Category: ท่องเที่ยว

  • ผู้ตรวจราชการสำนักนายกรัฐมนตรี นำคณะผู้ตรวจราชการกระทรวง ลงพื้นที่จังหวัดราชบุรี ติดตามการดำเนินงานตามนโยบายรัฐบาล มุ่งเน้นการแก้ปัญหายาเสพติด ส่งเสริมท่องเที่ยว และพัฒนาคุณภาพชีวิตกลุ่มเปราะบาง

    ผู้ตรวจราชการสำนักนายกรัฐมนตรี นำคณะผู้ตรวจราชการกระทรวง ลงพื้นที่จังหวัดราชบุรี ติดตามการดำเนินงานตามนโยบายรัฐบาล มุ่งเน้นการแก้ปัญหายาเสพติด ส่งเสริมท่องเที่ยว และพัฒนาคุณภาพชีวิตกลุ่มเปราะบาง

    ผู้ตรวจราชการสำนักนายกรัฐมนตรี นำคณะผู้ตรวจราชการกระทรวง ลงพื้นที่จังหวัดราชบุรี ติดตามการดำเนินงานตามนโยบายรัฐบาล มุ่งเน้นการแก้ปัญหายาเสพติด ส่งเสริมท่องเที่ยว และพัฒนาคุณภาพชีวิตกลุ่มเปราะบาง


    19/02/2569 | 31 |

    ผู้ตรวจราชการสำนักนายกรัฐมนตรี นำคณะผู้ตรวจราชการกระทรวง ลงพื้นที่จังหวัดราชบุรี ติดตามการดำเนินงานตามนโยบายรัฐบาล มุ่งเน้นการแก้ปัญหายาเสพติด ส่งเสริมท่องเที่ยว และพัฒนาคุณภาพชีวิตกลุ่มเปราะบาง

    ราชบุรี – 19 กุมภาพันธ์ 2569 – นางสาววรพรรณ เลิศไกร ผู้ตรวจราชการสำนักนายกรัฐมนตรี เขตตรวจราชการที่ 3 พร้อมด้วยคณะผู้ตรวจราชการกระทรวง และที่ปรึกษาผู้ตรวจราชการภาคประชาชน ลงพื้นที่จังหวัดราชบุรี เพื่อตรวจราชการตามแผนการตรวจราชการแบบบูรณาการ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 รอบที่ 1

    ในช่วงเช้าก่อนการประชุมได้เข้าพบหารือข้อราชการกับ นางสาวฐิติลักษณ์ คำพา ผู้ว่าราชการจังหวัดราชบุรี อาทิการแก้ไขปัญหายาเสพติดโยเฉพาะในเยาวชน การช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางในด้านที่พักอาศัย จากนั้น คณะผู้ตรวจราชการได้ประชุมร่วมกับหัวหน้าส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง มีนายพุทธพงษ์ สุริยะสิงห์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดราชบุรี ร่วมประชุม ณ ห้องประชุมแม่กลอง ชั้น 5 ศาลากลางจังหวัดราชบุรี เพื่อติดตามความคืบหน้าและรับฟังผลการดำเนินงานโครงการสำคัญตามนโยบายของรัฐบาล โดยมีประเด็นมุ่งเน้นสำคัญ 3 ด้าน ได้แก่:ด้านความมั่นคง: การป้องกัน ปราบปราม และแก้ไขปัญหายาเสพติด ด้านเศรษฐกิจ: การยกระดับการท่องเที่ยวเพื่อสร้างรายได้ให้กับชุมชน ด้านสังคม: การเข้าถึงสิทธิและสวัสดิการขั้นพื้นฐานของประชาชนกลุ่มเป้าหมาย (เด็ก คนพิการ และผู้สูงอายุ)

    ต่อมาในช่วงบ่าย คณะผู้ตรวจราชการได้เดินทางไปยังโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลหินกอง (รพ.สต.หินกอง) อำเภอเมืองราชบุรี เพื่อตรวจเยี่ยมศูนย์คัดกรองยาเสพติดตำบลหินกอง โดยศูนย์ฯแห่งนี้บูรณาการ รพ.สต. ฝ่ายปกครอง และท้องถิ่น แก้ปัญหายาเสพติดเชิงรุก เน้นกระบวนการบำบัดฟื้นฟูโดยชุมชนมีส่วนร่วม (CBTx) ควบคู่กับการสร้างอาชีพ ป้องกันการเสพซ้ำอย่างยั่งยืน ศูนย์ฯ ยังให้ความสำคัญกับการฟื้นฟูสภาพทางสังคม เพื่อ “คืนคนดีสู่สังคม” โดยได้ประสานความร่วมมือกับหน่วยงานต่างๆ ในการส่งเสริมการฝึกอาชีพให้แก่ผู้ผ่านการบำบัด รวมถึงมีการมอบทุนและสิ่งของช่วยเหลือเพื่อต่อยอดการประกอบอาชีพ ส่งผลให้ปัจจุบันผู้ผ่านการบำบัดสามารถกลับมาใช้ชีวิตกับครอบครัวได้อย่างปกติสุข และมีสถิติการไม่กลับไปเสพซ้ำ

    สำหรับการลงพื้นที่ในครั้งนี้ เป็นการบูรณาการความร่วมมือของผู้ตรวจราชการจากหลายกระทรวง อาทิ กระทรวงมหาดไทย กระทรวงวัฒนธรรม กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ และกระทรวงสาธารณสุข เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนนโยบายสำคัญ แก้ไขปัญหาอุปสรรค และรับฟังข้อร้องเรียนของประชาชนในพื้นที่ .


    image รูปภาพ


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://ratchaburi.prd.go.th/th/content/category/detail/id/33/iid/478002&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3Cgsa7nD-7qdTGqkV7KTOa

  • นักท่องเที่ยวจีนจากกว่างซี บินลัดฟ้า

    นักท่องเที่ยวจีนจากกว่างซี บินลัดฟ้า

    หนานหนิง, 19 ก.พ. (ซินหัว) — ท่าอากาศยานนานาชาติหนานหนิง อู๋ซวี ในเขตปกครองตนเองกว่างซีจ้วงทางตอนใต้ของจีน มีบรรยากาศคึกคักตั้งแต่เริ่มต้นมหกรรมการเดินทางเทศกาลตรุษจีนหรือชุนอวิ้น ปี 2026 โดยผู้โดยสารชาวจีนจำนวนไม่น้อยทยอยขึ้นเที่ยวบินตรงสู่ไทยเพื่อเฉลิมฉลองเทศกาลตรุษจีนแบบใหม่ที่เปลี่ยนจาก “กลับภูมิลำเนา” เป็น “เที่ยวพักผ่อนต่างแดน” สอดรับกับกระแสการท่องเที่ยวแบบสองทาง “ขึ้นเหนือหาหิมะ ลงใต้หนีลมหนาว” ที่กำลังคึกคักภายใต้นโยบายฟรีวีซ่าจีน-ไทย เส้นทางบินที่สะดวก และช่วงหยุดยาวพิเศษในปีนี้

    ช่วงไม่กี่ปีมานี้ ไทยที่มีความใกล้ชิดทางภูมิศาสตร์และวัฒนธรรมกับจีนได้กลายเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางยอดนิยมของนักท่องเที่ยวจากกว่างซีและทั่วจีนในช่วงเทศกาลตรุษจีน ซึ่งบริษัททัวร์แห่งหนึ่งในกว่างซีเผยว่าความต้องการท่องเที่ยวไทย รวมถึงประเทศอื่นๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มักจะคึกคักในช่วงก่อนและชะลอตัวในช่วงหลังหยุดยาวเทศกาลตรุษจีน (15-23 ก.พ.) เช่น กรุ๊ปทัวร์หนึ่งที่เดินทางก่อนวันที่ 15 ก.พ. มีลูกทัวร์มากถึง 150 คน และส่วนใหญ่เป็นครอบครัวขนาดเล็กที่มีสมาชิก 4-9 คน

    ช่วงหยุดยาวเทศกาลตรุษจีน ปี 2026 ที่มีระยะเวลา 9 วันนี้ช่วยให้ความต้องการท่องเที่ยวไทยของบรรดาครอบครัวชาวจีนเพิ่มขึ้นด้วย ซึ่งวิวทิวทัศน์ อาหารการกิน และความสะดวกสบายของการท่องเที่ยวไทยนั้นเป็นจุดดึงดูดใจที่สำคัญ โดยถานซูถิง ชาวเมืองหนานหนิงในกว่างซี เผยว่าปกติเทศกาลตรุษจีนจะอยู่แต่บ้านและเยี่ยมญาติมิตร แต่ปีนี้ตั้งใจพาพ่อแม่และลูกของเธอไปเที่ยวพักผ่อนที่ไทย ซึ่งอยู่ใกล้กว่างซี มีอากาศเหมาะกับผู้สูงอายุ และเดินทางแบบครอบครัวสะดวก

    การบริการเที่ยวบินโดยสารตรงสู่ไทยเป็นอีกปัจจัยสนับสนุนการท่องเที่ยวไทยในช่วงเทศกาลตรุษจีนปีนี้ เส้นทางบินหนานหนิง-กรุงเทพฯ รับรองผู้โดยสารเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องตั้งแต่จีนและไทยดำเนินนโยบายฟรีวีซ่าซึ่งกันและกันในเดือนมีนาคม 2024 และช่วงชุนอวิ้นปีนี้เพิ่มขึ้นร้อยละ 30 เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ขณะจำนวนเที่ยวบินตรงหนานหนิง-กรุงเทพฯ เพิ่มขึ้นเป็น 3 เที่ยวต่อวันในช่วงชุนอวิ้น ครอบคลุมการออกเดินทางระหว่างช่วงเช้าถึงช่วงเย็น และใช้เวลาบินราว 2 ชั่วโมง 20 นาทีเท่านั้น

    นอกเหนือจากนักท่องเที่ยวชาวจีนที่เดินทางท่องเที่ยวไทยเพื่อสัมผัสบรรยากาศเทศกาลตรุษจีนในต่างประเทศ ยังมี “ขาประจำ” จำนวนไม่น้อยที่เดินทางมาไทยเพื่อสัมผัสอากาศอบอุ่นกว่าและพบปะญาติมิตรที่พำนักอาศัยอยู่ต่างบ้านต่างเมือง เช่น นักท่องเที่ยวแซ่หวังคนหนึ่งเผยว่าเขามาไทยในช่วงเทศกาลตรุษจีนเป็นครั้งที่ 3 แล้ว ปีนี้อาศัยช่วงหยุดยาวพิเศษหนีอากาศหนาวในจีนมาเยี่ยมลูกสาวและหลานที่ใช้ชีวิตอยู่ในไทย ส่วนนักท่องเที่ยวแซ่เฉินอีกคนเผยว่าบรรยากาศเทศกาลตรุษจีนในไทยคึกคักมาก ผู้ประกอบธุรกิจในไทยเข้าใจ “ปีใหม่จีน” อย่างดี

    อนึ่ง สมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยวคาดการณ์ว่าปริมาณนักท่องเที่ยวชาวจีนที่เดินทางเยือนไทยในช่วงวันที่ 13-22 ก.พ. จะอยู่ที่ราว 3.5 แสนคน หรือเฉลี่ย 17,000-18,000 คนต่อวัน เพิ่มขึ้นราวร้อยละ 15-20 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน

    (ภาพจากผู้ให้สัมภาษณ์ : ผู้โดยสารที่จะเดินทางไปไทยต่อแถวเพื่อเช็กอินที่ท่าอากาศยานนานาชาติหนานหนิง อู๋ซวี ในเขตปกครองตนเองกว่างซีจ้วงทางตอนใต้ของจีน)

    (ภาพจากผู้ให้สัมภาษณ์ : นักท่องเที่ยวชาวจีนสัมผัสบรรยากาศการเฉลิมฉลองเทศกาลตรุษจีนในย่านเยาวราชของกรุงเทพฯ)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.fm91bkk.com/newsarticle/66835&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1pOPs_MU_MuMyiIuGWro7d

  • หนึ่งปีมีครั้งเดียว ปลากอง น่าน สู่ท่องเที่ยวอนุรักษ์

    หนึ่งปีมีครั้งเดียว ปลากอง น่าน สู่ท่องเที่ยวอนุรักษ์

    กรมประมง เดินหน้าโครงการศูนย์ภูฟ้าพัฒนาอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จ.น่าน ต่อยอดปรากฏการณ์ “ปลากอง” ปลาปีกแดงวางไข่ปีละครั้ง พัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ สร้างรายได้ชุมชนอย่างยั่งยืน

    กรมประมง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ขับเคลื่อนโครงการในพื้นที่ ศูนย์ภูฟ้าพัฒนาอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดน่าน บูรณาการการอนุรักษ์ทรัพยากรประมงควบคู่การท่องเที่ยวเชิงนิเวศ ต่อยอดปรากฏการณ์ธรรมชาติ “ปลากอง” ให้เป็นแหล่งเรียนรู้และท่องเที่ยวใหม่ของชุมชน โดย นายมานพ หนูสอน รองอธิบดีกรมประมง ระบุว่า ปรากฏการณ์ดังกล่าวเป็นพฤติกรรมวางไข่ของปลาปีกแดง หรือที่ชาวบ้านเรียก “ปลาออ” ซึ่งจะว่ายทวนน้ำมารวมฝูงนับพันนับหมื่นตัวตามแก่งหินและลำน้ำตื้นในพื้นที่อำเภอบ่อเกลือ เช่น ลำน้ำมาง และลำน้ำว้า

    ปรากฏการณ์ “ปลากอง” เกิดขึ้นทุกปีในช่วงเดือนพฤศจิกายนถึงเมษายน และเห็นชัดในช่วงกุมภาพันธ์ถึงมีนาคม มักตรงกับวันพระ ขึ้น 14–15 ค่ำ ถือเป็นเอกลักษณ์เฉพาะถิ่น พบได้แห่งเดียวในประเทศไทย และมีความสำคัญต่อระบบนิเวศลุ่มน้ำน่าน กรมประมงมองว่าเป็นโอกาสในการพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ สร้างรายได้ให้ชุมชน พร้อมปลูกจิตสำนึกการดูแลทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน

    ตลอดที่ผ่านมา กรมประมงส่งเสริมการจัดตั้งเขตอนุรักษ์พันธุ์สัตว์น้ำโดยชุมชน ถ่ายทอดองค์ความรู้การใช้ทรัพยากรอย่างสมดุล และรณรงค์งดจับปลาในช่วงฤดูวางไข่ รวมถึงเพาะและปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำในจังหวัดน่านปีละไม่น้อยกว่า 200,000 ตัว เพื่อฟื้นฟูความหลากหลายทางชีวภาพ ควบคู่การควบคุมเครื่องมือประมง ดูแลแหล่งวางไข่ และบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด พร้อมต่อยอดสู่การท่องเที่ยวเชิงนิเวศที่เปิดโอกาสให้นักท่องเที่ยวเรียนรู้วิถีชีวิตชุมชนประมงอย่างใกล้ชิด

    กรมประมงเชิญชวนประชาชนร่วมสัมผัสปรากฏการณ์ “ปลากอง” ในจังหวัดน่าน โดยขอความร่วมมือปฏิบัติตามกฎระเบียบชุมชนอย่างเคร่งครัด เพื่อให้ทรัพยากรธรรมชาติคงอยู่เป็นมรดกทางธรรมชาติของลุ่มน้ำน่านต่อไป


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://mono29.com/news/543123.html&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0Eh6o_cvLqu043HOiPgxx6

  • เที่ยวไทยเท่แบบ Premium สัมผัสความสุขที่ยั่งยืนกับ Susperience

    เที่ยวไทยเท่แบบ Premium สัมผัสความสุขที่ยั่งยืนกับ Susperience

    ททท. ชวนคุณเปลี่ยนการเดินทางให้มีความหมายกว่าเดิมด้วยแนวคิด Value over Volume เน้นคุณภาพเหนือปริมาณ พร้อมแจกดีลรักษ์โลกสุดปังผ่านโครงการ Susperience

    การท่องเที่ยวในปี 2026 ไม่ใช่แค่การเช็กอินถ่ายรูปสวยๆ แล้วจากไป แต่คือการออกไปค้นหา “ความสุขที่มากความหมาย” ททท. กำลังพลิกโฉมเมืองไทยให้กลายเป็น Premium Destination ผ่านแคมเปญ “สุขทันทีที่เที่ยวไทย”

    ที่เน้นสร้างคุณค่าให้ทุกย่างก้าวของการเดินทาง ภายใต้ยุทธศาสตร์ Value over Volume ซึ่งจะเปลี่ยนวันหยุดธรรมดาของคุณให้กลายเป็นประสบการณ์แบบ Holistic Travel ที่ช่วยเติมพลังทั้งกาย ใจ และอารมณ์ไปพร้อมกับการดูแลโลก
     

    เที่ยวไทยเท่แบบ Premium สัมผัสความสุขที่ยั่งยืนกับ Susperience

    นายอภิชัย ฉัตรเฉลิมกิจ รองผู้ว่าการด้านตลาดในประเทศ ททท. กล่าวว่า

    “ในปี 2569 เราจะเดินหน้าสื่อสารและกระตุ้นการเดินทางท่องเที่ยวในประเทศ ผ่านแคมเปญ ‘สุขทันทีที่เที่ยวไทย’ เพื่อสร้างความสุขแก่นักท่องเที่ยวได้ทันทีที่ออกเดินทาง โดยส่งมอบประสบการณ์ที่ตอบโจทย์ทั้งร่างกายและจิตใจ ในรูปแบบ Holistic Travel ที่ให้การเดินทางช่วยเติมพลังชีวิตทั้งด้านกาย ใจ และอารมณ์ ควบคู่กับการท่องเที่ยว อย่างรับผิดชอบและคำนึงถึงความอย่างยั่งยืน”

    “กระตุ้นการใช้จ่ายผ่านสินค้าและบริการท่องเที่ยวยั่งยืน เช่น รางวัลอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย (Thailand Tourism Awards) และ CF-Hotels เป็นต้น ให้กับนักท่องเที่ยวกลุ่มคุณภาพ เพื่อมุ่งสู่ Premium Destination โดยเปิดตัวโครงการ Susperience Live for Tomorrow มุ่งยกระดับความหมายของคำว่า “ความสุข” และให้ความสำคัญกับ “ความยั่งยืน” แบบลึกซึ้งและชัดเจนมากขึ้น ด้วยแนวคิด “Giving : Gift of Earth” เพื่อส่งต่อความสุขที่มากความหมาย เติมเต็มและคืนคุณค่าให้กับตัวเอง สังคม และสิ่งแวดล้อม พร้อมสร้างสมดุลและความยั่งยืนให้กับทุกการเดินทาง” เที่ยวไทยเท่แบบ Premium สัมผัสความสุขที่ยั่งยืนกับ Susperience

    ทั้งนี้ ต่อยอดโครงการด้วยการสร้างกระแสและการมีส่วนร่วมด้วยการจัดแคมเปญส่งเสริมการตลาดและการขาย ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์-มิถุนายน 2569 จำนวน 3 กิจกรรม ได้แก่ Luxury Voluntourism Experience จัดทริปเปิดประสบการณ์ทำกิจกรรม CSR ร่วมกับองค์กรภาคเอกชน Green Privilege Deals แจกดีลดี ดีลปังสนับสนุนคนทำกรีน และ Green Echo Allocate แชร์เรื่องราวส่งต่อประสบการณ์แบบชาวกรีนให้โลกรู้  

    “โดยในปีนี้ ททท. ได้ทำงานร่วมกับพันธมิตรในอุตสาหกรรมท่องเที่ยว และผู้ประกอบการ ที่ผ่านมาตรฐานความยั่งยืนทั้งในประเทศและระดับสากล รวมถึง Creators มาร่วมสร้างสรรค์และถ่ายทอดเรื่องราว “ความสุขที่สัมผัสได้จริง” โดยเชื่อมโยงการใช้ชีวิตที่สมดุลผ่านผู้คน การพักผ่อน ความหรูหรา และการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนเข้าด้วยกัน เพื่อแบ่งปันประสบการณ์และคุณค่าของการท่องเที่ยว สร้างแรงบันดาลใจให้นักเดินทางออกค้นหาช่วงเวลาแห่งความสุขในแบบฉบับของตัวเอง” นายอภิชัย กล่าวเสริม

    เที่ยวไทยเท่แบบ Premium สัมผัสความสุขที่ยั่งยืนกับ Susperience

    ทั้งนี้ ททท. โดยด้านตลาดในประเทศ คาดว่าแคมเปญดังกล่าว จะสามารถกระตุ้นการเดินทางของนักท่องเที่ยวชาวไทยและสร้างรายได้จากการท่องเที่ยวมูลค่ารวมกว่า 25 ล้านบาท อันจะนำไปสู่การกระจายรายได้สู่เศรษฐกิจฐานรากอย่างสมดุลและยั่งยืน ผู้สนใจสามารถติดตามรายละเอียดและกิจกรรมต่าง ๆ ของโครงการได้ทาง Facebook Page: Susperience Live for Tomorrow
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/lifestyle/738236&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3ukCsClVn_JUjBcLmof-Vu

  • ททท. ร่วม TSB มอบสิทธิ์พิเศษล่องเรือท่องเที่ยววิถีไทย 

    ททท. ร่วม TSB มอบสิทธิ์พิเศษล่องเรือท่องเที่ยววิถีไทย 

    เศรษฐกิจ

    ททท. ร่วม TSB มอบสิทธิ์พิเศษล่องเรือท่องเที่ยววิถีไทย 

    วันพฤหัสบดี ที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 06.06 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ททท. ร่วม TSB มอบสิทธิ์พิเศษล่องเรือท่องเที่ยววิถีไทย 

    นายอภิรัตน์ ทวีทรัพย์ รองผู้อำนวยการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ในโอกาสนี้ ททท. ได้จับมือกับ TSB ร่วมดำเนินการด้วยการมอบสิทธิ์พิเศษให้แก่ผู้เข้าร่วมกิจกรรม ในราคาพิเศษเพียง 1,200 บาท จากราคาเต็ม 1,500 บาท เพื่อเปิดโอกาสให้เข้าถึงประสบการณ์ท่องเที่ยวทางน้ำเชิงวัฒนธรรม ในราคาที่เหมาะสม ซึ่งถือเป็นการร่วมดำเนินการที่ไม่เคยจัดขึ้นมาก่อน

    นางสาวนภสร ลำธารทอง รองประธานฝ่ายการตลาด แบรนด์ และผู้ช่วยประธานเจ้าหน้าที่บริหาร  บริษัท ไทย สมายล์ บัส จำกัด (TSB) เปิดเผยว่า ความร่วมมือในครั้งนี้ มีเป้าหมายเพื่อกระตุ้นการท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ ควบคู่กับการผลักดัน Soft Power ด้านวัฒนธรรมไทย และสนับสนุนการเดินทางรูปแบบ Low Carbon Tourism ผ่านการใช้ระบบขนส่งทางน้ำพลังงานสะอาด ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางการพัฒนาการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนของประเทศ

    โดยภายในทริป ผู้เข้าร่วมจะได้ล่องเรือชมความงดงามของวัดวาอาราม วิถีชีวิตสองฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา ในเส้นทางที่ออกแบบให้สอดคล้องกับความเชื่อด้านสิริมงคล พร้อมเสิร์ฟอาหารไทยในรูปแบบ “ปิ่นโตไทยรักษ์โลก” ที่คัดสรรเมนูคาวหวานหลากหลายชนิดในภาชนะปิ่นโตเพื่อลดการใช้บรรจุภัณฑ์แบบใช้ครั้งเดียว สะท้อนแนวคิดการท่องเที่ยวที่ผสานวัฒนธรรมไทยเข้ากับการดูแลสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นรูปธรรม นอกจากนี้ ผู้เข้าร่วมยังจะได้ร่วมกิจกรรม Workshop ทำ “ยาดมสมุนไพร” แบบ DIY ถ่ายทอดภูมิปัญญาคนไทยในรูปแบบสร้างสรรค์ สามารถนำกลับไปใช้หรือมอบเป็นของที่ระลึกได้

    สำหรับความร่วมมือระหว่าง ททท. และ ไทย สมายล์ บัส ในครั้งนี้ สะท้อนบทบาทของภาครัฐและเอกชนในการร่วมกันยกระดับการท่องเที่ยวไทยสู่ความยั่งยืน ทั้งในมิติสิ่งแวดล้อม วัฒนธรรม และเศรษฐกิจสร้างสรรค์ พร้อมสร้างประสบการณ์การเดินทางที่มีคุณค่าและน่าจดจำให้แก่นักท่องเที่ยว โดยจะเปิดโอกาสให้เข้าร่วมแบบเอ็กคลูซีฟ จำกัดจำนวนเพียง 48 ท่านต่อทริป รวมทั้งสิ้น 3 ทริป (วันละ 1 ทริป) เท่านั้น

    ติดต่อสำรองสิทธิ์ / สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม สอบถามและจองที่นั่งได้ทาง Line Official @thaismileboat

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/economy/466554&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0dkJlPwZYU94l1Ugp-HIcB

  • นักท่องเที่ยวมาเลเซียแห่เที่ยวเบตงช่วงตรุษจีน เงินสะพัดกว่า 20 ล้าน | TOPNEWS

    นักท่องเที่ยวมาเลเซียแห่เที่ยวเบตงช่วงตรุษจีน เงินสะพัดกว่า 20 ล้าน | TOPNEWS

    • เผยแพร่ : 19/02/2026 18:03

    วันที่ 19 ก.พ. 2569 บรรยากาศการท่องเที่ยวใน อ.เบตง จ.ยะลา คึกคักต่อเนื่องในช่วงวันหยุดเทศกาลตรุษจีน โดยเมื่อวันที่ 19 ก.พ. 2569 นักท่องเที่ยวชาวมาเลเซียเชื้อสายจีนเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวเป็นจำนวนมาก ทั้งรถยนต์ส่วนตัวและรถบัส โดยส่วนใหญ่เดินทางมาแบบครอบครัว ขณะที่ชาวมุสลิมมาเลเซียยังไม่เดินทางเข้ามามากนัก เนื่องจากอยู่ในช่วงถือศีลอด ส่งผลให้ภาพรวมการท่องเที่ยวในพื้นที่ช่วงเทศกาลนี้คาดว่ามีเงินสะพัดกว่า 20 ล้านบาท

    ย่านการค้าในเขตเทศบาลเมืองเบตงเต็มไปด้วยนักท่องเที่ยว ร้านค้า ร้านอาหาร และสถานประกอบการต่าง ๆ มีลูกค้าแน่นตลอดทั้งวัน การจราจรในตัวเมืองค่อนข้างหนาแน่น โดยเฉพาะรถบัสขนาดใหญ่ เจ้าหน้าที่ตำรวจจราจร สภ.เบตง ต้องเร่งอำนวยความสะดวกเพื่อป้องกันปัญหาการจราจรติดขัด สร้างความประทับใจและความเชื่อมั่นให้กับนักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้ามาอย่างต่อเนื่อง

    สหรัฐพร้อมโจมตีอิหร่านเสาร์นี้

    image

    “อนุทิน” สั่ง “เอกนิติ-ไชยชนก” อัดมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจต่อเนื่อง หวังไตรมาสถัดไปพุ่งแรงกว่าเดิม

    พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ กรมสมเด็จพระเทพฯพระราชทานปริญญาบัตร ม.ศิลปากร

    สมุทรสาคร///กรมทางหลวง เร่งคืนผิวจราจร “ถ.พระราม2 ช่วงสะพานข้ามแม่น้ำท่าจีน”

    “ศาลอุทธรณ์” ยืนโทษจำคุก 1 ปี 6 เดือน ไม่รอลงอาญา “หนุ่มมุกดาหาร” เมนต์เฟซหมิ่นใส่ร้ายสถาบันฯ

    สยามสไมล์ จัดงานใหญ่ “คาราวานธารน้ำใจสยามสไมล์สู่หนองคาย” เพื่อส่งมอบโอกาส และสร้างคุณค่าสู่สังคม

    สภ.สัตหีบ มอบประกาศนียบัตร D.A.R.E. แก่นักเรียน 142 คน สร้างภูมิคุ้มกันสิ่งเสพติดและความรุนแรง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1492904&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw31sjbUSQ9dL1WCjBnKvPsK

  • ภาวะตลาดหุ้นไทย: ปิดทะยาน 27.24 จุดรับการเมืองมีเสถียรภาพ

    ภาวะตลาดหุ้นไทย: ปิดทะยาน 27.24 จุดรับการเมืองมีเสถียรภาพ

    ภาวะตลาดหุ้นไทย: ปิดทะยาน 27.24 จุดรับการเมืองมีเสถียรภาพ ตัวเลขศก.โตกว่าคาด-นักท่องเที่ยวจีนฟื้น

    SET ปิดวันนี้ที่ 1,493.91 จุด เพิ่มขึ้น 27.24 จุด (+1.86%) มูลค่าซื้อขาย 94,763.72 ล้านบาท

    การซื้อขายหุ้นวันนี้ปรับขึ้นอย่างมากตลอดวัน โดยทำจุดสูงสุด 1,496.61 จุด จุดต่ำสุด 1,471.12 จุด

    ส่วนหลักทรัพย์เปลี่ยนแปลงวันนี้ เพิ่มขึ้น 397 หลักทรัพย์ ลดลง 115 หลักทรัพย์ และไม่เปลี่ยนแปลง 168 หลักทรัพย์

    นายวทัญ จิตต์สมนึก ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.พาย เปิดเผยว่า ตลาดหุ้นไทยวันนี้ดัชนีปรับตัวขึ้นอย่างร้อนแรง โดยได้รับแรงหนุนหลักจากเสถียรภาพทางการเมืองที่ชัดเจน ซึ่งดัชนีปรับตัวขึ้นต่อเนื่องนับตั้งแต่หลังการเลือกตั้งเป็นต้นมา ล่าสุดวานนี้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้ประกาศรับรองผลการเลือกตั้งอย่างเป็นทางการ ทำให้ตลาดคาดหวังถึงมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่จะตามมาในระยะถัดไป ประกอบกับจำนวนเสียงของพรรคภูมิใจไทยที่ค่อนข้างหนาแน่น ช่วยลดความกังวลเรื่องอุบัติเหตุทางการเมืองลงได้

    ขณะเดียวกัน เศรษฐกิจไทยเริ่มส่งสัญญาณฟื้นตัวดีขึ้น หลังการเปิดเผยตัวเลข GDP ไตรมาส 4/68 ที่ขยายตัวดีกว่าคาด อีกทั้งสภาพัฒน์ฯ ปรับประมาณการ GDP ปี 69 เพิ่มขึ้น นอกจากนี้ ภาคการท่องเที่ยวยังมีสัญญาณบวกต่อเนื่อง โดยเฉพาะกลุ่มนักท่องเที่ยวจีนในช่วงเทศกาลตรุษจีนที่เดินทางเข้าไทยเฉลี่ยสูงถึง 3 หมื่นคนต่อวัน ซึ่งเป็นปัจจัยหนุนสำคัญต่อหุ้นในกลุ่มท่องเที่ยวและค้าปลีก

    สำหรับกระแสเงินทุนต่างชาติ (Fund Flow) ยังคงไหลเข้าอย่างต่อเนื่อง โดยตั้งแต่ต้นปีจนถึงปัจจุบัน (YTD) มียอดสะสมใกล้แตะระดับ 5.2 หมื่นล้านบาท และมีแนวโน้มไหลเข้าต่อจากการทำ Sector Rotation โดยนักลงทุนลดน้ำหนักหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีและเปลี่ยนมาเข้าหุ้นกลุ่ม Value Play ซึ่งตลาดหุ้นไทยตอบโจทย์การลงทุนในกลุ่มนี้

    สำหรับแนวโน้มในวันพรุ่งนี้ คาดดัชนีมีโอกาสปรับตัวขึ้นต่อเพื่อทดสอบระดับ 1,500 จุด โดยมีปัจจัยหนุนหลักจากกระแสเงินทุนไหลเข้าที่ชัดเจน ทั้งนี้ ประเมินกรอบแนวรับที่ 1,480 จุด และแนวต้านที่ 1,510 จุด

    ส่วนหลักทรัพย์ที่มีมูลค่าการซื้อขายสูงสุด 5 หลักทรัพย์

    PTT มูลค่าการซื้อขาย 10,144.85 ล้านบาท ปิดที่ 37.50 บาท เพิ่มขึ้น 1.25 บาท

    CPALL มูลค่าการซื้อขาย 6,585.81 ล้านบาท ปิดที่ 54.50 บาท เพิ่มขึ้น 2.25 บาท

    DELTA มูลค่าการซื้อขาย 5,725.15 ล้านบาท ปิดที่ 236.00 บาท เพิ่มขึ้น 12.00 บาท

    KBANK มูลค่าการซื้อขาย 5,013.99 ล้านบาท ปิดที่ 205.00 บาท ลดลง 2.00 บาท

    SCB มูลค่าการซื้อขาย 4,189.63 ล้านบาท ปิดที่ 148.50 บาท เพิ่มขึ้น 1.50 บาท


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ryt9.com/s/iq05/12791159&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2Mf6flRvHFvnZiMOz0Lc1A

  • นักท่องเที่ยวจีนชักแถวบินลัดฟ้า “เที่ยวไทย” ฉลองตรุษจีนเพิ่มขึ้น

    นักท่องเที่ยวจีนชักแถวบินลัดฟ้า “เที่ยวไทย” ฉลองตรุษจีนเพิ่มขึ้น

    วันพฤหัสบดี ที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 15.03 น.

    นักท่องเที่ยวจีนชักแถวบินลัดฟ้า “เที่ยวไทย” ฉลองตรุษจีนเพิ่มขึ้น

    หนานหนิง, 19 ก.พ. (ซินหัว) — ท่าอากาศยานนานาชาติหนานหนิง อู๋ซวี ในเขตปกครองตนเองกว่างซีจ้วงทางตอนใต้ของจีน มีบรรยากาศคึกคักตั้งแต่เริ่มต้นมหกรรมการเดินทางเทศกาลตรุษจีนหรือชุนอวิ้น ปี 2026 โดยผู้โดยสารชาวจีนจำนวนไม่น้อยทยอยขึ้นเที่ยวบินตรงสู่ไทยเพื่อเฉลิมฉลองเทศกาลตรุษจีนแบบใหม่ที่เปลี่ยนจาก “กลับภูมิลำเนา” เป็น “เที่ยวพักผ่อนต่างแดน” สอดรับกับกระแสการท่องเที่ยวแบบสองทาง “ขึ้นเหนือหาหิมะ ลงใต้หนีลมหนาว” ที่กำลังคึกคักภายใต้นโยบายฟรีวีซ่าจีน-ไทย เส้นทางบินที่สะดวก และช่วงหยุดยาวพิเศษในปีนี้

    ช่วงไม่กี่ปีมานี้ ไทยที่มีความใกล้ชิดทางภูมิศาสตร์และวัฒนธรรมกับจีนได้กลายเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางยอดนิยมของนักท่องเที่ยวจากกว่างซีและทั่วจีนในช่วงเทศกาลตรุษจีน ซึ่งบริษัททัวร์แห่งหนึ่งในกว่างซีเผยว่าความต้องการท่องเที่ยวไทย รวมถึงประเทศอื่นๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มักจะคึกคักในช่วงก่อนและชะลอตัวในช่วงหลังหยุดยาวเทศกาลตรุษจีน (15-23 ก.พ.) เช่น กรุ๊ปทัวร์หนึ่งที่เดินทางก่อนวันที่ 15 ก.พ. มีลูกทัวร์มากถึง 150 คน และส่วนใหญ่เป็นครอบครัวขนาดเล็กที่มีสมาชิก 4-9 คน

    ช่วงหยุดยาวเทศกาลตรุษจีน ปี 2026 ที่มีระยะเวลา 9 วันนี้ช่วยให้ความต้องการท่องเที่ยวไทยของบรรดาครอบครัวชาวจีนเพิ่มขึ้นด้วย ซึ่งวิวทิวทัศน์ อาหารการกิน และความสะดวกสบายของการท่องเที่ยวไทยนั้นเป็นจุดดึงดูดใจที่สำคัญ โดยถานซูถิง ชาวเมืองหนานหนิงในกว่างซี เผยว่าปกติเทศกาลตรุษจีนจะอยู่แต่บ้านและเยี่ยมญาติมิตร แต่ปีนี้ตั้งใจพาพ่อแม่และลูกของเธอไปเที่ยวพักผ่อนที่ไทย ซึ่งอยู่ใกล้กว่างซี มีอากาศเหมาะกับผู้สูงอายุ และเดินทางแบบครอบครัวสะดวก

    การบริการเที่ยวบินโดยสารตรงสู่ไทยเป็นอีกปัจจัยสนับสนุนการท่องเที่ยวไทยในช่วงเทศกาลตรุษจีนปีนี้ เส้นทางบินหนานหนิง-กรุงเทพฯ รับรองผู้โดยสารเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องตั้งแต่จีนและไทยดำเนินนโยบายฟรีวีซ่าซึ่งกันและกันในเดือนมีนาคม 2024 และช่วงชุนอวิ้นปีนี้เพิ่มขึ้นร้อยละ 30 เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ขณะจำนวนเที่ยวบินตรงหนานหนิง-กรุงเทพฯ เพิ่มขึ้นเป็น 3 เที่ยวต่อวันในช่วงชุนอวิ้น ครอบคลุมการออกเดินทางระหว่างช่วงเช้าถึงช่วงเย็น และใช้เวลาบินราว 2 ชั่วโมง 20 นาทีเท่านั้น

    นอกเหนือจากนักท่องเที่ยวชาวจีนที่เดินทางท่องเที่ยวไทยเพื่อสัมผัสบรรยากาศเทศกาลตรุษจีนในต่างประเทศ ยังมี “ขาประจำ” จำนวนไม่น้อยที่เดินทางมาไทยเพื่อสัมผัสอากาศอบอุ่นกว่าและพบปะญาติมิตรที่พำนักอาศัยอยู่ต่างบ้านต่างเมือง เช่น นักท่องเที่ยวแซ่หวังคนหนึ่งเผยว่าเขามาไทยในช่วงเทศกาลตรุษจีนเป็นครั้งที่ 3 แล้ว ปีนี้อาศัยช่วงหยุดยาวพิเศษหนีอากาศหนาวในจีนมาเยี่ยมลูกสาวและหลานที่ใช้ชีวิตอยู่ในไทย ส่วนนักท่องเที่ยวแซ่เฉินอีกคนเผยว่าบรรยากาศเทศกาลตรุษจีนในไทยคึกคักมาก ผู้ประกอบธุรกิจในไทยเข้าใจ “ปีใหม่จีน” อย่างดี

    อนึ่ง สมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยวคาดการณ์ว่าปริมาณนักท่องเที่ยวชาวจีนที่เดินทางเยือนไทยในช่วงวันที่ 13-22 ก.พ. จะอยู่ที่ราว 3.5 แสนคน หรือเฉลี่ย 17,000-18,000 คนต่อวัน เพิ่มขึ้นราวร้อยละ 15-20 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน

    (ภาพจากผู้ให้สัมภาษณ์ : ผู้โดยสารที่จะเดินทางไปไทยต่อแถวเพื่อเช็กอินที่ท่าอากาศยานนานาชาติหนานหนิง อู๋ซวี ในเขตปกครองตนเองกว่างซีจ้วงทางตอนใต้ของจีน)

    (ภาพจากผู้ให้สัมภาษณ์ : นักท่องเที่ยวชาวจีนสัมผัสบรรยากาศการเฉลิมฉลองเทศกาลตรุษจีนในย่านเยาวราชของกรุงเทพฯ)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/inter/466624&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw336m7X3lxtP-v11C6YFr82

  • วธ.ชู ‘บ้านแพมบก’ แบบอย่างนำทุนวัฒนธรรมต่อยอดดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติ | เดลินิวส์

    วธ.ชู ‘บ้านแพมบก’ แบบอย่างนำทุนวัฒนธรรมต่อยอดดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติ | เดลินิวส์

    นายประสพ เรียงเงิน ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) กล่าวว่า เมื่อวันที่ 18 ก.พ.ได้เป็นประธานเปิดกิจกรรมสร้างการรับรู้เส้นทางท่องเที่ยววิถีชุมชนของสุดยอดชุมชนต้นแบบ “เที่ยวชุมชน ยลวิถี” ปี 2568 ที่ ชุมชนบ้านแพมบก จ.แม่ฮ่องสอน ซึ่งได้รับคัดเลือกเป็น 1ใน 10 สุดยอดชุมชนต้นแบบ “เที่ยวชุมชน ยลวิถี” ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 เพื่อยกย่องและประชาสัมพันธ์ชุมชนที่มีศักยภาพด้านการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมสร้างสรรค์ ให้เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางในระดับประเทศและระดับนานาชาติ พร้อมทั้งกระตุ้นกระแสการท่องเที่ยววิถีชุมชน และสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจแก่ประชาชนในพื้นที่ โดยชุมชนบ้านแพมบก เป็นชุมชนกลุ่มชาติพันธุ์ไทใหญ่ (ไต) ที่มีประวัติความเป็นมายาวนานกว่า 200 ปี ยังคงรักษาขนบธรรมเนียม ประเพณี ความเชื่อ และวิถีชีวิตดั้งเดิมไว้อย่างเข้มแข็ง สามารถเชื่อมโยงทุนทางวัฒนธรรมกับการท่องเที่ยวได้อย่างสร้างสรรค์ ภายใต้แนวคิด “UNSEEN THAI THAI”

    ปลัดวธ. กล่าวต่อไปว่า สำหรับความโดดเด่นของชุมชน ประกอบด้วย การตักบาตรเช้า บนสะพานบุญโขกู้โส่ สะพานไม้ไผ่ยาว 815 เมตร เป็นสถาปัตยกรรมไทใหญ่ที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวให้มาตักบาตรยามเช้า มีการนำเสนออาหารพื้นถิ่นไทใหญ่ ที่เป็นเอกลักษณ์ในจ.แม่ฮ่องสอน โดยใช้วัตถุดิบจากชุมชน ได้แก่ สำรับเมนูเซ็ตผัดผักกูด นอกจากนี้มีมรดกภูมิปัญญา หัตถกรรมและกิจกรรมวิถีไต เช่น การทำไม้กวาดปุ๋มเป้ง รวมทั้งการท่องเที่ยวเชิงเรียนรู้วิถีชุมชน และยังเชื่อมโยงกับแหล่งท่องเที่ยวใกล้เคียง อาทิ น้ำตกแพมบก สำนักสงฆ์ห้วยคายคีรีมฤคทายวัน จุดชมวิวดอยเมี่ยง–ดอยธง หมู่บ้านสันติชล จุดชมวิวหยุนไหลบ้านสันติชล วัดน้ำฮู และวัดศรีดอนชัย โดยหลังจากนี้ วธ. จากบูรณาการร่วมกับสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดแม่ฮ่องสอน และหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน โดยเฉพาะภาคการท่องเที่ยวส่งเสริมสนับสนุนและประชาสัมพันธ์ให้ชุมชนแห่งนี้เป็นหนึ่งในไฮไลท์ของหมุดหมายการท่องเที่ยวจ.แม่ฮ่องสอนต่อไป

    “ชุมชนบ้านแพมบก เป็นตัวอย่างที่ดีในการเป็นต้นแบบของการนำทุนทางวัฒนธรรมมาต่อยอดเป็นการท่องเที่ยว ทั้งยังรักษาอัตลักษณ์ท้องถิ่นไว้เป็นอย่างดี และยังเป็นเป้าหมายในการท่องเที่ยวของชาวต่างขาติด้วย” ปลัดวธ.กล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5616371/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw218XKF7-ukwp4ZGnfwAwh3

  • กทพ.ยัน ‘ทางด่วนเชื่อมเกาะสมุย’ คุ้มค่า ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ-ท่องเที่ยวภาคใต้

    กทพ.ยัน ‘ทางด่วนเชื่อมเกาะสมุย’ คุ้มค่า ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ-ท่องเที่ยวภาคใต้

    กทพ. เปิดเวทีฟังเสียงเอกชนร่วมลงทุน ‘ทางด่วนเชื่อมเกาะสมุย’ มูลค่า 7.4 หมื่นล้าน มั่นใจช่วยให้เศรษฐกิจ-การท่องเที่ยวบนเกาะสมุยโต สร้างรายได้ให้ประเทศกว่า 4 แสนล้าน เล็งชงบอร์ดฯ ไฟเขียว ก่อนเสนอ ‘คมนาคม-ครม.ใหม่’ ปักธงตอกเสาเข็มปี 71 เปิดให้บริการปี 76 ค่าผ่านทาง 1,000-3,000 บาท/คัน ด้าน ’ที่ปรึกษา‘ชี้เสียงผู้ใช้ทางแจ้งพร้อมจ่าย

    19 ก.พ.2569-นายสุรเชษฐ์ เหล่าพูลสุข ผู้ว่าการการทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.) เปิดเผยภายหลังเป็นประธานเปิดงานสัมมนารับฟังความคิดเห็นของภาคเอกชน (Opinion Hearing) งานศึกษาความเหมาะสมทางด้านวิศวกรรม เศรษฐกิจ การเงิน และผลกระทบสิ่งแวดล้อม โครงการทางพิเศษเชื่อมเกาะสมุย) ว่า การสัมมนาในวันนี้ มีวัตถุประสงค์หลัก เพื่อแนะนำและให้ข้อมูลส่วนที่เป็นสาระสำคัญของโครงการแก่นักลงทุน รวมถึงประเมินความสนใจและสร้างความเชื่อมั่นในการลงทุนของภาคเอกชน พร้อมทั้งรับฟังความคิดเห็น/ข้อเสนอแนะจากนักลงทุนและผู้เกี่ยวข้อง สำหรับนำไปประกอบการจัดทำรายงานการศึกษาและวิเคราะห์โครงการตามพระราชบัญญัติการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน พ.ศ. 2562

    สำหรับความคืบหน้าของโครงการฯ ขณะนี้ กทพ. อยู่ระหว่างศึกษาความเหมาะสมโครงการและจะขออนุมัติรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) หากได้ข้อสรุปจากผลการศึกษาแล้ว จะนำเสนอให้ที่ประชุมคณะกรรมการ (บอร์ด) กทพ. พิจารณา ก่อนนำเสนอกระทรวงคมนาคม และส่งต่อไปยังคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาต่อไป คาดว่า จะเริ่มดำเนินการก่อสร้างในปี 2571 และมีกำหนดเปิดให้บริการในปี 2576

    นายสุรเชษฐ์ กล่าวต่อว่า เกาะสมุย ได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยว ปัจจุบัน พบว่า โรงแรมที่พัก มีราคาเพิ่มสูงขึ้น อาทิ จากราคา 3,000 บาทต่อคืน เพิ่มขึ้นเป็น 10,000 บาทต่อคืน หรือจากราคา 5,000 บาทต่อคืน เพิ่มขึ้นเป็น 20,000 บาทต่อคืน สะท้อนให้เห็นว่า เศรษฐกิจในพื้นที่ 3 จังหวัด ประกอบด้วย สงขลา นครศรีธรรมราช และสุราษฎร์ธานี เติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่อีกด้วย

    ทั้งนี้ จากข้อมูล พบว่า เกาะสมุย นำส่งรายได้ให้ประเทศเป็นอันดับที่ 2 มีมูลค่ากว่า 200,000 ล้านบาทต่อปี รองจากเกาะภูเก็ต ที่นำส่งรายได้ให้ประเทศ มูลค่า 500,000 ล้านบาทต่อปี เชื่อว่า ตลอดระยะเวลาสัมปทาน 30 ปี จะสร้างรายได้ให้ประเทศ มูลค่ากว่า 400,000 ล้านบาท ในส่วนของการลงทุนนั้น เบื้องต้น มี 2 รูปแบบ คือ การให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ (PPP) หรือรูปแบบกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานเพื่ออนาคตประเทศไทย (Thailand Future Fund) หรือ TFFIF

    นายสุรเชษฐ์ กล่าวอีกว่า ปัจจุบันการเดินทางเข้า–ออกเกาะสมุยมีเพียง 2 รูปแบบ คือ ทางน้ำและทางอากาศ ซึ่งมีข้อจำกัดและเปราะบางต่อสภาพอากาศ ส่งผลต่อประชาชน การท่องเที่ยว และการรับมือเหตุฉุกเฉิน อีกทั้งโครงการนี้ไม่ได้เป็นเพียงสะพานเพื่อการคมนาคมเท่านั้น แต่เป็นโครงการที่ออกแบบให้รองรับระบบสาธารณูปโภคพื้นฐาน เช่น ระบบไฟฟ้า ระบบประปา และระบบสายสื่อสาร เป็นต้น อย่างไรก็ตาม เมื่อโครงการแล้วเสร็จ จะช่วยเพิ่มความสะดวกและรวดเร็วในการเดินทางระหว่างเกาะสมุยกับแผ่นดินใหญ่ เสริมสร้างความมั่นคงของระบบโครงสร้างพื้นฐานและสาธารณูปโภคบนเกาะสมุย รวมถึงช่วยลดระยะเวลาในการเดินทาง

    สำหรับโครงการทางพิเศษเชื่อมเกาะสมุย มูลค่าลงทุนของโครงการรวม 74,044 ล้านบาท แบ่งเป็น ค่าจัดกรรมสิทธิ์ที่ดิน มูลค่า 1,628 ล้านบาท โดยในการดำเนินงานจัดกรรมสิทธิ์ที่ดินมีผู้ที่ได้รับผลกระทบจำนวน 277 แปลง เนื้อที่ดินที่ได้รับผลกระทบ ประมาณ 226,591 ตารางวา และสิ่งปลูกสร้างที่ได้รับผลกระทบจำนวน 45 หลัง, ค่าก่อสร้าง มูลค่า 63,275 ล้านบาท, ค่าควบคุมงานก่อสร้าง มูลค่า 1,582 ล้านบาท และค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานและบำรุงรักษาโครงการ มูลค่า 7,559 ล้านบาท โดยโครงการมีผลตอบแทนด้านเศรษฐกิจ (EIRR) 15.58% (และผลตอบแทนด้านการเงิน (FIRR)  -0.31%

    ทั้งนี้ โครงการทางพิเศษเชื่อมเกาะสมุย ระยะทางรวมประมาณ 37.41 กิโลเมตร (กม.) เป็นทางพิเศษยกระดับข้ามทะเลเชื่อมต่อระหว่างแผ่นดินใหญ่และเกาะสมุย ขนาด 4 ช่องจราจร (ทิศทางละ 2 ช่องจราจร) มีจุดเริ่มต้นโครงการเชื่อมต่อกับทางหลวงหมายเลข 4142 ในพื้นที่ ต.ดอนสัก อ.ดอนสัก จ.สุราษฎร์ธานี มุ่งหน้าทางทิศตะวันออกตัดผ่านทางหลวงหมายเลข 4142 ในพื้นที่ ต.ควนทอง อ.ขนอม จ.นครศรีธรรมราช จากนั้นแนวเส้นทางมุ่งหน้าทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ ผ่านพื้นที่สวนปาล์มและผ่านอ่าวประทับแล้วมุ่งหน้าไปทางทิศตะวันออก เข้าเชื่อมเกาะสมุยบริเวณเนินเขาแหลมสอ และมีจุดสิ้นสุดโครงการเชื่อมต่อกับทางหลวงหมายเลข 4170 ในพื้นที่ ต.ตลิ่งงาม อ.เกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ผู้เข้าร่วมสัมมนางานในวันนี้ ได้เสนอว่า รูปแบบของสะพานยังไม่มีเสน่ห์ หรือเป็นแลนด์มาร์ก สมกับเป็นเมืองท่องเที่ยว และดึงดูดให้ผู้ใช้ทางมาใช้บริการดังเช่นในต่างประเทศ ส่วนการเลือกแนวเส้นทางนั้น ตามนโยบายของผู้ว่า กทพ. ที่ระบุว่า จะต้องยังคงรักษ์ธรรมชาติ รบกวนสิ่งมีชีวิตและธรรมชาติให้น้อยที่สุด เนื่องจากบริเวณดังกล่าว มีโลมา พะยูน ปะการัง จึงมีการออกแบบให้มีการก่อสร้างโครงการฯ ในพื้นที่บนทะเลให้น้อยที่สุดและสอดคล้องกับการจัดทำ EIA ด้วย

    นอกจากนี้ แนวเส้นทางที่คัดเลือกดังกล่าว ต้องก่อสร้างไดัจริง สอดคล้องกับข้อจำกัดทางกายภาพของโครงการฯ พร้อมทั้งตอบโจทย์กับความคุัมค่าในการลงทุน สามารถเชื่อมต่อกับถนนสายหลัก รวมถึงจะต้องช่วยลดระยะเวลาในการเดินทางได้ด้วย ขณะที่ประเด็นการกู้ภัยฉุกเฉิน หากเกิดอุบัติเหตุบนสะพาน หรือทรัพย์สินตกลงไปในทะเลนั้น มีการกำหนดแผนความเสี่ยงในการเข้าพื้นที่ของกู้ภัยและการช่วยเหลือนำส่งโรงพยาบาลในพื้นที่ทุกด้านไว้แล้ว อีกทั้งวิเคราะห์การรองรับภัยพิบัติต่างๆ อาทิ แผ่นดินไหว และปัญหาฝุ่น PM 2.5

    รายงานข่าวจาก กทพ. ระบุว่า คาดการณ์ปริมาณจราจรและรายได้ค่าผ่านทางของโครงการตลอด 30 ปี โดยโครงการจัดเก็บค่าผ่านทางแยกตามประเภทของรถในอัตราเดียวกันตลอดทั้งโครงการ (Flat Rate) และกำหนดให้ปรับอัตราค่าผ่านทางทุก ๆ 5 ปี ตามอัตราเพิ่มของดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) อัตราค่าผ่านทาง ณ ปีที่เปิดให้บริการ (ปีงบประมาณ 2577) กล่าวคือ รถ 4 ล้อ ราคา 1,000 บาทต่อคัน, รถ 6–10 ล้อ ราคา 2,000 บาทต่อคัน และรถมากกว่า 10 ล้อ ราคา 3,000 บาทต่อคัน ลงทุน 74,044 ล้านรายได้30ปี 80,108 ล้านบาท

    ทั้งนี้ จากการสำรวจข้อมูลจากผู้ที่เดินทางจริงของที่ปรึกษา พบว่า ผู้ใช้ทางสามารถจ่ายในราคาที่ประมาณ 1,000-1,200 บาทต่อคัน เปรียบเทียบการเดินทางเรือเฟอร์รี่ ค่าใช้จ่ายรถยนต์ 1 คัน ประกอบด้วย คนขับ และผู้โดยสาร 1 คน ราคา 720 บาท โดยผู้โดยสารที่เพิ่มขึ้น มีราคา 170 บาทต่อคน อย่างไรก็ตาม คาดว่า จะมีปริมาณจราจรที่ใช้โครงการ ณ ปีเปิดให้บริการ (ปีงบประมาณ 2577) จำนวน 3,049 คันต่อวัน คิดเป็นรายได้ค่าผ่านทาง 3.25 ล้านบาทต่อวัน และปริมาณจราจรในปีที่ 30 (ปีงบประมาณ 2606) เท่ากับ 10,339 คันต่อวัน คิดเป็นรายได้ ค่าผ่านทาง 14.11 ล้านบาทต่อวัน โดยมีรายได้ค่าผ่านทางรวมภาษีมูลค่าเพิ่มตลอด 30 ปี ประมาณ 80,108 ล้านบาท

    ในส่วนของที่พักริมทาง (Rest Area) ทั้งทิศทางขาไป-ขากลับเกาะสมุย มูลค่า 175 ล้านบาทนั้น ประกอบด้วย พื้นที่ส่วนกลาง กิจกรรมเชิงพาณิชย์ และสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ เช่น ห้องน้ำสาธารณะ จุดจำหน่ายสินค้าและอาหาร และพื้นที่เช่าในรูปแบบ Drive-thru เป็นต้น เพื่อยกระดับการให้บริการและเพิ่มศักยภาพในการสร้างรายได้อื่นๆ นอกเหนือจากรายได้ค่าผ่านทาง ทั้งนี้ ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานและบำรุงรักษาที่พักริมทาง ตลอด 30 ปี มูลค่า 441 ล้านบาท ด้านรายได้เชิงพาณิชย์ของที่พักริมทาง ตลอด 30 ปี มูลค่า 878 ล้านบาท แบ่งเป็น รายได้จากพื้นที่เช่า 748 ล้านบาท และรายได้จากพื้นที่โฆษณา 130 ล้านบาท

    สำหรับที่พักริมทาง ได้จัดสรรพื้นที่แบ่งเป็น 2 ส่วนหลัก คือ 1.พื้นที่เชิงพาณิชย์ (Commercial Area) รวมทั้ง 2 ทิศทาง ประกอบด้วย ศูนย์อาหารและร้านค้า พื้นที่รวมประมาณ 1,600 ตารางเมตร (ตร.ม.), Kiosk : จำนวน 8 บูธ พื้นที่รวมประมาณ 80 ตร.ม. และพื้นที่ Drive-thru : พื้นที่รวมประมาณ 800 ตร.ม. 2.พื้นที่ส่วนกลางและสิ่งอำนวยความสะดวก (รวมทั้ง 2 ทิศทาง) ประกอบด้วย ห้องสุขาสาธารณะ พื้นที่จอดรถยนต์ส่วนบุคคล 120 คัน พื้นที่จอดรถยนต์สำหรับผู้พิการและผู้สูงอายุ 4 คัน พื้นที่จอดรถโดยสารและรถขนาดใหญ่ (มากกว่า 6 ล้อ) 10 คัน พื้นที่จอดรถส่งของสำหรับผู้ประกอบกิจการ

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/economy-news/950271/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2VGxzVuopKZpXUvES1_G3e