Category: ท่องเที่ยว

  • SET ปิดเช้าลบ 10 จุด “เลือกตั้งส่อโมฆะ” ทำพิษ-กลุ่มท่องเที่ยวพักตัวหลังตรุษจีน

    SET ปิดเช้าลบ 10 จุด “เลือกตั้งส่อโมฆะ” ทำพิษ-กลุ่มท่องเที่ยวพักตัวหลังตรุษจีน

    10 หุ้นกดดัชนีเช้านี้

    ตลาดหลักทรัพย์ฯ ปิดเช้าวันนี้ที่ 1,483.95 จุด ลดลง 9.96 จุด (-0.67%) มูลค่าซื้อขายราว 55,217 ล้านบาท

    นายกิจพณ ไพรไพศาลกิจ รองกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ ยูโอบี เคย์เฮียน (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ภาวะตลาดหุ้นไทยในช่วงเช้าปรับตัวลดลงในทิศทางเดียวกับตลาดหุ้นภูมิภาค รวมถึงได้รับแรงกดดันจากความกังวลต่อสถานการณ์การเลือกตั้ง ภายหลังมีข้อคิดเห็นจากนักกฎหมายและนักวิชาการระบุว่าการจัดการเลือกตั้งอาจไม่เป็นความลับ ซึ่งส่งผลให้มีความเสี่ยงที่การเลือกตั้งครั้งนี้อาจตกเป็นโมฆะ

    ประกอบกับดัชนีตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) ได้ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากจุดต่ำสุดที่ระดับ 1,234 จุด มาถึง 250 จุด ภายในระยะเวลา 1 เดือน ส่งผลให้ดัชนีมีอัตราผลตอบแทนตั้งแต่ต้นปีจนถึงปัจจุบัน (YTD) สูงถึง 18.6% ทำให้หุ้นหลายหลักทรัพย์มีกรอบการปรับตัวขึ้น (Upside) ที่ค่อนข้างจำกัด และนำมาซึ่งแรงขายทำกำไรในที่สุด

    นอกจากนี้ ตลาดยังเผชิญกับแรงขายทำกำไรในหุ้นกลุ่มท่องเที่ยว หลังจากที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นมาอย่างต่อเนื่องในช่วง 2-3 สัปดาห์ที่ผ่านมา จากการเก็งกำไรในช่วงเทศกาลตรุษจีนว่าจะมีนักท่องเที่ยวชาวจีนเดินทางกลับเข้ามา อย่างไรก็ตาม เมื่อปัจจุบันเข้าสู่ช่วงท้ายของเทศกาลตรุษจีนแล้ว จึงมีแรงขายทำกำไรปรากฏออกมาตามปกติ โดยยืนยันว่าไม่ได้มีปัจจัยเชิงลบหรือข่าวร้ายใด ๆ เข้ามากระทบเพิ่มเติม

    สำหรับแนวโน้มตลาดหุ้นไทยในช่วงบ่าย คาดการณ์ว่าดัชนีจะยังคงแกว่งตัวในกรอบแคบและมีอัพไซด์ที่จำกัด โดยประเมินว่าบริเวณ 1,480-1,500 จุด จะเป็นโซนที่มีแรงขายสลับออกมาอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ ปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตามในสัปดาห์หน้า ได้แก่ การประกาศรับรองผลการเลือกตั้ง และความชัดเจนในการสรุปการจัดตั้งรัฐบาล รวมถึงต้องจับตาความเสี่ยงเกี่ยวกับประเด็นการเลือกตั้งว่าจะเป็นโมฆะหรือไม่ ภายหลังจากที่มีผู้ยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งต้องติดตามอย่างใกล้ชิดว่าศาลฯ จะมีคำสั่งรับคำร้องดังกล่าวไว้วินิจฉัยหรือไม่ พร้อมกันนี้ ได้ให้กรอบการลงทุน โดยประเมินแนวรับไว้ที่ระดับ 1,473 จุด และแนวต้านที่ระดับ 1,493 จุด

    ส่วนหลักทรัพย์ที่มีมูลค่าการซื้อขายสูงสุด 5 หลักทรัพย์

    TRUE มูลค่าการซื้อขาย 6,905.35 ล้านบาท ปิดที่14.00 บาท เพิ่มขึ้น 0.30 บาท

    PTT มูลค่าการซื้อขาย 4,497.77 ล้านบาท ปิดที่ 37.50 บาท ราคาไม่เปลี่ยนแปลง

    BBL มูลค่าการซื้อขาย 3,380.77 ล้านบาท ปิดที่ 174.00 บาท เพิ่มขึ้น 4.00 บาท

    KBANK มูลค่าการซื้อขาย 3,014.21 ล้านบาท ปิดที่ 204.00 บาท ลดลง 1.00 บาท

    CPALL มูลค่าการซื้อขาย 2,038.19 ล้านบาท ปิดที่ 52.75 บาท ลดลง 1.75 บาท

    Back to top button

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kaohoon.com/summary/814544&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3Y-QKxF-jUEvWmvfNMUykQ

  • เบิดคำสิเว้า! เปิดภาพ “ลิซ่า” โปรโมตท่องเที่ยวไทย ทำเอาชาวเน็ตหมดความอดทน

    เบิดคำสิเว้า! เปิดภาพ “ลิซ่า” โปรโมตท่องเที่ยวไทย ทำเอาชาวเน็ตหมดความอดทน

    เบิดคำสิเว้า! เปิดภาพ “ลิซ่า” โปรโมตท่องเที่ยวไทย ทำเอาชาวเน็ตหมดความอดทน

    เบิดคำสิเว้า! เปิดภาพ “ลิซ่า” โปรโมตท่องเที่ยวไทย ทำเอาชาวเน็ตหมดความอดทน

    ททท. ปล่อยภาพโปรโมตการท่องเที่ยวของ “ลิซ่า-ลลิษา มโนบาล” หรือ “ลิซ่า Blackpink” ออกมาอย่างต่อเนื่องในฐานะ Amazing Thailand Ambassador ภายใต้คอนเซ็ปต์ “Feel All The Feelings” สัมผัสถึงทุกความรู้สึกที่เมืองไทย ทำเอาชาวไทยและชาวต่างชาติเก็บกระเป๋าเที่ยวแทบไม่ทัน

    เบิดคำสิเว้า! เปิดภาพ “ลิซ่า” โปรโมตท่องเที่ยวไทย ทำเอาชาวเน็ตหมดความอดทน

    แม้จะมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์เรื่องภาพโปรโมตบ้าง แต่ก็ไม่ใช่อุปสรรคในการเที่ยวตามรอย “ลิซา” เพราะสถานที่จริงนั้นสวยงามจริงๆ จนทุกคนต้องได้ไปสัมผัส งานนี้เราได้รวบรวมภาพทั้งหมดมาไว้แล้ว มาดูกันว่าจะเป็นไปตามคำเล่าลือหรือไม่?

    เบิดคำสิเว้า! เปิดภาพ “ลิซ่า” โปรโมตท่องเที่ยวไทย ทำเอาชาวเน็ตหมดความอดทน

    เริ่มจากภาพโปรโมตแรก จนถึงภาพล่าสุดตามลำดับ

    ๐ สัมผัสความสง่างามตระการตาของวัดเจดีย์หลวง จังหวัดเชียงใหม่

    เบิดคำสิเว้า! เปิดภาพ “ลิซ่า” โปรโมตท่องเที่ยวไทย ทำเอาชาวเน็ตหมดความอดทน

    ๐ สัมผัสความสงบที่ทะเลบัวแดง จังหวัดอุดรธานี

    เบิดคำสิเว้า! เปิดภาพ “ลิซ่า” โปรโมตท่องเที่ยวไทย ทำเอาชาวเน็ตหมดความอดทน

    ๐ รู้สึกถึงความอิ่มเอมและผ่อนคลายที่ไม่ได้มีอยู่แค่ยอดเขาสูง แต่กลับอยู่บนยอดชานับล้าน

    เบิดคำสิเว้า! เปิดภาพ “ลิซ่า” โปรโมตท่องเที่ยวไทย ทำเอาชาวเน็ตหมดความอดทน

    ๐ รู้สึกถึงความตื่นตา ณ บ้านรักไทย จังหวัดแม่ฮ่องสอน

    เบิดคำสิเว้า! เปิดภาพ “ลิซ่า” โปรโมตท่องเที่ยวไทย ทำเอาชาวเน็ตหมดความอดทน

    ๐ รู้สึกถึงความอัศจรรย์ที่ซ่อนอยู่ภายใต้ม่านหมอก ณ วนอุทยานภูลังกา จังหวัดพะเยา

    เบิดคำสิเว้า! เปิดภาพ “ลิซ่า” โปรโมตท่องเที่ยวไทย ทำเอาชาวเน็ตหมดความอดทน

    ๐ สัมผัสความอัศจรรย์ ณ วัดพระพุทธบาทสุทธาวาส จังหวัดลำปาง

    เบิดคำสิเว้า! เปิดภาพ “ลิซ่า” โปรโมตท่องเที่ยวไทย ทำเอาชาวเน็ตหมดความอดทน

    ๐ รู้สึกถึงความนิ่งสงบที่น้ำตกห้วยแม่ขมิ้น จังหวัดกาญจนบุรี

    เบิดคำสิเว้า! เปิดภาพ “ลิซ่า” โปรโมตท่องเที่ยวไทย ทำเอาชาวเน็ตหมดความอดทน

    ๐ รู้สึกถึงความอิสระสุดลูกหูลูกตา ณ อุทยานแห่งชาติเขาสก จังหวัดสุราษฎร์ธานี

    เบิดคำสิเว้า! เปิดภาพ “ลิซ่า” โปรโมตท่องเที่ยวไทย ทำเอาชาวเน็ตหมดความอดทน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.komchadluek.net/entertainment/613684&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw12uEu02CZOKB_-BaUlbtKX

  • ‘ภูเก็ต’ เจ้าภาพ 3 งานประชุมนานาชาติ 2569 ดันท่องเที่ยวยั่งยืน ไพร์ด โกลเบิ้ล เวลเนส

    ‘ภูเก็ต’ เจ้าภาพ 3 งานประชุมนานาชาติ 2569 ดันท่องเที่ยวยั่งยืน ไพร์ด โกลเบิ้ล เวลเนส

    วันนี้(วันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2569) สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) หรือ ทีเส็บ ชูภูเก็ตเมืองไมซ์ต้นแบบ ดึงงานไมซ์ระดับโลกสำเร็จ สร้างแบรนด์เมืองและตอบโจทย์ยุทธศาสตร์พัฒนาจังหวัด สวมบทเมืองเจ้าภาพ 3 งานประชุมนานาชาติยักษ์ใหญ่ในปี 2569 หลังทีเส็บช่วยสนับสนุนประมูลสิทธิ์งาน 

    พร้อมแสดงฝีมือเมืองไมซ์ภาคใต้มีดีร่วมขับเคลื่อน 3 วาระสากลของงานประชุม ทั้งความยั่งยืน (Sustainability) สุขภาวะ (Wellness) และความหลากหลาย ความเท่าเทียมและการมีส่วนร่วม (Diversity, Equity and Inclusion) ตอกย้ำสถานะภูเก็ตเมืองจุดหมายไมซ์ระดับโลก

    งานไมซ์นานาชาติทั้ง 3 งาน ประกอบด้วยงาน Global Sustainable Tourism Conference (GSTC) 2026 ของสภาการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนโลก (Global Sustainable Tourism Council) กำหนดจัดระหว่างวันที่ 21-24 เมษายน 2569 ณ โรงแรมรอยัล ภูเก็ต ซิตี้ และโรงแรมคอร์ทยาร์ด แมริออท ภูเก็ต ทาวน์ โดยมูลนิธิพัฒนาการท่องเที่ยวยั่งยืนเป็นเจ้าภาพจัดงานและทีเส็บร่วมสนับสนุน 

    งาน InterPride General Meeting & World Conference 2026 ของสมาคมผู้จัดงานไพรด์สากล (International Association of Pride Organizers หรือ InterPride) กำหนดจัดระหว่างวันที่ 28 ตุลาคม- 1 พฤศจิกายน 2569 ณ โรงแรมดวงจิตต์ รีสอร์ท แอนด์ สปา

    โดยนฤมิตไพรด์ จำกัด มูลนิธิเพื่อสิทธิและความเป็นธรรมทางเพศ (FOR-SOGI) และสมาคมอันดามันพาวเวอร์ ภูเก็ต (Phuket Pride) ร่วมเป็นเจ้าภาพ ทั้งนี้ ทีเส็บมีส่วนร่วมสนับสนุนกิจกรรมส่งเสริมการรวมตัวและความเข้มแข็งของ Pride Community ในประเทศและการสร้างเครือข่ายในระดับภูมิภาค

    งาน Global Wellness Summit 2026 (GWS 2026) ของสถาบันเวลเนสโลก (Global Wellness Institute) กำหนดจัดระหว่างวันที่ 10-13 พฤศจิกายน 2569 หน่วยงานหลักขับเคลื่อนการจัดงานของฝ่ายไทย คือ กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก กระทรวงสาธารณสุข ทีเส็บ และการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) 

    งานประชุมทั้ง 3 งาน จะดึงดูดผู้ร่วมงานทั้งไทยและต่างประเทศ ที่ล้วนแต่เป็นผู้นำ จำนวน 2,100 คน สร้างผลกระทบทางเศรษฐกิจ มูลค่า 351.40 ล้านบาท สร้างงาน 484 ตำแหน่ง ยังไม่นับการค้า การลงทุนที่จะเกิดขึ้น

    ดร.ศุภวรรณ ตีระรัตน์ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) หรือ ทีเส็บ กล่าวว่า ทีเส็บมีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้มีส่วนร่วมดึงงานประชุมระดับโลกที่ขับเคลื่อนวาระสำคัญของเทรนด์โลกมาจัดที่ภูเก็ตได้สำเร็จ ซึ่งไม่ได้สะท้อนศักยภาพและขีดความสามารถของภูเก็ตเพียงอย่างเดียว 

    แต่ยังตอกย้ำกลยุทธ์การขับเคลื่อนเพื่อสร้างแบรนด์ของเมืองทั้งระบบ ภูเก็ตไม่ได้โดดเด่นเฉพาะการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน แต่ได้ยกระดับไปสู่การสร้างความเชื่อมั่นของการเป็นผู้นำในระดับโลกของทั้งสามอุตสาหกรรม

    “ภูเก็ตคือเมืองไมซ์ต้นแบบที่สามารถนำงานไมซ์มาเป็นกลไกยกระดับเมืองและสร้างโอกาสด้านการค้า การลงทุนและการพัฒนาที่สอดคล้องกับกลยุทธ์ของทีเส็บในการดึงงานระดับโลกมาสู่ประเทศไทยอย่างมีเป้าหมาย กลยุทธ์การพัฒนาเมืองไมซ์ภูมิภาคให้สร้างแบรนด์เฉพาะด้านตามยุทธศาสตร์เมืองและกลยุทธ์กระจายการจัดงานระดับนานาชาติไปยังเมืองต่าง ๆ ทั่วประเทศ ไม่จำกัดเฉพาะในกรุงเทพมหานคร”

    นายสุวิทย์ พันธ์เสงี่ยม รองผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต กล่าวว่า จังหวัดภูเก็ต กำลังใช้ ‘ไมซ์’ เป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจคุณภาพ เพราะงานประชุมนานาชาติไม่ได้สร้างรายได้เฉพาะภาคท่องเที่ยว แต่กระจายประโยชน์ไปถึงธุรกิจท้องถิ่นและชุมชนอย่างชัดเจน 

    การเป็นเมืองเจ้าภาพจัดงานสำคัญครั้งนี้สะท้อนความพร้อมของภูเก็ตในฐานะเมืองไมซ์ระดับนานาชาติ และช่วยยกระดับภาพลักษณ์เมือง เพิ่มโอกาสการลงทุน และสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน ภูเก็ตจะเดินหน้าพัฒนาอุตสาหกรรมไมซ์อย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างคุณค่าใหม่ให้จังหวัดและเสริมความแข็งแกร่งให้ประเทศไทยในเวทีไมซ์ระดับภูมิภาค

    นายภูมิกิตติ์ รักแต่งาม ประธานมูลนิธิพัฒนาการท่องเที่ยวยั่งยืนและตัวแทนภาคเอกชนจังหวัดภูเก็ต ซึ่งเป็นผู้ร่วมริเริ่มดึงงานประชุมนานาชาติ เช่น GSTC และ GWS สู่จังหวัดภูเก็ต กล่าวเสริมว่า “ในฐานะตัวแทนภาคเอกชนภูเก็ต ผมยินดีที่เมืองได้รับเลือกเป็นเจ้าภาพสามงานประชุมระดับโลก ซึ่งเป็นผลจากความร่วมมือที่เข้มแข็งระหว่างภาครัฐและเอกชนในการขับเคลื่อน 7 ยุทธศาสตร์จังหวัด

    โดยเรามุ่งเน้นการนำศักยภาพด้านความยั่งยืนและบริการสุขภาพระดับสากลมาสร้างผลลัพธ์ใหม่ ๆ ที่จับต้องได้ เพื่อยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันในเวทีโลกอย่างมีกลยุทธ์ ขณะเดียวกันยังคงให้ความสำคัญกับการรักษาสมดุลความสุขของคนในท้องถิ่น ควบคู่ไปกับการเติบโตทางเศรษฐกิจ เพื่อให้การพัฒนาครั้งนี้เป็นการวางรากฐานที่ยั่งยืนและคืนประโยชน์สู่จังหวัดภูเก็ต และประเทศไทยอย่างแท้จริง” 

    ผู้อำนวยการทีเส็บ กล่าวย้ำว่า “ทีเส็บ ภูเก็ตและประเทศไทยในภาพรวมมีต้นทุนพร้อมสำหรับร่วมขับเคลื่อนวาระของทั้งสามงานประชุม ทั้งความยั่งยืน สุขภาวะ และความเท่าเทียมและการมีส่วนร่วม ซึ่งจะช่วยส่งเสริมภาพลักษณ์ทั้งของภูเก็ตและประเทศไทยให้มีความแข็งแกร่งในยุคสมัยที่วาระทั้งสามเป็นประเด็นสำคัญบนเวทีโลกและเป็นปัจจัยกำหนดการตัดสินใจเลือกประเทศจุดหมายการจัดงาน”

    ทั้งนี้ ทีเส็บได้ดำเนินการขับเคลื่อนความยั่งยืนที่วัดค่าได้จากการจัดงานมาโดยตลอด ทั้งการเลี่ยงและการลดคาร์บอนฟุตพรินต์ รวมทั้งผลักดันรับรองมาตรฐานการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับงานไมซ์ ในส่วนของภูเก็ต มีความเข้มแข็งของเครือข่ายด้านการท่องเที่ยวยั่งยืนในจังหวัด 

    สมาชิกของ GSTC ในพื้นที่มีบทบาทเชิงรุกในทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ แหล่งท่องเที่ยว และผู้ประกอบการโรงแรม มีชุมชนที่ขับเคลื่อนกิจกรรมด้านความยั่งยืนอย่างต่อเนื่อง ตอบโจทย์ข้อเสนอการจัดงาน 

    ขณะเดียวกัน ภูเก็ตยังร่วมมือกับโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (UNDP) กำหนดเป้าหมายตัวชี้วัดการพัฒนาที่ยั่งยืนภายในปี 2573 พร้อมจัดทำโครงการท่องเที่ยวยั่งยืนระดับพื้นที่และได้รับคัดเลือกเป็นเมืองนำร่องในโครงการประเมินระบบนิเวศระดับชาติ (National Ecosystem Assessment – NEA) เพื่อการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพบนเกาะ ทั้งหมดนี้ จะช่วยสร้างภาพลักษณ์ประเทศไทยในฐานะจุดหมายการจัดงานอย่างยั่งยืนที่ไว้วางใจได้

    ในส่วนของงาน InterPride General Meeting & World Conference 2026 มีปัจจัยส่งเสริมจากความสำเร็จของการผ่านกฎหมายสมรสเท่าเทียมในประเทศไทย และกำลังเดินหน้าสู่กฎหมายรับรองเพศ (Gender Recognition) 

    รวมถึงสิทธิแรงงานบริการทางเพศ ยิ่งสะท้อนว่าการประชุมครั้งนี้คือการตอกย้ำความเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างที่เป็นรูปธรรมของประเทศไทย และจังหวัดภูเก็ตเป็นเมืองแห่งพหุวัฒนธรรมที่เปิดกว้างต่อความหลากหลายทางเพศ (LGBTQIA+ Friendly) มีความเข้มแข็งของเครือข่ายชุมชนที่พร้อมยกระดับ ภูเก็ตสู่การเป็นเมืองต้นแบบแห่งความเท่าเทียม และสื่อสารภาพลักษณ์ “ไข่มุกสีรุ้งแห่งเอเชีย” สู่สายตานานาชาติ สามารถใช้ต่อยอดการตลาดในอนาคต เพื่อดึงดูดนักเดินทางไมซ์กลุ่มหลากหลายทางเพศ และยกระดับการเป็นเมืองไมซ์ระดับโลกของภูเก็ต 

    สำหรับงาน GWS 2026 จะช่วยเปิดโลกโอกาสทางธุรกิจในอุตสาหกรรมสุขภาวะของภูเก็ตและประเทศไทยสู่สายตานักลงทุนและนักธุรกิจในสาขาอาชีพนี้ เพราะประเทศไทยมีแนวคิดผลักดัน Wellness Economy และมีนโยบายสนับสนุนบทบาทของภูเก็ตในการเป็นศูนย์กลางสุขภาพนานาชาติ (Medical Hub) และผลักดันบทบาทประเทศไทยในฐานะจุดหมายปลายทางด้านการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพตามยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี

    ขณะที่ภูเก็ตมีโรงแรมระดับห้าดาวและสถานบริการมาตรฐานสากลที่ให้บริการด้านสุขภาพและสุขภาวะระดับพรีเมียม พร้อมเม็ดเงินลงทุนใหม่ ๆ ยกระดับบริการตอบโจทย์ใหม่ ๆ ในตลาดโลก เช่น เรื่อง Health Span ท่ามกลางสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติของภูเก็ตและพื้นที่ใกล้เคียงที่เอื้อต่อการพักผ่อนและฟื้นฟูสุขภาพ 

    ขณะเดียวกันผู้ประกอบการในภูเก็ตและประเทศไทยจะได้มีโอกาสติดตามทิศทาง แนวโน้มและโอกาสใหม่ ๆ จากตลาดโลกเพื่อใช้พัฒนาบริการหรือต่อยอดธุรกิจต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/business/tourism/652000&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3LbpOpA89tHA6luUyGkouz

  • องคมนตรีติดตามและขับเคลื่อนโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ เขตพื้นที่จังหวัดนราธิวาส

    องคมนตรีติดตามและขับเคลื่อนโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ เขตพื้นที่จังหวัดนราธิวาส

          วันพฤหัสบดีที่ 19 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 9.40 น. พลเอก เฉลิมชัย สิทธิสาท องคมนตรี รองประธานอนุกรรมการติดตามและขับเคลื่อนโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริในพื้นที่ภาคใต้ นางสุพร ตรีนรินทร์ เลขาธิการ กปร. และคณะอนุกรรมการฯ เดินทางไปยังโครงการฝายไอร์ยาเด๊ะอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ตำบลมาโมง อำเภอสุคิริน จังหวัดนราธิวาส เพื่อรับฟังรายงานความก้าวหน้าโครงการพัฒนาแหล่งน้ำอันเนื่องมาจากพระราชดำริในพื้นที่จังหวัดนราธิวาส ประกอบด้วย 1) โครงการฝายไอร์ยาเด๊ะฯ 2) โครงการอนุรักษ์ต้นน้ำและส่งเสริมอาชีพในพื้นที่โครงการฝายไอร์ยาเด๊ะ จังหวัดนราธิวาส มีการดำเนินการเพิ่มศักยภาพจัดการน้ำในฝายไอร์ยาเด๊ะ พร้อมกับส่งเสริมการใช้ประโยชน์พื้นที่อย่างเหมาะสม เพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้และการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ อาทิ การจัดกิจกรรมล่องแก่ง การพัฒนาโฮมสเตย์ พื้นที่แคมป์ปิ้ง และการจัดกิจกรรมงานวิ่งบาลาเทรล (Bala Trail Running) ในช่วงเดือนสิงหาคมของทุกปี เพื่อสร้างรายได้เสริมและยกระดับคุณภาพชีวิตของราษฎรในพื้นที่ และ 3) โครงการฝายบ้านสันติพร้อมระบบส่งน้ำและอาคารประกอบอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ รับไว้เป็นโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ตามที่ราษฎรขอพระราชทานความช่วยเหลือ ปัจจุบันสามารถส่งน้ำสนับสนุนการอุปโภคบริโภคให้ราษฎรบ้านสันติ หมู่ที่ 7 และบ้านราษฎร์ผดุง หมู่ที่ 8 (บางส่วน) ตำบลสุคิริน อำเภอสุคิริน จังหวัดนราธิวาส จำนวน 220 ครัวเรือน 680 คน ให้ได้มีน้ำใช้อย่างเพียงพอตลอดทั้งปี

          โอกาสนี้ องคมนตรี ได้ให้ข้อเสนอแนะให้ราษฎรรักษาวิถีชีวิตการประกอบอาชีพทำนาขั้นบันไดและปลูกไม้ผลตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง พร้อมส่งเสริมการท่องเที่ยว เพื่อให้โครงการฯ เกิดประโยชน์อย่างยั่งยืนแก่ราษฎร จากนั้น พบปะเยี่ยมเยียนราษฎรที่ได้รับประโยชน์จากโครงการฯ รับชมผลิตภัณฑ์ของชุมชน และตรวจเยี่ยมโรงสีข้าวพระราชทานซึ่งตั้งอยู่ในบริเวณพื้นที่โครงการฯ

          สืบเนื่องมาจากวันที่ 27 กันยายน 2528 พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เสด็จพระราชดำเนินไปทอดพระเนตรฝายทดน้ำคลองปารีบริเวณที่จะก่อสร้างฝายทดน้ำคลองไอร์ยาเด๊ะและพื้นที่บริเวณต่าง ๆ ในเขตส่งน้ำของโครงการฝายทดน้ำคลองไอร์ยาเด๊ะ ในนิคมสร้างตนเองภาคใต้ อำเภอสุคิริน จังหวัดนราธิวาส และมีพระราชดำริ สรุปความว่า  “ตามลำน้ำสาขาต่าง ๆ ของแม่น้ำสายบุรี ทำเลเหมาะที่จะสร้างฝายทดน้ำและอ่างเก็บน้ำสำหรับจัดหาน้ำส่งไปช่วยเหลือพื้นที่เพาะปลูก ที่จะทำนาขั้นบันไดสองฝั่งแม่น้ำสายบุรีได้หลายแห่ง และบางแห่งกรมชลประทาน ได้พิจารณาวางโครงการเบื้องต้นไว้แล้ว ถ้าสมาชิกในเขตนิคมเห็นสมควรเปลี่ยนพื้นที่ ไปทำนาขั้นบันไดทั่วกัน ก็ควรดำเนินการก่อสร้างฝายทดน้ำเหล่านั้นช่วยเหลือต่อไป”

          ในปี 2529 สำนักงาน กปร. ได้สนับสนุนงบประมาณให้กรมชลประทาน ดำเนินการก่อสร้างฝายคอนกรีตล้วน ขนาดสูง 2.50 เมตร สันฝาย ความยาว 20.00 เมตร และบ่อพักน้ำขนาดความจุ 200 ลูกบาศก์เมตร จำนวน 4 แห่ง พร้อมระบบท่อส่งน้ำ จำนวน 3 สาย คูส่งน้ำ จำนวน 7 สาย และถังกรองน้ำและถังเก็บน้ำ ขนาดความจุ 10 ลูกบาศก์เมตร จำนวน 1 แห่ง และได้มีการจัดตั้งกลุ่มผู้ใช้น้ำในชื่อกลุ่ม “โครงการฝายไอร์ยาเด๊ะอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ตำบลมาโมง อำเภอสุคิริน จังหวัดนราธิวาส” โดยโครงการก่อสร้างแล้วเสร็จในปีเดียวกัน สามารถส่งน้ำให้ราษฎรในพื้นที่ หมู่ที่ 2 ตำบลมาโมง อำเภอสุคิริน จังหวัดนราธิวาส จำนวน 147 ครัวเรือน 585 คน มีน้ำใช้เพื่อการอุปโภคบริโภคอย่างเพียงพอตลอดปี และช่วยเหลือพื้นที่การเกษตร จำนวน 400 ไร่ นอกจากนี้ยังช่วยส่งเสริมให้ราษฎรปลูกข้าว และทำนาข้าวขั้นบันไดตามพระราชดำริ ทำให้ราษฎรในพื้นที่ มีข้าวไว้บริโภคในครัวเรือนได้เพียงพอ ส่งผลให้ราษฎรมีรายได้ มีคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น

          ทั้งนี้ ในพื้นที่จังหวัดนราธิวาสมีโครงการอันเนื่องจากพระราชดำริในพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ตลอดจนพระบรมวงศ์ รวม 403 โครงการ แยกเป็นด้านการพัฒนาแหล่งน้ำถึง 299 โครงการ ด้านเกษตร ด้านสิ่งแวดล้อม ด้านส่งเสริมอาชีพ ด้านสาธารณสุข ด้านคมนาคม/สื่อสาร ด้านสวัสดิการสังคม/การศึกษา และด้านบูรณาการ/อื่น ๆ

    #สำนักงานกปร

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.js100.com/en/site/post_share/view/159393&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw00jzaS0LbK7ISFNga2MK5f

  • ไทยปิดดีล EFM 2026 สวยหรู ดึง 10 กองถ่ายต่างชาติเข้าไทยลงทุนทะลัก

    ไทยปิดดีล EFM 2026 สวยหรู ดึง 10 กองถ่ายต่างชาติเข้าไทยลงทุนทะลัก

    กรมการท่องเที่ยว โดยกองกิจการภาพยนตร์และวีดิทัศน์ต่างประเทศ เข้าร่วมออกคูหานิทรรศการในงาน European Film Market 2026 (EFM 2026) ระหว่างวันที่ 12–17 กุมภาพันธ์ 2569 ณ โรงแรม Berlin Marriott Hotel กรุงเบอร์ลิน สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี เพื่อประชาสัมพันธ์ศักยภาพประเทศไทยในฐานะแหล่งถ่ายทำภาพยนตร์ระดับนานาชาติ พร้อมผลักดันการถ่ายทำภาพยนตร์ต่างประเทศในไทยให้สร้างรายได้เข้าสู่ประเทศอย่างต่อเนื่อง

    การเข้าร่วมงานในครั้งนี้ กรมการท่องเที่ยวประสบความสำเร็จในการเจรจาธุรกิจกับผู้ผลิตภาพยนตร์ต่างประเทศ โดยมีบริษัทผู้ผลิตจำนวน 10 ราย จากสหรัฐอเมริกา สกอตแลนด์ สาธารณรัฐเช็ก สาธารณรัฐเฮลเลนิก (กรีซ) สาธารณรัฐโปแลนด์ สาธารณรัฐอิตาลี และสาธารณรัฐอินเดีย แจ้งความประสงค์เข้ามาถ่ายทำในประเทศไทยในช่วงปี 2026–2027 คาดการณ์งบประมาณการลงทุนรวมกว่า 2,400 ล้านบาท ซึ่งสูงกว่าเป้าหมายที่กรมการท่องเที่ยวตั้งไว้

    ภายในคูหานิทรรศการ กรมการท่องเที่ยวได้นำเสนอสื่อประชาสัมพันธ์หลากหลายรูปแบบ มุ่งเน้นมาตรการส่งเสริมการถ่ายทำภาพยนตร์ต่างประเทศในประเทศไทย โดยเฉพาะมาตรการคืนเงิน (Cash Rebate) สูงสุด 30% รวมถึงความพร้อมของสถานที่ถ่ายทำที่มีความหลากหลาย ทีมงานชาวไทยที่มีประสบการณ์ระดับสากล สตูดิโอถ่ายทำมาตรฐาน และสิ่งอำนวยความสะดวกครบครันที่สามารถรองรับกองถ่ายจากทั่วโลก

    นายจาตุรนต์ ภักดีวานิช อธิบดีกรมการท่องเที่ยว กล่าวว่า “การเข้าร่วมงาน EFM ถือเป็นภารกิจสำคัญในช่วงต้นปี เนื่องจากเป็นตลาดภาพยนตร์แรกของปีที่กรมการท่องเที่ยวใช้เป็นเวทีเชิญชวนและสร้างเครือข่ายกับผู้ผลิตภาพยนตร์นานาชาติ การตอบรับที่ดีและมูลค่าการลงทุนที่คาดว่าจะเกิดขึ้น สะท้อนถึงความเชื่อมั่นของอุตสาหกรรมภาพยนตร์โลกที่มีต่อประเทศไทย ทั้งด้านมาตรการสนับสนุน คุณภาพทีมงาน และศักยภาพของโลเคชันถ่ายทำ”

    ทั้งนี้ การเข้าร่วมงาน EFM 2026 เป็นส่วนหนึ่งของแผนการทำตลาดเชิงรุกของกรมการท่องเที่ยว เพื่อดึงดูดกองถ่ายต่างประเทศให้เข้ามาถ่ายทำในประเทศไทย สร้างรายได้ กระจายการจ้างงานในอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง และเผยแพร่ภาพลักษณ์ประเทศไทยสู่สายตาผู้ชมทั่วโลกผ่านสื่อภาพยนตร์และคอนเทนต์ระดับนานาชาติ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/money/economics/thai_economics/2915265&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw160UegptJ7SFftVjaDRBbN

  • ‘สทท.’ ชี้ทางรอดธุรกิจท่องเที่ยวไทย!  ฝ่าเทรนด์ ‘เลือกเยอะ จ่ายยาก’ ยกคุณภาพสู้

    ‘สทท.’ ชี้ทางรอดธุรกิจท่องเที่ยวไทย! ฝ่าเทรนด์ ‘เลือกเยอะ จ่ายยาก’ ยกคุณภาพสู้

    สถานการณ์ภาคท่องเที่ยวปี 2569 จะเปลี่ยนจาก “การฟื้นตัว” ไปสู่ “การปรับตัวและการแข่งขันด้านคุณภาพ” มากขึ้น หลังจากสิ้นสุดภาวะ “เที่ยวล้างแค้น” ในช่วงปี 2566-2567 โดยในปีนี้พฤติกรรมนี้จะหายไป ผู้คนเริ่มกลับสู่ภาวะปกติ การเดินทางจะถูกวางแผนอย่างใจเย็นและรอบคอบมากขึ้น นักท่องเที่ยวจะไม่ยอมจ่ายเงินเพียงเพื่อให้ได้เที่ยว แต่จะจ่ายเพื่อให้ได้ประสบการณ์ที่คุ้มค่า!

    รายงานดัชนีความเชื่อมั่นผู้ประกอบธุรกิจการท่องเที่ยวในประเทศไทยไตรมาส 4 ปี 2568 ของสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (สทท.) ระบุว่า “เทรนด์พฤติกรรมการท่องเที่ยวปี 2569” เปลี่ยนไป จากโครงสร้างประชากรนักท่องเที่ยว “กลุ่มผู้สูงอายุ” (Active Seniors อายุ 50-70 ปี) จะมีสัดส่วนสูงขึ้น ทั้งจากยุโรป ญี่ปุ่น และในไทยเอง ธุรกิจที่รองรับการออกแบบสากล (Universal Design) และบริการด้านสุขภาพจะได้เปรียบ

    อีกเทรนด์ที่มาแรงคือ “Quietcation” เทรนด์การท่องเที่ยวที่เน้นความเงียบสงบ ไม่วุ่นวาย และเป็นส่วนตัว ไม่จำเป็นต้องไปเที่ยวสถานที่ยอดนิยม อาจจะไปที่ที่ไม่มีใครรู้จักก็ได้ แต่ขอให้ได้พักผ่อนเต็มที่และได้ใช้เวลากับตัวเองอย่างแท้จริง! อย่างนักท่องเที่ยวกลุ่ม Active Seniors ไม่ต้องการวางแผนท่องเที่ยวด้วยตัวเอง จึงมอบหมายและไว้ใจให้บริษัทท่องเที่ยวจัดการวางแผนให้ทั้งหมดว่าพวกเขาควรจะไปเที่ยวที่ไหนถึงจะสงบ พักผ่อนได้เต็มที่ ภายใต้วันเวลาและงบประมาณที่พวกเขากำหนดไว้

    “Green Tourism” (การท่องเที่ยวสีเขียว) จะได้รับความนิยมมากขึ้นในปี 2569 ไม่ใช่แค่เทรนด์ทางเลือก แต่เป็น “มาตรฐานใหม่” ที่ส่งผลกระทบอย่างเข้มข้นต่อภาคโรงแรมและที่พัก ทั้งในแง่ต้นทุน การตลาด และการดำเนินงานรายวัน กฎระเบียบโลกเริ่มแบนธุรกิจที่ไม่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม แหล่งท่องเที่ยวต้องปรับตัว ลดการสร้างมลพิษและคาร์บอน หากไม่มีคุณภาพด้านสิ่งแวดล้อมชัดเจน จะถูกตัดออกจากตัวเลือกของนักท่องเที่ยวคุณภาพทันที 

    โดยนักท่องเที่ยวยุโรปและคนรุ่นใหม่เริ่มมองหาที่พักที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอย่างจริงจัง แพลตฟอร์มจองที่พักออนไลน์ (OTA) จะเริ่มดัน Ranking ให้ที่พักที่มีมาตรฐานรักษ์โลกติดลำดับแรกๆ ของการค้นหา

    นอกจากนี้เทรนด์ “การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ” (Wellness Tourism) ยกระดับจากการทำสปาไปสู่การกินอาหารเป็นยา (Gastronomy) และการดูแลสุขภาพจิต (Mental Retreat) ยังคงได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวอย่างต่อเนื่อง รวมถึงเทรนด์ “การท่องเที่ยวแบบมีความหมาย” (Meaningful Travel) นักท่องเที่ยวต้องการสัมผัสวิถีชุมชนท่องเที่ยวที่ลึกซึ้ง มากกว่าแค่ไปถ่ายรูปเช็กอิน และการท่องเที่ยวเมืองรองยังคงเติบโตหากมีการทำการตลาดเล่าเรื่อง (Storytelling) ที่ดี

    ‘สทท.’ ชี้ทางรอดธุรกิจท่องเที่ยวไทย!  ฝ่าเทรนด์ ‘เลือกเยอะ จ่ายยาก' ยกคุณภาพสู้

    ค่าครองชีพ-ดอกเบี้ย ปัจจัยสำคัญท่องเที่ยว

    อย่างไรก็ตาม ปัจจัยด้านเศรษฐกิจ “ค่าครองชีพและดอกเบี้ยทรงตัว” มีผลต่อการเดินทางในปี 2569 แม้อัตราเงินเฟ้อโลกจะชะลอตัว แต่ราคาสินค้าและบริการ เช่น ค่าตั๋วเครื่องบิน และค่าที่พัก ยังคงอยู่ในระดับสูง ทำให้นักท่องเที่ยวทั่วโลกมีแนวโน้ม “เลือกเยอะ จ่ายยาก” (Value for Money is King) พวกเขาจะเปรียบเทียบราคาอย่างหนักก่อนจอง

    นอกจากนี้ “จีน” ยังคงเผชิญปัญหาเศรษฐกิจภายใน ซึ่งอาจทำให้นักท่องเที่ยวจีนกลุ่มกระแสหลัก (Mass) กลับมาได้ไม่เต็มที่ในปีนี้ ไทยจึงต้องพึ่งพากลุ่มใช้จ่ายสูง (High Spending) จากจีน และกระจายความเสี่ยงไปยังตลาดยุโรป อินเดีย เกาหลีใต้ และตะวันออกกลางมากขึ้น ขณะที่ตลาดในประเทศ ปัญหา “หนี้ครัวเรือนสูง” ยังเป็นตัวฉุดกำลังซื้อ คนไทยจะเที่ยวถี่น้อยลงแต่เน้นคุณภาพ หรือเลือกเที่ยวช่วงที่มีโปรโมชันแรงๆ เท่านั้น

    แต่ธุรกิจท่องเที่ยวไม่สามารถแข่งขันด้วย “สงครามราคา” (Price War) ได้อีกต่อไป เพราะจะทำให้ต้นทุนการดำเนินงานสูงขึ้น การหันมาสู้ด้วย “คุณภาพบริการ” เพื่อดึงดูดลูกค้าที่มีกำลังซื้อสูง จึงเป็นทางรอด!

    ‘สทท.’ ชี้ทางรอดธุรกิจท่องเที่ยวไทย!  ฝ่าเทรนด์ ‘เลือกเยอะ จ่ายยาก' ยกคุณภาพสู้

    แข่งขันเพื่อนบ้าน ไทยต้องเร่งปรับตัว

    ขณะเดียวกัน “การแข่งขันรุนแรง” จากประเทศเพื่อนบ้านอย่างจีน ญี่ปุ่น และเวียดนาม ทำให้ไทยไม่สามารถแข่งแบบเดิม ชูจุดขายแค่ “ทะเลไทยสวยกว่า” ได้อีกต่อไป แต่ต้องแข่งขันด้วย “คุณภาพการบริหารจัดการ” เช่น ความปลอดภัย ความสะดวกสบาย และการสร้างประสบการณ์ที่มีความหมายแก่นักท่องเที่ยว

    ‘สทท.’ ชี้ทางรอดธุรกิจท่องเที่ยวไทย!  ฝ่าเทรนด์ ‘เลือกเยอะ จ่ายยาก' ยกคุณภาพสู้

    เทคโนโลยี “AI” เป็นอีกเทรนด์ที่นักท่องเที่ยวจะใช้ในการวางแผนเที่ยวเองมากขึ้น เข้าถึงข้อมูลเชิงลึกได้ง่ายกว่าที่เคย ทำให้บทบาทของบริษัททัวร์แบบดั้งเดิมลดลง ธุรกิจต้องปรับตัวทำคอนเทนต์ให้ AI หาเจอ นอกจากนี้ลูกค้ายังคาดหวังการบริการที่รู้ใจและไร้รอยต่อ (Seamless Experience) ธุรกิจต้องใช้เทคโนโลยีเพื่อปรับปรุงคุณภาพการบริการรายบุคคล ใครที่ยังทำงานแบบเดิมๆ จะไม่สามารถตอบโจทย์ความต้องการที่ซับซ้อนของลูกค้ายุคใหม่ได้

    สำหรับ “ปัจจัยเสี่ยง” และ “อุปสรรค” ของภาคการท่องเที่ยวในไตรมาส 1 ปี 2569 รายงานระบุว่า “ฝุ่น PM 2.5” ที่มักจะรุนแรงในช่วงฤดูหนาว เป็นปัจจัยลบระยะสั้นที่สำคัญที่สุดในช่วงกลางเดือน ม.ค.-มี.ค. โดยเฉพาะกรุงเทพฯ และภาคเหนือ นักท่องเที่ยวจะหนีฝุ่นลงมาเที่ยวทะเลภาคใต้ หรืออาจจะหันไปเที่ยวประเทศเพื่อนบ้านแทน ทำให้ผู้ประกอบการภาคเหนือต้องเตรียมแผนรับมือล่วงหน้า

    “เลือกตั้ง” จุดเปลี่ยนสำคัญเศรษฐกิจไทย

    ด้าน “การเลือกตั้ง” เมื่อวันที่ 8 ก.พ. 2569 การจัดตั้ง “รัฐบาลใหม่” ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของเศรษฐกิจไทย เมื่อประเมินฉากทัศน์หากสามารถจัดตั้งรัฐบาลได้เร็ว 1-2 เดือน เศรษฐกิจจะฟื้นตัวได้ตามเป้าหมาย งบประมาณเบิกจ่ายต่อเนื่อง แต่ถ้ารัฐบาลรักษาการลากยาว 3-5 เดือน ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ปี 2569 อาจโตต่ำกว่า 1.5% การลงทุนของภาคเอกชนชะงักงัน และยังมีความเสี่ยงด้านงบประมาณที่อาจมีความล่าช้าของงบประมาณปี 2570 หากการจัดตั้งรัฐบาลใช้เวลานานเกินไป จะส่งผลให้การเบิกจ่ายงบประมาณแผ่นดินปี 2570 ล่าช้า กระทบต่อโครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน (Mega Project) ของรัฐ

    และปัจจัย “ภูมิรัฐศาสตร์และสังคม” ความขัดแย้งระหว่างประเทศ สงครามการค้า และปัญหาสงครามในตะวันออกกลางยังคงกดดันราคาน้ำมันและเส้นทางการบิน และจะมีความขัดแย้งระหว่างประเทศและภูมิภาคของโลกเกิดขึ้นอยู่เรื่อยๆ ภาวะ “โลกไม่สงบ” คาดส่งผลโดยตรงต่อนักท่องเที่ยวตลาดระยะไกล (Long-haul)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/business/business/1221991&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1l75Qash42yChT7LgYR1jJ

  • HUB สวนดุสิต ร่วม มหาวิทยาลัยแห่งอินโดนีเซีย ยกระดับองเที่ยวเชิงวัฒนธรรมอาหาร

    HUB สวนดุสิต ร่วม มหาวิทยาลัยแห่งอินโดนีเซีย ยกระดับองเที่ยวเชิงวัฒนธรรมอาหาร

    วันพฤหัสบดี ที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 15.41 น.

    Tag :

    ศูนย์ HUB ม.สวนดุสิต  ผนึกกำลังด้านวิชาการ ม.นอร์ทกรุงเทพ พร้อมภาคีเครือข่าย 2 มหาวิทยาลัยแห่งอินโดนีเซีย ยกระดับ ด้านการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมอาหารสู่โลกอนาคต

    วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569  ที่ มหาวิทยาลัยนอร์ทกรุงเทพ  วิทยาเขตรังสิต อำเภอธัญบุรี  จังหวัดปทุมธานี   

    รองศาสตราจารย์ ดร.พรรณี สวนเพลง ผู้อำนวยการโครงการสร้างเครือข่ายศูนย์รวมผู้เชี่ยวชาญทางด้านการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมอาหาร มหาวิทยาลัยสวนดุสิต   เข้าร่วม การประชุมวิชาการรับชาติและนานาชาติด้านมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ ครั้งที่ 24 

    การประชุมวิชาการรับชาติและนานาชาติด้านมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ ครั้งที่ 24 (24th National and International Conference on Humanities and Social Sciences) จัดโดย ความร่วมมือระหว่าง สมาคมนิติศาสตร์และรัฐศาสตร์ หลักสูตรปรัชญาดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชารัฐศาสตร์  คณะรัฐศาสตร์  มหาวิทยาลัยนอร์ทกรุงเทพ และ โครงการสร้างเครือข่ายศูนย์รวมผู้เชี่ยวชาญทางด้านการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมอาหาร (Hub of Talents in Gastronomy Tourism Network) มหาวิทยาลัยสวนดุสิต กับเครือข่ายทางวิชาการทั้งภายในและภายนอกประเทศ รวมทั้งสิ้น 12 แห่ง

    ในการประชุมวิชาการครั้งนี้ ได้รับเกียรติจาก Professor Dr. WASINO บรรณาธิการบริหารของ Paramita: Historical Studies Journal ซึ่งจัดพิมพ์โดย History Department, Faculty of Social Sciences, Universitas Negeri Semarang ประเทศอินโดนีเซีย ร่วมกับ Indonesian Historical Society และได้รับการดัชนีใน Scopus และจัดอันดับให้อยู่ใน Q2    เป็นผู้แสดงปาฐกถาในหัวข้อ “The Evolution of Social and Political Education in Indonesia: Lessons and Future Directions”

    ได้รับความสนใจอย่างกว้างขวางจากคณาจารย์ นักวิจัย และนักศึกษา ทั้งภายในและภายนอกประเทศ เข้าร่วมนำเสนอบทความ จำนวนทั้งสิ้น 48 บทความ แบ่งเป็น การนำเสนอแบบปากเปล่า จำนวน 34 บทความ แบบวีดีโอ จำนวน 8 บทความ และแบบโปสเตอร์ จำนวน 6 บทความ 

    ทั้งนี้ โครงการสร้างเครือข่ายศูนย์รวมผู้เชี่ยวชาญทางด้านการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมอาหาร ได้ให้การสนับสนุนค่าลงทะเบียนการนำเสนอบทความด้านการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมอาหาร และบทความอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องในสาขาท่องเที่ยว 
    รองศาสตราจารย์ ดร.พรรณี สวนเพลง ผู้อำนวยการโครงการสร้างเครือข่ายศูนย์รวมผู้เชี่ยวชาญทางด้านการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมอาหาร มหาวิทยาลัยสวนดุสิต ในฐานะผู้ร่วมจัดการประชุมวิชาการ ได้กล่าวเปิดการประชุม และเป็นประธานเวทีวิชาการระดับนานาชาติ เวทีที่ 1 เพื่อให้ข้อเสนอแนะต่อการนำเสนอบทความวิจัยของคณาจารย์และนักศึกษาระดับปริญญาเอก สาขาวิชาศึกษาศาสตร์ จาก Universitas Negeri Semarang จำนวน 11 บทความ และร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการ (Implementing Arrangement) ร่วมกับ University Ngudi Waluyo และ Indonesian Biomass Energy Society  สาธารณรัฐอินโดนีเซีย
    นอกจากนี้  รองศาสตราจารย์ ดร.พรรณี สวนเพลง ได้ร่วมหารือกับ Professor Dr. WASINO เกี่ยวกับความร่วมมือในการวิจัยร่วมกันในอนาคต และโอกาสในการเผยแพร่บทความวิจัยด้านประวัติศาสตร์การท่องเที่ยวและวัฒนธรรมอาหาร ใน Paramita: Historical Studies Journal ซึ่งเป็นวารสารระดับนานาชาติชั้นนำของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ด้านประวัติศาสตร์   ซึ่งได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีในเชิงบวก จาก Professor Dr. WASINO ซึ่งอยู่ระหว่างเปิดรับบทความสำหรับเล่มฉบับที่ 2 ของปี 2569 นี้ อีกด้วย

    สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ รองศาสตราจารย์ ดร.พรรณี สวนเพลง อาจารย์ปรจำคณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และ ผู้อำนวยการศูนย์รวมผู้เชี่ยวชาญทางด้านการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมอาหาร มหาวิทยาลัยสวนดุสิต เลขที่ 295 ถนนราชสีมา แขวงดุสิต เขตดุสิต กทม. 10300 เลขานุการโครงการ ดร.นวนันทน์ ศรีสุขใส โทร 0802282290 , 02-2445972

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/relation/948082&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw38nR0wPP8R4zNujFRRNYIp

  • เมืองคอนชวนเที่ยวงาน “แห่ผ้าขึ้นธาตุนานาชาติ” ปักหมุด 25 ก.พ. นี้ | TOPNEWS

    เมืองคอนชวนเที่ยวงาน “แห่ผ้าขึ้นธาตุนานาชาติ” ปักหมุด 25 ก.พ. นี้ | TOPNEWS

    • เผยแพร่ : 19/02/2026 21:35

    วันที่ 19 ก.พ. 2569  ที่บริเวณลานโพธิ์ วัดพระมหาธาตุ วรมหาวิหาร จังหวัดนครศรีธรรมราช นายวิทยา เขียวรอด รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช เป็นประธานในการแถลงข่าวการจัดงานมาฆบูชาแห่ผ้าขึ้นธาตุนานาชาติที่เมืองนคร ประจำปี 2569 โดยมีพระเมธีวชิราภิรัต เจ้าคณะจังหวัดนครศรีธรรมราช (ธ) ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดพระมหาธาตุ วรมหาวิหาร จังหวัดนครศรีธรรมราช นางสาววาริน ชิณวงศ์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดนครศรีธรรมราช รองนายกเทศมนตรีนครนครศรีธรรมราช วัฒนธรรมจังหวัด รองผู้อำนวยการ สำนักงานการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานนครศรีธรรมราช แรงงานจังหวัด และผู้แทนนายกสมาคมธุรกิจการท่องเที่ยวจังหวัดนครศรีธรรมราช ร่วมยืนยันถึงความพร้อมในด้านต่างๆ และมีสื่อมวลชนตลอดจนผู้สนใจเข้ารับฟังการแถลงข่าวจำนวนมาก 

    จังหวัดนครศรีธรรมราช กำหนดจัดงานมาฆบูชาแห่ผ้าขึ้นธาตุนานาชาติที่เมืองนคร ประจำปี 2569 ขึ้นภายใต้ชื่อโครงการพระบรมธาตุ มรดกธรรม มรดกโลก เชื่อมเส้นทางศรีวิชัยเปิดประตูประชาคมอาเซียน ในระหว่างวันที่ 25 กุมภาพันธ์ ถึงวันที่ 3 มีนาคม 2569 ทั้งนี้เพื่อสืบสาน รักษาและต่อยอดประเพณีวัฒนธรรม เสริมสร้างค่านิยมความเป็นไทย นำทุนทางวัฒนธรรม ส่งเสริมการท่องเที่ยวบนพื้นฐานธรรมะ ธรรมชาติ และศิลปะวัฒนธรรม ผ่านมิติทางศาสนายกระดับประเพณีและวัฒนธรรมท้องถิ่นสู่ระดับชาติ ให้เป็น Soft Power ตามแนวคิดการขับเคลื่อนงานประเพณี ในประเด็นสร้างการรับรู้งานเทศกาลประเพณี Festival ของไทย ณ วัดพระมหาธาตุ วรมหาวิหาร จังหวัดนครศรีธรรมราช โดยภายในงานจะกำหนดให้มีกิจกรรมต่างๆ การประกอบพิธีสมโภช พิธีอัญเชิญ และพิธีถวายผ้าพระบฏพระราชทาน ผ้าพระบฏประทาน และขบวนแห่ผ้าพระบฏของส่วนราชการ หน่วยงานภาครัฐภาคเอกชน ,พิธีทำบุญตักบาตร ,กิจกรรมส่งเสริมความรู้ประเพณีแห่ผ้าพระบฏ ,กิจกรรมเขียนผ้าพระบฏ ,กวนข้าวยาคู ลานวัฒนธรรม ศิลปะการแสดงพื้นบ้าน การจำหน่ายผลิตภัณฑ์วัฒนธรรมไทย (CPOT) การสวดด้าน และการจัดกิจกรรมส่งเสริมพระพุทธศาสนา เป็นต้น 

    นอกจากนี้ ยังได้กำหนดจัดกิจกรรมเพื่อส่งเสริมพระพุทธศาสนา สัปดาห์ส่งเสริมพระพุทธศาสนาเนื่องในเทศกาลมาฆบูชา ประจำปี 2569 ตลอดทั้งสัปดาห์ ทั้งในส่วนของการรณรงค์การแต่งกายด้วยเสื้อผ้าสีขาว หรือสีนวล กิจกรรมตักบาตรมหากุศล 11,250 รูป บริเวณถนนราชดำเนิน ด้านหน้าวัดพระมหาธาตุ วรมหาวิหาร ในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 ,กิจกรรมสวดด้าน ณ วิหารคด วัดพระมหาธาตุ วรมหาวิหาร ในวันที่ 27 กุมภาพันธ์ – วันที่ 1 มีนาคม 2569 ,กิจกรรมส่งมอบผ้าพระบฏพระราชทาน ผ้าพระบฏประทาน ณ โรงเรียนปากพนัง อำเภอปากพนัง ในวันที่ 1 มีนาคม 2569 ,กิจกรรมรับมอบและสมโภชผ้าพระบฏพระราชทาน ณ ลานโพธิ์ วัดพระมหาธาตุ วรมหาวิหาร ในวันที่ 2 มีนาคม 2569 และกิจกรรมแห่ผ้าพระบฏพระราชทาน ผ้าพระบฏประทาน และผ้าพระบฏของหน่วยงาน องค์กรและภาคประชาชน กิจกรรมถวายผ้าพระบฏฯ กิจกรรมสวดมนต์ฟังธรรม เจริญจิตตภาวนา ถวายเป็นพุทธบูชา และกิจกรรมเวียนเทียนเนื่องในวันมาฆบูชา ในวันที่ 3 มีนาคม 2569 ณ วัดพระมหาธาตุ วรมหาวิหาร จังหวัดนครศรีธรรมราช

    กัญญาณัฐ  เพ็ญสวัสดิ์ ศูนย์ข่าว TOPNEWS ทั่วไทย ภาคใต้

    SOCAIL 16-9_2o

    image

    “จ่าตา” อดีตสส.ก้าวไกล จ่อบุก “ปชน.” เล่าหมดเคยท้วงหลายรอบ “ธีระวัฒน์” ผู้สมัครสส.โดนคดีขืนใจ เหยื่อเศร้าหนัก พรรคไม่เคยสนใจ

    สภาพอากาศวันนี้ อุตุฯ เตือน18 จังหวัด เจอฝนฟ้าคะนอง 23-25 ก.พ.นี้ หลายพื้นที่เสี่ยงพายุฤดูร้อนถล่ม

    ราชบุรี///เพลิงไหม้บ้านไม้สักวอดเสียหายกว่า7ล้าน

    ปิดประตูตีแมว เทศบาลโคราชคัดกรองสารเสพติด–โรคติดต่อพนักงานโรงเหล้ามิตรภาพ 100 คน

    ปักหมุดแพมบกแม่ฮ่องสอน เที่ยวชุมชนแบบ “UNSEEN THAI THAI” วธ. ปลุกเสน่ห์ “เที่ยวชุมชน ยลวิถี” เช็กอินสะพานบุญโขกู้โส่ – ชวนชิมสำรับไทใหญ่รสเด็ด – เรียนคราฟต์ชุมชน ครบจบที่เดียว

    “ถนนสายวัฒนธรรมเมืองกะทู้” ครั้งที่ 14

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1493131&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3-0d1u-CxQa6kvO0KMk6Tf

  • กทม. เชื่อม 2 คลองหลัก เดินทางไร้รอยต่อ ยกระดับชีวิตคนเมือง

    กทม. เชื่อม 2 คลองหลัก เดินทางไร้รอยต่อ ยกระดับชีวิตคนเมือง

    ปรับโฉมคลองสายหลักสู่โครงสร้างพื้นฐานอัจฉริยะ เพื่อเมืองที่น่าอยู่และยั่งยืน

    ในแนวคิดการพัฒนา Smart City หรือเมืองอัจฉริยะ หัวใจสำคัญไม่ได้มีเพียงแค่เทคโนโลยี แต่คือการบริหารจัดการทรัพยากรที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อคุณภาพชีวิตของประชาชน กรุงเทพมหานครจึงเดินหน้าโครงการพัฒนาคลองสายหลักสองแห่ง คือ คลองเปรมประชากร และ คลองแสนแสบ เพื่อเปลี่ยนจากทางระบายน้ำให้กลายเป็นเส้นทางคมนาคมและพื้นที่สันทนาการที่ทันสมัย
     

    กทม. เชื่อม 2 คลองหลัก เดินทางไร้รอยต่อ ยกระดับชีวิตคนเมือง

    คลองเปรมประชากร: รากฐานใหม่ของที่อยู่อาศัยและการเดินทาง การพัฒนาคลองเปรมประชากรเน้นการสร้างความมั่นคงในชีวิตควบคู่ไปกับโครงสร้างพื้นฐาน 

    โดยมีการก่อสร้างเขื่อน ค.ส.ล. ป้องกันตลิ่งยาวกว่า 12 กิโลเมตร ซึ่งปัจจุบันคืบหน้าแล้วกว่า 59% ความโดดเด่นของโครงการนี้คือการร่วมมือกับกรมธนารักษ์และ พอช. ในโครงการ “บ้านมั่นคง” เพื่อจัดระเบียบที่อยู่อาศัยริมคลองให้เป็นระเบียบเรียบร้อย โดย กทม. ตั้งเป้าที่จะพัฒนาให้แล้วเสร็จในปี 2570 เพื่อเปิดพื้นที่สำหรับการจราจรทางน้ำและการท่องเที่ยวในอนาคต

    กทม. เชื่อม 2 คลองหลัก เดินทางไร้รอยต่อ ยกระดับชีวิตคนเมือง

    คลองแสนแสบ: จุดเชื่อมต่อการเดินทางแบบไร้รอยต่อ (Seamless Mobility) สำหรับคลองแสนแสบ กทม. มุ่งเน้นการเพิ่มประสิทธิภาพการเดินทางของคนเมือง ด้วยการปรับปรุงเขื่อนบริเวณ สวนปทุมวนานุรักษ์ ให้กลายเป็นจุดเชื่อมต่ออัจฉริยะ 

    ประชาชนสามารถเดินทางจากเรือโดยสารที่ท่าเรือประตูน้ำเข้าสู่พื้นที่สวนสาธารณะได้โดยตรง ถือเป็นการบูรณาการพื้นที่สีเขียวเข้ากับระบบขนส่งมวลชนอย่างลงตัว นอกจากนี้ยังมีการเร่งเจรจากับผู้รุกล้ำพื้นที่เพื่อเปิดทางสำหรับการสร้างทางเดินริมคลองที่สะอาดและปลอดภัย

    ภูมิทัศน์ที่สวยงามสู่การท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน องค์ประกอบสำคัญที่จะทำให้ Smart City สมบูรณ์แบบคือ ภูมิทัศน์ที่สะอาดและสวยงาม การปรับปรุงพื้นที่ริมคลองไม่เพียงแต่ช่วยเรื่องการระบายน้ำ  กทม. เชื่อม 2 คลองหลัก เดินทางไร้รอยต่อ ยกระดับชีวิตคนเมือง

    แต่ยังเป็นการสร้าง “ปอด” แห่งใหม่และทางเดินเท้าสัญจรสำหรับคนเมือง การเปลี่ยนพื้นที่ริมน้ำที่เคยทรุดโทรมให้กลายเป็นทางเดินที่สวยงามจะช่วยส่งเสริม การท่องเที่ยวในเขตเมืองอย่างยั่งยืน ดึงดูดทั้งชาวไทยและต่างชาติให้เข้ามาสัมผัสวิถีชีวิตริมน้ำในรูปแบบใหม่ที่ทันสมัยและสะอาดตา

    การลงพื้นที่ติดตามความคืบหน้าอย่างต่อเนื่องของคณะผู้บริหาร กทม. สะท้อนถึงความตั้งใจในการเปลี่ยนโฉมกรุงเทพฯ ให้เป็นเมืองที่ “เดินทางดี” และมีคุณภาพชีวิตที่ยั่งยืนผ่านการพัฒนาคลองที่มีชีวิต

    กทม. เชื่อม 2 คลองหลัก เดินทางไร้รอยต่อ ยกระดับชีวิตคนเมือง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/smart-city/738250&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3LbBfzQtEdh_N7o8rvZDwr

  • “หนึ่งปี มีครั้งเดียว” ปรากฏการณ์ธรรมชาติ “ปลากอง” แห่งเดียวในประเทศไทย ต่อยอดการบริหารทรัพยากรประมง สู่แหล่งท่องเที่ยวใหม่ ในพื้นที่โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริศูนย์ภูฟ้า จ.น่าน

    “หนึ่งปี มีครั้งเดียว” ปรากฏการณ์ธรรมชาติ “ปลากอง” แห่งเดียวในประเทศไทย ต่อยอดการบริหารทรัพยากรประมง สู่แหล่งท่องเที่ยวใหม่ ในพื้นที่โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริศูนย์ภูฟ้า จ.น่าน

    “หนึ่งปี มีครั้งเดียว” ปรากฏการณ์ธรรมชาติ “ปลากอง” แห่งเดียวในประเทศไทย ต่อยอดการบริหารทรัพยากรประมง สู่แหล่งท่องเที่ยวใหม่ ในพื้นที่โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริศูนย์ภูฟ้า จ.น่าน

    กรมประมง โดย กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เดินหน้าขับเคลื่อนโครงการศูนย์ภูฟ้าพัฒนาอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดน่าน บูรณาการการอนุรักษ์ทรัพยากรประมงควบคู่การท่องเที่ยวเชิงนิเวศ และการมีส่วนร่วมของชุมชน ต่อยอดปรากฏการณ์ธรรมชาติอันโดดเด่นของ “ปลากอง” ให้เป็นแหล่งท่องเที่ยว เชิงอนุรักษ์ เพื่อสร้างอาชีพ สร้างรายได้ และกระตุ้นเศรษฐกิจชุมชนในพื้นที่โครงการพระราชดำริอย่างยั่งยืน

    นายมานพ หนูสอน รองอธิบดีกรมประมง เปิดเผยว่า…จังหวัดน่านมีทรัพยากรธรรมชาติที่มีคุณค่า และหาได้ยาก โดยเฉพาะปรากฏการณ์ธรรมชาติ “ปลากอง” หรือที่ชาวบ้านเรียกว่า ปลาปีกแดง (ปลาออ) เป็นพฤติกรรมในการผสมพันธุ์วางไข่ตามธรรมชาติของปลาปีกแดง ปลาท้องถิ่นที่มีความสำคัญต่อระบบนิเวศลุ่มน้ำน่าน โดยปลาจำนวนนับพันนับหมื่นตัวจะพากันว่ายทวนน้ำขึ้นมารวมฝูง ผสมพันธุ์ และวางไข่ตามแก่งหินและลำน้ำตื้น ในลำน้ำสาขาของแม่น้ำน่าน โดยเฉพาะในพื้นที่อำเภอบ่อเกลือ เช่น ลำน้ำมาง ลำน้ำว้า บ้านสบมาง และบ้านผาสุก ปรากฏการณ์ดังกล่าว เกิดขึ้นเป็นประจำทุกปีในช่วงเดือนพฤศจิกายน–เมษายน และจะเด่นชัด ในช่วงเดือน กุมภาพันธ์–มีนาคม โดยมักเกิดตรงกับวันพระ ขึ้น 14–15 ค่ำ ถือเป็นเอกลักษณ์เฉพาะถิ่นที่หาชมได้ยาก พบได้แห่งเดียวในประเทศไทย สามารถพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ที่สร้างรายได้ให้กับชุมชน ควบคู่ไปกับการปลูกจิตสำนึกด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรประมงและระบบนิเวศ

    กรมประมง ให้ความสำคัญกับการอนุรักษ์และฟื้นฟูทรัพยากรประมงในพื้นที่มาอย่างต่อเนื่อง ทั้งด้านการส่งเสริมการจัดตั้งเขตอนุรักษ์พันธุ์สัตว์น้ำโดยชุมชน การถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านการใช้ประโยชน์ทรัพยากรอย่างสมดุล และประกาศจังหวัดน่าน เรื่อง การรณรงค์งดจับปลาในช่วงฤดูวางไข่ เพื่อคงความอุดมสมบูรณ์ของระบบนิเวศ นอกจากนี้ ยังได้ดำเนินการเพาะและปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำลงสู่แหล่งน้ำธรรมชาติในพื้นที่จังหวัดน่านอย่างต่อเนื่อง ปีละไม่น้อยกว่า 200,000 ตัว เพื่อฟื้นฟูทรัพยากรประมง เพิ่มความหลากหลายทางชีวภาพ สร้างความมั่นคงด้านอาหาร และเป็นฐานสำคัญในการพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ควบคู่กับการสร้างรายได้ให้กับชุมชนในระยะยาว โดยเน้นการดูแลฐานทรัพยากรสัตว์น้ำประจำถิ่น เพื่อสร้างความสมดุลระหว่างการใช้ประโยชน์และการอนุรักษ์ทรัพยากรสัตว์น้ำ ควบคู่กับการฟื้นฟูระบบนิเวศให้คงความอุดมสมบูรณ์อย่างยั่งยืน ดังนี้
    1. ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของชุมชนในการบริหารจัดการทรัพยากรสัตว์น้ำ อาทิ การเพาะพันธุ์และปล่อยสัตว์น้ำ การกำหนดกติกาชุมชนในการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรอย่างเหมาะสม
    2. ควบคุมและกำกับการใช้เครื่องมือประมงอย่างเหมาะสม ไม่ให้มีการจับสัตว์น้ำมากเกินไป เพื่อรักษาความสมดุลของทรัพยากรในระยะยาว
    3. ดูแลและฟื้นฟูระบบนิเวศแหล่งน้ำ เช่น แม่น้ำและลำคลอง ควบคู่กับการคุ้มครองสัตว์น้ำที่มีไข่ รวมถึงการอนุรักษ์แหล่งวางไข่ให้คงความอุดมสมบูรณ์
    4. ส่งเสริมในการนำทรัพยากรมาใช้ประโยชน์ควบคู่กับการใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสมกับบริบทพื้นที่ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตโดยไม่กระทบต่อระบบนิเวศ
    5. ส่งเสริมอาชีพทางเลือกและต่อยอดมูลค่าทรัพยากร โดยพัฒนาเป็นการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ เปิดโอกาสให้นักท่องเที่ยวได้เรียนรู้วิถีชีวิตชุมชนประมง ธรรมชาติของสัตว์น้ำ และวิธีทำการประมงอย่างใกล้ชิด
    6. นำมาตรการทางกฎหมายมาบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวดและต่อเนื่อง เพื่อป้องกันและปราบปรามการกระทำผิดด้านการประมงอย่างมีประสิทธิภาพ

    จึงขอเชิญชวนประชาชนและนักท่องเที่ยวร่วมสัมผัสปรากฏการณ์ธรรมชาติ “ปลากอง” จังหวัดน่าน พร้อมเรียนรู้วิถีชีวิตชุมชน การอนุรักษ์ทรัพยากรประมง และการท่องเที่ยวเชิงนิเวศในพื้นที่โครงการพระราชดำริ ศูนย์ภูฟ้าฯ ทั้งนี้ ขอความร่วมมือผู้มาเยือนปฏิบัติตามกฎระเบียบของชุมชนอย่างเคร่งครัด และช่วยกันดูแลรักษา ทรัพยากรธรรมชาติ เพื่อให้ปรากฏการณ์ปลากองคงอยู่คู่ลำน้ำน่าน เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ สร้างอาชีพ สร้างรายได้ และเป็นมรดกทางธรรมชาติให้คนรุ่นหลังสืบไป สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ สำนักงานประมงจังหวัดน่าน เบอร์โทรศัพท์ 0 5471 6421 และ ศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงน้ำจืดน่าน เบอร์โทรศัพท์ 0 5471 6274…รองอธิบดีกรมประมง กล่าวทิ้งท้าย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thailandplus.tv/archives/998261&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3KK0iiWi0stwSEfg5JS3yB