Category: ท่องเที่ยว

  • ฉลองค่ำคืนวันวาเลนไทน์แสนโรแมนติกริมแม่น้ำเจ้าพระยา ณ โรงแรมแชงกรี-ลา

    ฉลองค่ำคืนวันวาเลนไทน์แสนโรแมนติกริมแม่น้ำเจ้าพระยา ณ โรงแรมแชงกรี-ลา

    ฉลองค่ำคืนวันวาเลนไทน์แสนโรแมนติกริมแม่น้ำเจ้าพระยา ณ โรงแรมแชงกรี-ลา กรุงเทพฯ

    ท่ามกลางสายน้ำอันแสนโรแมนติกของแม่น้ำเจ้าพระยา ค่ำคืนวันวาเลนไทน์ที่น่าจดจำสำหรับคุณและคนที่คุณรักกำลังจะเริ่มต้นขึ้นที่ โรงแรมแชงกรี-ลา กรุงเทพฯ

    โวลติ ทัสคาน กริลล์ แอนด์ บาร์

    ดื่มด่ำไปกับเมนูอาหารอิตาเลียนเลิศรสชุดพิเศษที่รังสรรค์โดย เอ็กเซ็คคิวทีฟ อิตาเลียน เชฟอองเดร รอสซี่ ที่ถ่ายทอดเสน่ห์ของรสชาติอาหารสุดคลาสสิกและความโรแมนติกอันแสนอบอุ่น พร้อมเพลิดเพลินไปกับหลากหลายบทเพลงรักเหนือกาลเวลาจากนักเปียโนเดี่ยวมืออาชีพ

    ฉลองค่ำคืนวันวาเลนไทน์แสนโรแมนติกริมแม่น้ำเจ้าพระยา ณ โรงแรมแชงกรี-ลา กรุงเทพฯ

    • ชุดเมนู: 7,500 บาทถ้วน สำหรับผู้ใหญ่ 2 ท่าน
    • ชุดเมนูมังสวิรัติ: 4,500 บาทถ้วน สำหรับผู้ใหญ่ 2 ท่าน
    • จับคู่อาหารกับเครื่องดื่มพรีเมียม 5 แก้ว: ท่านละ 1,900 บาทถ้วน สำหรับผู้ใหญ่

    เรือแชงกรี-ลา ฮอไรซัน ครูซ

    ยืนเคียงข้างกันขณะล่องเรือผ่านแลนด์มาร์คสำคัญริมแม่น้ำเจ้าพระยาที่ตั้งตระหง่านยาวนานกว่าศตวรรษ เผยให้เห็นถึงความงามของกรุงเทพมหานครที่เปล่งประกายใต้แสงไฟระยิบระยับ ช่วยเติมเต็มค่ำคืนแห่งความโรแมนติก อิ่มเอมไปกับบุฟเฟ่ต์มื้อค่ำระดับพรีเมียม พร้อมเพลิดเพลินไปกับบทเพลงบรรเลงอันไพเราะจากนักแซ็กโซโฟนเดี่ยวฝีมือเยี่ยมตลอดการล่องเรือ

    • ราคาท่านละ 3,500 บาทถ้วน สำหรับผู้ใหญ่ และ 7,000 บาทถ้วน สำหรับผู้ใหญ่ 2 ท่าน
    • จับคู่กับเครื่องดื่มสปาร์คกลิ้งพรีเมียมจากประเทศอิตาลี: ราคา 2,000 บาทถ้วนต่อขวด

    คู่รักทุกคู่ที่มารับประทานอาหารที่ โวลติ ทัสคาน กริลล์ แอนด์ บาร์ หรือเรือแชงกรี-ลา ฮอไรซัน ครูซ จะได้รับเครื่องดื่มอภินันทนาการ 2 แก้ว และช็อกโกแลตพราลีน 1 กล่อง ในค่ำคืนสุดพิเศษนี้

    เดอะ ลอง บาร์ เทคโอเวอร์

    ร่วมเฉลิมฉลองความรักในทุกรูปแบบไปกับเมนูค็อกเทลสำหรับวันวาเลนไทน์สุดเอ็กซ์คลูซีฟทั้ง 4 เมนูที่รังสรรค์อย่างพิถีพิถันโดยบาร์เทนเดอร์รับเชิญจาก คัมพารี

    เวลา 18.30 น. – 22.30 น. เพียงค่ำคืนเดียวเท่านั้น

    แพ็กเกจล่องเรือหรู พรี-ดินเนอร์ ริเวอร์ ครูซ สำหรับค่ำคืนวันแห่งความรัก

    เริ่มต้นค่ำคืนวันแห่งความรักด้วยการล่องเรือหรู แชงกรี-ลา ฮอไรซัน ครูซ พร้อมจิบเครื่องดื่มพรีเมียมขณะล่องไปตามสายน้ำเจ้าพระยาอันแสนงดงาม สัมผัสสายลมอ่อน ๆ และวิวแม่น้ำที่ส่องประกายระยิบระยับ ก่อนเข้าสู่ช่วงเวลาแห่งการเฉลิมฉลองในค่ำคืนวันแห่งความรัก

    ราคาท่านละ 599 บาทถ้วน รวมเครื่องดื่มพรีเมียม 1 แก้ว สำหรับผู้ใหญ่ สำหรับท่านที่สำรองที่นั่งมื้อค่ำในค่ำคืนวันที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ 2569 ที่โวลติ ทัสคาน กริลล์ แอนด์ บาร์ เน็กซ์ทู คาเฟ่ ห้องอาหารจีน แชงพาเลซ และห้องอาหารไทย ศาลาทิพย์

    เวลา 17.15 น. – 18.00 น. เพียงค่ำคืนเดียวเท่านั้น

    สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม และสำรองที่นั่งได้ที่ ฝ่ายสำรองที่นั่งห้องอาหารของโรงแรมฯ โทร. 0 2236 7777 อีเมล [email protected] หรือเยี่ยมชมเว็บไซต์ได้ที่ https://tinyurl.com/ValentinesDinner2026-Media


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ryt9.com/s/prg/12787785&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0EjDlc09-U8Dn1mMVp0xne

  • ‘ตักบาตรใบไม้’ กับเส้นทาง ‘ลมหายใจสีเขียวแห่งจันทบุรี’

    ‘ตักบาตรใบไม้’ กับเส้นทาง ‘ลมหายใจสีเขียวแห่งจันทบุรี’

    จันทบุรี จังหวัดชายฝั่งทะเลภาคตะวันออกของประเทศไทย ที่มีภูเขาสูงสุดในภาคตะวันออก คือ เขาสอยดาว ที่สูงถึง 1,675 เมตร จากระดับน้ำทะเล 

    การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ภูมิภาคตะวันออก เปิดเส้นทาง ลมหายใจสีเขียวแห่งจันทบุรี Green Breath of Chanthaburi ชวนนักท่องเที่ยวสายกรีนร่วมสัมผัสธรรมชาติ วัฒนธรรม และวิถีชุมชน อย่างรับผิดชอบ

    ยกระดับชุมชนสู่แหล่งท่องเที่ยว Green Tourism แห่งใหม่ของภาคตะวันออก

    ผสมผสานการท่องเที่ยวเชิงนิเวศและวัฒนธรรมชุมชนของชาวบ้านทุ่งเพล อัตลักษณ์ของชาวจันทบุรีเข้าด้วยกัน 

    วันแรก ไปที่  Viva Forestra Farm ตั้งอยู่ในพื้นที่อำเภอนายายอาม จังหวัดจันทบุรี ก่อนถึงตัวเมือง 30 กิโลเมตร

    ‘ตักบาตรใบไม้’ กับเส้นทาง ‘ลมหายใจสีเขียวแห่งจันทบุรี’

    นกยูงอินเดียขาว ที่  Viva Forestra Farm  Cr. Kanok Shokjaratkul

    แบ่งพื้นที่เป็น 2 โซน โซนแรก Every Story Cafe and Farm เป็น คาเฟ่ป่าฝน มีน้ำตก ลำธาร สายหมอก ที่เปิดตลอดทั้งวันเพื่อสร้างความชุ่มชื้นให้เป็นธรรมชาติ

    โซนที่สอง Viva Forestra Farm เป็น Mini Zoo มีสัตว์อยู่ประมาณ 70 ชนิด เช่น คาปิบาร่า, งูบอลไพธอน, นกอีมู,นกกระจอกเทศ, กวางดาวอินเดีย, นกมาคอว์, นกซันคอนัวร์, เต่าซัลคาต้า, ลาแคระ, ม้าแคระ, หมูแคระ, เมียร์แคท, หนูแพรี่ด็อก, หนูฮิปโปแคระ, กบ, กิ้งก่าอีกัวน่า, กิ้งก่าเบียร์ดดรากอน, แมงป่องช้าง, ปลาช่อนอเมซอนยักษ์

    โซนสัตว์ จะมีค่าเข้าชม ผู้ใหญ่ 120 บาท เด็ก 80 บาท โดยบัตรเข้าชมสามารถนำไปเป็นส่วนลดเครื่องดื่มหรืออาหารที่คาเฟ่ได้ 20 บาท ต่อใบต่อรายการ

    ในโซนคาเฟ่ยังมี ตั๊กแตนใบไม้ออสเตรเลีย, ตั๊กแตนกิ่งไม้ยักษ์ ให้ดูด้วย

    มีกิจกรรมตกปลา, ซิปไลน์, เรือปั่น, แทรมโพลีน และการยิงธนู

    เปิดทุกวัน ไม่มีวันหยุด ตั้งแต่เวลา 09.00 น. ถึง 18.00 น.

    ‘ตักบาตรใบไม้’ กับเส้นทาง ‘ลมหายใจสีเขียวแห่งจันทบุรี’

    หงส์ดำ ที่  Viva Forestra Farm  Cr. Kanok Shokjaratkul

    • ประตูสวรรค์ 

    ช่วงบ่าย ไปที่ วัดเขาบรรจบ ตำบลฉมัน อำเภอมะขาม จังหวัดจันทบุรี มีต้นไม้โบราณ ต้นสมพง อยู่มากมาย บรรยากาศร่มรื่น 

    “ประตูต้นไม้นี้ ในสมัยก่อนเป็นเส้นทางที่พระใช้เดินเข้าวัด การเดินทางลำบากเพราะต้องเดินอ้อมก้อนหิน ญาติโยมเลยช่วยกันเจาะรูต้นไม้ให้เป็นประตู เพื่อที่พระจะได้ไม่ต้องไปปีนก้อนหิน

    พอเดินลอดเข้ามาแล้วรู้สึกร่มเย็น ร่มรื่น และสงบ ชาวบ้านเลยเรียกกันว่า ประตูสวรรค์”

    นฤทธิ์ ผลพฤกษา ไวยาวัจกร วัดเขาบรรจบ และ ประธานโฮมสเตย์บ้านทุ่งเพล เล่าถึงความเป็นมา

    “วัดเขาบรรจบจะมีพระจากมหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัยที่กำลังจะจบการศึกษาระดับปริญญาโทและปริญญาเอก ต้องมาปฏิบัติธรรมที่นี่ก่อนถึงจะจบการศึกษาได้

    ‘ตักบาตรใบไม้’ กับเส้นทาง ‘ลมหายใจสีเขียวแห่งจันทบุรี’

    ประตูสวรรค์  ต้นไม้ยักษ์  Cr. Kanok Shokjaratkul

    วัดเขาบรรจบ ตั้งอยู่กึ่งกลางป่าสองเทือกเขาคือ เขาสอยดาว และ เขาคิชฌกูฎ มีลำธาร คลองทุ่งเพล เป็นเส้นแบ่งเขตแดนตามแนวลำคลอง

    ด้านบนมี เขื่อนทุ่งเพล โครงการของในหลวงรัชกาลที่ 9 ที่ทรงสร้างเขื่อนผันน้ำไปทางคลองพวง เพื่อจ่ายน้ำให้เกษตรกรได้ใช้ประโยชน์ แทนที่จะปล่อยน้ำทิ้งไปเฉย ๆ

    ใกล้ ๆ กันจะมี มะลิคาเฟ่ ที่โด่งดังใน TikTok บรรยากาศดีมาก มี โฮมสเตย์บ้านสวนริมน้ำ อยู่ติดลำธาร เหมาะสำหรับคนที่อยากมาพักผ่อนจริง ๆ

    ต้นไม้ยักษ์ที่เจาะเป็นประตูมีอายุมากกว่า 100 ปี เป็น Unseen Thailand ของที่นี่ ใครเดินลอดจะมีอายุยืนยาวเหมือนต้นสมพง”

    ‘ตักบาตรใบไม้’ กับเส้นทาง ‘ลมหายใจสีเขียวแห่งจันทบุรี’

    ตักบาตรใบไม้   Cr. Kanok Shokjaratkul

    • ตักบาตรใบไม้

    จันทบุรี เป็นจังหวัดที่มีทั้งสินค้าและการท่องเที่ยว แหล่งท่องเที่ยวก็มีทั้งภูเขาแล้วก็ทะเล เป็นเส้นทางที่เชื่อมต่อกับชายแดน เราอยากจะประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยวฝั่งภูเขาให้เป็นที่รู้จัก

    การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย เน้นเรื่องความยั่งยืนด้านการท่องเที่ยว เราจึงสร้างกิจกรรมเพื่อความยั่งยืนขึ้นมา วิถีชีวิตที่นี่ตอนเช้า ๆ คือการใส่บาตร เมื่อนักท่องเที่ยวมา ก็อยากให้ได้ใส่บาตรด้วย 

    แต่หลาย ๆ ที่ ใช้ถุงพลาสติกเยอะมาก พระท่านรับไปแล้วก็เป็นปัญหาขยะเกิดขึ้นที่วัด ยิ่งถ้าวัดอยู่ในป่าห่างไกล การกำจัดขยะก็ยาก

    ‘ตักบาตรใบไม้’ กับเส้นทาง ‘ลมหายใจสีเขียวแห่งจันทบุรี’

    การตักบาตรใบไม้  ครั้งแรกในประเทศไทย  Cr. Kanok Shokjaratkul

    จึงเปลี่ยนจากถุงพลาสติก มาเป็น ใบไม้ และวัสดุท้องถิ่นที่เป็นธรรมชาติ เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เป็นภูมิปัญญาของคนที่นี่ที่ใช้ใบไม้ห่อขนม ห่ออาหารอยู่แล้ว

    เราได้กราบเรียนท่านเจ้าอาวาส ท่านก็เห็นดีด้วย มันจะได้ไม่สร้างขยะ นักท่องเที่ยวก็ได้มีกิจกรรมเติมเต็มความรู้สึก และช่วยโลกด้วย จึงเป็นที่มาของ ตักบาตรใบไม้

    กิจกรรมแปลกใหม่ที่ต่อยอดจากแหล่งท่องเที่ยวมุมลับ Unseen Thailand ประตูสวรรค์ ของวัดเขาบรรจบ”

    ‘ตักบาตรใบไม้’ กับเส้นทาง ‘ลมหายใจสีเขียวแห่งจันทบุรี’

    Cr. Kanok Shokjaratkul

    ศักดิ์สกุล ศุภกฤตอนันต์ ผู้อำนวยการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานจันทบุรี เล่าให้ฟัง

    “ตักบาตรใบไม้ เป็นกิจกรรมแห่งแรกและแห่งเดียวในประเทศไทย ที่รณรงค์ให้ ลด ละ เลิก การใช้ถุงพลาสติกใส่บาตรทำบุญ นักท่องเที่ยวจะได้ทั้งทำบุญให้อิ่มใจโดยไม่กระทบต่อสิ่งแวดล้อม

    เราอยากให้การท่องเที่ยวช่วยกระจายรายได้สู่ท้องถิ่นไปพร้อมกับการรักษาทรัพยากรธรรมชาติ เพราะ ททท. มีเจตจำนงที่จะสร้างการท่องเที่ยวที่รู้ค่าและใส่ใจสิ่งแวดล้อมอย่างแท้จริง”

    ‘ตักบาตรใบไม้’ กับเส้นทาง ‘ลมหายใจสีเขียวแห่งจันทบุรี’

    ฟูจิจันท์   Cr. Kanok Shokjaratkul

    • ฟูจิจันท์

    วันต่อมา หลังจากทำกิจกรรม ตักบาตรใบไม้ ที่วัดเขาบรรจบเสร็จแล้ว เราก็ไปที่ ฟูจิจันท์ ที่มีทั้งคาเฟ่ ที่พัก ขี่รถ ATV และแช่ออนเซ็น กลางแจ้ง

    เมื่อถามว่าทำไมถึงชื่อ ฟูจิจันท์ เขาก็พาเราไปชมวิวที่มีภูเขาอยู่ด้านหลังทันที มีลักษณะคล้าย ๆ ภูเขาฟูจิ  

    ถ้าเป็นช่วงปลายฝนต้นหนาว เขาสอยดาวจะมีเมฆมาปกมาคลุมบนยอดเขา มองดูคล้ายภูเขาฟูจิ 

    จุดเด่นของที่นี่คือ แช่น้ำแร่ออนเซ็น มีการตรวจพบว่าน้ำที่นี่มีแร่ธาตุจึงทำระบบบำบัดน้ำสำหรับแช่เพื่อช่วยสุขภาพและสภาพจิตใจ โดยใช้น้ำแร่ธรรมชาติจากใต้พื้นดินในพื้นที่นี้เลย มีอยู่สองบ่อ รูปร่างทุเรียน-มังคุด ผลไม้ขึ้นชื่อของจันทบุรี

    ห้องพัก ที่นี่มีหลายโซน  บ้านหลังใหญ่สไตล์นอร์ดิก มี 15 หลัง บ้านหลังเล็กไซส์วิลล่า มี 23 หลัง มีลานกางเต็นท์ด้วย  ค่าบริการท่านละ 150 บาท แต่ต้องนำเต็นท์มาเอง

    ‘ตักบาตรใบไม้’ กับเส้นทาง ‘ลมหายใจสีเขียวแห่งจันทบุรี’

    แข่น้ำแร่ออนเซ็น กลางแจ้ง   Cr. Kanok Shokjaratkul

    • มณีจันทร์

    ไปกันต่อที่ มณีจันทร์ รีสอร์ต เพื่อเวิร์คชอป ทดลองทำ ข้าวเกรียบอ่อนน้ำจิ้ม เมนูอาหารว่าง ที่ผสมผสานระหว่างจันทบุรีกับเวียดนาม คือ การใส่กุ้งแห้งและน้ำปลาของบ้านเรา ลงไปในน้ำจิ้ม

    ชิม ข้าวเหนียว มะม่วงอกร่องเสม็ดงาม ปลูกในน้ำเค็ม (น้ำกร่อย) ทำให้มีความหวานเป็นพิเศษ

    ต่อด้วย ขนมเปี๊ยะรัชนี ที่โด่งดังแห่งอำเภอมะขาม คู่กับ ชามิ้นท์ ที่โรงแรมปลูกชาเอง ดื่มแล้วสดชื่นมาก

    ‘ตักบาตรใบไม้’ กับเส้นทาง ‘ลมหายใจสีเขียวแห่งจันทบุรี’

    มณีจันทร์ รีสอร์ต  Cr. Kanok Shokjaratkul

    “การทำสวนและการปลูกพืชผักภายในโรงแรม เริ่มต้นมาจากที่เรามีเครือข่ายโรงแรมสายยั่งยืน (Sustainable Hotel) มีการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้กันอยู่เสมอ

    เราได้ไอเดียมาจากโรงแรม Sivatel เขาปลูกพืชบนดาดฟ้า จึงนำมาปรับใช้

    ปีที่ผ่านมาโรงแรมเราได้รับรางวัลอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย (รางวัลกินรี) จาก ททท. ด้วย”

    สี่รัก คุณประภากร Managing Director MANEECHAN RESORT เล่าให้ฟัง

    “เป้าหมายของการปลูกพืช เราเน้นเรื่องสุขภาพของลูกค้าเป็นหลัก บางคนเลี่ยงเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน เราเลยนำพืชที่ปลูกเองมาเป็นทางเลือกในห้องอาหาร

    ตอนนี้โรงแรมเรามีสวนหย่อมที่ปลูกดอกไม้กินได้ และสมุนไพรต่าง ๆ ไว้ให้บริการ

    ‘ตักบาตรใบไม้’ กับเส้นทาง ‘ลมหายใจสีเขียวแห่งจันทบุรี’

    ลองทำ ข้าวเกรียบอ่อน  Cr. Kanok Shokjaratkul

    มีทั้ง ดอกเก๊กฮวย, มาการ์เร็ต, อัญชัน, พวงชมพู ส่วนพืชหลัก ชา มิ้นท์  เราปลูกไว้หลายสายพันธุ์มาก ทั้งไวท์มิ้นท์ (White Mint) เปปเปอร์มิ้นท์ (Peppermint) และช็อกโกแลตมิ้นท์ (Chocolate Mint)

    เราเน้นความเป็นรีสอร์ต ให้แขกได้มาพักผ่อนจริง ๆ มีสระว่ายน้ำ มีสนามฟุตบอล  มีบริการนวดไทย นวดเท้า นวดน้ำมัน

    ห้องพัก ทุกห้องจะมีระเบียง จุดเด่นคือใช้วัสดุจากท้องถิ่น เช่น เสื่อจันทบูร มาตกแต่งหัวเตียง  เราใส่ใจในรายละเอียดอย่าง ที่นอน เลือกสเปคเองทุกไซส์ เพื่อนอนสบายที่สุด

    อยากให้ทุกคนที่มาเมืองจันท์แล้วอยากกลับมาพักที่นี่อีกเรื่อย ๆ  เรามีกิมมิคเซอร์ไพรส์อยู่ที่ อาหารเช้า นำเสนออาหารพื้นเมืองของจันทบุรี”

    ‘ตักบาตรใบไม้’ กับเส้นทาง ‘ลมหายใจสีเขียวแห่งจันทบุรี’

    มณีจันทร์  รีสอร์ต  Cr. Kanok Shokjaratkul

    • ลมหายใจสีเขียวแห่งจันทบุรี 

    ช่วงเย็นไปงานดินเนอร์สุดหรู Farm to Table ที่ร้าน  2462

    “ลมหายใจสีเขียวแห่งจันทบุรี เป็นเส้นทางใหม่ ที่การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย อยากจะนำเสนอในอีกมุมหนึ่งของจันทบุรี

    มาแล้วจะได้สัมผัสกับผืนป่าธรรมชาติที่สวยงาม ได้ทำกิจกรรมร่วมกับชุมชนทุ่งเพล เขาบรรจบ ตรงกับวัตถุประสงค์เรื่องการท่องเที่ยวยั่งยืนที่ ททท.ทำมาอย่างต่อเนื่อง”

    กนกกิตติกา กฤตย์วุฒิกร ผู้อำนวยการภูมิภาคภาคตะวันออก ททท. พูดถึงรายละเอียด

    ‘ตักบาตรใบไม้’ กับเส้นทาง ‘ลมหายใจสีเขียวแห่งจันทบุรี’

    Cr. Kanok Shokjaratkul

    “เส้นทางนี้ออกแบบมาเพื่อสะท้อนพลังแห่งธรรมชาติ ความอุดมสมบูรณ์ของผืนป่า และวิถีชีวิตชุมชนในจังหวัดจันทบุรี  ผ่านแนวคิด 5 Green   

    1) Green Logistics ส่งเสริมการเดินทางอย่างเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม   

    2) Green Gastronomy ยกระดับอาหารจากวัตถุดิบท้องถิ่นตามฤดูกาล   

    3) Green Activities กิจกรรมไฮไลต์ตักบาตรใบไม้ เดินป่าต้นไม้ยักษ์ ลด ละ พลาสติก   

    4) Green Accommodation ส่งเสริมที่พักที่บริหารจัดการทรัพยากรอย่างยั่งยืน

    5) Green Heart หัวใจสีเขียวสื่อถึงความรับผิดชอบต่อชุมชนและธรรมชาติ

    และพบกับการเล่าเรื่องจันทบุรีผ่านอาหาร ตั้งแต่ป่า สายน้ำ ทะเล ไปจนถึงสวนผลไม้ ล้วนเป็นรสชาติที่เกิดจากธรรมชาติแท้ ๆ สะท้อนตัวตนของพื้นที่

    เชื่อมโยงกับแนวคิด Green Gastronomy เพราะทั้งสองเมนูใช้วัตถุดิบท้องถิ่นตามฤดูกาล ลดการขนส่ง สนับสนุนชุมชน เคารพทรัพยากรธรรมชาติ”

    ‘ตักบาตรใบไม้’ กับเส้นทาง ‘ลมหายใจสีเขียวแห่งจันทบุรี’

    Cr. Kanok Shokjaratkul

    • Chef’s Table 

    ก่อนจะเริ่มรับประทาน เชฟนิก-ธนาธิป ปิยคำเพิ่ม จากร้าน Tahona Bangkok ออกมาสาธิตการทำอาหาร และแนะนำตัวเองให้ฟังว่า

    “ผมเริ่มแข่งอาหารไทยตั้งแต่อายุ 15-16 ปี ได้ถ้วยพระราชทานตอนอายุ 17 หลังจากนั้นก็แข่งทุกสนามในไทยจนได้เหรียญทองทุกสนามจนไม่มีที่ให้แข่งแล้ว เลยไปแข่งต่างประเทศ ติดทีมชาติ เป็นโค้ชให้เยาวชน และจบที่อันดับ 14 ของโลก ในรายการระดับเดียวกับโอลิมปิก

    ผมเป็นคนจังหวัดจันทบุรี วันนี้จะนำเสนอ 2 เมนู 1) สลัดปูดำ น้ำพริกเกลือ เร่วหอมดอง 2) กุ้งแม่น้ำย่าง ซอสแกงคั่ว  สำมะรด

    แนวคิดคืออยากให้นักท่องเที่ยวรู้จักจันทบุรี ผ่านเนื้อหาอาหารเพียงมื้อเดียว โดยใช้เทคนิคสากลมาผสมผสานกับวัตถุดิบท้องถิ่น

    ‘ตักบาตรใบไม้’ กับเส้นทาง ‘ลมหายใจสีเขียวแห่งจันทบุรี’

    เชฟนิก-ธนาธิป ปิยคำเพิ่ม  กับ 2 เมนูสุดพิเศษ  Cr. Kanok Shokjaratkul

    เมนูแรกมีวัตถุดิบหลักคือ ปูดำ วัตถุดิบของจันทบุรี ต่อมาคือ น้ำพริกเกลือ (หรือน้ำจิ้มซีฟู้ด) หอมแดง ผักชี ใบมิ้นท์ ไข่ปูดำ และ น้ำเร่วหอมดอง ที่ผมเอามาดองกับ ว่านม่วง (ขมิ้นขาว)

    เร่วหอม เป็นสมุนไพรที่ขึ้นตามภูเขาแถบคิชฌกูฎ กลิ่นของมันไม่เหมือนข่าหรือขิง ให้ความรู้สึกเย็นสดชื่น คล้าย ๆ Liquorice ของยุโรป

    ผมเห็นยายทำก๋วยเตี๋ยวเลียงมาตั้งแต่เด็ก พอไปอยู่กรุงเทพฯ แล้วหาไม่ได้ เลยรู้ว่ามันมีแค่ที่จันทบุรี

    ‘ตักบาตรใบไม้’ กับเส้นทาง ‘ลมหายใจสีเขียวแห่งจันทบุรี’

    สลัดปูดำ น้ำพริกเกลือ และ เร่วหอมดอง  Cr. Kanok Shokjaratkul

    วิธีการทำเริ่มจากใส่เนื้อปูดำ ไข่ปู หอมแดง ผักชี ใบมิ้นท์ และขมิ้นขาวที่ดองในน้ำเร่วหอมลงไป จากนั้นราดน้ำพริกเกลือลงไปคลุกเคล้า เมนูนี้จะช่วยเปิดต่อมรับรส ด้วยรสเปรี้ยว เค็ม และเผ็ด

    ด้านบน คือ เจลลี่ส้มจี๊ด (หรือมะปี๊ด) ผมคั้นน้ำมะปี๊ดมาทำเป็นเจลลี่โดยใช้ผงวุ้นผสมเจลาตินในอัตราส่วนที่เหมาะสม เพื่อให้มีความยืดหยุ่นและไม่คายน้ำ ปิดท้ายด้วยการขูดผิวมะนาวลงไปเพื่อเพิ่มกลิ่นหอม

    เมนูที่สอง กุ้งแม่น้ำย่าง ซอสแกงคั่ว สำมะรด ผมใช้กุ้งแม่น้ำตัวใหญ่จากแหล่งน้ำกร่อยในจันทบุรี ส่วนสำมะรด (หรือสับปะรด) ใช้พันธุ์ปัตตาเวียที่ชาวสวนนิยมปลูกตามขอบสวนเพื่อกั้นเขต

    ที่เลือกเมนูแกงคั่วเพราะคนจันท์นิยมทำแกงจากสัตว์ป่า โดยใช้รสหวานของสับปะรดมาตัดกับความเค็มและเผ็ดของแกงคั่ว”

    ‘ตักบาตรใบไม้’ กับเส้นทาง ‘ลมหายใจสีเขียวแห่งจันทบุรี’

    จารุณี กาวิล รองผู้ว่าราชการจังหวัดจันทบุรี  Cr. Kanok Shokjaratkul

    • จันทบุรี ว่าที่เมืองสร้างสรรค์ด้านอาหาร

    ปิดท้ายดินเนอร์คืนนี้ด้วยเชฟนิกมอบสูตรอาหารให้กับจังหวัดจันทบุรี โดยมีรองผู้ว่าราชการจังหวัดจันทบุรี เป็นผู้รับมอบ พร้อมด้วยพาณิชย์จังหวัดจันทบุรี

    เป็นการเตรียมความพร้อมมุ่งสู่การเป็น เมืองสร้างสรรค์ด้านอาหาร (UNESCO Creative City of Gastronomy) ต่อไปในอนาคต

    “กิจกรรมนี้ ททท. เล็งเห็นความสำคัญของการท่องเที่ยวในจังหวัดจันทบุรี ภายใต้แนวคิด ลมหายใจสีเขียวแห่งจันทบุรี ซึ่งเป็นเส้นทางที่สดชื่นมาก

    ‘ตักบาตรใบไม้’ กับเส้นทาง ‘ลมหายใจสีเขียวแห่งจันทบุรี’

    Cr. Kanok Shokjaratkul

    วัตถุประสงค์ที่จัดทริปนี้ขึ้นมา เพราะที่ผ่านมา จันทบุรี หรือประเทศไทยได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ชายแดนที่ไม่ปกติ ทำให้คนกังวลเรื่องความปลอดภัย

    ททท. จึงจัดทริปนี้เพื่อตอกย้ำว่า จังหวัดจันทบุรีปลอดภัย ไม่มีการสู้รบ และแหล่งท่องเที่ยวทุกที่ยังเปิดให้บริการตามปกติ

    จันทบุรีเป็นเมืองแห่งความสุข สุขทุกวัน ที่จันทบุรี 

    ถ้าจะมาจันทบุรีวันไหนดี บอกเลยว่าวันไหนก็ได้ เพราะที่นี่มีแต่ สุขทุกวัน

    ฝากบอกคนทั้งประเทศว่า จันทบุรีเที่ยวได้ และ จันทบุรีคิดถึงคุณ

    จารุณี กาวิล รองผู้ว่าราชการจังหวัดจันทบุรี กล่าวเชิญชวน

    ‘ตักบาตรใบไม้’ กับเส้นทาง ‘ลมหายใจสีเขียวแห่งจันทบุรี’

    รับมอบสูตรอาหารจากเชฟนิก  Cr. Kanok Shokjaratkul

    ‘ตักบาตรใบไม้’ กับเส้นทาง ‘ลมหายใจสีเขียวแห่งจันทบุรี’

    Farm to Table ที่ร้าน 2462  Cr. Kanok Shokjaratkul

    ‘ตักบาตรใบไม้’ กับเส้นทาง ‘ลมหายใจสีเขียวแห่งจันทบุรี’

    ตักบาตรใบไม้  Cr. Kanok Shokjaratkul

    ‘ตักบาตรใบไม้’ กับเส้นทาง ‘ลมหายใจสีเขียวแห่งจันทบุรี’

    ลำธาร คลองทุ่งเพล  Cr. Kanok Shokjaratkul

    ‘ตักบาตรใบไม้’ กับเส้นทาง ‘ลมหายใจสีเขียวแห่งจันทบุรี’

    ลำธารคลองทุ่งเพล  Cr. Kanok Shokjaratkul

    ‘ตักบาตรใบไม้’ กับเส้นทาง ‘ลมหายใจสีเขียวแห่งจันทบุรี’

    ฟูจิจันท์  Cr. Kanok Shokjaratkul

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/lifestyle/travel/1220402&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1EeM0-6-fYoCpY8wDvgo-c

  • ชาวไทยเชื้อสายกะเหรี่ยง อ.สวนผึ้งออกไปไปใช้สิทธิเลือกตั้ง และประชามติ หวังให้รัฐบาลใหม่ช่วยราคาเกษตรและการท่องเที่ยว

    ชาวไทยเชื้อสายกะเหรี่ยง อ.สวนผึ้งออกไปไปใช้สิทธิเลือกตั้ง และประชามติ หวังให้รัฐบาลใหม่ช่วยราคาเกษตรและการท่องเที่ยว

    ชาวไทยเชื้อสายกะเหรี่ยง อ.สวนผึ้งออกไปไปใช้สิทธิเลือกตั้ง และประชามติ หวังให้รัฐบาลใหม่ช่วยราคาเกษตรและการท่องเที่ยว


    8/02/2569 | 6 |

    ชาวไทยเชื้อสายกะเหรี่ยง อ.สวนผึ้งออกไปไปใช้สิทธิเลือกตั้ง และประชามติ หวังให้รัฐบาลใหม่ช่วยราคาเกษตรและการท่องเที่ยว

    ชาวไทยเชื้อสายกะเหรี่ยง พาครอบครัวออกมาใช้สิทธิ์เลือกตั้งที่อำเภอสวนผึ้ง จ.ราชบุรี หวังอยากได้ผู้นำที่ช่วยเหลือพืชผลการเกษตรอย่างมันสำปะหลังที่ราคาตกต่ำ และการท่องเที่ยวสวนผึ้งได้อย่างรวดเร็ว

    ( 8 ก.พ. 2569) บรรยากาศการลงคะแนนเลือกตั้ง ส.ส.และการลงประชามติที่ จ.ราชบุรี ซึ่งแบ่งเขตการเลือกตั้งออกเป็น 5 เขตเลือกตั้ง รวม 10 อำเภอ โดยเฉพาะพื้นที่เขตเลือกตั้งที่ 2 ต.ตะนาวศรี อ.สวนผึ้ง ซึ่งมีพื้นที่อยู่ติดชายแดน โดยหน่วยเลือกตั้งที่ 3 หมู่ 2 ต.ตะนาวศรี มีนายภัทรพงศ์ วงศ์กิจเกษม ประธานกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้งที่ 3 คอยดูแลความเรียบร้อย บรรยากาศเริ่มตั้งแต่ช่วงเช้าก่อนเปิดหีบ มีชาวบ้านพาครอบครัว ทั้งผู้สูงอายุ ลูกหลาน นั่งรถจักรยานยนต์ รถจักรยานยนต์พ่วงข้างพากันมาใช้สิทธิ์กันอย่างคึกคัก ท่ามกลางการรักษาความปลอดภัยจากเจ้าหน้าที่ตำรวจตระเวนชายแดน ( ตชด. ) ที่ 137 และ รด.จิตอาสา คอยให้ความสะดวกนำตรวจสอบดูรายชื่อผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งในพื้นที่

    สำหรับพื้นที่อำเภอสวนผึ้ง มีทั้งหมด 50 หน่วยเลือกตั้ง รวม 37 หมู่บ้าน ซึ่งอยู่เขตแนวชายแดนไทย- เมียนมา นอกจากมีชาวบ้านได้สวมเสื้อผ้าธรรมดาทั่วไปแล้ว ก็ยังมีชาวบ้านที่เป็นชาวไทยเชื้อสายกะเหรี่ยง พากันแต่งชุดพื้นถิ่นซึ่งเรียกว่าชุดปกาเกอะญอ ทั้งหนุ่ม สาว มาใช้สิทธิ์กันแต่เช้า เนื่องจากจะได้ไปทำงานด้านการเกษตรและรับจ้างทั่วไป ไม่เสียสิทธิ์ในการเลือกตั้ง

    จากการสอบถามหญิงชาวบ้านรายหนึ่งแต่งกายด้วยเสื้อผ้าชาวกะเหรี่ยง ให้ข้อมูลว่า วันนี้เป็นวันเลือกตั้ง ส.ส. และเป็นอีกวันสำคัญวันหนึ่งที่ชาวกะเหรี่ยงจะแต่งกายเสื้อผ้าแบบนี้ ถ้าเป็นวันธรรมดาก็จะแต่งกายเสื้อผ้าทั่วไป ช่วงมีการเลือกตั้งก็จะมาใช้สิทธิ์ทุกครั้ง ถ้าวันเสาร์และอาทิตย์จะต้องใส่มาทุกครั้ง เพราะจะต้องเข้าโบสถ์ทำกิจกรรม สาเหตุที่ใส่เพราะต้องการฟื้นฟูวัฒนธรรมของชาวกะเหรี่ยงในพื้นถิ่นไว้ อย่างวันเลือกตั้งก็ถือเป็นวันสำคัญอีกวันที่จะต้องใส่มาร่วมกิจกรรม ส่วนการเลือกตั้งครั้งนี้มาใช้สิทธิ์ เพราะอยากได้ผู้นำที่พัฒนาประเทศชาติไปได้ดีกว่านี้ กรณีการส่งสินค้าออกต่างประเทศ อย่างมันสำปะหลังอยากให้ส่งออกเยอะ ๆ เพราะที่สวนผึ้งปลูกมันสำปะหลัง และพื้นการเกษตรเยอะ ตอนนี้ราคามันสำปะหลังอยู่ที่ราคาตันละ 1,800 บาท ถือว่าราคาต่ำมาก ส่วนเรื่องการท่องเที่ยว เศรษฐกิจ และการเงินไม่ค่อยดี คนไม่ค่อยมาท่องเที่ยว ของก็แพง ทำให้รายได้น้อยลง คนไม่ค่อยจับจ่ายใช้สอยเท่าที่ควร จึงอยากให้ผู้นำที่ดีสามารถช่วยเหลือแก้ไขปัญหาให้กับเกษตรกรและชาวบ้านได้อย่างรวดเร็ว

    อย่างไรก็ตาม จากการสอบถามผู้นำชุมชนคาดว่า วันนี้จะมีชาวบ้านออกมาใช้สิทธิ์กันมากกว่าครั้งที่แล้ว เนื่องจากมีการลงเลือกประชามติอีกด้วยทุกคนได้ความเปลี่ยนแปลง และให้ความสำคัญของการเลือกตั้งเพราะอยากได้ผู้นำท้องถิ่นที่ดี และสามารถช่วยเหลือแก้ไขปัญหาให้กับเกษตรกรและชาวบ้านได้อย่างรวดเร็วและทั่วถึง


    image รูปภาพ


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://ratchaburi.prd.go.th/th/content/category/detail/id/33/iid/474255&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2kbTVDZHm1_3nJOegZ4wC9

  • รวบคนร้ายแสบหลอกขายทัวร์ทิพย์เที่ยวญี่ปุ่น พร้อมลวงทำงานเกาหลีใต้ พบคดีติดตัวเพียบ

    รวบคนร้ายแสบหลอกขายทัวร์ทิพย์เที่ยวญี่ปุ่น พร้อมลวงทำงานเกาหลีใต้ พบคดีติดตัวเพียบ

    รวบคนร้ายแสบหลอกขายทัวร์ทิพย์เที่ยวญี่ปุ่น พร้อมลวงทำงานเกาหลีใต้ พบคดีติดตัวเพียบ

    กองบังคับการปราบปราม (บก.ป.) โดย พล.ต.ต.พัฒนศักดิ์ บุบผาสุวรรณ ผบก.ป. พร้อม เจ้าหน้าที่ชุดจับกุม กก.5 บก.ป. ร่วมกันจับกุม นายตุล (นามสมมุติ) อายุ 31 ปี ผู้ต้องหาคดี “ฉ้อโกง” และมีหมายจับติดตัว รวม 8 หมายจับ โดยจับกุมได้บริเวณลานจอดรถคอนโดมิเนียมแห่งหนึ่ง ถนนสุขสวัสดิ์-พระราม 2 แขวงบางมด เขตจอมทอง กรุงเทพมหานคร

    สืบเนื่องจากสำนักงานจัดหางานจังหวัดอำนาจเจริญ ได้รับเรื่องร้องทุกข์จากผู้เสียหาย ว่าถูกนายตุล (นามสมมุติ) หลอกลวงว่าสามารถจัดส่งไปทำงานที่ประเทศญี่ปุ่น และสาธารณรัฐเกาหลีได้ ในตำแหน่งงานต่าง ๆ เช่น โรงงาน งานสวน และงานอื่น ๆ โดยมีค่าใช้จ่ายในการดำเนินการดังกล่าว รวมถึงค่าเดินทางไปยังประเทศญี่ปุ่น เป็นเงินทั้งสิ้น 100,000 บาท เชื่อว่านายตุล (นามสมมุติ) สามารถจัดส่งไปทำงานตามที่กล่าวอ้างได้จริง จึงได้จ่ายเงินเป็นค่ามัดจำ เป็นเงิน 50,000 บาท โดยจ่ายไปเมื่อวันที่ 13 มกราคม 2566 หลังจากที่จ่ายเงินมัดจำแล้ว นายตุล (นามสมมุติ) ไม่สามารถจัดส่งไปทำงานตามที่ตกลงไว้ ผู้เสียหายได้เข้าร้องทุกข์กับทางสำนักงานจัดหางานจังหวัดอำนาจเจริญ เมื่อได้ตรวจสอบประวัติผ่านระบบ ปรากฏว่านายตุล (นามสมมุติ) ไม่ได้เป็นผู้ได้รับอนุญาตจัดหางานให้คนหางานไปทำงานในต่างประเทศ และไม่ได้จดทะเบียนเป็นลูกจ้าง หรือตัวแทนของบริษัทจัดหางานให้คนหางานไปทำงานในต่างประเทศแต่อย่างใด ทางจังหวัดอำนาจเจริญ จึงมอบให้ผู้เสียหาย เข้าแจ้งความกับตำรวจ

    โดยผู้เสียหายเข้าแอปพลิเคชันเฟซบุ๊ก แชตไปหาคนร้าย เพื่อขอซื้อทัวร์ท่องเที่ยวประเทศญี่ปุ่น ตามคำแนะนำของเพื่อนผู้กล่าวหา โดยพบว่าคนร้าย ประกาศรับจัดท่องเที่ยวในประเทศ ต่างประเทศ สำรองตัวเครื่องบินทุกประเภท รับทำวีซาประกาศเป็นสาธารณะให้บุคคลทั่วไปให้ทราบ จึงสนใจไปเที่ยวประเทศญี่ปุ่น และต้องการไปทำงานที่ญี่ปุ่นด้วย ซึ่งคนร้ายคิดค่าท่องเที่ยวในราคา 40,000 บาท ส่วนค่าทำงานในราคา 60,000 บาท โดยให้ผู้กล่าวหาจ่ายค่าท่องเที่ยวไปก่อน จำนวน 40,000 บาท และโอนเงินให้กับคนร้ายไป ก่อนจะเดินทางเข้ากรุงเทพฯ โดยไปพบคนร้ายที่โรงแรมแห่งหนึ่งย่านบางกะปิ ซึ่งผู้กล่าวหาเชื่อว่าเป็นคนร้ายในคดีนี้รอผู้กล่าวหาอยู่ ในระหว่างพบกันนายตุล (นามสมมุติ) ได้เทรนภาษาอังกฤษให้กับผู้กล่าวหา และนัดขึ้นเครื่องในวันที่ 22 มีนาคม 2566 เมื่อถึงกำหนดวันบินไปประเทศญี่ปุ่น ปรากฏว่าไม่ใด้ไป ทางสายการบินไทยปฏิเสธโดยแจ้งให้ผู้กล่าวหาทราบว่า มีการจองเที่ยวบินจริง แต่ไม่ได้มีการชำระเงิน ทางสายการบินฯ จึงได้ยกเลิกเที่ยวบินเมื่อผู้กล่าวหาสอบถามไปยังนายตุล (นามสมมุติ) แล้ว ทางนายตุล (นามสมมุติ) อ้างว่าลูกทัวร์ไม่พร้อม ขอเลื่อนไปก่อน จึงขอยกเลิกและขอเงินคืน แต่นายตุล (นามสมมุติ) ไม่ยอมคืนเงินให้และขอผลัดผ่อนเรื่อยมา ผู้กล่าวหาเชื่อว่าถูกหลอกลวง จึงเข้าร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนเพื่อดำเนินคดีกับนายตุล (นามสมมุติ)

    ต่อมาตำรวจกองกำกับการ 5 กองบังคับการปราบปราม  ได้ทำการสืบสวนทราบว่า นายตุล (นามสมมุติ) ได้หลบหนีมาพักอาศัย อยู่ที่คอนโดแห่งหนึ่ง ถนนสุขสวัสดิ์-พระราม 2 แขวงบางมด เขตจอมทอง กรุงเทพมหานคร จึงได้ไปตรวจสอบจับกุมตัว นำตัวส่งพนักงานสอบสวน สน.วังทองหลาง  เพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อไป สอบถามผู้ต้องหาให้การเบื้องต้น ให้การรับสารภาพตลอดข้อกล่าวหา

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://fm91bkk.com/newsarticle/66237&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1I9GSk2nACc53lhlg5f1ja

  • เปิดเทรนด์และนิยาม‘การท่องเที่ยว’ปี69

    เปิดเทรนด์และนิยาม‘การท่องเที่ยว’ปี69

    ของผู้เดินทางชาวไทยระบุว่าพวกเขาสนใจที่จะไปเยือนจุดหมายปลายทางที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากนิยายประเภทโรแมนตาซี และยิ่งกว่าแค่การเที่ยวชมสถานที่ ผู้เดินทาง 81% เปิดใจเข้าร่วมกิจกรรมสวมบทบาทตามเกม หนังสือ หรือภาพยนตร์ที่พวกเขาชื่นชอบขณะเดินทาง มากกว่าหนึ่งในสี่ (38%) ของพวกเขาสนใจเป็นอย่างยิ่งที่จะทำให้ทริปท่องโลกแห่งโรแมนตาซีเป็นแผนการเดินทางในอนาคตของพวกเขา

    ขณะเดียวกัน ผู้เดินทางชาวไทยระบุว่า พวกเขาพร้อมที่จะเปิดรับประสบการณ์การเข้าพักแบบใหม่ซึ่งผสมผสานความสะดวกสบายและความอยากรู้อยากเห็นของพวกเขาเข้าไว้ด้วยกัน ซึ่ง 94% ของพวกเขาเปิดใจที่จะจองบ้านพักตากอากาศที่ติดตั้งระบบหุ่นยนต์ แล้วประโยชน์ใช้สอยของหุ่นยนต์กลายเป็นปัจจัยสำคัญต่อการเข้าพัก โดยครึ่งหนึ่งผู้ที่สนใจจองบ้านพักตากอากาศประเภทนี้ (50%) กล่าวว่าหุ่นยนต์ทำความสะอาดมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจของพวกเขา 33% รู้สึกตื่นเต้นกับหุ่นยนต์เชฟที่สุด กว่าหนึ่งในสี่ (26%) ของผู้เดินทางชาวไทยต้องการให้หุ่นยนต์ช่วยจัดการเรื่องความยั่งยืน

    นอกจากนี้ 92% ของผู้เดินทางชาวไทยเปิดรับการเดินทางท่องเที่ยวกับคู่รัก เพื่อนร่วมงาน หรือเพื่อนใหม่ เพื่อทดสอบว่าพวกเขาเข้ากันได้ดีแค่ไหน โดยเฉพาะวิธีที่ผู้เดินทางใช้ทดสอบความสัมพันธ์เหล่านี้ทั้งสร้างสรรค์และเปิดเผยให้เห็นตัวตนของกันและกันยิ่งขึ้น โดย 88% ระบุว่า พวกเขาพิจารณาที่จะเดินทางไปยังจุดหมายปลายทางที่ห่างไกลออกไป เพื่อดูว่าเพื่อนร่วมทางของพวกเขาจะรับมือกับสถานการณ์ที่ชวนอึดอัดและยากลำบากอย่างไร ทั้งนี้ผู้เดินทางชาวไทย 89% เปิดรับการเดินทางที่มีข้อจำกัดเพิ่มขึ้น เช่น ข้อจำกัดด้านงบประมาณ กำแพงภาษา หรือการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตที่จำกัด และ 88% พร้อมที่จะลดบทบาทของตัวเองเพื่อดูว่าเพื่อนร่วมทริปจะสามารถทำหน้าที่วางแผนการเดินทางแทนได้หรือไม่

    ผู้เดินทางชาวไทยเกินครึ่ง (54%) ระบุว่าพวกเขาตั้งใจที่จะไปพักผ่อนในสถานที่ที่ทำให้ใกล้ชิดกับธรรมชาติมากขึ้น, 33% หันไปสนใจงานอดิเรกที่เงียบสงบมากขึ้นในช่วงวันหยุด โดยผู้เดินทางชาวไทยจะมองหากิจกรรมที่ฝึกความอดทน การทบทวนตัวเอง และการคลายเครียด, 84% ของพวกเขาอาจลองทำกิจกรรมส่องผีเสื้อกลางคืนหรือแมลง ส่วน 87% เลือกที่จะตกปลาหรือดูนก และ 91% ระบุว่า พวกเขาต้องการที่จะเข้าพักในสถานที่ที่พวกเขาจะได้ทำกิจกรรมเก็บหาของป่าในพื้นที่ธรรมชาติของชุมชน สำหรับนำมาปรุงอาหารของตัวเอง โดยกิจกรรมเหล่านี้จะช่วยให้ผู้เดินทางได้ใกล้ชิดกับธรรมชาติมากยิ่งขึ้น

    อย่างไรก็ตาม 77% ของผู้เดินทางชาวไทยระบุว่า พวกเขาไม่จำเป็นต้องมีเหตุผลมารองรับเมื่อตัดสินใจจองการเดินทาง เกือบหนึ่งในห้า (19%) กล่าวว่า พวกเขาต้องการที่จะไปเยือนจุดหมายปลายทางในฝันโดยที่ไม่ต้องรอเหตุการณ์สำคัญแบบเดิมๆ มาเป็นตัวกำหนดคุณค่าของการเดินทางในครั้งนี้ และใช้การออกเดินทางเป็นวิธีการเฉลิมฉลองตัวตนของพวกเขา 87% ของผู้เดินทางชาวไทยมองว่าการเดินทางคือรางวัลสำหรับความเหน็ดเหนื่อยจากการทำงานหนัก ยังมีเหตุผลใหม่ๆ สำหรับการออกเดินทางปรากฏให้เห็นมากขึ้น ทั้งการฉลองที่ได้งานใหม่หรือได้เลื่อนขั้น (24%) การได้รับเงินคืนภาษีแบบไม่คาดคิด (14%) การจบความสัมพันธ์ (15%) และการอวดเสื้อผ้าใหม่ๆ (12%) หรือแท้จริงแล้วทริปเพื่อฉลองความสำเร็จรูปแบบใหม่คือ การเดินทางที่ค้นหาสิ่งที่นำมาซึ่งความสุข การฉลองให้กับความเป็นตัวเอง และได้เป็นตัวเองอย่างเต็มที่โดยที่ไม่ต้องรู้สึกผิดนั่นเอง.

    รุ่งนภา สารพิน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/columnist-people/944414/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3FUPkfBcPTGCtvdeex-t7K

  • “ดร.อารักษ์” นายใหญ่ไทยฮอนด้า ฝากรัฐบาลใหม่ หนุนกีฬา ส่งเสริมการท่องเที่ยว | เดลินิวส์

    “ดร.อารักษ์” นายใหญ่ไทยฮอนด้า ฝากรัฐบาลใหม่ หนุนกีฬา ส่งเสริมการท่องเที่ยว | เดลินิวส์

    ดร.อารักษ์ พรประภา ประธาน บริษัท ไทยฮอนด้า จำกัด ผู้สนับสนุน บุกเบิก วงกีฬามอเตอร์สปอร์ตไทย ได้ไปใช้สิทธิเลือกตั้ง ที่เขต สน.ทองหล่อ พร้อมกับฝากรัฐบาลใหม่ ให้เห็นคุณค่าของวงการกีฬา โดยเฉพาะวงการมอเตอร์สปอร์ต เพราะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้ อยากให้เน้นเรื่องเศรษฐกิจ และการท่องเที่ยว ซึ่งกีฬาสามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวได้อีกด้วย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5581323/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1aG-gXl3Ti8da0IUnXlRQz

  • โดม ปกรณ์ ลัม เช็กอินทุ่งบัวแดง อวดลุคชุดไทยหล่อสะกดตา

    โดม ปกรณ์ ลัม เช็กอินทุ่งบัวแดง อวดลุคชุดไทยหล่อสะกดตา

    โดม ปกรณ์ ลัม เช็กอินทุ่งบัวแดง อวดลุคชุดไทยหล่อสะกดตา

    วันอาทิตย์ ที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 17.55 น.

    ช่วงนี้สถานที่ท่องเที่ยวยอดฮิตอย่าง ทุ่งบัวแดง อำเภอกุมภวาปี จังหวัดอุดรธานี กลายเป็นจุดเช็กอินที่ใครๆ ก็อยากไปสัมผัสด้วยตาตัวเอง หลังจากมีกระแสภาพไวรัลของ “ลิซ่า ลลิษา มโนบาล” ในฐานะ Amazing Thailand Ambassador ของ ททท. ถ่ายภาพโปรโมทการท่องเที่ยวทะเลบัวแดง ซึ่งแชร์กันอย่างแพร่หลายบนโซเชียลมีเดีย โดยะหนึ่งในคนดังที่ไม่พลาดคือ “โดม ปกรณ์ ลัม” นักร้องและนักแสดงชื่อดัง

           ล่าสุด โดมได้โพสต์ภาพบรรยากาศลงบนเฟซบุ๊กส่วนตัว หลังเดินทางไปเยือนทุ่งบัวแดงด้วยตัวเอง พร้อมแคปชั่นว่า “วันนี้ได้มาสถานที่จริงแล้วนะครับ ของจริงสวยมาก ใหญ่มาก ใหญ่กว่าที่คิดไว้เยอะเลย ยังสามารถมาได้จนถึงต้นเดือนมีนานะครับ”

    นอกจากความสวยงามของทุ่งบัวสีชมพูที่บานสะพรั่งสะกดสายตาแล้ว อีกหนึ่งสิ่งที่ถูกพูดถึงอย่างมากในโลกโซเชียลคือ ลุคชุดไทยประยุกต์ ของโดม ที่ดูหล่อเนี๊ยบ อบอุ่น และเข้ากับบรรยากาศเป็นอย่างดี ส่งผลให้โพสต์ดังกล่าวมียอดไลก์และคอมเมนต์พุ่งขึ้นอย่างรวดเร็ว

    ขอบคุณภาพจาก : Dome Pakorn Lam

    เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน

    โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

    1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

    2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

    3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/entertain/945868&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1d1v5CiA5ujtwLF56ow795

  • เมื่อจีนเอาจริงกับการใช้การบริโภคภายในประเทศกระตุ้นเศรษฐกิจ (2)

    เมื่อจีนเอาจริงกับการใช้การบริโภคภายในประเทศกระตุ้นเศรษฐกิจ (2)

    อันที่จริง แคมเปญ “Shopping in China 2026” นี้ ได้เริ่มทดลองดำเนินการครั้งแรก เมื่อเดือนเมษายน 2025 และหลังจากประสบความสำเร็จในเบื้องต้น ก็ถูกขยายวงกว้างขวางมากขึ้น ทั้งระบบนิเวศในปี 2026 และนอกเหนือจากการกระตุ้นการบริโภคสินค้าแล้ว จีนทำอย่างไรบ้าง กับการผลักดันการบริโภคบริการและการบริโภคใหม่ …

    การบริโภคบริการ … โอกาสใหม่ที่เต็มไปด้วยศักยภาพ นอกจากการบริโภคสินค้าแล้ว “Shopping in China 2026” ยังขยายกรอบไปถึงการบริโภค “บริการ” ที่ถือว่าเป็น “จุดเติบโตใหม่” ที่กว้างขวางและเต็มไปด้วยศักยภาพทางเศรษฐกิจ ไล่ตั้งแต่การท่องเที่ยว ร้านอาหาร และ โรงแรมที่พัก การเงิน การศึกษา วัฒนธรรม กีฬา บันเทิง บริการออนไลน์ การขนส่งและโลจิสติกส์ 

    ทั้งนี้ เราต้องไม่ลืมว่า ภาคบริการของจีนในปัจจุบัน มีสัดส่วนกว่า 60% ของจีดีพีจีน และเติบโตในอัตราที่สูงกว่าภาคอุตสาหกรรมการผลิตมาอย่างต่อเนื่องทุกปี นั่นหมายความว่า เศรษฐกิจส่วนนี้มีขนาดใหญ่ และมีแนวโน้มเติบโตแรงกว่าภาคส่วนเศรษฐกิจอื่น การกระตุ้นการบริโภคบริการภายใต้แคมเปญดังกล่าว จึงคาดว่าจะส่งผลดีในระดับที่สูงต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจของจีน

    ภาคบริการอีกส่วนหนึ่งที่มีขนาดเศรษฐกิจที่ใหญ่และเต็มไปด้วยศักยภาพก็ได้แก่ การดูแลรักษาสุขภาพและผู้สูงอายุ โดยในชั้นนี้ จีนพยายามเปลี่ยนคนที่มีอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไปจาก “ภาระ” เป็น “พลัง” ทางเศรษฐกิจ 

    จีนได้ก้าวเข้าสู่การเป็น “สังคมผู้สูงอายุแบบสมบูรณ์” โดยมีจำนวนคนในวัยหลังเกษียณกว่า 300 ล้านคนในปัจจุบัน และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง “เศรษฐกิจสีดอกเลา” (Silver Economy) จึงกลายเป็นพลังเศรษฐกิจใหม่ของจีน ที่เติบโตทั้งในเชิงปริมาณและคุณภาพ 

    การบริโภคใหม่ … การเคลื่อน “ลมปราณ” เพื่อกำลังภายในที่มากขึ้น เพื่อส่งเสริมการบริโภคใหม่ จีนได้ดำเนินการสนับสนุนส่งเสริมในหลายแนวทางและรูปแบบ การบริโภคทางอารมณ์ (Emotional Consumption) ถือเป็นหนึ่งในรูปแบบที่บูรณาการหลายส่วนเข้าด้วยกัน และกำลังเป็นกระแสตามวิถีชีวิตของคนรุ่นใหม่ของจีน 

    เช่น การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม (Travel in China + Culture) และสินค้าที่มีทรัพย์สินทางปัญญา อาทิ กล่องสุ่ม (Made in China + Intellectual Property) รวมทั้งการเช่า (Made in China + Shared Economy)

    ในปี 2025 การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมในจีนขยายตัวอย่างรวดเร็ว ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากข้อเสนอใหม่ ที่เป็นรูปธรรมและตอบโจทย์ด้านประสบการณ์แก่นักท่องเที่ยว ส่งผลให้รายได้ของธุรกิจที่เกี่ยวข้อง อาทิ การสร้างสรรค์ผลงานด้านศิลปะเพิ่มขึ้น 17.3% เมื่อเทียบกับของปีก่อน บริการตัวแทนท่องเที่ยวและธุรกิจที่เกี่ยวข้องขยายตัว 11.2% จำนวนจุดชมวิวเพิ่มขึ้นถึง 26.1% และกิจกรรมพักผ่อนและท่องเที่ยวยามว่างขยายตัว 14.6%

    ขณะเดียวกัน การมาของปัญญาประดิษฐ์ และความจริงเสมือนที่ผสมผสานเข้ากับชีวิตประจำวันของผู้คนมากขึ้น ก็ทำให้การบริโภคดิจิตัลขยายตัวอย่างต่อเนื่องเช่นกัน ยกตัวอย่างเช่น รายได้จากการทำไลฟ์สตรีมมิ่งเติบโต 9.4% ขณะที่บริการส่งอาหารเพิ่มขึ้น 13.3% บริการวัฒนธรรมดิจิตัล ซึ่งรวมถึงอีเกมส์และแอนิเมชั่น ขยายตัวถึง 16.6% 

    ขณะเดียวกัน รัฐบาลจีนยังพยายามกระจายกิจกรรมส่งเสริมการตลาดออกไปในวงกว้างทั่วประเทศ และครอบคลุมถึงเดือนแห่งการบริโภคระดับพรีเมี่ยม และฤดูกาลบริโภคระหว่างประเทศ

    โดยในเชิงภูมิศาสตร์ รัฐบาลกลางได้ประกาศสนับสนุนให้แต่ละมณฑลเป็นเจ้าภาพในการจัดงานพิเศษที่ปรับให้เหมาะสมกับท้องถิ่นของตนเอง และจัดกิจกรรมระดับเมืองโดยเฉพาะอย่างยิ่งในเมืองนําร่องจำนวน 15 เมือง เพื่อสร้างบรรยากาศและสภาพแวดล้อมการบริโภคที่เหมาะสมและเป็นสากล

    เมืองนำร่องดังกล่าวกระจายตัวอยู่ในหลายรูปแบบและภูมิภาคทั่วประเทศ อาทิ เมืองระดับชาติ (เซี่ยงไฮ้ ปักกิ่ง กวางโจว และกลุ่มเมืองในพื้นที่) เมืองมรดกทางวัฒนธรรม (ซีอาน หนานจิง และหางโจว) เมืองนวัตกรรม (อู่ฮั่น ฉงชิ่ง และเทียนจิน) และ เมืองการท่องเที่ยว (ซานย่า กุ้ยหยาง และฮาร์บิน) และคาดว่าจะเพิ่มขึ้นในอนาคต

                                  เมื่อจีนเอาจริงกับการใช้การบริโภคภายในประเทศกระตุ้นเศรษฐกิจ (2)

    ทั้งนี้ ในงานเปิดตัวแคมเปญดังกล่าว เจ้าหน้าที่ของรัฐบาลจากเซี่ยงไฮ้ หางโจว ในมณฑลเจ้อเจียง อู่ฮั่นในมณฑลหูเป่ย และเซินเจิ้นในมณฑลกวางตุ้ง ได้ประกาศชุดกิจกรรมในท้องถิ่น และมาตรการที่เป็นมิตรกับผู้บริโภคที่เหมาะสมกับแต่ละเมือง และเปิดตัวโครงการริเริ่ม “เทศกาลฤดูใบไม้ผลิ” ที่ออกแบบมาเพื่อเป็นประโยชน์ต่อผู้อยู่อาศัย และกระตุ้นการใช้จ่ายของภาคประชาชน 

    เพื่อขยายการบริโภคใหม่ในวงกว้างยิ่งขึ้น แคมเปญดังกล่าวยังใช้ประโยชน์จากการดึงดูดให้นักท่องเที่ยวต่างชาติ มาใช้จ่ายในตลาดจีน เสริมสร้างสภาพแวดล้อมการบริโภคที่เป็นมิตรในระดับสากล และเพิ่มความน่าสนใจของจีนในฐานะ “ศูนย์กลางการบริโภค” ผ่านมาตรการส่งเสริมมากมาย อาทิ การปรับปรุงครั้งใหญ่เกี่ยวกับขั้นตอนการขอวีซ่าและเงื่อนไขการขอคืนภาษีขาออกสำหรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ

    จะเห็นได้ว่า ในปีที่ผ่านมา รัฐบาลจีน “ใจปล้ำ” เดินหน้าปรับลดวงเงินการซื้อขั้นต่ำ เพิ่มวงเงินการคืนภาษี ลดเงื่อนไขการขึ้นทะเบียนเข้าร่วมโครงการของร้านค้า และขยายโมเดล “การคืนภาษีในทันที” (Instant Tax Refund) ณ จุดขาย 

    ข้อมูลของสำนักงานจัดการภาษีแห่งชาติระบุว่า ในปี 2025 จำนวนร้านที่เข้าร่วมโครงการนี้เพิ่มขึ้นเป็นเกือบ 13,000 แห่ง ซึ่งครอบคลุมถึงกว่า 7,000 แห่ง ที่มีบริการคืนภาษีในทันที ณ จุดขาย 

    สิ่งเหล่านี้ช่วยปรับปรุงประสบการณ์ และปลดปล่อยศักยภาพในการช้อปปิ้งสำหรับนักท่องเที่ยวต่างชาติเป็นอย่างมาก โดยจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ยื่นขอคืนภาษี เพิ่มขึ้นถึง 305% เมื่อเทียบกับของปีก่อน ขณะที่สินค้าที่เข้าร่วมโครงการขยายตัว 95.9% ของปีก่อน 

    นอกจากนี้ งานวิจัยหนึ่งยังพบว่า รสนิยมและความซับซ้อนของผู้บริโภคจีน ได้กลายเป็นแหล่งสําคัญของแนวคิดและนวัตกรรมสําหรับแบรนด์ระดับโลกมากมาย สิ่งนี้สอดคล้องกับความคาดหวังของนักท่องเที่ยวต่างชาติในด้านคุณภาพของสินค้า ความหลากหลายของแบรนด์ มาตรฐานการบริการ และ ความสะดวกสบาย 

    รัฐบาลจีนยังประกาศจะส่งเสริมนวัตกรรมในภาคการค้าปลีก และสร้างระบบการจัดจำหน่ายที่มีประสิทธิภาพและทันสมัยยิ่งขึ้น ยกตัวอย่างเช่น การให้ความสำคัญกับการนำเอาเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้ เพื่อให้ผู้บริโภคใช้จ่ายเงินได้อย่างสะดวก คล่องตัว และสนุกสนานยิ่งขึ้น 

    อ่านต่อตอนหน้า …

    คอลัมน์มังกรกระพือปีก โดย…ดร.ไพจิตร วิบูลย์ธนสาร รองประธานและเลขาธิการหอการค้าไทยในจีน หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับ 4173

    เกี่ยวกับผู้เขียน : ดร.ไพจิตร วิบูลย์ธนสาร รองประธานและเลขาธิการหอการค้าไทยในจีน, อุปนายกและเลขาธิการสมาคมส่งเสริมการลงทุนและการค้าไทย-จีน ผู้เชี่ยวชาญที่สั่งสมความรู้และประสบการณ์เกี่ยวกับตลาดจีน มุ่งหวังนำข้อมูลและมุมมอง ความคิดเห็นเกี่ยวกับความเคลื่อนไหวทางเศรษฐกิจ ธุรกิจ การตลาดและอื่น ๆ  ที่อยู่ในกระแสของจีนมาแลกเปลี่ยนกับผู้อ่าน เพื่อเราจะไม่ตกขบวน “รถไฟความเร็วสูง” ของการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของจีน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/blogs/columnist/Chinese-dragon/650876&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2g8vDk7_v6kHPy25RG6g-l

  • ไม่มีคู่ไม่เป็นไร! ขอรักตัวเองก่อน คนโสดกำลังเปลี่ยนโฉมตลาด

    ไม่มีคู่ไม่เป็นไร! ขอรักตัวเองก่อน คนโสดกำลังเปลี่ยนโฉมตลาด

    เมื่อเข้าสู่เดือนแห่งความรัก ภาพจำของหลายคนมักผูกกับดอกไม้ ช็อกโกแลต ร้านอาหาร หรือสถานที่ออกเดต ธุรกิจเหล่านี้คึกคักขึ้นทุกปี เพราะ “ความรัก” ถูกถ่ายทอดผ่านการใช้จ่ายและการสร้างประสบการณ์ร่วมกัน

    แต่ในปีนี้ โพสต์ทูเดย์ ชวนมองความรักในอีกมุม ความรักที่ไม่ได้ผูกกับความสัมพันธ์กับผู้อื่น แต่เริ่มต้นจากการให้คุณค่ากับตัวเอง และแนวคิดนี้เองกำลังผลักดันเทรนด์เศรษฐกิจที่เติบโตอย่างเงียบ ๆ แต่ทรงพลัง นั่นคือ “Solo Economy” หรือเศรษฐกิจของการใช้ชีวิตคนเดียว

    คนโสด = กำลังซื้อที่ธุรกิจมองข้ามไม่ได้

    งานวิจัยจำนวนมากสะท้อนตรงกันว่า กลุ่มคนโสดหรือผู้ที่ใช้ชีวิตลำพังเป็นกลุ่มที่มีกำลังซื้อสูง ด้วยเหตุผลที่เรียบง่าย ไม่มีภาระครอบครัว เงินที่หามาได้จึงถูกใช้เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตและสร้างความสุขให้ตนเอง พูดให้ชัดคือ “เปย์หนัก เพราะรักตัวเอง”

    พฤติกรรมนี้กำลังทำให้ธุรกิจออกแบบสินค้าและบริการที่ตอบโจทย์การใช้ชีวิตแบบเดี่ยวมากขึ้น โดยคำว่า “คนโสด” ในบริบทนี้ ไม่ได้หมายถึงผู้ที่ไม่มีคู่เท่านั้น แต่รวมถึงคนที่เลือกอยู่คนเดียวด้วยความสมัครใจ กลุ่มนี้มักถูกเรียกว่า SINK (Single Income, No Kids) ผู้มีรายได้คนเดียวและไม่มีภาระเรื่องบุตร ซึ่งมักจะให้ความสำคัญกับอิสระในการใช้ชีวิต มองความปลอดภัยและความสบายใจเป็นอันดับแรก ให้คุณค่ากับสุขภาพกายและสุขภาพจิตยอมจ่ายเพื่อประสบการณ์ ความสะดวกสบาย และการดูแลตัวเอง

    4 หมวดธุรกิจที่เติบโตตามไลฟ์สไตล์คนโสด

    1. บ้านและของใช้ พื้นที่เล็ก แต่คุณภาพชีวิตใหญ่

    สำหรับผู้ที่อยู่คนเดียว บ้านคือพื้นที่ส่วนตัวที่ต้องทั้ง “พอดี” และ “คุ้มค่า” ความต้องการจึงมุ่งไปที่คอนโดขนาดกะทัดรัด เฟอร์นิเจอร์มัลติฟังก์ชัน เครื่องใช้ไฟฟ้าขนาดเล็ก รวมถึงบริการทำความสะอาดแบบรายครั้ง

    ตัวอย่างที่ชัดคือ MUJI แบรนด์ที่ออกแบบสินค้าให้สอดคล้องกับชีวิตเรียบง่าย ใช้พื้นที่น้อย และสร้างความสงบ แม้ไม่ได้ระบุว่าทำสินค้าเพื่อคนโสดโดยตรง แต่ปรัชญา “No-brand Quality Goods” กลับตอบโจทย์ผู้ที่ใช้ชีวิตลำพังได้อย่างลงตัว ทั้งในแง่ฟังก์ชันและประสบการณ์ภายในร้านที่เน้นความเป็นส่วนตัว

    2. อาหาร-เครื่องดื่ม การกินคนเดียวคือเรื่องปกติ

    ภาพการนั่งกินข้าวคนเดียวที่เคยถูกมองว่าน่าเขิน กำลังกลายเป็นเรื่องธรรมดา ร้านอาหารยุคใหม่จึงออกแบบพื้นที่และเมนูสำหรับ Solo Dining โดยเฉพาะ

    เกาหลีใต้ถือเป็นภาพสะท้อนชัดของการเปลี่ยนผ่านพฤติกรรมผู้บริโภค จากสังคมที่เคยให้ความสำคัญกับการกินเป็นกลุ่ม ในอดีตร้านอาหารจำนวนไม่น้อยถึงขั้นไม่รับลูกค้าที่มาคนเดียว แต่เมื่อจำนวนคนโสดและผู้ที่อยู่อาศัยลำพังเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ธุรกิจร้านอาหารจึงต้องปรับตัว

    ร้านอาหารยุคใหม่เริ่มออกแบบพื้นที่รองรับลูกค้าที่มาคนเดียวโดยเฉพาะ ไม่ว่าจะเป็นเคาน์เตอร์บาร์หรือโต๊ะเดี่ยวที่จัดระยะห่างอย่างเหมาะสม เพื่อสร้างความเป็นส่วนตัว บางแห่งติดตั้งพาร์ติชันหรือฉากกั้นเตี้ย ช่วยลดความรู้สึกกดดันและทำให้การรับประทานอาหารคนเดียวกลายเป็นประสบการณ์ที่ผ่อนคลาย

    สิ่งที่น่าสนใจคือ การปรับตัวดังกล่าวไม่ได้ตอบโจทย์เพียงด้านการใช้งาน แต่ยังสร้างพื้นที่ปลอดภัยให้ผู้บริโภคที่ต้องการใช้เวลาอยู่กับตัวเอง ส่งผลให้อุตสาหกรรมร้านอาหารในเกาหลีใต้เติบโตอย่างมั่นคง โดยเฉพาะในกลุ่มวัยทำงานและคนรุ่นใหม่

    ขณะเดียวกันอาหาพร้อมทาน และอาหารออนไลน์ ได้กลายเป็นหนึ่งในธุรกิจดาวรุ่ง แม้เศรษฐกิจมีช่วงชะลอตัว แต่พฤติกรรมการสั่งอาหารผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัลยังขยายตัวต่อเนื่อง โดยข้อมูลไตรมาสแรกปี 2567 ระบุว่า มูลค่าการขายอาหารออนไลน์ในเกาหลีใต้แตะ 26,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 16% จากปีก่อน และสูงกว่าช่วงก่อนโควิดปี 2562 ถึง 179%

    สำหรับในประเทศไทย มีหลายธุรกิจร้านอาหารก็เริ่มปรับตัวในทิศทางเดียวกัน ขอตัวอย่างเช่น บาร์บีคิวพลาซ่าที่ออกแบบโต๊ะเดี่ยวและเมนู Solo Set ปริมาณเหมาะสม ราคาจับต้องได้ ช่วยลด Food Waste และลดแรงกดดันทางสังคมของลูกค้าที่ต้องการรับประทานอาหารคนเดียว

    ภาพนี้สร้างจาก Gemini

    3. การท่องเที่ยว ไปคนเดียว คือการให้เวลากับตัวเอง

    คำว่า “ไปคนเดียวก็ได้” ไม่ใช่คำปลอบใจอีกต่อไป แต่เป็นพฤติกรรมจริงของคนวัยทำงานที่ต้องการพักจากความวุ่นวาย ทริปนักเดินทางเดี่ยว เวิร์กช็อปเฉพาะทาง คาเฟ่ ร้านหนังสือ หรือ Yoga Retreat กลายเป็นกิจกรรมยอดนิยม เพราะเปิดพื้นที่ให้ผู้คนได้ใช้เวลาอยู่กับตัวเองอย่างเต็มที่

    4. สุขภาพและการดูแลตัวเอง ลงทุนเพื่อชีวิตระยะยาว

    สำหรับคนที่ใช้ชีวิตลำพัง สุขภาพคือเรื่องสำคัญอันดับต้น ๆ การป้องกันจึงสำคัญกว่าการรักษา ตลาดจึงเห็นการเติบโตของฟิตเนสส่วนตัว โค้ชสุขภาพ ประกันเฉพาะบุคคล บริการดูแลสัตว์เลี้ยง เพราะสัตว์เลี้ยงกลายเป็น “เพื่อนร่วมชีวิต” ที่คนโสดจำนวนมากพร้อมทุ่มเททุกอย่างให้ ไปจนถึงสินค้า Self-care อย่างสกินแคร์ เทียนหอม และสปา ที่ตอบโจทย์การดูแลทั้งกายและใจ

    Solo Wedding  เมื่อความรักเริ่มต้นจากตัวเอง

    อีกหนึ่งปรากฏการณ์ที่สะท้อนกระแสรักตัวเองอย่างชัดเจนคือ “Solo Wedding” แต่งงานกับตัวเอง เทรนด์จากต่างประเทศที่ไม่ได้เป็นเพียงสีสันของคนโสด แต่คือการประกาศคุณค่าของการอยู่กับตัวเองอย่างภาคภูมิ ว่าความสุขไม่จำเป็นต้องมีคู่เป็นเงื่อนไขเสมอไป

    ญี่ปุ่นถือเป็นหนึ่งในประเทศที่พัฒนาแนวคิดนี้อย่างจริงจัง ธุรกิจท่องเที่ยวและสตูดิโอถ่ายภาพได้ออกแบบแพ็กเกจ Solo Wedding แบบครบประสบการณ์ 

    ตัวอย่างเช่นบริการที่รวมการเลือกชุดเจ้าสาว ช่อดอกไม้ และการจัดแต่งทรงผมเฉพาะบุคคล พร้อมกิจกรรมเสริมอย่างการนั่งรถลีมูซีน เข้าพักโรงแรม และถ่ายภาพเป็นอัลบั้มที่ระลึก บางแพ็กเกจยังผสานการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม เช่น การเยี่ยมชมแหล่งมรดกโลก เพื่อยกระดับประสบการณ์ให้กลายเป็นช่วงเวลาพิเศษของชีวิต

    แก่นของแนวคิดนี้คือการเฉลิมฉลองความสำเร็จและการให้คุณค่ากับตัวเอง เป็นการยืนยันว่า “เราสามารถมีความสุขได้ด้วยตัวเอง” โดยไม่ต้องยึดติดกับรูปแบบความสัมพันธ์แบบเดิม

    คนโสด คือทิศทางใหม่ของตลาด

    Solo Economy สะท้อนการเปลี่ยนแปลงของสังคมที่ลึกกว่าพฤติกรรมการใช้จ่าย มันคือการยอมรับว่าความสุขสามารถเริ่มต้นจากตัวเอง และสำหรับธุรกิจ นี่ไม่ใช่แค่โอกาสในการขาย แต่คือการออกแบบประสบการณ์ที่เข้าใจชีวิตแบบ “อยู่คนเดียว” อย่างแท้จริง คำถามจึงไม่ใช่ว่า คนโสดต้องการอะไร แต่คือ ธุรกิจจะสร้างอะไรเพื่อให้ผู้คนรักตัวเองได้ดีขึ้น

    Source : Bangkokbanksme , กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ , https://www.ndtv.com/feature/japan-solo-wedding-trend-a-wedding-without-the-bridegroom-6061009

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/smart-sme/737706&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw29pZD-sQi3Ejq36O8cgyjn

  • ไม่ยอมแพ้แม้ถูกตราหน้าผีบ้า ‘เสงี่ยม แสวงลาภ’ หญิงแกร่ง..แห่งบ้านนาต้นจั่น | เดลินิวส์

    ไม่ยอมแพ้แม้ถูกตราหน้าผีบ้า ‘เสงี่ยม แสวงลาภ’ หญิงแกร่ง..แห่งบ้านนาต้นจั่น | เดลินิวส์

    ทั้งนี้ คำบอกเล่าข้างต้นบอกเล่าถึงแรงบันดาลใจที่ลุกขึ้นมาฟื้นชีวิตให้ชุมชนที่เงียบเหงา ให้กลับมามีเสียงหัวเราะและรอยยิ้ม จนทำให้หมู่บ้านธรรมดา ๆ กลายเป็นชุมชนท่องเที่ยวที่มีรางวัลอินเตอร์การันตี ซึ่งเส้นทางนี้ก็ไม่ใช่ง่าย ๆ โดย “ทีมวิถีชีวิต” จะชวนทำความรู้จักทั้งชุมชนและชีวิตหญิงแกร่งคนนี้…

    เรื่องราวของ ชุมชนบ้านนาต้นจั่น ต.บ้านตึก อ.ศรีสัชนาลัย จ.สุโขทัย แห่งนี้ ทาง แม่เสงี่ยม ประธาน ชุมชนโฮมสเตย์บ้านนาต้นจั่น ที่เป็นผู้บุกเบิกโฮมสเตย์ของชุมชนนี้เป็นคนแรก เล่าว่า จุดเริ่มต้นของชุมชนโฮมสเตย์นั้นย้อนกลับไปปี 2534 โดยตอนนั้นเธอมีบทบาทเป็นผู้นำกลุ่มสตรีของหมู่บ้าน ซึ่งกลุ่มนี้ก่อตั้งขึ้นเพื่อจะช่วยกันทำอาชีพเสริมเพื่อหารายได้ โดยชวนกันมาทำอาหารขาย หรือบางครั้งก็ช่วยกันปลูกกล้วยและข้าวโพดขาย ตลอดจนออกไปรับจ้างทำการเกษตร เพื่อให้มีรายได้เข้ามา หลังจากนั้นผ่านไป 7 ปี หรือราวปี 2541 พอกลุ่มมีเงินทุนก้อนหนึ่งก็เลยตัดสินใจตั้งเป็นกลุ่มทอผ้าขึ้น เนื่องจากผู้หญิงในหมู่บ้านส่วนใหญ่จะทอผ้ากันอยู่แล้ว เพียงแต่ในอดีตไม่มีการจัดการที่เป็นระบบ ทำให้ต่างคนก็จึงต่างทอต่างขายกันเอง ซึ่งหลังตั้งกลุ่มทอผ้าขึ้นก็มีหน่วยงานภาครัฐเข้ามาสนับสนุน ทำให้กลุ่มเริ่มขยายตัว จากเดิมที่มีสมาชิกยุคเริ่มต้น 21 คน ก็เพิ่มเป็น 56 คน โดยหลังจากจำนวนสมาชิกเยอะขึ้นก็เลยนำรูปแบบสหกรณ์มาใช้

    เครือข่ายโฮมสเตย์บ้านนาต้นจั่น

    แม่เสงี่ยม เล่าต่อไปว่า ต่อมาราวปี 2542 ทางกระทรวงอุตสาหกรรมได้มีการจัดทำ โครงการหมู่บ้านอุตสาหกรรมชนบทเพื่อการท่องเที่ยว ขึ้น ซึ่ง “บ้านนาต้นจั่น” ก็ได้รับการเสนอชื่อเพื่อเป็น ชุมชนตัวแทนของ จ.สุโขทัย เพื่อแข่งขันระดับประเทศ จนมาถึงปี 2547 เธอและสมาชิกบางส่วนของชุมชนได้มีโอกาสไปศึกษาดูงานที่ญี่ปุ่น เพื่อศึกษาเรียนรู้เกี่ยวกับกระบวนการต่าง ๆ ของ โอทอป ซึ่งญี่ปุ่นเป็นต้นแบบในด้านนี้ รวมถึงได้มีโอกาสศึกษาดูงานเกี่ยวกับกิจการ โฮมสเตย์ ของญี่ปุ่น จึงทำให้ได้รู้ว่า โฮมสเตย์ไม่ได้เป็นแค่ที่พักนักท่องเที่ยว แต่ยังเป็นแหล่งเรียนรู้ด้วย ทำให้เกิดแรงบันดาลใจจากตรงนั้น จึงตั้งใจจะนำความรู้ที่ได้ไปดูงานกลับมาพัฒนาชุมชนบ้านนาต้นจั่น

    หลังกลับมา ก็ตัดสินใจจะทำเรื่องของการท่องเที่ยวชุมชน แต่ปรากฏไปชวนใครก็ไม่มีใครเอาด้วย เพราะชาวบ้านมองว่าใครจะมาเที่ยวที่นี่ ไกลก็ไกล ลึกก็ลึก ไม่มีอะไรเป็นจุดขาย แต่เราก็ไม่ยอมแพ้ โดยพยายามชี้ให้ชาวบ้านเห็นว่าทำไมบ้านเราจะไม่มีของดี ก็อย่างวิถีชีวิต อย่างภูมิปัญญาท้องถิ่นนั่นไงที่ขายได้ แต่สุดท้ายก็ยังไม่มีใครยอมร่วมหัวจมท้ายกับเราด้วย ก็เลยตัดสินใจว่า ถ้าคนเขายังไม่เชื่อ เราก็ต้องโชว์ให้เขาดู ก็เลยใช้บ้านของตัวเองนี่แหละทำเป็นโฮมสเตย์หลังแรก และหลังเดียวในตอนนั้น” ทาง แม่เสงี่ยม เล่าย้อน

    “ทัวร์รถอีแต๊ก” พาชมหมู่บ้าน

    พร้อมเล่าอีกว่า หลังเปิดโฮมสเตย์ ปรากฏเงียบกริบ จน 8 เดือนแล้วก็ยังไม่มีนักท่องเที่ยวมาเลย ทำให้ตอนนั้นเริ่มถอดใจแล้ว แต่ที่สุด “ลูกค้ากลุ่มแรก” ก็เข้ามาใช้บริการ เป็น คณะอาจารย์วิทยาลัยพิษณุโลก ติดต่อมาว่าจะพานักศึกษามาเข้าค่าย 43 คน เป็นเวลา 1 เดือน ทำให้ดีใจมากว่าโฮมสเตย์จะมีลูกค้ากรุ๊ปแรกแล้ว โดยตอนนั้นคิดแค่หัวละ 40 บาทต่อคนต่อวัน เพราะไม่ได้คิดจะเอากำไรอะไรมาก แค่คนมาเที่ยวบ้านก็ดีใจแล้ว ซึ่งปรากฏว่าหลังเด็ก ๆ นักศึกษากลับไป ก็เอาหมู่บ้านไปช่วยโฆษณาให้คนอื่น ๆ รู้จัก จนคนเริ่มรู้จักมากขึ้น และเริ่มมีนักท่องเที่ยวติดต่อเข้ามาว่าอยากจะมาพัก

    มีนักท่องเที่ยวจากสงขลาติดต่อมาบอกว่าอยากจะมาพัก แต่เขาก็ถามว่าเขาจะมากันเยอะมาก ที่พักเราพอไหม ก็บอกไปว่าพอ มาได้เลย ทั้งที่ตอนนั้นมีแค่บ้านเราอยู่หลังเดียว พอตกปากรับคำไปแล้ว ก็กลับมานั่งคิดว่าจะทำยังไงต่อดี ที่สุดจึงเดินไปเคาะประตูบ้านเพื่อนบ้านที่เรามองว่าน่าจะรองรับได้ แต่สุดท้ายเขาก็ไม่เอาด้วย ก็เลยไปขอร้องญาติ ๆ ว่าช่วยรับแขกหน่อยได้ไหม ก็ได้มา 7 หลัง แต่ก็ถูกญาติ ๆ ต่อว่ากลับมาด้วยว่า ทำไม่ได้จะรับปากทำไม ซึ่งครั้งนั้นแม้จะขลุกขลัก แต่ก็ผ่านไปด้วยดี” ทาง แม่เสงี่ยม เล่าให้ฟัง

    วิถีเกษตรจุดขายท่องเที่ยว

    แล้วก็พูดถึงพัฒนาการของชุมชนท่องเที่ยวแห่งนี้ที่เกิดขึ้นตามมาหลังจากนั้นว่า 5 ปีแรกที่เราเริ่มทำ ตอนนั้นถูกคนตราหน้าเลยว่า เสงี่ยมเป็นผีบ้าไปแล้ว (หัวเราะ) เพราะช่วงนั้นเราทั้งหัวเราะ ทั้งร้องไห้ สลับกันเลย ส่วนเรื่องท้อมีอยู่แล้ว เพราะเราเดินคนเดียว มันก็จะเหงา ๆ หน่อย แต่ด้วยเป้าหมายเราวางไว้ใหญ่ ที่อยากให้ชาวบ้านเขามีอยู่มีกิน และอยากให้ลูกหลานกลับคืนถิ่น เราก็เลยไม่ยอมถอดใจ แต่ฮึดสู้ทำต่อ จนผ่านไปสักราว ๆ ปี 2551 พอเพื่อนบ้านเริ่มเห็นว่าทำแบบนี้มันมีรายได้งอกเงยได้นะ ก็ค่อย ๆ มีคนสนใจขอเข้ามาร่วมเป็นเครือข่าย จนปัจจุบันนี้มีสมาชิกที่เข้าร่วมกับเรา 33 ราย มีบ้านพักเครือข่าย 44 หลัง มีจำนวนห้องพักราว ๆ 127 ห้อง”

    กิจกรรมสร้างความสนุก

    แม่เสงี่ยม ยังเล่าว่า ปัจจุบันถือว่าชุมชนเดินได้ด้วยตัวเองแล้ว เพราะสามารถทำให้เกิดธุรกิจต่าง ๆ ต่อเนื่องจากโฮมสเตย์ขึ้นมามากมาย ทั้งการเป็นแหล่งท่องเที่ยว ทั้งการผลิตและจำหน่ายสินค้าของชุมชน ทำให้ทุกคนในหมู่บ้านมีรายได้ทั่วถึง ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มขับรถอีแต๊ก กลุ่มทำกระเป๋าด้นมือ หรือแม้แต่กลุ่มผู้สูงอายุ และเยาวชนในหมู่บ้าน ที่มีรายได้เสริมจากการเป็นมัคคุเทศก์พาเที่ยว ซึ่งที่นี่พยายามสร้างจุดสมดุลให้ชุมชนกับธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ด้วยการพยายามลดปัญหาการบุกรุกป่า โดยชี้ให้ชาวบ้านเห็นว่า ที่ชุมชนมีรายได้ ที่ทุกคนมีอาชีพ มีเงิน มีกินทุกวันนี้ เพราะยังมีป่าและธรรมชาติที่สมบูรณ์ จึงทำให้นักท่องเที่ยวคนต่างถิ่นอยากเข้ามาสัมผัส ดังนั้นถ้าอยากมีรายได้ที่ยั่งยืน ก็ต้องรักษาจุดเด่นตรงนี้เอาไว้

    อาหารถูกใจนักท่องเที่ยว

    อย่างไรก็ดี นอกจาก “ชุมชนเข้มแข็ง” จะเป็นหัวใจสำคัญที่ทำให้ “บ้านนาต้นจั่นเป็นหมู่บ้านท่องเที่ยวระดับอินเตอร์” แล้ว การได้รับการส่งเสริมจากหน่วยงานต่าง ๆ ก็เป็นอีกคีย์เวิร์ดสำคัญ ทำให้ชุมชนรันต่อไปได้โดย แม่เสงี่ยม บอกว่า หนึ่งในหน่วยงานที่เข้ามาช่วยตั้งแต่ช่วงเริ่มต้น คือ ... หรือ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร ที่นอกจากจะสนับสนุนด้านเงินทุนแล้ว ยังให้ความรู้และวิธีคิดต่าง ๆ ในการทำธุรกิจอีกด้วย เช่น การบริหารจัดการเงิน การบริหารคน รวมถึงช่วยผลักดันให้เกิดเป็นกลุ่มวิสาหกิจชุมชนขึ้น และนอกจาก ธ.ก.ส. แล้ว ก็ยังมีหน่วยงานอื่น ๆ เข้ามาช่วยซัพพอร์ตชุมชน อาทิ กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม กรมการท่องเที่ยว เป็นต้น ทำให้ในวันนี้ เส้นทางที่เดินที่ทำในตอนนี้ ไม่ว้าเหว่เหมือนกับในช่วงเริ่มต้นอีกแล้ว …ทางประธาน ชุมชนโฮมสเตย์บ้านนาต้นจั่น ระบุไว้

    “สะพานเชื่อมทุ่ง” จุดเช็กอินยอดฮิต

    ทั้งนี้ “ความสำเร็จ” ที่เกิดขึ้น ณ วันนี้ ของ ชุมชนบ้านนาต้นจั่น จ.สุโขทัย นั้น ต้องบอกว่า “ไม่ธรรมดา” เพราะกวาดรางวัลต่าง ๆ มาแล้วมากมาย อาทิ รางวัลอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย, รางวัลชนะเลิศระดับประเทศ (กินรีทองคำ) สาขาแหล่งท่องเที่ยวชุมชน 3 ปี (2558 / 2564 / 2566), รางวัลอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย ประเภทการท่องเที่ยวคาร์บอนต่ำเพื่อความยั่งยืน ประจำปี 2566, รางวัลชุมชนอุดมสุขชนะเลิศระดับประเทศ ปี 2567 ของ ธ.ก.ส. และยังมีรางวัลรับรองมาตรฐานการท่องเที่ยว ประจำปี 2568 ที่คว้ามาได้อีก 3 รางวัล คือ รางวัลมาตรฐานการท่องเที่ยวโดยชุมชน ระดับอาเซียน, รางวัลมาตรฐานโฮมสเตย์ ระดับอาเซียน, รางวัลมาตรฐานโฮมสเตย์ไทย รวมถึงยังมีอีกรางวัลระดับอินเตอร์ที่เคยได้รับคือ รางวัลพาต้าโกลด์อวอร์ด (PATA Gold Awards) ระดับอาเซียน ปี ค.ศ. 2012ประเภท Heritage and Culture

    รางวัลการันตีบ้านนาต้นจั่น

    ตำนาน “หญิงแกร่งแห่งบ้านนาต้นจั่น” ได้กล่าวกับ “ทีมวิถีชีวิต” ถึงรางวัลที่ได้รับว่า ถามว่าดีใจไหม ก็ต้องดีใจ เพราะการันตีถึงมาตรฐานและการยอมรับที่ผู้คนมีต่อชุมชนท่องเที่ยวแห่งนี้ อย่างไรก็ตาม “แม่เสงี่ยม” บอกว่า ถึงแม้การท่องเที่ยวของหมู่บ้านจะเติบโตขึ้น แต่ก็มีสิ่งที่ต้องบาลานซ์ไว้ให้ได้คือ… “การพัฒนาก็ว่าไป แต่อัตลักษณ์ชุมชนก็ต้องรักษาไว้ ดังนั้นบ้านนาต้นจั่นคงจะไม่ก้าวตามการพัฒนามากไปจนกระทบวิถี เพราะนอกจากเป้าหมายอย่างการช่วยให้ชาวบ้านทุกคนมีอยู่มีกิน มีศักดิ์ศรีแล้ว ก็ยังไม่ลืมหัวใจสำคัญที่ลุกขึ้นมาทำเรื่องนี้ นั่นคือการ…พาลูกหลานเรากลับบ้าน”.

    ธารา ศรีหะมาศ ผู้ช่วยผู้จัดการ ธ.ก.ส.

    จิ๊กซอว์สำคัญ’ ชุมชน ‘อุดมสุข’

    นอกจากความเข้มแข็งของชุมชน “บ้านนาต้นจั่น” เองแล้ว ทาง “เสงี่ยม แสวงลาภ” หรือ “แม่เสงี่ยม” ประธานชุมชนโฮมสเตย์ ยังย้ำว่า ความช่วยเหลือจากหน่วยงานต่าง ๆ ถือเป็น “พลังสำคัญ” ที่ทำให้ชุมชนกล้าเดินหน้าไปต่อ และไม่ล้มลงกลางทาง ยกตัวอย่างเช่น ... ที่แม่เสงี่ยมระบุว่า ก็เป็นหน่วยงานหลักที่ช่วยทำให้คนทั้งประเทศได้รู้จักบ้านนาต้นจั่นในฐานะเป็นหมู่บ้านด้านการท่องเที่ยว รวมถึงยังพาไปออกงาน จนทำให้หมู่บ้านได้รางวัลกลับมามากมาย

    ขณะที่ ธารา ศรีหะมาศ ผู้ช่วยผู้จัดการ ธ.ก.ส. บอกกับ “ทีมวิถีชีวิต” ว่า หลังจาก ธ.ก.ส. ได้มาพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ก็ได้มีการให้คำแนะนำต่าง ๆ เพื่อช่วยเสริมในด้านความรู้ทางธุรกิจให้กับชุมชนบ้านนาต้นจั่น เพื่อหวังจะช่วยยกระดับสู่การเป็นชุมชนท่องเที่ยวมาตรฐานระดับสากล และหวังให้บ้านนาต้นจั่นเป็นอีกศูนย์กลางการพัฒนาด้านนี้ทุกมิติ โดย บ้านนาต้นจั่นเป็นหนึ่งใน “ต้นแบบชุมชนอุดมสุข” ที่ยั่งยืนยอดเยี่ยมระดับประเทศ ที่ดำเนินงานด้านการ “ท่องเที่ยววิถีชุมชน” มากว่า 20 ปี โดยโดดเด่นทั้งด้านโฮมสเตย์ระดับมาตรฐาน และสภาพแวดล้อม อีกทั้งมีการบริหารจัดการแบบมืออาชีพด้วยกิจกรรมที่หลากหลาย… “นักท่องเที่ยวที่ได้มาเยือน ต่างก็กลับไปพร้อมกับความประทับใจ”.

    บดินทร์ ศักดาเยี่ยงยงค์ : รายงาน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/articles/5574119/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3s78o1ldk2pSb8DUN8Obxs