อันที่จริง แคมเปญ “Shopping in China 2026” นี้ ได้เริ่มทดลองดำเนินการครั้งแรก เมื่อเดือนเมษายน 2025 และหลังจากประสบความสำเร็จในเบื้องต้น ก็ถูกขยายวงกว้างขวางมากขึ้น ทั้งระบบนิเวศในปี 2026 และนอกเหนือจากการกระตุ้นการบริโภคสินค้าแล้ว จีนทำอย่างไรบ้าง กับการผลักดันการบริโภคบริการและการบริโภคใหม่ …
การบริโภคบริการ … โอกาสใหม่ที่เต็มไปด้วยศักยภาพ นอกจากการบริโภคสินค้าแล้ว “Shopping in China 2026” ยังขยายกรอบไปถึงการบริโภค “บริการ” ที่ถือว่าเป็น “จุดเติบโตใหม่” ที่กว้างขวางและเต็มไปด้วยศักยภาพทางเศรษฐกิจ ไล่ตั้งแต่การท่องเที่ยว ร้านอาหาร และ โรงแรมที่พัก การเงิน การศึกษา วัฒนธรรม กีฬา บันเทิง บริการออนไลน์ การขนส่งและโลจิสติกส์
ทั้งนี้ เราต้องไม่ลืมว่า ภาคบริการของจีนในปัจจุบัน มีสัดส่วนกว่า 60% ของจีดีพีจีน และเติบโตในอัตราที่สูงกว่าภาคอุตสาหกรรมการผลิตมาอย่างต่อเนื่องทุกปี นั่นหมายความว่า เศรษฐกิจส่วนนี้มีขนาดใหญ่ และมีแนวโน้มเติบโตแรงกว่าภาคส่วนเศรษฐกิจอื่น การกระตุ้นการบริโภคบริการภายใต้แคมเปญดังกล่าว จึงคาดว่าจะส่งผลดีในระดับที่สูงต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจของจีน
ภาคบริการอีกส่วนหนึ่งที่มีขนาดเศรษฐกิจที่ใหญ่และเต็มไปด้วยศักยภาพก็ได้แก่ การดูแลรักษาสุขภาพและผู้สูงอายุ โดยในชั้นนี้ จีนพยายามเปลี่ยนคนที่มีอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไปจาก “ภาระ” เป็น “พลัง” ทางเศรษฐกิจ
จีนได้ก้าวเข้าสู่การเป็น “สังคมผู้สูงอายุแบบสมบูรณ์” โดยมีจำนวนคนในวัยหลังเกษียณกว่า 300 ล้านคนในปัจจุบัน และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง “เศรษฐกิจสีดอกเลา” (Silver Economy) จึงกลายเป็นพลังเศรษฐกิจใหม่ของจีน ที่เติบโตทั้งในเชิงปริมาณและคุณภาพ
การบริโภคใหม่ … การเคลื่อน “ลมปราณ” เพื่อกำลังภายในที่มากขึ้น เพื่อส่งเสริมการบริโภคใหม่ จีนได้ดำเนินการสนับสนุนส่งเสริมในหลายแนวทางและรูปแบบ การบริโภคทางอารมณ์ (Emotional Consumption) ถือเป็นหนึ่งในรูปแบบที่บูรณาการหลายส่วนเข้าด้วยกัน และกำลังเป็นกระแสตามวิถีชีวิตของคนรุ่นใหม่ของจีน
เช่น การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม (Travel in China + Culture) และสินค้าที่มีทรัพย์สินทางปัญญา อาทิ กล่องสุ่ม (Made in China + Intellectual Property) รวมทั้งการเช่า (Made in China + Shared Economy)
ในปี 2025 การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมในจีนขยายตัวอย่างรวดเร็ว ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากข้อเสนอใหม่ ที่เป็นรูปธรรมและตอบโจทย์ด้านประสบการณ์แก่นักท่องเที่ยว ส่งผลให้รายได้ของธุรกิจที่เกี่ยวข้อง อาทิ การสร้างสรรค์ผลงานด้านศิลปะเพิ่มขึ้น 17.3% เมื่อเทียบกับของปีก่อน บริการตัวแทนท่องเที่ยวและธุรกิจที่เกี่ยวข้องขยายตัว 11.2% จำนวนจุดชมวิวเพิ่มขึ้นถึง 26.1% และกิจกรรมพักผ่อนและท่องเที่ยวยามว่างขยายตัว 14.6%
ขณะเดียวกัน การมาของปัญญาประดิษฐ์ และความจริงเสมือนที่ผสมผสานเข้ากับชีวิตประจำวันของผู้คนมากขึ้น ก็ทำให้การบริโภคดิจิตัลขยายตัวอย่างต่อเนื่องเช่นกัน ยกตัวอย่างเช่น รายได้จากการทำไลฟ์สตรีมมิ่งเติบโต 9.4% ขณะที่บริการส่งอาหารเพิ่มขึ้น 13.3% บริการวัฒนธรรมดิจิตัล ซึ่งรวมถึงอีเกมส์และแอนิเมชั่น ขยายตัวถึง 16.6%
ขณะเดียวกัน รัฐบาลจีนยังพยายามกระจายกิจกรรมส่งเสริมการตลาดออกไปในวงกว้างทั่วประเทศ และครอบคลุมถึงเดือนแห่งการบริโภคระดับพรีเมี่ยม และฤดูกาลบริโภคระหว่างประเทศ
โดยในเชิงภูมิศาสตร์ รัฐบาลกลางได้ประกาศสนับสนุนให้แต่ละมณฑลเป็นเจ้าภาพในการจัดงานพิเศษที่ปรับให้เหมาะสมกับท้องถิ่นของตนเอง และจัดกิจกรรมระดับเมืองโดยเฉพาะอย่างยิ่งในเมืองนําร่องจำนวน 15 เมือง เพื่อสร้างบรรยากาศและสภาพแวดล้อมการบริโภคที่เหมาะสมและเป็นสากล
เมืองนำร่องดังกล่าวกระจายตัวอยู่ในหลายรูปแบบและภูมิภาคทั่วประเทศ อาทิ เมืองระดับชาติ (เซี่ยงไฮ้ ปักกิ่ง กวางโจว และกลุ่มเมืองในพื้นที่) เมืองมรดกทางวัฒนธรรม (ซีอาน หนานจิง และหางโจว) เมืองนวัตกรรม (อู่ฮั่น ฉงชิ่ง และเทียนจิน) และ เมืองการท่องเที่ยว (ซานย่า กุ้ยหยาง และฮาร์บิน) และคาดว่าจะเพิ่มขึ้นในอนาคต
ทั้งนี้ ในงานเปิดตัวแคมเปญดังกล่าว เจ้าหน้าที่ของรัฐบาลจากเซี่ยงไฮ้ หางโจว ในมณฑลเจ้อเจียง อู่ฮั่นในมณฑลหูเป่ย และเซินเจิ้นในมณฑลกวางตุ้ง ได้ประกาศชุดกิจกรรมในท้องถิ่น และมาตรการที่เป็นมิตรกับผู้บริโภคที่เหมาะสมกับแต่ละเมือง และเปิดตัวโครงการริเริ่ม “เทศกาลฤดูใบไม้ผลิ” ที่ออกแบบมาเพื่อเป็นประโยชน์ต่อผู้อยู่อาศัย และกระตุ้นการใช้จ่ายของภาคประชาชน
เพื่อขยายการบริโภคใหม่ในวงกว้างยิ่งขึ้น แคมเปญดังกล่าวยังใช้ประโยชน์จากการดึงดูดให้นักท่องเที่ยวต่างชาติ มาใช้จ่ายในตลาดจีน เสริมสร้างสภาพแวดล้อมการบริโภคที่เป็นมิตรในระดับสากล และเพิ่มความน่าสนใจของจีนในฐานะ “ศูนย์กลางการบริโภค” ผ่านมาตรการส่งเสริมมากมาย อาทิ การปรับปรุงครั้งใหญ่เกี่ยวกับขั้นตอนการขอวีซ่าและเงื่อนไขการขอคืนภาษีขาออกสำหรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ
จะเห็นได้ว่า ในปีที่ผ่านมา รัฐบาลจีน “ใจปล้ำ” เดินหน้าปรับลดวงเงินการซื้อขั้นต่ำ เพิ่มวงเงินการคืนภาษี ลดเงื่อนไขการขึ้นทะเบียนเข้าร่วมโครงการของร้านค้า และขยายโมเดล “การคืนภาษีในทันที” (Instant Tax Refund) ณ จุดขาย
ข้อมูลของสำนักงานจัดการภาษีแห่งชาติระบุว่า ในปี 2025 จำนวนร้านที่เข้าร่วมโครงการนี้เพิ่มขึ้นเป็นเกือบ 13,000 แห่ง ซึ่งครอบคลุมถึงกว่า 7,000 แห่ง ที่มีบริการคืนภาษีในทันที ณ จุดขาย
สิ่งเหล่านี้ช่วยปรับปรุงประสบการณ์ และปลดปล่อยศักยภาพในการช้อปปิ้งสำหรับนักท่องเที่ยวต่างชาติเป็นอย่างมาก โดยจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ยื่นขอคืนภาษี เพิ่มขึ้นถึง 305% เมื่อเทียบกับของปีก่อน ขณะที่สินค้าที่เข้าร่วมโครงการขยายตัว 95.9% ของปีก่อน
นอกจากนี้ งานวิจัยหนึ่งยังพบว่า รสนิยมและความซับซ้อนของผู้บริโภคจีน ได้กลายเป็นแหล่งสําคัญของแนวคิดและนวัตกรรมสําหรับแบรนด์ระดับโลกมากมาย สิ่งนี้สอดคล้องกับความคาดหวังของนักท่องเที่ยวต่างชาติในด้านคุณภาพของสินค้า ความหลากหลายของแบรนด์ มาตรฐานการบริการ และ ความสะดวกสบาย
รัฐบาลจีนยังประกาศจะส่งเสริมนวัตกรรมในภาคการค้าปลีก และสร้างระบบการจัดจำหน่ายที่มีประสิทธิภาพและทันสมัยยิ่งขึ้น ยกตัวอย่างเช่น การให้ความสำคัญกับการนำเอาเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้ เพื่อให้ผู้บริโภคใช้จ่ายเงินได้อย่างสะดวก คล่องตัว และสนุกสนานยิ่งขึ้น
อ่านต่อตอนหน้า …
คอลัมน์มังกรกระพือปีก โดย…ดร.ไพจิตร วิบูลย์ธนสาร รองประธานและเลขาธิการหอการค้าไทยในจีน หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับ 4173
เกี่ยวกับผู้เขียน : ดร.ไพจิตร วิบูลย์ธนสาร รองประธานและเลขาธิการหอการค้าไทยในจีน, อุปนายกและเลขาธิการสมาคมส่งเสริมการลงทุนและการค้าไทย-จีน ผู้เชี่ยวชาญที่สั่งสมความรู้และประสบการณ์เกี่ยวกับตลาดจีน มุ่งหวังนำข้อมูลและมุมมอง ความคิดเห็นเกี่ยวกับความเคลื่อนไหวทางเศรษฐกิจ ธุรกิจ การตลาดและอื่น ๆ ที่อยู่ในกระแสของจีนมาแลกเปลี่ยนกับผู้อ่าน เพื่อเราจะไม่ตกขบวน “รถไฟความเร็วสูง” ของการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของจีน
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/blogs/columnist/Chinese-dragon/650876&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2g8vDk7_v6kHPy25RG6g-l
