Category: ท่องเที่ยว

  • ท่องเที่ยวไทยสะดุด ททท. เผยไตรมาสแรกต่างชาติลด 2.5% ปรับเป้าปี 69 เน้นรายได้สู้ปัจจัยเสี่ยง

    ท่องเที่ยวไทยสะดุด ททท. เผยไตรมาสแรกต่างชาติลด 2.5% ปรับเป้าปี 69 เน้นรายได้สู้ปัจจัยเสี่ยง

    ททท. กางตัวเลขนักท่องเที่ยวต่างชาติไตรมาส 1 ปี 2569 ลดลง 2.5% เซ่นพิษเศรษฐกิจโลกและปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ เตรียมหั่นเป้าทั้งปีลง 18% เหลือ 30-34 ล้านคน พร้อมปรับแผนลุยกลยุทธ์ “Value over Volume” เน้นดึงกลุ่มคุณภาพ ดันรายได้รวมทะลุ 2.58 ล้านล้านบาท

    น.ส.ฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เปิดเผยถึงภาพรวมจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติในช่วงไตรมาส 1 ปี 2569 (1 ม.ค. – 31 มี.ค. 2569) ว่า มีจำนวนรวม 9.31 ล้านคน ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปี 2568 ที่มีจำนวน 9.55 ล้านคน พบว่าปรับตัวลดลง 2.51%

    สถานการณ์ดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทยกำลังเผชิญกับบททดสอบสำคัญ จากแรงกดดันด้านภาวะเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว และความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์

    5 อันดับชาติเดินทางเข้าไทยสูงสุด Q1/69

    สำหรับกลุ่มตลาดหลักที่เดินทางเข้าประเทศไทยสูงสุด 5 อันดับแรกในไตรมาสนี้ ได้แก่

    1. จีน (1.49 ล้านคน)

    2. มาเลเซีย

    3. รัสเซีย

    4. อินเดีย

    5. เกาหลีใต้

    แม้ไทยจะยังคงเป็นจุดหมายปลายทางยอดนิยม แต่ตลาดหลักอย่างจีนยังไม่กลับสู่ระดับเดิม ททท. จึงต้องพึ่งพาตลาดอาเซียน ยุโรป และตะวันออกกลางเข้ามามีบทบาทสำคัญในการทดแทน โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากการเพิ่มเที่ยวบินในตารางบินฤดูร้อน และมาตรการส่งเสริม “Grand Tourism and Sport year 2025” ของรัฐบาล

    หั่นเป้าปี 69 ลด 18% รับมือความเสี่ยงโลก

    จากตัวเลขที่ลดลงและสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลง ททท. ได้พิจารณาปรับคาดการณ์เป้าหมายนักท่องเที่ยวต่างชาติทั้งปี 2569 ใหม่ โดยคาดว่าจะมีจำนวนประมาณ 30–34 ล้านคน ลดลง 18% จากเป้าหมายเดิม

    การประเมินนี้อยู่ภายใต้สมมติฐานว่า สถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางจะคลี่คลายภายใน 1–3 เดือน โดยมีปัจจัยเสี่ยงหลักที่ส่งผลกระทบ ได้แก่:

    • การชะลอตัวของตลาดตะวันออกกลาง ยุโรป และอเมริกา
    • ข้อจำกัดด้านเส้นทางบิน
    • ความผันผวนของราคาน้ำมันในตลาดโลก
    • สงครามการค้าและการแข่งขันที่รุนแรงของตลาดท่องเที่ยวโลก

    ชูกลยุทธ์ Value over Volume เน้นคุณภาพดันรายได้

    ททท. ประกาศปรับกลยุทธ์การตลาดใหม่ โดยเปลี่ยนผ่านจากการมุ่งเน้นเชิงปริมาณ สู่การสร้างคุณค่า (Value over Volume) มุ่งยกระดับค่าใช้จ่ายต่อทริปของนักท่องเที่ยวให้สูงขึ้น

    กลยุทธ์ใหม่จะให้ความสำคัญกับการพัฒนาสินค้าและประสบการณ์ท่องเที่ยวคุณภาพสูง การสื่อสารภาพลักษณ์ด้านความปลอดภัยและความคุ้มค่า รวมไปถึงการใช้เทคโนโลยีและแพลตฟอร์มดิจิทัลอย่างมีประสิทธิภาพ

    “แม้ภาพรวมจำนวนนักท่องเที่ยวจะลดลงเล็กน้อย แต่ ททท. เชื่อมั่นว่าโครงสร้างตลาดที่มีความหลากหลายมากขึ้น จะช่วยสร้างเสถียรภาพและลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาตลาดใดตลาดหนึ่งมากเกินไป โดยคาดการณ์ว่าในปี 2569 นี้ อุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยจะสามารถสร้างรายได้รวมได้ประมาณ 2.58 ล้านล้านบาท ท่ามกลางบริบทเศรษฐกิจโลกที่ยังคงมีความเปราะบาง” น.ส.ฐาปนีย์ กล่าวทิ้งท้าย

    อ่านข่าว “นโยบายรัฐ” เพิ่มเติม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/governmentpolicy/2924507&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3KiTvfYNM5JaG7HX2YjTyw

  • ททท.ลุย “Smile @ South” ฟื้นฟูท่องเที่ยวหาดใหญ่ ดึงนักท่องเที่ยวอาเซียน | TOPNEWS

    ททท.ลุย “Smile @ South” ฟื้นฟูท่องเที่ยวหาดใหญ่ ดึงนักท่องเที่ยวอาเซียน | TOPNEWS

    • เผยแพร่ : 03/04/2026 22:08

    วันที่ 3 เม.ย. 2569 การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เดินหน้าขับเคลื่อนโครงการ “Smile @ South คืนรอยยิ้มให้ชาวใต้” เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและฟื้นความเชื่อมั่นด้านการท่องเที่ยวในพื้นที่ภาคใต้ หลังหลายจังหวัดได้รับผลกระทบจากอุทกภัย พร้อมเปิดกิจกรรม “Amazing Thailand Passport Privileges @ HAT YAI” มอบสิทธิพิเศษ ส่วนลด และของที่ระลึกต้อนรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ  นางสาว ฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย พร้อมด้วยหน่วยงานภาครัฐและเอกชน ให้การต้อนรับนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้าประเทศผ่าน ท่าอากาศยานนานาชาติหาดใหญ่ ด่านศุลกากรสะเดา และด่านศุลกากรปาดังเบซาร์ พร้อมมอบของที่ระลึก “Amazing Bag” ซึ่งบรรจุผลิตภัณฑ์ชุมชนและของที่ระลึกที่สะท้อนเอกลักษณ์วัฒนธรรมไทย

    กิจกรรม “Amazing Thailand Passport Privileges @ HAT YAI” เริ่มดำเนินการตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2569 เป็นต้นมา มีนักท่องเที่ยวจากประเทศเพื่อนบ้าน อาทิ มาเลเซีย อินโดนีเซีย และสิงคโปร์ เข้าร่วมกิจกรรมอย่างต่อเนื่อง นักท่องเที่ยวสามารถแสดงหนังสือเดินทางเพื่อรับ Amazing Bag พร้อมสแกน QR Code ลงทะเบียนรับสิทธิพิเศษ ส่วนลด และโปรโมชั่นจากผู้ประกอบการด้านการท่องเที่ยวในภาคใต้กว่า 100 แห่ง

    นางสาว ฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการ ททท. กล่าวว่า โครงการ “Smile @ South คืนรอยยิ้มให้ชาวใต้” เป็นมาตรการสำคัญในการฟื้นฟูเศรษฐกิจการท่องเที่ยวในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติน้ำท่วม รวมทั้งสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักท่องเที่ยว พร้อมปรับกลยุทธ์เน้นตลาดระยะใกล้ในอาเซียน และรณรงค์ให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวเลือกใช้ระบบขนส่งสาธารณะ เพื่อลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงาน คาดว่าโครงการจะสร้างรายได้ตรงไม่น้อยกว่า 480 ล้านบาท และช่วยฟื้นฟูภาพลักษณ์ชุมชนและผู้ประกอบการท่องเที่ยวในภาคใต้

    จรัส ชูศรี ผู้สื่อข่าว TOPNEWS ทั่วไทย จ.สงขลา

    01

    SOCAIL 16-9

    เมืองคอนจัดใหญ่ “แห่นางดาน” มหาสงกรานต์ปี 2569 วันที่ 11-14 เม.ย. นี้

    ทำความรู้จัก บทบาท “แพทย์ชนบท” พลังขับเคลื่อน เพื่อความเท่าเทียมของคนไทย

    สืบภาค 8 บุกจับหนุ่มพังงาคาบ้าน ยึดของกลาง 4 หมื่นเม็ด

    สจป.4 (ตาก) สั่งปิดป่าสงวน 12 แห่งในสุโขทัย ห้ามเข้า-ห้ามเผาสยบ PM 2.5

    ททท.ลุย “Smile @ South” ฟื้นฟูท่องเที่ยวหาดใหญ่ ดึงนักท่องเที่ยวอาเซียน

    ป่อเต็กตึ๊งสืบสานกตัญญู! เป็นตัวแทนบุตรหลานไหว้เช็งเม้งดวงวิญญาณไร้ญาติ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1536859&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1jSAdh-Q7bQ6TTGYcbi_MX

  • ท่องเที่ยวเขาหลัก กระทบหนักวิกฤตราคาน้ำมัน

    ท่องเที่ยวเขาหลัก กระทบหนักวิกฤตราคาน้ำมัน

    ท่องเที่ยวเขาหลัก กระทบหนักวิกฤตราคาน้ำมัน ยอดจองปลายฤดูการท่องเที่ยวไม่กระเตื้อง แถมลดลงอย่างเห็นได้ชัด วอนรัฐเร่งออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ

    นายชยพล หิรัณย์กนกกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวจังหวัดพังงา เปิดเผยว่า สถานการณ์ราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างมากในช่วงนี้ ส่งผลโดยตรงต่อต้นทุนของผู้ประกอบการในภาคการท่องเที่ยวรวมถึงค่าขนส่งและราคาวัตถุดิบที่ปรับตัวสูงขึ้นตามไปด้วย นอกจากนี้ยังส่งผลต่อพฤติกรรมของนักท่องเที่ยว โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวชาวไทยที่ต้องแบกรับภาระค่าครองชีพเพิ่มขึ้น ทำให้มีการใช้จ่ายอย่างระมัดระวังมากขึ้น หรือชะลอการเดินทางท่องเที่ยวออกไป

    ขณะเดียวกัน ภาคการท่องเที่ยวยังได้รับผลกระทบจากจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ลดลง เนื่องจากข้อจำกัดด้านเที่ยวบินจากตะวันออกกลาง ส่งผลให้ยอดนักท่องเที่ยวหายไปประมาณ 30-40% จากเดิมที่มีการจองล่วงหน้า และบางส่วนมีการยกเลิกการเดินทาง“ผลกระทบที่เกิดขึ้นถือว่าค่อนข้างรุนแรง ทำให้ผู้ประกอบการต้องเผชิญกับความท้าทายอย่างมากในช่วงนี้” นายชยพล กล่าว

    ประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวจังหวัดพังงา ยังเสนอให้ภาครัฐเร่งออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยเฉพาะการส่งเสริมการท่องเที่ยวภายในประเทศ เช่น โครงการกระตุ้นการใช้จ่ายของประชาชน หรือสนับสนุนค่าเดินทางภายในประเทศ เพื่อกระตุ้นให้คนไทยออกเดินทางท่องเที่ยวมากขึ้น

    สำหรับสถานการณ์การจองที่พักในช่วงนี้ พบว่าแม้จะมีการจองเข้ามาในช่วงเทศกาลที่ไม่ใช่วันหยุดยาว แต่ภาพรวมยังไม่คึกคักเท่าปีก่อนโดยยอดการจองเข้ามาค่อนข้างช้า และมีปริมาณลดลงเมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา ทั้งนี้ ภาคการท่องเที่ยวพังงาคาดหวังว่าหากมีมาตรการกระตุ้นที่ชัดเจนจากภาครัฐ จะช่วยพยุงสถานการณ์และฟื้นความเชื่อมั่นของนักท่องเที่ยวได้ในระยะต่อไป

    ติดตามเนื้อหาดีๆแบบนี้ได้ที่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.innnews.co.th/news/news_1018748/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0ovtaJxrYPF1LXmnn2b1AG

  • P

    P

    พูลแมน ภูเก็ต พันวา บีช รีสอร์ท กำลังกำหนดมาตรฐานใหม่ของการท่องเที่ยวแบบหรูควบคู่ความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม ด้วยการดำเนินโครงการด้านความยั่งยืนที่ทันสมัยและหลากหลาย โดยรีสอร์ทมุ่งผสานการบริการระดับพรีเมียมเข้ากับการอนุรักษ์ธรรมชาติ เพื่อให้ผู้เข้าพักได้รับประสบการณ์ที่น่าประทับใจ พร้อมมีส่วนร่วมในการดูแลและฟื้นฟูระบบนิเวศภายในท้องถิ่น

    Pullman Phuket Panwa Beach Resort ยกระดับการท่องเที่ยวเชิงยั่งยืนด้วยแนวคิด Eco-Luxury และโครงการด้านสิ่งแวดล้อมอย่างครบวงจร

    ในด้านการอนุรักษ์สิ่งมีชีวิตทางทะเล รีสอร์ทมีโครงการเพาะเลี้ยงและปล่อย “ปลาฉลามกบ” ซึ่งช่วยฟื้นฟูสมดุลของระบบนิเวศในท้องทะเล โดยการเพาะเลี้ยงและปล่อยกลับสู่ธรรมชาติ เพื่อสนับสนุนความอุดมสมบูรณ์ของแนวปะการัง นอกจากนี้ ผู้เข้าพักยังสามารถเรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับการอนุรักษ์ทะเลผ่านนิทรรศการ “หญ้าทะเล” ที่ให้ความรู้เกี่ยวกับบทบาทสำคัญของหญ้าทะเลต่อระบบนิเวศใต้น้ำ รวมถึงกิจกรรม “Marine Walk” ที่เปิดโอกาสให้แขกได้สัมผัสความหลากหลายทางชีวภาพบริเวณชายฝั่งของหาดพันวาอย่างใกล้ชิดในช่วงน้ำลง

    นอกเหนือจากการอนุรักษ์ทะเล รีสอร์ทยังประสบความสำเร็จอย่างโดดเด่นในด้านการดำเนินงานอย่างยั่งยืน โดยได้ดำเนินนโยบายลดขยะอาหารอย่างจริงจัง ส่งผลให้สามารถคัดแยกและนำขยะกว่า 46,000 กิโลกรัมเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิลผ่านศูนย์คัดแยกของรีสอร์ท อีกทั้งยังยกเลิกการใช้พลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวทิ้งภายในห้องพักทั้งหมด พร้อมเปลี่ยนมาใช้สิ่งอำนวยความสะดวกที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ผลิตจากวัสดุธรรมชาติ เพื่อมอบประสบการณ์ระดับพรีเมียมที่ใส่ใจต่อสิ่งแวดล้อมอย่างแท้จริง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.newswit.com/th/iepy2c4kdghd0lhch9dsmhszzp962ugy&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2GTgNHiHUU20QeSlT8k9Kt

  • เตรียมพบกับกิจกรรมอบรม 4 พื้นที่ทั่วประเทศ!

    เตรียมพบกับกิจกรรมอบรม 4 พื้นที่ทั่วประเทศ!

    เตรียมพบกับกิจกรรมอบรม 4 พื้นที่ทั่วประเทศ!

    กรมการท่องเที่ยว ขอเชิญผู้ประกอบการท่องเที่ยว หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และผู้สนใจ เข้าร่วมกิจกรรมอบรม “Thailand Muslim-Friendly Tourism: Shaping a New Global Chapter ก้าวใหม่ไทยแลนด์ยกระดับมาตรฐานบริการท่องเที่ยวตลาดมุสลิมไทยสู่ตลาดโลก”

    เตรียมความพร้อมยกระดับศักยภาพการให้บริการ รองรับนักท่องเที่ยวมุสลิมคุณภาพจากทั่วโลก

    เพิ่มโอกาสทางธุรกิจ สร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน และต่อยอดสู่ตลาดท่องเที่ยวมุสลิมระดับนานาชาติ

    ภายในกิจกรรม พบกับหัวข้อการบรรยายจากวิทยากรผู้เชี่ยวชาญ ได้แก่

    Muslim Travelers Insights แนวทางการปรับสถานประกอบการและการบริการให้เอื้อต่อนักท่องเที่ยวมุสลิม โดยไม่ขัดหลักศาสนา

    Muslim Friendly Hospitality Design Standards แนวทางมาตรฐานการให้บริการและการออกแบบบริการที่เป็นมิตรต่อมุสลิม

    Muslim Friendly Route & Experience Design การออกแบบเส้นทางและประสบการณ์ท่องเที่ยวอย่างมืออาชีพสำหรับนักท่องเที่ยวมุสลิม

    Winning Muslim Travelers on Digital Platforms กลยุทธ์ชนะใจนักท่องเที่ยวมุสลิมผ่านการสื่อสารบนแพลตฟอร์มดิจิทัลยุคใหม่

    เปิดรับสมัครเร็ว ๆ นี้ ในแต่ละพื้นที่

    จังหวัดเชียงใหม่

    วันพุธที่ 22 เมษายน 2569

    โรงแรมศิริปันนา วิลล่า รีสอร์ท แอนด์ สปา เชียงใหม่

    สมัครเข้าร่วม: https://forms.gle/mg1GDY3BtmzeyfR89

    จังหวัดชลบุรี

    วันพุธ ที่ 27 พฤษภาคม 2569

    โรงแรมแกรนด์ เบลลา พัทยากลาง

    สมัครเข้าร่วม: https://forms.gle/joCrADcwq7j13vWW8

    จังหวัดกาญจนบุรี

    วันอังคาร ที่ 9 มิถุนายน 2569

    โรงแรมสายธารไอยรารีสอร์ท

    สมัครเข้าร่วม: https://forms.gle/Qtq4Hgr329TYxcCR6

    จังหวัดยะลา

    วันพุธ ที่ 17 มิถุนายน 2569

    โรงแรมเบตงเมอร์ลิน

    สมัครเข้าร่วม: https://forms.gle/CoR8wkswqZQ4fUbc6

    เข้าร่วมอบรม ฟรี! ไม่มีค่าใช้จ่าย

    (ที่นั่งมีจำนวนจำกัด)

    สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม

    โทร. 08-2450-2615 (รุจิรา)


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ryt9.com/s/prg/12804392&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3NvJUhE-7WQ6vuiC2aka5b

  • ท่องเที่ยวพังงาวิกฤต! พิษน้ำมันแพงทำต่างชาติหาย-จี้รัฐกู้ชีพไทยเที่ยวไทย

    ท่องเที่ยวพังงาวิกฤต! พิษน้ำมันแพงทำต่างชาติหาย-จี้รัฐกู้ชีพไทยเที่ยวไทย

    ท่องเที่ยวพังงาวิกฤต! พิษน้ำมันแพงทำต่างชาติหาย-จี้รัฐกู้ชีพไทยเที่ยวไทย

    วันศุกร์ ที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2569, 13.10 น.

    ท่องเที่ยวพังงาวิกฤต! พิษน้ำมันแพงทำต่างชาติหาย 40% ประธานสภาท่องเที่ยวฯ จี้รัฐเร่งอัดฉีดมาตรการกู้ชีพไทยเที่ยวไทย

    วันที่ 3 เม.ย. 69 นายชยพล หิรัณย์กนกกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวจังหวัดพังงา เปิดเผยถึงสถานการณ์การท่องเที่ยวในพื้นที่ที่กำลังได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงจากปัจจัยลบหลายด้าน โดยเฉพาะราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อต้นทุนการดำเนินงานของผู้ประกอบการ ทั้งค่าขนส่งและราคาวัตถุดิบที่ขยับตัวสูงตาม

    นายชยพล ระบุว่า ราคาน้ำมันที่แพงขึ้นไม่เพียงกระทบผู้ประกอบการ แต่ยังกระทบต่อพฤติกรรมนักท่องเที่ยวชาวไทยที่ต้องแบกรับค่าครองชีพสูงขึ้น ทำให้เกิดการชะลอการเดินทางหรือใช้จ่ายอย่างระมัดระวังมากขึ้น ขณะที่กลุ่มนักท่องเที่ยวต่างชาติได้รับผลกระทบจากข้อจำกัดด้านเที่ยวบินจากโซนตะวันออกกลาง ส่งผลให้ยอดนักท่องเที่ยวหายไปประมาณ 30-40% จากเป้าหมายเดิม โดยมีการยกเลิกการเดินทางและยอดจองล่วงหน้าที่ลดลงอย่างเห็นได้ชัด

    สำหรับสถานการณ์การเข้าพักในช่วงนี้ พบว่าแม้จะมีการจองเข้ามาบ้างในช่วงเทศกาลที่ไม่ใช่ช่วงหยุดยาว แต่ภาพรวมยังคงเงียบเหงาเมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา ยอดการจองเข้ามาค่อนข้างช้าและมีปริมาณลดลง สะท้อนถึงความท้าทายที่ผู้ประกอบการพังงาต้องเผชิญอย่างหนักในขณะนี้

    ทั้งนี้ ประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวจังหวัดพังงา ได้ยื่นข้อเสนอให้ภาครัฐเร่งออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพื่อประคองสถานการณ์ ดังนี้ 1.สนับสนุนโครงการกระตุ้นการใช้จ่ายสำหรับคนไทยโดยเฉพาะ 2.มีมาตรการสนับสนุนค่าเดินทางภายในประเทศเพื่อลดภาระให้นักท่องเที่ยว และ 3.เร่งสร้างแคมเปญดึงดูดใจเพื่อพยุงสถานการณ์ท่องเที่ยวในระยะต่อไป

    ‘ผลกระทบครั้งนี้ค่อนข้างรุนแรง เราคาดหวังว่าหากภาครัฐมีมาตรการกระตุ้นที่ชัดเจนและรวดเร็ว จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นและทำให้ภาคการท่องเที่ยวพังงากลับมาฟื้นตัวได้อีกครั้ง’ นายชยพล กล่าวทิ้งท้าย

    //////-026

    494.gif

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/likesara/956648&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0-U1vUtq6aJAdU27Ov8Zp-

  • เจาะลึก 3 ฉากทัศน์ค่าเงินบาทผันผวน ราคาน้ำมันพุ่ง ชี้ชะตาส่งออก ท่องเที่ยวไทย

    เจาะลึก 3 ฉากทัศน์ค่าเงินบาทผันผวน ราคาน้ำมันพุ่ง ชี้ชะตาส่งออก ท่องเที่ยวไทย

    น้ำมันแพงฉุดเงินบาทอ่อน ต้นทุนพุ่ง แรงกระเพื่อมท่องเที่ยว

    นายยุทธศักดิ์ สุภสร ประธานการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) และอดีตผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย(ททท.) เผยว่า ประเทศไทยมีสภาวะเป็นประเทศผู้นำเข้าน้ำมันสุทธิ (Net Oil Importer) โดยต้องพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันดิบสูงถึง 86 % ของการบริโภคภายในประเทศ และมูลค่าการนําเข้าพลังงานคิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 6.5% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP)

    การประเมินความอ่อนไหวของสถาบันการเงิน (Sensitivity Analysis) พบว่าหากราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกปรับตัวเพิ่มขึ้นทุก ๆ 10 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล จะส่งผลให้ดุลการค้าของไทยลดลง 0.9% ของ GDP เนื่องจากต้องใช้เงินดอลลาร์จำนวนมหาศาลเพื่อชำระค่าพลังงาน การไหลออกของเม็ดเงินนี้ส่งผลให้ดุลการค้า และดุลบัญชีเดินสะพัดเสื่อมถอยลงอย่างรวดเร็ว และมีความเสี่ยงสูงที่จะพลิกจากภาวะเกินดุลไปสู่การขาดดุล

    สภาวะการไหลออกของเงินตรานี้สร้างแรงกดดันให้ “เงินบาทอ่อนค่า”ลงตามกลไกตลาด ความสัมพันธ์ระหว่างค่าเงินและราคานํ้ามันยังส่งผลโดยตรงต่อราคาพลังงานหน้าสถานีบริการและต้นทุนการขนส่งภายในประเทศ ตัวอย่างเช่น หากราคานํ้ามันดิบอยู่ที่ 100 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ในสภาวะที่เงินบาทแข็งค่า (เช่น 32 บาทต่อดอลลาร์) ต้นทุนการนําเข้าจะอยู่ที่ประมาณ 3,200 บาท

    แต่หากเงินบาทอ่อนค่าลง (เช่น 37 บาทต่อดอลลาร์) ต้นทุนนําเข้านํ้ามันปริมาณเท่าเดิมจะพุ่งสูงถึง 3,700 บาททันที ดังนั้นเมื่อเกิดสภาวะที่ราคานํ้ามันดิบโลกแพงขึ้นพร้อมกับค่าเงินบาทที่อ่อนค่าลง จะกลายเป็นปัจจัยซํ้าเติมต้นทุนพลังงานและค่าครองชีพภายในประเทศอย่างรุนแรง

    ยุทธศักดิ์ สุภสร

    ความผันผวนของราคานํ้ามันดิบและค่าเงินบาทส่งผลโดยตรงต่อผู้ประกอบการท่องเที่ยวในทุกมิติ โดยเฉพาะภาคการขนส่งทางอากาศที่ราคาตั๋วเครื่องบินอาจปรับตัวสูงขึ้นถึง 15-20% จากราคานํ้ามันอากาศยาน (Jet fuel)ที่เพิ่มขึ้น บีบบังคับให้สายการบินต้องพยุงต้นทุนด้วยการปรับเพิ่มค่าธรรมเนียมเชื้อเพลิง ซึ่งกระทบโดยตรงต่อการตัดสินใจเดินทางของนักท่องเที่ยวต่างชาติ อีกทั้งในภาวะต้นทุนแพง ยังส่งผลให้ต้นทุนด้านโลจิสติกส์สำหรับนักท่องเที่ยวมีแนวโน้มพุ่งสูงขึ้นถึง 40 %

    ขณะที่โรงแรมและบริการต่าง ๆ ต้องแบกรับต้นทุนการดำเนินงานที่เพิ่มขึ้น 25 % ตามไปด้วย การส่งผ่านต้นทุนที่สูงขึ้นเหล่านี้ไปยังนักท่องเที่ยว ซึ่งบั่นทอนขีดความสามารถในการแข่งขันด้านราคาของไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

    เปิด 3 ฉากทัศน์ค่าเงินบาทผันผวน กระทบส่งออก-ท่องเที่ยวไทย

    จากการประเมินฉากทัศน์การเคลื่อนไหวของค่าเงินบาทเมื่อเทียบกับสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ เพื่อคาดการณ์อนาคตและกําหนดทิศทางเชิงนโยบาย การประเมินฉากทัศน์การเคลื่อนไหวของค่าเงินบาท เมื่อเทียบกับสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐใน 3 ระดับ จะทําให้เห็นถึงผลกระทบเชิงปริมาณและทิศทางการปรับตัวของเศรษฐกิจไทยได้อย่างเป็นรูปธรรม ดังนี้

    • ฉากทัศน์ที่ 1 (ค่าเงินบาทต่ำกว่า 30 บาท/ดอลลาร์)

    จําลองขั้นวิกฤตซึ่งอาจเกิดขึ้นได้หากกระแสเงินทุนไหลเข้าเก็งกําไรในสินทรัพย์เสี่ยงของไทยอย่างรุนแรง ราคาทองคําในตลาดโลกพุ่งทะยานอย่างต่อเนื่อง หรือดอลลาร์สหรัฐเสื่อมค่าลงอย่างหนักจากปัญหาหนี้สาธารณะในสหรัฐฯ การที่เงินบาทแข็งค่าหลุดระดับ 30 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ จะสร้างผลกระทบที่สร้างความเสียหายเป็นวงกว้างต่ออุตสาหกรรมท่องเที่ยว ถือเป็นสภาวะวิกฤตความสามารถในการแข่งขัน

    หากเงินบาทแข็งค่าระดับนี้อย่างเรื้อรัง จะทำให้รายได้จากการท่องเที่ยวลดลง15-17 % นักท่องเที่ยวกลุ่มตลาดระยะไกลจะหดตัวฉับพลัน เนื่องจากค่าใช้จ่ายโดยรวมจะเกินกว่างบประมาณที่ยอมรับได้ ในขณะที่ตลาดระยะใกล้จากประเทศเพื่อนบ้านจะเปลี่ยนจุดหมายปลายทางไปยังเวียดนาม ฟิลิปปินส์ หรืออินโดนีเซียอย่างถาวร และอาจเกิดสงครามราคาในกลุ่มโรงแรมระดับ 3 ดาวลงมา เนื่องจากภาวะอุปทานส่วนเกิน เพราะปัจจุบันประเทศไทยมีห้องพักที่จดทะเบียนถูกต้องตามกฎหมายและห้องพักทางเลือกในแพลตฟอร์มอย่าง Airbnb รวมกันมากกว่า 200,000 ห้อง (คิดเป็น 15 % ของอุปทานทั้งหมด)

    ขณะที่ภาคการส่งออกจะสูญเสียตลาดให้แก่ประเทศคู่แข่งในอาเซียนอย่างไม่อาจกู้คืนได้ และหากราคานํ้ามันดิบในตลาดโลกทรงตัวในระดับสูงกว่า 80 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลตามการคาดการณ์ของ Bank of America ในช่วงไตรมาสที่ 2 ของปีประเทศไทยอาจเผชิญกับภาวะขาดดุลบัญชีเดินสะพัดซึ่งจะยิ่งซํ้าเติมเสถียรภาพทางเศรษฐกิจให้ทรุดโทรมลง

    • ฉากทัศน์ที่ 2 (ค่าเงินบาท 30-32 บาท/ดอลลาร์)

    นี่คือฉากทัศน์ที่เป็นสภาวะปัจจุบันและมีแนวโน้มที่จะดําเนินต่อไปในช่วงปี 2569 โดย Bank of America คาดการณ์ว่าเงินบาทจะอ่อนค่าไปแตะระดับ 33 บาทในช่วงกลางปี 2569 ก่อนจะแข็งค่ากลับมาปิดปีที่ระดับ 31 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ระดับอัตราแลกเปลี่ยนนี้ถือเป็น “ตัวกรอง” ทางโครงสร้างเศรษฐกิจที่บีบบังคับให้อุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยต้องก้าวออกจาก Comfort Zone

    ภายใต้ค่าเงินในกรอบ 30-32 บาท ประเทศไทย ไทยยังคงไม่สูญเสียความน่าดึงดูดใจระดับโลก แต่โครงสร้างและคุณลักษณะของนักท่องเที่ยวจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างมีนัยสําคัญ นักท่องเที่ยวที่ให้ความสําคัญกับราคาของถูกจะลดลง

    ในขณะที่ตลาดที่มี “ความยืดหยุ่นทางเศรษฐกิจสูง” จะทวีความสําคัญมากขึ้น กลุ่มนักท่องเที่ยวรายได้สูงจากตลาดระยะใกล้ เช่น สิงคโปร์ ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ฮ่องกง ออสเตรเลีย และกลุ่มประเทศอ่าวอาหรับ ซึ่งตัดสินใจเดินทางโดยเน้นที่ ประสบการณ์ ความปลอดภัย สุขภาพ และ การท่องเที่ยวเชิงอาหาร Gastronomy มากกว่าการพิจารณาเพียงแค่ราคา จะกลายเป็นเป้าหมายหลัก

    ข้อมูลการใช้จ่ายเฉลี่ยต่อทริปของนักท่องเที่ยวต่างชาติในไทยปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 1,300 ดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งยังคงตํ่ากว่าระดับ 1,600 ดอลลาร์สหรัฐของญี่ปุ่น และ 1,700 ดอลลาร์สหรัฐของสิงคโปร์แสดงให้เห็นว่าประเทศไทยยังมีช่องว่างในการยกระดับไปสู่การเป็นจุดหมายปลายทางระดับพรีเมียม ฉากทัศน์นี้เป็นการส่งสัญญาณว่าประเทศไทยกําลังก้าวข้ามยุค “ของถูก” ไปสู่อนาคตของการท่องเที่ยวที่กําหนดด้วยประสบการณ์ คุณภาพ และมูลค่าระยะยาว

    ผลลัพธ์เชิงธุรกิจและภาพรวมเศรษฐกิจ การเติบโตของเศรษฐกิจในภาพรวมจะขยายตัวในระดับที่ตํ่ากว่าศักยภาพ (ประมาณร้อยละ 1.8 – 2.0) ผู้ประกอบการต้องเผชิญกับความท้าทายจากปรากฏการณ์ที่นักท่องเที่ยวระมัดระวังในการใช้จ่าย ธุรกิจระดับกลางที่ไม่มีจุดขายชัดเจนจะประสบปัญหา ในขณะที่ธุรกิจที่นําเสนอบริการเชิงคุณค่า เช่น Medical Tourism สปาและการดูแลสุขภาพ จะสามารถปรับตัวและดึงดูดนักท่องเที่ยวกลุ่มกําลังซื้อสูงเพื่อรักษากําไรไว้ได้

    • ฉากทัศน์ที่ 3 (ค่าเงินบาท 32-34 บาท/ดอลลาร์)

    ถูกยกให้เป็น “จุดสมดุลเชิงกลยุทธ์”ที่เหมาะสมกับสภาวะเศรษฐกิจตามความเป็นจริงมากที่สุด ในขณะที่การอ่อนค่าไปจนถึง 35 บาทต่อดอลลาร์เหมือนเช่นในปี 2562 (ก่อนเกิดการระบาดของโควิด-19) จะเป็นปัจจัยหนุนเชิงบวกที่ทรงพลังที่สุด เมื่อค่าเงินบาทอยู่ในระดับนี้ ความสามารถในการแข่งขันด้านราคาของไทยจะทัดเทียมหรือเหนือกว่าประเทศเวียดนามและญี่ปุ่น

    นักท่องเที่ยวต่างชาติจะรู้สึกถึงความคุ้มค่าอย่างแท้จริง ซึ่งจะช่วยให้การท่องเที่ยวไทยกลับมาฟื้นตัวอย่างเต็มกำลัง ดึงดูดกลุ่มนักท่องเที่ยวจีน และช่วยกระจายรายได้สู่ธุรกิจรายย่อยในท้องถิ่นได้ดีที่สุด ซึ่งในปัจจุบันรายได้จากการท่องเที่ยวยังคงกระจุกตัวอยู่เพียง 6 จังหวัดหลัก ได้แก่ กรุงเทพฯ ภูเก็ต พัทยา สุราษฎร์ธานี เชียงใหม่ และกระบี่

    ในมิติของเศรษฐกิจมหภาค ค่าเงินที่ 32-34 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ จะช่วยชุบชีวิตภาคการส่งออกของไทยให้กลับมามีส่วนต่างกําไรที่เหมาะสม ป้องกันปัญหาสินค้านําเข้าทะลักได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยไม่สร้างแรงกดดันเงินเฟ้อในประเทศจนเกินควบคุม ช่วยผลักดันให้ GDP ของประเทศสามารถขยายตัวทะลุเป้าหมาย 2.5 % ได้สําเร็จ

    3 ฉากทัศน์ค่าเงินบาทผันผวน ส่งผลต่อเศรษฐกิจไทย

    แนะ 3 กลยุทธปรับโครงสร้าง ทางรอดท่องเที่ยวยั่งยืน

    ทั้งนี้เพื่อก้าวผ่านวงจรความผันผวน เสนอแนะให้อุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยเร่งปรับตัว 3 ด้านหลัก ได้แก่ 1.ปรับจุดยืนจากปริมาณสู่คุณค่า โดยมุ่งเน้นกลุ่ม Silver Economy และการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ (Medical and Wellness Tourism) เพื่อเพิ่มมูลค่าการใช้จ่ายต่อหัว  2. เสริมสร้างห่วงโซ่อุปทานท้องถิ่น ลดการนำเข้าวัตถุดิบและหันมาสนับสนุนเกษตรกรภายในประเทศ เพื่อลดความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน  3.การบริหารจัดการแบบบูรณาการ ภาครัฐต้องประสานนโยบายการเงินและการคลังอย่างใกล้ชิด เพื่อประคับประคองผู้ประกอบการ SMEs และรักษาเสถียรภาพของค่าเงินให้สะท้อนพื้นฐานเศรษฐกิจที่แท้จริง

    อัตราแลกเปลี่ยนเงินบาทจึงไม่ใช่เพียงตัวเลข แต่เป็นบททดสอบสำคัญที่เร่งให้ประเทศไทยต้องรังสรรค์ระบบนิเวศการท่องเที่ยวที่มีความยืดหยุ่นและทรงคุณค่า เพื่อพร้อมรับมือกับความท้าทายในโลกยุคใหม่ได้อย่างยั่งยืน

    ท่องเที่ยวไทย 2569 วิกฤตซ้อนโอกาส       

    อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทยปี 2569 กำลังก้าวเข้าสู่ยุคแห่งการปรับตัวครั้งยิ่งใหญ่ ท่ามกลางบททดสอบความยืดหยุ่นทางเศรษฐกิจจากวิกฤตความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะความตึงเครียดบริเวณช่องแคบฮอร์มุซที่ส่งผลกระทบต่ออุปทานน้ำมันโลกถึง 20%

    เจาะลึก 3 ฉากทัศน์ค่าเงินบาทผันผวน ราคาน้ำมันพุ่ง ชี้ชะตาส่งออก ท่องเที่ยวไทย

    สถานการณ์นี้ส่งผลให้ต้นทุนน้ำมันเครื่องบิน (Jet Fuel) พุ่งสูงขึ้นอย่างก้าวกระโดด จาก 80 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาเรล เพิ่มเป็น 144 ดอลาร์สหรัฐต่อบาเรล บีบให้สายการบินต้องมีการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมเชื้อเพลิงเพิ่มขึ้นเกือบ 2 เท่า

    เปิด 3 ฉากทัศน์จำนวนนักท่องเที่ยวปี 2026

    อีกทั้งจากปัจจัยลบด้านโลจิสติกส์และการหยุดชะงักของสนามบินฮับสำคัญในดูไบและโดฮา กระทบต่อการยกเลิกเที่ยวบิน ทำให้ทิศทางจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติของไทยในปี 2026 ถูกแบ่งออกเป็น 3 ฉากทัศน์สำคัญ ดังนี้

    • เป้าหมายเดิม (ก่อนวิกฤต) คาดการณ์ไว้ที่ 35 ล้านคน
    • ฉากทัศน์ที่ดีที่สุด (Best Case) หากสงครามยุติเร็ว จำนวนนักท่องเที่ยวอาจอยู่ที่ 33 ล้านคน
    • ฉากทัศน์ที่เลวร้ายที่สุด (Worst Case) หากสงครามยืดเยื้อ ตลาดอาจหดตัวถึง 25% ลงไปอยู่ที่ 27 ล้านคน ซึ่งในกรณีนี้ ไทยจะต้องพึ่งพาตลาดทดแทนระยะใกล้ เช่น จีน อินเดีย และอาเซียน ที่ไม่จำเป็นต้องผ่านน่านฟ้าหรือฮับการบินในตะวันออกกลาง

    ท่ามกลางวิกฤตก็ยังมีโอกาส เพราะในระยะยาวประเทศไทยกลับโดดเด่นขึ้นในฐานะจุดหมายปลายทางที่ปลอดภัยและมีมูลค่าเพิ่ม ไม่ว่าจะเป็น ปรากฏการณ์ “Safe Haven” ไทยกลายเป็นพื้นที่ปลอดภัยสำหรับประชากรในพื้นที่ขัดแย้ง พฤติกรรมนักท่องเที่ยวเปลี่ยนจากการเที่ยวระยะสั้นเป็น “การพำนักระยะยาว” (Long-stay) และการย้ายถิ่นฐานแบบกึ่งถาวร

    รวมถึงการยกระดับ “Medical & Wellness Hub” เกิดโอกาสใหม่ในการรองรับกลุ่มนักท่องเที่ยวที่ต้องการ พักฟื้นร่างกายและจิตใจจากภาวะความเครียดและบาดแผลจากสงคราม ซึ่งเป็นตลาดที่มีกำลังซื้อสูงและพำนักนาน ช่วยชดเชยรายได้ที่หายไปจากนักท่องเที่ยวกลุ่ม Mass ขณะเดียวกันไทยก็จะได้ “ตลาดทดแทนระยะใกล้” เพราะวิกฤตในตะวันออกกลางทำให้ไทยหันไปให้ความสำคัญกับตลาดที่ไม่ต้องพึ่งพาฮับการบินในพื้นที่ขัดแย้ง เช่น จีน อินเดีย และอาเซียน

    เจาะลึก 3 ฉากทัศน์ค่าเงินบาทผันผวน ราคาน้ำมันพุ่ง ชี้ชะตาส่งออก ท่องเที่ยวไทย

    รวมถึงเรื่องของ “Digital Nomads Capital” ตอกย้ำการเป็นอันดับ 1 ในเชียงใหม่และกรุงเทพฯ สำหรับคนทำงานทางไกล ด้วยนโยบายวีซ่าที่เอื้ออำนวยและค่าครองชีพที่คุ้มค่า “Premier MICE Hub” ใช้จุดยืนความกลาง (Neutrality) ดึงดูดการเจรจาธุรกิจระดับโลก “Smart & Green Tourism” การใช้เทคโนโลยี AI & IoT ในโรงแรม (Smart Hotel) เพื่อประหยัดพลังงานตามมาตรฐาน BEC และการปฏิวัติระบบขนส่งด้วย EV Logistics เพื่อลดต้นทุนเชื้อเพลิง รวมถึงการสร้างแบรนด์ Green Tourism เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวคุณภาพจากยุโรป    

    ประเทศไทยในปีนี้ ต้องมุ่งเน้นกลยุทธ์ “คุณค่าเหนือปริมาณ” (Value over Volume) เพื่อปรับโครงสร้างอุปสงค์ใหม่ แม้นักท่องเที่ยวกลุ่มที่เน้น “ของถูก” จะลดลง แต่จะถูกแทนที่ด้วยกลุ่มที่มีความยืดหยุ่นทางเศรษฐกิจสูง ซึ่งตัดสินใจเลือกจุดหมายจากประสบการณ์ ความปลอดภัย และวัฒนธรรมอาหาร (Gastronomy) คือการเพิ่มการใช้จ่ายเฉลี่ยต่อทริปเพื่อสร้างภูมิคุ้มกันให้อุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยเติบโตได้อย่างแข็งแกร่งแม้ในภาวะวิกฤตโลก

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/business/tourism/655693&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1rfUqgJY1HBH5b5GibY701

  • ททท. ประเมินท่องเที่ยวไทยไตรมาส 1/2569 ฟื้นตัวท่ามกลางความท้าทาย เร่งยกระดับสู่การท่องเที่ยวคุณภาพ

    ททท. ประเมินท่องเที่ยวไทยไตรมาส 1/2569 ฟื้นตัวท่ามกลางความท้าทาย เร่งยกระดับสู่การท่องเที่ยวคุณภาพ

    วันนี้, 11:25น.

              นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เผยว่า ในช่วงไตรมาส 1/2569 (1 มกราคม – 31 มีนาคม 2569) ประเทศไทย มีนักท่องเที่ยวต่างชาติรวม 9.31 ล้านคน โดยตลาดหลักยังคงเป็นนักท่องเที่ยวชาวจีน จำนวน 1.49 ล้านคน รองลงมา ได้แก่ มาเลเซีย 960,000 คน รัสเซีย 726,000 คน อินเดีย 626,000 คน และเกาหลีใต้ 412,000 คน ขณะเดียวกัน ตลาดระยะไกล อาทิ สหราชอาณาจักร เยอรมนี สหรัฐอเมริกา และญี่ปุ่น ยังคงเป็นกลุ่มสำคัญในการสร้างรายได้เฉลี่ยต่อคนต่อทริปในระดับสูง

              แม้ภาคการท่องเที่ยวจะยังคงเผชิญปัจจัยท้าทายจากภายนอก อาทิ ภาวะเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว และต้นทุนการเดินทางที่มีความผันผวน อย่างไรก็ดี โครงสร้างตลาดนักท่องเที่ยวที่มีความหลากหลายมากขึ้น ได้ช่วยเสริมสร้างเสถียรภาพให้กับอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทย และลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาตลาดใดตลาดหนึ่งมากเกินไป

              ในปี 2569 มีการปรับคาดการณ์จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติ ภายใต้สมมติฐานว่าสถานการณ์ในภูมิภาคตะวันออกกลางจะคลี่คลายภายใน 1–3 เดือน โดยคาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติประมาณ 30–34 ล้านคน ลดลงร้อยละ 18 จากเป้าหมายเดิม โดยมีปัจจัยหลักจากการชะลอตัวของตลาดตะวันออกกลาง ยุโรป และอเมริกา รวมถึงข้อจำกัดด้านเส้นทางบิน และความผันผวนของราคาน้ำมันในตลาดโลก ขณะที่การเดินทางท่องเที่ยวของชาวไทย คาดว่าจะอยู่ที่ประมาณ 206 ล้านคน-ครั้ง ลดลงร้อยละ 3 จากเป้าหมาย โดยภาพรวมอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยคาดว่าจะสร้างรายได้รวมประมาณ 2.58 ล้านล้านบาท

    #การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย

    ข่าวทั้งหมด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.js100.com/en/site/news/view/160476&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2S_9rAy-VRRvlf6sXJLFTt

  • ททท.ดันท่องเที่ยวเชิงกีฬา ‘วิ่ง กิน เที่ยว ช้อป’ ครบทุกมิติทั่วไทย

    ททท.ดันท่องเที่ยวเชิงกีฬา ‘วิ่ง กิน เที่ยว ช้อป’ ครบทุกมิติทั่วไทย

    ททท.เปิดตัว Amazing Thailand GI Tour & Trail Running 2026 ดันท่องเที่ยวเชิงกีฬา “วิ่ง กิน เที่ยว ช้อป” ครบทุกมิติทั่วไทย ผสานการวิ่ง ท่องเที่ยววิถีชุมชน วัฒนธรรม อาหาร

    การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย(ททท.) เปิดตัวโครงการ “Amazing Thailand GI Tour & Trail Running 2026” สร้างประสบการณ์การท่องเที่ยวรูปแบบใหม่ ที่ผสานทั้งการวิ่ง การท่องเที่ยว วิถีชุมชน และวัฒนธรรมอาหารเข้าไว้ด้วยกัน 

    โดยมีนางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการ ททท. นายจิรวุฒิ สุวรรณอาจ รองอธิบดีกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ ร่วมเปิดโครงการ ณ อาคาร ททท. สำนักงานใหญ่ เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงกีฬา ควบคู่กับการยกระดับสินค้าอัตลักษณ์ท้องถิ่น (GI) ของไทย เพื่อกระตุ้นการเดินทาง และกระจายรายได้สู่เศรษฐกิจฐานรากในทุกภูมิภาคของประเทศ 

    ผู้ว่าการ ททท.กล่าวว่า กระแสความนิยมด้านสุขภาพ และการออกกำลังกายเติบโตอย่างต่อเนื่องทั่วโลก ส่งผลให้การท่องเที่ยวเชิงกีฬา (Sports Tourism) ได้รับความสนใจเพิ่มขึ้น และเป็นหนึ่งในกลุ่มตลาดที่มีศักยภาพสูง นักท่องเที่ยวกลุ่มนี้ไม่เพียงมองหาการเดินทางเพื่อพักผ่อน ยังผสานกิจกรรมกีฬาการท่องเที่ยว และการเรียนรู้วัฒนธรรมในแต่ละพื้นที่เข้าด้วยกัน 

    ททท. จึงได้ริเริ่มโครงการ “Amazing Thailand GI Tour & Trail Running 2026” เพื่อเชื่อมโยงการวิ่งเข้ากับการท่องเที่ยว พร้อมนำเสนอสินค้าทางภูมิศาสตร์ หรือ สินค้า GI ที่สะท้อนถึงภูมิปัญญาและอัตลักษณ์ของแต่ละท้องถิ่นได้อย่างเด่นชัด

    เพื่อสร้างประสบการณ์การเดินทางรูปแบบใหม่ให้นักท่องเที่ยวได้สัมผัส ทั้งการออกกำลังกาย การลิ้มรสอาหารท้องถิ่น และการเรียนรู้วิถีชีวิตชุมชนครอบคลุมพื้นที่ 5 ภูมิภาค เชียงใหม่ ระยอง ขอนแก่น นครศรีธรรมราช และ เพชรบุรี 

    ททท.คาดการณ์ว่า โครงการจะสามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติ ให้เดินทางเข้าร่วมกิจกรรมกว่า 100,000 คน เกิดการใช้จ่ายในระบบเศรษฐกิจในมิติต่างๆ ทั้งด้านที่พัก ร้านอาหาร การเดินทาง และการอุดหนุนสินค้าชุมชนโดยเฉพาะสินค้า GI สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าและพื้นที่มูลค่ารวมกว่า 250 ล้านบาท

    เกิดการกระจายรายได้สู่ชุมชนท่องเที่ยวและผู้ประกอบการในท้องถิ่นอย่างเป็นรูปธรรม ยกระดับภาพลักษณ์ประเทศไทยสู่การเป็นจุดหมายปลายทางด้านการท่องเที่ยวเชิงกีฬาและสุขภาพในระดับนานาชาติอย่างยั่งยืน

    ททท.ดันท่องเที่ยวเชิงกีฬา 'วิ่ง กิน เที่ยว ช้อป' ครบทุกมิติทั่วไทย

    ด้านรองอธิบดีกรมการค้าภายใน กล่าวว่า โครงการ “Amazing Thailand GI Tour & Trail Running 2026” ถือเป็นแนวทางสำคัญในการยกระดับศักยภาพผลไม้ท้องถิ่นของไทย เป็นการนำเสน่ห์ไทย มาทำให้เกิดการเพิ่มมูลค่า ผ่านการนำจุดเด่นของผลผลิตแต่ละพื้นที่ มาเชื่อมโยงกับกิจกรรมการท่องเที่ยวและกีฬา

    ช่วยสร้างการรับรู้ให้กับผลไม้ไทยในวงกว้าง เปิดโอกาสให้นักท่องเที่ยวและผู้บริโภคได้สัมผัสเรื่องราว วิถีชุมชน และเสน่ห์ของท้องถิ่นนำไปสู่การกระจายรายได้สู่เกษตรกร ชุมชน และผู้ประกอบการช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากให้เติบโตอย่างเข้มแข็งและยั่งยืน

    สำหรับกิจกรรมภายใต้โครงการ “Amazing Thailand GI Tour & Trail Running 2026” ประกอบด้วย กิจกรรมหลัก 2 รูปแบบ ได้แก่

    กิจกรรมที่ 1 : กิจกรรมวิ่งในพื้นที่จริง

    (On-ground) : Amazing Thailand GI Tour & Trail Running จำนวน 5 สนามทั่วประเทศ ได้แก่ 

    วันที่ 2-3 พ.ค. 69  อ่างเก็บน้ำห้วยลาน จ. เชียงใหม่ 
    วันที่ 23-24 พ.ค.69 ขานางหย่อง จ.ระยอง 
    วันที่ 30-31 พ.ค.69 เขื่อนอุบลรัตน์ จ. ขอนแก่น 
    วันที่ 6-7 มิ.ย.69 บ้านวังหอน นครศรีธรรมราช 
    วันที่ 20-21 มิ.ย.69 บ้านทุ่งขาม จ. เพชรบุรี 

    สมัครเข้าร่วมกิจกรรมในแต่ละพื้นที่ได้ ตั้งแต่วันที่ 2 เมษายนเป็นต้นไป ที่เว็บไซต์ https://race.thai.run/gitourandtrail   

    ททท.ดันท่องเที่ยวเชิงกีฬา 'วิ่ง กิน เที่ยว ช้อป' ครบทุกมิติทั่วไทย  
    ไฮไลต์สำคัญของการจัดงาน Amazing Thailand GI Tour & Trail Running  ทั้ง 5 พื้นที่ คือ การนำสินค้า GI ของท้องถิ่นในแต่ละจังหวัดที่จัดงานมาเป็นตัวชูโรงในกิจกรรม เพื่อให้ผู้เข้าร่วมกิจกรรมได้สัมผัสเส้นทางธรรมชาติ เรียนรู้วิถีชุมชน และเลือกซื้อสินค้า GI จากแหล่งผลิตโดยตรง ซึ่งช่วยสร้างประสบการณ์การท่องเที่ยวที่แตกต่าง พร้อมสนับสนุนผู้ประกอบการและชุมชนในพื้นที่ไปพร้อมกัน ได้แก่

    ภาคเหนือ จังหวัดเชียงใหม่ “แอ่วเทรลเมืองล้านนา จิบกาแฟ แลมนต์ขุนเขา” นำเสนอสินค้า GI กาแฟเทพเสด็จ มีจุดเด่นคือเป็นกาแฟอาราบิกาที่มีกลิ่นของดอกไม้ป่า โดยบนเส้นทางวิ่งจะมีฐาน GI Coffee Experience สาธิตการคั่วและการชงกาแฟเทพเสด็จสำหรับนักท่องเที่ยว 

    ภาคตะวันออก จังหวัดระยอง “ผืนป่าบูรพา เทรลนักรบ สับปะรดศรีราชา” นำเสนอสินค้า GI มังคุดระยอง มีจุดเด่นคือรสชาติหวานอมเปรี้ยว เปลือกบาง ผลกลม เนื้อขาว โดยบนเส้นทางวิ่งมีฐาน GI ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

    ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จังหวัดขอนแก่น “แล่นตะลุยแดนอีสาน ชิมมะม่วงหวาน แลลายศิลป์” นำเสนอสินค้า GI ข้าวหมากใบตอง จุดเด่นคือความหอมเป็นเอกลักษณ์ และรสชาติที่ไม่เลี่ยน โดยบนเส้นทางวิ่งมีฐาน Silk & Khao Mak Cultural Experience ททำข้าวหมากใบตองและพวงกุญแจผ้าไหม

    ภาคใต้ จังหวัดนครศรีธรรมราช “เทรลแจ่มใจ วิ่งวิถีชุมชน ชิมแตงโม ชมกระจูดควนเคร็ง” นำเสนอสินค้า GI สครับเปลือกผลไม้ จุดเด่นคือเป็นการนำผลไม้เฉพาะถิ่นที่มีสรรพคุณบำรุงผิวนำมาทำสครับ โดยบนเส้นทางมีฐาน Natural GI Fruit Scrubb Experience สาธิตการทำสครับจากเปลือกผลไม้ และ Workshop ทำสครับพกพา

    ภาคกลาง จังหวัดเพชรบุรี “วิ่งเทรลชิมหวาน เสน่ห์หอมหวนแห่งเมืองเพชร” นำเสนอสินค้า GI กล้วยหอมทองเพชรบุรี จุดเด่นคือผลยาว เปลือกบางสีเหลืองนวล เนื้อสีครีมเนียนละเอียด ละมุน นุ่มฟู หวานหอม ไส้ไม่ฉ่ำน้ำ โดยบนเส้นทางมีฐาน Clay & Sweet Heritage Experience Workshop ทำเครื่องปั้นดินเผา และสาธิตการปั้นกล้วยกวน

    กิจกรรมที่ 2 : กิจกรรม Virtual Run ทั่วประเทศ

    เปิดโอกาสให้นักวิ่งจากทั่วประเทศเข้าร่วมกิจกรรม วิ่งสะสมระยะทางรวม 77 กิโลเมตร เพื่อสร้างการมีส่วนร่วม และขยายการรับรู้โครงการเป็นวงกว้างในทุกภูมิภาค

    เปิดรับสมัคร ตั้งแต่วันที่ 2 เมษายน-15 พฤษภาคม 2569 และร่วมกิจกรรมวิ่งสะสมระยะทางให้ครบ 77 กิโลเมตร ได้ตั้งแต่วันที่สมัคร และสะสมการวิ่งได้ที่เว็บไซต์ สมัครได้ที่เว็บไซต์ https://race.thai.run/gitourandtrail  

    นอกจากนี้ ททท.ยังกิจกรรมพิเศษ Amazing Thailand GI Tour & Trail Running 2026 ควบคู่กับกิจกรรมวิ่ง ในวันที่ 23 พ.ค.2569 ณ สนามกีฬากลางจังหวัดระยอง โดยมีกิจกรรม การแสดงทางวัฒนธรรม การแสดงของศิลปินต่างๆ ฟรีคอนเสิร์ต ภายในงานยังมีสินค้า GI และสินค้าชุมชน จากแหล่งผลิตโดยตรง จำหน่าย

    ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.thailandfestival.org และ Facebook Fanpage : Thailand Festival รวมถึงสามารถสมัครเข้าร่วมกิจกรรมได้ที่เว็บไซต์ https://race.thai.run/gitourandtrail หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ Official Line : @amazinggirun

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/lifestyle/travel/1228137&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2wHyqIsYvJIuLnZY9PgbMe

  • ปรับกลยุทธ์การท่องเที่ยว เน้นคุณค่า สู่การท่องเที่ยวคุณภาพ

    ปรับกลยุทธ์การท่องเที่ยว เน้นคุณค่า สู่การท่องเที่ยวคุณภาพ

    ในภาวะเศรษฐกิจโลกชะลอตัว แต่ภาพรวมนักท่องเที่ยวในประเทศไทยยังดี แม้อัตราการขยายตัวต่ำ นักท่องเที่ยวหันมาเน้นคุณค่า คุณภาพของประสบการณ์ มากกว่าปริมาณ

    การแข่งขันด้านการท่องเที่ยวทั่วโลกเริ่มทวีความรุนแรงขึ้น ขณะที่สถานการณ์โลกมีความผันผวนในหลาย ๆ ด้าน

    ภาพรวมการท่องเที่ยวไทย

    “ในช่วงปี 2568 อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทยยังคงมีบทบาทสำคัญ ในฐานะกลไกหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ แม้ต้องเผชิญแรงกดดันจากภาวะเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว

    ความไม่แน่นอนด้านภูมิรัฐศาสตร์ ตลอดจนการแข่งขันด้านการท่องเที่ยวที่ทวีความรุนแรง โดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชีย

    ทั้งนี้ ภาพรวมจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยมีตลาดอาเซียน ยุโรป และตะวันออกกลางเข้ามามีบทบาทสำคัญในการทดแทนตลาดจีนที่ยังไม่กลับสู่ระดับเดิม”

    ฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เปิดเผยภาพรวมการท่องเที่ยวของประเทศไทย ในวันที่ 3 เมษายน 2569 

    ปรับกลยุทธ์การท่องเที่ยว เน้นคุณค่า สู่การท่องเที่ยวคุณภาพ

    “ในมิติทางเศรษฐศาสตร์ พบว่าแนวโน้มรายได้จากการท่องเที่ยวขยายตัวในอัตราที่ต่ำกว่าการเพิ่มขึ้นของจำนวนนักท่องเที่ยว

    สะท้อนถึงพฤติกรรมการใช้จ่ายที่มีความระมัดระวังมากขึ้น และตอกย้ำความสำคัญของการยกระดับ ค่าใช้จ่ายต่อทริป (Spending per Trip) ควบคู่ไปกับการสร้างคุณภาพของประสบการณ์ มากกว่าการมุ่งเน้นปริมาณเพียงอย่างเดียว”

    ข้อมูลล่าสุด

    “ในช่วงไตรมาส 1/2569 (1 มกราคม – 31 มีนาคม 2569) ประเทศไทย มีนักท่องเที่ยวต่างชาติรวม 9.31 ล้านคน

    โดยตลาดหลักยังคงเป็นนักท่องเที่ยวชาวจีน จำนวน 1.49 ล้านคน รองลงมา ได้แก่ มาเลเซีย 9.6 แสนคน รัสเซีย 7.26 แสนคน อินเดีย 6.26 แสนคน และเกาหลีใต้ 4.12 แสนคน

    ปรับกลยุทธ์การท่องเที่ยว เน้นคุณค่า สู่การท่องเที่ยวคุณภาพ

    ขณะเดียวกัน ตลาดระยะไกล อาทิ สหราชอาณาจักร เยอรมนี สหรัฐอเมริกา และญี่ปุ่น ยังคงเป็นกลุ่มสำคัญในการสร้างรายได้เฉลี่ยต่อคนต่อทริปในระดับสูง 

    แม้ภาคการท่องเที่ยวจะยังคงเผชิญปัจจัยท้าทายจากภายนอก อาทิ ภาวะเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว และต้นทุนการเดินทางที่มีความผันผวน

    ทำให้โครงสร้างตลาดนักท่องเที่ยวมีความหลากหลายมากขึ้น ช่วยสร้างเสถียรภาพให้กับอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทย และลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาตลาดใดตลาดหนึ่งมากเกินไป

    ปรับกลยุทธ์การท่องเที่ยว เน้นคุณค่า สู่การท่องเที่ยวคุณภาพ

    ในปี 2569 มีการปรับคาดการณ์จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติ ภายใต้สมมติฐานว่าสถานการณ์ในภูมิภาคตะวันออกกลางจะคลี่คลายภายใน 1–3 เดือน

    โดยคาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติประมาณ 30–34 ล้านคน ลดลงร้อยละ 18 จากเป้าหมายเดิม โดยมีปัจจัยหลักจากการชะลอตัวของตลาดตะวันออกกลาง ยุโรป และอเมริกา

    รวมถึงข้อจำกัดด้านเส้นทางบิน และความผันผวนของราคาน้ำมันในตลาดโลก

    ปรับกลยุทธ์การท่องเที่ยว เน้นคุณค่า สู่การท่องเที่ยวคุณภาพ

    ขณะที่การเดินทางท่องเที่ยวของชาวไทย คาดว่าจะอยู่ที่ประมาณ 206 ล้านคน-ครั้ง ลดลงร้อยละ 3 จากเป้าหมาย

    โดยภาพรวมอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยคาดว่าจะสร้างรายได้รวมประมาณ 2.58 ล้านล้านบาท

    สถานการณ์ดังกล่าวสะท้อนถึงความจำเป็นในการปรับกลยุทธ์การตลาดจากการมุ่งเน้นเชิงปริมาณ สู่การสร้างคุณค่า (Value over Volume)

    ปรับกลยุทธ์การท่องเที่ยว เน้นคุณค่า สู่การท่องเที่ยวคุณภาพ

    โดยให้ความสำคัญกับการเพิ่มมูลค่าต่อการเดินทาง การพัฒนาสินค้าและประสบการณ์ท่องเที่ยวคุณภาพสูง การสื่อสารภาพลักษณ์ด้านความคุ้มค่า ความปลอดภัย

    ตลอดจนการใช้เทคโนโลยีและแพลตฟอร์มดิจิทัลอย่างมีประสิทธิภาพ

    เพื่อรักษาขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการท่องเที่ยวไทย ภายใต้บริบทเศรษฐกิจโลกที่ยังคงมีความเปราะบางอย่างต่อเนื่อง”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/lifestyle/travel/1228118&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0cB2VX8RA8XTyjmVD82Hwy