Category: ท่องเที่ยว

  • ผู้ว่าฯ ภูเก็ต เดินหน้ายกระดับความปลอดภัยทางน้ำ ฟังเสียงผู้ประกอบการ | TOPNEWS

    ผู้ว่าฯ ภูเก็ต เดินหน้ายกระดับความปลอดภัยทางน้ำ ฟังเสียงผู้ประกอบการ | TOPNEWS

    ผู้ว่าฯ ภูเก็ต เดินหน้ายกระดับความปลอดภัยทางน้ำ ฟังเสียงผู้ประกอบการ

    • เผยแพร่ : 02/04/2026 23:15

    วันที่ 2 เม.ย. 2569 ณ ห้องประชุมเจ้าฟ้า ชั้น 5 ศาลากลางจังหวัดภูเก็ต จ.ภูเก็ต นายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต เป็นประธานในการประชุมความปลอดภัยทางน้ำ เพื่อรับฟังปัญหา อุปสรรค และกำหนดแนวทางยกระดับมาตรการความปลอดภัย สร้างความเชื่อมั่นให้กับนักท่องเที่ยว โดยเน้นการพัฒนาคุณภาพควบคู่ไปกับความปลอดภัยเป็นสำคัญ ร่วมกับหน่วยงานภาครัฐและผู้ประกอบการด้านการท่องเที่ยวทางน้ำ โดยมีนายอดูลย์ ระลึกมูล ผู้อำนวยการสำนักงานเจ้าท่าภูมิภาคสาขาภูเก็ต พร้อมด้วยสำนักงานพาณิชย์จังหวัดภูเก็ต การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานภูเก็ต หน่วยงานภาครัฐ และผู้ประกอบการเรือท่องเที่ยวเข้าร่วมประชุมอย่างพร้อมเพรียง

    ในช่วงเปิดการประชุม ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ตได้เน้นย้ำว่า การดำเนินธุรกิจท่องเที่ยวไม่จำเป็นต้องแข่งขันด้านราคาถูกเพียงอย่างเดียว แต่ควรมุ่งเน้นที่คุณภาพการให้บริการและความปลอดภัยเป็นหลัก พร้อมระบุว่า “ของดีไม่จำเป็นต้องถูก แต่ต้องมีคุณภาพ” เพื่อสร้างภาพลักษณ์ที่ดีและยั่งยืนให้กับการท่องเที่ยวของจังหวัด ขณะที่ผู้ประกอบการได้สะท้อนปัญหาต้นทุนที่เพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะราคาน้ำมันที่ส่งผลกระทบต่อค่าใช้จ่ายและการบำรุงรักษาเรือ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญด้านความปลอดภัยของนักท่องเที่ยว

    ด้านสำนักงานเจ้าท่าจังหวัดภูเก็ต ชี้แจงว่า การประชุมครั้งนี้ไม่ใช่การบังคับปรับขึ้นราคา แต่เป็นเวทีหารือร่วมกันเพื่อยกระดับมาตรฐานความปลอดภัย โดยได้กำหนดมาตรการ 5 ด้านหลัก ทั้งการบริหารจัดการ ความปลอดภัยของเรือและท่าเทียบเรือ การกำกับดูแลตามกฎหมาย การประชาสัมพันธ์ และการช่วยเหลือผู้ประสบภัย พร้อมแบ่งโซนดูแล 7 โซนครอบคลุม 37 ท่าเรือ เพื่อให้การดูแลมีประสิทธิภาพสูงสุด ทั้งนี้ จังหวัดภูเก็ตยืนยันเดินหน้าบูรณาการทุกภาคส่วน เพื่อยกระดับความปลอดภัยทางน้ำควบคู่คุณภาพบริการ สร้างความเชื่อมั่นให้กับนักท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน

    จิระชัย เกษมพิมลพร ผู้สื่อข่าว TOPNEWS ทั่วไทย จ.ภูเก็ต

    5454

    65454

    ศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ของรัฐบาลจัดกิจกรรม “สัปดาห์การให้บริการประชาชน” เนื่องในวันข้าราชการพลเรือน ประจำปี พ.ศ. 2569

    “วิทยาลัยการอาชีพพนมทวน” เปิดเรียนช่างไฟฟ้า เน้นฝึกทักษะงานระบบควบคุม จากห้องเรียน สู่การฝึกงานจริง ทำงานได้จริงอย่างมั่นคง

    ชุมพรจัดประกวดดนตรีไทย เทิดพระเกียรติ “สมเด็จพระเทพฯ” สืบสานมรดกวัฒนธรรมไทยสู่เยาวชน

    ประวัติศาสตร์จารึก! วันเดียวทองเปลี่ยนราคา 106 รอบ นายกสมาคมฯ ชี้ภาวะตระหนกขีดสุด

    สทนช. ระดมทุกฝ่าย วางแผนแม่บทน้ำลุ่มน้ำเพชรบุรี-ประจวบฯ

    “อธิบดีกรมทรัพยากรธรณี” ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลง ความร่วมมือการพัฒนาอุทยานธรณีโลกสตูล เพื่อยกระดับให้เป็นแหล่งเรียนรู้ระดับนานาชาติ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1535674&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0t-X0Z81229NKuAr5CKqfU

  • ม.หอการค้าไทยเผย สงกรานต์69 ไม่คึกคัก เงินสะพัดแค่1.2 แสนล้านบาทต่ำสุดใน4ปี  สงคราม-น้ำมันแพง ฉุดการใช้จ่ายประชาชน

    ม.หอการค้าไทยเผย สงกรานต์69 ไม่คึกคัก เงินสะพัดแค่1.2 แสนล้านบาทต่ำสุดใน4ปี สงคราม-น้ำมันแพง ฉุดการใช้จ่ายประชาชน

    02 เมษายน 2569, 16:55น.

              ม.หอการค้าไทย เผย เทศกาลสงกรานต์ปี2569 ไม่คึกคัก เงินสะพัดแค่ 1.29 แสนล้าน วูบ 3.7%จากช่วงเดียวกันของปีก่อน เซ่นพิษน้ำมันแพง-ของแพง ฉุดใช้จ่ายประชาชน เฉลี่ยปีนี้ใช้จ่าย 8,056 บาทต่อคน เน้นเที่ยวต่างจังหวัดของตนเอง

              รศ.ดร ธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทยและประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ ม.หอการค้าไทยกล่าวว่า สงกรานต์ปีนี้คนจะชะลอการใช้จ่าย รัดเข็มขัดกันมากขึ้น เนื่องจากน้ำมันแพง สินค้าแพงซึ่งเป็นผลกระทบมาจากปัญหาสงครามในตะวันออกกลาง จะเห็นชัดเจนว่าคนใช้จ่ายลดลง ออกไปท่องเที่ยวน้อยลง

              สงกรานต์ปีนี้จะเงียบเหงากว่าปีก่อน คาดว่าจะมีเม็ดเงินสะพัดในระบบ 129,649 ล้านบาท ลดลงจากปีก่อน 3.7% ถือเป็นการลดลงครั้งแรกในรอบ4ปี นับจากสงครามรัสเซีย-ยูเครน เนื่องจากน้ำมันแพ  อย่างไรก็ตาม ต้องจับตาดูตัวเลขนักท่องเที่ยวต่างชาติว่าจะเข้ามาเที่ยวไทยในช่วงสงกรานต์มากน้อยแค่ไหน โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวจาก มาเลเซีย จีน และยุโรป

              ด้านนางอุมากมล สุนทรสุรัติ ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ ม.หอการค้าไทย เปิดเผยถึงพฤติกรรมการใช้จ่ายของผู้บริโภคในช่วงเทศกาลสงกรานต์ปีนี้  ว่า คนส่วนใหญ่ 58.2% ไม่เล่นน้ำสงกรานต์ และ41.8% เล่นน้ำสงกรานต์  โดย56.6%  เน้นเที่ยวในจังหวัดของตัวเอง และ 5.5% เที่ยวในประเทศ และ 4.2% กลับบ้านและวางแผนเที่ยว ส่วนเที่ยวต่างประเทศ 0.7% โดยคนที่วางแผนท่องเที่ยวในประเทศจะใช้จ่ายเฉลี่ย 8,056 บาท/คน ส่วนต่างประเทศเฉลี่ย 37,083 บาท/คน

              ส่วนแผนการใช้จ่าย คนส่วนใหญ่42.7% ตอบว่าใช้จ่ายเท่าเดิม 36.5% ตอบว่าใช้จ่ายลดลงซึ่งเป็นอัตราที่เพิ่มขึ้นจากปีก่อน และ20.8% ตอบว่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น  สาเหตุที่ใช้จ่ายลดลงเนื่องจากน้ำมันมีราคาแพง สินค้าและบริการราคาแพง ค่าครองชีพสูง ได้รับผลกระทบจากสงครามตะวันออกกลาง มีหนี้เพิ่มขึ้น และต้องการฉลองแบบประหยัดเป็นต้น โดยส่วนใหญ่ 54.9% นำเงินเดือนออกมาใช้จ่าย รองลงมาคือ เงินออม เงินจากผู้ปกครอง เงินกู้ และโบนัส

              นางอุมากลมกล่าวว่าบรรยากาศของสงกรานต์ปีนี้คนส่วนใหญ่51.8% มองว่าสนุกสนามเหมือนเดิม แต่สัดส่วนคนที่มองว่าสนุกสนานลดลง มีอัตราเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญจากปีก่อนคือปรับจาก 4% เป็น 33% ส่วนที่ตอบว่าสนุกสนานมากขึ้นมีสัดส่วน15.1 %

              อย่างไรก็ตาม ผลการสำรวจชี้ว่าคนไทยมีปัญหาความกังวลในช่วงเทศกาลสงกรานต์ โดยปัญหาที่กังวลมากที่สุดคือ ราคาน้ำมันแพง ราคาสินค้าและบริการเพิ่มขึ้น การจราจรติดขัด และการลวนลามทางเพศ

    #สงกรานต์69

    #ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจ

    Cr:UTCC Today

    ข่าวทั้งหมด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.js100.com/en/site/news/view/160450&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2pC7FhgbnfwI6vZDz6vglm

  • “ภาษีลาภลอยไม่มีจริงในธุรกิจโรงแรม” นายกโรงแรม จี้รัฐคุมกำไรทุนพลังงาน

    “ภาษีลาภลอยไม่มีจริงในธุรกิจโรงแรม” นายกโรงแรม จี้รัฐคุมกำไรทุนพลังงาน

    “ภาษีลาภลอยไม่มีจริงในธุรกิจโรงแรม” นายกโรงแรม จี้รัฐคุมกำไรทุนพลังงาน

    นายกสมาคมโรงแรม กับภารกิจฝ่ามรสุมพลังงานและภาษีที่ดิน

    ในเวทีเสวนา ROUND TABLE “ฝ่าวิกฤตพลังงาน ทางรอดประเทศไทย” นายเทียนประสิทธิ์ ไชยภัทรานันท์ นายกสมาคมโรงแรมไทย ได้ฉายภาพความเป็นจริงอันน่ากังวลของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวที่กำลังถูกขนาบข้างด้วยวิกฤตค่าครองชีพและต้นทุนพลังงานที่พุ่งสูงขึ้นอย่างรุนแรง
     

    เมื่อ “น้ำมัน” กลายเป็นตัวแปรสกัดการเดินทาง คุณเทียนประสิทธิ์ระบุว่า การปรับขึ้นราคาต้นทุนพลังงานส่งผลกระทบโดยตรงต่อการตัดสินใจเดินทาง

    โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคเหนืออย่างเชียงใหม่ที่นอกจากจะเผชิญกับปัญหา PM 2.5 แล้ว เมื่อราคาน้ำมันหน้าปั๊มพุ่งสูงขึ้น ยอดจองใหม่ (New Booking) ก็หายไปทันที และมียอดการยกเลิกที่ทำได้ง่ายผ่าน OTA เพิ่มขึ้น

    แม้แต่ช่วงสงกรานต์ที่เคยคึกคักก็อาจเหลืออัตราการเข้าพักเพียง 50% เท่านั้น

    ในขณะที่ตั๋วเครื่องบินสามารถปรับราคาขึ้นได้ตามต้นทุน แต่ธุรกิจโรงแรมกลับติดกับดักที่ไม่สามารถปรับราคาได้ตามใจชอบ

    “ภาษีลาภลอย” ที่ไม่มีอยู่จริงในธุรกิจโรงแรม หนึ่งในประเด็นที่แหลมคมที่สุดคือการเปรียบเทียบกำไรของกลุ่มทุนพลังงานกับภาคธุรกิจอื่นๆ คุณเทียนประสิทธิ์กล่าวว่าธุรกิจโรงแรมไม่มี “สต็อก” สินค้าที่จะทำกำไรจากส่วนต่างราคาได้ ห้องพักที่ขายไม่ได้ในคืนนี้คือรายได้ที่หายไปถาวร

    นายกสมาคมโรงแรม ยังได้แสดงทัศนะต่อกำไรของบริษัทพลังงานว่า “ไม่ อยาก เห็น ตัว เลข กำไร ของ บริษัท พลัง งาน มาก” ในช่วงปลายปีหรือต้นปีหน้า เพราะหากบริษัทเหล่านี้มีกำไรมหาศาลท่ามกลางวิกฤตที่ทุกคนรับภาระหนัก ทั้งรัฐบาล เอกชน และชาวบ้าน ย่อมหมายความว่าการกำกับดูแลของรัฐไม่ได้ผล”

    ข้อเรียกร้อง: เปลี่ยนผ่านภาษีและอุ้ม SME ทางรอดของธุรกิจในมุมมองของนายกสมาคมโรงแรมไทย คือการที่รัฐต้องเข้ามาช่วยลดต้นทุนคงที่ (Fix Cost) โดยเฉพาะเรื่อง “ภาษีที่ดิน”

    เทียนประสิทธิ์เสนอให้รัฐพิจารณากลับไปใช้รูปแบบภาษีโรงเรือนที่จัดเก็บตามรายได้จริงเหมือนในอดีต เพราะภาษีที่ดินในปัจจุบันจัดเก็บตามมูลค่าทรัพย์สินโดยไม่สนใจว่าธุรกิจจะมีกำไรหรือไม่

    “ภาษีที่ดินคุณต้องจ่าย กำไรขาดทุนมันต้องจ่าย เพราะฉะนั้นคือต้องช่วยให้ตรงจุดด้วย” คุณเทียนประสิทธิ์เน้นย้ำ พร้อมเสนอให้มีมาตรการลดภาษีลง 90% เหมือนช่วงโควิด หรือขยายระยะเวลาผ่อนชำระให้นานขึ้นเพื่อรักษาเงินทุนหมุนเวียนให้แก่ SME

    บทสรุปสู่ทางรอด การกระตุ้นการท่องเที่ยวในเวลานี้อาจทำได้เพียงบางส่วนเพราะการท่องเที่ยวไม่ใช่ปัจจัย 4
     สิ่งสำคัญกว่าคือการบริหารจัดการต้นทุนและการที่รัฐต้องดูแลไม่ให้เกิดการเหลื่อมล้ำทางกำไรในกลุ่มทุนขนาดใหญ่ในขณะที่ผู้ประกอบการรายย่อยกำลังจะหมดลมหายใจ

     ธุรกิจโรงแรมในวันนี้จึงไม่ได้ต้องการเพียงแค่แคมเปญเที่ยวใกล้บ้าน แต่ต้องการโครงสร้างภาษีที่เป็นธรรมและการควบคุมต้นทุนพลังงานที่สะท้อนความเดือดร้อนของคนทั้งประเทศอย่างแท้จริง
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/smart-city/740353&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw09GKPo3ydkLDrJMEUs2kFY

  • เปิดสถิติ Q1/69 กองถ่ายนอกตบเท้าเข้าไทยเพิ่ม แม้เม็ดเงินลดหลังรัดเข็มขัดรับต้นทุนเพิ่ม

    เปิดสถิติ Q1/69 กองถ่ายนอกตบเท้าเข้าไทยเพิ่ม แม้เม็ดเงินลดหลังรัดเข็มขัดรับต้นทุนเพิ่ม

    เปิดสถิติ Q1/69 กองถ่ายนอกตบเท้าเข้าไทยเพิ่ม แม้เม็ดเงินลดหลังรัดเข็มขัดรับต้นทุนเพิ่ม

    กรมการท่องเที่ยว โดยกองกิจการภาพยนตร์และวีดิทัศน์ต่างประเทศ เปิดเผยสถิติการถ่ายทำภาพยนตร์ต่างประเทศในประเทศไทย ประจำเดือนมี.ค. 69 พบว่ามีกองถ่ายต่างประเทศแจ้งขออนุญาตเข้ามาถ่ายทำจำนวน 68 เรื่อง คาดการณ์งบประมาณการลงทุนในประเทศไทยกว่า 569 ล้านบาท

    ขณะที่ภาพรวมในช่วงไตรมาสแรกของปี 69 (ม.ค.-มี.ค.) มีกองถ่ายต่างประเทศเข้ามาถ่ายทำในประเทศไทยรวมทั้งสิ้น 162 เรื่อง คิดเป็นมูลค่าการลงทุนประมาณ 1,184 ล้านบาท สะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมั่นของผู้ผลิตภาพยนตร์และสื่อจากทั่วโลกที่ยังคงเลือกประเทศไทยเป็นจุดหมายสำคัญในการถ่ายทำ

    สำหรับประเภทของผลงานที่เข้ามาถ่ายทำในประเทศไทย พบว่า “โฆษณา” ยังคงเป็นกลุ่มหลักสูงสุดกว่า 63 เรื่อง รองลงมา ได้แก่ รายการประชาสัมพันธ์ 25 เรื่อง สารคดี 18 เรื่อง รายการท่องเที่ยว 16 เรื่อง มิวสิกวิดีโอ (MV) 11 เรื่อง ภาพยนตร์เรื่องยาว 8 เรื่อง และซีรีส์ 6 เรื่อง เป็นต้น โดยกองถ่ายจากอินเดียมีแนวโน้มเติบโตอย่างโดดเด่น ทั้งในด้านจำนวนเรื่องและมูลค่าการลงทุน สะท้อนถึงความนิยมของประเทศไทยในฐานะโลเคชันถ่ายทำที่ตอบโจทย์อุตสาหกรรมภาพยนตร์อินเดียอย่างต่อเนื่อง

    อย่างไรก็ตาม เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 68 ที่มีจำนวน 153 เรื่อง และมูลค่าการลงทุนสูงถึง 1,521 ล้านบาท พบว่าจำนวนกองถ่ายเพิ่มขึ้น แต่เม็ดเงินลงทุนโดยรวมลดลง

    นายจาตุรนต์ ภักดีวานิช อธิบดีกรมการท่องเที่ยว เปิดเผยว่า จากสถิติจะเห็นว่า มีจำนวนกองถ่ายต่างประเทศที่เข้ามาถ่ายทำในประเทศไทยเพิ่มขึ้น แต่เม็ดเงินลงทุนลดลงเล็กน้อย ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากปัจจัยด้านเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะต้นทุนพลังงานและราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้น รวมถึงค่าใช้จ่ายด้านการเดินทางระหว่างประเทศที่เพิ่มขึ้น ส่งผลให้กองถ่ายมีการบริหารงบประมาณอย่างระมัดระวังมากขึ้น

    ทั้งนี้ กรมการท่องเที่ยว คาดการณ์ว่า อุตสาหกรรมการถ่ายทำภาพยนตร์ต่างประเทศในประเทศไทยยังคงมีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง จากความต้องการคอนเทนต์ของตลาดภาพยนตร์และสื่อบันเทิงทั่วโลกที่เพิ่มสูงขึ้น ประกอบกับประเทศไทยยังคงมีจุดแข็งสำคัญ ทั้งในด้านความหลากหลายของสถานที่ถ่ายทำ บุคลากรที่มีคุณภาพ และมาตรการส่งเสริมการถ่ายทำภาพยนตร์ต่างประเทศ (Incentive) ที่ให้เงินคืนสูงสุดถึง 30% รวมถึงต้นทุนการผลิตในประเทศที่อยู่ในระดับเหมาะสมและคุ้มค่า


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ryt9.com/s/iq03/12804020&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1g6yizoxu4erZt9PGxtFg9

  • ภัทรพงษ์ถามจุดยืน ‘อนุทิน’ ต่อ พ.ร.บ. อากาศสะอาด หลังมีกระแสรัฐบาลถ่วงเอื้อกลุ่มทุน

    ภัทรพงษ์ถามจุดยืน ‘อนุทิน’ ต่อ พ.ร.บ. อากาศสะอาด หลังมีกระแสรัฐบาลถ่วงเอื้อกลุ่มทุน

    วันนี้ (2 เมษายน 2569) ที่อาคารรัฐสภา ภัทรพงษ์ ลีลาภัทร์ สส.เชียงใหม่ พรรคประชาชน แถลงเรียกร้องจุดยืนของรัฐบาล อนุทิน ชาญวีรกูล ต่อร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) อากาศสะอาด หลังร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าวถูกหยุดพิจารณาตั้งแต่การยุบสภาฯ

    ภัทรพงษ์กล่าวว่า ปัญหาฝุ่น PM2.5 ที่กำลังรุนแรงมากในภาคเหนือ ณ​ ขณะนี้ไม่ใช่ปัญหาแค่ภาคเหนือ แต่เป็นปัญหาทั้งประเทศ เพราะประชาชนทุกคนใช้ลมหายใจเดียวกัน จึงเรียกร้องให้รัฐบาลอนุทินแสดงจุดยืนที่มีต่อ พ.ร.บ.อากาศสะอาด เนื่องจากตนทราบมาว่า รัฐบาลมีการตกลงกันเรียบร้อยแล้วว่าจะดำเนินการอย่างไร

    ภัทรพงษ์ระบุว่า เมื่อวานนี้ (1 เมษายน 2569) ได้อภิปรายในญัตติด่วยเรื่องวิกฤตฝุ่น PM2.5 ไปชัดเจนแล้วว่า หากรัฐบาลจะหยิบร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาดกลับไปพิจารณาอีกครั้ง ก็ขอให้ สุชาติ ชมกลิ่น ซึ่งเป็นตัวแทนของคณะรัฐมนตรีเข้ามาตอบความชัดเจนในสภาฯ

    ขณะเดียวกันการที่สุชาติให้สัมภาษณ์ต่อสื่อมวลชนทำนองว่า การประกาศเขตพิบัติจะส่งผลกระทบต่อการท่องเที่ยว สส.เชียงใหม่ พรรคประชาชน เห็นแย้งว่า เป็นประเด็นที่น่าขำขัน เพราะการประกาศเขตภัยพิบัติหรือไม่นั้น ฝุ่น PM2.5 ก็กระทบต่อการท่องเที่ยวหนักมากอยู่แล้ว

    “ผมเรียกร้องให้คุณสุชาติบินไปที่เชียงใหม่ แล้วช่วยเดินไปคุยกับผู้ประกอบกิจการการท่องเที่ยว ไปคุยกับโรงแรม ดูตัวเลขที่มีนักท่องเที่ยวจองว่ามันตกลงขนาดไหน มันกระทบมากๆ แล้ว และตอนนี้มันไม่กระทบแค่ปากท้อง แต่มันกระทบกับชีวิตและสุขภาพของประชาชนคนเหนือ”

    ขณะเดียวกันความชัดเจนของรัฐบาลต่อร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าว ภัทรพงษ์กล่าวว่า ต้องการให้อนุทินซึ่งเป็นตัวแทน ครม.ออกมาแสดงจุดยืน ไม่ใช่ให้ สส. พรรคภูมิใจไทย อย่าง ศุภชัย ใจสมุทร ออกมาพูดและใช้เทคนิคทางการเมืองอ้างว่า เป็นการพูดในนาม สส. ไม่ใช่ในนามของ ครม. ซึ่งไม่มีข้อผูกพันใดๆ 

    ทั้งนี้การออกมาพูดของศุภชัยเมื่อวานนี้ ภัทรพงษ์รู้สึก ‘ผิดหวัง’ เป็นอย่างมาก เนื่องจากศุภชัยเป็นที่ปรึกษากรรมาธิการร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาดร่วมกับตนเมื่อปีที่ผ่านมา รวมถึงศุภชัยยังเป็นอนุกรรมาธิการร่าง พ.ร.บ.ฉบับที่สภาฯ พิจารณา แต่เป็นที่น่าเสียดายที่ระหว่างการพิจารณากลับไม่เคยได้ยินเสียงของศุภชัยในที่ประชุม

    ย้อนกลับไปเมื่อวานนี้ ศุภชัยอภิปรายในญัตติด่วยเรื่องวิกฤตฝุ่น PM2.5 ในสภาฯ โดยกล่าวว่า ร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าวมีหลายประเด็นที่เป็นกังวล ตั้งแต่ความซ้ำซ้อนของกฎหมายเดิมที่มีอยู่ เช่น กฎหมายสิ่งแวดล้อม ผังเมือง และการเจรจา จึงอาจทำให้เกิดความสับสนในการบังคับใช้

    อีกทั้งร่าง พ.ร.บ.มีการระบุถึงการเก็บค่าธรรมเนียมในภาคอุตสาหกรรม ซึ่งศุภชัยมองว่า อาจส่งผลกระทบต่อต้นทุนของภาคอุตสาหกรรมอย่างมหาศาล ในช่วงที่เศรษฐกิจโลกกำลังผันผวน และอาจกระทบต่อขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ

    ส่วนประเด็นระบบซื้อขายสิทธิปล่อยมลพิษ (Emission Trading) ในรูปแบบของยุโรปมาปรับใช้ สส.พรรคภูมิใจไทยมองว่า อาจไม่เหมาะสมกับบริบทของไทยและไม่ช่วยให้คุณภาพอากาศดีขึ้นจริง หากการกำกับดูแลภายในประเทศยังไม่เข้มแข็ง

    ภัทรพงษ์จึงกล่าวว่า “เสียดายจริงๆ ที่คุณศุภชัยมีโอกาสทำงาน แต่ผมกลับไม่เห็นข้อขัดแย้งเหล่านี้ เพราะผมเป็นกังวลว่า ข้อขัดแย้งเหล่านี้จะทำให้คุณศุภชัยดูแย่เอง เพราะหลายข้อที่คุณศุภชัยยกมาไร้เหตุผลมาก เช่น Emission Trading ทำจริงไม่ได้ แต่คุณศุภชัยกลับไม่รู้ว่า ในร่าง พ.ร.บ.การเปลี่ยนแปลงทางสภาพภูมิอากาศที่ผ่านมติ ครม.ก็มีเรื่อง Emission Trading ระบุไว้เช่นกัน”

    ภัทรพงษ์ระบุความกังวลต่อว่า มีความพยามยามที่จะเตะถ่วงร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาดให้ไปถึงวันที่ 13 พฤษภาคม 2569 ซึ่งเป็นวันครบกำหนด 60 วันที่ ครม.ชุดใหม่มีอำนาจหยิบร่างกฎหมายที่ค้างการพิจารณาจากสภาฯ ชุดก่อนมาพิจารณาต่อได้

    “เพราะฉะนั้น นั่นคือเดดไลน์ของร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาด ไม่ต้องถ่วงแล้วครับ ออกมาพูดให้ชัดเจนเลย คุณอนุทินต้องออกมาพูดให้ชัดเจนว่าจะทำอย่างไรต่อกับร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาด ลมหายใจของประชาชนไม่ใช่สิ่งที่คุณจะมาเล่นการเมือง เอาให้ชัดๆ ตรงไปตรงมากับประชาชนว่าจะเอาอย่างไรกับ พ.ร.บ.ฉบับนี้ เพื่อให้พรรคประชาชนเตรียมยื่น พ.ร.บ.อากาศสะอาดเข้าสู่สภาฯ ใหม่ ในกรณีที่พรรคภูมิใจไทยไม่เห็นความสำคัญของลมหายใจของประชาชน

    “วันนี้ขอเรียกร้องให้อนุทินในฐานะนายกฯ และคณะรัฐมนตรี ออกมาย้ำจุดยืนและคลายความกังวลให้กับประชาชน ที่ตอนนี้ภาคเหนือกำลังเจอฝุ่นอย่างหนัก และภาคกลาง ภาคอีสาน ภาคใต้ ก็เจอกันมาหนักตลอดปี ให้เห็นว่ารัฐบาลให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาฝุ่นพิษ PM2.5 เชิงโครงสร้างระยะยาวให้กับประชาชน” ภัทรพงษ์ทิ้งท้าย

    Tags: , , , , , ,

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://themomentum.co/report-clean-air-act-pple-ask-anutin/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw111oHHOGk3qBD6SM1D26EZ

  • เนปาลขึ้นราคาเชื้อเพลิงเครื่องบินรับฤดูท่องเที่ยวอีกเกือบเท่าตัว | เดลินิวส์

    เนปาลขึ้นราคาเชื้อเพลิงเครื่องบินรับฤดูท่องเที่ยวอีกเกือบเท่าตัว | เดลินิวส์

    สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานวันนี้ (2 เม.ย.) ว่า ทางการเนปาลประกาศขึ้นราคาเชื้อเพลิงอากาศยานจากเดิมเกือบสองเท่า ท่ามกลางต้นทุนพลังงานโลกที่พุ่งสูงขึ้นจากสงครามในตะวันออกกลาง สร้างความกังวลว่าจะกลายเป็นการซ้ำเติมเศรษฐกิจที่ต้องพึ่งพาการท่องเที่ยวของประเทศ

    ประเทศในแถบเทือกเขาหิมาลัยที่มีประชากร 30 ล้านคนแห่งนี้ ไม่มีทางออกสู่ทะเล และต้องพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันเชื้อเพลิงเกือบทั้งหมดจากอินเดีย ทำให้ตลาดมีความเสี่ยงสูงต่อสภาวะราคาเชื้อเพลิงในตลาดโลกที่กำลังอยู่ในภาวะผันผวน

    “ราคาเชื้อเพลิงอากาศยานได้ปรับตัวสูงขึ้น” นายมาโนจ กุมาร ฐากูร โฆษกบริษัทเนปาล ออยล์ คอร์เปอเรชัน (NOC) ซึ่งเป็นบริษัทรัฐวิสาหกิจด้านน้ำมันของเนปาลกล่าว

    NOC ระบุในแถลงการณ์ว่า ราคาเชื้อเพลิงเครื่องบินพุ่งสูงขึ้นถึง 97.6% โดยปรับจากลิตรละ 127 รูปีเนปาล (ประมาณ 28 บาท) เป็นลิตรละ 251 รูปี (ประมาณ 56 บาท) 

    นายฐากูร กล่าวเสริมว่า แม้การจัดหาเชื้อเพลิงจะยังคงมีเสถียรภาพ แต่ทางบริษัทกำลังประสบภาวะขาดทุนอย่างหนักจากการจำหน่ายผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมอื่นๆ แม้จะมีการปรับขึ้นราคาบางส่วนไปเมื่อสัปดาห์ก่อนแล้วก็ตาม โดยในช่วงสองสัปดาห์ที่ผ่านมา บริษัทขาดทุนไปแล้วกว่า 5,000 ล้านรูปี (ประมาณ 1,102 ล้านบาท) 

    เมื่อเดือนที่แล้ว เนปาลเริ่มแบ่งขายก๊าซหุงต้มแบบครึ่งถังเพื่อป้องกันการกักตุนและการแห่ซื้อด้วยความตื่นตระหนก ขณะนี้เจ้าหน้าที่กำลังเร่งรณรงค์ให้ประชาชนลดการใช้เชื้อเพลิงลง “เราเป็นประเทศที่ไม่มีทางออกสู่ทะเลและพึ่งพาอินเดียในการนำเข้าน้ำมันเบนซิน ดีเซล และก๊าซแอลพีจีทั้งหมด ทางออกเดียวคือการลดการบริโภค” นายฐากูร กล่าว

    การปรับขึ้นราคาเชื้อเพลิงเครื่องบินอย่างรุนแรงนี้ คาดว่าจะส่งผลให้ค่าโดยสารเครื่องบินพุ่งสูงขึ้นในช่วงก่อนเข้าสู่ฤดูกาลท่องเที่ยวที่เหล่านักปีนเขาและนักเดินป่าหลายร้อยคน กำลังจะเดินทางมายังเนปาลพอดี

    “นักท่องเที่ยวทั้งในและต่างประเทศจะเลือกเดินทางโดยเครื่องบินน้อยลง ซึ่งจะส่งผลกระทบโดยตรงต่ออุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของประเทศ” นายประตาป จุง ปานเดย์ ประธานสมาคมผู้ประกอบการสายการบินแห่งเนปาลกล่าว ทั้งนี้ ข้อมูลจากสำนักงานการบินพลเรือนเนปาลระบุว่า ในแต่ละปีมีผู้โดยสารใช้บริการสายการบินภายในประเทศมากกว่า 4 ล้านคน

    นอกจากวิกฤติเศรษฐกิจแล้ว สงครามในตะวันออกกลางยังสร้างความกังวลเรื่องความปลอดภัยของแรงงานชาวเนปาลกว่า 1.7 ล้านคนที่ทำงานอยู่ในกลุ่มประเทศตะวันออกกลาง หลังจากมีชาวเนปาลเสียชีวิตหนึ่งราย จากการโจมตีในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เมื่อเดือนที่แล้ว

    เครดิตภาพ : AFP

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5745370/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2kbUUipxrsl4ULpnua7iX8

  • พังงาผงาดท็อปโลก พร้อมถอดรหัสเสน่ห์ท่องเที่ยวไทย ทำไมใครๆ ก็ตกหลุมรักจนอยากกลับมาซ้ำ

    พังงาผงาดท็อปโลก พร้อมถอดรหัสเสน่ห์ท่องเที่ยวไทย ทำไมใครๆ ก็ตกหลุมรักจนอยากกลับมาซ้ำ

    เตรียมเก็บกระเป๋าแล้วพุ่งตัวลงใต้กันด่วน ล่าสุดมีข่าวดีให้ชาวไทยได้ยิ้มแก้มปริ เมื่อ “พังงา” สวรรค์แห่งท้องทะเลอันดามัน คว้าตำแหน่ง “จุดหมายปลายทางที่ต้อนรับนักท่องเที่ยวที่ดีที่สุดของโลก” หรือMost Welcoming Destinations on Earth)ประจำปี 2026 จากเวทีระดับสากล Traveller Review Awards โดย Booking.com การันตีด้วยรอยยิ้มและการบริการที่ครองใจนักเดินทางทั่วโลก

    ความสำเร็จระดับโลกนี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ เบื้องหลังรางวัลนี้คือการปรับตัวครั้งใหญ่ของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยที่ผสาน “เสน่ห์แบบไทย” เข้ากับ “เทคโนโลยีแห่งอนาคต” ได้อย่างลงตัว

    พังงา ทะยานสู่ท็อปโลก การันตีจาก 370 ล้านรีวิว

    เวที Traveller Review Awards ซึ่งจัดขึ้นต่อเนื่องเป็นปีที่ 14 ไม่ได้มอบรางวัลกันง่ายๆ แต่มาจากการรวบรวมคะแนนรีวิวกว่า 370 ล้านรีวิวจากนักเดินทางตัวจริง เพื่อยกย่องผู้ให้บริการที่มอบประสบการณ์สุดประทับใจ โดยในปี 2569 นี้ ประเทศไทยมีผู้ให้บริการด้านการเดินทางคว้าตั๋วรับรางวัลไปถึง 16,692 ราย กวาดคะแนนรีวิวเฉลี่ยสูงถึง 8.8 คะแนน

    การที่ “พังงา” เบียดขึ้นมาติดอันดับท็อปของโลกได้นั้น เป็นเพราะนักท่องเที่ยวสัมผัสได้ถึงความอบอุ่น ความเป็นมิตร และการได้เข้าถึงวิถีชีวิตท้องถิ่นอย่างแท้จริง ท่ามกลางธรรมชาติชายหาดที่สวยงามสงบเงียบ

    เพื่อให้เห็นภาพความยิ่งใหญ่ระดับสากล นี่คือ รายชื่อ 10 จุดหมายปลายทางที่ได้ต้อนรับนักท่องเที่ยวที่ดีที่สุดของโลกในปี 2569 ซึ่งพังงาของเราได้ไปยืนหยัดเคียงข้างเมืองดังจากทั่วโลก ได้แก่

    1. พังงา, ประเทศไทย 

    2. ฮิดัลโก, ประเทศเม็กซิโก

    3. นิวฟันด์แลนด์และลาบราดอร์, ประเทศแคนาดา

    4. นาวาร์รา, ประเทศสเปน

    5. ไอดาโฮ, ประเทศสหรัฐอเมริกา

    6. หิมาจัลประเทศ, ประเทศอินเดีย

    7. ซัคเซิน, ประเทศเยอรมนี

    8. โอเฟอไรส์เซิล, ประเทศเนเธอร์แลนด์

    9. เอพิรุส, ประเทศกรีซ

    10. ชิริกี, ประเทศปานามา

    ทางด้าน บรานาวัน อรุลโจธี (Branavan Aruljothi) ผู้ดำรงตำแหน่ง Area Manager ของ Booking.com ให้ความเห็นว่า “การรีวิวคือการถ่ายทอดความรู้สึกว่าเขาไปที่ไหน รู้สึกอย่างไร และมีประสบการณ์แบบไหน รีวิวก็คือเสียงของแขกในวันนี้ ที่กำลังบอกเล่าถึงแขกในอนาคต รางวัลนี้จัดขึ้นเพื่อให้เกียรติกับพาร์ทเนอร์ที่ใส่ความพยายามในการสร้างประสบการณ์ที่ดีและน่าประทับใจที่สุด ซึ่งผู้ประกอบการไทยมักจะเป็นกลุ่มที่ทำผลงานได้นำหน้าเทรนด์เสมอ ทำให้เข้าใจและตอบสนองความคาดหวังของนักท่องเที่ยวได้เป็นอย่างดี”

    ถอดรหัส DNA การท่องเที่ยวไทย ทำไมใครๆ ก็อยากกลับมา

    แม้โลกจะเปลี่ยนไป แต่สิ่งที่ทำให้ไทยยังคงเป็นจุดหมายปลายทางอันดับต้นๆ คือพลังของ Soft Power และการสร้างความรู้สึกให้ผู้มาเยือนรู้สึกเหมือนที่นี่เป็น “บ้านหลังที่ 2” ผู้คนที่เป็นมิตรเข้าถึงง่าย ผสานกับความหลากหลายของทรัพยากร วัฒนธรรม และอาหารการกิน ทำให้การมาเยือนประเทศไทยมีมูลค่าทางประสบการณ์ที่สูงมาก แบรนด์หรูๆ อาจหาได้ทั่วโลก แต่ความรู้สึกอบอุ่นจริงใจแบบนี้หาไม่ได้จากที่อื่น นี่คือเหตุผลที่นักท่องเที่ยวเชื่อมั่นว่า ประเทศไทยยังมีอะไรให้ค้นหาอีกมากมายเสมอ

    เมื่อความต้องการเปลี่ยนไป ธุรกิจท่องเที่ยวต้องปรับตัวอย่างไร?

    นรินทร์ ทิจะยัง ผู้อำนวยการฝ่ายดิจิทัลและเทคโนโลยีสารสนเทศ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) กล่าวว่า “ปัจจุบันความต้องการของนักท่องเที่ยวเปลี่ยนไป โดยเราสามารถมองความเปลี่ยนแปลงนี้ได้ใน 4 มิติหลัก คือ 1. ต้องการประสบการณ์พิเศษเพื่อเจอสิ่งใหม่ๆ 2. ต้องการค้นหาความหมายของชีวิต เช่น การท่องเที่ยวที่ช่วยสร้างชุมชนและทำให้โลกดีขึ้น 3. ความสะดวกสบายเปลี่ยนเป็นความต้องการด้านความเชื่อมั่นและปลอดภัย 4. การไปเที่ยวต้องมีความรับผิดชอบต่อสังคมมากขึ้น ซึ่งไม่ได้รู้สึกว่าเป็นภาระ แต่เป็นสิ่งที่ทำแล้วมีความสุข”

    เคล็ดลับมัดใจลูกค้าสไตล์โรงแรมชั้นนำ ในเรื่องของการปรับตัวรับความต้องการที่เปลี่ยนไปจากรีวิวประสบการณ์ท่องเที่ยวของลูกค้า

    นิคลาส จอห์น มาราทอส รองประธานฝ่ายการขายต่างประเทศ ตัวแทนจากเครือดุสิต (Dusit) ให้ข้อมูลว่า “ทางโรงแรมใช้แรงบันดาลใจจากความเป็นไทย โดยยึดหลัก 4 ประการ คือ Personalization (ความเป็นส่วนตัวอีกระดับ), Wellness, Sustainability (ความยั่งยืนที่ทำจริงไม่ใช่แค่ชื่อ) และ Localization (นำความเป็นไทยไปสอดแทรกให้สัมผัสได้) โดยอาศัยการดูข้อมูล จากรีวิวเพื่อวิเคราะห์ว่าลูกค้ากลุ่มไหนต้องการอะไรอย่างแท้จริง เพราะเรื่องเล็กๆ อาจเป็นสิ่งที่ทำให้ลูกค้าชอบหรือไม่ชอบมากๆ ก็ได้”

    ขณะเดียวกัน นีโน่ เคิร์ตสคาเลีย ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายอีคอมเมิร์ซและประสบการณ์ดิจิทัล ตัวแทนจากโรงแรมเลอบัว (Lebua) ให้ความเห็นว่า “เราเน้นความเป็นส่วนตัวและต้องรู้ว่าลูกค้าต้องการอะไร เพื่อให้เขารู้สึกว่าเราออกแบบบริการมาเพื่อเขาโดยเฉพาะ ซึ่งข้อมูลเหล่านี้เราเรียนรู้จากการรีวิว เลอบัวใส่ใจรายละเอียดเล็กๆ เช่น การเรียกชื่อแขกให้ถูกต้อง สม่ำเสมอในทุก Touchpoint และทีมงานต้องบริการด้วยความจริงใจ ไม่เสแสร้ง จนเคยมีกรณีที่พาร์ทเนอร์ประทับใจมากจากการเข้าพัก 3 สัปดาห์ จนอยากย้ายมาหางานทำที่เมืองไทยเลยทีเดียว”

    ก้าวต่อไปของ ททท. สู่การท่องเที่ยว “คุณภาพ” ขับเคลื่อนด้วย AI

    เพื่อรองรับเทรนด์อนาคต นรินทร์ ทิจะยัง กล่าวสรุปถึงกลยุทธ์ของ ททท. ว่า “อุตสาหกรรมท่องเที่ยวเปลี่ยนแปลงไว สิ่งที่ ททท. ต้องทำคือการสร้าง Digital Backbone โดยนำเทคโนโลยี AI มาทำ Hyper-personalization เก็บข้อมูลว่านักท่องเที่ยวที่เข้ามามีความชอบและมีแพตเทิร์นแบบไหน

    เราเน้นทำการตลาดที่มุ่งเน้นมูลค่า มากกว่าปริมาณโดยพยายามผ่าตัดองค์กรด้วยการนำข้อมูล มาใช้ใน 4 ขั้นตอน คือ 1. อธิบายพฤติกรรม 2. วิเคราะห์สิ่งที่เกิดขึ้น 3. คำนวณและคาดเดาแนวโน้มในอนาคต และ 4. กำหนดหนทางไปสู่เป้าหมายนั้น ซึ่งหากเราใช้ข้อมูลมาแชร์ร่วมกับพาร์ทเนอร์และทำสเตปเหล่านี้ได้สำเร็จ ประเทศไทยจะเป็นจุดหมายปลายทางการท่องเที่ยวที่มีคุณภาพอย่างมหาศาลและยั่งยืนในทุกมิติแน่นอน”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/lifestyle/travel/2924297&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0UXmK4vELcqIalNyA94pEr

  • อบต. แม่พูล เตรียมต้อนรับนักท่องเที่ยว เข้าชมและสัมผัสบรรยากาศน้ำตกแม่พูลแหล่งน้ำธรรมชาติที่สวยงามตามธรรมชาติ | TOPNEWS

    อบต. แม่พูล เตรียมต้อนรับนักท่องเที่ยว เข้าชมและสัมผัสบรรยากาศน้ำตกแม่พูลแหล่งน้ำธรรมชาติที่สวยงามตามธรรมชาติ | TOPNEWS

    สงกรานต์นี้ห้ามพลาด! อบต.แม่พูล จ.อุตรดิตถ์ พลิกฟื้นภูมิทัศน์ “น้ำตกแม่พูล” แหล่งน้ำธรรมชาติยอดฮิตให้สวยงามยิ่งกว่าเดิม พร้อมเปิดรับนักท่องเที่ยวสัมผัสอากาศเย็นสบายช่วงหน้าร้อน

    เมื่อวันที่ 2 เมษายน 2569 นางกรรณิกา กาวีละ นายก อบต.แม่พูล พร้อมด้วยจ่าสิบเอกธวัชชัย กาวีละ ให้การต้อนรับ คณะ ผู้เข้าอบรม หลักสูตร ยกระดับ Soft Powerเพื่มมูลค่าเศรษฐกิจท่องเที่ยว ที่ มาท่อง เที่ยว ชม น้ำ ตกแม่พูล ภาย หลังจากทราบว่า ได้มีการ ปรับปรุง จาก อบต.แม่พูล ให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวของ อบต. แม่พูล อ.ลับแล จ.อุตรดิตถ์ และเพื่อเป็นการต้อนรับนักท่องเที่ยวในช่วงเทศกาลสงกรานต์ที่จะมาถึง

    ทั้งนี้ อบต.แม่พูลได้รับการผลักดันฟื้นฟู น้ำตกแม่พูล อ.ลับแล จ.อุตรดิตถ์ โดยจ่าสิบเอกธวัชชัย กาวีละ ได้สนับสนุนเครื่องจักกล ในการปรับปรุงใหม่ให้สวยงาม รอต้อนรับนักท่องเที่ยวช่วงสงกรานต์ 2569 นี้

    หลังจากมีการปรับปรุงภูมิทัศน์และดูแลความเรียบร้อย เพื่อให้เป็นสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญของจังหวัดที่น่าแวะชมอีกครั้ง
    จุดเด่น: น้ำตกแม่พูลเป็นน้ำตกที่เกิดจากธรรมชาติ

    ทางองค์การบริหารส่วนตำบลแม่พูลจึงขอ เชิญชวนนักท่องเที่ยว ได้มาเที่ยวชมและสัมผัสบรรยากาศธรรมชาติ ได้ที่น้ำตกแม่พูล อำเภอลับแล สอบถามรายละเอียดการท่องเที่ยวเพิ่มเติมได้ที่ งานประชาสัมพันธ์ องค์การบริหารส่วนตำบลแม่พูล 0913816484

    นาคา คะเลิศรัมย์ ผู้สื่อข่าว Top News ทั่วไทย จ.อุตรดิตถ์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1535437&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw34f8pViTcUE_MCkM57JTJG

  • ฝุ่นควันปกคลุมชายแดนเชียงราย แม่สาย-เชียงแสน ท่องเที่ยวซบ

    ฝุ่นควันปกคลุมชายแดนเชียงราย แม่สาย-เชียงแสน ท่องเที่ยวซบ

    วันนี้ (2 เม.ย.2569) ผู้สื่อข่าวรายงานสถานการณ์ วิกฤตฝุ่นควันในพื้นที่ภาคเหนือ โดยที่ จ.เชียงราย เป็นอีกหนึ่งพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากฝุ่นควันอย่างหนัก โดยเฉพาะปัญหา “ฝุ่นข้ามแดน” ในพื้นที่ชายแดน เช่น อ.แม่สาย ซึ่งอยู่ติดกับจังหวัดท่าขี้เหล็ก ประเทศเมียนมา ท้องฟ้าถูกปกคลุมด้วยหมอกควันหนาทึบทั้งฝั่งไทยและเมียนมา

    ปัญหาฝุ่นควันไม่ได้กระทบเฉพาะด้านสุขภาพเท่านั้น แต่ยังส่งผลต่อภาคการท่องเที่ยว ซึ่งเป็นรายได้หลักของจังหวัดเชียงราย โดยที่วัดพระธาตุดอยตุง อ.แม่สาย แทบไม่พบนักท่องเที่ยว เนื่องจากสภาพอากาศที่เต็มไปด้วยฝุ่นควัน

    เช่นเดียวกับ อ.เชียงแสน แหล่งท่องเที่ยวสำคัญอย่างสกายวอล์ก จุดชมวิวแม่น้ำโขง ซึ่งสามารถมองเห็นเมืองเชียงแสนของไทย และเมืองต้นผึ้งในฝั่งลาว บรรยากาศเงียบเหงา แทบไม่มีนักท่องเที่ยวเดินทางมาเยือนเช่นกัน เนื่องจากสภาพปัญหาฝุ่นควัน

    ชาวบ้านบริเวณหน้าที่ว่าการอำเภอเชียงแสน เปิดเผยว่า ปัญหาฝุ่นควันรุนแรงต่อเนื่องมานานกว่า 5 วัน ส่งผลกระทบต่อสุขภาพและการท่องเที่ยวอย่างชัดเจน เนื่องจากประชาชนส่วนใหญ่หลีกเลี่ยงการออกจากบ้าน อีกทั้งยังไม่รู้ว่าจะแก้ปัญหาอย่างไร เพราะฝุ่นส่วนหนึ่งเป็นฝุ่นข้ามแดน

    ทั้งนี้ ปัญหาฝุ่นควันส่วนใหญ่เกิดจากการเผาในพื้นที่ป่า โดยพบจุดความร้อนภายในประเทศไทยจำนวน 1,971 จุด ขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านพบจุดความร้อนมากที่สุดในเมียนมา 4,223 จุด และในลาว 3,348 จุด

    PM2.5 พุ่งเกินมาตรฐานหลายจังหวัดเหนือ หนักสุด 345.3 มคก./ลบ.ม.

    สำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 1 (เชียงใหม่) ออกประกาศฉบับที่ 7 เรื่อง คุณภาพอากาศเกินมาตรฐานบริเวณภาคเหนือตอนบน ในพื้นที่ จ.เชียงใหม่ เชียงราย ลำพูน แม่ฮ่องสอน พบปริมาณฝุ่นละอองขนาดเล็กกว่า 2.5 ไมครอน หรือ PM2.5 เฉลี่ย 24 ชั่วโมง ณ เวลา 07.00 น. (2 เม.ย.69) มีค่าระหว่าง 93.8 – 345.3 มคก./ลบ.ม. คุณภาพอากาศอยู่ในเกณฑ์ระดับ “มีผลกระทบต่อสุขภาพ (สีแดง)” โดยพบค่าฝุ่นระดับมีผลกระทบต่อสุขภาพ (สีแดง) มีลำดับดังนี้

    1) ต.เมืองนะ อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่ มีค่าฝุ่น PM2.5 เท่ากับ 345.3 มคก./ลบ.ม.

    2) ต.เวียงใต้ อ.ปาย จ.แม่ฮ่องสอน มีค่าฝุ่น PM2.5 เท่ากับ 317.8 มคก./ลบ.ม.

    3) ต.เวียงพางคำ อ.แม่สาย จ.เชียงราย มีค่าฝุ่น PM2.5 เท่ากับ 216.9 มคก./ลบ.ม.

    4) ต.ช่างเคิ่ง อ.แม่แจ่ม จ.เชียงใหม่ มีค่าฝุ่น PM2.5 เท่ากับ 215.1 มคก./ลบ.ม.

    5) ต.เวียง อ.เชียงของ จ.เชียงราย มีค่าฝุ่น PM2.5 เท่ากับ 203.0 มคก./ลบ.ม.

    6) ต.แม่สะเรียง อ.แม่สะเรียง จ.แม่ฮ่องสอน มีค่าฝุ่น PM2.5 เท่ากับ 197.6 มคก./ลบ.ม.

    7) ต.เวียง อ.เมือง จ.เชียงราย มีค่าฝุ่น PM2.5 เท่ากับ 169.0 มคก./ลบ.ม.

    8) ต.ลี้ อ.ลี้ จ.ลำพูน มีค่าฝุ่น PM2.5 เท่ากับ 166.1 มคก./ลบ.ม.

    9) ต.จองคำ อ.เมือง จ.แม่ฮ่องสอน มีค่าฝุ่น PM2.5 เท่ากับ 136.1 มคก./ลบ.ม.

    10) ต.ช้างเผือก อ.เมือง จ.เชียงใหม่ มีค่าฝุ่น PM2.5 เท่ากับ 133.7 มคก./ลบ.ม.

    11) ต.หางดง อ.ฮอด จ.เชียงใหม่ มีค่าฝุ่น PM2.5 เท่ากับ 131.6 มคก./ลบ.ม.

    12) ต.บ้านกลาง อ.เมือง จ.ลำพูน มีค่าฝุ่น PM2.5 เท่ากับ 128.3 มคก./ลบ.ม.

    13) ต.สุเทพ อ.เมือง จ.เชียงใหม่ มีค่าฝุ่น PM2.5 เท่ากับ 96.7 มคก./ลบ.ม.

    14) ต.ศรีภูมิ อ.เมือง จ.เชียงใหม่ มีค่าฝุ่น PM2.5 เท่ากับ 93.8 มคก./ลบ.ม.

    เชียงราย-ลำพูน ค่าฝุ่นสีแดงหลายพื้นที่ยาวนาน 9 วัน

    • ที่ ต.เวียงพางคำ อ.แม่สาย จ.เชียงราย และ ต.ลี้ อ.ลี้ จ.ลำพูน มีค่าฝุ่น PM2.5 เกินมาตรฐานในระดับสีแดง (ระดับมีผลกระทบต่อสุขภาพ) ติดต่อกันมา 9 วัน ตั้งแต่วันที่ 25 มี.ค.2569 จนถึงปัจจุบัน
    • พื้นที่ ต.เวียง อ.เมือง จ.เชียงราย ต.เวียง อ.เชียงของ จ.เชียงราย ต.เมืองนะ อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่ และ ต.เวียงใต้ อ.ปาย จ.แม่ฮ่องสอน มีค่าฝุ่น PM2.5 เกินมาตรฐานในระดับสีแดง (ระดับมีผลกระทบต่อสุขภาพ) ติดต่อกันมา 7 วัน ตั้งแต่วันที่ 27 มี.ค.2569 จนถึงปัจจุบัน
    • พื้นที่ ต.ช่างเคิ่ง อ.แม่แจ่ม จ.เชียงใหม่ ต.บ้านกลาง อ.เมือง จ.ลำพูน และ ต.แม่สะเรียง อ.แม่สะเรียง จ.แม่ฮ่องสอน มีค่าฝุ่น PM2.5 เกินมาตรฐานในระดับสีแดง (ระดับมีผลกระทบต่อสุขภาพ) ติดต่อกันมา 6 วัน ตั้งแต่วันที่ 28 มี.ค.2569 จนถึงปัจจุบัน
    • พื้นที่ ต.ช้างเผือก อ.เมือง จ.เชียงใหม่ มีค่าฝุ่น PM2.5 เกินมาตรฐานในระดับสีแดง (ระดับมีผลกระทบต่อสุขภาพ) ติดต่อกันมา 5 วัน ตั้งแต่วันที่ 29 มี.ค.2569 จนถึงปัจจุบัน
    • พื้นที่ ต.สุเทพ อ.เมือง จ.เชียงใหม่ ต.จองคำ อ.เมือง จ.แม่ฮ่องสอน ค่าฝุ่น PM2.5 เกินมาตรฐานในระดับสีแดง (ระดับมีผลกระทบต่อสุขภาพ) ติดต่อกันมา 4 วัน ตั้งแต่วันที่ 30 มี.ค.2569 จนถึงปัจจุบัน

    ทั้งนี้ จึงขอให้ประชาชนที่อยู่ในพื้นที่ดังกล่าวเฝ้าระวังสุขภาพ โดยงดกิจกรรมกลางแจ้ง แต่หากจำเป็นควรใช้อุปกรณ์ป้องกันตนเอง เช่น หน้ากากป้องกัน PM2.5 ทุกครั้งที่ออกนอกอาคาร จำกัดระยะเวลาในการทำกิจกรรม หรือการออกกำลังกายกลางแจ้งที่ใช้แรงมาก ควรสังเกตอาการผิดปกติ เช่น ไอ หายใจลำบาก ระคายเคืองตา โดยเฉพาะประชาชนกลุ่มเสี่ยง เช่น ผู้ที่มีโรคประจำตัว เด็ก และคนชรา หากมีอาการผิดปกติให้รีบพบแพทย์

    และควรอยู่ในพื้นที่ปลอดภัยจากมลพิษทางอากาศ ให้เตรียมยาและอุปรกณ์จำเป็นให้พร้อม และปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด ในการนี้ ขอความร่วมมือประชาชนงดการเผาทุกชนิด งดใช้รถยนต์ที่มีควันดำเกินค่ามาตรฐาน เพื่อลดการเกิดฝุ่นควันสะสมในอากาศอันจะส่งผลกระทบต่อสุขภาพอนามัย

    รวบ 2 ผู้ต้องหาเครือข่ายค้าสัตว์ป่าข้ามชาติ พร้อมของกลาง “ค่างแว่นถิ่นใต้”

    ผ่าโครงสร้างทีมแก้ “ไฟป่า” เน้นสั่งการฉับไว และกระจายอำนาจ

    “เอกนัฏ” จ่อทบทวนตรึงค่าไฟ 3.88 บาท – 7 เม.ย.ถก กบง.ปรับโครงสร้างค่าการกลั่น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/504176&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2YWhwwYKl33LUy9CHnz3se

  • รีวิว  “หาดเจ้าไหม ตรัง”

    รีวิว “หาดเจ้าไหม ตรัง”

    TrueID

    Follow us

    TrueID Line Official

    Copyright © True Digital Group Company Limited.
    All rights reserved

    TrueID APP

    Unbox Yourself with TrueID

    ทรูไอดี โลกความสุขในทุกตัวตนของคุณ

    Download on App StoreDownload on Google Play StoreDownload on Huawei AppGallery

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://travel.trueid.net/detail/EXrQeAyVJ6z4&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1a_2llNQqTAtCc7CC8fGw0