Category: ท่องเที่ยว

  • ​  ขัดแย้ง “ตะวันออกกลาง”  สนค.ชี้ น้ำมันพุ่ง ตลาดทุนผันผวน ท่องเที่ยวชะลอ

    ​ ขัดแย้ง “ตะวันออกกลาง” สนค.ชี้ น้ำมันพุ่ง ตลาดทุนผันผวน ท่องเที่ยวชะลอ

    วันนี้ ( 2 มี.ค.2569) สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) วิเคราะห์สถานการณ์ความขัดแย้งสหรัฐฯ–อิสราเอลกับอิหร่านขณะนี้เกิดภาวะช็อกด้านอุปทานในเรื่องน้ำมัน ที่อาจเกิดการพุ่งขึ้นของต้นทุนการผลิต จากการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมัน 20% ของโลก ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบพุ่งทะยาน ซึ่งแม้ OPEC+ จะเพิ่มกำลังการผลิต แต่อาจไม่สามารถชดเชยปริมาณที่หายไปจากระบบได้ทันที สิ่งนี้จะกดดันให้อัตราเงินเฟ้อทั่วโลกและในไทยเร่งตัวขึ้นผ่านราคาค่าขนส่งค่าน้ำเชื้อเพลิง และค่าไฟฟ้า

    ภาพประกอบข่าว ​  ขัดแย้ง “ตะวันออกกลาง”  สนค.ชี้ น้ำมันพุ่ง ตลาดทุนผันผวน ท่องเที่ยวชะลอ

    ส่วนสถานการณ์ด้านการท่องเที่ยว โดยเฉพาะ กลุ่มนักท่องเที่ยวจากตะวันออกกลาง เช่น สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ คูเวต และกาตาร์ ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีกำลังซื้อสูงและเดินทางมาไทยเพื่อการพักผ่อนและรับบริการทางการแพทย์ (Medical Tourism) อาจชะงักจากข้อจำกัดในการเดินทางและความกังวลเรื่องความปลอดภัย และแม้ไทยจะไม่ใช่คู่ขัดแย้ง แต่ความไม่สงบระดับโลกอาจทำให้นักท่องเที่ยวจากภูมิภาคอื่นเกิดความกังวลในการเดินทางระยะไกล (Long-haul) ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อภาพรวมของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวในช่วงไตรมาสแรกของปี

    แรงงานไทย 7.7 หมื่นคน เสี่ยงรายได้หด

    สำหรับด้านแรงงานและการบริโภคภายในประเทศ รายได้เงินโอนระหว่างประเทศ จากแรงงานไทยกว่า 77,000 คนในพื้นที่เสี่ยง หากต้องอพยพกลับประเทศ จะส่งผลให้รายได้ที่ส่งกลับมาจุนเจือครอบครัวในภาคเกษตรและท้องถิ่นลดลง และเพิ่มภาระด้านการจัดหางานภายในประเทศของภาครัฐ และความไม่แน่นอนของสถานการณ์อาจทำให้ภาคครัวเรือนชะลอการตัดสินใจซื้อสินค้าคงทน หรือสินค้าฟุ่มเฟือย เพื่อเก็บเงินสดไว้ใช้ในยามฉุกเฉิน

    ภาพประกอบข่าว ​  ขัดแย้ง “ตะวันออกกลาง”  สนค.ชี้ น้ำมันพุ่ง ตลาดทุนผันผวน ท่องเที่ยวชะลอ

    ด้านบรรยากาศการลงทุนและเสถียรภาพตลาดเงิน ความตึงเครียดที่พุ่งสูงขึ้น อาจส่งผลให้นักลงทุนต่างชาติเคลื่อนย้ายเงินทุน ส่งผลให้ค่าเงินบาทมีความผันผวนสูง ซึ่งเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการบริหารจัดการความเสี่ยงของผู้นำเข้าและส่งออก ขณะเดียวกัน ความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ยังอาจทำให้โครงการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศที่อยู่ในขั้นตอนการตัดสินใจถูกชะลอออกไปเพื่อประเมินสถานการณ์ ซึ่งจะส่งผลต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยในระยะยาว หากสถานการณ์ยืดเยื้อ

    ก่อนหน้านี้ กลุ่ม OPEC+ นำโดยซาอุดีอาระเบียและรัสเซีย ได้จัดการประชุมผ่านระบบออนไลน์เพื่อประเมินสถานการณ์หลังเกิดความขัดแย้งรุนแรงในตะวันออกกลาง โดยมีมติสำคัญ คือ เพิ่มกำลังการผลิตน้ำมันดิบขึ้น 206,000 บาร์เรลต่อวัน เริ่มตั้งแต่เดือน เม.ย.2569 เพื่อรักษาเสถียรภาพตลาดและลดความร้อนแรงของราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้น แต่มีการประเมินตลาดว่า แม้จะเพิ่มกำลังการผลิต แต่นักวิเคราะห์กังวลว่าปริมาณที่เพิ่มขึ้นนี้อาจไม่เพียงพอ หากการปิดช่องแคบฮอร์มุซยืดเยื้อ

    ก.พลังงาน ระงับส่งออกน้ำมันชั่วคราว

    ทางด้านไทย กระทรวงพลังงานได้ยกระดับมาตรการรับมือเพื่อป้องกันวิกฤตพลังงานภายในประเทศ โดยระงับการส่งออกน้ำมันไปต่างประเทศชั่วคราว เพื่อสำรองไว้ใช้ภายในประเทศให้ได้นานที่สุด โดยปริมาณสำรองปัจจุบัน ข้อมูล  วันที่ 1 มี.ค.2569 ไทยมีน้ำมันสำรองรวม (น้ำมันคงเหลือและอยู่ระหว่างขนส่ง) ประมาณ 7,660 ล้านลิตร ซึ่ง เพียงพอต่อการใช้งานได้ประมาณ 60 วัน และได้สั่งการให้กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติเพิ่มการผลิตก๊าซในอ่าวไทย และเลื่อนแผนการซ่อมบำรุงแหล่งผลิตออกไปก่อน เพื่อลดการนำเข้า LNG จากต่างประเทศ ส่วนการผลิตไฟฟ้า สั่งให้โรงไฟฟ้าถ่านหินและโรงไฟฟ้าพลังน้ำเดินเครื่องเต็มกำลังการผลิต เพื่อเตรียมพร้อมในกรณีที่การนำเข้าก๊าซธรรมชาติหยุดชะงัก

    ภาพประกอบข่าว ​  ขัดแย้ง “ตะวันออกกลาง”  สนค.ชี้ น้ำมันพุ่ง ตลาดทุนผันผวน ท่องเที่ยวชะลอ

    ในปี 2568 ไทยนำเข้าน้ำมันดิบจากต่างประเทศ คิดเป็นมูลค่า 912,913 ล้านบาท โดยส่วนใหญ่เป็นการนำเข้าจากสหรัฐอาหรับเอมิเรตน์ คิดเป็น 43% ซาอุดิอาระเบีย 12% และการ์ตา 3% ขณะที่ราคาพลังงงานโลก ราคาน้ำมันดิบเบนรด์ ปรับตัวสูงขึ้นมาอยู่ที่ 79.25 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เพิ่มขึ้น 9% จากวันศุกร์ และนักวิเคราะห์ คาดการณ์ว่าหากสถานการณ์ไม่คลี่คลาย ราคาอาจพุ่งไปแตะ 90 ดอลลาร์ภายในสัปดาห์นี้ โดยฉากทัศน์สูงสุด หากการปิดช่องแคบฮอร์มุซยืดเยื้อและมีการทำลายโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำมัน ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่าราคาอาจพุ่งสูงเกิน 100-120 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ได้ในระยะเวลาอันสั้น

    ตั้งวอรูม ประเมินสถานการณ์เศรษฐกิจในตะวันออกกลาง

    สำหรับการดำเนินงานของหน่วยงานภาครัฐ กระทรวงการคลังได้จัดตั้งศูนย์ติดตามและประเมินสถานการณ์ทางเศรษฐกิจจากความตึงเครียดในตะวันออกกลาง กระทรวงการต่างประเทศ ได้จัดตั้งศูนย์ติดตามสถานการณ์ ร่วมกับหน่วยงานต่าง ๆ และเอกอัครราชทูตของไทย และเตรียมการอพยพในกรณีจำเป็น กระทรวงแรงงาน ตั้งศูนย์วอร์รูมติดตามสถานการณ์และประสานการช่วยเหลือแรงงานไทยในตะวันออกกลาง และกระทรวงพาณิชย์ ได้สั่งการให้ทุกหน่วยงาน และทูตพาณิชย์ 58 แห่งทั่วโลก ติดตามสถานการณ์และทำแผนรับมือ

    ภาพประกอบข่าว ​  ขัดแย้ง “ตะวันออกกลาง”  สนค.ชี้ น้ำมันพุ่ง ตลาดทุนผันผวน ท่องเที่ยวชะลอ

    สำหรับภาพรวมมูลค่าการค้าระหว่างประเทศของไทยกับประเทศคู่ขัดแย้งหลัก ได้แก่ อิหร่าน อิสราเอล และสหรัฐอเมริกา ปี 2568 พบว่า สหรัฐอเมริกาเป็นคู่ค้าสำคัญลำดับต้นของไทย โดยมีสัดส่วนการส่งออกไทยในระดับสูง และไทยเกินดุล การค้าอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม ยังต้องติดตามความเสี่ยงจากมาตรการทางการค้าของสหรัฐฯ และประเด็นการ ตรวจสอบแหล่งกำเนิดสินค้าอย่างใกล้ชิด

    ในขณะที่ อิสราเอลมีมูลค่าการค้าอยู่ ในระดับต่ำเมื่อเทียบกับคู่ค้าหลักของไทย มีการขยายตัวในบางช่วงเวลา  เช่นเดียวกับอิหร่านมีสัดส่วนการค้าอยู่ในระดับต่ำมากเมื่อเทียบกับการค้าร่วมของไทย ซึ่งไทยเกินดุลการค้า ทั้งนี้ อิหร่านมีการนำเข้าสินค้าไทยบางส่วนผ่านประเทศที่สามโดยเฉพาะสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ รวมถึงผู้ค้าคนกลางจากอินเดีย ทำให้มีข้อจำกัดในการแสดงมูลค่าการค้าบางส่วนที่อาจจะไม่สะท้อนในสถิติการค้าโดยตรง ที่เป็นทางการระหว่างไทยกับอิหร่าน

    การค้า 2 ประเทศกระทบส่งออกไทยต่ำ

    โดยหากแยก การค้าระหว่างไทยกับอิหร่าน ในภาพรวม มูลค่าการส่งออก และมูลค่านำเข้า พบว่า  มูลค่าการค้าระหว่างไทยกับอิหร่านมีขนาดค่อนข้างเล็ก โดยในปี 2568 ไทยมีมูลค่าการค้ารวมกับอิหร่าน 146.18 ล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็นสัดส่วนเพียง0.02%  ต่อมูลค่าการค้ารวมของไทยกับทั่วโลก และปี 2568 ไทยส่งออกไปอิหร่าน 136.82 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

    ภาพประกอบข่าว ​  ขัดแย้ง “ตะวันออกกลาง”  สนค.ชี้ น้ำมันพุ่ง ตลาดทุนผันผวน ท่องเที่ยวชะลอ

    ขณะที่การนำเข้า มีมูลค่าเพียง 9.36ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ทำให้ไทยเกินดุลการค้า 127.46 ล้านดอลลาร์สหรัฐ  ส่วนการส่งออกของไทยไปอิหร่านส่วนใหญ่เป็นสินค้าเกษตรและสินค้าอุตสาหกรรมแปรรูป ได้แก่ อาหารแปรรูป ผลไม้กระป๋อง ยางพารา และชิ้นส่วนยานยนต์   ดังนั้นภาพรวม แม้สถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางจะเพิ่มสูงขึ้น แต่ด้วยข้อจำกัด ผลกระทบโดยตรงต่อการค้าไทยยังอยู่ในระดับต่ำ ทั้งี้ควรติดตามผลกระทบทางอ้อมผ่านาคาพลังงาน ค่าระวางเรือ และความเสี่ยงด้านธุรกรรมการเงินระหว่างประเทศอย่างใกล้ชิด

    ส่วนการค้าระหว่างไทยกับอิสราเอล ในภาพรวม พบว่า  มูลค่าการค้าระหว่างไทยกับอิสราเอลค่อนข้างต่ำเมื่อเทียบกับการค้าร่วมของไทย ซึ่งในปี2568 ไทยมี มูลค่าการค้ารวมกับอิสราเอล 1,376.86 ล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็นสัดส่วนเพียง 0.20%  ต่อมูลค่าการค้ารวมของไทยกับทั่วโลก และปี 2568 ไทยส่งออกไปอิสราเอล 777.39 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่นำเข้ามีมูลค่า 599.48 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ทำให้ไทยเกินดุลการค้า 177.91 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

    ภาพประกอบข่าว ​  ขัดแย้ง “ตะวันออกกลาง”  สนค.ชี้ น้ำมันพุ่ง ตลาดทุนผันผวน ท่องเที่ยวชะลอ

    ทั้งนี้การส่งออกของไทยส่งไปอิสราเอล มีสินค้าสำคัญ ได้แก่ รถยนต์และชิ้นส่วน อาหารแปรรูป เครื่องใช้ไฟฟ้า และสินค้าอุตสาหกรรม ขณะที่การนำเข้าส่วนใหญ่เป็นเคมีภัณฑ์ เครื่องจักร และเทคโนโลยีเฉพาะด้าน อย่างไรก็ตามอิสราเอลเป็นตลาดขนาดเล็กถึงปานกลางของไทย ความเสี่ยงเชิงโครงสร้างต่อการค้ารวมของ ไทยยังจำกัด แต่ควรติดตามความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์และเส้นทางโลจิสติกส์ในภูมิภาคอย่างใกล้ชิด

    อ่านข่าว:

    จีน-รัสเซีย ซัดสหรัฐ ละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ ย้ำจุดยืนสันติภาพตะวันออกกลาง

    ตลาดทุนโลกสะเทือน วิกฤตตะวันออกกลาง ดัน “ราคา” น้ำมัน-ทองคำพุ่ง

    รับมือ “สงครามตะวันออกกลาง” หอการค้าฯ ถก “อนุทิน” ทางรอดเศรษฐกิจไทย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/502836&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1qcl7wrkkMOCFidhaRtKu_

  • งานบุญผะเหวด จ.ร้อยเอ็ด 2569 จัดวันไหน เช็กตารางกิจกรรม สืบสานมรดกอีสาน

    งานบุญผะเหวด จ.ร้อยเอ็ด 2569 จัดวันไหน เช็กตารางกิจกรรม สืบสานมรดกอีสาน

    Loading…

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/fast/content/2916677&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1LLCb6gkyQykQF2TS06e8a

  • สกัดแก๊งขนยา 4 ล้านเม็ด สุดแสบทำทีท่องเที่ยวใช้เยาวชนนั่งรถตบตานำทาง | เดลินิวส์

    สกัดแก๊งขนยา 4 ล้านเม็ด สุดแสบทำทีท่องเที่ยวใช้เยาวชนนั่งรถตบตานำทาง | เดลินิวส์

    เมื่อวันที่ 2 มี.ค. 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ณ ลานแถลงข่าว บก.สส.ภ.5 อ.เมือง จ.เชียงใหม่ พล.ต.ท.กฤตธาพล ยี่สาคร ผบช.ภ.5 พร้อมเจ้าหน้าที่ชุดจับกุมจากตำรวจ ทหาร ฝ่ายปกครอง และ ป.ป.ส. ร่วมกันแถลงผลการจับกุมเครือข่ายยาเสพติดข้ามชาติ พร้อมของกลางยาบ้าจำนวน 4 ล้านเม็ด หลังสนธิกำลังตั้งด่านสกัดจับได้ที่ด่านตรวจยาเสพติดแม่ทา ต.ทาสบเส้า อ.แม่ทา จ.ลำพูน พบพฤติกรรมสุดแสบใช้เยาวชนนั่งรถร่วมขบวนเพื่อสร้างฉากหน้าเป็นกลุ่มนักท่องเที่ยว

    จากการตรวจสอบพบรถยนต์ต้องสงสัยขับตามกันมาเป็นขบวน 3 คัน ประกอบด้วยรถซูซูกิ สวิฟท์ สีขาว ทะเบียนเชียงราย, รถเก๋งมาสด้า สีดำ ทะเบียนกรุงเทพมหานคร และรถฮอนด้า ซีวิค สีเทา ทะเบียนชลบุรี โดยเจ้าหน้าที่พบยาบ้าทั้งหมดถูกซุกซ่อนอยู่ในรถมาสด้าที่มี นายธีรพร อายุ 26 ปี ชาวชัยภูมิ เป็นคนขับ พร้อมควบคุมตัวผู้ร่วมขบวนการรวม 7 ราย ซึ่งในจำนวนนี้มีเยาวชนหญิงอายุเพียง 14 ปี และ 16 ปี ชาวนครราชสีมา ร่วมเดินทางมาในรถนำขบวนด้วย

    ผู้ต้องหารับสารภาพว่า รับจ้างจากนายทุนเป็นเงิน 350,000 บาท โดยวางแผนนำเยาวชนร่วมนั่งรถมาด้วยเพื่อให้ดูเหมือนครอบครัวหรือกลุ่มเพื่อนที่มาท่องเที่ยว จ.เชียงราย เพื่อตบตาเจ้าหน้าที่ โดยใช้รถคันที่มีเยาวชนเป็นรถนำทางคอยเช็กด่านตรวจตลอดเส้นทางเพื่อส่งยาเสพติดไปยังเป้าหมายที่ จ.สระบุรี

    เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ได้แจ้งข้อหาหนัก พร้อมเตรียมขยายผลเอาผิดถึงตัวการใหญ่ และกำชับให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบรถท่องเที่ยวอย่างเข้มงวด เพื่อป้องกันการนำเยาวชนมาใช้เป็นเครื่องมือในการกระทำผิดกฎหมายเช่นนี้อีก

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5650047/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2AByK7cSyj758ppMPJrvsi

  • สมรภูมิตะวันออกกลางต่อผลกระทบกลุ่มอุตสาหกรรมในตลาดหุ้นไทย

    สมรภูมิตะวันออกกลางต่อผลกระทบกลุ่มอุตสาหกรรมในตลาดหุ้นไทย

    สมรภูมิตะวันออกกลางต่อผลกระทบกลุ่มอุตสาหกรรมในตลาดหุ้นไทย

    สถานการณ์ในภูมิภาคตะวันออกกลางก้าวเข้าสู่จุดเปลี่ยนครั้งสำคัญทางประวัติศาสตร์ เมื่อปฏิบัติการร่วมระหว่างอิสราเอลและสหรัฐฯ นำไปสู่การถึงแก่อสัญกรรมของ อาลี คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดแห่งอิหร่าน ท่ามกลางวิกฤตการณ์ช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นเลือดใหญ่ของการขนส่งพลังงานโลก 

    บล.บัวหลวง และ บล.เอเซีย พลัส วิเคราะห์ผลกระทบในมิติต่าง ๆ และแนวโน้มที่นักลงทุนต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด

    ปฏิกิริยาตลาดระยะสั้น ความหวังบนความเปราะบาง

    แม้เหตุการณ์จะดูรุนแรง แต่ในระยะสั้นตลาดการเงินเริ่มสะท้อนโหมด “คลายกังวล” ออกมาบางส่วน หลังมี “ความหวังในการลดความตึงเครียด” จากสัญญาณการเปลี่ยนผ่านผู้นำใหม่ของอิหร่านและความเป็นไปได้ในการกลับเข้าสู่โต๊ะเจรจา โดยมีสัญญาณที่น่าสนใจ ดังนี้

    • สินทรัพย์ปลอดภัยเริ่มย่อตัว ราคาทองคำร่วงลงจากระดับ 5,440 ดอลลาร์สหรัฐฯ มาต่ำกว่า 5,300 ดอลลาร์สหรัฐ สะท้อนว่านักลงทุนเริ่มมองหาโอกาสจากการที่สถานการณ์อาจไม่บานปลายเป็นสงครามโลกในทันที
    • ราคาน้ำมันที่ยังไม่เร่งตัว แม้ราคาจะปรับตัวสูงขึ้น แต่การที่ยังไม่พุ่งทะยานอย่างรุนแรงต่อเนื่อง ชี้ให้เห็นว่าตลาดยังไม่ได้ประเมินราคา (Price in) สำหรับฉากทัศน์สงครามยืดเยื้อเต็มรูปแบบ

    ผลกระทบต่อภาคอุตสาหกรรม

    ในสภาวะเช่นนี้ ผลกระทบต่อตลาดหุ้นไทยมีความแตกต่างกันอย่างชัดเจนตามกลุ่มธุรกิจอุตสาหกรรม

    กลุ่มที่ได้รับอานิสงส์ กลุ่มพลังงานและปิโตรเคมี อาทิ PTT, PTTEP, TOP, BCP, IVL, PTTGC และ IRPC มีโอกาสปรับตัวขึ้นตามราคาน้ำมัน แต่อาจมีช่วงพักฐานจึงไม่ควรไล่ราคาจนเกินไป

    กลุ่มที่ต้องเพิ่มความระมัดระวัง

    • โรงไฟฟ้า เช่น GPSC และ EGCO ซึ่งจะได้รับแรงกดดันจากต้นทุนก๊าซธรรมชาติที่สูงขึ้น
    • สายการบินและท่องเที่ยว โดยเฉพาะเส้นทางยุโรป เช่น THAI, AAV, BA และ MINT ที่ต้องเผชิญกับต้นทุนเชื้อเพลิงและการบินอ้อมพื้นที่ความขัดแย้ง

    โอกาสของตลาดหุ้นไทย หากสถานการณ์จำกัดวงอยู่เพียงในภูมิภาค ตลาดหุ้นไทยอาจกลายเป็น “Safe Haven ในเชิงเปรียบเทียบ” จากการเคลื่อนย้ายเงินทุนออกจากตะวันออกกลาง

    ความเสี่ยงเชิงโครงสร้าง ปัจจัยที่ตลาดอาจมองข้าม

    บล.บัวหลวง เตือนว่ายังเร็วเกินไปที่จะสรุปว่าความขัดแย้งจะยุติลงโดยเร็ว เนื่องจากมีปัจจัยเสี่ยงที่ซ่อนอยู่ภายใต้โครงสร้างอำนาจของอิหร่าน

    • เอกภาพของ IRGC กองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลาม (IRGC) มีโครงสร้างการตัดสินใจที่เป็นอิสระสูง แม้ขาดผู้นำสูงสุด ระบบการตัดสินใจยังสามารถดำเนินต่อไปได้
    • เครือข่าย Proxy กลุ่มพันธมิตรในเลบานอน เยเมน และอิรัก ยังคงเป็นตัวแปรสำคัญที่สามารถขยายวงความขัดแย้งให้ยืดเยื้อ
    • สุญญากาศอำนาจ ความไม่แน่นอนของการสืบทอดอำนาจอาจบีบให้กลุ่ม “สายเหยี่ยว” ในอิหร่านต้องแสดงท่าทีแข็งกร้าวเพื่อรักษาฐานอำนาจ

    กลยุทธ์การลงทุน

    ตามสถิติทางประวัติศาสตร์ สงครามลักษณะนี้มักจะเข้าสู่ช่วง Peak ของความรุนแรงภายใน 4-6 สัปดาห์แรก ซึ่งจะเป็นช่วงที่ตลาดมีความผันผวนสูงสุด

    ดังนั้น กลยุทธ์ อย่าตื่นตระหนก (Panic) แต่ห้ามประมาท ยังไม่ควรเปิดรับความเสี่ยง (Risk-on) เต็มพอร์ต

    • เฝ้าระวังดัชนีชี้วัดหลัก จับตาสถานการณ์ในช่องแคบฮอร์มุซ และท่าทีของ IRGC อย่างใกล้ชิด เพราะจะเป็นตัวกำหนดทิศทางตลาดในเดือน มี.ค. ที่สำคัญ
    • ติดตามขั้วอำนาจโลก ท่าทีของสหรัฐฯ และพันธมิตร เมื่อเทียบกับท่าทีของกลุ่มประเทศอ่าวอาหรับ (GCC) จะเป็นกุญแจสำคัญในการตัดสินว่าความขัดแย้งนี้จะจบลงที่โต๊ะเจรจาหรือสมรภูมิ

    บล.เอเซีย พลัส ระบุว่า สถานการณ์ความตึงเครียดจากปฏิบัติการ Operation Epic Fury ได้กลายเป็นปัจจัยหลักที่ขับเคลื่อนความผันผวนในตลาดทุนโลก โดยเฉพาะการพุ่งขึ้นอย่างรุนแรงของราคาน้ำมันดิบ ซึ่งส่งผลกระทบต่อเนื่องเป็นลูกโซ่ไปยังสินทรัพย์เสี่ยงและภาพรวมของเศรษฐกิจในระดับภูมิภาค รวมถึงประเทศไทย 

    วิกฤตพลังงานและการตอบสนองของราคาน้ำมันดิบ

    ผลจากการเปิดฉาก Operation Epic Fury ส่งผลให้ราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้นทันทีถึง 8% ในช่วงเช้าที่ผ่านมา ปรากฏการณ์นี้กระตุ้นให้เม็ดเงินไหลออกจากสินทรัพย์เสี่ยงเข้าสู่สินทรัพย์ปลอดภัย (Safe Haven) อย่างรวดเร็ว นักลงทุนทั่วโลกกำลังจับตามองสถานการณ์อย่างใกล้ชิดใน 3 ประเด็นหลัก คือ การปิดน่านฟ้า, การปิดช่องแคบฮอร์มุซ และการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในอิหร่าน

    อย่างไรก็ตาม ข้อมูลล่าสุดระบุว่าน่านฟ้าส่วนใหญ่ยังคงเปิดตามปกติแม้จะมีการบินอ้อมพื้นที่อิหร่าน และเส้นทางเดินเรือสำคัญอย่างช่องแคบฮอร์มุซยังคงมีการขนส่งสินค้าและน้ำมันอยู่ตามปกติ

    เปรียบเทียบเชิงสถิติ Midnight Hammer vs. Epic Fury

    หากพิจารณาจากพฤติกรรมราคาในอดีตผ่านเหตุการณ์ Operation Midnight Hammer เมื่อ 2 สัปดาห์ก่อนหน้า พบว่า ราคาน้ำมัน WTI เคยพุ่งขึ้นจาก 63.5 ดอลลาร์/บาร์เรล ไปแตะ 78.4 ดอลลาร์/บาร์เรล (บวกประมาณ 15 ดอลลาร์) ก่อนจะย่อตัวลงเมื่อภารกิจสิ้นสุด

    สำหรับ Operation Epic Fury ในปัจจุบัน ราคาน้ำมัน WTI ขยับขึ้นมาจาก 62.5 ดอลลาร์/บาร์เรล สู่ระดับ 72.2 ดอลลาร์/บาร์เรล (บวกประมาณ 10 ดอลลาร์) คาดการณ์ว่าเมื่อภารกิจจบลง ราคาอาจมีการย่อตัวลงในระยะสั้นก่อนจะค่อย ๆ ไต่ระดับกลับขึ้นไปสู่จุดสูงสุดของปีที่แล้วอีกครั้ง

    โอกาสและความเสี่ยงในรายกลุ่มอุตสาหกรรม

    แม้สถานการณ์ในตะวันออกกลางจะดูรุนแรง แต่ผลกระทบต่อตลาดหุ้นไทยโดยรวมคาดว่าอยู่ในวงจำกัด เนื่องจากไทยอยู่ห่างไกลจากพื้นที่ขัดแย้งและมีสัดส่วนการค้ากับอิหร่านค่อนข้างน้อย นอกจากนี้ โครงสร้างของตลาดหุ้นไทยกว่า 1 ใน 3 ยังอิงกับราคาภาคโภคภัณฑ์ (Commodity) ซึ่งได้รับอานิสงส์โดยตรงจากราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้น

    จากการวิเคราะห์สามารถแบ่งกลุ่มหุ้นที่ได้รับผลกระทบออกเป็น 2 ด้าน 

    กลุ่มที่ได้รับประโยชน์  

    • พลังงานและปิโตรเคมี: PTT, PTTEP, TOP, SPRC
    • สินค้าเกษตรและเดินเรือ: STA, RCL, PSL

    กลุ่มที่ได้รับผลกระทบเชิงลบ 

    • ขนส่งทางอากาศ: AOT, THAI, AAV เนื่องจากต้นทุนน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้น
    • โรงไฟฟ้าและวัสดุก่อสร้าง: BGRIM, GPSC, GLOBAL, TASCO จากภาระต้นทุนพลังงาน
    • การท่องเที่ยว: CENTEL, MINT
    • กลุ่มการเงิน: MTC, SAWAD, TIDLOR ซึ่งมีความอ่อนไหวสูงหากเกิดภาวะเงินเฟ้อพุ่งแรง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/business/stockholder/738753&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2VlNMMtPWqexkcVOmEdCEm

  • พาณิชย์ วิเคราะห์ผลกระทบ สงครามตะวันออกกลาง นักท่องเที่ยวลดเดินทาง-แรงงานในตะวันออกกลาง

    พาณิชย์ วิเคราะห์ผลกระทบ สงครามตะวันออกกลาง นักท่องเที่ยวลดเดินทาง-แรงงานในตะวันออกกลาง

    พาณิชย์ วิเคราะห์ผลกระทบ สงครามตะวันออกกลาง นักท่องเที่ยวลดเดินทาง-แรงงานในตะวันออกกลาง

    วันนี้, 13:48น.

              สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า กระทรวงพาณิชย์ได้วิเคราะห์สถานการณ์อิสราเอลสหรัฐ ระดมโจมตี อิหร่าน ระบุว่า

    • สถานการณ์ในขณะนี้ถือเป็น Negative Supply Shock อาจเกิดการพุ่งขึ้นของต้นทุนการผลิต จากการปิดช่องแคบฮอร์มุซซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมัน 20% ของโลก ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบพุ่งทะยาน ซึ่งแม้ OPEC+ จะเพิ่มกำลังการผลิตแต่อาจไม่สามารถชดเชยปริมาณที่หายไปจากระบบได้ทันที สิ่งนี้จะกดดันให้อัตราเงินเฟ้อทั่วโลกและในไทยเร่งตัวขึ้นผ่านราคาค่าขนส่งค่าน้ำเชื้อเพลิง และค่าไฟฟ้า

    • สถานการณ์ด้านการท่องเที่ยว กลุ่มนักท่องเที่ยวจากตะวันออกกลาง (เช่น สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ คูเวต และกาตาร์)ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีกำลังซื้อสูงและมักเดินทางมาไทยเพื่อการพักผ่อนและรับบริการทางการแพทย์ (Medical Tourism) อาจชะงักจากข้อจำกัดในการเดินทางและความกังวลเรื่องความปลอดภัย นอกจากนี้ แม้ไทยจะไม่ใช่คู่ขัดแย้ง แต่ความไม่สงบระดับโลกอาจทำให้นักท่องเที่ยวจากภูมิภาคอื่นเกิดความกังวลในการเดินทางระยะไกล (Long-haul) ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อภาพรวมของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวในช่วงไตรมาสแรกของปี

    • ด้านแรงงานและการบริโภคภายในประเทศ รายได้เงินโอนระหว่างประเทศ จากแรงงานไทยกว่า 77,000 คน ในพื้นที่เสี่ยง หากต้องอพยพกลับประเทศ จะส่งผลให้รายได้ที่ส่งกลับมาจุนเจือครอบครัวในภาคเกษตรและท้องถิ่นลดลงและเพิ่มภาระด้านการจัดหางานภายในประเทศของภาครัฐ นอกจากนี้ ความไม่แน่นอนของสถานการณ์อาจทำให้ภาคครัวเรือนชะลอการตัดสินใจซื้อสินค้าคงทน หรือสินค้าฟุ่มเฟือย เพื่อเก็บเงินสดไว้ใช้ในยามฉุกเฉิน

    • ด้านบรรยากาศการลงทุนและเสถียรภาพตลาดเงิน ความตึงเครียดที่พุ่งสูงขึ้นอาจส่งผลให้นักลงทุนต่างชาติเคลื่อนย้ายเงินทุน ส่งผลให้ค่าเงินบาทมีความผันผวนสูง ซึ่งเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการบริหารจัดการความเสี่ยงของผู้นำเข้าและส่งออก ขณะเดียวกัน ความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ยังอาจทำให้โครงการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศที่อยู่ในขั้นตอนการตัดสินใจถูกชะลอออกไปเพื่อประเมินสถานการณ์ ซึ่งจะส่งผลต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยในระยะยาวหากสถานการณ์ยืดเยื้อ

    #สงครามตะวันออกกลาง

    ข่าวทั้งหมด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.js100.com/en/site/news/view/159649&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2geWxsDxfp0dMjhDIzbqjb

  • ปลัดท่องเที่ยวฯ คุย ททท.-สทท.-สมาคมโรงแรม-ภาคบริการที่เกี่ยวข้องด้านท่องเที่ยว จับมือช่วยกันดูแล นทท.ตกค้างในไทยจากเหตุสงคราม

    ปลัดท่องเที่ยวฯ คุย ททท.-สทท.-สมาคมโรงแรม-ภาคบริการที่เกี่ยวข้องด้านท่องเที่ยว จับมือช่วยกันดูแล นทท.ตกค้างในไทยจากเหตุสงคราม

    ปลัดท่องเที่ยวฯ คุย ททท.-สทท.-สมาคมโรงแรม-ภาคบริการที่เกี่ยวข้องด้านท่องเที่ยว จับมือช่วยกันดูแล นทท.ตกค้างในไทยจากเหตุสงคราม


    2/03/2569 | 47 |

    ปลัดท่องเที่ยวฯ คุย ททท.-สทท.-สมาคมโรงแรม-ภาคบริการที่เกี่ยวข้องด้านท่องเที่ยว จับมือช่วยกันดูแล นทท.ตกค้างในไทยจากเหตุสงคราม

    วันที่ 2 มีนาคม ที่สนามบินสุวรรณภูมิ น.ส.นัทรียา ทวีวงศ์ ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ได้พูดคุยกับผู้ประกอบการ และภาคอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (สทท.) สมาคมโรงแรม และสมาคมในสาขาบริการต่างๆ ขอให้ร่วมมือกันในการช่วยเหลือนักท่องเที่ยวที่ตกค้างอยู่ในประเทศไทยเนื่องจากสถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลาง ทำให้เที่ยวบินถูกยกเลิก นักท่องเที่ยวจำนวนหนึ่งต้องอยู่ในประเทศไทยต่อ ทำให้ต้องมาดูเรื่องค่าใช้จ่ายที่เขาต้องใช้จ่าย เพราะเขาได้เข้ามาท่องเที่ยวตั้งแต่ก่อนหน้านี้ทำให้เงินอาจจะน้อยลง ดังนั้นเราควรเป็นเจ้าบ้านที่ดีในการดูแล ทางกระทรวงการท่องเที่ยวฯ จึงประสานผ่านสมาคมโรงแรมไปยังโรงแรมต่างๆที่มีนักท่องเที่ยวตกค้างว่าจะสามารถให้ส่วนลดค่าโรงแรมในราคาที่เขาสามารถจะจ่ายได้ได้หรือไม่ ขณะที่ในภาคบริการต่างๆ ได้ประสานไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องด้านการท่องเที่ยวว่าจะสามารถจัด package ให้นักท่องเที่ยวสามารถไปเที่ยวต่อในราคาพิเศษ ซึ่งได้สั่งการให้ ททท.ในพื้นที่ ร่วมกับสำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัด รวมไปถึงอาสาสมัครดูแลนักท่องเที่ยวเข้าไปดูแลนักท่องเที่ยวในแต่ละโรงแรมว่ามีความต้องการ หรือขาดเหลืออะไรบ้างที่เราสามารถช่วยเหลือในเบื้องต้นได้ เราถือว่าตรงนี้คือโอกาสในวิกฤตที่จะสร้างภาพจำที่ดีแก่นักท่องเที่ยวว่า ในยามวิกฤติเราก็ดูแลเขา ให้เชื่อว่าหากเดินทางมาเที่ยวในประเทศไทยจะสามารถอุ่นใจได้ว่าเราจะดูแลนักท่องเที่ยวทุกคนจนกว่าจะกลับบ้านได้ ทั้งนี้หน่วยงานทุกหน่วยงานของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาจะต้องบูรณาการการทำงานร่วมกัน ไม่ใช่ต่างคนต่างเดิน เพื่อให้การช่วยเหลือนักท่องเที่ยวเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ และเป็นระบบ

    น.ส.นัทรียา กล่าวว่า นอกจากนี้ สำหรับนักท่องเที่ยวที่วีซ่าจะหมดอายุ หรือคาบเกี่ยว เจ้าหน้าที่ของกระทรวงการท่องเที่ยวในแต่ละพื้นที่โดยเฉพาะพื้นที่หลักอย่าง ภูเก็ต กระบี่ พังงา เชียงใหม่ และกรุงเทพฯ รวมถึงอาสาสมัคร ต้องเข้าไปสำรวจสอบถามเพื่อให้คำแนะนำ และช่วยเหลือนักท่องเที่ยวกลุ่มนี้ด้วย

    ข้อมูลจาก https://www.thaigov.go.th/th/news/161995


    image รูปภาพ

    image


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/39/iid/481443&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0ACJ2L6woBw8sf-c5Y4-l0

  • สมช. ยกระดับคุมเข้มสถานทูตคู่ขัดแย้ง-แหล่งท่องเที่ยว สั่งเฝ้าระวังข่าวบิดเบือนสร้างแตกแยก

    สมช. ยกระดับคุมเข้มสถานทูตคู่ขัดแย้ง-แหล่งท่องเที่ยว สั่งเฝ้าระวังข่าวบิดเบือนสร้างแตกแยก


    “สมช. กางแผน 3 ด้านรับมือสถานการณ์ความขัดแย้ง สั่งตำรวจ-หน่วยข่าวกรองคุมเข้มสถานทูตคู่ขัดแย้ง“สหรัฐ-อิสราเอล-อิหร่าน” และแหล่งท่องเที่ยว พร้อมจับตาไซเบอร์สกัดข่าวบิดเบือน

    ที่สภาความมั่นคงแห่งชาติ(สมช.) นายฉัตรชัย บางชวด เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ(สมช.) เผยถึงมติ ที่ประชุมสมช.ว่า 1.ได้มอบหมายให้ทางตำรวจและหน่วยงานด้านการข่าว ไปติดตามเฝ้าระวัง สถานที่คู่ขัดแย้ง โดยเฉพาะ สถานที่เอกอัครราชทูต ของบุคคลที่เกี่ยวข้อง และเรื่องของกิจกรรมต่างๆ ซึ่งทางตำรวจก็ได้มีการเตรียมการรองรับไว้แล้ว และมีแผนรองรับที่ชัดเจน 2.ติดตามบุคคลที่เข้าออกประเทศไทยที่มีส่วนเกี่ยวข้อง ที่จะนำมาซึ่งความไม่สงบเรียบร้อย ซึ่งตรงนี้จะมีมาตรการในการติดตามเพิ่มเติม และ3.เรื่องสื่อโซเชียลมีเดียต่างๆ ที่มีการบิดเบือนสร้างความแตกแยก สร้างความขัดแย้ง ก็จะมีการติดตามตรวจสอบให้ถูกต้องเหมาะสม รวมถึงมิติทางด้านเศรษฐกิจที่ช่วงบ่ายวันนี้นายกรัฐมนตรีจะเป็นประธาน โดยเบื้องต้นได้ให้กระทรวงพลังงานไปประเมินในเรื่องของน้ำมัน พลังงาน และมอบหมายกระทรวงพาณิชย์ ไปดูเรื่องเกี่ยวกับผลกระทบ ในเรื่องของการส่งออก และเศรษฐกิจที่เกี่ยวข้อง

    ผู้สื่อข่าวถามว่า นักท่องเที่ยวทั้งอิหร่านและอิสราเอล ที่เข้ามาท่องเที่ยวในประเทศไทยจะมีการดูแลอย่างไร นายฉัตรชัย กล่าวว่า ขณะนี้พวกเขายังใช้ชีวิตปกติอยู่ ซึ่งทางฝ่ายความมั่นคงจะมีการเฝ้าติดตามอย่างใกล้ชิด เราจะ ดูแลความปลอดภัยทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นชาวต่างชาติประเทศไหนก็ตาม

    เมื่อถามว่าจะมีการป้องกันภัยไซเบอร์อย่างไร เลขาฯสมช. กล่าว ว่า ที่ประชุม ได้ให้ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ หน่วยงานด้านการข่าวและทาง กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม(ดีอี) ไปดำเนินการในเรื่องนี้ ยืนยันว่าเราให้ความสำคัญ เพราะโซเชียลฯ ไปบิดเบือนสร้างความขัดแย้ง ระหว่างกลุ่มคนต่างๆที่มีความเห็นไม่ตรงกัน 

    เมื่อถามว่า จะมีความเข้มงวด ในสถานที่ท่องเที่ยวใดในประเทศไทยหรือไม่นายฉัตรชัย กล่าวว่า ทางฝ่ายตำรวจได้มีการดำเนินการ ดูแลอย่างเข้มงวด แล้ว ทั้งสถานทูตสหรัฐ สถาทูตอิหร่านและสถานทูตอิสราเอล รวมถึงประเทศที่เกี่ยวข้องทั้งหลาย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/news/40715&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw20ty1IMy0gC1fIMOGrqcZI

  • ชำแหละ! โครงการ ‘คลองชองเกชอนโคราช’ วาดภาพฝันแลนด์มาร์คท่องเที่ยว ตอน1 | เดลินิวส์

    ชำแหละ! โครงการ ‘คลองชองเกชอนโคราช’ วาดภาพฝันแลนด์มาร์คท่องเที่ยว ตอน1 | เดลินิวส์

    เมื่อวันที่ 2 มี.ค. ทีมข่าวเดลินิวส์ ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบ โครงการพัฒนาลำตะคองในเขตเทศบาลนครนครราชสีมา หรือที่ถูกตั้งชื่อใหม่ว่า “คลองชองเกชอนโคราช” ถูกวางให้เป็นแลนด์มาร์คแห่งใหม่ของเมือง ภายใต้แนวคิดปรับปรุงภูมิทัศน์ลำน้ำให้สวยงาม คล้ายต้นแบบคลองฟื้นฟูเมืองของเกาหลีใต้ ใช้งบประมาณรวมทั้งสิ้น 238 ล้านบาท แบ่งเป็นเฟสแรก 118,739,600 บาท (เตรียมใช้งบเพิ่มในเฟส 2 อีก 120 ล้านบาท) หลังจากชาวบ้านในพื้นที่เขตเทศบาลนครราชสีมาและประชาชนที่สัญจรผ่านไปมาเห็นอดสงสัยไม่ได้ว่า ก่อสร้างเสร็จแล้วจริงหรือไม่ และสามารถใช้ประโยชน์ได้ตามวัตถุประสงค์ของโครงการฯหรือไม่ จึงส่งข้อมูลมาให้เดลินิวส์ นำเสนอเรื่องดังกล่าว

    จากการตรวจสอบเบื้องต้นพบว่า โครงการอยู่ภายใต้การกำกับของ กรมโยธาธิการและผังเมือง โดยสำนักงานโยธาธิการและผังเมืองจังหวัดนครราชสีมาเป็นหน่วยดำเนินการ ครอบคลุมระยะทางรวมประมาณ 2,500 เมตร จากบริเวณหลังโรงเรียนเทศบาล 4 (เพาะชำ) ไปจนถึงอ่างเก็บน้ำอัษฎางค์ ต.ในเมือง อ.เมือง จ.นครราชสีมา งานเฟสแรกครอบคลุมระยะทาง 725 เมตร ช่วงโรงเรียนอัสสัมชัญ–วัดสุสาน เริ่มสัญญา 30 ธ.ค.2564 สิ้นสุด 19 ธ.ค.2566 ตามเอกสารถือว่าแล้วเสร็จ แต่สภาพหน้างานที่พบกลับสะท้อนภาพอีกด้านหนึ่ง (เฟสแรก งบกว่า 118 ล้านบาท) คำถามสำคัญที่เกิดขึ้นจากชาวบ้าน คือ งบประมาณจำนวนมหาศาล สร้างผลลัพธ์คุ้มค่าหรือไม่ หรือกำลังกลายเป็นตัวอย่างของการใช้งบที่ไม่ก่อให้เกิดประสิทธิภาพตามเป้าหมาย

    สำหรับพื้นที่ก่อสร้าง ในปัจจุบันพบว่า เป็น แนวทางเดินคอนกรีตริมตลิ่งมีดินตะกอนสะสมจำนวนมาก หลายจุดแตกร้าว มีวัชพืชขึ้นแทรก โครงสร้างผนังกั้นตลิ่งสูงราว 2 เมตรยังเป็นปูนเปลือย ไม่มีงานสถาปัตยกรรมหรือภูมิทัศน์ตามแบบจำลองที่เคยเผยแพร่ บางช่วงไม่มีราวกันตก ไม่มีทางขึ้นลงเชื่อมต่อชุมชนอย่างเหมาะสม ช่วงฤดูฝน ชาวบ้านบอกว่าจะมีน้ำเอ่อล้นท่วมทางเดิน เมื่อน้ำลดเกิดคราบโคลนและตะไคร่น้ำ ทำให้ไม่สามารถใช้งานได้ต่อเนื่อง ภาพรวมระยะทาง 725 เมตร จึงเป็นเพียงโครงสร้างพื้นฐานทยังไม่สะท้อนความเป็น “แหล่งท่องเที่ยว” ผลงานในลักษณะโครงสร้างดิบ ยังไม่เห็นองค์ประกอบสถาปัตยกรรม งานประดับตกแต่ง หรือระบบจัดการน้ำที่ชัดเจน คำถามคือ เหตุใดงบประมาณระดับนี้จึงยังไม่สามารถทำให้โครงการมีความสมบูรณ์ในเฟสแรก

    Screenshot

    ผู้สื่อข่าวยังได้มีโอกาสพูดคุยสอบถามประชาชนในพื้นที่พบว่า ความคาดหวังกับภาพโมเดลที่นำเสนอ แตกต่างจากสภาพจริงอย่างชัดเจน หลายคนให้คะแนนโครงการเพียง 2–5 เต็ม 10 ประเด็นหลักที่ถูกหยิบยกคือ ความไม่สมดุลระหว่าง “เงินที่ใช้” กับ “ผลลัพธ์ที่ได้” งบ 118 ล้านบาท แต่ได้เพียงทางเดินคอนกรีตและผนังกั้นตลิ่ง ยังไม่มีภูมิทัศน์สวยงาม ไม่มีระบบบำบัดน้ำ ไม่มีมาตรการควบคุมระดับน้ำให้เหมาะสมต่อการท่องเที่ยว ยิ่งพอชาวบ้านทราบข่าวว่าจะมีแผนของบเพิ่มอีก 120 ล้านบาทในเฟส 2 ทำให้ยอดรวมพุ่งแตะ 238 ล้านบาท หลายเสียงจึงตั้งคำถามว่า เฟสแรกยังออกมาหน้าตาเป็นแบบนี้ เหตุใดจึงไม่จัดสรรงบให้ครบวงจรตั้งแต่ต้น

    Screenshot

    นอกจากนี้องค์ประกอบที่เหมือนเป็นหัวใจของโครงการพัฒนาลำน้ำคือ “คุณภาพน้ำ” จากการสำรวจพบว่าน้ำลำตะคองในหลายช่วงมีสีคล้ำ มีกลิ่น และมีตะกอนสะสม บางจุดถูกมองว่าใกล้เคียงน้ำเสีย หากยังไม่มีระบบฟื้นฟูคุณภาพน้ำอย่างจริงจัง การพัฒนาเพียงโครงสร้างริมตลิ่งย่อมไม่เพียงพอที่จะสร้างภาพลักษณ์แหล่งท่องเที่ยว อีกทั้งหากระดับน้ำสูง ทางเดินจะถูกน้ำท่วม หากระดับน้ำต่ำ จะเห็นดินโคลนและตะกอนสะสม การจะทำให้พื้นที่นี้ใช้งานได้จริง จำเป็นต้องมีระบบควบคุมระดับน้ำอย่างต่อเนื่อง มิฉะนั้นงบประมาณที่ลงไปอาจไม่สามารถสร้างประโยชน์ตามเป้าหมาย

    Screenshot

    ติดตาม ตอนที่ 2 ได้ใน เดลีโฟกัส (DAILY FOCUS)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5649523/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1jfJ5ULkChd5FZk5NZfZ-j

  • นักวิชาการ มองเหตุความไม่สงบตะวันออกกลางหากไม่ยืดเยื้อ กระทบ “ราคาน้ำมัน-ท่องเที่ยว” ระยะสั้น

    นักวิชาการ มองเหตุความไม่สงบตะวันออกกลางหากไม่ยืดเยื้อ กระทบ “ราคาน้ำมัน-ท่องเที่ยว” ระยะสั้น

    วันนี้ (2 มี.ค.2569) รศ.สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์ นักวิชาการด้านเศรษฐศาสตร์และการเมือง ให้สัมภาษณ์ ในรายการ จับตาสถานการณ์ ทางไทยพีบีเอส โดยระบุว่า สถานการณ์ความตึงเครียดในภูมิภาคตะวันออก กลางในขณะนี้ รัฐบาลควรติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เพราะขณะนี้สถานการณ์ยังไม่นิ่ง

    ภาพประกอบข่าว นักวิชาการ มองเหตุความไม่สงบตะวันออกกลางหากไม่ยืดเยื้อ กระทบ

    หากมองสถานภาพน้ำมัน ซึ่งมีความต้องการต่อวันราว 104 ล้านบาร์เรลต่อวัน แต่อุปทานอยู่ที่ประมาณ 108 ล้านบาร์เรลต่อวัน ดังนั้นจึงมีกำลังการผลิตเหลือใช้อยู่ที่ ราว 2 – 4 ล้านบาร์เรลต่อวัน และเมื่อมีเหตุการณ์อิสราเอล และสหรัฐฯ โจมตี อิหร่าน ก็ทำให้ซาอุดีอาระเบียก็จะเพิ่มกำลังการผลิตน้ำมัน กรณีนี้น้ำมันยังคงเหลือใช้

    อย่างไรก็ตามขึ้นอยู่กับการรบว่าจะขยายตัวหรือไม่ ซึ่งขณะนี้ราคาน้ำมันนั้นจะส่งผลกระทบต่อจิตวิทยา เช่น กรณียูเครนและรัสเซียซึ่งราคาน้ำมันจะขึ้นชั่วคราวจากนั้นราคาก็จะลง แต่หากการรบไปทำลายคลังน้ำมันหลายแห่ง หรือ การปิดช่องแคบฮอร์มุซ ขึ้นอยู่ว่าจะปิดนานแค่ไหน โดยขณะนี้อิหร่านบอกว่าไม่ได้ปิด แต่ก็ไม่มีใครใช้

    ขณะนี้ราคาน้ำมันขึ้นชั่วคราวเพราะกำลังการผลิตยังมีอยู่ แต่หากรุนแรงถึงขนาดโรงกลั่นน้ำมันในตะวันออกกลางกระทบ ก็จะต้องดูว่าจะกระทบต่ออุปทานน้ำมันแค่ไหน เพราะจะทำให้ราคาน้ำมันขึ้นราคา และหากถึงขั้นทำให้โครงสร้างราคาสูงขึ้น ดังนั้น

    ขณะนี้ขออย่างเดียว อย่าทำลายแหล่งน้ำมันจำนวนมาก ซึ่งดูแล้วโอกาสที่จะเกิดนั้นไม่กล้าประมาท แต่คิดว่าก็อยู่ในขอบเขตจำกัด เพราะสหรัฐฯมีการป้องกันการทำลายเช่น มีเครื่องป้องกัน ทั้งแพตทริออต และอื่น ๆ สังเกตดูได้ว่า จากการรบในช่วง 2 – 3 วันนี้ คลังน้ำมันต่าง ๆ ไม่ได้รับผลกระทบมากมาย แต่ประมาทไม่ได้ หากยังไม่มีเรื่องคลังน้ำมันพัง ราคาน้ำมันก็จะขึ้นชั่วคราวเท่านั้น

    รศ.สมชาย ยังมองว่า ช่องแคบฮอร์มุซความเป็นจริงนั้นปิดอยู่แล้ว เพราะไม่มีใครผ่าน จึงทำให้ราคาน้ำมันสูงขึ้นชั่วคราว ปัจจัยต่อมาที่จะต้องประเมิน คือมันจะยืดเยื้อขนาดไหน รวมถึงเรือน้ำมันที่ขาดหายไป และไทยมีน้ำมันสำรองเพียงพอแค่ไหน ซึ่งขณะนี้ยังเพียงพอ และราคาน้ำมันที่ขึ้นชั่วคราวนานขนาดไหน ซึ่งต้องประเมินต่อไป และด้านการค้ามีการปิดเส้นทาง และการท่องเที่ยวจะกระทบชั่วคราว รวมถึงความปลอดภัยของแรงงานไทยในตะวันออกกลาง ซึ่งอยู่ระหว่างการประเมินเพราะสถานการณ์ยังไม่ชัดเจน

    ภาพประกอบข่าว นักวิชาการ มองเหตุความไม่สงบตะวันออกกลางหากไม่ยืดเยื้อ กระทบ

    คาดว่า สหรัฐฯจะใช้เวลาประมาณ 1-2 สัปดาห์ แต่ระยะยาวใช้เวลาเป็นเดือนคงไม่ได้ หากยืดเยื้อเป็นเดือน ข้อแรกสหรัฐฯจะเริ่มขาดแคลนขีปนาวุธที่จะมาใช้ และประเทศต่าง ๆ และชาวอเมริกันจะกดดัน ซึ่งคาดว่าจะอยู่ที่ราว 1-2 สัปดาห์ไม่ยืดเยื้อเป็นเดือน ๆ

    รศ.สมชาย ยังแนะว่า การเตรียมรับมือต่อกรณีนี้นั้น เบื้องต้นรัฐบาลรักษาการ เตรียมการเรื่องน้ำมันแล้ว โดยประเมินราคาน้ำมันว่า จะมีนโยบายในการช่วยตรึงราคาน้ำมันอย่างไร และการท่องเที่ยวอาจจะเริ่มกระทบบ้างแล้ว ซึ่งต้องเตรียมการ เพราะขณะนี้สถานการณ์เกิดขึ้นชั่วคราวจริงแต่ยังไม่จบ รัฐบาลรักษาการจะต้องประเมินผลกระทบเพื่อช่วยเหลือผู้ค้า ผู้ส่งออก ในเรื่องของราคาน้ำมันเพราะเป็นต้นทุน และหากกระทบแรงงานไทยในพื้นที่ตะวันออกกลางจะช่วยเหลืออย่างไร รัฐบาลรักษาการจะต้องประเมินและเตรียมตัวในด้านต่าง ๆ แล้ว

    ถ้าสถานการณ์ไม่ยืดเยื้อ ผลกระทบต่อเศรษฐกิจจะไม่มาก แต่หากราคาน้ำมันโดนกระทบเพราะอุปทานน้ำมันหายไปจะกระทบกับเงินเฟ้อ แต่ขณะนี้ข้อมูลยังไม่เสถียร สามารถประเมินสถานการณ์ในระยะสั้นได้ แต่หากประเมินทั้งปีว่าจีดีพีจะอยู่ที่เท่าไหร่ สถานการณ์ยังไม่สามารถประเมินได้

    นอกจากนี้ ค่าเงินบาทจะผันผวนคล้ายกับตลาดหุ้นหากสถานการณ์ไม่ยืดเยื้อก็จะกลับเข้าสู่สภาพเดิม แต่สิ่งที่ประเมินได้แน่นอนในขณะนี้ คือการท่องเที่ยวที่ได้รับผลกระทบ เนื่องจากไม่สามารถเดินทางผ่านตะวันออกกลางได้ และราคาน้ำมัน รวมถึงการส่งออก และเส้นทางเดินเรือ ที่ต้นทุนน้ำมันจะกระทบต่อการส่งออก

    สื่อรัฐบาลอิหร่านยืนยัน “อยาตอลลาห์ อาลี คาเมเนอี” ถูกสังหารในเตหะราน

    ทำความรู้จัก “อยาตอลลาห์ อาลี คาเมเนอี” ผู้นำสูงสุดอิหร่าน

    “ทรัมป์” โพสต์ ผู้นำสูงสุดอิหร่านเสียชีวิตแล้ว ระหว่างการโจมตีของ “อิสราเอล – สหรัฐฯ”

    อดีต ปธน.อิหร่านถูกสังหาร ในการโจมตีร่วมของสหรัฐฯ

    ทำความรู้จัก “อาราฟี” ผู้นำสูงสุดอิหร่านที่เพิ่งได้รับแต่งตั้ง

    อิหร่านยังเหลือขีปนาวุธตอบโต้ “สหรัฐฯ-อิสราเอล” มากแค่ไหน?

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/502815&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2mMWaYLSqHmLT93EXSAUMV

  • ตะวันออกกลางเดือด กระทบหนักส่งออก ภาคการผลิต ยืดเยื้อเกิน 3 เดือนลามกำลังซื้อ-ท่องเที่ยว

    ตะวันออกกลางเดือด กระทบหนักส่งออก ภาคการผลิต ยืดเยื้อเกิน 3 เดือนลามกำลังซื้อ-ท่องเที่ยว

    ตะวันออกกลางเดือด กระทบหนักส่งออก ภาคการผลิต ยืดเยื้อเกิน 3 เดือนลามกำลังซื้อ-ท่องเที่ยว

    สถานการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลางจากความขัดแย้งระหว่าง สหรัฐอเมริกา และ อิหร่าน กำลังสร้างแรงสั่นสะเทือนต่อเศรษฐกิจโลกในหลายมิติ ทั้งราคาพลังงาน เส้นทางการขนส่ง ต้นทุนโลจิสติกส์ และความเชื่อมั่นของตลาดการเงิน คำถามสำคัญที่ภาคธุรกิจไทยจับตาคือ คลื่นกระแทกจากภูมิรัฐศาสตร์ครั้งนี้จะส่งผลต่อเศรษฐกิจในประเทศ โดยเฉพาะ “ภาคค้าปลีก” เร็วและรุนแรงเพียงใด

    ดร. ฉัตรชัย ตวงรัตนพันธ์ เลขาธิการสมาพันธ์ผู้ค้าปลีกแห่งเอเชียแปซิฟิก (FARPA) เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า   หากประเมินผ่านกรอบคิดเชิงทฤษฎีเศรษฐศาสตร์ค้าปลีก จะเห็นว่า ผลกระทบจากวิกฤตภายนอกจะไม่ส่งถึงปลายทางการบริโภคในทันที แต่จะค่อยๆ เคลื่อนตัวผ่านห่วงโซ่อุปทานจากต้นน้ำ กลางน้ำ สู่ปลายน้ำ โดยค้าปลีกถือเป็น “ปลายน้ำ” ที่มักรับผลกระทบล่าช้ากว่าภาคอื่น

    ธุรกิจค้าปลีกโดยหลักสามารถแบ่งสินค้าออกเป็น 3 ประเภท ได้แก่ สินค้าคงทน (Durable goods) เช่น เครื่องใช้ไฟฟ้า รถยนต์ ฯลฯ  สินค้ากึ่งคงทน (Semi-durable goods) เช่น เสื้อผ้า แฟชั่น ไลฟ์สไตล์ ฯลฯ และสินค้าไม่คงทน (Non-durable goods) เช่น สินค้าอุปโภคบริโภคในชีวิตประจำวัน ความอ่อนไหวต่อภาวะวิกฤตของสินค้าแต่ละประเภทแตกต่างกัน และมี “ระยะเวลาเดินทางของผลกระทบ” ไม่เท่ากัน

    ตามทฤษฎีแล้ว หากเกิดเหตุการณ์รุนแรงในต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นสงคราม ความตึงเครียดทางการเมือง หรือความผันผวนของราคาน้ำมัน ผลกระทบจะใช้เวลาประมาณ 6-7 เดือน กว่าจะสะท้อนถึงตัวผู้บริโภคผ่านราคาสินค้าและกำลังซื้อ นั่นหมายความว่า ในระยะสั้น ภาคค้าปลีกยังมี “เวลาหายใจ” อยู่บ้าง

    ดร. ฉัตรชัย ตวงรัตนพันธ์ เลขาธิการสมาพันธ์ผู้ค้าปลีกแห่งเอเชียแปซิฟิก (FARPA)

    อย่างไรก็ตาม เงื่อนไขสำคัญอยู่ที่ “ความยืดเยื้อ” ของสถานการณ์ หากเหตุการณ์จบลงภายใน 1 สัปดาห์ ผลกระทบจะจำกัดอยู่ในระดับความตื่นตระหนกทางจิตวิทยา ไม่ได้กระทบกำลังซื้ออย่างแท้จริง แต่หากลากยาวเกิน 3 เดือนขึ้นไป ความเชื่อมั่นจะเริ่มสั่นคลอน และผู้บริโภคจะปรับพฤติกรรมชะลอการใช้จ่าย

    กลไกดังกล่าวสอดคล้องกับโครงสร้างเศรษฐกิจไทยที่พึ่งพาการนำเข้าพลังงานสูง หากความขัดแย้งในตะวันออกกลางดันราคาน้ำมันในตลาดโลกปรับตัวขึ้นต่อเนื่อง ต้นทุนการผลิตจะเป็นด่านแรกที่ได้รับแรงกระแทก ไม่ว่าจะเป็นต้นทุนวัตถุดิบ ค่าพลังงาน ค่าขนส่ง และต้นทุนทางการเงิน เมื่อภาคการผลิตเริ่มรับภาระต้นทุนที่สูงขึ้น ผู้ประกอบการจะค่อยๆ ส่งผ่านต้นทุนมายังราคาสินค้าในชั้นวาง

    ดร.ฉัตรชัย ระบุว่า ภาคการผลิตคือกลุ่มที่จะ “โดนก่อน” โดยเฉพาะอุตสาหกรรมที่พึ่งพาวัตถุดิบนำเข้า หากห่วงโซ่อุปทานสะดุดจากความไม่แน่นอนด้านการขนส่งหรือความเสี่ยงด้านประกันภัยทางทะเล ปัญหาวัตถุดิบขาดแคลนจะตามมา จากนั้นจึงเป็นเรื่องต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้น และสุดท้ายจึงจะมาถึงหน้าร้านค้าปลีก ค้าปลีกจึงเปรียบเสมือนปลายน้ำที่ต้องเฝ้าดูทิศทางของต้นน้ำและกลางน้ำก่อน

    “การที่รัฐบาลเรียกเอกชนเข้าหารือในช่วงนี้ เป็นเรื่องเหมาะสม แต่ลำดับความสำคัญควรอยู่ที่กลุ่มต้นน้ำและภาคการผลิตก่อน เพราะหากต้นน้ำมีปัญหา การกำหนดมาตรการควบคุมไม่ให้สินค้าขาดตลาดในปลายน้ำก็แทบเป็นไปไม่ได้”

    อีกมิติหนึ่งคือ โครงสร้างกำลังซื้อของไทย ซึ่งยังพึ่งพาตลาดภายในประเทศเป็นหลัก นักท่องเที่ยวต่างชาติถือเป็นแรงเสริมสำคัญ แต่ไม่ใช่ฐานหลักของการบริโภคสินค้าอุปโภคบริโภคในชีวิตประจำวัน ดังนั้น ในระยะสั้น แม้จำนวนนักท่องเที่ยวอาจชะลอลงจากความกังวลด้านความปลอดภัยหรือค่าเดินทางที่สูงขึ้น ผลกระทบต่อยอดขายค้าปลีกโดยรวมอาจยังไม่รุนแรงทันที

    ตะวันออกกลางเดือด กระทบหนักส่งออก ภาคการผลิต ยืดเยื้อเกิน 3 เดือนลามกำลังซื้อ-ท่องเที่ยว

    ในเชิงนโยบาย ดร.ฉัตรชัย เห็นว่ารัฐบาลควรเตรียมแผนรองรับที่ครอบคลุมตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ โดยเฉพาะการบริหารจัดการต้นทุนพลังงานและการดูแลเสถียรภาพด้านโลจิสติกส์ หากสามารถตรึงหรือชะลอการส่งผ่านต้นทุนในช่วงแรกได้ จะช่วยประคองกำลังซื้อและความเชื่อมั่นของผู้บริโภค

    นอกจากนี้ การสื่อสารที่ชัดเจนและโปร่งใสมีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะในหลายกรณี ความตื่นตระหนกของผู้บริโภคเกิดจากข้อมูลที่ไม่ครบถ้วน หากรัฐบาลสามารถให้ข้อมูลที่รอบด้านและสร้างความเชื่อมั่นว่ามีแผนรองรับเพียงพอ จะช่วยลดแรงกระแทกทางจิตวิทยาได้

    “ยังเร็วเกินไปที่จะสรุปว่าสถานการณ์จะยืดเยื้อหรือไม่ ข้อมูลที่ออกมาในช่วงต้นยังมีความไม่แน่นอนสูง”  

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/business/652742&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1PEhRT7hoMqTw1YU2BzgmS