Category: ท่องเที่ยว

  • ปลัดกระทรวงท่องเที่ยว สั่งทุกส่วนเข้มติดตามสถานการณ์ตะวันออกกลาง พร้อมผนึกกำลังดูแลนักท่องเที่ยว และปรับแผนการท่องเที่ยว

    ปลัดกระทรวงท่องเที่ยว สั่งทุกส่วนเข้มติดตามสถานการณ์ตะวันออกกลาง พร้อมผนึกกำลังดูแลนักท่องเที่ยว และปรับแผนการท่องเที่ยว

    ปลัดกระทรวงท่องเที่ยว สั่งทุกส่วนเข้มติดตามสถานการณ์ตะวันออกกลาง พร้อมผนึกกำลังดูแลนักท่องเที่ยว และปรับแผนการท่องเที่ยว


    2/03/2569 | 82 |

    ปลัดกระทรวงท่องเที่ยว สั่งทุกส่วนเข้มติดตามสถานการณ์ตะวันออกกลาง พร้อมผนึกกำลังดูแลนักท่องเที่ยว และปรับแผนการท่องเที่ยว

    วันที่ 1 มีนาคม น.ส.นัทรียา ทวีวงศ์ ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กล่าวถึงสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางจากกรณีความขัดแย้งระหว่าง อิสราเอล และอิหร่าน ซึ่งส่งผลกระทบต่อการบินในบางเส้นทาง โดยเฉพาะเที่ยวบินที่เชื่อมต่อผ่านภูมิภาคดังกล่าว ว่า กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาได้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และได้ประสานความร่วมมือกับทุกภาคส่วนเพื่อเตรียมความพร้อมรองรับผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น แม้ขณะนี้สถานการณ์ในตะวันออกกลางยังไม่ส่งผลกระทบต่อการท่องเที่ยวไทย แต่กระทรวงก็ต้องมีความพร้อมในการดูแลนักท่องเที่ยวที่อาจตกค้างจากเที่ยวบินยกเลิก เบื้องต้น ตนได้กำชับให้ 1.หน่วยงานในสังกัดบูรณาการความร่วมมือกับภาคีเครือข่าย อาทิ กองบัญชาการตำรวจท่องเที่ยว และ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) เพื่อดูแลนักท่องเที่ยวที่อาจตกค้างจากเหตุเที่ยวบินยกเลิก โดยจัดพื้นที่พักคอย สิ่งอำนวยความสะดวก และประสานเที่ยวบินใหม่ตามมาตรฐานสากล 2.ให้กรมการท่องเที่ยว, การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย และศูนย์ช่วยเหลือนักท่องเที่ยว (TAC) ร่วมกันบริหารจัดการและอำนวยความสะดวกแก่นักท่องเที่ยวในพื้นที่ต่าง ๆ ที่อาจมีข้อกังวล โดยกระจายกำลังเจ้าหน้าที่ประจำท่าอากาศยานและแหล่งท่องเที่ยวสำคัญ 3.ให้มีการติดตามสถานการณ์และตรวจสอบข้อมูลเที่ยวบินแบบเรียลไทม์ ทั้งกรณียกเลิกเที่ยวบินและการเพิ่มเที่ยวบินพิเศษ (Extra Flight) เพื่อแจ้งข้อมูลที่ถูกต้องและทันเวลาแก่นักท่องเที่ยว ลดความสับสนและป้องกันการตกค้างเพิ่มเติม 4.จัดกำลังเจ้าหน้าที่ TAC ประจำท่าอากาศยานหลัก โดยเฉพาะสนามบินสุวรรณภูมิ ให้สอดรับกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น เพื่อให้การช่วยเหลือเป็นไปอย่างรวดเร็วมีประสิทธิภาพ 5.ให้ ททท.เตรียมดูแลจัด packages สำหรับนักท่องเที่ยวที่ตกค้างยังกลับไม่ได้ กับผู้ที่จะมาพำนักในไทยเพื่อหนีภัยสงคราม และ 6.ต้องมีสายด่วนที่พร้อมจะช่วยเหลือ และประสานงานกับนักท่องเที่ยวตลอด 24 ชั่วโมง ทั้งนี้  สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมจากตำรวจท่องเที่ยว 1155 ,การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย  1672 , ศูนย์ช่วยเหลือนักท่องเที่ยว (TAC) ประจำสนามบินสุวรรณภูมิ โทร : 02 1344077 ได้

    “ความปลอดภัยของนักท่องเที่ยวคือหัวใจของเรา ซึ่งต้องเตรียมมาตรการรองรับอย่างเป็นระบบ เราติดตามสถานการณ์แบบวันต่อวัน ประเมินความเสี่ยงเชิงลึก และบูรณาการทุกหน่วยงานเพื่อยกระดับมาตรการดูแลอย่างเข้มข้น รอบคอบ และเป็นรูปธรรม เราต้องไม่ให้ความไม่แน่นอนของสถานการณ์กระทบความเชื่อมั่นของผู้มาเยือน ประเทศไทยจะยังคงเป็นพื้นที่แห่งความปลอดภัย ที่ดูแลทุกคนด้วยความรับผิดชอบ” น.ส.นัทรียา กล่าว

    ข้อมูลจาก https://www.thaigov.go.th/th/news/161986


    image รูปภาพ

    image


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/39/iid/481387&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw052_jI4zwmct5ZZH6pHBwD

  • นายกฯ หารือทุกภาคส่วนรับมือวิกฤตตะวันออกกลาง เร่งมาตรการลดผลกระทบเศรษฐกิจ การค้า ท่องเที่ยว

    นายกฯ หารือทุกภาคส่วนรับมือวิกฤตตะวันออกกลาง เร่งมาตรการลดผลกระทบเศรษฐกิจ การค้า ท่องเที่ยว

    นายกฯ หารือทุกภาคส่วนรับมือวิกฤตตะวันออกกลาง เร่งมาตรการลดผลกระทบเศรษฐกิจ การค้า ท่องเที่ยว

    วันนี้, 20:00น.

              เวลา 13.30 น.วันนี้ ณ ตึกภักดีบดินทร์ ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมประเมินสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง ภายหลังเสร็จสิ้นการประชุม นายกรัฐมนตรี รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ พร้อมผู้แทนภาคเอกชน ได้แก่ นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทย และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ร่วมแถลงข่าวต่อสื่อมวลชน

               โดยกล่าวว่า แม้ความขัดแย้งดังกล่าวจะส่งผลกระทบต่อประเทศไทยบ้าง แต่ยังอยู่ในระดับที่สามารถบริหารจัดการได้ รัฐบาลจะเร่งดำเนินมาตรการเพื่อลดความรุนแรงของผลกระทบ พร้อมทั้งแสวงหาโอกาสให้กับประเทศไทยในทุกมิติ

               วันนี้ได้เชิญผู้แทนภาคเอกชนเข้าร่วมรับฟังสถานการณ์และเสนอแนวทางที่ต้องการให้รัฐบาลสนับสนุน ทั้งนี้ ก่อนการประชุม รัฐบาลได้หารือร่วมกับสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และกระทรวงการคลัง เพื่อประเมินสถานการณ์ที่ยังมีความไม่แน่นอน และอาจส่งผลต่อต้นทุนการขนส่ง รวมถึงราคาน้ำมันในตลาดโลกที่มีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นในระยะหนึ่ง อย่างไรก็ตาม ปริมาณการผลิตน้ำมันในตลาดโลกยังอยู่ในระดับสูง และกลุ่มผู้ผลิตได้ปรับเพิ่มกำลังการผลิต จึงคาดว่าผลกระทบต่อราคาจะไม่รุนแรงมากนัก

               สำหรับประเทศไทย ด้านความมั่นคงทางพลังงานยังอยู่ในระดับที่ควบคุมสถานการณ์ได้ มีการสำรองพลังงานและน้ำมันเชื้อเพลิงเพียงพอ ไม่ก่อให้เกิดความเดือดร้อนต่อประชาชน และกระทบต่อเศรษฐกิจในวงจำกัด

              ในส่วนของการดูแลคนไทยในต่างประเทศ กระทรวงการต่างประเทศได้ประสานสถานเอกอัครราชทูตในแต่ละประเทศ เพื่ออำนวยความสะดวกและดูแลความปลอดภัยของแรงงานและคนไทยที่พำนักอยู่ในพื้นที่ หากยังไม่มีความประสงค์เดินทางกลับ จะดูแลให้สามารถดำรงชีวิตได้อย่างปลอดภัย แต่หากมีความประสงค์เดินทางกลับประเทศไทย รัฐบาลพร้อมให้ความช่วยเหลืออย่างเต็มที่ในทุกวิถีทาง โดยได้ประสานกับหน่วยงานด้านคมนาคมและกองทัพ เพื่อเตรียมความพร้อมในการจัดเที่ยวบินหรือภารกิจรับคนไทยกลับประเทศในกรณีฉุกเฉิน โดยเฉพาะในประเทศอิหร่าน ซึ่งได้จัดเตรียมแผนรองรับไว้เรียบร้อยแล้ว

             ด้านนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวถึง 3 ประเด็นสำคัญ ได้แก่ 1) ผลกระทบในทุกมิติ 2) มาตรการรองรับระยะสั้น และ 3) การวางกลยุทธ์ระยะยาว โดยมีผลกระทบผ่าน 5 ช่องทางหลัก ได้แก่

              พลังงาน น้ำมันประมาณร้อยละ 20 ของโลกขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซ สถานการณ์ทำให้ราคาพลังงานปรับตัวสูงขึ้นในระยะสั้น ก่อนจะอ่อนตัวลงเล็กน้อย โดยภาพรวมเพิ่มขึ้นราวร้อยละ 5 อย่างไรก็ตาม ตลาดน้ำมันยังมีอุปทานส่วนเกินจำนวนมาก กระทรวงพลังงานได้เตรียมกลไกดูแล โดยเฉพาะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ซึ่งสามารถบรรเทาผลกระทบในระยะสั้นได้ อีกทั้งประเทศไทยมีน้ำมันสำรองเพียงพอประมาณ 60 วัน จึงมั่นใจว่าสามารถดูแลไม่ให้กระทบต่อประชาชน และมีเวลาเพียงพอในการหาแหล่งนำเข้าเพิ่มเติม

              การค้าสินค้าและบริการ ผลกระทบทางตรงยังไม่มาก เนื่องจากไทยส่งออกไปตะวันออกกลางไม่ถึงร้อยละ 4 และนำเข้าประมาณร้อยละ 8 ซึ่งส่วนใหญ่เป็นน้ำมัน อย่างไรก็ดี ผลกระทบทางอ้อมด้านการขนส่งอาจเพิ่มขึ้น นายกรัฐมนตรีจึงมอบหมายให้กระทรวงพาณิชย์หารือกับภาคเอกชนเพื่อเตรียมความพร้อมรองรับ

              การท่องเที่ยว ผลกระทบทางตรงอยู่ในระดับจำกัด เนื่องจากนักท่องเที่ยวจากตะวันออกกลางคิดเป็นประมาณร้อยละ 4 ของนักท่องเที่ยวทั้งหมด อย่างไรก็ตาม อาจเป็นโอกาสในระยะยาว หากศูนย์กลางการบินในตะวันออกกลางได้รับผลกระทบและมีการย้ายฐานมายังภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเฉพาะประเทศไทย

              ตลาดเงินและตลาดทุน ตลาดหลักทรัพย์ไทยปรับตัวดีขึ้น แม้มีการอ่อนตัวเล็กน้อยแต่ยังคงมีเสถียรภาพ ธนาคารแห่งประเทศไทยรายงานว่าทุนสำรองระหว่างประเทศของไทยมีเกือบ 300,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สามารถรองรับความเสี่ยงได้ ขณะที่ธนาคารพาณิชย์มีเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยงในระดับสูง สะท้อนถึงเสถียรภาพที่แข็งแกร่งของระบบการเงินไทย

               แรงงาน นายกรัฐมนตรีให้ความสำคัญอย่างยิ่งต่อการดูแลคนไทยในตะวันออกกลาง โดยมอบหมายให้กระทรวงการต่างประเทศและกระทรวงแรงงานติดตามดูแลอย่างใกล้ชิด

              นอกจากนี้ ได้มอบหมายให้ทุกหน่วยงานวางกลยุทธ์และติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด โดยทำงานร่วมกับภาคเอกชน ภายใต้โจทย์สำคัญว่า ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงของการเมืองโลก ไทยจะคว้าโอกาสในทุกมิติได้อย่างไร ทั้งด้านการลงทุนที่อาจย้ายเข้าสู่เอเชียและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึงด้านการท่องเที่ยว การแพทย์ และอาหาร ตลอดจนการใช้จุดแข็งด้านบทบาทความเป็นกลางของไทย เพื่อสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจเพิ่มเติม

             ด้านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์กล่าวถึงในมิติด้านการค้าว่า ผลกระทบทางตรงต่อไทยยังจำกัด เนื่องจากการส่งออกไปอิสราเอลคิดเป็นเพียงร้อยละ 0.2 และการค้ากับอิหร่านประมาณร้อยละ 0.02 ของมูลค่าการค้ารวมของประเทศไทย อย่างไรก็ตาม ไทยยังคงต้องเฝ้าระวังผลกระทบภาพรวมของภูมิภาคตะวันออกกลาง ซึ่งมีสัดส่วนการค้ากับไทยประมาณร้อยละ 4–5 รวมถึงผลกระทบทางอ้อมด้านโลจิสติกส์ในยุโรปที่อาจกระทบห่วงโซ่อุปทาน  โดยกระทรวงพาณิชย์ได้กำหนดมาตรการหลัก 6 ประการ ได้แก่ 1) กำกับดูแลราคาสินค้าอุปโภคบริโภคภายในประเทศ ไม่ให้ฉวยโอกาสขึ้นราคา 2) จัดหาแหล่งวัตถุดิบและปัจจัยการผลิตสำรองร่วมกับภาคเอกชน 3) สนับสนุนผู้ส่งออกและบริหารจัดการโลจิสติกส์ 4) จัดตั้งศูนย์ประสานงานและสายด่วน 1169 ตลอด 24 ชั่วโมง 5) ทำงานเชิงรุกกับทูตพาณิชย์ทั่วโลก 6) วิเคราะห์ผลกระทบด้านเงินเฟ้อและค่าครองชีพ ร่วมกับสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ

              ด้านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เปิดเผยว่า ได้จัดตั้งศูนย์เร่งด่วนเพื่อติดตามสถานการณ์และดูแลแรงงานไทย โดยเฉพาะในอิสราเอล ซึ่งมีแรงงานไทยเกือบ 60,000 คน ขณะนี้มีผู้ประสงค์เดินทางกลับไม่ถึง 10–20 ราย ส่วนแรงงานไทยในอิหร่านมีประมาณ 40–50 ราย รัฐบาลได้มอบหมายให้ประสานงานอย่างใกล้ชิดเพื่ออำนวยความสะดวกในการเดินทางและดูแลความปลอดภัย หากสถานการณ์รุนแรงขึ้นจะดำเนินมาตรการเพิ่มเติมทันที

              โอกาสนี้ ผู้แทนภาคเอกชน โดยประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ระบุว่า ภาคเอกชนกังวลเรื่องการนำเข้าน้ำมัน แต่ภายหลังหารือกับกระทรวงพลังงานแล้วมีความมั่นใจในแผนสำรอง ขณะที่อุตสาหกรรมการส่งออกและการนำเข้าวัตถุดิบ เช่น ปุ๋ยและน้ำมัน ยังได้รับผลกระทบเพียงเล็กน้อย พร้อมมองว่าวิกฤติครั้งนี้อาจเป็นโอกาส โดยเฉพาะด้านความมั่นคงทางอาหารและอาหารฮาลาล รวมถึงโอกาสดึงดูดการลงทุนให้ไทยเป็นศูนย์กลางที่มั่นคงในภูมิภาค

               ในช่วงท้าย ประธานกรรมการหอการค้าไทย กล่าวขอบคุณนายกรัฐมนตรีที่ให้ความสำคัญกับการรับมือสถานการณ์ พร้อมสะท้อนความกังวลด้านการเดินเรือ แต่เห็นว่าการปรับเส้นทางเดินเรือและสถานะความเป็นพื้นที่ปลอดภัยของไทย อาจเป็นโอกาสในการดึงดูดการลงทุนเพิ่มเติม อย่างไรก็ตาม ยังมีความกังวลเรื่องการขาดแคลนแรงงาน จึงเสนอให้รัฐบาลพิจารณาต่ออายุแรงงานต่างด้าวเดิม ควบคู่กับการพัฒนาทักษะแรงงานใหม่ เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบต่อภาคอุตสาหกรรมของประเทศในระยะต่อไป

    #นายกหารือภาคเอกชน

    #สหรัฐอิหร่าน 

    Cr:เพจรัฐบาลไทย 

    ข่าวทั้งหมด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.js100.com/en/site/news/view/159657&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw02M60WgAbodiBkdHZzAjsl

  • ปลัด ก.ท่องเที่ยวฯ หารือ ททท.-สทท.-ส.โรงแรม ช่วยกันดูแล นทท.ตกค้างจากเหตุสงคราม

    ปลัด ก.ท่องเที่ยวฯ หารือ ททท.-สทท.-ส.โรงแรม ช่วยกันดูแล นทท.ตกค้างจากเหตุสงคราม

    ปลัด ก.ท่องเที่ยวฯ หารือ ททท.-สทท.-ส.โรงแรม ช่วยกันดูแล นทท.ตกค้างจากเหตุสงคราม

    เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์

    น.ส.นัทรียา ทวีวงศ์ ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ได้พูดคุยกับผู้ประกอบการ และภาคอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (สทท.) สมาคมโรงแรม และสมาคมในสาขาบริการต่างๆ ขอให้ร่วมมือกันในการช่วยเหลือนักท่องเที่ยวที่ตกค้างอยู่ในประเทศไทย เนื่องจากสถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลาง ทำให้เที่ยวบินถูกยกเลิก นักท่องเที่ยวจำนวนหนึ่งต้องอยู่ในประเทศไทยต่อ ทำให้ต้องมาดูเรื่องค่าใช้จ่ายที่เขาต้องใช้จ่าย เพราะเขาได้เข้ามาท่องเที่ยวตั้งแต่ก่อนหน้านี้ทำให้เงินอาจจะน้อยลง ดังนั้นเราควรเป็นเจ้าบ้านที่ดีในการดูแล ทางกระทรวงการท่องเที่ยวฯ จึงประสานผ่านสมาคมโรงแรมไปยังโรงแรมต่างๆที่มีนักท่องเที่ยวตกค้างว่าจะสามารถให้ส่วนลดค่าโรงแรมในราคาที่เขาสามารถจะจ่ายได้ได้หรือไม่ ขณะที่ในภาคบริการต่างๆ ได้ประสานไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องด้านการท่องเที่ยวว่าจะสามารถจัด package ให้นักท่องเที่ยวสามารถไปเที่ยวต่อในราคาพิเศษ ซึ่งได้สั่งการให้ ททท.ในพื้นที่ ร่วมกับสำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัด รวมไปถึงอาสาสมัครดูแลนักท่องเที่ยวเข้าไปดูแลนักท่องเที่ยวในแต่ละโรงแรมว่ามีความต้องการ หรือขาดเหลืออะไรบ้างที่เราสามารถช่วยเหลือในเบื้องต้นได้ เราถือว่าตรงนี้คือโอกาสในวิกฤตที่จะสร้างภาพจำที่ดีแก่นักท่องเที่ยวว่า ในยามวิกฤติเราก็ดูแลเขา ให้เชื่อว่าหากเดินทางมาเที่ยวในประเทศไทยจะสามารถอุ่นใจได้ว่าเราจะดูแลนักท่องเที่ยวทุกคนจนกว่าจะกลับบ้านได้ ทั้งนี้หน่วยงานทุกหน่วยงานของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาจะต้องบูรณาการการทำงานร่วมกัน ไม่ใช่ต่างคนต่างเดิน เพื่อให้การช่วยเหลือนักท่องเที่ยวเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ และเป็นระบบ

    นอกจากนี้ สำหรับนักท่องเที่ยวที่วีซ่าจะหมดอายุ หรือคาบเกี่ยว เจ้าหน้าที่ของกระทรวงการท่องเที่ยวในแต่ละพื้นที่โดยเฉพาะพื้นที่หลักอย่าง ภูเก็ต กระบี่ พังงา เชียงใหม่ และกรุงเทพฯ รวมถึงอาสาสมัคร ต้องเข้าไปสำรวจสอบถามเพื่อให้คำแนะนำ และช่วยเหลือนักท่องเที่ยวกลุ่มนี้ด้วย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://mgronline.com/uptodate/detail/9690000020700&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw17jzLA7SRMKY6rUe7WjdmB

  • เปิดยุทธศาสตร์ ‘พลิกวิกฤตเป็นโอกาส’ ไทยตั้งรับศึกตะวันออกกลาง ชูจุดยืนเป็นกลาง

    เปิดยุทธศาสตร์ ‘พลิกวิกฤตเป็นโอกาส’ ไทยตั้งรับศึกตะวันออกกลาง ชูจุดยืนเป็นกลาง

    ท่ามกลางสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางที่ทวีความรุนแรง รัฐบาลไทยและภาคเอกชนได้บูรณาการความร่วมมือครั้งสำคัญ เพื่อประเมินผลกระทบและวางแผนเชิงรุก โดยมุ่งเน้นการดูแลความปลอดภัยของคนไทย ควบคู่ไปกับการรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและการมองหา ‘โอกาสทอง’ ในวิกฤตครั้งนี้

    วันนี้ (2 มีนาคม) อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เรียกประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติในช่วงเช้า และการประชุมเพื่อประเมินสถานการณ์และเตรียมความพร้อมในเชิงรุกในช่วงบ่าย เพื่อขับเคลื่อนประเทศไทยให้เป็นจุดหมายปลายทางที่ปลอดภัยและน่าลงทุนที่สุดในภูมิภาค ก่อนที่ทุกภาคส่วนจะร่วมกันแถลงข่าว สรุปการเตรียมความพร้อมในทุกด้าน ดังนี้

    นายกฯ มั่นใจรับมือได้ พลังงานสำรองพร้อม-เร่งดูแลคนไทย

    อนุทินยืนยันว่าแม้สถานการณ์จะมีความไม่แน่นอนและส่งผลต่อต้นทุนการขนส่งและราคาน้ำมันโลกบ้าง แต่ไทยได้เตรียมแผนรับมือไว้รอบด้าน โดยเฉพาะความมั่นคงทางพลังงานที่มีการสำรองน้ำมันเชื้อเพลิงไว้ในระดับที่ควบคุมได้ และไม่ส่งผลกระทบต่อประชาชนอย่างรุนแรง พร้อมย้ำว่าในทุกวิกฤตย่อมมีโอกาส ซึ่งรัฐบาลจะพยายามดึงศักยภาพของไทยออกมาให้มากที่สุด

    ในด้านความปลอดภัย นายกรัฐมนตรีสั่งการให้กระทรวงการต่างประเทศและกองทัพเตรียมพร้อมแผนอพยพคนไทย โดยเฉพาะในอิหร่าน หากสถานการณ์ยกระดับความรุนแรง รัฐบาลพร้อมจัดอากาศยานไปรับตัวกลับทันที แต่หากใครยังประสงค์จะพำนักต่อ สถานทูตฯ จะอำนวยความสะดวกในการดูแลความปลอดภัยอย่างใกล้ชิด

    คลังกาง 5 ช่องทางผลกระทบ พร้อมคว้าโอกาสดึงการลงทุน-การแพทย์

    เอกนิติ นิติฑัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง วิเคราะห์ผลกระทบผ่าน 5 ช่องทางหลัก ได้แก่ พลังงาน การค้า ท่องเที่ยว ตลาดเงิน และแรงงาน โดยชี้ว่าผลกระทบทางตรงยังมีจำกัด เนื่องจากไทยมีน้ำมันสำรองใช้ได้ถึง 60 วัน และตลาดส่งออกไปตะวันออกกลางมีสัดส่วนเพียง 4% อย่างไรก็ตาม ต้องเฝ้าระวังผลกระทบทางอ้อมอย่างค่าระวางเรือและต้นทุนขนส่งที่อาจเพิ่มขึ้น

    นอกจากนี้ ยังเห็นโอกาสจากการที่ไทยวางตัวเป็นกลาง ซึ่งจะกลายเป็นจุดดึงดูดนักท่องเที่ยวและการลงทุนใหม่ๆ โดยเฉพาะในกลุ่มอุตสาหกรรมการแพทย์และอาหาร ซึ่งเป็นจุดแข็งของไทยในระดับโลก เพื่อรองรับกลุ่มทุนที่ต้องการย้ายฐานการผลิตหนีความขัดแย้งมาสู่ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

    กระทรวงการต่างประเทศ เกาะติดสถานการณ์อิหร่าน เตรียมแผนอพยพทางบก-อากาศ

    สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ แสดงความห่วงใยต่อคนไทยในตะวันออกกลางที่มีกว่า 100,000 คน โดยเฉพาะในอิหร่านที่มีประมาณ 200-300 คน ซึ่งเป็นพื้นที่เสี่ยงสูง รัฐบาลได้จัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการบริเวณชายแดนอิหร่าน-ตุรกี เพื่อเตรียมพร้อมอพยพทางบกกรณีเส้นทางอากาศถูกปิด

    ปัจจุบันมีคนไทยประมาณ 40 คนแจ้งความประสงค์ขอเดินทางกลับ ซึ่งกระทรวงฯ กำลังเร่งอำนวยความสะดวกผ่านสายการบินพาณิชย์ และพร้อมยกระดับเป็นเที่ยวบินพิเศษหากจำเป็น โดยเป้าหมายหลักคือการรักษาชีวิตคนไทยและผลักดันการแก้ไขปัญหาด้วยวิธีทางการทูต

    พาณิชย์ คลอด 6 มาตรการเหล็ก คุมราคาสินค้า-ตั้งศูนย์สายด่วน 1169

    ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ประเมินว่าผลกระทบต่อการค้าโดยตรงยังมีวงจำกัด แต่ต้องระวังการขนส่งสินค้าไปยุโรปที่อาจต้องเดินเรืออ้อมเส้นทางเดิม จึงได้ประกาศ 6 มาตรการเข้มงวด ทั้งการดูแลราคาสินค้าอุปโภคบริโภคไม่ให้ฉวยโอกาสขึ้นราคา และการหาแหล่งวัตถุดิบสำรองร่วมกับภาคเอกชน

    นอกจากนี้ ยังเปิดศูนย์เฉพาะกิจให้คำปรึกษาผู้ประกอบการผ่านสายด่วน 1169 ตลอด 24 ชั่วโมง และสั่งการให้ทูตพาณิชย์ทั่วโลกรายงานสถานการณ์แบบเรียลไทม์ เพื่อวิเคราะห์ผลกระทบต่ออัตราเงินเฟ้อและค่าครองชีพประชาชนอย่างใกล้ชิด

    กระทรวงแรงงานเฝ้าระวัง 6 หมื่นแรงงานในอิสราเอล-อิหร่าน

    ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ระบุว่า นายกรัฐมนตรีให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของแรงงานไทยเป็นอันดับหนึ่ง โดยเฉพาะกลุ่มที่อยู่ในอิสราเอลเกือบ 60,000 ราย ซึ่งขณะนี้ได้รับรายงานว่ามีผู้ขอเดินทางกลับไม่ถึง 20 ราย เนื่องจากรัฐบาลอิสราเอลยังดูแลความปลอดภัยได้ดี

    อย่างไรก็ตาม กระทรวงฯ ได้เตรียมแผนรองรับหากสถานการณ์ยืดเยื้อ โดยมีทูตแรงงานประจำตะวันออกกลางคอยประสานงานอย่างใกล้ชิด และเตรียมมาตรการช่วยเหลือเยียวยาหากแรงงานต้องเดินทางกลับประเทศไทยอย่างกะทันหัน

    คมนาคมดูแลนักท่องเที่ยวตกค้าง เร่งปรับเส้นทางเดินอากาศ

    พิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยตัวเลขเที่ยวบินที่ถูกยกเลิกกว่า 135 เที่ยวบิน ส่งผลกระทบต่อผู้โดยสารหมื่นกว่าราย ซึ่งสายการบินได้เข้ามารับผิดชอบค่าที่พักและอาหารทั้งหมดแล้ว พร้อมสั่งการให้หน่วยงานในสังกัดหาเส้นทางเดินอากาศใหม่เพื่อเลี่ยงพื้นที่สู้รบ

    ในด้านการท่องเที่ยว คาดว่าผลกระทบจะมีไม่มากเนื่องจากอยู่ในช่วงเดือนถือศีลอด ซึ่งนักท่องเที่ยวตะวันออกกลางมีจำนวนน้อยอยู่แล้ว โดยกระทรวงฯ จะเร่งบริหารจัดการระบบขนส่งเพื่อให้การเดินทางเข้า-ออกประเทศไทยยังคงดำเนินไปได้โดยไม่หยุดชะงัก

    กกร. ชูไทย ‘สวิตเซอร์แลนด์แห่งเอเชีย’ ดึงเม็ดเงินลงทุนโลก

    เกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ยืนยันความเชื่อมั่นด้านพลังงานว่าไทยมีน้ำมันสำรองเพียงพอแม้จะได้รับผลกระทบจากช่องแคบฮอร์มุซ โดยมองว่าเหตุการณ์นี้คือโอกาสในการส่งเสริมยุทธศาสตร์ความมั่นคงทางอาหารไปยังกลุ่มประเทศ GCC ทั้ง 6 ประเทศ

    กกร. ตั้งเป้าผลักดันให้ประเทศไทยเป็น ‘สวิตเซอร์แลนด์แห่งการลงทุน’ ของภูมิภาค เนื่องจากจุดยืนความเป็นมิตรประเทศของไทยจะดึงดูดการย้ายฐานผลิตในหลายอุตสาหกรรม โดยเฉพาะกลุ่มนักลงทุนที่จะเดินทางมาเยือนไทยในวันที่ 6 มีนาคม 2569 นี้ ซึ่งจะเป็นโอกาสสำคัญในการดึงเม็ดเงินเข้าประเทศ

    หอการค้าวอนรัฐเร่งแก้ปัญหาวิกฤตแรงงาน รองรับการเติบโต

    ส่วนพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานหอการค้าฯ ชี้ว่าความไม่สงบจะทำให้ไทยกลายเป็น ‘พื้นที่ปลอดภัย’ ที่เศรษฐีอาหรับจะหันมาเลือกใช้เป็นศูนย์กลางสุขภาพและท่องเที่ยวแทนยุโรป แต่สิ่งที่น่ากังวลที่สุดคือการขาดแคลนแรงงานที่อาจทำให้เครื่องยนต์เศรษฐกิจชะงัก

    หอการค้าฯ จึงเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งต่ออายุ MOU แรงงานกัมพูชา เมียนมา และลาว เพื่อรองรับอุตสาหกรรมก่อสร้าง เกษตร และการผลิต หากแก้ปัญหาแรงงานไม่ได้ ไทยอาจเสียโอกาสในการรองรับการย้ายฐานการผลิตที่กำลังจะเกิดขึ้น

    สภาพัฒน์ประเมิน GDP ไทยปี 68 ยังโตได้ แม้เจอศึกหนัก

    ดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒน์ ประเมินฉากทัศน์เศรษฐกิจไทยหากสถานการณ์จบใน 1 เดือน GDP มีโอกาสขยายตัวได้ที่ 1.6% (จากเดิม 2%) แต่หากยืดเยื้อและราคาน้ำมันพุ่งถึง 125 เหรียญ GDP อาจชะลอตัวลงมาอยู่ที่ 1.3% อย่างไรก็ตาม เสถียรภาพทางการคลังและทุนสำรองระหว่างประเทศของไทยยังมีความแข็งแกร่งพอที่จะผ่านพ้นวิกฤตนี้ไปได้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/thailand-middle-east-neutral-investment-tourism/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3XOOdw0zShErKlROuE-OgA

  • คลังเปิด 5 มาตรการ รับมือสงครามตะวันออกกลาง ยันน้ำมันพอใช้ 60 วัน

    คลังเปิด 5 มาตรการ รับมือสงครามตะวันออกกลาง ยันน้ำมันพอใช้ 60 วัน

    คลังแจง 5 มาตรการ รับมือสงครามตะวันออกกลาง สกัดแรงกระแทกเศรษฐกิจไทย

    เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาส รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยภายหลังการหารือร่วมหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ถึงแนวทางรองรับผลกระทบจากสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลางว่า นายกรัฐมนตรีได้สั่งการให้ทุกหน่วยงานจัดทำ “กลยุทธ์ตั้งรับควบคู่แสวงหาโอกาส” เพื่อดูแลเสถียรภาพเศรษฐกิจไทย พร้อมบูรณาการความร่วมมือภาครัฐและเอกชนอย่างใกล้ชิด

    มาตรการรองรับแบ่งออกเป็น 5 ด้านหลัก ครอบคลุมพลังงาน การค้า การท่องเที่ยว ตลาดเงินตลาดทุน และแรงงานไทยในต่างประเทศ

    พลังงาน มีสำรอง 60 วัน ใช้กองทุนน้ำมันพยุงราคา

    ด้านพลังงานถือเป็นความเสี่ยงสำคัญ เนื่องจากภูมิภาคตะวันออกกลางเป็นแหล่งผลิตน้ำมันคิดเป็นราว 20% ของปริมาณน้ำมันโลก หากราคาน้ำมันปรับเพิ่มขึ้น 5–10% จากระดับปัจจุบัน รัฐบาลได้เตรียมกลไกดูแลไว้แล้ว

    ประเทศไทยมีน้ำมันสำรองเพียงพอต่อการใช้งานประมาณ 60 วัน และมีกลไกกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงช่วยบรรเทาผลกระทบในระยะสั้น เป้าหมายสำคัญคือไม่ให้ต้นทุนพลังงานส่งผ่านกระทบประชาชนโดยตรง และรักษาเสถียรภาพราคาภายในประเทศ

    การค้า กระทบตรงจำกัด แต่จับตาค่าระวางเรือ

    ผลกระทบทางตรงด้านการค้าค่อนข้างจำกัด โดยไทยส่งออกไปยังตะวันออกกลางไม่ถึง 4% และนำเข้าประมาณ 8% ซึ่งส่วนใหญ่เป็นน้ำมัน อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงทางอ้อมอาจมาจากค่าระวางเรือและค่าพรีเมียมประกันภัยที่สูงขึ้นจากภาวะสงคราม ทำให้ต้นทุนขนส่งเพิ่มขึ้น

    กระทรวงพาณิชย์ได้รับมอบหมายให้หารือกับภาคเอกชน เพื่อเตรียมมาตรการลดผลกระทบด้านต้นทุนโลจิสติกส์

    ท่องเที่ยว กระทบจำกัด มองเป็นจังหวะขยายตลาด

    ด้านการท่องเที่ยว นักท่องเที่ยวจากตะวันออกกลางมีสัดส่วนราว 4% ของตลาดรวม จึงคาดว่าผลกระทบทางตรงมีไม่มาก ขณะเดียวกัน หน่วยงานด้านการท่องเที่ยวและคมนาคมมองว่าสถานการณ์ดังกล่าวอาจเป็นโอกาสในการขยายตลาดและเส้นทางบินในบางภูมิภาค

    ตลาดเงิน-ทุน ยังเสถียร ทุนสำรองแกร่ง

    ในภาวะสงคราม นักลงทุนมักโยกเงินเข้าสินทรัพย์ปลอดภัย เช่น ทองคำ อย่างไรก็ดี ตลาดทุนไทยยังเคลื่อนไหวในกรอบที่สะท้อนเสถียรภาพ โดยดัชนีปรับเพิ่มขึ้นมากกว่า 17% ก่อนอ่อนตัวลงราว 2%

    ขณะเดียวกัน ไทยมีทุนสำรองระหว่างประเทศเกือบ 300,000 ล้านบาท ซึ่งเพียงพอรองรับความผันผวนในระยะหนึ่ง สะท้อนความแข็งแกร่งด้านฐานะการเงินประเทศ

    ดูแลแรงงานไทยใกล้ชิด

    ด้านแรงงาน กระทรวงการต่างประเทศเป็นหน่วยงานหลักในการประสานงานดูแลความปลอดภัยของคนไทยในพื้นที่ตะวันออกกลาง พร้อมติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด

    ทั้งนี้ ภาครัฐและเอกชนเห็นพ้องต้องกันในการติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และเตรียมปรับกลยุทธ์เชิงรุกเพื่อรับมือความผันผวนของเศรษฐกิจโลก โดยนายกรัฐมนตรีเน้นย้ำให้ทุกหน่วยงานไม่เพียงตั้งรับความเสี่ยง แต่ต้องมองหาโอกาสใหม่ ๆ โดยเฉพาะด้านการลงทุนและการขยายตลาดในช่วงที่โครงสร้างเศรษฐกิจโลกกำลังเปลี่ยนผ่าน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/thai-middleeast-crisis-response&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1zv6sGvWlUVpDaByyuO4az

  • ‘ภาคเอกชนภูเก็ต’ ชงมาตรการเยียวยานักท่องเที่ยว เหตุสู้รบอิหร่าน

    ‘ภาคเอกชนภูเก็ต’ ชงมาตรการเยียวยานักท่องเที่ยว เหตุสู้รบอิหร่าน

    ‘ภาคเอกชนภูเก็ต’ ชงมาตรการช่วยเหลือนักท่องเที่ยว ผลกระทบจากเหตุไม่สงบตะวันออกกลาง ยกเว้นค่าธรรมเนียมเลื่อน-ยกเลิกโรงแรม พร้อมเปิดอัตราค่าที่พักพิเศษ

    2 มี.ค. 2569 – นายรังสิมันตุ์ กิ่งแก้ว ประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวจังหวัดภูเก็ต เปิดเผยว่า “สมาคมธุรกิจการท่องเที่ยวภูเก็ต ร่วมกับสมาคมโรงแรมไทยภาคใต้ ขอความร่วมมือสมาชิกและหน่วยงานต่างๆ ในการเสนอมาตรการให้ความช่วยเหลือนักท่องเที่ยวที่ได้รับผลกระทบจากการเหตุการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลาง และ ขอบคุณหลายๆ โรงแรมที่เสนอราคาห้องพักพิเศษ แม้ว่าจะอยู่ในช่วงไฮซีซันก็ตาม อาทิ ป่าตองเบย์ฮิลล์ บ่อแสนวิลล่า ฯลฯ”

    ทางด้าน สมาคมธุรกิจการท่องเที่ยวจังหวัดภูเก็ต สมาคมโรงแรมไทยภาคใต้ ทำหนังสือถึงสมาชิกของสมาคมทั้ง 2 แห่ง ผู้ประกอบการโรงแรมและนักท่องเที่ยว ขอความร่วมมือและประกาศดูแลนักท่องเที่ยว เรื่อง “การดูแลและอำนวยความสะดวกแก่นักท่องเที่ยวจากสถานการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลางและผลกระทบต่อเที่ยวบินระหว่างประเทศ” โดยมีใจความว่า

    “ตามที่เกิดสถานการณ์ความตึงเครียดและความไม่สงบในภูมิภาคตะวันออกกลาง ส่งผลให้สายการบินในกลุ่มประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) และบางเส้นทางการบินระหว่างประเทศ ได้ประกาศระงับหรือปรับเปลี่ยนเที่ยวบินชั่วคราว ส่งผลให้นักท่องเที่ยวบางส่วนไม่สามารถเดินทางเข้ามายังประเทศไทยและจังหวัดภูเก็ตได้ตามกำหนด รวมถึงนักท่องเที่ยวที่พำนักอยู่ในพื้นที่อาจไม่สามารถเดินทางกลับประเทศต้นทางได้ตามแผน

    สถานการณ์ดังกล่าวถือเป็นเหตุสุดวิสัยที่อยู่นอกเหนือการควบคุมของนักท่องเที่ยวและผู้ประกอบการท่องเที่ยว เพื่อบรรเทาผลกระทบ สร้างความเชื่อมั่น และสะท้อนภาพลักษณ์ของประเทศไทยในฐานะจุดหมายปลายทางระดับนานาชาติที่มีความพร้อมในการดูแลนักท่องเที่ยว

    สมาคมฯ ใคร่ขอความร่วมมือจากผู้ประกอบการโรงแรมและธุรกิจท่องเที่ยวจังหวัดภูเก็ตในการพิจารณาให้ความช่วยเหลือ ดังนี้ แนวทางความร่วมมือสำหรับผู้ประกอบการ

    1.พิจารณายกเว้นค่าธรรมเนียมในการเลื่อนการเข้าพัก (Reschedule) สำหรับผู้ได้รับผลกระทบโดยตรง

    2.พิจารณายกเว้นค่าธรรมเนียมการยกเลิกการเข้าพัก (Cancellation) ในกรณีจำเป็น

    3.พิจารณาเสนออัตราค่าที่พักพิเศษหรือราคาที่เหมาะสม สำหรับนักท่องเที่ยวที่มีความจำเป็นต้องขยายระยะเวลาการเข้าพัก

    4.อำนวยความสะดวกด้านข้อมูลการเดินทางและให้คำแนะนำแก่นักท่องเที่ยวอย่างใกล้ชิด

    ความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในครั้งนี้ จะเป็นส่วนสำคัญในการสะท้อนถึงความเป็นเจ้าบ้านที่ดีของประเทศไทย และช่วยรักษาภาพลักษณ์ของภูเก็ตในฐานะจุดหมายปลายทางคุณภาพของนักท่องเที่ยวทั่วโลก สมาคมธุรกิจการท่องเที่ยวจังหวัดภูเก็ต และสมาคมโรงแรมไทยภาคใต้ฯ ขอขอบพระคุณผู้ประกอบการทุกท่านสำหรับความร่วมมือและการสนับสนุนอย่างดียิ่งมา ณ โอกาสนี้.

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/district-news/956164/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3fKhjxZbWTnAFyLELNeqqn

  • เที่ยวทุ่งกระมัง 2569 เปิดฤดูกาลใหม่ เช็กอินธรรมชาติชัยภูมิ

    เที่ยวทุ่งกระมัง 2569 เปิดฤดูกาลใหม่ เช็กอินธรรมชาติชัยภูมิ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://travel.kapook.com/gallery/299178/1137421&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1Cjvweb9ExRPtMZEN3RHKX

  • กรมทางหลวงชนบทเดินหน้าโครงการ

    กรมทางหลวงชนบทเดินหน้าโครงการ

    กรมทางหลวงชนบทเดินหน้าโครงการ ‘นาคานคร จังหวัดบึงกาฬ’ หนุนท่องเที่ยวเมืองรอง

    วันจันทร์ ที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2569, 17.26 น.

    กรมทางหลวงชนบท เดินหน้าโครงการ “นาคานคร จังหวัดบึงกาฬ” เปิดเวทีสื่อรับฟังความเห็น หนุนท่องเที่ยวเมืองรอง

    วันที่ 2 มีนายคม 2569 ที่ห้องประชุมสิรินธารา 1 โรงแรมเดอะวัน จังหวัดบึงกาฬ กรมทางหลวงชนบท ร่วมกับ มหาวิทยาลัยนเรศวร จัดประชุมเปิดเวทีเดินหน้าศึกษาความเป็นไปได้โครงการเส้นทางท่องเที่ยว “นาคานคร จังหวัดบึงกาฬ” พร้อมจัดกิจกรรมรอบสื่อมวลชนจังหวัดบึงกาฬ เพื่อนำเสนอความก้าวหน้าโครงการ และเปิดรับฟังข้อคิดเห็นจากภาคสื่อและผู้เกี่ยวข้องในพื้นที่

    การศึกษาครั้งนี้ครอบคลุมพื้นที่ 5 อำเภอ 14 ตำบล ระยะทางรวมประมาณ 110 กิโลเมตร เชื่อมโยงเส้นทางจากอำเภอเซกาถึงอำเภอปากคาด โดยมุ่งพัฒนาโครงข่ายถนนสายรองที่มีศักยภาพ เพื่อรองรับการเดินทางท่องเที่ยวในอนาคต และยกระดับโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมของจังหวัดบึงกาฬ

    นายอานนท์ ศักดิ์บูรณาเพชร วิศวกรศึกษาโครงการฯ เปิดเผยว่า โครงการให้ความสำคัญกับกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชนและสื่อมวลชน เพื่อให้แนวทางการออกแบบเส้นทางสอดคล้องกับบริบทพื้นที่ สิ่งแวดล้อม และความต้องการของชุมชนอย่างแท้จริง พร้อมทั้งประเมินผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม และการได้มาซึ่งเขตทางอย่างรอบคอบ

    จังหวัดบึงกาฬมีศักยภาพด้านการท่องเที่ยว ทั้งแหล่งธรรมชาติ วัฒนธรรม ประเพณีท้องถิ่น และแหล่งท่องเที่ยวริมแม่น้ำโขง การพัฒนาเส้นทางสายรองจึงถือเป็นกลไกสำคัญในการเชื่อมโยงจุดท่องเที่ยวให้เข้าถึงได้สะดวก รวดเร็ว และปลอดภัยมากยิ่งขึ้น อันจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก เพิ่มรายได้ให้ชุมชน และสร้างโอกาสทางการพัฒนาอย่างยั่งยืน

    ทั้งนี้ โครงการ “นาคานคร จังหวัดบึงกาฬ” ดำเนินการสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี (พ.ศ. 2561–2580) และแผนพัฒนาการท่องเที่ยวแห่งชาติ โดยมีเป้าหมายสร้างความสมดุลระหว่างการเติบโตทางเศรษฐกิจ การอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ และการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/local/950247&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1NUs1fguVqvzPpDe5jL8Ll

  • เที่ยวทุ่งกระมัง 2569 เปิดฤดูกาลใหม่ เช็กอินธรรมชาติชัยภูมิ

    เที่ยวทุ่งกระมัง 2569 เปิดฤดูกาลใหม่ เช็กอินธรรมชาติชัยภูมิ

              ทุ่งกระมัง 2569 พร้อมต้อนรับสายธรรมชาติอีกครั้ง ชวนมาเปิดประสบการณ์เรียนรู้ระบบนิเวศ ท่ามกลางทุ่งหญ้ากว้างและสัตว์ป่านานาชนิด

              ทุ่งกระมัง 2569 กลับมาเปิดท่องเที่ยวอีกครั้ง ชวนสายธรรมชาติออกไปเช็กอินทุ่งหญ้ากว้างสุดสายตา สูดอากาศบริสุทธิ์และสัมผัสบรรยากาศเงียบสงบใกล้ชิดสัตว์ป่า เหมาะทั้งทริปครอบครัวและสายถ่ายภาพที่กำลังมองหาที่เที่ยวธรรมชาติ เตรียมแพลนไว้แล้วออกไปพักใจกลางพื้นที่สีเขียวกัน

    ทุ่งกระมัง 2569

    ทุ่งกระมัง 2569 เปิดการท่องเที่ยว

    ทุ่งกระมัง 2569 เปิดเมื่อไหร่

              ข้อมูลจากเฟซบุ๊ก เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูเขียว Phu Khieo Wildlife Sanctuary แจ้งประกาศทุ่งกระมัง เปิดให้เข้าศึกษาธรรมชาติ ตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม 2569 เป็นต้นไป

    ทุ่งกระมัง 2569 เปิดการท่องเที่ยว

    ภาพจาก : เฟซบุ๊ก เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูเขียว Phu Khieo Wildlife Sanctuary

    ทุ่งกระมัง 2569 เปิดการท่องเที่ยว

    ภาพจาก : เฟซบุ๊ก เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูเขียว Phu Khieo Wildlife Sanctuary

              *** การซ่อมแซมถนนครั้งนี้ เริ่มตั้งแต่ทุ่งกะมังออกมา รวมระยะทาง 15.140 กิโลเมตร ช่วงระยะประมาณ 10 กิโลเมตรแรก จากจุดเก็บค่าบริการ ยังไม่ได้ดำเนินการปรับปรุงซ่อมแซม จึงขอให้ทุกท่านขับขี่ด้วยความระมัดระวัง และจำกัดความเร็วไม่เกิน 40 กิโลเมตร/ชั่วโมง ตลอดทั้งเส้นทาง และปฏิบัติตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่

    ทุ่งกระมัง ทำไมน่าเที่ยว

              ทุ่งกระมัง คือผืนทุ่งหญ้ากว้างในพื้นที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูเขียว ที่เปิดโอกาสให้นักท่องเที่ยวได้เรียนรู้ระบบนิเวศแบบใกล้ชิด ไฮไลต์คือบรรยากาศทุ่งโล่งสุดสายตา และโอกาสพบสัตว์ป่าตามธรรมชาติ เช่น กวาง เก้ง หรือสัตว์ทุ่งชนิดต่าง ๆ ถือเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ที่ได้ทั้งความรู้และความสงบในทริปเดียว

    ทุ่งกระมัง 2569 เปิดการท่องเที่ยว

    ทุ่งกระมัง 2569 เปิดการท่องเที่ยว

    ทุ่งกระมัง เปิดทั้งปีไหม

             โดยปกติทุ่งกระมังจะไม่ได้เปิดตลอดทั้งปี จะเปิดเป็นช่วงฤดูกาลท่องเที่ยวเท่านั้น ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสภาพอากาศและการจัดการของเจ้าหน้าที่ ดังนั้นก่อนเดินทางควรตรวจสอบช่วงวันเปิด-ปิดอย่างเป็นทางการจากหน่วยงานดูแลพื้นที่ทุกครั้ง

    ทุ่งกระมัง เที่ยวเองได้ไหม

              เนื่องจากอยู่ในพื้นที่อนุรักษ์ การเข้าชมบางกรณีอาจต้องลงทะเบียนหรือแจ้งเจ้าหน้าที่ก่อน โดยเฉพาะคณะหมู่มากหรือกลุ่มศึกษาดูงาน จุดประสงค์คือเพื่อดูแลความปลอดภัยของนักท่องเที่ยว และลดการรบกวนสัตว์ป่าให้มากที่สุด

              *** จากการอัปเดตข้อมูล สำหรับนักท่องเที่ยวที่ขอใช้บ้านพักต้องทำเรื่องขออนุญาต โดยควรโทรสอบถามบ้านพักว่างจากเจ้าหน้าที่ก่อนกรอกแบบฟอร์มและส่งเอกสาร โทร. 06 4939 4663 แต่ถ้ากางเต็นท์สามารถ Walk In ได้เลย

    ทุ่งกระมัง 2569 เปิดการท่องเที่ยว

    ภาพจาก : เฟซบุ๊ก เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูเขียว Phu Khieo Wildlife Sanctuary

    ทุ่งกระมัง เที่ยวช่วงไหนดี

              แนะนำว่าให้มาเที่ยยวช่วงเช้าและช่วงเย็น เป็นเวลาที่เหมาะที่สุด เพราะอากาศไม่ร้อนจัด และเป็นช่วงที่สัตว์ป่ามีการเคลื่อนไหวมากกว่ากลางวัน โอกาสพบเห็นสัตว์ในธรรมชาติจึงมีมากขึ้น

    ทุ่งกระมัง 2569 เปิดการท่องเที่ยว

    บทความ ที่เที่ยวธรรมชาติ ที่เที่ยวชัยภูมิ อื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://travel.kapook.com/view299178.html&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0TVWZkZMzNACb8JfhgmoXB

  • ก.ท่องเที่ยวฯ ลดค่าโรงแรมนักท่องเที่ยวตกค้างสงคราม พร้อมจ่ายเงินชดเชยต่อคน/วัน

    ก.ท่องเที่ยวฯ ลดค่าโรงแรมนักท่องเที่ยวตกค้างสงคราม พร้อมจ่ายเงินชดเชยต่อคน/วัน

    กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ชี้ไทยมีมาตรการชดเชยนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ตกค้างจากสงครามวันละ 2,000 บาท/คน พร้อมผนึกกำลังสมาคมโรงแรมและภาคบริการลดค่าที่พัก

    น.ส.นัทรียา ทวีวงศ์ ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เปิดเผยว่า จากสถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลางที่ส่งผลให้เที่ยวบินถูกยกเลิกและมีนักท่องเที่ยวตกค้างอยู่ในประเทศไทยเป็นจำนวนมาก ทางกระทรวงฯ ได้เร่งหารือร่วมกับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (สทท.) สมาคมโรงแรม และหน่วยงานภาคบริการที่เกี่ยวข้อง เพื่อวางแนวทางช่วยเหลืออย่างเป็นระบบ โดยเฉพาะกลุ่มนักท่องเที่ยวที่เข้ามาอยู่ก่อนหน้านี้ซึ่งเริ่มประสบปัญหาด้านงบประมาณเนื่องจากต้องพำนักต่อเกินกำหนด

    ในส่วนของมาตรการช่วยเหลือเบื้องต้น กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาจะดำเนินการช่วยเหลือกรณีเหตุสุดวิสัยที่นักท่องเที่ยวไม่สามารถเดินทางกลับประเทศได้ โดยการชดเชยให้วันละ 2,000 บาทตามระเบียบ ซึ่งจะมีการสำรวจและดูแลนักท่องเที่ยวในจุดนี้อย่างใกล้ชิด ขณะเดียวกันได้ประสานขอความร่วมมือไปยังสมาคมโรงแรมต่างๆ เพื่อมอบส่วนลดค่าที่พักในราคาที่นักท่องเที่ยวสามารถจ่ายได้ รวมถึงให้หน่วยงานด้านการท่องเที่ยวจัดทำแพ็กเกจท่องเที่ยวต่อในราคาพิเศษ เพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายและส่งเสริมให้เกิดการท่องเที่ยวต่อเนื่องในระหว่างรอเดินทางกลับ

    นอกจากนี้ ได้สั่งการให้ ททท. ในพื้นที่ ร่วมกับสำนักงานท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัด รวมถึงอาสาสมัครดูแลนักท่องเที่ยว ลงพื้นที่สำรวจตามโรงแรมต่างๆ เพื่อสอบถามความต้องการและช่วยเหลือในสิ่งที่ขาดเหลือ โดยเฉพาะในจังหวัดท่องเที่ยวหลักอย่าง ภูเก็ต กระบี่ พังงา เชียงใหม่ และกรุงเทพฯ ซึ่งกลุ่มนักท่องเที่ยวที่วีซ่ากำลังจะหมดอายุหรือคาบเกี่ยวในช่วงนี้ เจ้าหน้าที่จะต้องเข้าไปให้คำแนะนำและช่วยเหลืออย่างเต็มที่

    “เราถือว่าตรงนี้คือโอกาสในวิกฤตที่จะสร้างภาพจำที่ดีแก่นักท่องเที่ยวว่า ในยามวิกฤตเราไม่ทอดทิ้งและดูแลเขาอย่างดีที่สุดเพื่อให้เกิดความอุ่นใจว่าหากเดินทางมาประเทศไทยจะได้รับการดูแลจนกว่าจะส่งกลับถึงบ้าน”

    ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่าการจ่ายเงินชดเชยดังกล่าวอ้างอิงจากระเบียบคณะกรรมการบริหารกองทุนช่วยเหลือเยียวยานักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ พ.ศ. 2557 (และฉบับปรับปรุงปี 2567) ที่กำหนดหลักเกณฑ์การช่วยเหลือกรณี การหยุดชะงักของการเดินทาง อันเนื่องมาจากเหตุสุดวิสัย ภัยธรรมชาติ หรือสถานการณ์ที่ไม่คาดคิด โดยระเบียบระบุให้สามารถจ่ายเงินชดเชยค่าความสูญเสียหรือเสียหายจากการต้องพำนักต่อในประเทศไทยเกินกำหนดในอัตราไม่เกิน 2,000 บาทต่อคนต่อวัน ต่อเนื่องกันไม่น้อยกว่า 8 ชั่วโมง และรวมแล้วไม่เกิน 20,000 บาทต่อคน.

    อ่านข่าว “นโยบายรัฐ” เพิ่มเติม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/governmentpolicy/2917436&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw27PCXTiJTyBMhlHFET4cRa