พัทยา ภูเก็ต และสมุย เพื่อรองรับเรือสำราญและกระตุ้นเศรษฐกิจมูลค่าหลายพันล้านบาท

    -เสนอโครงการ “เรียนได้งบ จบได้งาน” เพื่อผลิตบุคลากร 4 ล้านคนใน 4 ปี รองรับอุตสาหกรรมและการท่องเที่ยวในพื้นที่ EEC

    ส่องนโยบาย 6 พรรคการเมือง ด้านท่องเที่ยว-อากาศสะอาด ใครเข้าวิน

    สรวงศ์ เทียนทอง

    ขณะที่นโยบายด้าน พ.ร.บ. อากาศสะอาด และสิ่งแวดล้อม พรรคเพื่อไทยยืนยันว่าพรรคให้ความสำคัญกับ พ.ร.บ. อากาศสะอาด โดยมี สส. ของพรรค คือ จักรพล ตั้งสุทธิธรรม ผลักดันเรื่องนี้ในฐานะประธานกรรมาธิการมาโดยตลอด ที่สำคัญต้องเน้นการสร้าง “จิตใต้สำนึก” ผ่านการศึกษามากกว่าการบังคับใช้กฎหมายเพียงอย่างเดียว โดยมองว่าปัญหาการปล่อยน้ำเสียหรือขยะเกิดจากจิตสำนึกของคน

    พรรคประชาชน หนุนแก้กฎหมายหนุนท่องเที่ยว-สิ่งแวดล้อม

    ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ผู้ช่วยหาเสียงพรรคประชาชน เสนอยนโยบายผลักดันการท่องเที่ยวด้วยการพัฒนา รถเมล์ไฟฟ้า (EV Bus) เพื่อเชื่อมต่อแหล่งท่องเที่ยวต่าง ๆ (เช่น จากนาเกลือไปพัทยาใต้) ช่วยให้คนเข้าถึงแหล่งท่องเที่ยวรองได้ง่ายขึ้นและลดการจราจรติดขัด

    ส่องนโยบาย 6 พรรคการเมือง ด้านท่องเที่ยว-อากาศสะอาด ใครเข้าวิน

    ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ

    ผลักดันการกระจายอำนาจ ให้ท้องถิ่นมีอำนาจในการกำหนดเส้นทางและราคารถเมล์เองได้ เพื่ออำนวยความสะดวกให้นักท่องเที่ยว และแก้กฎหมายที่เป็นอุปสรรคต่อผู้ประกอบการท่องเที่ยว เช่น กฎหมายแอลกอฮอล์ กฎหมายโรงแรม และกฎหมายรถเช่า
    ส่วนนโยบายด้านสิ่งแวดล้อม พร้อมสนับสนุน พ.ร.บ. อากาศสะอาด อย่างเต็มที่

    และเสนอให้มีกฎหมาย PRTR (กฎหมายรายงานการปล่อยและเคลื่อนย้ายสารมลพิษ) เพื่อให้โรงงานต้องรายงานการใช้สารเคมีอย่างโปร่งใส เสนอการจัดการขยะผ่านกฎหมาย EPR (Extended Producer Responsibility) บังคับให้ผู้ผลิตต้องรับผิดชอบในการกำจัดซากผลิตภัณฑ์ เช่น รถยนต์ หรือเครื่องใช้ไฟฟ้า

    พรรคกล้าธรรม พัฒนาเมืองรอง ชูนวด-สมุนไพร ยกระดับท่องเที่ยวหมู่บ้าน

    สะถิระ เผือกประพันธุ์ พรรคกล้าธรรม ชูนโยบาย “ปลดล็อกการท่องเที่ยว” โดยเน้นการพัฒนา “อำเภอรอง” และหมู่บ้านต่าง ๆ ทั่วจังหวัดชลบุรี ไม่ใช่เพียงแค่พัทยาหรือบางแสน เพื่อกระจายรายได้สู่ชุมชน

    ผลักดัน อัตลักษณ์ความเป็นไทย เช่น นวดแผนไทยและสมุนไพร เข้าสู่แหล่งท่องเที่ยวในระดับหมู่บ้าน ใช้เทคโนโลยี AI และ Blockchain ในการสแกนพื้นที่เพื่อดูแลความปลอดภัยและป้องกันอุบัติเหตุให้กับนักท่องเที่ยว

    ส่องนโยบาย 6 พรรคการเมือง ด้านท่องเที่ยว-อากาศสะอาด ใครเข้าวิน

    สะถิระ เผือกประพันธุ์

    ส่วนนโยบายด้านสิ่งแวดล้อม พร้อมสนับสนุนการนำ พ.ร.บ. อากาศสะอาด มาใช้ในสภา เพื่อกำหนดมาตรฐานสิ่งแวดล้อม เช่น การบังคับให้ตึกหรืออาคารต้องมีพื้นที่สีเขียวเพื่อลดมลภาวะ มุ่งเน้นการจัดการ กากอุตสาหกรรม ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่ในภาคตะวันออก

    พรรคประชาธิปัตย์ ชูนโยบายส่งผู้ป่วยฉุกเฉินผ่าน เฮลิคอปเตอร์

    สาธิต ปิตุเตชะ พรรคประชาธิปัตย์ ขอสร้างความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัยผ่านนโยบาย “Sky Doctor” ใช้เฮลิคอปเตอร์รับส่งผู้ป่วยฉุกเฉินในพื้นที่เกาะและแหล่งท่องเที่ยว ส่งเสริมการจัด อีเวนต์ระดับโลก ตามปฏิทินการท่องเที่ยว (เช่น Tomorrowland) เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติ และพัฒนาโครงการ “Hub ศัลยกรรมและการแพทย์” ในเมืองการบิน เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวเชิงสุขภาพจากทั่วโลก

    ส่องนโยบาย 6 พรรคการเมือง ด้านท่องเที่ยว-อากาศสะอาด ใครเข้าวิน

    สาธิต ปิตุเตชะ

    ส่วนนโยบายด้านสิ่งแวดล้อม ขอเน้น “การเมืองสุจริต” ในการบังคับใช้กฎหมายสิ่งแวดล้อมอย่างเด็ดขาด เพื่อป้องกันไม่ให้กลุ่มทุนหรือโรงงานหลีกเลี่ยงกฎหมาย เสนอให้มีการเพิ่มโทษและบังคับใช้กฎหมายกับโรงงานที่ปล่อยมลพิษอย่างเข้มข้น

    พรรคโอกาสใหม่ หนุนท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ

    ทศพร เสรีรักษ์ พรรคโอกาสใหม่ เน้นส่งเสริม การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (Wellness Tourism) เนื่องจากไทยมีบุคลากรทางการแพทย์ที่เข้มแข็ง พร้อมชูนโยบาย ผลักดัน พ.ร.บ. อากาศสะอาด เป็นวาระเร่งด่วน เพื่อแก้ปัญหา PM 2.5 และโรคภัยไข้เจ็บที่เกิดจากมลพิษอุตสาหกรรม

    ส่องนโยบาย 6 พรรคการเมือง ด้านท่องเที่ยว-อากาศสะอาด ใครเข้าวิน

    ทศพร เสรีรักษ์

    โดยประกาศว่าหากได้เข้าสภา จะเสนอให้สภารับร่าง พ.ร.บ. อากาศสะอาด มาพิจารณาต่อทันทีภายใน 60 วัน รวมถึงเสนอให้มี ศูนย์อาชีวอนามัย ในภาคตะวันออก เพื่อดูแลประชาชนที่เจ็บป่วยจากการทำงานในนิคมอุตสาหกรรม

    พรรคปวงชนไทย ดึงโครงการใหญ่สร้างเม็ดเงินเข้าประเทศ

    เอกสิทธิ์ คุณานันทกุล พรรคปวงชนไทย กล่าวว่า ต้องสร้าง “Man-made Destination” และโครงการ Mega Project ใหม่ ๆ เพื่อเป็นจุดขายใหม่ให้นักท่องเที่ยว รวมถึงสนับสนุน Wellness Tourism อย่างเต็มรูปแบบเพื่อดึงเม็ดเงินเข้าประเทศอย่างรวดเร็ว ควบคู่กับการพัฒนาแพลตฟอร์ม/แอปพลิเคชันท่องเที่ยวของไทยเอง เพื่อไม่ให้เม็ดเงินจากการจองที่พักและบริการไหลออกนอกประเทศ

    ส่องนโยบาย 6 พรรคการเมือง ด้านท่องเที่ยว-อากาศสะอาด ใครเข้าวิน

    เอกสิทธิ์ คุณานันทกุล

    ส่วนนโยบายด้านสิ่งแวดล้อม ต้องส่งเสริม “Green Economy” และการสร้างโรงงานสีเขียวที่รักษามาตรฐานสิ่งแวดล้อม เน้นการตรวจสอบและลงโทษโรงงานที่ลักลอบทิ้งน้ำเสียหรือกากอุตสาหกรรมอย่างจริงจัง และเห็นด้วยกับการมีกฎหมายรายงานสารเคมี (PRTR) เพื่อความปลอดภัยของประชาชนรอบโรงงาน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/smart-city/736840&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3xzPxS10q2RdT-_mbIxpm6