Category: ท่องเที่ยว

  • สู่ปีที่ 55 งานปล่อยเต่าทะเลท้ายเหมือง ท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ สร้างรายได้สู่ชุมชนท้ายเหมือง

    สู่ปีที่ 55 งานปล่อยเต่าทะเลท้ายเหมือง ท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ สร้างรายได้สู่ชุมชนท้ายเหมือง

    ภูมิภาค

    สู่ปีที่ 55 งานปล่อยเต่าทะเลท้ายเหมือง ท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ สร้างรายได้สู่ชุมชนท้ายเหมือง

    วันศุกร์ ที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 11.57 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่าที่บริเวณลานเต่าชายหาดท้ายเหมือง อำเภอท้ายเหมือง นายไพรัตน์ เพชรยวน ผู้ว่าราชการจังหวัดพังงา เป็นประธานแถลงข่าวงานจัดงานประเพณีปล่อยเต่าทะเล จังหวัดพังงา ประจำปี 2569 สู่ปีที่ 55 ปล่อยเต่าทะเลท้ายเหมือง  ท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ สร้างรายได้สู่ชุมชนท้ายเหมือง 1-10- มีนาคม 2569 โดยมีนายบัญชา ธนูอินทร์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดพังงา นายศุภสิทธิ์  นายอำเภอท้ายเหมือง พ.ต.อ.จักรกฤช แต้วัฒนา ผกก.สภ.ท้ายเหมือง พ.ต.ท.อนิรุทธ์ พุฒนวล รอง ผกก.ป.สภ.ท้ายเหมือง พร้อมหัวหน้า ส่วนราชการ ผู้นำท้องถิ่นท้องที่ ผู้นำชุมชน ภาคเอกชน ประชาชน และนักท่องเที่ยว

    สำหรับงานประเพณีปล่อยเต่า หรืออนุรักษ์เต่าทะเล จังหวัดพังงา จัดขึ้นระหว่างวันที่ 1 – 10 มีนาคม 2569 เป็นปีที่ 55 ณ ริมชายหาดท้ายเหมือง อำเภอท้ายเหมือง จังหวัดพังงา ปีนี้กำหนดกิจกรรมอย่างหลากหลาย ทั้งกิจกรรมเชิงอนุรักษ์ การเรียนรู้วงจรชีวิตเต่าทะเล กิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยว และการรักษาทรัพยากรธรรมชาติ มีขบวนจากชุมชนต่างๆ เช่น ขบวนวงโยธวาทิตของนักเรียน ขบวนแห่เจ้าพ่ออันดามัน เต่าทะเลนานาชนิด ขบวนอนุรักษ์ประเพณี การละเล่นพื้นเมือง ขบวนฟ้อนรำ ขบวนสาวงามได้เดินเข้าสู่ลานเวทีชายหาดท้ายเหมือง ทั้งนี้ ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.ท้ายเหมือง ได้ร่วมกับรัฐวิสาหกิจชุมชนจัดตั้งชุดปฏิบัติการรักษาความปลอดภัยนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาท่องเที่ยวภายในงานปล่อยเต่า ในการป้องกันเชิงรุกเพื่อรักษาความปลอดภัยให้กับนักท่องเที่ยว การรับแจ้งเหตุและบริหารเหตุการณ์เพื่อช่วยเหลือนักท่องเที่ยวร่วมกันระหว่างตำรวจและท่องเที่ยวรัฐวิสาหกิจชุมชนพื้นที่ 

    โดยในวันเปิดงานวันที่ 1 มีนาคม ทางผู้ว่าราชการจังหวัดพังงา พร้อมประชาชน หัวหน้าส่วนราชการ ผู้นำท้องถิ่น และผู้มีจิตศรัทธาที่จองเต่าจะมีการร่วมปล่อยเต่าลงสู่ทะเลจำนวน 55 ตัวตามปีที่จัดขึ้น คืนสู่ทะเลตาใธรรมชาติเพื่อให้ขยายพันธุ์สร้างความอุดมสมบูรณ์ในระบบนิเวศเป็นทรัพยากรคู่กับท้องทะเล เพื่อเป็นการส่งเสริมและปลูกฝังสร้างจิตสำนึกในการร่วมกันอนุรักษ์ชายหาดที่เป็นแหล่งวางไข่ของเต่าทะเล ช่วยกันดูแลทรัพยากรธรรมชาติของท้องทะเล ในพิธีเปิดงาน 1 มีนาคม จะมีพิธีปล่อยเต่าลงสู่ทะเล ผู้สนใจสามารถจับจองหรือสนับสนุน ในอัตราตัวละ 10,000 บาท  โดยรายได้ทั้งหมดไม่หักค่าใช้จ่าย มอบให้กองทุนอนุรักษ์เต่าทะเลและถิ่นอาศัยพังงา–ภูเก็ต สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม โทร. 063-901-9994
     

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/mobile/news/region/467546&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0Qbdnl2hB1WdXNP2AzK_Mw

  • มิติใหม่ ผู้ว่าฯ ร้อยเอ็ด จัดเต็มนำทีมแต่งชุด มหาเวสสันดรชาดก ประชุมยังไงให้โลกจำ

    มิติใหม่ ผู้ว่าฯ ร้อยเอ็ด จัดเต็มนำทีมแต่งชุด มหาเวสสันดรชาดก ประชุมยังไงให้โลกจำ

              ฮือฮา ผู้ว่าฯ ร้อยเอ็ดนำทีมข้าราชการแต่งชุดจัดเต็ม ธีมมหาเวสสันดรชาดก ประชุมเตรียมงานบุญผะเหวด 2569 สร้างมิติใหม่การประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยว 

    ผู้ว่าฯ ร้อยเอ็ดนำทีมข้าราชการแต่งธีมมหาเวสสันดรชาดก
    ภาพจาก เฟซบุ๊ก หลังเลนส์101

              กลายเป็นภาพที่เรียกเสียงฮือฮาและรอยยิ้มในโลกออนไลน์ เมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2569 นายชัชวาลย์ เบญจสิริวงศ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดร้อยเอ็ด สร้างสีสันด้วยการสวมบทบาทเป็น ชูชก จากเรื่องมหาเวสสันดรชาดก นั่งหัวโต๊ะประชุม เตรียมความพร้อมจัดงาน บุญผะเหวดร้อยเอ็ด ประจำปี 2569 

              ไม่เพียงเท่านั้น บรรดาหัวหน้าส่วนราชการ ทั้งนายอำเภอ ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัด รวมถึงสาธารณสุขจังหวัด ต่างพร้อมใจแต่งกายในธีมเดียวกันอย่างพร้อมเพรียง ทำให้บรรยากาศการประชุมครั้งนี้ดูแปลกตา 

    ผู้ว่าฯ ร้อยเอ็ดนำทีมข้าราชการแต่งธีมมหาเวสสันดรชาดก
    ภาพจาก เฟซบุ๊ก หลังเลนส์101

              นอกจากนี้ยังมีการถ่ายภาพประชาสัมพันธ์กิจกรรม มหาทานบารมี ประเพณีบุญผะเหวดร้อยเอ็ด ประจำปี 2569 ณ ลานทุ่งดอกสะแบง หน้าลานหอโหวด โดยผู้ว่าฯ รับบท ชูชก ขณะที่รองผู้ว่าฯ รับบท พระเจ้ากรุงสัญชัย ประชาสัมพันธ์จังหวัด รับบท นางอมิตตดา และนางสาวไทยร้อยเอ็ด รับบท พระนางมัทรี เพื่อถ่ายทอดเรื่องราวจากมหาเวสสันดรชาดกสู่ประชาชนและนักท่องเที่ยว

    ผู้ว่าฯ ร้อยเอ็ดนำทีมข้าราชการแต่งธีมมหาเวสสันดรชาดก
    ภาพจาก เฟซบุ๊ก หลังเลนส์101

              สำหรับ งานบุญผะเหวดร้อยเอ็ด ถือเป็นหนึ่งในประเพณีสำคัญของชาวอีสาน และเป็นส่วนหนึ่งของฮีตสิบสอง โดยในปี 2569 กำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 6-8 มีนาคม 2569 ณ ลานสาเกตนคร สวนสมเด็จพระศรีนครินทร์ ร้อยเอ็ด จังหวัดร้อยเอ็ด

    ผู้ว่าฯ ร้อยเอ็ดนำทีมข้าราชการแต่งธีมมหาเวสสันดรชาดก
    ภาพจาก เฟซบุ๊ก หลังเลนส์101

    ผู้ว่าฯ ร้อยเอ็ดนำทีมข้าราชการแต่งธีมมหาเวสสันดรชาดก
    ภาพจาก เฟซบุ๊ก หลังเลนส์101

              ภายในงานจะมีกิจกรรมสำคัญมากมาย อาทิ ขบวนแห่พระเวสสันดรชาดกอันยิ่งใหญ่ การเทศน์มหาชาติครบทั้ง 13 กัณฑ์ เพื่อความเป็นสิริมงคล รวมถึงการแสดงศิลปวัฒนธรรมพื้นบ้าน และอีกหนึ่งไฮไลต์ที่ขาดไม่ได้คือ การแจกขนมจีน หรือข้าวปุ้น อาหารสัญลักษณ์ของงาน ให้ประชาชนได้รับประทานฟรี

    ผู้ว่าฯ ร้อยเอ็ดนำทีมข้าราชการแต่งธีมมหาเวสสันดรชาดก
    ภาพจาก เฟซบุ๊ก หลังเลนส์101

    ผู้ว่าฯ ร้อยเอ็ดนำทีมข้าราชการแต่งธีมมหาเวสสันดรชาดก
    ภาพจาก เฟซบุ๊ก หลังเลนส์101

    ผู้ว่าฯ ร้อยเอ็ดนำทีมข้าราชการแต่งธีมมหาเวสสันดรชาดก
    ภาพจาก Thai PBS News

    ขอบคุณข้อมูลจาก NBT Connext, แจ้งข่าวชาวร้อยเอ็ด, สวท.ร้อยเอ็ด FM 94 MHz, Thai PBS News

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://hilight.kapook.com/view/252245&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3dGNOPFnF7-JUkiOV0qP6H

  • TRUEmoney รวมฟีเจอร์บริการใหม่! เอาใจสายท่องเที่ยว “จองง่าย จ่ายสะดวก เน็ตพร้อม ประกันคุ้ม” เที่ยวได้ครบจบในแอปเดียว หลังยอดใช้ทรูมันนี่จ่ายในต่างประเทศโต 45% – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    TRUEmoney รวมฟีเจอร์บริการใหม่! เอาใจสายท่องเที่ยว “จองง่าย จ่ายสะดวก เน็ตพร้อม ประกันคุ้ม” เที่ยวได้ครบจบในแอปเดียว หลังยอดใช้ทรูมันนี่จ่ายในต่างประเทศโต 45% – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    มิติหุ้น – ทรูมันนี่ ผู้นำด้านบริการอิเล็กทรอนิกส์เพย์เมนต์และผู้ให้บริการทางการเงินดิจิทัลชั้นนำในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เดินหน้าขยายอีโคซิสเต็มการให้บริการจ่ายในต่างประเทศสู่แพลตฟอร์มที่รวบรวมฟีเจอร์ด้านการเดินทางไว้ในแอปเดียว โดยเปิดตัวหมวดบริการ “ท่องเที่ยว” พร้อมชูจุดแข็ง “จองง่าย จ่ายสะดวก เน็ตพร้อม ประกันคุ้ม” โดยล่าสุดได้จัดงาน One App, Easy Travel เที่ยวครบจบที่ทรูมันนี่” เพื่อมอบประสบการณ์พิเศษร่วมกับ เอส–ศุภ สง่าวรวงศ์ นักแสดงและนักกีฬาที่ชื่นชอบการท่องเที่ยว สะท้อนความมุ่งมั่นในการพัฒนาแพลตฟอร์มที่เชื่อมต่อการเดินทางและการใช้จ่ายทั้งในและต่างประเทศได้อย่างไร้รอยต่อในแอปเดียว

    เทรนด์เดินทางฟื้นตัว เอเชียยังครองจุดหมายหลักของคนไทย

    จากแนวโน้มการเดินทางต่างประเทศของคนไทยในปี 2569 ที่ขยายตัวต่อเนื่อง แม้ภาวะเศรษฐกิจยังผันผวน สะท้อนความต้องการเดินทางที่ฟื้นตัวชัดเจน โดยจุดหมายปลายทางยอดนิยมยังคงเป็นประเทศในแถบเอเชีย อาทิ จีน ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ ทั้งนี้ ข้อมูลจากกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาล่าสุดปี 2567 ระบุว่าคนไทยใช้จ่ายในต่างประเทศรวมกว่า 4.3 แสนล้านบาท โดยกว่า 60% เป็นค่าอาหารและที่พัก และมีการใช้จ่ายถี่ขนาดเล็ก (Micro-transactions) เช่น ค่าชอปปิง 14% และค่าเดินทาง 13%

    สอดคล้องกับข้อมูลการใช้งานแอปทรูมันนี่ในช่วงปี 2568 ที่ผ่านมา พบว่าบริการชำระเงินในต่างประเทศเติบโตกว่า 45% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า โดยแบ่งเป็นสัดส่วนการใช้งานในประเทศจีน 82% ขณะเดียวกัน การใช้จ่ายในประเทศอื่น ๆ รวมกันยังเติบโตสูงถึง 157% สะท้อนโอกาสการขยายตัวของตลาด Cross-border Payment และเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของทรูมันนี่ในการต่อยอดไปสู่การพัฒนาฟีเจอร์ท่องเที่ยวแบบครบวงจร เพื่อสร้าง Growth Engine ใหม่ให้กับธุรกิจ

    นอกจากนี้ ปริมาณผู้ใช้งานรายเดือนสำหรับบริการท่องเที่ยวเติบโตกว่า 75% โดยกว่า 78% เป็นผู้ใช้ใหม่ สะท้อนการขยายฐานลูกค้าอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งนี้ กลุ่มอายุ 23-39 ปีคิดเป็น 47% ขณะที่กลุ่มอายุ 40 ปีขึ้นไปมีสัดส่วนถึง 43% โดยจากการสำรวจความคิดเห็น พบว่าการชำระเงินดิจิทัลเพื่อการเดินทางไม่ได้จำกัดอยู่เพียงกลุ่มคนรุ่นใหม่อีกต่อไป ขณะเดียวกัน บริการของทรูมันนี่ยังช่วยลด Pain Points สำคัญ เช่น อุปสรรคด้านภาษา และความยุ่งยากในการต้องดาวน์โหลดและเรียนรู้การใช้งานแอปใหม่ ๆ ระหว่างการเดินทาง

    จากข้อมูลเชิงลึกด้านพฤติกรรมการใช้จ่ายของผู้ใช้แอปทรูมันนี่ในประเทศจีน พบว่ากลุ่มร้านค้าในหมวด Experience & Entertainment เติบโตโดดเด่นกว่าหมวดอื่นอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะ Shanghai Disneyland, Pop Mart (ตู้จำหน่ายสินค้าอัตโนมัติ) และตู้คีบตุ๊กตา (Claw Machine) ซึ่งติดอันดับ Top Growing Merchants ด้วยจำนวนผู้ใช้งานที่เพิ่มขึ้นกว่า 49% ในช่วงที่ผ่านมา สะท้อนแนวโน้มของนักท่องเที่ยวไทยที่ให้ความสำคัญกับประสบการณ์และกิจกรรมความบันเทิงมากขึ้น และไม่ได้จำกัดการใช้จ่ายไว้เพียงหมวดอาหารหรือที่พักเท่านั้น

    เดินหน้าขยายและรวบรวมฟีเจอร์สำหรับการท่องเที่ยวในแอปเดียว

    จากแนวโน้มดังกล่าว ทรูมันนี่ จึงเปิดรวบรวมฟีเจอร์ด้านการท่องเที่ยวไว้ในหมวดบริการ “ท่องเที่ยว” บนแอปทรูมันนี่ เพื่อยกระดับประสบการณ์เดินทางต่างประเทศให้สะดวกและไร้รอยต่อยิ่งขึ้น โดยเปิดตัวอย่างเป็นทางการในงาน One App, Easy Travel เที่ยวครบจบที่ทรูมันนี่” ซึ่งมี เอส–ศุภ สง่าวรวงศ์ นักแสดงและนักกีฬาที่ชื่นชอบการท่องเที่ยว และแฟนคลับมาร่วมสร้างสีสันและทดลองใช้จริง พร้อมเข้าร่วมกิจกรรมแบบอินเทอร์แอกทิฟเพื่อรับของรางวัลมากมายภายในงาน

    โดยทรูมันนี่ได้นำเสนอหมวดบริการ ‘ท่องเที่ยว’ บนแอปทรูมันนี่ เพื่อช่วยลดความซับซ้อนจากการต้องสลับใช้งานหลายแอปพลิเคชันระหว่างทริป ทำให้การวางแผนรวมถึงการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวชาวไทยสะดวกและเป็นระบบมากยิ่งขึ้นในแบบต่าง ๆ ได้แก่

    • จองง่าย ครอบคลุมการวางแผนทริปในแอปเดียว ตั้งแต่การจองตั๋วเครื่องบิน ที่พัก เครือข่ายอินเทอร์เน็ต ไปจนถึงการจองทริป และจองบริการรถรับ-ส่ง พร้อมราคาพิเศษและโปรโมชันตลอดทั้งปี โดยมีเที่ยวบินให้เลือกมากกว่า 25,000เที่ยวบิน และที่พักกว่า 5 ล้านแห่งครอบคลุมในหลายประเทศ
    • จ่ายสะดวก ชำระเงินในต่างประเทศได้ง่าย ๆ โดยไม่ต้องพกเงินสด ไม่มีค่าธรรมเนียม และไม่ต้องดาวน์โหลดแอปอื่นเพิ่มเติม เนื่องจากมีภาษาไทยในระบบ ครอบคลุมหลากหลายร้านค้า
    • เน็ตพร้อม ใช้งานอินเทอร์เน็ตในต่างประเทศได้ต่อเนื่อง สมัครง่ายด้วยเบอร์เดิมโดยไม่ต้องเปลี่ยนซิม มาพร้อมแพ็กเกจเน็ตและโทรที่ครอบคลุม และสามารถซื้อได้แม้อยู่ต่างประเทศ
    • ประกันคุ้ม เพิ่มความอุ่นใจในการเดินทาง เพียงซื้อประกันการเดินทางจากบริษัทประกันชั้นนำในแอปทรูมันนี่ ใช้เวลาเพียง 3 นาที ราคาเริ่มต้น 28 บาทต่อวัน พร้อมปรับความคุ้มครองได้ตามความต้องการของผู้ใช้งาน

    เสริมศักยภาพ Cross-border Payment ผ่านวงเงินใช้ก่อนจ่ายทีหลังและความร่วมมือกับ Alipay

    เพื่อต่อยอดจากแนวโน้มการใช้จ่ายในต่างประเทศที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง ทรูมันนี่ ยังเตรียมจับมือร่วมกับ แอสเซนด์ นาโน เปิดตัว PayNext วงเงินใช้ก่อนจ่ายทีหลังสำหรับการใช้จ่ายต่างประเทศ ชูจุดแข็ง “จ่ายทีหลังได้ พร้อมไม่มีค่าธรรมเนียมแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ” เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นด้านสภาพคล่องระหว่างการเดินทาง โดยปัจจุบันฐานผู้ใช้งาน PayNext และ PayNext Extra รวมกว่า 2.7 ล้านคน และยังคงเติบโตต่อเนื่องแบบปีต่อปี (YoY) สะท้อนศักยภาพของบริการ Buy Now, Pay Later ที่พร้อมต่อยอดและขยายสู่ตลาด Cross-border Payment ในอนาคต

    การเปิดตัวหมวดบริการ “ท่องเที่ยว” ถือเป็นอีกก้าวสำคัญของความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ระหว่างทรูมันนี่และ Alipay+ ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มเชื่อมต่อวอลเล็ตแบบรวมศูนย์ (Unified Wallet Gateway) ภายใต้ Ant International เพื่อร่วมกันพัฒนาโซลูชันด้านการชำระเงิน ฟินเทค และนวัตกรรมดิจิทัลไลฟ์สไตล์ ที่ช่วยยกระดับความสะดวก ความปลอดภัย และความสามารถในการเชื่อมต่อระบบ (Interoperability) สำหรับทั้งผู้บริโภคและภาคธุรกิจในประเทศไทย ทั้งสองฝ่ายยังคงเดินหน้าขยายการรองรับการชำระเงินในระดับสากลสำหรับผู้ใช้งานทรูมันนี่ พร้อมมอบสิทธิประโยชน์พิเศษในจุดหมายปลายทางสำคัญทั่วโลก

    ภายใต้หมวดบริการ “ท่องเที่ยว” ซึ่งขับเคลื่อนด้วย Alipay+ Voyager ผู้ช่วยวางแผนการเดินทางแบบ AI แบบครบวงจรที่ฝังอยู่ภายในแอป e-wallet ผู้ใช้งานสามารถรับคำแนะนำแผนการเดินทางเฉพาะบุคคล พร้อมเข้าถึงบริการด้านการท่องเที่ยวที่หลากหลายได้ทันทีในที่เดียว นอกจากนี้ ทั้งสองบริษัทยังเตรียมร่วมกันพัฒนาโซลูชันด้าน AI และนวัตกรรมการชำระเงินเพิ่มเติม เพื่อเสริมสร้างระบบนิเวศดิจิทัลของประเทศไทยให้เติบโตอย่างแข็งแกร่งและยั่งยืนยิ่งขึ้น

    นายธนรัฐ ธุวสุจิเรข ผู้อำนวยการฝ่ายธุรกิจ บริษัท ทรูมันนี่ จำกัด กล่าวว่า “การเติบโตของธุรกรรมในต่างประเทศกว่า 45% ในปีที่ผ่านมา สะท้อนให้เห็นว่าการเดินทางกำลังเชื่อมโยงกับดิจิทัลเพย์เมนต์อย่างชัดเจน โดยเฉพาะในประเทศจีนที่เราครองสัดส่วนการใช้งานถึง 82% ขณะเดียวกัน ตลาดอื่น ๆ ก็เติบโตอย่างก้าวกระโดด เราจึงต่อยอดความแข็งแกร่งด้าน Cross-border Payment สู่การเป็น Travel Companion ด้วยการรวบรวมบริการด้านการท่องเที่ยวไว้ในหมวดบริการเดียว เพื่อให้ผู้ใช้งานสามารถวางแผนและใช้จ่ายเรื่องท่องเที่ยวได้อย่างครบวงจรผ่านแอปทรูมันนี่ โดยเรามุ่งเป็นแพลตฟอร์มที่ช่วยลดความซับซ้อนของการเดินทาง และสร้างโครงสร้างพื้นฐานด้านการใช้จ่ายสำหรับนักเดินทางไทยในยุคดิจิทัล เพื่อรองรับการเติบโตของธุรกรรมข้ามพรมแดนในระยะยาว”

    สำหรับผู้ที่สนใจรับประสบการณ์ “จองง่าย จ่ายสะดวก เน็ตพร้อม ประกันคุ้ม” เพียงเข้าไปที่แอปทรูมันนี่  จากนั้นกด “ดูทั้งหมด” และไปที่หมวดบริการ “ท่องเที่ยว” เพื่อเข้าถึงบริการสำหรับการท่องเที่ยวที่ครบครันในที่เดียว หรือดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่https://www.truemoney.com/travel-deals

    ติดตามช่องทางมิติหุ้นเพื่อรับข่าวสารตลาดทุนได้ตามลิงค์ด้านล่าง

    Web : https://www.mitihoon.com/
    Facebook : https://www.facebook.com/mitihoon
    Youtube : https://www.youtube.com/@mitihoonofficial7770
    Tiktok : www.tiktok.com/@mitihoon

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mitihoon.com/2026/02/26/620841/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw03Ti5ZRS4Lo5UxWAVS5wsX

  • กลับมาอีกครั้ง “วิ่งกันดุ๊#3” สร้างสุขภาพส่งเสริมการท่องเที่ยว ประจวบฯ | เดลินิวส์

    กลับมาอีกครั้ง “วิ่งกันดุ๊#3” สร้างสุขภาพส่งเสริมการท่องเที่ยว ประจวบฯ | เดลินิวส์

    เมื่อวันที่ 26 ก.พ. นายปรีดา สุขใจ รองผู้ว่าราชการ จ.ประจวบฯ เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการประชุมร่วมกับร้อยโทสิทธิชัย ตัณฑสิทธิ์ ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดฯ หัวหน้าส่วนราชการ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องที่ห้องประชุมสำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดประจวบฯ เพื่อเตรียมความพร้อมจัดกิจกรรมวิ่ง Run Khan Do III “วิ่งกันดุ๊#3” เริ่มเดือน มี.ค. นี้

    นายปรีดา กล่าวว่า จ.ประจวบฯ ได้จัดกิจกรรมวิ่ง Run Khan Do “วิ่งกันดุ๊” ในพื้นที่ทั้ง 8 อำเภอ และระดับจังหวัด มาแล้ว 2 ครั้ง เพื่อขับเคลื่อนโยบายจังหวัดประจวบฯ รักษ์สุขภาพ ให้ทุกคนมีสุขภาพที่ดี มีร่างกายแข็งแรง และเพื่อส่งเสริมเศรษฐกิจสุขภาพ (Wellness Economy) ในระดับอำเภอ ภายใต้ยุทธศาสตร์การพัฒนาจังหวัด “Next Move Prachuap ประจวบต้องไปต่อ” ของ นายสิทธิชัย สวัสดิ์แสน ผู้ว่าราชการ จ.ประจวบฯ รวมทั้งจังหวัดรักษ์สุขภาพที่จะนำไปสู่การสร้าง ”สุขภาพที่ดี วิถีคนประจวบ” โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมให้ประชาชนสร้างสุขภาพโดยการออกกำลังกายอย่างถูกต้อง เพื่อสร้างเครือข่ายสุขภาพในระดับชุมชน อำเภอ และจังหวัด และส่งเสริมการท่องเที่ยวในพื้นที่จังหวัดประจวบฯ ในระดับอำเภอ โดยที่ผ่านมามีประชาชนสนใจเข้าร่วมกิจกรรมนี้นับหมื่นคน

    สำหรับ “วิ่งกันดุ๊#3” ในปีนี้มีกิจกรรมหลากหลายมากขึ้นทั้งการเดิน-วิ่งเพื่อสุขภาพ, วิ่งเทรล และปั่นจักรยานเฉลิมพระเกียรติ รวม 12 ครั้ง ครอบคลุมพื้นที่ทุกอำเภอในจังหวัด จัดต่อเนื่องตั้งแต่เดือนมีนาคม-กรกฎาคม 69 เริ่มสนามแรก วันที่ 25 มี.ค.69 อ.ปราณบุรี / สนาม 2 วันที่ 8 เม.ย.69 อ.ทับสะแก / สนาม 3 วันที่ 22 เม.ย.69 อ.หัวหิน / สนาม 4 วันที่ 6 พ.ค.69 อ.เมืองประจวบฯ / สนาม 5 วันที่ 20 พ.ค.69 อ.สามร้อยยอด / สนาม 5.1 วันที่ 27 พ.ค.69 อ.ปราณบุรี / สนาม 6 วันที่ 10 มิ.ย.69 อ.บางสะพาน / สนาม 6.1 วันที่ 17 มิ.ย.69 อ.ทับสะแก / สนาม 7 วันที่ 24 มิ.ย.69 อ.กุยบุรี / สนาม 8 วันที่ 8 ก.ค.69 อ.บางสะพานน้อย / สนาม 9 วันที่ 22 ก.ค.69 จ.ประจวบฯ และ Special Track วันที่ 26 ก.ค.69 ปั่นจักรยานเทิดพระเกียรติ จ.ประจวบฯ

    ซึ่งในครั้งนี้ ทางจังหวัดได้นำระบบแอปพลิเคชัน CCC (Calories Credit Challenge) มาใช้เพื่อให้ผู้เข้าร่วมกิจกรรมได้สะสมเครดิตและลุ้นรับของรางวัลสุดพิเศษ ขณะนี้โครงการอยู่ในระหว่างการเตรียมความพร้อมในด้านต่าง ๆ เพื่อให้เหล่านักวิ่งได้รับประสบการณ์ที่ดีที่สุด ผู้ที่สนใจสามารถติดตามรายละเอียดการสมัคร วันเวลา และสถานที่จัดกิจกรรมอย่างเป็นทางการอีกครั้งได้ที่เพจเฟซบุ๊ก: run khan do – วิ่งกันดุ๊

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5637245/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1D7AaFSvfO-xziwINBq4L2

  • เชียงรายเปิดขุมทรัพย์ประวัติศาสตร์ “สุสานดอยวง” มรดกยุคหินหนึ่งเดียวของโลก

    เชียงรายเปิดขุมทรัพย์ประวัติศาสตร์ “สุสานดอยวง” มรดกยุคหินหนึ่งเดียวของโลก

    เชียงรายเปิดขุมทรัพย์ประวัติศาสตร์ “สุสานดอยวง” มรดกยุคหินหนึ่งเดียวของโลก ดันสู่แหล่งท่องเที่ยว Unseen Thailand

    จังหวัดเชียงรายเดินหน้าต่อยอดแหล่งโบราณคดีสำคัญ สุสานดอยวง บนพื้นที่ ดอยวง ต.ป่าแดด อ.แม่สรวย สู่แหล่งท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมระดับ Unseen Thailand หลังการค้นพบหลักฐานการตั้งถิ่นฐานของมนุษย์ยุคหินใหม่อายุราว 3,000–5,000 ปี สะท้อนคุณค่าเชิงอารยธรรมที่โดดเด่นและหาชมได้ยากในระดับโลก

    เมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา นางณัฏฐิรา แพงคุณ รองปลัด กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา พร้อมคณะจาก กรมการท่องเที่ยว ลงพื้นที่ดอยวง ร่วมกับชมรมแม่สรวยเมืองแห่งความสุข นำโดย พ.ต.ต.ยงยุทธ สาระสมบัติ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ องค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน สำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดเชียงราย และ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานเชียงราย เพื่อสำรวจศักยภาพและหารือแนวทางพัฒนาแหล่งท่องเที่ยว

    พื้นที่ดอยวงเป็นเนินเขาที่พบหลุมฝังศพมนุษย์โบราณจำนวนมาก พร้อมเครื่องปั้นดินเผาและสิ่งของเครื่องใช้ สะท้อนพิธีกรรม ความเชื่อเรื่องชีวิตหลังความตาย และวิถีชีวิตของผู้คนในอดีต ปัจจุบันมีการอนุรักษ์หลุมสำคัญไว้พร้อมหลังคาคุ้มครอง และจัดตั้งพิพิธภัณฑ์ชุมชนรวบรวมโบราณวัตถุ เปิดเป็นแหล่งเรียนรู้สำหรับนักท่องเที่ยว นักศึกษา และผู้สนใจประวัติศาสตร์

    ชุมชนท้องถิ่นมีบทบาทสำคัญในการดูแลรักษาและถ่ายทอดเรื่องราวความเป็นมา โดยผสานองค์ความรู้จากนักโบราณคดีกับภูมิปัญญาชาวบ้าน เกิดเป็นการท่องเที่ยวเชิงเรียนรู้ที่มีชีวิต นักท่องเที่ยวไม่เพียงได้ชมโบราณวัตถุ แต่ยังได้สัมผัสวิถีชุมชน ธรรมชาติ และความเชื่อดั้งเดิมของพื้นที่

    การพัฒนามุ่งเน้นการอนุรักษ์ควบคู่การใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืน การจัดการท่องเที่ยวโดยชุมชน และการกระจายรายได้สู่ท้องถิ่นอย่างเหมาะสม นอกจากนี้ พื้นที่ดอยวง–ดอยเวียงยังโดดเด่นด้วยภูมิทัศน์ธรรมชาติอุดมสมบูรณ์ เส้นทางเรียนรู้ตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์ถึงยุคล้านนา รวมถึงช่วงฤดูดอกประดู่แดงบานสะพรั่ง เพิ่มสีสันการท่องเที่ยวตลอดปี

    จังหวัดเชียงรายจึงขอเชิญชวนนักท่องเที่ยวร่วมเปิดประสบการณ์ใหม่ เดินทางย้อนเวลา สัมผัสมรดกมนุษยชาติ เรียนรู้คุณค่าทางประวัติศาสตร์ และสนับสนุนการท่องเที่ยวที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม ณ สุสานดอยวง แหล่ง Unseen Thailand ที่รอให้ค้นพบด้วยตนเอง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.chiangmainews.co.th/social/3889807/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3UvtJBKqUgIBoBmdbLEmzP

  • ส่องเทรนด์นทท.ไทย-เอเชีย กระแสทริปสั้นพลิกโฉมท่องเที่ยวไทยปี69

    ส่องเทรนด์นทท.ไทย-เอเชีย กระแสทริปสั้นพลิกโฉมท่องเที่ยวไทยปี69

    ข้อมูลล่าสุดจาก Airbnb ระบุว่า การท่องเที่ยวในปี 2569 กำลังเข้าสู่ยุคใหม่ของการเดินทางที่คล่องตัว เน้นประสบการณ์และมีความสร้างสรรค์มากยิ่งขึ้น โดยนักเดินทางชาวไทยและนักท่องเที่ยวจากทั่วเอเชียกำลังปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการท่องเที่ยวทั้งการเลือกจุดหมายปลายทาง ระยะเวลาการเข้าพัก รวมถึงให้ความสำคัญในเรื่องของประสบการณ์ระหว่างทริป

    Airbnb พบว่า สิ่งที่ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นคือ ทริประยะสั้น 1-2 วัน, การท่องเที่ยวต่างประเทศเป็นกลุ่ม, ความต้องการที่พักยูนีคที่ไม่ซ้ำแบบใคร รวมถึงประสบการณ์วัฒนธรรมอาหารที่หลากหลาย ซึ่งข้อมูลเหล่านี้ สะท้อนให้เห็นว่าการเดินทางยุคใหม่กำลังขับเคลื่อนด้วย 3 ปัจจัยหลัก ได้แก่ ความยืดหยุ่น ความเป็นเอกลักษณ์ท้องถิ่น และการเชื่อมโยงกับชุมชนอย่างลึกซึ้ง

    ทริปสั้นกลายเป็นเทรนด์การเดินทางใหม่

    ในปี 2568 นักท่องเที่ยวไทยหันมาเลือกทริปพักผ่อนระยะสั้นแทนทริปวันหยุดยาวมากขึ้น โดยข้อมูลจาก Airbnb เผยว่าคนไทยจองทริปในประเทศที่มีระยะ 1–2 วันเพิ่มขึ้นเกือบ 40% ตั้งแต่ปี 25661 ในขณะที่ทริปต่างประเทศระยะสั้นเพิ่มขึ้นเกือบ 15% ในช่วงเวลาเดียวกัน2 เทรนด์ดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตและการทำงานที่เปลี่ยนไป นักเดินทางพยายามสอดแทรกประสบการณ์ที่มีความหมายลงในตารางชีวิตที่ยืดหยุ่นมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นทริปสุดสัปดาห์หรือทริปต่างประเทศสั้นๆ โดยได้รับแรงหนุนจากการทำงานแบบรีโมทและไฮบริด

    ญี่ปุ่นยังครองแชมป์จุดหมายปลายทางอันดับหนึ่งของนักท่องเที่ยวไทย

    ญี่ปุ่นยังคงเป็นจุดหมายอันดับหนึ่งของนักท่องเที่ยวไทยในปี 2568 การค้นหาที่พักสำหรับการเดินทางเป็นกลุ่มไปโตเกียวพุ่งสูงขึ้นถึง 77% ในปี 2568 ทำให้กลายเป็นหนึ่งในเมืองที่เติบโตเร็วที่สุดสำหรับทริปกลุ่มของคนไทยด้านนักเดินทางกลุ่มมิลเลนเนียลให้ความสนใจในการเดินทางไปเมืองอื่นอย่างโอซาก้าและนากาโนะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง4 นอกเหนือจากการเดินทางไปเมืองใหญ่ ซึ่งการเปลี่ยนแปลงนี้สะท้อนถึงแนวโน้มของนักเดินทางที่ให้ความสำคัญกับประสบการณ์ และมองหาจุดหมายเฉพาะทางมากขึ้น แม้จะเป็นทริประยะสั้นก็ตาม

    เชียงใหม่ขึ้นแท่นจุดหมายยอดนิยมระดับภูมิภาค

    ด้วยเสน่ห์ของอาหาร วัฒนธรรม ชุมชนสร้างสรรค์ และธรรมชาติ ทำให้เชียงใหม่กลายว่าเป็นจุดหมายสำหรับการพักผ่อนแบบสโลว์ไลฟ์มากขึ้น ข้อมูลจาก Airbnb ระบุว่า ในปี 2568 นักเดินทางกลุ่มครอบครัวชาวเกาหลีค้นหาที่พักในเชียงใหม่เพิ่มขึ้นเกือบ 27% เมื่อเทียบปีต่อปี5 และยังได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นในกลุ่มนักเดินทางมิลเลนเนียลจากออสเตรเลีย

    อาหารและวัฒนธรรมขับเคลื่อนเศรษฐกิจประสบการณ์การเดินทาง

    ประสบการณ์ยังคงเป็นหัวใจสำคัญของการท่องเที่ยวไทย โดยหมวดหมู่กิจกรรม หรือ Airbnb Experience ที่มีการจองมากที่สุดในปี 2568 คืออาหารและเครื่องดื่ม ตามมาด้วยกิจกรรมด้านประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม6 สะท้อนว่านักเดินทางชาวไทยให้ความสำคัญกับอาหารท้องถิ่น ประเพณี และกิจกรรมที่จัดโดยคนในชุมชนหรือท้องถิ่น มากกว่าการเที่ยวแบบผิวเผิน

    อมันพรีท บาจาจ ผู้จัดการทั่วไปประจำเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และอินเดียของ Airbnb กล่าวว่า ด้วยความพร้อมหลายๆ ด้านของประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นวัฒนธรรมที่โดดเด่น รสชาติอาหาร ภูมิประเทศที่หลากหลาย และชุมชนที่ต้อนรับนักท่องเที่ยว ทำให้การท่องเที่ยวของไทยมีการเติบโตต่อเนื่อง เราพบว่ากลุ่มมิลเลนเนียลมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนเทรนด์ใหม่ ทั้งการเปิดรับจุดหมายปลายทางใหม่ ๆ เช่น นากาโนะ และกลับมาท่องเที่ยวเมืองอย่างเชียงใหม่อีกครั้ง โดยนักเดินทางกำลังค้นพบประเทศไทยในมุมใหม่ ๆ ผ่านทริปการเดินทางสั้น ๆ แต่บ่อยขึ้น และเลือกที่พักที่หลากหลายและสร้างสรรค์มากขึ้น ซึ่งช่วยกระจายรายได้การท่องเที่ยวนอกเหนือจากเมืองใหญ่ สร้างโอกาสให้กับโฮสต์และธุรกิจของท้องถิ่น รวมถึงสร้างประสบการณ์ที่มีความหมายให้กับนักเดินทางมากยิ่งขึ้น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/economic-business-thai-airbnb-travel-trip&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1JJgN2sV2EA94kHLjj7cPR

  • DUSIT ปี’68ขาดทุน 453 ล้าน  ท่องเที่ยวชะลอ-ธุรกิจอาหารแข่งดุ

    DUSIT ปี’68ขาดทุน 453 ล้าน ท่องเที่ยวชะลอ-ธุรกิจอาหารแข่งดุ

    วันศุกร์ ที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 06.00 น.

    นายชนินทธ์ โทณวณิก ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัท ดุสิตธานี จำกัด (มหาชน) หรือ DUSIT เปิดเผยว่า ผลการดำเนินงานปี 2568 บริษัทมีรายได้รวม 8,938 ล้านบาท ลดลง 20.2% จาก 11,204 ล้านบาท ในปี 2567 สาเหตุหลักมาจากปี 2567 มีการรับรู้รายได้ที่เกิดขึ้นครั้งเดียว จากการส่งมอบอาคารพื้นที่ค้าปลีก

    ทั้งนี้หากไม่รวมรายได้จากการส่งมอบงานก่อสร้างพื้นที่อาคารค้าปลีกในปี 2567 และรายได้งานระบบประกอบอาคารพื้นที่อาคารค้าปลีกในปี 2568 ซึ่งเป็นรายการที่เกิดขึ้นครั้งเดียว รายได้รวมของบริษัทในปี 2568 จะเท่ากับ 8,686 ล้านบาท เติบโต 17.4% จากการขยายตัวของทุกกลุ่มธุรกิจ แต่เป็นอัตราการเติบโตที่น้อยกว่าที่ประมาณการณ์ไว้ เนื่องจากภาวะชะลอตัวของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว และการแข่งขันในธุรกิจอาหารที่สูงขึ้น โดยบริษัทขาดทุนสุทธิ 453 ล้านบาท ส่วน EBITDA รวมลดลง 12.4% ในขณะที่ EBITDA Margin เพิ่มขึ้นเป็น 16.3% ของรายได้รวม

    สำหรับปี 2569 คาดว่าจะเป็นปีที่บริษัทก้าวสู่การเติบโตภายใต้ฐานธุรกิจที่แข็งแกร่ง โดยปัจจัยสนับสนุนที่สำคัญมาจากการคาดการณ์การท่องเที่ยวระหว่างประเทศที่เติบโตในระดับ 3-4% จากปี 2568 ภายใต้สมมติฐานว่า ภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิกจะฟื้นตัวต่อเนื่อง เศรษฐกิจโลกยังเอื้ออำนวย และความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ยังไม่รุนแรง แต่อย่างไรก็ดีความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ยังคงเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อภาคการท่องเที่ยว 

    “ปี 2569 บริษัทวางกลยุทธ์การเติบโตที่มุ่งสร้างความสมดุล การขยายธุรกิจ และการกระจายความเสี่ยง ตามกรอบ D.U.S.I.T. ซึ่งเป็นกรอบการขับเคลื่อนการดำเนินงานและการลงทุน ที่มุ่งเน้นการเติบโตอย่างหลากหลาย การสร้างคุณค่าในระยะยาว ความยั่งยืน นวัตกรรม และอัตลักษณ์ความเป็นไทยที่ตอบโจทย์ตลาด  โดยประมาณการอัตราการเติบโตของรายได้รวม (ไม่รวมการโอนอาคารที่พักอาศัย) ในปี 2569 ไว้ที่ 5-8% และปรับเพิ่ม EBITDA Margin เป็น 18-20% ของรายได้รวม จากการขยายตัวของทุกกลุ่มธุรกิจ”นายชนินทธ์ กล่าว

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/business/949540&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw37jbFSajhqPnItQ8W6a1m1

  • ชวนห่มสไบ นุ่งโสร่งมอญ เที่ยวงาน “กิน อยู่ ดู มอญ” ส่งเสริมการท่องเที่ยวราชบุรี

    ชวนห่มสไบ นุ่งโสร่งมอญ เที่ยวงาน “กิน อยู่ ดู มอญ” ส่งเสริมการท่องเที่ยวราชบุรี

    วัฒนธรรมจังหวัดราชบุรี ร่วมกับกลุ่มอนุรักษ์วัฒนธรรมมอญลุ่มน้ำแม่กลองและภาคีเครือข่าย จัดงาน “กิน อยู่ ดู มอญ” ห่มสไบ นุ่งโสร่งมอญ ดึงดูดนักท่องเที่ยว สร้างความสุขให้กับชุมชน ที่วัดมะขาม ต.คุ้งพยอม อ.บ้านโป่ง จ.ราชบุรี

    วันที่ 26 ก.พ. 69 นางพัชราภา มนัสปัญญากุล ผอ.กลุ่มกิจการพิเศษ สนง.วัฒนธรรมจังหวัดราชบุรี เปิดเผยว่า จังหวัดราชบุรีเป็นพื้นที่ที่มีความหลากหลายทางวัฒนธรรม โดยมี 8 กลุ่มชาติพันธุ์หลักอาศัยอยู่ร่วมกันอย่างยาวนานและกระจายตัวอยู่ทั่วทุกพื้นที่ ซึ่งแต่ละกลุ่มมีวัฒนธรรม วิถีชีวิต และประเพณีที่เป็นเอกลักษณ์ โดยชาวไทยเชื้อสายมอญ ซึ่งเป็นหนึ่งในกลุ่มชาติพันธุ์ ได้มีการอพยพย้ายถิ่นเข้ามาพึ่งพระบรมโพธิสมภารของพระมหากษัตริย์ไทย ตั้งแต่สมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น และกระจายตัวอยู่ตามสองฝั่งของแม่น้ำแม่กลองบริเวณ อ.โพธาราม และ อ.บ้านโป่ง ได้แก่ ต.นครชุมน์ ต.บ้านม่วง และ ต.คุ้งพยอม เพื่อความสะดวกในการเกษตรและคมนาคม ซึ่งที่ผ่านมาชุมชนชาวไทยเชื้อสายมอญทั้ง 3 ตำบล มีความเข้มแข็ง และมีอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมที่โดดเด่นทั้งภาษา อาหารการกิน วัฒนธรรมประเพณี และการแต่งกาย

    สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดราชบุรี จึงได้ร่วมกับกลุ่มอนุรักษ์วัฒนธรรมมอญลุ่มน้ำแม่กลองและภาคีเครือข่าย จัดงาน “กิน อยู่ ดู มอญ” เพื่อส่งเสริมให้คนในท้องถิ่นตระหนักถึงคุณค่าของมรดกทางวัฒนธรรม และต่อยอดให้กลายเป็นต้นทุนทางวัฒนธรรมที่สามารถดึงดูดนักท่องเที่ยว ช่วยสร้างรายได้และสร้างความสุขให้กับคนในชุมชนได้อย่างยั่งยืน

    ด้าน นายคมสรร จับจุ ประธานกลุ่มอนุรักษ์วัฒนธรรมมอญนครชุมน์ เปิดเผยว่า สำหรับงาน “กิน อยู่ ดู มอญ” ปีนี้มีความพิเศษอยู่ที่ การเชิญชวนผู้เข้าร่วมงานได้ห่มสไบ นุ่งผ้าโสร่ง ซึ่งเป็นวัฒนธรรมที่ชาวไทยเชื้อสายมอญถือปฏิบัติกันมา เนื่องจากสมัยโบราณ ผู้หญิงจะนุ่งผ้าแถบ หรือ ผ้าคาดอก แต่เมื่อต้องเข้าวัดไปฟังธรรมจึงดูไม่สุภาพ ด้วยความเคารพที่มีต่อพระศาสนา จึงนำผ้าสไบมาห่มพาดปกปิดเนินอก เพื่อให้ดูสุภาพเรียบร้อย โดยมีการปักลวดลายดอกไม้ด้วยมืออย่างวิจิตรบรรจง เช่น ลายดอกพิกุล ดอกพุดตาน และดอกมะลิ รวมไปถึง รูปหงส์ อันเป็นสัญลักษณ์ชาวมอญ ลงบนผืนผ้าเพื่อให้เกิดความสวยงาม

    ขณะที่ผู้ชายจะนุ่งผ้าโสร่ง ซึ่งมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวตามแหล่งที่อยู่ อาทิ ฝั่ง ต.นครชุมน์ จะนิยมสีลูกตาลสุก ฝั่ง ต.คุ้งพยอม จะนุ่งห่มโทนสีสดใส อย่างสีฟ้า สีชมพู หรือสีเขียวตอง และ ต.บ้านม่วง จะใช้สีเข้มขรึม เช่น สีคราม สีน้ำตาล หรือสีเปลือกมังคุด โดยในงานครั้งนี้ จัดให้มีการแสดงพิเศษคือ “รำทะแยมอญ” ซึ่งเป็นการรำชั้นสูงที่จะมีขึ้นเฉพาะในพิธีสำคัญ มีนางรำจากเครือข่ายวัฒนธรรมมอญ ทั้งชาวไทยและชาวไทยเชื้อสายมอญในพื้นที่บ้านโป่งและโพธารามกว่า 100 ชีวิต มารวมตัวกัน เพื่อถวายความอาลัย และน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

    นอกจากนี้ภายในงานยังได้เปิดพื้นที่ให้ผู้เข้าชมได้มีส่วนร่วมแบบ DIY ทั้งการปั้นดิน การเล่นสะบ้า การทำและชิมอาหารพื้นบ้าน อาทิ แกงบอน, แกงส้มลูกส้านดอกงิ้ว, แกงใบมะรุมถั่วเขียว, แกงไก่กล้วยดิบ และข้าวแดกงา นอกจากนี้ยังมีนิทรรศการพิเศษ “ตำนานข้าวแช่ชาวมอญ” รวมถึงตลาดชุมชนที่มีร้านค้ากว่า 100 ร้าน ทั้งอาหาร เสื้อผ้า และสินค้าเกษตร สำหรับท่านที่สนใจ งานเทศกาล “เจี๊ยะ โม่ง โร่ง โม่น เดิง ราชบุรี” หรือ “กิน อยู่ ดู มอญ” ครั้งที่ 10 จัดขึ้นในวันที่ 1 มี.ค.69 ตั้งแต่เวลา 9.00 น. ณ ลานวัฒนธรรมวัดมะขาม ต.คุ้งพยอม อ.บ้านโป่ง จ.ราชบุรี สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมโทร 08-7706-5642

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/local/localbusiness/2916728&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw15osNjiIxeOuyZtdkWyMsx

  • กรมทางหลวง เปิดให้ประชาชนสัญจรแล้ว ทล.4030 จังหวัดภูเก็ต แก้จุดเสี่ยงทางโค้งอันตราย เดินทางท่องเที่ยวสะดวก ปลอดภัย และยั่งยืน

    กรมทางหลวง เปิดให้ประชาชนสัญจรแล้ว ทล.4030 จังหวัดภูเก็ต แก้จุดเสี่ยงทางโค้งอันตราย เดินทางท่องเที่ยวสะดวก ปลอดภัย และยั่งยืน

    กรมทางหลวง เปิดให้ประชาชนสัญจรแล้ว ทล.4030 จังหวัดภูเก็ต แก้จุดเสี่ยงทางโค้งอันตราย เดินทางท่องเที่ยวสะดวก ปลอดภัย และยั่งยืน


    26/02/2569 | 79 |

    กรมทางหลวง (ทล.) กระทรวงคมนาคม โดยศูนย์สร้างทางสงขลา และศูนย์สร้างและบูรณะสะพานที่ 4 (นครศรีธรรมราช) ดำเนินการก่อสร้างและปรับปรุงทาง ทล.4030 ตอน ถลาง – หาดราไวย์ ช่วง กม. ที่ 16+950 – 18+200 ระยะทาง 1.250 กิโลเมตร อำเภอกะทู้ จังหวัดภูเก็ต แล้วเสร็จ ยกระดับมาตรฐานทางเดิมจาก 2 ช่องจราจร เป็นทางมาตรฐานชั้นพิเศษขนาด 4 ช่องจราจร พร้อมเปิดให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวสัญจรด้วยความสะดวก ปลอดภัย และมีประสิทธิภาพสูงสุด

    นายปิยพงษ์ จิวัฒนกุลไพศาล อธิบดี ทล. เปิดเผยว่า ทล. มุ่งเน้นการพัฒนาโครงข่ายทางหลวงในจังหวัดภูเก็ต เพื่อรองรับการเติบโตของเมืองและการท่องเที่ยวอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะ ทล.4030 ซึ่งเป็นเส้นทางยุทธศาสตร์ท่องเที่ยวสายหลักที่เชื่อมต่อจากถนนเทพกระษัตรี (ทล.402) ผ่านหาดสุรินทร์ หาดกมลา     หาดกะหลิม หาดป่าตอง หาดกะตะ หาดกะรน ไปจนถึงแยกราไวย์ เดิมเส้นทางช่วง กม. ที่ 16+950 – 18+200 มีข้อจำกัดทางด้านกายภาพ เนื่องจากเป็นทางหลวงขนาด 2 ช่องจราจรและมีลักษณะเป็นทางโค้งต่อเนื่องหลายจุด และมีปริมาณการจราจรที่หนาแน่นขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ประชาชนไม่ได้รับความสะดวกในการเดินทางและเกิดอุบัติเหตุบ่อยครั้ง ทล. จึงเร่งเข้าดำเนินการปรับปรุงทางหลวงสายนี้ ซึ่งเปรียบเสมือน “จิ๊กซอว์ 4 เลน ตัวสุดท้าย” เพื่อแก้ปัญหาการจราจรและเพิ่มทัศนวิสัยในการขับขี่ให้ปลอดภัยยิ่งขึ้น เป็นทางมาตรฐานชั้นพิเศษขนาด 4 ช่องจราจร (ไป – กลับ) พร้อมติดตั้งเกาะกลางและระบบระบายน้ำที่มีประสิทธิภาพ และมีการทุบรื้อสะพานคอนกรีตเดิมที่มีสภาพเก่าและก่อสร้างสะพานคอนกรีตใหม่ บริเวณ กม. ที่ 17+918 ที่มีความกว้างของผิวจราจรมากขึ้นและยาว 30 เมตร เพื่อทำให้การจราจรคล่องตัวยิ่งขึ้น นอกจากนี้ ได้ติดตั้งอุปกรณ์เพื่ออำนวยความปลอดภัย เช่น ป้ายจราจร และระบบแสงสว่างครบถ้วนตามมาตรฐาน Road Safety เพื่อลดสถิติอุบัติเหตุในจุดเสี่ยงเดิม การพัฒนาเส้นทางนี้นอกจากจะช่วยลดระยะเวลาการเดินทางระหว่างอำเภอถลางและหาดราไวย์ กระจายความหนาแน่นของการจราจรจากถนนสายหลัก และสร้างภาพลักษณ์ที่ดีด้านคมนาคมขนส่งให้นักท่องเที่ยวทั่วโลกที่เดินทางมาเยือนจังหวัดภูเก็ตแล้ว ยังเป็นกลไกสำคัญในการกระตุ้นเศรษฐกิจระดับภูมิภาคและยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่อย่างเป็นรูปธรรมต่อไปด้วย

    ทล. มีความมุ่งมั่นที่จะพัฒนาทางหลวงทุกสายทางให้เป็นเส้นทางแห่งความสะดวกและปลอดภัย โดยขอความร่วมมือผู้ใช้ทางขับขี่ด้วยความระมัดระวัง ปฏิบัติตามกฎจราจรอย่างเคร่งครัด หากพบเหตุขัดข้องหรือต้องการร่วมเสนอแนะเพื่อการพัฒนา สามารถติดต่อได้ที่สายด่วน ทล. โทร. 1586 (โทรฟรีทุกเครือข่ายตลอด 24 ชั่วโมง)

    ที่มา : https://www.thaigov.go.th/th/news/161894


    image รูปภาพ

    image


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/39/iid/480360&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1VQiHHvO9H1Uel-OLg2iLD

  • ท่องเที่ยวฟื้น! ดันรายได้Q4‘กลุ่มดุสิตธานี’เพิ่ม78.9% คาดปี69 ธุรกิจขยายตัว 5-8%

    ท่องเที่ยวฟื้น! ดันรายได้Q4‘กลุ่มดุสิตธานี’เพิ่ม78.9% คาดปี69 ธุรกิจขยายตัว 5-8%

    วันพฤหัสบดี ที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 11.35 น.

    ‘กลุ่มดุสิตธานี’เผยไตรมาส 4 การท่องเที่ยวฟื้นดันรายได้เพิ่ม 78.9% จากไตรมาสก่อนหน้า ประเมินแนวโน้มปี 69 ธุรกิจขยายตัว 5-8% พร้อมปรับเพิ่มคาดการณ์ EBITDA Margin

    26 กุมภาพันธ์ 2569 บริษัท ดุสิตธานี จำกัด (มหาชน) หรือ DUSIT รายงานผลประกอบการไตรมาสที่ 4 (ตุลาคมถึงธันวาคม) ปี 2568 ซึ่งบริษัทฯ มีรายได้รวม 3,121 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อนหน้า (QoQ) คิดเป็น 78.9% ขณะที่กำไรสุทธิอยู่ที่ 173 ล้านบาท พลิกจากผลขาดทุนสุทธิ 384 ล้านบาท ในไตรมาสที่ 3 ของปี 2568 โดยกำไรก่อนหักดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่าย (EBITDA) ที่สะท้อนความสามารถในการทำกำไรจากการดำเนินงานจริงของธุรกิจ อยู่ที่ 749 ล้านบาท เพิ่มอย่างมีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า ซึ่งอยู่ที่ 74 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม เมื่อเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อน (YoY) บริษัทฯ มีกำไรสุทธิลดลง 44.2%

    นายชนินทธ์ โทณวณิก ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บมจ.ดุสิตธานี เปิดเผยว่า  ผลการดำเนินงานไตรมาส 4/2568 พลิกฟื้นจากไตรมาส 3/2568 อย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากเป็นฤดูกาลท่องเที่ยว ส่งผลให้รายได้เฉลี่ยต่อห้องเพิ่มขึ้น จากอัตราการเข้าพักและค่าห้องเฉลี่ยที่สูงขึ้น  อีกทั้งบริษัทฯ เริ่มรับรู้รายได้จากโครงการที่พักอาศัยบางส่วนในช่วงปลายปี ทำให้ผลการดำเนินงานเติบโตขึ้นเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า (QoQ)

    อย่างไรก็ตาม เมื่อเทียบกับระยะเวลาเดียวกันของปีก่อน (YoY) รายได้รวมของบริษัทฯ ปรับตัวลดลง 48.8% ซึ่งเป็นผลมาจากไตรมาส 4/2567  บริษัทฯ มีการรับรู้รายได้จากการส่งมอบงานก่อสร้างพื้นที่อาคารค้าปลีกซึ่งเป็นรายการที่เกิดขึ้นครั้งเดียว (ประมาณ 3,805 ล้านบาท)  ในขณะที่ไตรมาส 4/2568 บริษัทฯ ได้รับผลกระทบจากอัตราแลกเปลี่ยนอย่างมีนัยสำคัญจากการแข็งค่าของเงินบาท ประกอบกับส่วนแบ่งเงินลงทุนใน DREIT ลดลงจากผลกระทบของอัตราแลกเปลี่ยน  ส่งผลให้มี EBITDA ลดลง 31.4%

    นอกจากนี้บริษัทมีดอกเบี้ยจ่ายเพิ่มขึ้นเนื่องจากไม่สามารถบันทึกดอกเบี้ยเป็นต้นทุนโครงการได้ภายหลังจากที่โครงการดุสิต เซ็นทรัล พาร์ค ทยอยก่อสร้างแล้วเสร็จและเปิดดำเนินการตามส่วนงาน ทำให้รายงานกำไรสุทธิลดลง 44.2% เป็น 173 ล้านบาท

    ทางด้านผลการดำเนินงานประจำปี 2568 (มกราคมถึงธันวาคม) บริษัทฯ มีรายได้รวม 8,938 ล้านบาท ลดลง 20.2% จาก 11,204 ล้านบาทในปี 2567  สาเหตุหลักมาจากปีที่แล้วมีการรับรู้รายได้ที่เกิดขึ้นครั้งเดียวจากการส่งมอบอาคารพื้นที่ค้าปลีก  ทั้งนี้หากไม่รวมรายได้จากการส่งมอบงานก่อสร้างพื้นที่อาคารค้าปลีกในปี 2567 และรายได้งานระบบประกอบอาคารพื้นที่อาคารค้าปลีกในปี 2568 ซึ่งเป็นรายการที่เกิดขึ้นครั้งเดียว รายได้รวมของบริษัทในปี 2568 จะเท่ากับ 8,686 ล้านบาท เติบโต 17.4% จากการขยายตัวของทุกกลุ่มธุรกิจ แต่เป็นอัตราการเติบโตที่น้อยกว่าที่ประมาณการณ์ไว้ เนื่องจากภาวะชะลอตัวของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว และการแข่งขันในธุรกิจอาหารที่สูงขึ้น

    จากรายได้รวมที่ลดลงข้างต้น บริษัทยังมีขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนเพิ่มขึ้นจากการแข็งค่าของเงินบาท นอกจากนี้ ส่วนแบ่งเงินลงทุนใน DREIT ลดลงอย่างมีนัยสำคัญจากผลกระทบจากอัตราแลกเปลี่ยน รวมถึงการเปลี่ยนแปลงมูลค่ายุติธรรมของเงินลงทุน ปัจจัยดังกล่าวส่งผลให้ EBITDA รวมลดลง 12.4% ในขณะที่ EBITDA Margin เพิ่มขึ้นเป็น 16.3% ของรายได้รวม ซึ่งเป็นไปตามประมาณการณ์ที่คาดไว้ อย่างไรก็ตาม บริษัท มีค่าเสื่อมราคาและดอกเบี้ยจ่ายเพิ่มขึ้นเนื่องจากไม่สามารถบันทึกเป็นต้นทุนโครงการดุสิต เซ็นทรัล พาร์ค ได้อีกหลังจากทยอยเปิดดำเนินการบางส่วน ส่งผลให้บริษัทขาดทุนสุทธิ -453 ล้านบาท

    ทั้งนี้ ปี 2568 ที่ผ่านมา กลุ่มดุสิตธานีขับเคลื่อนมูลค่าจากโครงการดุสิตเซ็นทรัลพาร์ค (Unlock Value)  โดยสามารถรับรู้รายได้เต็มปีของโรงแรมดุสิตธานี กรุงเทพ รวมถึงทยอยเปิดให้บริการของส่วนต่างๆ ของโครงการ ได้แก่ อาคารสำนักงาน ห้างสรรพสินค้า และสวนลอยฟ้า  ในขณะที่อาคารที่พักอาศัย ก็ทำยอดขายได้สูงถึง 95% ของพื้นที่ขายทั้งหมด และเริ่มทยอยส่งมอบห้องพักบางส่วน เพื่อรับรู้รายได้ในช่วงปลายปีที่ผ่านมา 

    สำหรับแนวโน้มการดำเนินงานปี 2569 คาดว่า จะเป็นปีที่บริษัทฯ ก้าวสู่การเติบโตภายใต้ฐานธุรกิจที่แข็งแกร่ง โดยปัจจัยสนับสนุนที่สำคัญในปีนี้ มาจากการคาดการณ์การท่องเที่ยวระหว่างประเทศที่เติบโตในระดับ 3-4% จากปี 2568 ภายใต้สมมติฐานว่า ภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิกจะฟื้นตัวต่อเนื่อง เศรษฐกิจโลกยังเอื้ออำนวย และความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ยังไม่รุนแรง แต่อย่างไรก็ดี ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ยังคงเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญต่อภาคการท่องเที่ยว 

    “ปีนี้เราวางกลยุทธ์การเติบโตที่มุ่งสร้างความสมดุล การขยายธุรกิจ และการกระจายความเสี่ยง ตามกรอบ D.U.S.I.T. ซึ่งเป็นกรอบการขับเคลื่อนการดำเนินงานและการลงทุน ที่มุ่งเน้นการเติบโตอย่างหลากหลาย การสร้างคุณค่าในระยะยาว ความยั่งยืน  นวัตกรรม และอัตลักษณ์ความเป็นไทยที่ตอบโจทย์ตลาด  โดยประมาณการอัตราการเติบโตของรายได้รวม (ไม่รวมการโอนอาคารที่พักอาศัย) ไว้ที่ 5-8% และปรับเพิ่ม EBITDA Margin เป็น 18-20% ของรายได้รวม จากการขยายตัวของทุกกลุ่มธุรกิจ” ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บมจ.ดุสิตธานี กล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/business/949369&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2ffwyYzjN_TmEDQY4D1wgM