Category: ท่องเที่ยว

  • เมื่อ “เศรษฐกิจดอกไม้” เติบใหญ่และเบ่งบานในจีน (จบ)

    เมื่อ “เศรษฐกิจดอกไม้” เติบใหญ่และเบ่งบานในจีน (จบ)

    คุยกันต่อเลยดีกว่าครับ … 

    ประการสำคัญ ในปี 2026 จุดหมายปลายทางเหล่านี้ ยังได้รับการ “ต่อยอด” ไปอีกระดับหนึ่ง รัฐบาลท้องถิ่นต่างเดินหน้าเพิ่มสถานที่ท่องเที่ยวใหม่สำหรับครอบครัว และอัพเกรดสิ่งอำนวยความสะดวกด้านการท่องเที่ยวขนานใหญ่  

    สวนสาธารณะในเมืองก็เป็นส่วนหนึ่งของสถานที่ท่องเที่ยวตามฤดูกาลเช่นกัน สำนักการจัดการเมืองนครฉงชิ่ง ได้เปิดตัวแผนที่จุดชมดอกไม้ในช่วงฤดูใบไม้ผลิปี 2026 ที่นำเสนอดอกไม้กว่า 75 สายพันธุ์ อาทิ แมกโนเลีย ดอกพีช และ ดอกเรพซีด ผ่านสวนสาธารณะในเมืองราว 180 แห่ง ส่งผลให้สามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทั้งในและนอกพื้นที่ได้เป็นจำนวนมาก สถานที่ท่องเที่ยวบางแห่ง มีนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นถึงกว่า 40,000 คนต่อวันเลยทีเดียว  

    ข้อมูลจากตัวแทนการท่องเที่ยวออนไลน์ (Online Travel Agency) หลายแห่งของจีน แสดงให้เห็นว่า การท่องเที่ยวดอกไม้ในช่วงหลังหยุดยาวตรุษจีนปี 2026 มีแนวโน้มขยายตัวรวดเร็วและรุนแรงขึ้น ทำให้เกิดโมเมนตัมของความต้องการเดินทางที่ดี  

    คำสั่งซื้อตั๋วเข้าจุดชมวิวที่เกี่ยวข้องเพื่อแสวงหาประสบการณ์ที่ดื่มด่ำเพิ่มขึ้นกว่า 40% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน โดยการเดินทางไปยังจุดหมายปลายทาง ในระยะเวลา 1-2 วัน ยังคงเป็นตัวเลือกที่ได้รับความนิยมมากที่สุด 

    ขณะเดียวกัน การจองการเดินทางในช่วงกลางเดือนมีนาคม ที่ผ่านมาก็เพิ่มขึ้นถึง 60% ของช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน เท่านั้นไม่พอ นักวางแผนการท่องเที่ยวยังเร่งบูรณาการการชมดอกไม้เข้ากับกิจกรรมทางวัฒนธรรมและการพักผ่อนที่หลากหลายมากขึ้น อาทิ ทิวทัศน์ภูเขาและสายน้ำ เมืองประวัติศาสตร์ และอาหารท้องถิ่น 

    นอกจากนี้ สถานที่ท่องเที่ยวที่มีธีม “ดอกไม้” เป็นหลักหลายแห่งยังพยายาม “ยืมมือ” ผู้ที่ชื่นชอบการถ่ายภาพดอกไม้มาช่วยประชาสัมพันธ์สถานที่ท่องเที่ยวและกิจกรรมที่เกี่ยวข้องในวงกว้าง อาทิ การกำหนดจุดถ่ายภาพ และการจัดประกวดภาพถ่ายและวิดีโอสั้น 

    ภาพถ่ายและวิดีโอสั้นที่ถูกผลิตขึ้นดังกล่าว มักถูกโพสต์ในโลกอินเตอร์เน็ต กลายเป็นว่า แพลตฟอร์มสื่อสังคมออนไลน์ช่วยเพิ่มกระแสความนิยมและมูลค่าการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนในวงกว้างอีกด้วย  
    การเบ่งบานของอุตสาหกรรมดอกไม้ ช่วยสร้าง “ความมีชีวิตชีวา” และขยาย “โอกาสทางธุรกิจ” ผ่านภาคการเกษตร การท่องเที่ยวเฉพาะทาง และอื่นๆ นำไปสู่ “การบริโภคใหม่” ผ่านการเชื่อมโยงกับการท่องเที่ยวและการเสริมสร้างประสบการณ์แก่ผู้บริโภคในเชิงลึก ซึ่งขยายผลต่อไปถึงร้านอาหารและเครื่องดื่ม (ที่ใช้ดอกไม้เป็นวัตถุดิบ) โฮมสเตย์ (ที่ตกแต่งด้วยดอกไม้) การผลิตงานฝีมือที่ทำจากพืชและดอกไม้ท้องถิ่น ร้านจำหน่ายของที่ระลึก และอื่นๆ ในท้องถิ่นได้เป็นอย่างมาก  

    นอกจากนี้ อิทธิพลของเศรษฐกิจดอกไม้ยังกระจายตัวสู่เมืองรองและพื้นที่ชนบทอย่างยั่งยืนไปพร้อมกัน ส่งผลให้ “ดอกไม้” กลายเป็นแกนกลางในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจใหม่ ตามฤดูกาลที่หมุนเวียนไปตลอดทั้งปีในจีน 

    ด้วยการกำหนดแนวทางการพัฒนาอุตสาหกรรมดอกไม้คุณภาพสูง ซึ่งนำไปสู่พัฒนาการด้านเทคโนโลยีการเพาะปลูกที่ทันสมัย จีนได้กำหนดเป้าหมายตลาดดอกไม้ไว้ที่ 700,000 ล้านหยวนภายในปี 2035 หรือเพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัวภายใน 10 ปี 

    เท่านั้นไม่พอ เศรษฐกิจดอกไม้ที่เบ่งบานในจีนยังถูกนำไปโชว์โฉมในต่างประเทศ จีนส่งออกดอกไม้ในมูลค่ามหาศาลในแต่ละปี และมีแนวโน้มขยายตัวอย่างต่อเนื่อง ทั้งในเชิงปริมาณและคุณภาพ โดยมีมูลค่าถึงกว่า 520,000 ล้านหยวนในปัจจุบัน  

                               เมื่อ “เศรษฐกิจดอกไม้” เติบใหญ่และเบ่งบานในจีน (จบ)

    ปัจจุบัน ตลาดดอกไม้ตัดดอกโลก มี เยอรมนี สหรัฐฯ สหราชอาณาจักร และ เนเธอร์แลนด์ เป็นลูกค้ารายใหญ่ ผู้คนในประเทศพัฒนาแล้วเหล่านี้ นิยมซื้อดอกไม้ตกแต่งบ้านและอื่นๆ แต่ด้วยข้อจำกัดด้านสภาพอากาศ สายพันธุ์ เทคโนโลยีการเพาะปลูก ต้นทุนการผลิต และอื่นๆ ทำให้ตลาดต้องพึ่งพาการนำเข้าดอกไม้ในสัดส่วนที่สูง 

    ยกตัวอย่างเช่น สหรัฐฯ นำเข้าดอกไม้ตัดดอก คิดเป็นกว่า 80% ของการบริโภคทั้งหมด แต่ดูเหมือนตลาดนี้อยู่ในมือของคู่แข่งขันรายใหญ่ อย่าง โคลอมเบีย เอกวาดอร์ และ เม็กซิโก ซึ่งอยู่ในทำเลที่ใกล้กว่า

    กลับมาที่กรณีการส่งออกดอกไม้ของจีน ผลการผลักดันการดำเนินนโยบายสำคัญ อาทิ “ข้อริเริ่มหนึ่งแถบ หนึ่งเส้นทาง” และกลยุทธ์การตลาดต่างประเทศของผู้ประกอบการ ก็ทำให้ตลาดส่งออกขยายตัวไปอย่างไม่หยุดยั้ง นอกจากดอกไม้ตัดดอกแล้ว ตลาดส่งออกในกลุ่มสินค้าที่เกี่ยวข้อง ก็มีแนวโน้มขยายตัวอย่างต่อเนื่อง และมีนัยสำคัญ อาทิ กระถางต้นไม้ ดอกไม้แปรรูป และ ต้นกล้าชนิดพิเศษ

    สถิติอย่างเป็นทางการของจีนระบุว่า ยูนนาน เป็นจุดส่งออกดอกไม้ที่ใหญ่ที่สุดของจีน ในปี 2025 การส่งออกดอกไม้ตัดสดของยูนนาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งจาก เขตจินหนิง (Jinning) ตอนใต้ของ นครคุนหมิง เมืองลี่เจียง (Lijiang) และ เมืองฉู่สวง (Chuxiong) มีมูลค่าสูงถึง 1,220 ล้านหยวน ขยายตัวกว่า 60% ของปีก่อน และครอบคลุม 64 ประเทศและภูมิภาค 

    และด้วยระบบโลจิสติกส์ของจีนที่พัฒนาไปอย่างรวดเร็ว ก็ทำให้แต่ละบริษัทดอกไม้ของจีน อาทิ Dianwang Flowers (เตี้ยนหวังฟลาวเวอร์) สามารถทำตลาดดอกไม้ในกว่า 20 ประเทศและภูมิภาคในอาเซียน เอเซียกลาง และ ตะวันออกกลางได้อย่างรวดเร็ว 

    ยกตัวอย่างเช่น การส่งดอกไม้ทางอากาศไปยังเมียนมา และฟิลิปปินส์ โดยใช้เวลาภายใน 48 ชั่วโมงเท่านั้น หรือไปยังเวียตนามภายในเวลาเพียง 6 ชั่วโมง  

    นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังประสบความสำเร็จในการขยายโครงการอุตสาหกรรมดอกไม้แบบครบวงจร ที่ครอบคลุมตั้งแต่ การวิจัยและพัฒนา การเพาะปลูก และการขาย รวมทั้งการร่วมมือด้านเทคนิคการเพาะปลูกและต้นกล้าดอกไม้หลายสายพันธุ์ในต่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งภูมิภาคอาเซียนอย่างเช่นเมียนมาและกัมพูชา

    ในตลาดเอเซียกลาง และ รัสเซีย บริษัทฯ ก็ลงทุนกับการวิจัยและพัฒนาดอกไม้ ที่ปรับแต่งให้เข้ากับความต้องการของตลาดอย่างแม่นยำ อาทิ กุหลาบหัวใหญ่สายพันธุ์ Highland Red และ Floyd   

    แม้ว่าการส่งมอบในบางออเดอร์ของ “เส้นทางดอกไม้” ก็อาจเต็มไปด้วยความท้าทายยิ่ง แต่บริษัทฯ ก็ไม่ย่นย่อ เช่น การบรรจุดอกไม้ยูนนานในตู้ควบคุมอุณหภูมิ และขนส่งทางถนนเป็นเวลาอย่างน้อย 7 วันก่อนถึงร้านดอกไม้ในคาซักสถาน ภูมิภาคเอเซียกลาง  

    ประการสำคัญยิ่งกว่าก็คือ ตลาดดอกไม้ส่งออกของจีนยังเป็น “เศรษฐกิจที่งดงาม” เพราะกำลังถูกผนวกเข้ากับห่วงโซ่อุตสาหกรรมโลกอย่างแนบแน่น และเปี่ยมไปด้วยศักยภาพทางเศรษฐกิจที่จะเติบโตอีกมากในอนาคต 

    ดูเหมือนเส้นทาง “เศรษฐกิจดอกไม้” ของจีนไม่เพียงกำลัง “เบ่งบาน” แต่ยัง “โรยด้วยกลีบกุหลาบ” อีกด้วยครับ …

    คอลัมน์มังกรกระพือปีก โดย…ดร.ไพจิตร วิบูลย์ธนสาร รองประธานและเลขาธิการหอการค้าไทยในจีน หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับ 4189

    เกี่ยวกับผู้เขียน : ดร.ไพจิตร วิบูลย์ธนสาร รองประธานและเลขาธิการหอการค้าไทยในจีน, อุปนายกและเลขาธิการสมาคมส่งเสริมการลงทุนและการค้าไทย-จีน ผู้เชี่ยวชาญที่สั่งสมความรู้และประสบการณ์เกี่ยวกับตลาดจีน มุ่งหวังนำข้อมูลและมุมมอง ความคิดเห็นเกี่ยวกับความเคลื่อนไหวทางเศรษฐกิจ ธุรกิจ การตลาดและอื่น ๆ  ที่อยู่ในกระแสของจีนมาแลกเปลี่ยนกับผู้อ่าน เพื่อเราจะไม่ตกขบวน “รถไฟความเร็วสูง” ของการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของจีน
        

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/blogs/columnist/Chinese-dragon/655706&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3lrNjJcd7ft_I6VrAqy9IQ

  • ททท.ผนึกกีฬา-สินค้า GI ปลุกเศรษฐกิจฐานราก ปั้นรายได้ 250 ล้าน

    ททท.ผนึกกีฬา-สินค้า GI ปลุกเศรษฐกิจฐานราก ปั้นรายได้ 250 ล้าน

    ททท.ผนึกกีฬา-สินค้า GI ปลุกเศรษฐกิจฐานราก ปั้นรายได้ 250 ล้าน

    นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เปิดเผยว่า ได้ดำเนินการยกระดับการท่องเที่ยวด้วยนำนำกีฬามาผสมผสานกับสินค้าอัตลักษณ์ท้องถิ่น (GI) ของไทย รวมถึงกระตุ้นการเดินทางและกระจายรายได้สู่เศรษฐกิจฐานรากในทุกภูมิภาคของประเทศ 

    โดย ททท.เล็งเห็นว่ากระแสความนิยมด้านสุขภาพ และการออกกำลังกายเติบโตอย่างต่อเนื่องทั่วโลก ส่งผลให้การท่องเที่ยวเชิงกีฬา (Sports Tourism) ได้รับความสนใจเพิ่มขึ้น

    และเป็นหนึ่งในกลุ่มตลาดที่มีศักยภาพสูง โดยนักท่องเที่ยวกลุ่มดังกล่าวนี้ไม่เพียงมองหาการเดินทางเพื่อพักผ่อน ยังผสานกิจกรรมกีฬาการท่องเที่ยว และการเรียนรู้วัฒนธรรมในแต่ละพื้นที่เข้าด้วยกัน 

    ททท. จึงได้นำเสนอโครงการ Amazing Thailand GI Tour & Trail Running 2026 เพื่อเชื่อมโยงการวิ่งเข้ากับการท่องเที่ยว รวมถึงนำเสนอสินค้าทางภูมิศาสตร์ หรือ สินค้า GI ที่สะท้อนถึงภูมิปัญญาและอัตลักษณ์ของแต่ละท้องถิ่นได้อย่างเด่นชัด เพื่อสร้างการเดินทางรูปแบบใหม่ให้นักท่องเที่ยวได้สัมผัส 

    ททท.ผนึกกีฬา-สินค้า GI ปลุกเศรษฐกิจฐานราก ปั้นรายได้ 250 ล้าน

    ทั้งการออกกำลังกาย การลิ้มรสอาหารท้องถิ่น และการเรียนรู้วิถีชีวิตชุมชนครอบคลุมพื้นที่ 5 ภูมิภาคเชียงใหม่ ระยอง ขอนแก่น นครศรีธรรมราช และ เพชรบุรี 

    ซึ่งททท. คาดการณ์ว่า โครงการดังกล่าวจะสามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติให้เดินทางเข้าร่วมกิจกรรมกว่า 100,000 คน เกิดการใช้จ่ายในระบบเศรษฐกิจในมิติทั้งด้านที่พัก ร้านอาหาร การเดินทาง และการอุดหนุนสินค้าชุมชนโดยเฉพาะสินค้า GI สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าและพื้นที่มูลค่ารวมกว่า 250 ล้านบาท 

    อีกทั้งยังเกิดการกระจายรายได้สู่ชุมชนท่องเที่ยวและผู้ประกอบการในท้องถิ่นอย่างเป็นรูปธรรม ยกระดับภาพลักษณ์ประเทศไทยสู่การเป็นจุดหมายปลายทางด้านการท่องเที่ยวเชิงกีฬาและสุขภาพในระดับนานาชาติอย่างยั่งยืน

    นายจิรวุฒิ สุวรรณอาจ รองอธิบดีกรมการค้าภายใน กล่าวว่า โครงการดังกล่าวถือเป็นแนวทางในการยกระดับศักยภาพผลไม้ท้องถิ่นของไทยเป็นการนำเสน่ห์ไทยมาทำให้เกิดการเพิ่มมูลค่าผ่านการนำจุดเด่นของผลผลิตแต่ละพื้นที่มาเชื่อมโยงกับกิจกรรมการท่องเที่ยวและกีฬา ช่วยสร้างการรับรู้ให้กับผลไม้ไทยในวงกว้าง ทำให้นักท่องเที่ยวและผู้บริโภคได้สัมผัสเรื่องราว วิถีชุมชน และเสน่ห์ของท้องถิ่นนำไปสู่การกระจายรายได้สู่เกษตรกร ชุมชน และผู้ประกอบการช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากให้เติบโตอย่างเข้มแข็งและยั่งยืน

    สำหรับกิจกรรมภายใต้โครงการดังกล่าวประกอบด้วย กิจกรรมหลัก 2 รูปแบบ ได้แก่ กิจกรรมวิ่งในพื้นที่จริง (On-ground) : Amazing Thailand GI Tour & Trail Running จำนวน 5 สนามทั่วประเทศ

    และกิจกรรม Virtual Run ทั่วประเทศ เปิดโอกาสให้นักวิ่งจากทั่วประเทศสามารถเข้าร่วมกิจกรรมได้ โดยวิ่งสะสมระยะทางรวม 77 กิโลเมตร เพื่อสร้างการมีส่วนร่วมและขยายการรับรู้โครงการเป็นวงกว้างในทุกภูมิภาค

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/business/tourism/655774&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3LSwjXWJH91VSw3MZIA5W6

  • เริ่มแล้ว “เปิดโลกทะเลโคลน ครั้งที่ 14” ชูอัตลักษณ์ “คนลานลุยโคลน” กระตุ้นเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ | เดลินิวส์

    เริ่มแล้ว “เปิดโลกทะเลโคลน ครั้งที่ 14” ชูอัตลักษณ์ “คนลานลุยโคลน” กระตุ้นเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ | เดลินิวส์

    ณ ลานตรงข้ามเทศบาลตำบลบ้านแหลม อำเภอบ้านแหลม จังหวัดเพชรบุรี ร้อยตำรวจโท ภพชนก ชลานุเคราะห์ ผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบุรี เป็นประธานเปิดงาน “เปิดโลกทะเลโคลน ครั้งที่ 14 ประจำปี 2569” ภายใต้แนวคิด “คนลานลุยโคลน” โดยมี นายไพศาล ช่อผกา นายอำเภอบ้านแหลม นายกเหล่ากาชาดจังหวัดเพชรบุรี รองผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบุรี หัวหน้าส่วนราชการ ผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น  สื่อมวลชน และประชาชนเข้าร่วมงาน

    ร้อยตำรวจโท ภพชนก กล่าวว่า ทะเลโคลนถือเป็นระบบนิเวศชายฝั่งที่มีความสำคัญ ทั้งเป็นแหล่งอนุบาลสัตว์น้ำ แหล่งอาหารของนกชายเลน และเป็นฐานทรัพยากรสำคัญที่หล่อเลี้ยงอาชีพประมงพื้นบ้านของพี่น้องประชาชน การจัดงานในครั้งนี้นอกจากจะส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์แล้ว ยังเป็นกลไกสำคัญในการกระตุ้นเศรษฐกิจ สร้างรายได้ กระจายโอกาสทางอาชีพ และสนับสนุนการจำหน่ายสินค้าชุมชน อันจะนำไปสู่ความเข้มแข็งของเศรษฐกิจฐานรากอย่างยั่งยืน

    ด้านนายไพศาล เปิดเผยว่า อำเภอบ้านแหลมมีชายฝั่งทะเลยาวถึง 44 กิโลเมตร โดยเป็นลักษณะหาดเลนโคลนเกือบ 40 กิโลเมตร ประชาชนส่วนใหญ่มีวิถีชีวิตผูกพันกับการทำประมงชายฝั่งที่อาศัยพื้นที่เลนโคลนในการทำมาหากิน ทางอำเภอจึงนำจุดเด่นนี้มาเป็นอัตลักษณ์ในการจัดงาน ซึ่งได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากจังหวัดเพชรบุรี เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยว กระตุ้นเศรษฐกิจ และสร้างความสามัคคีในชุมชน

    สำหรับงาน “เปิดโลกทะเลโคลน ครั้งที่ 14” กำหนดจัดขึ้นตั้งแต่วันนี้ – 5 เมษายน 2569 โดยแบ่งพื้นที่กิจกรรมออกเป็น 3 โซนหลัก ได้แก่ โซนลานแข่งขันกีฬา ชมไฮไลต์ “การแข่งขันคนลานลุยโคลน” (รอบคัดเลือกวันที่ 3 เม.ย. / รอบตัดสินวันที่ 5 เม.ย.) และการแข่งขันขับรถบดเกลือ ในวันที่ 4 เม.ย. โซนนิทรรศการและจำหน่ายสินค้า จัดแสดงนิทรรศการด้านการประมง การจำหน่ายผลิตภัณฑ์ OTOP และอาหารทะเลสดใหม่จากชุมชน และ โซนการแสดงดนตรี เพื่อสร้างความบันเทิงและสีสันให้กับผู้เข้าร่วมงานตลอดค่ำคืน

    ซึ่งการจัดงานในครั้งนี้เกิดจากความร่วมมือของหลายภาคส่วน อาทิ สำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดเพชรบุรี ศูนย์วิจัยและพัฒนาพันธุกรรมสัตว์น้ำเพชรบุรี องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และชมรมกำนันผู้ใหญ่บ้านอำเภอบ้านแหลม เพื่อยกระดับการท่องเที่ยวของอำเภอบ้านแหลมให้เป็นเอกลักษณ์ที่โดดเด่นและเป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลายต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5750138/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2958t_bSpk5LuYraiPzfkS

  • เปิดงานวันแรก! เทศกาลข้าวโพดหวา-อาหารอร่อยที่ท่าแพ หวังยกระดับท่องเที่ยวเชิงเกษตร

    เปิดงานวันแรก! เทศกาลข้าวโพดหวา-อาหารอร่อยที่ท่าแพ หวังยกระดับท่องเที่ยวเชิงเกษตร

    เปิดงานวันแรก! เทศกาลข้าวโพดหวา-อาหารอร่อยที่ท่าแพ หวังยกระดับท่องเที่ยวเชิงเกษตร

    เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์

    บรรยากาศการเปิดงานเทศกาลข้าวโพดหวานและอาหารอร่อยอำเภอท่าแพ ที่บริเวณหน้าที่ว่าการอำเภอท่าแพ จังหวัดสตูล ในวันแรก วันนี้ (4 พ.ย.) เป็นไปด้วยความคึกคัก โดยมี นางสาวดุษฎี พฤกษเศรษฐ รองผู้ว่าราชการจังหวัดสตูล เป็นประธานในพิธีเปิด พร้อมด้วยทัพหัวหน้าส่วนราชการและผู้นำท้องถิ่น เช่น นางสาวภัชกุล ตรีพันธ์ ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดสตูล, นายสัมฤทธิ์ เลียงประสิทธิ์ นายก อบจ.สตูล, ททท. สำนักงานสตูล, นายอำเภอท่าแพ และ นายก อบต. ท่าแพ หัวใจสำคัญที่ท่านรองผู้ว่าฯ และคณะผู้บริหารมุ่งเน้น คือการประกาศศักดาข้าวโพดหวานคลองสองน้ำ จากคลองบาราเกตุ ซึ่งเป็นจุดบรรจบของน้ำจืดและน้ำเค็ม ทำให้ดินและน้ำมีแร่ธาตุเฉพาะตัว ส่งผลให้ข้าวโพดที่นี่มีรสชาติหวานฉ่ำ กรอบ และกลมกล่อม เป็นเอกลักษณ์ที่หาทานได้ยากจากที่อื่นในประเทศไทย

    ด้าน นางสาวภัชกุล ตรีพันธ์ ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดสตูล ระบุว่า การแข่งขันกินข้าวโพดและการนำเสนออัตลักษณ์คลองสองน้ำ เป็นการยกระดับการท่องเที่ยวเชิงเกษตรให้เป็นจุดหมายใหม่ของนักท่องเที่ยว ทั้งนี้ มีการจัดงานตั้งแต่วันที่ 3 – 5 เมษายน 2569 นี้เท่านั้น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://mgronline.com/uptodate/detail/9690000032410&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3lnToXQPbVj2HriJKm8xTV

  • แม้แดดจะระอุ! แต่วัดพระแก้ว นักท่องเที่ยวยังไม่แผ่ว

    แม้แดดจะระอุ! แต่วัดพระแก้ว นักท่องเที่ยวยังไม่แผ่ว

    วันนี้ (4 เม.ย.69) ท่ามกลางสภาพอากาศร้อนจัดในช่วงนี้ อุณหภูมิในพื้นที่กรุงเทพมหานครพุ่งสูงแตะระดับกว่า 40 องศาเซลเซียส แต่บรรยากาศการท่องเที่ยวที่ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม หรือวัดพระแก้ว ยังคงคึกคักไปด้วยนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติที่เดินทางมาเยี่ยมชมอย่างต่อเนื่อง

    ท่ามกลางแสงแดดที่แผดเผา หลายคนต้องสวมหมวก กางร่ม และพกพัดลมขนาดเล็ก 
    ขณะที่ผู้ประกอบการและเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ ต่างเพิ่มมาตรการดูแลนักท่องเที่ยว โดยมีจุดบริการน้ำดื่ม และแนะนำให้หลีกเลี่ยงการอยู่กลางแดดเป็นเวลานาน เพื่อลดความเสี่ยงจากภาวะลมแดด

    ด้านหน่วยงานสาธารณสุข เตือนประชาชนและนักท่องเที่ยวให้เฝ้าระวังอาการผิดปกติ เช่น เวียนศีรษะ อ่อนเพลีย หรือหมดสติ ซึ่งอาจเป็นสัญญาณของภาวะลมแดด โดยเฉพาะในช่วงเวลา 11.00–15.00 น. ที่อุณหภูมิสูงที่สุดของวัน

    แม้สภาพอากาศจะเป็นอุปสรรค แต่เสน่ห์ของวัดพระแก้วยังคงดึงดูดผู้คนจากทั่วโลก สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของแหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนธรรม ที่ยังคงได้รับความนิยมอย่างไม่เสื่อมคลาย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.fm91bkk.com/newsarticle/69538&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0BMAAi3Yrinpp47gU1Ngb9

  • “เซ็นทรัลพัฒนา” ปลุกการท่องเที่ยวไทย ดัน “สงกรานต์” สู่เทศกาลระดับโลกที่ทั่วโลกต้องมา

    “เซ็นทรัลพัฒนา” ปลุกการท่องเที่ยวไทย ดัน “สงกรานต์” สู่เทศกาลระดับโลกที่ทั่วโลกต้องมา

    “เซ็นทรัลพัฒนา” ปลุกการท่องเที่ยวไทย ดัน “สงกรานต์” สู่เทศกาลระดับโลกที่ทั่วโลกต้องมา

    “เซ็นทรัลพัฒนา” ปลุกการท่องเที่ยวไทย ดัน “สงกรานต์” สู่เทศกาลระดับโลกที่ทั่วโลกต้องมา

    4 เม.ย. 2569 04:06 น.

    -ก+

    LightDark

    ข่าวหนังสือพิมพ์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/newspaper/2924418&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3Kohe1zQcec5H8aFOm9Lyq

  • ททท. จัดใหญ่! ชวนสายแอคทีฟ วิ่ง กิน เที่ยว ช้อป GI ทั่วไทย

    ททท. จัดใหญ่! ชวนสายแอคทีฟ วิ่ง กิน เที่ยว ช้อป GI ทั่วไทย

    ททท. เปิดตัว “Amazing Thailand GI Tour & Trail Running 2026” ชวนฟิตร่างกายสัมผัสประสบการณ์ วิ่ง กิน เที่ยว ช้อป สินค้า GI อัตลักษณ์ท้องถิ่น 5 ภาคทั่วไทย

    เตรียมรองเท้าให้พร้อม! ททท. เปิดตัว “Amazing Thailand GI Tour & Trail Running 2026” สัมผัสเสน่ห์ท้องถิ่นผ่านเส้นทางเทรล

    สายวิ่ง สายเที่ยว และสายกินห้ามพลาด! เมื่อการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ร่วมกับ กรมการค้าภายใน แถลงข่าวเปิดตัวโครงการ  “Amazing Thailand GI Tour & Trail Running 2026” ณ อาคาร ททท. สำนักงานใหญ่ ปลุกกระแสการท่องเที่ยวเชิงกีฬา (Sports Tourism) ที่นำเอาการวิ่งเทรลมามิกซ์แอนด์แมตช์กับการท่องเที่ยว วิถีชุมชน และการยกระดับสินค้า GI (สินค้าทางภูมิศาสตร์) ของไทยได้อย่างลงตัว
     

    ททท. จัดใหญ่! ชวนสายแอคทีฟ วิ่ง กิน เที่ยว ช้อป GI ทั่วไทย

    นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการ ททท. ได้กล่าวว่า “กระแสความนิยมด้านสุขภาพ และการออกกำลังกายเติบโตอย่างต่อเนื่องทั่วโลก ส่งผลให้การท่องเที่ยวเชิงกีฬาได้รับความสนใจเพิ่มขึ้น ททท. จึงได้ริเริ่มโครงการนี้เพื่อเชื่อมโยงการวิ่งเข้ากับการท่องเที่ยว พร้อมนำเสนอสินค้า GI ที่สะท้อนถึงภูมิปัญญา คาดการณ์ว่าจะดึงดูดนักท่องเที่ยวได้กว่า 100,000 คน สร้างมูลค่าเพิ่มและกระจายรายได้สู่เศรษฐกิจฐานรากกว่า 250 ล้านบาท ยกระดับไทยสู่จุดหมายปลายทางด้านการท่องเที่ยวเชิงกีฬาอย่างยั่งยืน”

    สอดคล้องกับ นายจิรวุฒิ สุวรรณอาจ รองอธิบดีกรมการค้าภายใน ที่เน้นย้ำถึงการต่อยอดสินค้าชุมชนว่า

    “โครงการนี้ถือเป็นแนวทางสำคัญในการยกระดับศักยภาพผลไม้ท้องถิ่นของไทย นำเสน่ห์ไทยมาเพิ่มมูลค่าผ่านกิจกรรมการท่องเที่ยวและกีฬา เปิดโอกาสให้นักท่องเที่ยวได้สัมผัสวิถีชุมชน นำไปสู่การกระจายรายได้สู่เกษตรกรให้เติบโตอย่างเข้มแข็ง”

     เช็กอิน 5 สนามเทรล 5 ภูมิภาค พร้อมไฮไลต์สินค้า GI

    ใครถนัดภาคไหน เล็งวันแล้วเตรียมกดสมัครได้เลย กับกิจกรรมวิ่งในพื้นที่จริง (On-ground) 3 ระยะทาง (20 กม., 10 กม., 3 กม.)

    ภาคเหนือ จ.เชียงใหม่ (2-3 พ.ค. 69) ณ อ่างเก็บน้ำห้วยลาน: ธีม “แอ่วเทรลเมืองล้านนา จิบกาแฟ แลมนต์ขุนเขา” ชูไฮไลต์ กาแฟเทพเสด็จ พร้อมฐานสาธิตการคั่วและชงกาแฟหอมๆ

    ภาคตะวันออก จ.ระยอง (23-24 พ.ค. 69) ณ ขานางหย่อง: ธีม “ผืนป่าบูรพา เทรลนักรบ สับปะรดศรีราชา” นำเสนอ มังคุดระยอง รสชาติหวานอมเปรี้ยว พร้อมฐานกิจกรรม GI ประจำถิ่น

    ภาคอีสาน จ.ขอนแก่น (30-31 พ.ค. 69) ณ เขื่อนอุบลรัตน์: ธีม “แล่นตะลุยแดนอีสาน ชิมมะม่วงหวาน แลลายศิลป์” ชูเอกลักษณ์ ข้าวหมากใบตอง พร้อมเวิร์กชอปทำข้าวหมากและพวงกุญแจผ้าไหม ททท. จัดใหญ่! ชวนสายแอคทีฟ วิ่ง กิน เที่ยว ช้อป GI ทั่วไทย

    ภาคใต้ จ.นครศรีธรรมราช (6-7 มิ.ย. 69) ณ บ้านวังหอน: ธีม “เทรลแจ่มใจ วิ่งวิถีชุมชน ชิมแตงโม ชมกระจูดควนเคร็ง” นำเสนอ สครับเปลือกผลไม้ บำรุงผิว พร้อมสาธิตและเวิร์กชอปทำสครับพกพา

    ภาคกลาง จ.เพชรบุรี (20-21 มิ.ย. 69) ณ บ้านทุ่งขาม: ธีม “วิ่งเทรลชิมหวาน เสน่ห์หอมหวนแห่งเมืองเพชร” เสิร์ฟความละมุนของ กล้วยหอมทองเพชรบุรี พร้อมเวิร์กชอปปั้นกล้วยกวนและเครื่องปั้นดินเผา

    ททท. จัดใหญ่! ชวนสายแอคทีฟ วิ่ง กิน เที่ยว ช้อป GI ทั่วไทย

     ความคุ้มค่าที่สายวิ่งต้องกรี๊ด!

    ค่าสมัครเพียง 250 บาท แต่ได้ทั้งเสื้อวิ่ง, BIB, เหรียญที่ระลึก และที่เด็ดสุดคือ Voucher มูลค่า 250 บาท สำหรับช้อปสินค้า GI ในงาน! ส่วนขาแรงที่เข้าเส้นชัย 5 อันดับแรก (ระยะ 20 กม. และ 10 กม.) มีสิทธิ์ลุ้นเงินรางวัลรวมกว่า 1 ล้านบาท พร้อม GI SET พิเศษสุดๆ แชมป์อันดับ 1 ชาย-หญิง จะได้รับการสนับสนุนค่าเดินทางและที่พักจากโครงการด้วย

     Virtual Run และความสนุกจัดเต็ม

    สำหรับใครที่ไม่สะดวกไปสนามจริง สามารถร่วม Virtual Run สะสมระยะ 77 กม. (เปิดรับสมัคร 2 เม.ย. – 15 พ.ค. 69) เพื่อรับเสื้อ Finisher เหรียญ และลุ้นรางวัลอีกเพียบ นอกจากนี้ ททท. ยังจัดเต็มกิจกรรมพิเศษในวันที่ 23 พ.ค. 69 ที่สนามกีฬากลางระยอง ขนทัพร้านค้าชุมชนกว่า 50 ร้าน และฟรีคอนเสิร์ตสุดมันส์จากวง Potato!

    ใครที่พลาดไปร่วมงาน ก็ยังสามารถช้อปสินค้า GI กระจายรายได้สู่ชุมชนกันต่อได้ง่ายๆ ผ่านแอปพลิเคชันหรือเว็บไซต์ Lazada (lazada.co.th/thaigishop)

    เปิดรับสมัครตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปที่ https://race.thai.run/gitourandtrail เตรียมตัวให้พร้อม แล้วออกไป “วิ่ง กิน เที่ยว ช้อป” ให้สนุกสุดเหวี่ยง
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/lifestyle/740399&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2JGlS09q5wZuyIcptPtEox

  • ททท. ประเมินท่องเที่ยวไทยไตรมาส 1/2569 ฟื้นตัวท่ามกลางความท้าทาย เร่งยกระดับสู่การท่องเที่ยวคุณภาพ

    ททท. ประเมินท่องเที่ยวไทยไตรมาส 1/2569 ฟื้นตัวท่ามกลางความท้าทาย เร่งยกระดับสู่การท่องเที่ยวคุณภาพ

    ททท. ประเมินท่องเที่ยวไทยไตรมาส 1/2569 มีนักท่องเที่ยวต่างชาติรวม 9.31 ล้านคน เป็นนักท่องเที่ยวชาวจีนมากสุด 1.49 ล้านคน ภาพรวมจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป แนวโน้มรายได้ขยายตัวต่ำกว่าการเพิ่มขึ้นของจำนวนนักท่องเที่ยว

    วันนี้ (3 เมษายน 2569) นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เปิดเผยว่า ในช่วงปี 2568 อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทยยังคงมีบทบาทสำคัญในฐานะกลไกหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ แม้ต้องเผชิญแรงกดดันจากภาวะเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว ความไม่แน่นอนด้านภูมิรัฐศาสตร์ ตลอดจนการแข่งขันด้านการท่องเที่ยวที่ทวีความรุนแรง โดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชีย ทั้งนี้ ภาพรวมจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยมีตลาดอาเซียน ยุโรป และตะวันออกกลางเข้ามามีบทบาทสำคัญในการทดแทนตลาดจีนที่ยังไม่กลับสู่ระดับเดิม ในมิติทางเศรษฐศาสตร์ พบว่าแนวโน้มรายได้จากการท่องเที่ยวขยายตัวในอัตราที่ต่ำกว่าการเพิ่มขึ้นของจำนวนนักท่องเที่ยว สะท้อนถึงพฤติกรรมการใช้จ่ายที่มีความระมัดระวังมากขึ้น และตอกย้ำความสำคัญของการยกระดับ “ค่าใช้จ่ายต่อทริป” (Spending per Trip) ควบคู่ไปกับการสร้างคุณภาพของประสบการณ์ มากกว่าการมุ่งเน้นปริมาณเพียงอย่างเดียว

    สำหรับข้อมูลล่าสุดในช่วงไตรมาส 1/2569 (1 มกราคม – 31 มีนาคม 2569) ประเทศไทย มีนักท่องเที่ยวต่างชาติรวม 9.31 ล้านคน โดยตลาดหลักยังคงเป็นนักท่องเที่ยวชาวจีน จำนวน 1.49 ล้านคน รองลงมา ได้แก่ มาเลเซีย 9.6 แสนคน รัสเซีย 7.26 แสนคน อินเดีย 6.26 แสนคน และเกาหลีใต้ 4.12 แสนคน ขณะเดียวกัน ตลาดระยะไกล อาทิ สหราชอาณาจักร เยอรมนี สหรัฐอเมริกา และญี่ปุ่น ยังคงเป็นกลุ่มสำคัญในการสร้างรายได้เฉลี่ยต่อคนต่อทริปในระดับสูง แม้ภาคการท่องเที่ยวจะยังคงเผชิญปัจจัยท้าทายจากภายนอก อาทิ ภาวะเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว และต้นทุนการเดินทางที่มีความผันผวน อย่างไรก็ดี โครงสร้างตลาดนักท่องเที่ยวที่มีความหลากหลายมากขึ้น ได้ช่วยเสริมสร้างเสถียรภาพให้กับอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทย และลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาตลาดใดตลาดหนึ่งมากเกินไป

    ทั้งนี้ ในปี 2569 มีการปรับคาดการณ์จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติ ภายใต้สมมติฐานว่าสถานการณ์ในภูมิภาคตะวันออกกลางจะคลี่คลายภายใน 1–3 เดือน โดยคาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติประมาณ 30–34 ล้านคน ลดลงร้อยละ 18 จากเป้าหมายเดิม โดยมีปัจจัยหลักจากการชะลอตัวของตลาดตะวันออกกลาง ยุโรป และอเมริกา รวมถึงข้อจำกัดด้านเส้นทางบิน และความผันผวนของราคาน้ำมันในตลาดโลก ขณะที่การเดินทางท่องเที่ยวของชาวไทย คาดว่าจะอยู่ที่ประมาณ 206 ล้านคน-ครั้ง ลดลงร้อยละ 3 จากเป้าหมาย โดยภาพรวมอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยคาดว่าจะสร้างรายได้รวมประมาณ 2.58 ล้านล้านบาท

    สถานการณ์ดังกล่าวสะท้อนถึงความจำเป็นในการปรับกลยุทธ์การตลาดจากการมุ่งเน้นเชิงปริมาณ สู่การสร้างคุณค่า (Value over Volume) โดยให้ความสำคัญกับการเพิ่มมูลค่าต่อการเดินทาง การพัฒนาสินค้าและประสบการณ์ท่องเที่ยวคุณภาพสูง การสื่อสารภาพลักษณ์ด้านความคุ้มค่า ความปลอดภัย ตลอดจนการใช้เทคโนโลยีและแพลตฟอร์มดิจิทัลอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อรักษาขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการท่องเที่ยวไทย ภายใต้บริบทเศรษฐกิจโลกที่ยังคงมีความเปราะบางอย่างต่อเนื่อง

    ททท

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://voicetv.co.th/read/YMVtyjUWP&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2nkENO2KyXopNJkfvvILGt

  • ต้านไม่ไหว! ททท. หั่นเป้าปี 69 วูบ 18% ต่างชาติเที่ยวไทยเหลือ 30-34 ล้านคน เซ่นพิษสงคราม : อินโฟเควสท์

    ต้านไม่ไหว! ททท. หั่นเป้าปี 69 วูบ 18% ต่างชาติเที่ยวไทยเหลือ 30-34 ล้านคน เซ่นพิษสงคราม : อินโฟเควสท์

    น.ส.ฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เปิดเผยว่า ในปี 69 ททท. ได้ปรับคาดการณ์จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติ ภายใต้สมมติฐานว่าสถานการณ์ในภูมิภาคตะวันออกกลาง จะคลี่คลายภายใน 1-3 เดือน โดยคาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติประมาณ 30-34 ล้านคน ลดลง 18% จากเป้าหมายเดิม โดยมีปัจจัยหลักจากการชะลอตัวของตลาดตะวันออกกลาง ยุโรป และอเมริกา รวมถึงข้อจำกัดด้านเส้นทางบิน และความผันผวนของราคาน้ำมันในตลาดโลก

    ขณะที่การเดินทางท่องเที่ยวของชาวไทย คาดว่าจะอยู่ที่ประมาณ 206 ล้านคน-ครั้ง ลดลง 3% จากเป้าหมาย โดยภาพรวมอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย คาดว่าจะสร้างรายได้รวมประมาณ 2.58 ล้านล้านบาท

    สำหรับข้อมูลล่าสุดในช่วงไตรมาส 1/69 (1 ม.ค.-1 มี.ค. 69) ประเทศไทยมีนักท่องเที่ยวต่างชาติรวม 9.31 ล้านคน โดยตลาดหลักยังคงเป็นนักท่องเที่ยวชาวจีน 1.49 ล้านคน รองลงมา ได้แก่ มาเลเซีย 9.6 แสนคน, รัสเซีย 7.26 แสนคน, อินเดีย 6.26 แสนคน และเกาหลีใต้ 4.12 แสนคน

    ขณะเดียวกัน ตลาดระยะไกล อาทิ สหราชอาณาจักร, เยอรมนี, สหรัฐอเมริกา และญี่ปุ่น ยังคงเป็นกลุ่มสำคัญในการสร้างรายได้เฉลี่ยต่อคนต่อทริปในระดับสูง แม้ภาคการท่องเที่ยวจะยังคงเผชิญปัจจัยท้าทายจากภายนอก อาทิ ภาวะเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว และต้นทุนการเดินทางที่มีความผันผวน อย่างไรก็ดี โครงสร้างตลาดนักท่องเที่ยวที่มีความหลากหลายมากขึ้น ได้ช่วยเสริมสร้างเสถียรภาพให้กับอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทย และลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาตลาดใดตลาดหนึ่งมากเกินไป

    ผู้ว่าการ ททท. กล่าวว่า จากสถานการณ์ดังกล่าว สะท้อนถึงความจำเป็นในการปรับกลยุทธ์การตลาดจากการมุ่งเน้นเชิงปริมาณ สู่การสร้างคุณค่า (Value over Volume) โดยให้ความสำคัญกับการเพิ่มมูลค่าต่อการเดินทาง การพัฒนาสินค้า และประสบการณ์ท่องเที่ยวคุณภาพสูง การสื่อสารภาพลักษณ์ด้านความคุ้มค่า ความปลอดภัย ตลอดจนการใช้เทคโนโลยีและแพลตฟอร์มดิจิทัลอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อรักษาขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการท่องเที่ยวไทย ภายใต้บริบทเศรษฐกิจโลกที่ยังคงมีความเปราะบางอย่างต่อเนื่อง

    ทั้งนี้ ในช่วงปี 68 อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทย ยังคงมีบทบาทสำคัญในฐานะกลไกหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ แม้ต้องเผชิญแรงกดดันจากภาวะเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว ความไม่แน่นอนด้านภูมิรัฐศาสตร์ ตลอดจนการแข่งขันด้านการท่องเที่ยวที่ทวีความรุนแรง โดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชีย

    สำหรับภาพรวมจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยมีตลาดอาเซียน ยุโรป และตะวันออกกลาง เข้ามามีบทบาทสำคัญในการทดแทนตลาดจีนที่ยังไม่กลับสู่ระดับเดิม ในมิติทางเศรษฐศาสตร์ พบว่าแนวโน้มรายได้จากการท่องเที่ยวขยายตัวในอัตราที่ต่ำกว่าการเพิ่มขึ้นของจำนวนนักท่องเที่ยว สะท้อนถึงพฤติกรรมการใช้จ่ายที่มีความระมัดระวังมากขึ้น และตอกย้ำความสำคัญของการยกระดับ “ค่าใช้จ่ายต่อทริป” (Spending per Trip) ควบคู่ไปกับการสร้างคุณภาพของประสบการณ์ มากกว่าการมุ่งเน้นปริมาณเพียงอย่างเดียว

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (03 เม.ย. 69)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/582633&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0pa6QWUFjk5E-6Zep-ozX-

  • ททท.ลดเป้านักท่องเที่ยวต่างชาติเหลือ 30 ล้านคน

    ททท.ลดเป้านักท่องเที่ยวต่างชาติเหลือ 30 ล้านคน

    Date Time: 4 เม.ย. 2569 07:00 น.

    Summary

    ททท.ลดเป้านักท่องเที่ยวต่างชาติเข้าไทยปีนี้เหลือ 30-34 ล้านคน ลดลง 18% หลังไตรมาส 1/69 ฝ่าวิกฤตเศรษฐกิจ สู้ตะวันออกกลาง มาเที่ยวไทยลดลงเหลือแค่ 9.31 ล้านคน

    Latest


    น.ส.ฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เปิดเผยถึงนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้าไทยช่วงไตรมาส 1 ปี 69 (1 ม.ค. – 31 มี.ค.69) ว่า มีจำนวน 9.31 ล้านคน ลดลง 2.51% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 68 ที่มีจำนวน 9.55 ล้านคน สะท้อนให้เห็นว่า อุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยกำลังเผชิญกับแรงกดดันจากภาวะเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว และความไม่แน่นอนด้านภูมิรัฐศาสตร์ โดยกลุ่มตลาดหลักที่เดินทางเข้าไทยสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ จีน 1.49 ล้านคน ตามด้วยมาเลเซีย รัสเซีย อินเดีย และเกาหลีใต้ แม้ไทยยังเป็นจุดหมายปลายทางยอดนิยม แต่ตลาดจีนยังไม่กลับสู่ระดับเดิม จึงต้องพึ่งพาตลาดอาเซียน ยุโรป และตะวันออกกลาง โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากการเพิ่มเที่ยวบินในตารางบินฤดูร้อน และมาตรการส่งเสริม “Grand Tourism and Sport year 2025” ของรัฐบาล

    “จากตัวเลขที่ลดลงและสถานการณ์ที่เปลี่ยนไป ททท. ได้ปรับคาดการณ์เป้าหมายนักท่องเที่ยวต่างชาติทั้งปี 69 ใหม่ โดยคาดว่า จะมีจำนวน 30–34 ล้านคน ลดลง 18% จากเป้าหมายเดิม ภายใต้สมมติฐานว่า สถานการณ์ในภูมิภาคตะวันออกกลางจะคลี่คลายใน 1–3 เดือน สาเหตุที่ลดเป้าหมาย เพราะได้รับผลกระทบจากการชะลอตัวของตลาดตะวันออกกลาง ยุโรป และอเมริกา รวมถึงข้อจำกัดด้านเส้นทางบินและความผันผวนของราคาน้ำมัน นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยเสี่ยงจากสงครามการค้า และการแข่งขันที่รุนแรงของตลาดท่องเที่ยวโลก ที่ต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด”

    นอกจากนี้ ได้ปรับกลยุทธ์การตลาดจากการมุ่งเน้นเชิงปริมาณสู่การสร้างคุณค่า (Value over Volume) โดยมุ่งเน้นยกระดับค่าใช้จ่ายต่อทริปของนักท่องเที่ยวให้สูงขึ้น อย่างไรก็ตาม แม้ภาพรวมจำนวนนักท่องเที่ยวลดลงเล็กน้อย แต่ ททท. เชื่อมั่นว่าโครงสร้างตลาดที่มีความหลากหลายมากขึ้น จะช่วยสร้างเสถียรภาพ และลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาตลาดใดตลาดหนึ่งมากเกินไป โดยคาดการณ์ว่า ปี 69 อุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยจะสร้างรายได้รวม 2.58 ล้านล้านบาท ท่ามกลางเศรษฐกิจโลกที่ยังคงมีความเปราะบางอย่างต่อเนื่อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/money/economics/thai_economics/2924560&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1_Z2pmifECiel4ALBcTSBI