Category: ท่องเที่ยว

  • ‘ญี่ปุ่น’ ทุบสถิติใหม่! ยอดนักท่องเที่ยวต่างชาติทะลุ 42 ล้านคนในปี 68

    ‘ญี่ปุ่น’ ทุบสถิติใหม่! ยอดนักท่องเที่ยวต่างชาติทะลุ 42 ล้านคนในปี 68

    ‘ญี่ปุ่น’ เปิดสถิติตลอดปี 2568 ยอด ‘นักท่องเที่ยวต่างชาติ’ ทำนิวไฮทะลุ 42 ล้านคน ตลาด ‘นักท่องเที่ยวจีน’ แผ่วปลายหลังเผชิญข้อพิพาทจีน-ญี่ปุ่น ส่งผลให้ตลาดเกาหลีใต้ปาดแซงเป็นอันดับ 1 ส่วนตลาด ‘คนไทย’ ฮิตเที่ยวมากถึง 1.23 ล้านคน หลังได้อานิสงส์เงินเยนอ่อนค่าต่อเนื่อง กระตุ้นการตัดสินใจเดินทาง

    องค์การส่งเสริมการท่องเที่ยวแห่งประเทศญี่ปุ่น (JNTO) รายงานว่า สถิตินักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าประเทศญี่ปุ่น ตลอดปี 2568 ทุบสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ของ ภาคการท่องเที่ยวญี่ปุ่น ด้วยจำนวนรวม 42,683,600 คน เติบโต 15.8% เทียบกับปี 2567 ซึ่งมีจำนวน 36,870,148 คน หรือคิดเป็นการเพิ่มขึ้นมากกว่า 5.8 ล้านคน

    10 อันดับแรกของตลาดนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าญี่ปุ่นในปี 2568

    1. เกาหลีใต้                9,459,600 คน   (+7.3%)

    2. จีน                         9,096,300 คน   (+30.3%)

    3. ไต้หวัน                   6,763,400 คน   (+11.9%)

    4. สหรัฐ                     3,306,800 คน   (+21.4%)

    5. ฮ่องกง                   2,517,300 คน   (-6.2%)

    6. ไทย                      1,233,100 คน   (+7.3%)

    7. ออสเตรเลีย            1,058,300 คน   (+15%)

    8. ฟิลิปปินส์                  885,100 คน   (+8.1%)

    9. สิงคโปร์                    726,200 คน   (+5.1%)

    10. แคนาดา                 688,000 คน   (+18.7%)

    ‘ญี่ปุ่น’ ทุบสถิติใหม่! ยอดนักท่องเที่ยวต่างชาติทะลุ 42 ล้านคนในปี 68

    เฉพาะเดือน ธ.ค. 2569 มีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าญี่ปุ่น จำนวน 3,617,700 คน เติบโต 3.7% เทียบกับเดือนเดียวกันของปีที่แล้ว ถือเป็นสถิติสูงสุดสำหรับเดือน ธ.ค. เท่าที่เคยมีมา ปัจจัยผลักดันสำคัญมาจากการก้าวเข้าสู่ช่วงปิดเทอม เทศกาลคริสต์มาส และวันหยุดปีใหม่ ซึ่งกระตุ้นความต้องการท่องเที่ยวในหลายภูมิภาค โดยเฉพาะเอเชียตะวันออกและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

    โดยตลาดอันดับ 2 อย่างนักท่องเที่ยวจีน พบว่าหดตัวรุนแรง 45.3% เหลือจำนวนการเดินทางเข้าญี่ปุ่น 330,400 คน ทำให้ตลาดเกาหลีใต้มีการเดินทางเข้าญี่ปุ่นมากเป็นอันดับ 1 ด้วยจำนวน 974,200 คน เติบโต 12.3% ส่วนอันดับ 3 ไต้หวัน มีจำนวน 588,400 คน เพิ่มขึ้น 19.8% อันดับ 4 สหรัฐ 270,700 คน เพิ่มขึ้น 13.5% และอันดับ 5 ฮ่องกง 291,100 คน เพิ่มขึ้นเล็กน้อย 1.9%

    ส่วนอันดับ 6 ตลาดนักท่องเที่ยวไทย เฉพาะเดือน ธ.ค. 2568 มีจำนวน 174,000 คน เพิ่มขึ้นถึง 18.6% มีปัจจัยส่งเสริมจากการเพิ่มวันหยุดพิเศษในช่วงต้นปี 2569 ทำให้มีการหยุดยาว 5 วันต่อเนื่องจากปลายปี รวมถึงการฟื้นตัวของเส้นทางบินตรง เช่น กรุงเทพฯ – เซนได และการเพิ่มเที่ยวบินในเส้นทางหลักสู่โตเกียว (ฮาเนดะ กับ นาริตะ) และโอซาก้า (คันไซ)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/business/business/1219968&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0ph9ocLC4pnEytc4QfhqT4

  • อยุธยาจัดงาน ‘วันมวยไทย’ เทิดพระเกียรติ ‘พระเจ้าเสือ’ สืบสานมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม | เดลินิวส์

    อยุธยาจัดงาน ‘วันมวยไทย’ เทิดพระเกียรติ ‘พระเจ้าเสือ’ สืบสานมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม | เดลินิวส์

    เมื่อวันที่ 7 ก.พ.ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สมาคมกีฬามวยพระเจ้าเสือ ร่วมกับ สภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวจังหวัดพระนครศรีอยุธยา จัดงาน “วันมวยไทย” เทิดพระเกียรติพระเจ้าเสือ พร้อมมหกรรมศิลปะมวยไทยนานาชาติ ครั้งที่ 6 ประจำปี  2569  ตั้งแต่วันที่ 4-9 ก.พ. ที่ วัดตึก และบริเวณ ศาลากลางหลังเก่า จังหวัดพระนครศรีอยุธยา โดยในวันที่ 6 ก.พ. ได้จัดให้มีพิธี ไหว้ครูมวยไทย น้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของ สมเด็จพระสรรเพชรที่  8 (พระเจ้าเสือ) พระมหากษัตริย์ผู้ทรงอุปถัมภ์ศิลปะมวยไทย  โดยมีนางยุถิกา อิศรางกูร ณ อยุธยา อธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรมเป็นประธานในพิธี มีนางพุทธิพร พลอยผักแว่น รองผวจ.พระนครศรีอยุธยา นายธนกฤต กิตติธรรมกูล ประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวจังหวัดพระนครศรีอยุธยา และนางสาวรินทร์ปภัส เหิกขุนทด วัฒนธรรมจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ให้การต้อนรับ

    ภายในงานมีพิธีไหว้ครู และครอบครู เชิดชูครูมวยไทย การรำมวยไทย และแข่งขันชกมวย การจัดงานในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสืบสานมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม ถ่ายทอดศิลปะมวยไทยจากครูสู่ศิษย์ พร้อมผลักดันมวยไทยในฐานะมรดกทางวัฒนธรรมของชาติ สู่การยอมรับในระดับนานาชาติ ควบคู่การส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมของจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ซึ่งพิธีไหว้ครูมวยไทย เทิดพระเกียรติสมเด็จพระสรรเพชรที่ 8 (พระเจ้าเสือ) มีนักมวยทั้งชาวไทยและต่างชาติ กว่า 300 คน 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5578655/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1rQN5AzxHPVs54iYUPPHll

  • ปักหมุด 5 จุดหมายปลายทางสกีปี 2026 จากญี่ปุ่นถึงนิวซีแลนด์ ที่สายลุยห้ามพลาด

    ปักหมุด 5 จุดหมายปลายทางสกีปี 2026 จากญี่ปุ่นถึงนิวซีแลนด์ ที่สายลุยห้ามพลาด

    วางแผนเที่ยวสกีปี 2026 กับ 5 จุดหมายปลายทางระดับโลก ตั้งแต่ปีศาจน้ำแข็งที่ยามากาตะ ญี่ปุ่น ไปจนถึงสกีภูเขาไฟที่นิวซีแลนด์ พร้อมคำแนะนำที่พักติดลานสกีจาก Booking.com

    เปิดลิสต์ 5 จุดหมายปลายทางสกีปี 2026 สัมผัสหิมะนุ่มฟู วิวสวยสะกดวิญญาณ

    เมื่อลมหนาวพัดมา กิจกรรมที่หลายคนถวิลหาคงหนีไม่พ้นการ “เล่นสกี” ท่ามกลางหิมะสีขาวโพลน ล่าสุด Booking.com ได้เผย 5 พิกัดในฝันสำหรับนักเดินทางที่ชื่นชอบความตื่นเต้นและธรรมชาติอันงดงาม เพื่อต้อนรับปี 2026 

    1. ยามากาตะ, ประเทศญี่ปุ่น: ตะลุยหิมะกับ “ปีศาจน้ำแข็ง”

    ยามากาตะเป็นสวรรค์ที่ซ่อนตัวอยู่ เหมาะทั้งมือใหม่และมือโปร ไฮไลต์สำคัญคือ “จุเฮียว” (Juhyo) หรือปีศาจน้ำแข็ง ซึ่งเป็นต้นสนที่ถูกน้ำแข็งและหิมะปกคลุมจนเกิดรูปทรงแปลกตา 

    • ช่วงเวลาแนะนำ: ปลายเดือนธันวาคมถึงต้นเดือนมีนาคม 
    • ที่พักแนะนำ: Unite Zao Jonida Resort อยู่ใกล้ลานสกีเพียง 8 นาที มีออนเซ็นให้ผ่อนคลายหลังจบวัน 

    2. พยองชาง, ประเทศเกาหลีใต้: ตามรอยโอลิมปิกฤดูหนาว

    เมืองที่เคยเป็นเจ้าภาพโอลิมปิกปี 2018 แห่งนี้โดดเด่นด้วยระบบกระเช้าลอยฟ้าที่ทันสมัยและหิมะที่ตกสม่ำเสมอ นอกจากสกีแล้ว ยังมีวัดวอลจองซาอายุกว่าร้อยปีให้สายวัฒนธรรมได้เที่ยวชม 

    • ที่พักแนะนำ: Holiday Inn Resort Alpensia Pyeongchang มีทางเข้าลานสกีได้โดยตรงจากที่พัก (Ski-in/Ski-out) สะดวกสบายสำหรับครอบครัว 

    3. มะนาลี, ประเทศอินเดีย: มนต์เสน่ห์เทือกเขาหิมะหิมาลัย

    หุบเขาโซลังในมะนาลีจะกลายเป็นพื้นที่สีขาวโพลนในช่วงเดือนธันวาคมถึงกุมภาพันธ์ เหมาะสำหรับการเล่นสกีและสโนว์โมบิล โดยมีฉากหลังเป็นเทือกเขาหิมาลัยอันยิ่งใหญ่ 

    • ที่พักแนะนำ: Welcomhotel by ITC Hotels, Hamsa Manali ตั้งอยู่ใกล้หุบเขาโซลัง พร้อมวิวป่าสนและภูเขาหิมะจากหน้าต่างห้องพัก 

    4. เทรดโบ, ประเทศออสเตรเลีย: สกีสุดท้าทายบนเส้นทางที่ยาวที่สุด

    หากมองหาความต่าง เทรดโบมีเส้นทางสกี “Supertrail” ที่ยาวที่สุดในออสเตรเลีย และยังมีรถรางเลื่อนบนภูเขาที่สร้างความเร้าใจท่ามกลางบรรยากาศเทือกเขาแอลป์ 

    • ที่พักแนะนำ: Thredbo Alpine Hotel ตั้งอยู่ใกล้สกีลิฟต์เพียงไม่กี่ก้าว ตกแต่งสไตล์ลอดจ์พร้อมเตาผิงสุดอบอุ่น 

    5. ภูเขารัวเปฮู, ประเทศนิวซีแลนด์: สกีบนพื้นที่ภูเขาไฟ

    สัมผัสประสบการณ์แปลกใหม่บนเกาะเหนือของนิวซีแลนด์ กับพื้นที่เล่นสกี Whakapapa และ Tūroa ที่ตั้งอยู่บนภูมิประเทศซึ่งเกิดจากลาวา นอกจากนี้ยังมีอุทยานแห่งชาติดองการิโรที่ได้รับการรับรองระดับโลก 

    • ที่พักแนะนำ: Skotel Alpine Resort โรงแรมที่ตั้งอยู่สูงที่สุดในนิวซีแลนด์ มอบทัศนียภาพกว้างไกลของยอดภูเขาไฟ 

    ปี 2026 นี้ ไม่ว่าคุณจะเป็นนักสกีสายลุย หรือนักท่องเที่ยวที่ต้องการไปสัมผัสบรรยากาศความหนาวเย็นและวัฒนธรรมท้องถิ่น ทั้ง 5 จุดหมายปลายทางนี้ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์การเดินทางอย่างแน่นอน เตรียมตัววางแผนและจองที่พักล่วงหน้าเพื่อให้ทริปในฝันของคุณสมบูรณ์แบบที่สุด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/lifestyle/travel/2912731&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2WCbAVNZFzimnoZvnP0RKA

  • “กรุงเทพฯ” ติด Top 3 จุดหมายยอดนิยมเอเชีย รับตรุษจีน 2569

    “กรุงเทพฯ” ติด Top 3 จุดหมายยอดนิยมเอเชีย รับตรุษจีน 2569

    อโกด้า แพลตฟอร์มดิจิทัลด้านการท่องเที่ยว เปิดเผยข้อมูลความนิยมด้านการเดินทางช่วงเทศกาลตรุษจีนปี 2569 พบว่า กรุงเทพมหานครครองอันดับ 2 จุดหมายปลายทางยอดนิยมของนักท่องเที่ยวต่างชาติในเอเชีย ขณะที่การท่องเที่ยวภายในประเทศ กรุงเทพฯ ยังครองอันดับ 1 ในใจนักเดินทางชาวไทยอย่างต่อเนื่อง

    ขณะเดียวกัน โตเกียว เป็นจุดหมายปลายทางอันดับ 1 สำหรับนักท่องเที่ยวชาวไทยที่วางแผนเดินทางไปต่างประเทศในช่วงตรุษจีนปีนี้ ส่วนในมุมของตลาดจีนแผ่นดินใหญ่ ประเทศไทยก้าวขึ้นเป็นจุดหมายปลายทางอันดับ 1 แซงหน้าญี่ปุ่น

    อโกด้า
    “กรุงเทพฯ” ติด Top 3 จุดหมายยอดนิยมเอเชีย รับตรุษจีน 2569

    สะท้อนการฟื้นตัวของความเชื่อมั่นและความนิยมเดินทางเข้าประเทศไทยอย่างชัดเจน

    อโกด้าระบุว่า นักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้าประเทศไทยช่วงตรุษจีนปีนี้ ส่วนใหญ่มาจาก จีน มาเลเซีย และเกาหลีใต้ โดย กรุงเทพฯ ภูเก็ต และพัทยา เป็น 3 จุดหมายหลัก ซึ่งพัทยาขยับขึ้นมาอยู่อันดับ 3 แทนหาดใหญ่ สะท้อนความต้องการพักผ่อนริมชายฝั่งควบคู่ความบันเทิงสมัยใหม่

    สำหรับกรุงเทพฯ ยังคงดึงดูดนักท่องเที่ยวด้วยบรรยากาศเฉลิมฉลองยิ่งใหญ่ โดยเฉพาะถนนเยาวราชที่ประดับโคมไฟสีแดง การเชิดสิงโต ตลาดกลางคืน และการไหว้ขอพรที่วัดมังกรกมลาวาส ขณะที่ภูเก็ตโดดเด่นด้วยเสน่ห์วัฒนธรรมชิโน-โปรตุกีสและกิจกรรมท่องเที่ยวทางทะเล ส่วนพัทยาตอบโจทย์การพักผ่อนริมชายฝั่งที่ผสมผสานวัฒนธรรมกับความบันเทิงได้อย่างลงตัว

    ในด้านการเดินทางภายในประเทศ กรุงเทพฯ เชียงใหม่ และพัทยา เป็น 3 จุดหมายยอดนิยมของนักท่องเที่ยวชาวไทย โดยเชียงใหม่ขยับขึ้นมาอยู่อันดับ 2 แทนพัทยา สะท้อนความนิยมเดินทางไปสัมผัสอากาศหนาวและเทศกาลตรุษจีนทางภาคเหนือ ซึ่งมีจุดเด่นทั้งตลาดวโรรส ตรอกเล่าโจ๊ว ขบวนพาเหรดมังกรจากประตูท่าแพ การแสดงวัฒนธรรม และกิจกรรมที่ศาลเจ้าปุงเถ่ากง

    ขณะที่การเดินทางต่างประเทศของคนไทยในช่วงตรุษจีนปีนี้ โตเกียว โอซาก้า และไทเป ครอง 3 อันดับแรก โดยไทเปติดอันดับ Top 3 เป็นครั้งแรก สะท้อนความนิยมท่องเที่ยวระยะใกล้เชิงวัฒนธรรม โดยเฉพาะการไหว้ขอพรที่วัดหลงซาน

    โดยนางสาวอรรคพร รอดคง ผู้อำนวยการประจำประเทศไทยของอโกด้า กล่าวว่า การเข้าสู่ปีม้า ทำให้เทศกาลตรุษจีนปีนี้เป็นช่วงเวลาที่คึกคักสำหรับการท่องเที่ยวทั่วเอเชีย และเป็นเรื่องน่ายินดีที่ประเทศไทย โดยเฉพาะกรุงเทพฯ ได้รับความนิยมสูงในระดับภูมิภาค ด้วยเสน่ห์ของการผสมผสานวัฒนธรรมดั้งเดิมเข้ากับการเฉลิมฉลองสมัยใหม่อย่างลงตัว พร้อมย้ำว่าอโกด้าพร้อมนำเสนอข้อเสนอด้านที่พัก เที่ยวบิน และกิจกรรม เพื่อให้การเดินทางในช่วงปีใหม่จีนเป็นความทรงจำที่น่าประทับใจ

    ขณะเดียวกัน ข้อมูลภาพรวมของอโกด้าชี้ว่า เมืองยอดนิยมของนักเดินทางทั่วเอเชียช่วงตรุษจีน ได้แก่ โตเกียว กรุงเทพฯ ไทเป โอซาก้า และโซล ตามด้วยฟุกุโอกะ กัวลาลัมเปอร์ ซัปโปโร สิงคโปร์ และฮ่องกง

    ด้าน นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) กล่าวว่า ตรุษจีนปี 2569 ถือเป็นปีพิเศษของประเทศไทย ตรงกับปีม้าทอง และวาระสำคัญของความสัมพันธ์ไทย-จีน ทั้งการครบรอบ 51 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูต และ 22 ปี ความร่วมมือระหว่าง ททท. กับกระทรวงวัฒนธรรมและการท่องเที่ยวของจีน ภายใต้แนวคิด “จีนไทย ครอบครัวเดียวกัน”

    ททท. จัดงานหลัก 2 พื้นที่ ได้แก่
    1. Amazing Thailand Happy Chinese New Year 2026 ที่กรุงเทพฯ จัดกิจกรรมประดับไฟบนถนนเยาวราช ภายใต้แนวคิด “Ride the Fortune, Share the Future” ระหว่างวันที่ 7 กุมภาพันธ์ – 1 มีนาคม 2569 และงานเทศกาลหลักที่สยามพารากอน วันที่ 14–18 กุมภาพันธ์ 2569
    2. Amazing Thailand Chinese New Year 2026 @ Hat Yai วันที่ 17–20 กุมภาพันธ์ 2569 เติมสีสันเมืองหาดใหญ่ด้วยการแสดงจากจีน การเชิดสิงโต และการประดับไฟยามค่ำคืน

    นอกจากนี้ ททท. ยังสนับสนุนงานตรุษจีนในภูมิภาค อาทิ ประเพณีแห่เจ้าพ่อ-เจ้าแม่ปากน้ำโพ จังหวัดนครสวรรค์ และงานตรุษจีนสุพรรณบุรี ณ อุทยานมังกรสวรรค์ พร้อมผนึกพันธมิตรภาคเอกชนร่วมกระตุ้นการเดินทางทั่วประเทศ

    ททท. คาดการณ์ว่า ช่วงเทศกาลตรุษจีนปี 2569 (13–22 กุมภาพันธ์) จะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าประเทศประมาณ 1.25 ล้านคน เพิ่มขึ้น 10% นักท่องเที่ยวชาวจีนราว 241,000 คน และการเดินทางท่องเที่ยวของคนไทย 2.30 ล้านคน-ครั้ง เพิ่มขึ้น 3% สร้างรายได้รวมกว่า 42,230 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 13% เมื่อเทียบกับปีก่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/wealth/economic/267900&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3edx0HSDASJM_tRyFKntce

  • นานๆ ที ที่…แม่สอด

    นานๆ ที ที่…แม่สอด

    เหตุผลในการเขียนเรื่องนี้ครั้งนี้ ดูออกจะแปลกๆ ต้องยอมรับกับท่านผู้อ่านเลยว่าแปลกมาก เนื่องจากสะดุดตากับข่าวที่จับผู้สมัคร สส.พรรคการเมืองหนึ่ง เกี่ยวข้องกับการทำเว็บพนัน อันนี้ว่าตามข่าวนะ ซึ่งเป็นคนที่มีภูมิลำเนาที่แม่สอด ผมก็มานึก…จริงด้วยแฮะ เราไปแม่สอดบ่อยมาก แทบจะทุกปี โดยใช้เป็นจุดเริ่มต้นเลาะเลียบน้ำเมย ขึ้นไปแม่สะเรียง แต่ไม่เคยเขียนถึงแม่สอดเลย มีที่เฉียดๆ ก็คือบ้านแม่กาษา ถ้าอย่างนั้น คราวนี้ขอเขียนถึงแม่สอดแบบตรงๆ สักครั้งก็แล้วกัน

    แม่สอด…ถือเป็นอำเภอที่สำคัญ น่าจะเป็นอำเภอที่มีเศรษฐกิจดีที่สุดในจังหวัดตากด้วยกระมัง ส่วนว่าจะเจริญกว่าตัวจังหวัดตากไหม อันนี้ไม่กล้ายืนยัน เพราะมันไม่ชัดขนาดตัวอำเภอหาดใหญ่กับตัวจังหวัดสงขลา แต่สองแห่งนี้มีที่คล้ายกันคือใกล้ชายแดนที่มีการทำมาค้าขายกับเพื่อนบ้าน ที่แม่สอดนี่ แค่ข้ามแม่น้ำเมยไปก็เป็นเมืองเมียวดี ในรัฐกะเหรี่ยงแล้ว

    นานๆ ที ที่...แม่สอด เรือพาข้ามฟากโดยไม่ผ่านด่าน ตม. แต่ห่างจากสะพานไม่ถึง 100 เมตร เป็นเรื่องปกติที่พบเห็น

    นานๆ ที ที่...แม่สอด ภายในตลาดสดแม่สอด

    แม่สอด มีโรงงานผลิตสินค้า การค้าขายที่คึกคัก เพราะแรงงานมากมายจากพม่า คนงานจากพม่าจึงมีทั้งที่ข้ามมาแบบเช้าไปเย็นกลับ บ้างก็อิงแอบอาศัยในตัวเมืองแม่สอดเลย ในเมื่อเรารู้มาแล้วว่าฝั่งเมียวดีนั้นมีกลุ่มสแกมเมอร์มากมาย เพราะข่าวมีออกชัดเจน ที่รัฐบาลพม่าเอาเครื่องบินมาถล่มตึกสแกมเมอร์เมืองเมียวดี แล้วฝั่งเมียวดี ก็ถูกควบคุมโดยกองกำลังกะเหรี่ยง ไม่ใช่ของรัฐบาลพม่า

    นานๆ ที ที่...แม่สอด พลเมืองที่เราเห็นส่วนใหญ่ในตัวเมืองแม่สอด

    คือกิจการภายในพม่านั้นเป็นอะไรที่ซับซ้อนมาก การค้าขายที่นี่จึงเป็นประเภทปากว่าตาขยิบ เอาง่ายๆ แค่สินค้าจากไทย เข้าไปเมียวดีถูกกะเหรี่ยงเก็บส่วย ทั้งที่รู้ว่าสินค้านี้จะเข้าไปยังภายในของพม่า เพียงแค่อาศัยผ่านเขตกะเหรี่ยงเท่านั้นเอง มันไม่ได้ปิดกั้นแบบเอาเป็นเอาตาย

    ผมถึงบอกแล้วไงว่าในพม่ามันมีอะไรที่ซับซ้อน แต่ทั้งหลายทั้งมวลนี้แหละ ที่ทำให้แม่สอด คึกคัก เป็นเมืองชายแดนที่มีการค้าขาย มีเศรษฐกิจที่ดีอย่างที่บอก แต่…ก็ต้องแลกมากับอัตลักษณ์ที่แทบจะกลายเป็นสังคมพม่าไปแล้ว เพราะถ้าไปเดินในตลาดแม่สอด จะเห็นแต่คนขายคนซื้อที่มีบุคลิกแบบพม่า ทาแป้งทานาคาเป็นคราบขาวบนแก้ม เคี้ยวหมากกันปากดำ แถมบ้วนน้ำหมากด้วย ส่วนคนไทยพื้นเมืองจริงๆ จะออกไปอยู่ห่างออกไป ทางแม่ระมาด แม่กาษาโน่น ส่วนในเมืองก็ให้เขาไป

    นานๆ ที ที่...แม่สอด ตลาดวัดท่าอาจ ตลาดพม่า 100%

    ในเมืองหน้าตลาดมันหาที่จอดรถยาก ยิ่งคนต่างถิ่นแบบเราจอดได้ไหมเนี่ย อะไรแบบนี้ตลอด ดังนั้น ผมพาออกมาที่ตลาดวัดท่าอาจ ขยับออกมาจากนอกเมืองหน่อย อยู่ใกล้ๆ กับตลาดริมเมย ที่นี่จะเห็นชัดเลย เพราะมีแต่คนพม่าเดินกันให้เกลื่อนคนไทยแทบไม่มี สินค้า ของกินหลายอย่างเป็นแบบพม่า เราไม่คุ้นตาเลย เราเดินเข้าไปเที่ยวในตลาด เผลอๆ ยังนึกว่านี่เรามาเที่ยวประเทศเมียนมาอยู่หรือเปล่า  นานๆ ที ที่...แม่สอด ตลาดวัดท่าอาจ

    นานๆ ที ที่...แม่สอด แม่ค้า และสินค้าที่ตลาดวัดท่าอาจ

    เพราะคนพม่าอยู่ที่แม่สอดกันเยอะ วัดต่างๆ ในแม่สอด อย่าง “วัดไทยวัฒนาราม” จึงมีสิ่งปลูกสร้างแบบศิลปะพม่าทั้งหมด ทั้งเจดีย์ สถาปัตยกรรมของศาลา วิหาร พระนอน ก็จะมีหน้าตาแบบพระพุทธไสยาสน์ชเวตาลยอง ที่เมืองหงสาวดีหรือเมืองพะโคในปัจจุบัน ที่เรียกกันว่า “พระนอนหน้าหวาน” ท่านผู้อ่านดูเอาก็แล้วกัน ที่เมืองพะโคก็แบบนี้ หรือบ้างก็จะเหมือน “พระมหามัยมุนี” ที่มัณฑะเลย์ พุทธลักษณะแบบเดียวกันเลย แค่มีขนาดเล็กกว่า

    นานๆ ที ที่...แม่สอด วัดไทยวัฒนาราม

    นานๆ ที ที่...แม่สอด พระนอนตาหวานที่วัดไทยวัฒนาราม

    นานๆ ที ที่...แม่สอด วัดไทยวัฒนาราม

    เคยมีครั้งหนึ่งผมเข้าไปในวัดไทยวัฒนาราม ซึ่งเขากำลังจะจัดงานอะไรสักอย่างทางศาสนาในตอนเย็น ด้วยความอยากรู้ ก็เลยยอมนอนในเมือง เพื่อจะมาดูงานตอนกลางคืน ปรากฏว่า งานทั้งงานมีแต่คนพม่า ทั้งภาษาที่พูดกัน ทั้งพระ ทั้งคน มาเทศนาก็ภาษาพม่า ฟังไม่รู้เรื่อง

    ผมเลยถามคนในงานว่าทำไมคนพม่าเยอะจัง เขาบอกเป็นคนงานตามโรงงานนี่แหละ มาเที่ยวงานกัน ซึ่งคนพม่านั้นจะชอบงานบุญ ทำบุญตามวัดต่างๆ นี่เขาจะให้ความเคารพอย่างมาก ก็คงเหมือนแถวสมุทรสาครบ้านเรา วัดบางวัด มีแต่ญาติโยมคนพม่า การอุปถัมภ์ค้ำชูวัดวาอาราม หรือจัดงานบุญก็มีแต่คนพม่า หลายวัดในแม่สอด จึงมีศิลปะสถาปัตยกรรมไปในทางพม่า ดูก็รู้

    นานๆ ที ที่...แม่สอด พิพิธภัณฑ์หลวงวัดไทยสามัคคี

    แต่มีวัดที่เป็นศิละแบบไทยภาคกลาง คือที่ “วัดไทยสามัคคี” มีพระเจ้าทันใจรัตนมุงเมือง ซึ่งเป็นพระพุทธรูปศิลปะแบบทางเหนือ เป็นพระพุทธรูปที่คนแม่สอดให้ความเคารพศรัทธาอย่างมาก นอกจากนั้น ในวัดยังมีพิพิธภัณฑ์ ที่เก็บรวบรวมสิ่งของเครื่องใช้ของผู้คนในย่านนี้ที่เคยใช้ในชีวิตประจำวัน ในปัจจุบันอาจไม่ใช้กันแล้ว ก็นำมาจัดแสดงให้ดู

    นานๆ ที ที่...แม่สอด สิ่งของที่จัดแสดงในวัดไทยสามัคคี

    ต้องยอมรับว่าบางชิ้น บางอันก็ไม่เคยเห็น แต่เขาเขียนป้ายบอกอธิบายไว้หมดทุกอย่าง ที่ว่ามานี้ทั้งตลาด ทั้งวัดล้วนอยู่ในตัวเมือง ท่านผู้อ่านก็ตั้งกูเกลแมพให้นำทางก็แล้วกัน เพราะบางวัดก็ซอกแซกเข้าในชุมชน อย่างวัดไทยวัฒนาราม เลี้ยวซ้าย เลี้ยวขวา บอกไม่ถูก

    นานๆ ที ที่...แม่สอด อนุเสาวรีย์สมเด็จพระนเรศวร

    อันที่จริง เมืองฉอดหรือแม่สอดนี้จะบอกว่าเป็นเมืองมุมอับก็ไม่เชิง เพราะเข้ามาแล้ว มันก็สามารถไปออกที่อื่นได้หมด เส้นทางที่มายังแม่สอด ที่สะดวกและคนนิยมมากก็คือมาตามถนนหมายเลข 12 จากจังหวัดตากนะแหละ ผ่านอุทยานฯ ลานสาง ผ่านตลาดมูเซอร์ ผ่านอุทยานฯ ตากสินมหาราช ผ่านด่านตรวจแม่ละเมา ผ่านศาลพระวอ แล้วลงสู่แอ่งที่ราบแม่สอด ถนนเส้นนี้เดี๋ยวนี้ขับง่ายมาก ทางกว้างทั้งขึ้นทั้งลงสะดวกมาก

    พอลงเขา จากศาลพระวอ เริ่มลงสู่ที่ราบเมืองแม่สอด ทางซ้ายมือจะมีป้ายเข้า “วัดถ้ำอินทนนิล” เข้าไปไม่ไกล ก็จะเจอวัดที่สงบเงียบ ไม่ค่อยมีสิ่งปลูกสร้าง ต้นไม้ร่มรื่น อยู่ติดเชิงเขาหินปูน ที่มีเพิงถ้ำไม่ลึกมากนัก ถ้ำไม่ได้สวยอะไรนัก เป็นโพรงถ้ำกว้างๆ ไม่ลึก เพดานสูง แสงสว่างส่องถึงหมดทั้งถ้ำ คงใช้เป็นที่ทำกิจกรรมสงฆ์

    นานๆ ที ที่...แม่สอด  วัดถ้ำอินทนนิล แม่สอด

    นานๆ ที ที่...แม่สอด มองจากในถ้ำออกมา

    วัดนี้สงบเงียบมาก เป็นวัดแนวปฏิบัติสายธรรมยุตินิกาย เห็นมีโรงเรือนย้อมจีวรด้วย ผมไปอยู่เป็นนานสองนานก็ไม่เห็นพระสงฆ์ท่านออกมาเดินเพ่นพ่าน มีญาติโยมชาวพม่ามา 2-3 คนเท่านั้นที่เจอกัน

    เมื่อไม่มีพระสงฆ์ให้ถามไถ่ ผมก็กลับมาค้นดูเห็นว่าวัดแห่งนี้ มีหลวงพ่อบุญลั่น กันโตภาโส เป็นเจ้าอาวาส ค้นดูประวัติท่านก็ไม่ค่อยมี แต่เห็นว่าหลวงตามหาบัวครั้งยังครองชีพ ก็เคยมาเทศน์ที่วัดนี้ด้วย ก็คงมาทางสายหลวงตามหาบัวแน่ๆ ใครชอบวัดสงบๆ ก็เชิญเลยครับ

    ออกจากวัดถ้ำอินทนิล ลงมาถึงที่ราบแม่สอด ก็จะเจอทางแยกถนนต่างระดับ หมายเลข 130 จะนำพาเราไป แม่ระมาด ท่าสองยาง แม่สะเรียง ซึ่งเป็นเส้นทางที่ผมใช้บ่อย เส้นนี้พอเลยแยกบ้านแม่กาษา ก็ยังจะมีทางแยกขวา ตัดไปขุนพระวอผ่านทางขึ้นดอยสอยมาลัย ไปทะลุออกอำเภอบ้านตากของจังหวัดตากได้อีก

    นานๆ ที ที่...แม่สอด แม่น้ำเมยในช่วงฤดูแล้ง เดินข้ามก็ได้

    ย้อนกับมาที่ตัวแม่สอด ถ้าเราขับตรงมา ยังไม่เลี้ยวไปเส้นทางหมายเลข 130 แต่ตรงตามทาง ก็จะไปถึงวงเวียนพระเจ้าตาก ซึ่งมีทั้งทางเข้าตัวเทศบาลเมืองแม่สอด หรือวนๆ ไปก็จะเจอทางไปพบพระ อุ้มผาง (ถนนหมายเลข 1090) วนไปอีก ก็จะเข้าทางใหญ่ไปด่านแม่สอด ข้ามไปเมียวดี (ถนนหมายเลข 12 )ที่มีตลาดริมเมย ซึ่งคราวนี้ไม่พาไป เพราะไม่มีอะไรน่าสนใจ ไปแค่วัดท่าอาจก็พอแล้ว

    นานๆ ที ที่...แม่สอด วงเวียนพระเจ้าตาก แม่สอด

    ทำไมถึงมีอนุสาวรีย์พระเจ้าตาก ?

    ก็พระเจ้าตากท่านเคยรับราชการที่เมืองตากมาก่อน ครั้นขึ้นครองราชย์ ก็ตั้งพระวอ ให้ขึ้นเป็นนายด่านแม่ละเมา คอยดูแลเมืองฉอดด้วย ซึ่งด่านแม่ละเมานี้ เป็นด่านที่จะไปยังพม่าได้ เป็นเส้นทางเดินทัพในอดีต สมเด็จพระนเรศวรก็เคยยกทัพไปพม่าทางด่านแม่ละเมานี่เอง ใกล้ที่ว่าการอำเภอแม่สอด จึงมีศาลสมเด็จพระนเรศวรให้ได้สักการะกันนั่นแหละ

    อีกที่ที่น่าสนใจคือ “วัดพระธาตุดินจี่” ท่านผู้อ่านตั้งกูเกิลแมพนำทางเอานะ อันนี้จะออกไปนอกเมืองนิดหนึ่ง ทางซอกแซก จะคล้ายกับวัดพระธาตุอินแขวนที่พม่า แต่ต้องเดินขึ้นเขาไปตามบันไดปูน กว่าจะขึ้นไปถึง ก็เล่นเอาหอบพอควร ขึ้นไปแล้วจะมีทางเดินเลียบยอดเขาไปไม่ถึง 100 เมตร ก็ถึงศาลาหน้าพระธาตุดินจี่ เป็นก้อนหินเทินอยู่บนชะง่อนหิน มีการมาสร้างยอดเจดีย์ต่อเติม แล้วทาสีทอง ตามในภาพเลย ยังมองเห็นทิวทัศน์ทางเมืองเมียวดีได้ด้วย

    นานๆ ที ที่...แม่สอด  วัดพระธาตุดินจี่

    ทางเส้นทางนี้ยังผ่านโบราณสถานคอกช้างเผือกด้วย โดยตามพงศาวดารสันนิษฐานว่า เป็นสถานที่ทำเพนียดคล้องช้างหรือที่ล้อมช้าง เพื่อรับมอบช้างเผือกคู่บารมีระหว่างสมัยกรุงสุโขทัยกับเมืองเมาะตะมะ แต่ปัจจุบันไม่ค่อยเหลือรูปทรงอะไรให้ดูแล้ว มีเหลือแต่กำแพงก่ออิฐถือปูนรูปสี่เหลี่ยม กว้างประมาณ 15 เมตร ยาวประมาณ 50 เมตร สองฝั่งค่อยๆ แคบสอบเข้ามา กรมศิลปากรเขาติดป้ายอธิบายความไว้อยู่

    นานๆ ที ที่...แม่สอด โบราณสถานคอกช้างเผือก

    นานๆ ที ที่...แม่สอด วัดมณีไพรสนธ์ วัดสวยอีกแห่งในเมืองแม่สอด

    นี่ละครับคือเมืองแม่สอด ที่หลายคนอาจใช้เป็นจุดเริ่มต้นไปอุ้มผาง หรือไปสะเรียงแบบที่ผมทำ อาจจะไม่ได้แวะเที่ยวแม่สอดอย่างจริงจัง อย่างมากก็แค่แวะเติมน้ำมันก่อนเดินทางไกล คราวนี้ก็เลยถือโอกาสแนะนำแม่สอดให้รู้จักกัน

    และขอย้ำว่า เดี๋ยวนี้ทางไปแม่สอดดีมาก ไม่อันตรายแล้ว ขับรถเพลินๆ ถ้ามีโอกาสก็ลองแวะเที่ยวแม่สอดกันครับ นึกซะว่าไปเที่ยวพม่าในเมืองไทยก็แล้วกัน…

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/blogs/lifestyle/travel/1220205&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0bfrwMA6afjmQc3f4sfBeM

  • วังน้ำเขียวชูหัวใจรักธรรมชาติ เบญจมาศบานรับวาเลนไทน์ เงินสะพัด 30 ล้าน

    วังน้ำเขียวชูหัวใจรักธรรมชาติ เบญจมาศบานรับวาเลนไทน์ เงินสะพัด 30 ล้าน

    วันเสาร์ ที่ 07 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 17.00 น.

    นครราชสีมา – อำเภอวังน้ำเขียว จังหวัดนครราชสีมา เตรียมเปิดงาน เทศกาลเบญจมาศบานในม่านหมอก ครั้งที่ 24 อย่างยิ่งใหญ่ ต้อนรับเทศกาลแห่งความรัก 14 กุมภาพันธ์ ภายใต้แนวคิด “หัวใจแห่งความรักธรรมชาติ” ชูไฮไลท์แปลงดอกไม้รูปหัวใจสีแดงกลางทุ่งดอกเบญจมาศ คาดนักท่องเที่ยวไม่ต่ำกว่า 5 แสนคน สร้างรายได้สะพัดในพื้นที่กว่า 30 ล้านบาท

    เมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2569 นายเทอดไท แสงผล นายอำเภอวังน้ำเขียว เปิดเผยว่า การจัดงานเทศกาลเบญจมาศบานในม่านหมอก ปีนี้ เป็นความร่วมมือระหว่างอำเภอวังน้ำเขียว เทศบาลตำบลไทยสามัคคี การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานนครราชสีมา สมาคมการท่องเที่ยวอำเภอวังน้ำเขียว และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง กำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 14 กุมภาพันธ์ – 1 มีนาคม 2569 รวม 16 วัน ณ พื้นที่แปลงปลูกเบญจมาศขององค์การบริหารส่วนตำบลไทยสามัคคี อำเภอวังน้ำเขียว

    ขณะนี้การเตรียมความพร้อมเป็นไปด้วยดี ทั้งพิธีเปิดงาน การจัดการจราจร การจัดระเบียบพื้นที่จอดรถ การต้อนรับและรองรับนักท่องเที่ยว โดยมั่นใจว่าปีนี้จะมีนักท่องเที่ยวเดินทางมาเยือนไม่น้อยกว่า 500,000 คน และสร้างรายได้หมุนเวียนในพื้นที่ประมาณ 30 ล้านบาท ซึ่งการจัดงานในปีนี้ถือว่ายิ่งใหญ่กว่าทุกปีที่ผ่านมา เพื่อรองรับวันวาเลนไทน์ซึ่งตรงกับวันเปิดงาน

    สำหรับไฮไลท์สำคัญ คือ แปลงดอกไม้รูปหัวใจสีแดงที่จัดแสดงอยู่ท่ามกลางทุ่งดอกเบญจมาศบานสะพรั่ง สื่อถึงแนวคิด “หัวใจแห่งความรักธรรมชาติ” สะท้อนอัตลักษณ์ของอำเภอวังน้ำเขียว เมืองแห่งธรรมชาติและอากาศดีตลอดทั้งปี ที่ประชาชนในพื้นที่ร่วมกันอนุรักษ์และฟื้นฟูป่าไม้ จากพื้นที่เขาหัวโล้นในอดีตจนกลายเป็นผืนป่าสีเขียวในปัจจุบัน

    นายเทอดไท แสงผล กล่าวเพิ่มเติมว่า ขณะนี้ดอกเบญจมาศเริ่มทยอยบานแล้วประมาณ 20 เปอร์เซ็นต์ โดยมีการปลูกดอกเบญจมาศจำนวน 60 โครง รวม 120 แปลง ภายในงานมีกิจกรรมหลากหลาย อาทิ การจดทะเบียนสมรสในวันวาเลนไทน์ 14 กุมภาพันธ์ ท่ามกลางบรรยากาศแปลงดอกไม้รูปหัวใจ กิจกรรมตักบาตรในเช้าวันอาทิตย์ที่ 15 กุมภาพันธ์ การออกร้านจำหน่ายผลิตภัณฑ์ชุมชน การแสดงของนักเรียน และกิจกรรมชกมวยไทย รวมถึงการเชิญชวนคู่รักมาจดทะเบียนสมรส ณ ที่ว่าการอำเภอวังน้ำเขียว

    ด้านนายจิรศักดิ์ อ่วมอุไร ผู้อำนวยการ ททท.สำนักงานนครราชสีมา กล่าวว่า ททท.ให้การสนับสนุนการจัดงานเทศกาลเบญจมาศมาอย่างต่อเนื่องทุกปี โดยในปีนี้ขอเชิญชวนนักท่องเที่ยวร่วมกิจกรรมตักบาตร ด้วยการสแกน QR Code เพื่อรับชุดตักบาตรคนละ 3 ชุด ในเช้าวันอาทิตย์ที่ 15 กุมภาพันธ์ ร่วมกับชุมชนท่องเที่ยวบ้านสุขสมบูรณ์ ซึ่งงานดังกล่าวถือเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว สร้างรายได้ให้กับเกษตรกรและผู้ประกอบการในพื้นที่อำเภอวังน้ำเขียว อำเภอใกล้เคียง และจังหวัดนครราชสีมา

    ขณะที่ ดร.ธีรพงศ์ คณาศักดิ์ รองประธานฝ่ายบริหารและสื่อสารองค์กร หอการค้านครราชสีมา เปิดเผยว่า หอการค้าจังหวัดได้เข้าร่วมกิจกรรมครั้งนี้ ด้วยการจัดบูธให้ความรู้และประชาสัมพันธ์งานพืชสวนโลกโคราช ปี 2572 ที่กำลังจะจัดขึ้น พร้อมเชิญชวนสมาชิกหอการค้าจังหวัดและภาคอีสาน เดินทางมาท่องเที่ยวอำเภอวังน้ำเขียว ผ่านกิจกรรมท่องเที่ยวเชิงกลุ่มและการจัดทัวร์

    สำหรับสภาพอากาศในช่วงจัดงาน คาดว่าจะเอื้ออำนวยต่อการท่องเที่ยว โดยเฉพาะวันที่ 14 กุมภาพันธ์ ซึ่งเป็นวันเปิดงาน จะมีอากาศหนาวเย็นจากมวลอากาศเย็นความกดอากาศสูงที่แผ่ลงมาจากประเทศจีน ส่งผลให้วังน้ำเขียวมีอากาศเย็นสบาย อีกทั้งยังมีกระแสในโลกออนไลน์เชิญชวนนักท่องเที่ยว “ห่มสไบ ใส่ยีนส์” มาถ่ายภาพและร่วมกิจกรรมตักบาตร สร้างสีสันให้กับงานในปีนี้อีกด้วย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/region/465327&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw24o6U_BLdCcoso-Yf9I-5d

  • กองทัพเรือ ย้ำพื้นที่ทะเลตะวันออกมั่นคง เรือสำราญแห่เทียบท่าเกาะกูด

    กองทัพเรือ ย้ำพื้นที่ทะเลตะวันออกมั่นคง เรือสำราญแห่เทียบท่าเกาะกูด

    พลเรือตรี ปารัช รัตนไชยพันธ์ โฆษกกองทัพเรือ ยืนยันถึงสถานการณ์ความมั่นคงในพื้นที่จังหวัดจันทบุรีและจังหวัดตราด ซึ่งยังคงมีความปลอดภัยและเอื้อต่อการท่องเที่ยวและการดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง

    และหนึ่งในตัวอย่างที่สะท้อนความเชื่อมั่นของนานาชาติ คือการที่เรือสำราญขนาดใหญ่จำนวนหลายลำที่มีชื่อเสียงจากต่างประเทศได้มีตารางเข้ามาจอดทอดสมอบริเวณเกาะกูด จังหวัดตราด นำนักท่องเที่ยวหลายพันคนขึ้นฝั่งเพื่อสัมผัสธรรมชาติที่สวยงามของเกาะกูด

    ควบคู่กับการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมและลิ้มรสอาหารไทยอันเป็นเอกลักษณ์ ซึ่งเป็นแรงสนับสนุนสำคัญทางเศรษฐกิจต่อผู้ประกอบการและชุมชนในพื้นที่

    กองทัพเรือ ย้ำพื้นที่ทะเลตะวันออกมั่นคง เรือสำราญแห่เทียบท่าเกาะกูด กองทัพเรือ ย้ำพื้นที่ทะเลตะวันออกมั่นคง เรือสำราญแห่เทียบท่าเกาะกูด

    กองทัพเรือยังคงปฏิบัติภารกิจด้านความมั่นคงทางทะเลอย่างเต็มขีดความสามารถ ควบคู่กับการสนับสนุนการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจในพื้นที่ภาคตะวันออก เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน ผู้ประกอบการ และนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติอย่างยั่งยืน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/650975&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3IaNBCFOQdgpqhumPoS9KQ

  • คพ. ลุยตรวจ สาหร่าย กระจายเกลื่อนเต็ม หาดป่าตอง หวั่นกระทบท่องเที่ยว

    คพ. ลุยตรวจ สาหร่าย กระจายเกลื่อนเต็ม หาดป่าตอง หวั่นกระทบท่องเที่ยว

    วันนี้ 7 ก.พ. 69 นายสุรินทร์ วรกิจธำรง อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ เปิดเผยว่า สำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 15 (ภูเก็ต) ได้รายงานการลงพื้นที่ติดตามตรวจสอบคุณภาพน้ำทะเลชายฝั่งบริเวณอ่าวป่าตอง อำเภอกะทู้ จังหวัดภูเก็ต ช่วงเวลา 16.30 วันที่ 6 ก.พ. ที่ผ่านมา

    ซึ่งกรณีมีสาหร่ายกระจายบริเวณพื้นที่หาดป่าตอง พบสภาพทั่วไปมีสาหร่ายกลุ่มสีเขียวและสีแดงจำนวนมาก ทั้งในน้ำทะเลเเละบนชายหาดบริเวณหาดป่าตองทางด้านใต้ ในส่วนหาดป่าตองทางด้านเหนือ และบริเวณตอนกลาง พบมีสาหร่ายในน้ำทะเลเล็กน้อย แต่ไม่สาหร่ายบนชายหาด จากการตรวจสอบผลคุณภาพน้ำทะเลชายฝั่งเบื้องต้น (พารามิเตอร์ภาคสนาม) พื้นที่เกิดเหตุ 3 จุด (ห่างจากชายฝั่งประมาณ 10 เมตร)

    พบว่า จุดที่ 1 (หาดป่าตองด้านใต้) ค่าความเป็นกรด-ด่าง (พีเอช) 8.15 (ค่ามาตรฐาน 7.0-8.5) ค่าออกซิเจนละลายในน้ำ (ดีโอ) 7.62 มิลลิกรัมต่อลิตร (มก./ล.) (ค่ามาตรฐาน ไม่น้อยกว่า 4.0 มก./ล.) ค่าของแข็งละลายน้ำทั้งหมด (ทีดีเอส) 47.6 กรัมต่อลิตร (ก./ล.) จุดที่ 2 (หาดป่าตองตอนกลาง) ค่าความเป็นกรด-ด่าง (พีเอช) 8.17 ค่าออกซิเจนละลายในน้ำ (ดีโอ) 7.48 มก./ล. ค่าของแข็งละลายน้ำทั้งหมด (ทีดีเอส) 48.1 ก./ล.

    และจุดที่ 3 (หาดป่าตองด้านเหนือ) ค่าความเป็นกรด-ด่าง (พีเอช) 8.11 ค่าออกซิเจนละลายในน้ำ (ดีโอ) 7.52 มก./ล. ค่าของแข็งละลายน้ำทั้งหมด (ทีดีเอส) 48.0 ก./ล. นายสุรินทร์ กล่าวอีกว่า จากการแปรผลคุณภาพน้ำทะเลเบื้องต้น (พารามิเตอร์ภาคสนาม) พบว่า คุณภาพน้ำทะเลชายฝั่งอ่าวป่าตอง ยังอยู่ในเกณฑ์มาตรฐานคุณภาพน้ำทะเลชายฝั่ง ประเภทที่ 4 เพื่อการนันทนาการ

    แต่อย่างไรก็ตาม เนื่องจากยังคงมีสาหร่ายบริเวณชายหาดที่ถูกน้ำทะเลพัดพาเข้ามา อาจส่งผลกระทบต่อทัศนียภาพ ด้านความสวยงาม และอาจก่อให้เกิดกลิ่นเหม็น ที่ส่งผลต่อภาพลักษณ์การท่องเที่ยว จึงได้ประสาน เทศบาลเมืองป่าตอง พบว่า ได้จัดเจ้าหน้าที่เข้าเก็บกวาดสาหร่ายในช่วงเช้าของทุกวัน ทั้งนี้ จากข้อมูลผลคุณภาพน้ำทะเลชายฝั่งประจำปี 2568 พบว่า อ่าวป่าตองมีคุณภาพน้ำทะเล ดัชนีคุณภาพน้ำ ( MWQI ) มีค่า 65 อยู่ในเกณฑ์พอใช้ โดยมีดัชนีบ่งชี้ปัญหาที่สำคัญ คือ ไนเตรท – ไนโตรเจน, ฟอสเฟต – ฟอสฟอรัส อันเป็นปัจจัยที่ส่งผลให้เกิดการสะพรั่งของสาหร่าย

    นายสุรินทร์ กล่าวว่า ซึ่งสำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 15 ได้มีการหารือร่วมกับหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องในพื้นที่อย่างต่อเนื่องมาโดยตลอด เพื่อร่วมกันหาแนวทางป้องกัน แก้ไขปัญหาและผลักดันให้มีการแก้ไขปัญหาในระยะยาวให้เป็นผลสำเร็จ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.siamnews.com/news/regional/38143&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1J8v-8kRQJNQpFxo44zeq_

  • ตร.ระดม 1.26 แสนนาย คุมเข้มเลือกตั้ง แจ้งนัก​ท่องเที่ยวต่างชาติ​ งดขายเหล้า 24 ชม.ตั้งแต่เย็นวันนี้

    ตร.ระดม 1.26 แสนนาย คุมเข้มเลือกตั้ง แจ้งนัก​ท่องเที่ยวต่างชาติ​ งดขายเหล้า 24 ชม.ตั้งแต่เย็นวันนี้

    สำนักงานตำรวจแห่งชาติแจ้งนักท่องเที่ยวต่างชาติ มาตรการรักษาความปลอดภัยและการอำนวยความสะดวกด้านการจราจร ในการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและการออกเสียงประชามติ งดจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ 24 ชั่วโมง ตั้งแต่เย็นวันนี้

    วันนี้ (7 กุมภาพันธ์ 2569) พล.ต.ต.จตุรภัทร์ ภิรมย์แก้ว ผู้บังคับการ กองการต่างประเทศ ในฐานะรองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวว่า เพื่อให้การเตรียมความพร้อมสำหรับการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและการออกเสียงประชามติในระดับชาติ ที่กำลังจะมีขึ้นในวันอาทิตย์ที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 เป็นไปด้วยความเรียบร้อย สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้สั่งการระดมกำลังพลเจ้าหน้าที่ตำรวจกว่า 126,000 นาย เพื่อปฏิบัติหน้าที่รักษาความปลอดภัย ณ หน่วยเลือกตั้งเกือบ 100,000 แห่งทั่วประเทศ

    ศูนย์อำนวยการรักษาความปลอดภัยและความสงบเรียบร้อยการเลือกตั้ง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ศลต.ตร.) ได้เริ่มเปิดปฏิบัติการตั้งแต่วันที่ 13 มกราคม 2569 และจะดำเนินภารกิจอย่างต่อเนื่องไปจนถึงวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2569 โดยมีภารกิจหลักในการรักษาความปลอดภัยสาธารณะ และรักษาความสงบเรียบร้อยในทุกขั้นตอนของกระบวนการเลือกตั้ง ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจจะดำเนินการเฝ้าระวังและปราบปรามการกระทำผิดกฎหมายอย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีการซื้อสิทธิขายเสียง นอกจากนี้ เพื่อเป็นการคุ้มครองสิทธิและความโปร่งใสในกระบวนการเลือกตั้ง เจ้าหน้าที่ตำรวจจะปฏิบัติหน้าที่อารักขาและควบคุมการขนส่งหีบบัตรเลือกตั้งตลอดเส้นทางให้เป็นไปด้วยความปลอดภัยสูงสุด

    สำหรับนักท่องเที่ยวและชาวต่างชาติ สำนักงานตำรวจแห่งชาติขอแจ้งให้ทราบว่า จะมีการงดจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เป็นเวลา 24 ชั่วโมง โดยเริ่มตั้งแต่วันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 18.00 น. ไปจนถึงวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 18.00 น.

    สำนักงานตำรวจแห่งชาติขอยืนยันว่า ความปลอดภัยของพี่น้องประชาชนผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้ง รวมถึงเจ้าหน้าที่ประจำหน่วยเลือกตั้ง ถือเป็นความสำคัญสูงสุด โดยได้ยกระดับมาตรการรักษาความปลอดภัยในทุกพื้นที่อย่างเต็มกำลัง นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจจราจรได้รับมอบหมายให้อำนวยความสะดวกในการเดินทาง เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงหน่วยเลือกตั้งได้อย่างสะดวก รวดเร็ว และปลอดภัย

    ด้วยความร่วมมือและการปฏิบัติการในครั้งนี้ สำนักงานตำรวจแห่งชาติมีความพร้อมอย่างยิ่งในการรักษาความสงบเรียบร้อย เพื่อให้มั่นใจว่าการเลือกตั้งจะเป็นไปด้วยความเรียบร้อย และปลอดภัย สำหรับประชาชน

    Security Measures for the Upcoming Election and Referendum

    In preparation for the General Election and National Referendum this Sunday 8 February 2026, the Royal Thai Police has deployed over 126,000 officers to secure nearly 100,000 polling stations nationwide.

    The Election Security Operation Centre of the Royal Thai Police has been active since 13 January and will continue its operations until 12 February 2026. Their primary mission is to ensure public safety and maintain peace and order throughout the entire voting process. The police officers will closely monitor and suppress illegal activities such as vote-buying. To guarantee the sanctity of the vote, officers are deployed to secure all election logistics, providing protection, safety, and transparent transportation of ballot boxes.

    The Royal Thai Police would like to inform tourists and the public that the sale of alcohol will be prohibited for 24 hours, starting from 18:00 on 7 February 2026 until 18:00 on 8 February 2026.

    The safety of voters and election staff is our priority. The Royal Thai Police has maximized security protocols at every polling location. Furthermore, the traffic police will facilitate safe and smooth travel, and ensure that the public can access polling stations conveniently.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thaitabloid.com/archives/276181&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0EueOI1U-LDTqlnpSSWW0w

  • เปิดพิกัดเส้นทางท่องเที่ยวแห่งใหม่ ผามรกต ชมตะวันขึ้นผ่านยอดเขา กินข้าวจี่ จิบกาแฟ

    เปิดพิกัดเส้นทางท่องเที่ยวแห่งใหม่ ผามรกต ชมตะวันขึ้นผ่านยอดเขา กินข้าวจี่ จิบกาแฟ

    เปิดพิกัดเส้นทางท่องเที่ยวแห่งใหม่ ผามรกต ชมตะวันขึ้นผ่านยอดเขา กินข้าวจี่ จิบกาแฟ

    วันเสาร์ ที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 19.10 น.

    ชวนคู่รัก เปิดเส้นทางท่องเที่ยวแห่งใหม่ “ผามรกต” ชมตะวันขึ้นผ่านยอดเขา กินข้าวจี่ จิบกาแฟ

    วันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2569 นายสาธิต พันธุมาศ หัวหน้าสถานีเพาะเลี้ยงสัตว์ป่าจุฬาภรณ์ พร้อมด้วย นายวิลัย รสหอม กำนันตำบลปรือใหญ่ และ พ.จ.อ.สุกิจ ปรือปรัก หัวหน้าฝ่ายบริหารงานทั่วไป อบต.ปรือใหญ่ ผู้แทนนายก อบต.ปรือใหญ่ นำเจ้าหน้าที่และสื่อมวลชนลงพื้นที่สำรวจเส้นทางท่องเที่ยวบริเวณ หน้าผามรกต ภายในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยศาลา เพื่อเตรียมผลักดันเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศแห่งใหม่ของจังหวัดศรีสะเกษ

    พื้นที่ดังกล่าวเชื่อมโยงกับสวนเสือภายในสถานีเพาะเลี้ยงสัตว์ป่าจุฬาภรณ์ มีสภาพป่าที่อุดมสมบูรณ์ มองเห็นทิวเขาสลับซับซ้อนอย่างสวยงาม โดยเฉพาะจุดชมวิวซึ่งเป็นโขดหินเรียงรายตามธรรมชาติทอดยาวกว่า 200 เมตร นักท่องเที่ยวสามารถเลือกชมวิวและถ่ายภาพได้หลายมุม คาดว่าจะพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวใหม่ที่ได้รับความนิยม และสร้างรายได้ให้กับชุมชนในอนาคต

    นายสาธิต พันธุมาศ เปิดเผยว่า เดิมหน้าผาแห่งนี้มีชื่อว่า “ผาฉลุย” เนื่องจากสามารถมองเห็นทัศนียภาพได้อย่างโล่งกว้าง ต่อมาชุมชนได้ร่วมกันเปลี่ยนชื่อเป็น “ผามรกต” ซึ่งตั้งอยู่ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยศาลา มีพื้นที่กว่า 237,500 ไร่ ครอบคลุมตำบลปรือใหญ่ อำเภอขุขันธ์ และต่อเนื่องถึงตำบลกันทรอม อำเภอขุนหาญ โดยมีเป้าหมายพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวของชุมชน ควบคู่กับการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ

    จุดเด่นของผามรกต คือการชมแสงแรกของวันลอดผ่านยอดเขา รวมถึงการชมทะเลหมอกในช่วงปลายฝนต้นหนาว ซึ่งมีความสวยงามไม่แพ้แหล่งท่องเที่ยวชื่อดังในพื้นที่อีสานใต้ อีกทั้งพื้นที่ไม่ติดแนวชายแดนมากนัก มีความปลอดภัย เหมาะสมต่อการเปิดเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์

    การเปิดพื้นที่ดังกล่าวสอดคล้องกับนโยบายของกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช และสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 9 อุบลราชธานี ที่ส่งเสริมให้ชุมชนมีส่วนร่วมในการบริหารจัดการพื้นที่ท่องเที่ยว เพื่อสร้างรายได้และความเข้มแข็งให้กับท้องถิ่น

    สำหรับเส้นทางท่องเที่ยว จะเชื่อมโยงกับสถานีเพาะเลี้ยงสัตว์ป่าจุฬาภรณ์ ซึ่งเป็นศูนย์เพาะเลี้ยงและขยายพันธุ์สัตว์ป่านานาชนิด ทั้งสัตว์กีบและสัตว์ปีก ก่อนปล่อยคืนสู่ธรรมชาติ นับเป็นแหล่งเรียนรู้ด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติที่สำคัญของภาคอีสาน

    สถานีฯ ตั้งอยู่บนรอยต่อของ 3 อำเภอ ได้แก่ ภูสิงห์ ขุขันธ์ และขุนหาญ มีพื้นที่กว่า 6,000 ไร่ ปัจจุบันดูแลสัตว์ป่ากว่า 700 ตัว โดยจัดแสดงเป็นโซนต่าง ๆ อาทิ โซนสัตว์กีบ เช่น เก้ง กวาง เนื้อทราย ละอง ละมั่ง โซนสัตว์ปีก เช่น อินทรี เหยี่ยว ไก่ฟ้า และโซนสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม เช่น ลิง นางอาย อีเห็น ชะมด รวมถึงโซนเสือโคร่ง จำนวน 15 ตัว และเสือดาว 1 ตัว ซึ่งต้องนั่งรถเข้าชมภายในพื้นที่

    สัตว์ป่าที่ดูแลประกอบด้วยสัตว์ของกลาง สัตว์ป่วย สัตว์พิการ และสัตว์ป่าที่เป็นปัญหาต่อชุมชน จาก 6 จังหวัดในภาคอีสาน เพื่อฟื้นฟูสุขภาพและเตรียมความพร้อมก่อนปล่อยคืนสู่ธรรมชาติ พร้อมเปิดเป็นศูนย์การเรียนรู้ด้านสัตว์ป่าและระบบนิเวศให้แก่ประชาชน นักเรียน และนักศึกษาอย่างต่อเนื่อง

    เบื้องต้นจะเปิดทดลองท่องเที่ยวชมวิวผามรกต ระหว่างวันที่ 13-14-15 กุมภาพันธ์ 2569 และเปิดให้บริการเฉพาะวันศุกร์–เสาร์–อาทิตย์ รับนักท่องเที่ยวแบบกรุ๊ปไม่เกิน 8 คน ค่าบริการกรุ๊ปละ 1,200 บาท หรือคนละ 150 บาท ครอบคลุมค่าเข้าพื้นที่ ค่ารถรับส่ง และอาหารว่างยามเช้า เช่น ชา กาแฟ ข้าวจี่ มันปิ้ง และกล้วยปิ้ง

    ตารางกิจกรรมเริ่มเวลา 14.00 น. เดินทางถึงสถานีเพาะเลี้ยงสัตว์ป่าจุฬาภรณ์ ชมสัตว์ป่าและพักค้างคืน จากนั้นเวลา 05.00 น. ของวันถัดมา เดินทางไปยังผามรกต ระยะทางประมาณ 7–8 กิโลเมตร เพื่อรอชมพระอาทิตย์ขึ้น จิบกาแฟอุ่น ๆ นั่งพักผ่อนรอบกองไฟ ท่ามกลางธรรมชาติอันอุดมสมบูรณ์

    ผู้สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดและจองทริปได้ที่เพจเฟซบุ๊ก “สถานีเพาะเลี้ยงสัตว์ป่าจุฬาภรณ์” หรือโทรศัพท์ 08-6879-7788 ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/local/945756&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3ANpAitjXDarAP8zWl2XiD