Category: เศรษฐกิจ

  • อียิปต์ขึ้นแท่นอันดับ 9 แหล่งดึงดูดการลงทุนโลก และอันดับ 1 ในแอฟริกา

    อียิปต์ขึ้นแท่นอันดับ 9 แหล่งดึงดูดการลงทุนโลก และอันดับ 1 ในแอฟริกา

    ประธานหน่วยงานส่งเสริมการลงทุนและเขตการค้าเสรีแห่งอียิปต์ (The General Authority for Investment and Free Zones: GAFI) เปิดเผยในงานประชุมธุรกิจอียิปต์-บาห์เรนว่า อียิปต์ได้รับการจัดอันดับให้เป็นจุดหมายปลายทางการลงทุนอันดับ 9 ของโลก และเป็นอันดับ 1 ในทวีปแอฟริกา โดยสามารถดึงดูดเม็ดเงินลงทุนสุทธิได้ถึง 4.61 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปีงบประมาณ ค.ศ. 2023/2024 ปัจจัยที่ทำให้อียิปต์น่าดึงดูดในสายตานักลงทุน ได้แก่

    • ตลาดแรงงานขนาดใหญ่กว่า 32 ล้านคน

    • ที่ตั้งทางภูมิศาสตร์

    • อัตราภาษีที่สามารถแข่งขันได้

    • โครงสร้างพื้นฐานที่แข็งแกร่ง

    • ข้อตกลงทางการค้ากับกว่า 70 ประเทศ ทำให้เข้าถึงผู้บริโภคได้เกือบ 3 พันล้านคนทั่วโลก

                นอกจากนี้ เขตเศรษฐกิจพิเศษคลองสุเอซ (The General Authority for the Suez Canal Economic Zone: SCZONE) กำลังมีการลงทุนเติบโตอย่างก้าวกระโดด ในช่วง 38 เดือนที่ผ่านมา มีการลงนามในโครงการต่างๆ ถึง 311 โครงการ คิดเป็นมูลค่าการลงทุนรวมประมาณ 1.02 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยเขตเศรษฐกิจพิเศษแห่งนี้ได้กลายเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมและโลจิสติกส์ระดับโลก และมุ่งเน้นดึงดูดการลงทุนใน 21 กลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมาย เช่น ยา ยานยนต์ สิ่งทอ และพลังงานหมุนเวียน ซึ่งสอดคล้องกับเป้าหมายของรัฐบาลที่ต้องการเพิ่มปริมาณการส่งออกให้ถึง 1.4 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ ภายในปี ค.ศ. 2030

    ความเห็น/ข้อเสนอแนะ

    ข่าวความสำเร็จของอียิปต์ในการดึงดูดการลงทุนครั้งนี้มีนัยสำคัญต่อภาคการส่งออกของไทยในหลายมิติ ทั้งในแง่ของโอกาสและความท้าทาย ดังนี้

    ความท้าทาย 

    • การแข่งขันโดยตรงในอุตสาหกรรมเป้าหมาย อียิปต์ตั้งเป้าดึงดูดการลงทุนบางส่วนในอุตสาหกรรมที่ไทยมีความเชี่ยวชาญและเป็นแหล่งรายได้หลัก เช่น ยานยนต์ สิ่งทอ และยา การที่อียิปต์มีต้นทุนแรงงานที่ถูกกว่าในเชิงเปรียบเทียบและมีสิทธิประโยชน์ทางภาษีที่น่าสนใจ อาจทำให้นักลงทุนต่างชาติที่ต้องการบุกตลาดแอฟริกาและภูมิภาคแอฟริกาเหนือและตะวันออกกลาง (MENA) อาจหันไปพิจารณาอียิปต์เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจมากขึ้น ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศไปยังไทย และการส่งออกของไทยมายังภูมิภาคนี้ในระยะยาว

    • ความได้เปรียบทางภูมิศาสตร์ ที่ตั้งของอียิปต์ถือเป็นประตูเชื่อมระหว่างทวีปเอเชีย ยุโรป และแอฟริกา รวมถึงการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษคลองสุเอซ (SCZONE) ให้เป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์ จะทำให้อียิปต์กลายเป็นฐานการผลิตเพื่อส่งออกไปยังตลาดยุโรปและตะวันออกกลางได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อไทยในฐานะฮับการส่งออกของภูมิภาคอาเซียนสำหรับตลาดดังกล่าว

                โอกาส 

    • โอกาสในการส่งออกสินค้าขั้นกลางและวัตถุดิบขั้นต้น เมื่ออียิปต์กลายเป็นฐานการผลิตอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ จะมีความต้องการวัตถุดิบขั้นต้นและสินค้าขั้นกลางมากขึ้น เพื่อป้อนเข้าสู่โรงงาน นี่คือโอกาสสำคัญสำหรับผู้ส่งออกไทยในกลุ่มสินค้าดังกล่าวในสาขาที่อียิปต์ส่งเสริม โดยเฉพาะชิ้นส่วนยานยนต์ เม็ดพลาสติกและเคมีภัณฑ์ ยางพาราและผลิตภัณฑ์ยาง

    • ตลาดผู้บริโภคที่กำลังเติบโต การลงทุนมหาศาลจะนำไปสู่การจ้างงานและการเติบโตทางเศรษฐกิจของอียิปต์ ทำให้กำลังซื้อของประชากรเพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นโอกาสสำหรับสินค้าอุปโภคบริโภคของไทยในการเจาะตลาดอียิปต์และแอฟริกาเหนือ เช่น อาหารแปรรูป ผลไม้กระป๋อง และเครื่องใช้ไฟฟ้า แต่ผู้ผลิตและผู้ส่งออกไทยจะต้องเร่งพัฒนาคุณลักษณะเฉพาะของสินค้าตนให้มีความได้เปรียบและมีความสามารถในการแข่งขันในตลาดอียิปต์ทั้งสินค้าที่อียิปต์ผลิตได้เองและนำเข้าจากประเทศใกล้เคียงและประเทศที่มีความตกลงการค้ากับอียิปต์

    การเติบโตของอียิปต์เป็นสัญญาณเตือนว่าไทยไม่สามารถหยุดนิ่งได้ ผู้ประกอบการต้องเร่งปรับตัว โดยการพัฒนาอุตสาหกรรมไปสู่เทคโนโลยีและนวัตกรรมที่มีมูลค่าสูงขึ้น รักษาความสามารถในการแข่งขัน และในขณะเดียวกันก็ต้องมองหาโอกาสในการเจาะตลาดใหม่ๆ เพื่อเปลี่ยนความท้าทายจากการแข่งขันให้กลายเป็นโอกาสทางธุรกิจต่อไป

    ——————————————————-

    ที่มา https://www.dailynewsegypt.com/2025/09/02/egypt-ranks-9th-globally-1st-in-africa-for-investment-with-46-1bn-in-fdi-gafi-ceo/

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/m4y7di6timvyd4qx27p46wvp&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1tcviwlLsvlLIfscy47a9T

  • ประชาชนเห็นชอบโครงการ “คนละครึ่ง” ฝากถึงนายกฯแก้ปัญหาเศรษฐกิจ

    ประชาชนเห็นชอบโครงการ “คนละครึ่ง” ฝากถึงนายกฯแก้ปัญหาเศรษฐกิจ

    7 กันยายน 2568 13:33 น. ชาญวิทย์ คำนวนวุฒิ ภูมิภาค

    วันที่ 7 กันยายน 2568 ประชาชนชาวจังหวัดสระบุรีแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับการที่รัฐบาลยุค นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ซึ่งประชาชนส่วนใหญ่เห็นด้วยกับการที่ทางพรรคภูมิใจไทย จะนำเรื่องของโครงการ “คนละครึ่ง”ขึ้นมาปัดฝุ่นใหม่เพื่อที่จะให้ประชาชนใช้ เป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากในปัจจุบัน พร้อมฝากถึงนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกคนใหม่ป้ายแดงว่าช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ ที่ซบเซามาเป็นเวลานาน
             

    จากกรณีนายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รองหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ให้สัมภาษณ์ ถึงกระแสข่าว เรื่องการฟื้นโครงการคนละครึ่งในรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล ว่าในที่ประชุมคณะกรรมการบริหารพรรค รวมถึงทีมงาน ด้านนโยบาย มีการพูดถึงมาตรการที่จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะสั้น หนึ่งในนั้น คือโครงการ “คนละครึ่ง” ซึ่งถือเป็นนโยบายที่ได้รับการพิจารณา แต่หากนำกลับมาใช้ก็อาจไม่ใช่รูปแบบเดิมทั้งหมด อาจมีสิทธิประโยชน์เพิ่มเติมให้ครอบคลุมและตอบโจทย์มากขึ้น          

    ทางด้านนายจตุรงค์ ศรีวัน พ่อค้าขายผักตลาดวงษ์ทอง เผยว่าตนเองเห็นว่าเป็นโครงการที่ดี เป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจให้ประชาชนให้ดีขึ้น เนื่องจากว่าช่วงนี้บริเวณตลาดเงียบมาก มีคนเดินแต่ไม่ค่อยจะซื้อของ ตนเองอยากให้โครงการคนละครึ่งกลับมาใช้ใหม่ เพื่อเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจ ส่วนในเรื่องนายกคนใหม่ ตนเองไม่ได้คาดหวังอะไรมาก แต่อยากที่จะให้ทำอะไรที่ใหม่ที่ดีขึ้นกว่าเดิม คิดว่านายกคนใหม่น่าจะทำอะไรที่ไม่เหมือนเดิมคิดว่าน่าจะทำอะไรที่มันใหม่ขึ้นมาคิดว่าเศรษฐกิจน่าจะดีขึ้นกว่าเดิม และขอให้นายกสู้ สู้ ช่วยทำทุกอย่างให้ประชาชนลืมตาอ้าปากได้
               

    ด้านนายอุทัย ไพรสนธิ์ อายุ 66 ปี พ่อค้าขายอาหารตามสั่ง เล่าว่า ตนเองคิดว่าเป็นสิ่งที่ดี เนื่องจากว่าช่วงนี้แต่ละวันขายของได้เพียง 600-700 บาท ซื้อของลงทุนก็หมดแล้ว โดยส่วนตัวแล้วคิดว่าจะเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจให้ดีขึ้น ซึ่งทุกวันนี้ขายของก็เงียบเหงาลงทุกวัน ส่วนความคาดหวังกับนายก คนใหม่ตนเองไม่ได้คาดหวังอะไรมากรู้สึกเฉยๆ เนื่องจากที่ผ่านๆมากี่คนๆ ก็เหมือนเดิมตนเองก็ยังคงจะต้องค้าขายอยู่เหมือนเดิม ตนเองอยากให้นายกคนใหม่ช่วยเข้ามากระตุ้นเศรษฐกิจให้ดีขึ้น ช่วยประชาชนชาวรากหญ้าบ้างทุกวันนี้ลำบากกันเหลือเกิน ข้าวของก็แพง ซึ่งไม่มีการควบคุมสินค้าอะไรเลยทุกอย่างราคาสูงหมด ทุกวันนี้ขายองก็ได้พอซื้อกับข้าวกินไปวันๆ ทุกวันนี้จิตใจมันด้านไปแล้ว แต่ก็ดีกว่าอยู่บ้านเพราะอยู่บ้านก็ไม่มีอะไรจะกิน ซึ่งถ้ารัฐบาลช่วยได้ก็ดี
             

    ด้านนายปัญญา วารีริน อายุ 67 ปีชาวบ้านในพื้นที่ เล่าว่า ตนเองเห็นว่าการที่รัฐบาลจะนำโครงการ คนละครึ่ง มาใช้ตนเองเห็นว่าเป็นการที่ดี จะได้กระตุ้นเศรษฐกิจให้ดีขึ้น ประชาชนก็จะได้รับการช่วยเหลือครึ่งหนึ่ง และออกเองอีกครึ่งหนึ่ง และเป็นการลดค่าใช้จ่ายของประชาชนในครัวเรือน ตนเองก็ยังไม่มั่นใจว่ามันจะมีอีกเหรอ อยากให้เกิดขึ้นจริงๆจะได้เป็นการกระจายรายได้กันไปทั่ว ส่วนตัวอยากให้นายกคนใหม่เข้ามาช่วยเหลือประชาชน และดูแลประชาชนกันบ้าง เนื่องจากตอนนี้เศรษฐกิจมันแย่มาก

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/n/649610&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2mQQ79OummEzR2ieM2jOec

  • โจทย์ท้าทายกระตุ้นเศรษฐกิจ “อนุทิน” ฟื้นคนละครึ่ง เดินหน้ารถไฟฟ้า 20 บาท

    โจทย์ท้าทายกระตุ้นเศรษฐกิจ “อนุทิน” ฟื้นคนละครึ่ง เดินหน้ารถไฟฟ้า 20 บาท

    นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯ คนที่ 32 ประกาศเร่งแก้ปัญหาเศรษฐกิจ ค่าครองชีพ และหนี้สิน โดยปัดฝุ่นโครงการคนละครึ่ง สานต่อนโยบายรถไฟฟ้า 20 บาท และหวยเกษียณ หวังกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น พร้อมวางรากฐานระยะยาว ภายใต้งบประมาณจำกัด

    วันนี้ (7 ก.ย.2568) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีคนที่ 32 ของประเทศไทย กล่าวในคำแถลงเบื้องต้นหลังรับตำแหน่งว่า ลำดับแรกของรัฐบาลคือการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ ค่าครองชีพ พลังงาน การเดินทางขนส่ง หนี้สิน และรายได้ของประชาชน ซึ่งถือเป็นความท้าทายสำคัญของรัฐบาลเฉพาะกิจที่มีระยะเวลาดำเนินงานจำกัดเพียง 4 เดือน และต้องบริหารจัดการภายใต้งบประมาณที่จำกัด

    แกนนำพรรคภูมิใจไทย เปิดเผยว่า รัฐบาลมีแผนนำโครงการคนละครึ่งกลับมาดำเนินการอีกครั้ง โดยสามารถเริ่มได้ภายใน 1 เดือน ด้วยการใช้โครงสร้างเดิมผ่านแอปพลิเคชันเป๋าตัง ซึ่งปัจจุบันมียอดดาวน์โหลดมากกว่า 50 ล้านครั้ง และระบบถุงเงินสำหรับร้านค้าที่พร้อมใช้งานโดยไม่ต้องปรับปรุงใหม่ โครงการคนละครึ่ง ซึ่งเคยดำเนินการในช่วงปี 2563-2565 หลังวิกฤตโควิด-19 เป็นนโยบายที่ได้รับความนิยม ช่วยให้ประชาชนจ่ายเงินเพียงครึ่งเดียว โดยรัฐสนับสนุนส่วนที่เหลือ ส่งผลให้ร้านค้ารายย่อยมีรายได้เพิ่มขึ้น และประชาชนมีกำลังซื้อมากขึ้น

    ตัวแทนผู้ค้าแสดงความเห็นด้วยกับการนำโครงการนี้กลับมา เนื่องจากพิสูจน์แล้วว่ามีประสิทธิภาพ โดยในระยะเวลา 4 เดือนของรัฐบาล อาจพิจารณาจ่ายวงเงินเดือนละ 1,000 บาท เป็นเวลา 3 เดือน เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างเห็นผล นายสมชาย ตัวแทนผู้ค้า กล่าวถึงความคาดหวังต่อนโยบายนี้ว่า ช่วยเพิ่มกำลังซื้อและกระตุ้นการค้าขายในชีวิตประจำวัน

    นอกจากนี้ รัฐบาลอาจสานต่อนโยบายที่วางรากฐานไว้ในสมัยรัฐบาลนายเศรษฐา ทวีสิน และ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร โดยเฉพาะโครงการรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย ซึ่งเพิ่งเริ่มลงทะเบียนก่อนที่รัฐบาลชุดก่อนจะสิ้นสุดอำนาจ ร่าง พ.ร.บ.ที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ กฎหมายว่าด้วยการขนส่งทางราง กฎหมายตั๋วร่วม และกฎหมายการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) ได้ผ่านสภาผู้แทนราษฎรแล้ว และรอพิจารณาในวุฒิสภา หากได้รับการอนุมัติและประกาศในราชกิจจานุเบกษา จะสามารถเดินหน้าต่อได้ทันที โดยอาจใช้กองทุนตั๋วร่วมหรืองบประมาณกลางเป็นการชั่วคราว

    อย่างไรก็ตาม นักวิชาการด้านการขนส่งชี้ว่า การยึดติดกับค่าโดยสาร 20 บาทอาจต้องใช้เงินชดเชยจำนวนมากถึงหลักพันล้านถึงหมื่นล้านบาท ตามที่พรรคเพื่อไทยเคยประเมิน แต่หากปรับเป็นอัตราค่าโดยสารที่ถูกลงและเหมาะสมกับค่าครองชีพ นโยบายนี้ยังมีโอกาสดำเนินการได้ทันภายในกรอบเวลา

    อีกหนึ่งนโยบายที่อยู่ในความสนใจคือ “หวยเกษียณ” ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของกองทุนการออมแห่งชาติ โดยมีหลักการให้ประชาชนซื้อสลากใบละ 50 บาท เพื่อเสี่ยงโชค โดยรางวัลสูงสุด 1 ล้านบาท ออกรางวัลทุกวันศุกร์ จำกัดการซื้อเดือนละไม่เกิน 3,000 บาท เงินที่ซื้อสลากจะถูกเก็บไว้เป็นเงินออมสำหรับใช้หลังอายุ 60 ปี เพื่อรองรับสังคมผู้สูงอายุ ปัจจุบันร่างกฎหมายหวยเกษียณผ่านสภาผู้แทนราษฎรด้วยคะแนนท่วมท้น และมีกำหนดเข้าพิจารณาในวุฒิสภาในวันที่ 8-9 ก.ย.2568 หากผ่านการพิจารณาจะสามารถเริ่มขายสลากได้ในไตรมาสที่ 4 ของปีนี้

    ดร.นณริฎ พิศลยบุตร นักวิชาการด้านเศรษฐศาสตร์ เสนอว่า รัฐบาลควรดำเนินนโยบายระยะสั้นอย่างเหมาะสม แต่ต้องให้ความสำคัญกับการวางรากฐานเศรษฐกิจระยะยาวควบคู่กัน เพื่อพิสูจน์ว่ารัฐบาลภูมิใจไทยยึดผลประโยชน์ของประชาชนเป็นหลัก การสานต่อและปัดฝุ่นนโยบายที่ได้รับการพิสูจน์แล้ว รวมถึงการนำนโยบายที่ผ่านกฎหมายแล้วมาทำให้เกิดผลเป็นรูปธรรม จะเป็นแนวทางที่ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจและสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชน

    อ่านข่าวอื่น:

    “ฮุน มาเนต” ยินดี “อนุทิน” นั่งนายกฯ พร้อมฟื้นสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา

    ฝนตกต่อเนื่อง น้ำท่วมหนัก พิจิตร-อ่างทอง เขื่อนเจ้าพระยาระบายน้ำเพิ่ม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/356275&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1Jv7kAtPZD_fO5pypRXjSj

  • พ่อค้าแม่ค้าเฮ! หนุน”คนละครึ่ง”คืนชีพ หวังกระตุ้นกำลังซื้อช่วงเศรษฐกิจ | 7 ก.ย. 68 | ไทยรัฐนิวส์โชว์

    พ่อค้าแม่ค้าเฮ! หนุน”คนละครึ่ง”คืนชีพ หวังกระตุ้นกำลังซื้อช่วงเศรษฐกิจ | 7 ก.ย. 68 | ไทยรัฐนิวส์โชว์

    Sustainability

    ความยั่งยืน

    ขณะที่เราไปสำรวจความเห็นพ่อค้าแม่ค้าในตลาดในจังหวัดปราจีนบุรี หลังทราบว่ารัฐบาล นายอนุทิน จะเตรียมนำโครงการคนละครึ่งมาปัดฝุ่นใหม่ ซึ่งพบว่าส่วนใหญ่พ่อค้าแม่ค้าในตลาดเห็นว่าถ้านำโครงการกลับมาใช้อีกก็จะดีมาก เพราะช่วงนี้ เศรษฐกิจของประเทศซบเซา อยู่ในช่วงขาลง ประชาชนไม่มีกำลังซื้อ #คนละครึ่ง #คนละครึ่งล่าสุด #พรรคประชาชน #เท้งณัฐพงษ์ #อนุทิน #อนุทินชาญวีรกูล #ข่าวการเมือง #พรรคเพื่อไทย #พรรคภูมิใจไทย #แพทองธาร #พรรคกล้าธรรม #ทักษิณ #ภูมิธรรม #ชัยเกษม #ประยุทธ์ #บิ๊กตู่ #ลุงตู่ #ข่าวการเมือง #การเมืองไทย #ไอติมพริษฐ์ #ไอซ์รักชนก #ธนาธรจึงรุ่งเรืองกิจ #แพทองธารชินวัตร #นายกคนที่32 #ไทยรัฐนิวส์โชว์ —————————————————– 🔔 กด Subscribe ติดตาม & กดกระดิ่งได้ที่ : https://bit.ly/3J2YF7v 💚 สมัครสมาชิกเเฟนข่าวไทยรัฐ : https://bit.ly/4jhFaZ6 . ยินดีต้อนรับแฟนข่าวสู่ Thairath News – ข่าวไทยรัฐ สำนักข่าวอันดับ 1 ของไทย ช่องทางสำหรับแฟนข่าวเพื่อรับชมข่าวแบบสด ๆ เกาะติดสถานการณ์ปัจจุบันและติดตามประเด็นข่าวย้อนหลังได้ตลอด 24 ชม. รับชมสดและย้อนหลังได้ทุกที่ ทุกเวลา ทาง YouTube และแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียของเรา #ไทยรัฐ #ข่าวไทยรัฐ #ไทยรัฐทีวี #Thairath #Thairathnews #THAIRATHTV

    ลือสนั่น! ลุ้น

    16:14

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/futureperfect/video/1167633&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0UsfFHollSNSc9XdqjBJEv

  • สวิตเซอร์แลนด์เจรจาสหรัฐฯ หวังลดภาษีนำเข้า 39% กระทบอุตสาหกรรมส่งออก

    สวิตเซอร์แลนด์เจรจาสหรัฐฯ หวังลดภาษีนำเข้า 39% กระทบอุตสาหกรรมส่งออก

    รัฐมนตรีเศรษฐกิจสวิตเซอร์แลนด์ กี ปาร์เมอแล็ง เผยว่าการเจรจากับเจ้าหน้าที่อาวุโสสหรัฐอเมริกาผลออกมาเชิงสร้างสรรค์ พร้อมมองเห็นโอกาสที่แท้จริง สำหรับทั้งสองประเทศ หลังจากประธานาธิบดีทรัมป์ประกาศเก็บภาษีนำเข้าสินค้าสวิสสูงถึง 39%

    ปาร์เมอแล็ง ที่ดำรงตำแหน่งรองประธานาธิบดีสวิตเซอร์แลนด์ระบุผ่านโซเชียลมีเดีย X ว่าได้พบปะกับรัฐมนตรีพาณิชย์ ฮาวเวิร์ด ลัทนิค  รัฐมนตรีการคลัง สก็อตต์ เบสเซนต์ และตัวแทนการค้า เจมิสัน กรีเออร์ ในการเยือนวอชิงตันครั้งล่าสุด

    ภาษีใหม่กระทบหนักอุตสาหกรรมสำคัญ

    ทรัมป์ ประกาศเก็บภาษี 39% กับสินค้านำเข้าจากสวิตเซอร์แลนด์เมื่อ 1 สิงหาคม ซึ่งถือเป็นหนึ่งในอัตราภาษีสูงสุดที่กำหนดให้กับหลายสิบประเทศ อัตราดังกล่าวเพิ่มขึ้นจากภาษีพื้นฐาน 10% ที่เริ่มเก็บในเดือนเมษายน

    ภาษีใหม่ส่งผลกระทบรุนแรงต่ออุตสาหกรรมส่งออกหลักของสวิตเซอร์แลนด์ โดยเฉพาะการผลิตนาฬิกา เครื่องจักรอุตสาหกรรม รวมถึงช็อกโกแลตและชีส

    ความกังวลด้านการแข่งขัน

    ผู้ประกอบการสวิสแสดงความกังวลว่าคู่แข่งในเศรษฐกิจประเทศร่ำรวยอื่นจะได้เปรียบ เนื่องจากสหภาพยุโรปและญี่ปุ่นเจรจาได้อัตราภาษี 15% ขณะที่อังกฤษได้อัตรา 10%

    รัฐบาลเบิร์นชี้ให้เห็นว่าสหรัฐอมริกามีดุลการค้าบริการส่วนเกินกับสวิตเซอร์แลนด์อย่างมีนัยสำคัญ และสินค้าอุตสาหกรรมสหรัฐส่วนใหญ่เข้าสวิตเซอร์แลนด์โดยปลอดภาษี

    สำนักเลขาธิการฝ่ายกิจการเศรษฐกิจเผยเมื่อสัปดาห์ที่แล้วว่า เศรษฐกิจสวิตเซอร์แลนด์มีแนวโน้มเติบโต 0.8% ในปีหน้า แทนที่จะเป็น 1.2% ตามที่คาดการณ์ไว้ อันเป็นผลจากภาษีนำเข้าสหรัฐที่สูงขึ้น

    ทรัมป์ทำให้สวิตเซอร์แลนด์ตกใจ เมื่อเขาประกาศเก็บภาษีในอัตรา 39% เมื่อวันที่ 1 สิงหาคมที่ผ่านมา

    ทรัมป์ทำให้สวิตเซอร์แลนด์ตกใจ เมื่อเขาประกาศเก็บภาษีในอัตรา 39% เมื่อวันที่ 1 สิงหาคมที่ผ่านมา

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/switzerland-us-tariff-talks-progress-39-percent&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0KcnSarc1wBq-m3_MBq5T9

  • แถลงขอบคุณประชาชน มุ่งแก้ปัญหา 4 ด้าน เศรษฐกิจ-ชายแดน-สังคม ภัยธรรมชาติ – พรรคภูมิใจไทย : พูดแล้วทำ

    แถลงขอบคุณประชาชน มุ่งแก้ปัญหา 4 ด้าน เศรษฐกิจ-ชายแดน-สังคม ภัยธรรมชาติ – พรรคภูมิใจไทย : พูดแล้วทำ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://bhumjaithai.com/news/109172&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1b2nH7sdy9A0JTFI5pByld

  • หอการค้าไทยยินดี ‘อนุทิน’ นั่งนายกฯ พร้อมหนุนภารกิจด่วน 4 ด้าน

    หอการค้าไทยยินดี ‘อนุทิน’ นั่งนายกฯ พร้อมหนุนภารกิจด่วน 4 ด้าน

    ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทย กล่าวว่า ในช่วงเวลาที่เศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญความผันผวนและเปราะบาง จากทั้งภาวะเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว การค้าและการลงทุนที่มีข้อจำกัด ตลอดจนแรงกดดันจากหนี้ครัวเรือนและต้นทุนภาคธุรกิจที่สูงขึ้น หอการค้าฯ มีความคาดหวังว่ารัฐบาลชุดใหม่จะเร่งดำเนินมาตรการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจเฉพาะหน้าอย่างจริงจัง และจัดตั้งคณะรัฐมนตรีที่ประกอบด้วยบุคลากรคุณภาพ มีความรู้ ความสามารถ เข้าใจโครงสร้างเศรษฐกิจ และยึดมั่นในประโยชน์ของประเทศและประชาชนเหนือผลประโยชน์ทางการเมือง เพื่อร่วมกันฟื้นฟูความเชื่อมั่นและสร้างโอกาสใหม่ให้กับประเทศไทย

    สำหรับทิศทางการบริหารประเทศ หอการค้าฯ เห็นด้วยและพร้อมสนับสนุนการขับเคลื่อนภารกิจเร่งด่วน 4 ด้านที่รัฐบาลได้ประกาศ ซึ่งถือเป็นเรื่องสำคัญและจำเป็นต่อการฟื้นฟูประเทศในช่วงเวลานี้ ได้แก่

        1.    ด้านเศรษฐกิจ ดำเนินมาตรการลดภาระค่าครองชีพทั้งค่าใช้จ่ายด้านพลังงาน การเดินทาง และค่าขนส่ง แก้ไขปัญหาหนี้สินของเกษตรกรและผู้มีรายได้น้อย ควบคู่กับการสร้างรายได้และโอกาสใหม่ให้กับประชาชน ผู้ประกอบการ และชุมชนฐานราก

        2.    ด้านความมั่นคงชายแดน –จัดการปัญหาพิพาทชายแดนด้วยแนวทางสันติ ปกป้องผลประโยชน์ของชาติ และดูแลเยียวยาประชาชนที่ได้รับผลกระทบอย่างรวดเร็วและทั่วถึง

        3.    ด้านภัยธรรมชาติ พัฒนาระบบเตือนภัย การป้องกัน และกลไกเยียวยาฟื้นฟู เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยให้ได้รับการชดเชยอย่างเป็นธรรม ทันท่วงที และสามารถกลับมาดำเนินชีวิตได้อย่างมั่นคง

        4.    ด้านภัยสังคม เร่งรัดมาตรการปราบปรามขบวนการค้ายาเสพติด การค้ามนุษย์ การหลอกลวงออนไลน์ รวมถึงปัญหาการพนันและการพนันออนไลน์ โดยสร้างความร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้านและมิตรประเทศอย่างจริงจัง
     

    นอกจากนี้ หอการค้าไทยและสภาหอการค้าฯ อยากให้เร่งแก้ไขปัญหาการส่งออก การเจรจาภาษีสหรัฐอเมริกา และ FTA เพื่อเสริมความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ทั้งนี้พร้อมสนับสนุนการทำงานของรัฐบาลในมาตรการเชิงรุก โดยเฉพาะ โครงการ “คนละครึ่ง” ที่ช่วยกระตุ้นการบริโภคภายในประเทศ และการ เร่งสร้างความเชื่อมั่นด้านการท่องเที่ยวไทย ในตลาดต่างประเทศ โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวจากประเทศจีนในไตรมาสสุดท้ายของปี ซึ่งเป็นฤดูท่องเที่ยวสำคัญ เพื่อสร้างรายได้หมุนเวียน กระจายสู่ชุมชนและเศรษฐกิจฐานราก นอกจากนั้นการเร่งสร้างความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจของประเทศไทยกลับมาเป็นเรื่องจำเป็น

    ทั้งนี้ หอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย พร้อมสนับสนุนภารกิจเร่งด่วนทั้ง 4 ด้าน อย่างเต็มที่ ด้วยความมุ่งมั่นและจริงจัง เพื่อให้การดำเนินงานของรัฐบาลบรรลุผลอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อฟื้นฟูความเชื่อมั่นของประชาชนและนักลงทุน และการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.nationtv.tv/economy-business/economy/378966545&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1Bi0vaREKyCbixqh79nadZ

  • คนไทยอยากให้นายกฯ คนใหม่เร่งแก้ปมค่าครองชีพ-ปากท้อง เชื่อมั่นปานกลาง : อินโฟเควสท์

    คนไทยอยากให้นายกฯ คนใหม่เร่งแก้ปมค่าครองชีพ-ปากท้อง เชื่อมั่นปานกลาง : อินโฟเควสท์

    “สวนดุสิตโพล” มหาวิทยาลัยสวนดุสิต เผยผลสำรวจความคิดเห็นเรื่อง “ความคาดหวังต่อนายกรัฐมนตรีคน ที่ 32” ที่ได้จากประชาชนกลุ่มตัวอย่างทั่วประเทศจำนวน 1,191 คน ระหว่างวันที่ 2-5 กันยายน 2568 โดยระบุ ภารกิจเร่งด่วนที่อยากให้นายกรัฐมนตรีคนใหม่ดำเนินการมากที่สุด คือ การแก้ปัญหาค่าครองชีพและปากท้อง ขณะ ที่มีความเชื่อมั่นว่านายกรัฐมนตรีคนที่ 32 จะสามารถแก้ปัญหาของประเทศได้อยู่ในระดับปานกลาง และกลุ่ม ตัวอย่างส่วนใหญ่เห็นด้วยหากรัฐบาลใหม่ประกาศยุบสภาภายใน 4 เดือนเพื่อเลือกตั้งใหม่ และสิ่งที่อยากฝากถึง นายกรัฐมนตรีคนใหม่มากที่สุดคือ ให้ความสำคัญกับปัญหาเศรษฐกิจของประเทศ

    *ประชาชนคิดว่า “ภารกิจเร่งด่วน” ของนายกรัฐมนตรีคนใหม่คือเรื่องใด

    • อันดับ 1 แก้ปัญหาค่าครองชีพและปากท้อง 68.26%
    • อันดับ 2 แก้ปัญหาไทย-กัมพูชา 49.03%
    • อันดับ 3 ฟื้นฟูเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน 44.58%
    • อันดับ 4 ปราบปรามคอร์รัปชัน 33.59%
    • อันดับ 5 แก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางสังคม 33.08%

    *ประชาชนเชื่อมั่นว่านายกรัฐมนตรีคนที่ 32 จะสามารถแก้ปัญหาของประเทศได้มากน้อยเพียงใด

    • อันดับ 1 เชื่อมั่นปานกลาง 56.09%
    • อันดับ 2 เชื่อมั่นน้อย 25.94%
    • อันดับ 3 ไม่เชื่อมั่นเลย 13.27%
    • อันดับ 4 เชื่อมั่นมาก 4.70%

    *ประชาชนเห็นด้วยหรือไม่หากรัฐบาลใหม่ประกาศยุบสภาภายใน 4 เดือนเพื่อเลือกตั้งใหม่

    • อันดับ 1 เห็นด้วย เพราะอยากให้คืนอำนาจให้ประชาชน 76.66%
    • อันดับ 2 ไม่เห็นด้วย เพราะอยากให้รัฐบาลทำงานต่อ เร่งแก้ปัญหาต่าง ๆ 13.01%
    • อันดับ 3 ไม่แน่ใจ 10.33%

    *สิ่งที่ประชาชนอยากฝากถึงนายกรัฐมนตรีคนที่ 32

    • อันดับ 1 ให้ความสำคัญกับปัญหาเศรษฐกิจของประเทศ 53.81%
    • อันดับ 2 ลดค่าครองชีพ สร้างงาน แก้ความยากจน 44.09%
    • อันดับ 3 บริหารบ้านเมืองด้วยความซื่อสัตย์ โปร่งใส ไม่คอร์รัปชัน 37.01%
    • อันดับ 4 ทำตามสัญญา ยึดประโยชน์ของชาติและประชาชนเป็นหลัก 35.70%
    • อันดับ 5 แก้ปัญหาชายแดนไทย–กัมพูชาอย่างเด็ดขาด 22.05%

    น.ส.พรพรรณ บัวทอง ประธานสวนดุสิตโพล กล่าวว่า ไม่ว่านายกฯ คนใหม่จะเป็นใคร ประชาชนก็ยังคงกังวลกับปัญหา เศรษฐกิจ ค่าครองชีพ และปากท้องจนมีเสียงเรียกร้องให้คืนอำนาจผ่านการยุบสภาในเวลาอันสั้น สะท้อนภาวะวิกฤตความศรัทธาต่อวาจา ของนักการเมือง การทำหน้าที่ของนายกฯ ใหม่จึงเต็มไปด้วยความท้าทายทั้งแก้ปัญหาเศรษฐกิจ บริหารงานอย่างโปร่งใส และทำตามสัญญา ที่ให้ไว้เพื่อกอบกู้ความไว้วางใจจากประชาชน

    น.ส.เบญจพร พึงไชย อาจารย์หลักสูตรรัฐศาสตรบัณฑิต โรงเรียนกฎหมายและการเมือง มหาวิทยาลัยสวนดุสิต กล่าวว่า ผล สำรวจสะท้อนถึงปัญหาปากท้องซึ่งยังเป็นปัญหาที่ประชาชนต้องการให้นายกรัฐมนตรีคนใหม่ นายอนุทิน ชาญวีรกูล เข้ามาแก้ไขมากที่สุด นอก จากนี้ความเชื่อมั่นว่านายกรัฐมนตรีจะสามารถแก้ไขปัญหาของประเทศได้อยู่ในระดับปานกลางก็เป็นสัญญาณว่าประชาชนให้โอกาสนายก รัฐมนตรีในการนำพาประเทศ เท่ากับว่าจากนี้นายกรัฐมนตรีจะต้องเร่งสร้างผลงานเพื่อให้เกิดความเชื่อมั่นจากประชาชน ดังนั้นสิ่งที่นายก รัฐมนตรีและคณะรัฐบาลควรดำเนินการ คือ การวางยุทธศาสตร์ และสิ่งสำคัญที่สุดคือการแสดงออกถึงความจริงใจในการแก้ไขปัญหา โดย เฉพาะปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (07 ก.ย. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/527523&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2O_gGNFYeQc1R5aDMUVfo-

  • ภาวะเศรษฐกิจและการเงินประจำสัปดาห์  โดย :วิจัยกรุงศรี

    ภาวะเศรษฐกิจและการเงินประจำสัปดาห์  โดย :วิจัยกรุงศรี

    สัญญาณการอ่อนแรงของเศรษฐกิจในกลุ่มประเทศแกนหลักหนุนการดำเนินนโยบายการเงินเชิงผ่อนคลาย

    •สหรัฐ

    คาดเฟดให้น้ำหนักการชะลอตัวของเศรษฐกิจขึ้น เพิ่มโอกาสปรับลดดอกเบี้ยในช่วงที่เหลือของปี ในเดือนกรกฎาคม อัตราเงินเฟ้อทั่วไปทรงตัวจากเดือนก่อนหน้าที่ 2.7%YoY ส่วนอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานขยับขึ้นเล็กน้อยจากเดือนก่อนที่ 2.9% สู่ระดับ 3.1% ใกล้เคียงกับคาดการณ์ของตลาด ขณะที่ยอดค้าปลีกเติบโตจากเดือนก่อน 0.5% ชะลอลงจาก 0.9% ในเดือนมิถุนายน สอดคล้องกับความเชื่อมั่นผู้บริโภคที่ปรับลดลงสู่ระดับต่ำสุดในรอบ 4 เดือนที่ 58.6

    เศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่มีแนวโน้มชะลอตัวชัดเจนขึ้นในระยะข้างหน้า ภายใต้แรงกดดันจากการปรับขึ้นภาษีศุลกากรเริ่มสะท้อนให้เห็นผ่านการจ้างงานที่ลดลงค่อนข้างมากและการบริโภคที่ชะลอตัว ปัจจัยดังกล่าวจะลดแรงกดดันด้านราคาจากฝั่งอุปสงค์หรือลด Demand-pull pressure ขณะเดียวกันแม้ว่าการขึ้นภาษีนำเข้าจะส่งผลต่อ Cost-push pressure แต่คาดว่าผลกระทบจำกัดเนื่องจากราคาพลังงานโลกอยู่ในระดับต่ำ จากปัจจัยดังกล่าวบวกกับอัตราดอกเบี้ยแท้จริงที่ยังสูงกว่าค่าเฉลี่ยในอดีต วิจัยกรุงศรีจึงคาดว่าเฟดมีโอกาสปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงอีกประมาณ 2-3 ครั้งในช่วงที่เหลือของปีนี้

    •ญี่ปุ่น

    การบรรลุข้อตกลงการค้ากับสหรัฐฯ ช่วยลดความเสี่ยงขาลงต่อเศรษฐกิจญี่ปุ่น แต่คาด BOJ ไม่รีบปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย ตัวเลข GDP ของญี่ปุ่นในไตรมาส 2 ขยายตัว 0.3% QoQ สูงกว่าคาดการณ์ของตลาดที่ 0.1% ผ่านแรงหนุนจากการส่งออกและการลงทุน อย่างไรก็ตาม การบริโภคภาคเอกชนโตเพียง 0.2% ซึ่งสะท้อนกำลังซื้อที่ชะลอตัว

    แม้ว่าญี่ปุ่นจะถูกเก็บภาษีนำเข้าในอัตราที่ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยโลกและแรงหนุนจากภาคบริการ (สัดส่วน 70% ต่อ GDP) ยังคงแข็งแกร่งคาดว่าจะช่วยลดความเสี่ยงต่อการชะลอตัวรุนแรงของเศรษฐกิจ อย่างไรก็ตาม คาดว่าภาคการส่งออกและการผลิตจะกดดันเศรษฐกิจชัดเจนขึ้น เนื่องจากผลบวกของ front-loading กำลังจะหายไป และความต้องการสินค้าในตลาดโลกอ่อนแอลงหลังการปรับขึ้นภาษีศุลกากรใหม่ของสหรัฐฯ เริ่มมีผลบังคับใช้ในเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา จากเหตุผลข้างต้น วิจัยกรุงศรีคาดว่า BOJ จะยังคงอัตราดอกเบี้ยที่ระดับ 0.5% จนถึงสิ้นปีนี้

    •จีน

    เศรษฐกิจจีนเริ่มส่งสัญญาณอ่อนแรง ยอดค้าปลีกสินค้าขยายตัวชะลอลงจาก 4.8%YoY ในเดือนมิถุนายนเหลือเพียง 3.7% ในเดือนกรกฎาคม การลงทุนในสินทรัพย์ถาวรชะลอแรงจาก 2.8% ในช่วง 6 เดือนแรกเหลือเพียง 1.6% ในช่วง 7 เดือนแรก ส่วนอัตราเงินเฟ้อทั่วไปอยู่ต่ำกว่า 1% นานต่อเนื่อง 29 เดือน สอดคล้องกับดัชนีราคาผู้ผลิต ซึ่งหดตัวติดต่อกันนานเกือบ 3 ปี ขณะที่ยอดสินเชื่อใหม่ในเดือนกรฏาคมติดลบครั้งแรกในรอบ 20 ปี

    ตัวชี้วัดทางเศรษฐกิจล่าสุดสะท้อนถึงแรงหนุนภายในประเทศที่เริ่มอ่อนแอลง ขณะที่จีนยังคงเผชิญความเสี่ยงจากสงครามการค้า แม้สหรัฐฯ-จีนขยายเวลาการเจรจาเรื่องภาษีนำเข้าต่ออีก 90 วันจนถึง 10 พฤศจิกายน ด้านรัฐบาลเตรียมออกมาตรการช่วยจ่ายดอกเบี้ยเงินกู้แก่ธุรกิจภาคบริการบางกลุ่ม และผู้บริโภค รวมถึงมาตรการควบคุมการแข่งขันด้านราคาที่รุนแรง เช่น การห้ามตั้งราคาเพื่อกำจัดคู่แข่งขัน การควบคุมกำลังผลิตภาคอุตสาหกรรม และการจัดระเบียบการส่งเสริมการลงทุนของท้องถิ่น อย่างไรก็ดี ความเชื่อมั่นโดยรวมที่ยังอ่อนแออาจลดทอนประสิทธิผลของมาตรการกระตุ้นการบริโภค ขณะที่มาตรการแก้ปัญหาสงครามราคาและอุปทานส่วนเกินอาจกดดันเศรษฐกิจในระยะสั้น และจำเป็นต้องอาศัยเวลากว่าจะเริ่มเห็นผลบวก

    เศรษฐกิจไทยครึ่งแรกของปีโต 3% วิจัยกรุงศรียังคงประมาณการ GDP ปี 2568 ขยายตัวที่ 2.1%

    กนง.ลดดอกเบี้ยสู่ระดับ 1.50% เพื่อช่วยบรรเทาภาระของกลุ่มเปราะบางเป็นสำคัญ วิจัยกรุงศรีคาดปรับลดอีก 1-2 ครั้งภายในไตรมาสแรกปีหน้า การประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ในวันที่ 13 สิงหาคม มีมติเอกฉันท์ลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% จาก 1.75% เป็น 1.50% โดยชี้ว่าแม้เศรษฐกิจปี 2568 และ 2569 ขยายตัวใกล้เคียงกับที่ประเมินไว้ แต่ผลของมาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐฯจะซ้ำเติมปัญหาเชิงโครงสร้างและขีดความสามารถในการแข่งขัน รวมทั้งเศรษฐกิจบางภาคส่วนมีความเปราะบางมากขึ้นโดยเฉพาะ SMEs และผู้รายได้น้อย ซึ่งเผชิญความเสี่ยงด้านเครดิตสูงขึ้นสะท้อนจากการหดตัวของสินเชื่อ

    วิจัยกรุงศรีประเมินว่า การปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายครั้งนี้ของกนง. สะท้อนการเปลี่ยนท่าทีจากเดิมที่ให้ความสำคัญกับ “การรักษาพื้นที่นโยบาย” มาสู่ “การสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจ” ท่ามกลางความเสี่ยงด้านต่ำที่เพิ่มขึ้นจากนโยบายการค้าของสหรัฐฯ และการส่งผ่านนโยบายการเงินที่ยังไม่ทั่วถึง โดยธปท.ระบุว่าการปรับลดดอกเบี้ยครั้งนี้จะช่วยบรรเทาภาระของกลุ่มเปราะบาง อย่างไรก็ตาม แรงกดดันต่อการเติบโตยังมีอยู่ต่อเนื่อง ทั้งจากการหดตัวของสินเชื่อ การเพิ่มขึ้นของอัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง ความไม่แน่นอนทางการเมือง ความตึงเครียดชายแดนไทย–กัมพูชา การส่งออกที่มีแนวโน้มชะลอตัวหลังจากเร่งส่งออกไปก่อนล่วงหน้า นอกจากนี้ ยังมีความเสี่ยงจากภาษีนำเข้าของสหรัฐฯเพิ่มเติมในรายอุตสาหกรรม รวมถึงการทะลักเข้าของสินค้าจีนและสหรัฐฯ (Twin influx) ภายใต้ปัจจัยหล่านี้ วิจัยกรุงศรีคาดว่ามีโอกาสที่กนง.จะปรับลดดอกเบี้ยเพิ่มเติมอีก 1-2 ครั้งภายในไตรมาสแรกของปี 2569 โดยยังคงใช้นโยบายการเงินแบบผ่อนคลายควบคู่กับการรักษาเสถียรภาพทางการเงินมหภาค ภายใต้ข้อจำกัดของพื้นที่นโยบายที่มีอยู่จำกัด

    GDP ไตรมาส 2 ปี 2568 เติบโต 2.8% YoY และ 0.6% QoQ จากปัจจัยชั่วคราวของการเร่งส่งออกสินค้าล่วงหน้า สภาพัฒน์ฯ รายงานเศรษฐกิจไทยในไตรมาสสองของปีนี้ขยายตัว 2.8% ดีกว่าเล็กน้อยที่นักวิเคราะห์และวิจัยกรุงศรีคาดไว้ที่ 2.5% และ 2.7%YoY ตามลำดับ แต่ชะลอลงจาก 3.2% ใน 1Q68 โดย GDP ใน 2Q ได้แรงขับเคลื่อนจากการส่งออกสินค้าที่ยังเติบโตสูง แต่การส่งออกบริการชะลอลงตามจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติ ด้านการบริโภคภาคเอกชนโตชะลอลงจากการใช้จ่ายบริการเป็นสำคัญ ส่วนการลงทุนภาคเอกชนกลับมาขยายตัวครั้งแรกในรอบ 5 ไตรมาส ซึ่งเป็นผลจากฐานต่ำปีก่อน ขณะที่การลงทุนและการบริโภคภาครัฐแม้เติบโตชะลอลงแต่ยังเป็นปัจจัยที่ช่วยหนุนเศรษฐกิจโดยรวม ล่าสุดสภาพัฒน์ฯ ปรับเพิ่มคาดการณ์ GDP ปีนี้ขยายตัวที่ 2.0% จากเดิมคาดที่ 1.8%

    วิจัยกรุงศรีประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจไทยในช่วงครึ่งหลังของปี 2568 ยังเผชิญแรงกดดันจากหลายด้านด้วยกัน ได้แก่

    (i) การส่งออกที่มีแนวโน้มชะลอตัวหลังจากการเร่งส่งออกล่วงหน้าในช่วงก่อน ประกอบกับผลกระทบจากการปรับขึ้นภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ และแนวโน้มเศรษฐกิจโลกที่อ่อนแรงลง

    (ii) การลงทุนภาคเอกชนอาจได้รับแรงกดดันจากความไม่แน่นอนทางการเมืองภายในประเทศ และความตึงเครียดชายแดนไทย-กัมพูชา

    (iii) ภาคการท่องเที่ยวที่ยังได้รับผลกระทบจากจำนวนนักท่องเที่ยวจีนที่ต่ำกว่าคาด และการแข่งขันที่รุนแรงจากประเทศคู่แข่ง และ

    (iv) การบริโภคภาคเอกชน ซึ่งคาดว่าจะทรงตัว แม้มีมาตรการกระตุ้นท่องเที่ยวในประเทศ แต่อาจถูกกดดันจากผลกระทบของการขึ้นภาษีนำเข้าต่อการจ้างงานและรายได้ ระดับหนี้ครัวเรือนที่สูง ความเชื่อมั่นผู้บริโภคที่อ่อนแอ และราคาสินค้าเกษตรที่ตกต่ำ สำหรับในช่วงครึ่งหลังของปี 2568 วิจัยกรุงศรีคาดว่าเศรษฐกิจอาจชะลอลงเหลือเพียง 1.3% YoY จากขยายตัว 3.0% ในช่วงครึ่งปีแรก ส่งผลให้เศรษฐกิจไทยทั้งปียังมีแนวโน้มเติบโตเฉลี่ยอยู่ที่ 2.1%

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thaitabloid.com/archives/240188&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0ju3LF6kuD10Ljg0qKh1E4

  • หอการค้าไทยพร้อมหนุนรัฐบาลขับเคลื่อนภารกิจเร่งด่วน 4 ด้าน : อินโฟเควสท์

    หอการค้าไทยพร้อมหนุนรัฐบาลขับเคลื่อนภารกิจเร่งด่วน 4 ด้าน : อินโฟเควสท์

    นายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทย กล่าวว่า ในช่วงเวลาที่เศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญความผันผวนและเปราะบาง จากทั้งภาวะเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว การค้าและการลงทุนที่มีข้อจำกัด ตลอดจนแรงกดดันจากหนี้ครัวเรือนและต้นทุนภาคธุรกิจที่สูงขึ้น หอการค้าฯ มีความคาดหวังว่ารัฐบาลชุดใหม่จะเร่งดำเนินมาตรการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจเฉพาะหน้าอย่างจริงจัง และจัดตั้งคณะรัฐมนตรีที่ประกอบด้วยบุคลากรคุณภาพ มีความรู้ ความสามารถ เข้าใจโครงสร้างเศรษฐกิจ และยึดมั่นในประโยชน์ของประเทศและประชาชนเหนือผลประโยชน์ทางการเมือง เพื่อร่วมกันฟื้นฟูความเชื่อมั่นและสร้างโอกาสใหม่ให้กับประเทศไทย

    สำหรับทิศทางการบริหารประเทศ หอการค้าฯ เห็นด้วยและพร้อมสนับสนุนการขับเคลื่อนภารกิจเร่งด่วน 4 ด้านที่รัฐบาลได้ประกาศ ซึ่งถือเป็นเรื่องสำคัญและจำเป็นต่อการฟื้นฟูประเทศในช่วงเวลานี้ ได้แก่

    1.ด้านเศรษฐกิจ ดำเนินมาตรการลดภาระค่าครองชีพทั้งค่าใช้จ่ายด้านพลังงาน การเดินทาง และค่าขนส่ง แก้ไขปัญหาหนี้สินของเกษตรกรและผู้มีรายได้น้อย ควบคู่กับการสร้างรายได้และโอกาสใหม่ให้กับประชาชน ผู้ประกอบการ และชุมชนฐานราก

    2.ด้านความมั่นคงชายแดน จัดการปัญหาพิพาทชายแดนด้วยแนวทางสันติ ปกป้องผลประโยชน์ของชาติ และดูแลเยียวยาประชาชนที่ได้รับผลกระทบอย่างรวดเร็วและทั่วถึง

    3.ด้านภัยธรรมชาติ พัฒนาระบบเตือนภัย การป้องกัน และกลไกเยียวยาฟื้นฟู เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยให้ได้รับการชดเชยอย่างเป็นธรรม ทันท่วงที และสามารถกลับมาดำเนินชีวิตได้อย่างมั่นคง

    4.ด้านภัยสังคม เร่งรัดมาตรการปราบปรามขบวนการค้ายาเสพติด การค้ามนุษย์ การหลอกลวงออนไลน์ รวมถึงปัญหาการพนันและการพนันออนไลน์ โดยสร้างความร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้านและมิตรประเทศอย่างจริงจัง

    นอกจากนี้ หอการค้าไทยและสภาหอการค้าฯ อยากให้เร่งแก้ไขปัญหาการส่งออก การเจรจาภาษีสหรัฐอเมริกา และ FTA เพื่อเสริมความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ทั้งนี้พร้อมสนับสนุนการทำงานของรัฐบาลในมาตรการเชิงรุก โดยเฉพาะโครงการ “คนละครึ่ง” ที่ช่วยกระตุ้นการบริโภคภายในประเทศ และการเร่งสร้างความเชื่อมั่นด้านการท่องเที่ยวไทยในตลาดต่างประเทศ โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวจากประเทศจีนในไตรมาสสุดท้ายของปี ซึ่งเป็นฤดูท่องเที่ยวสำคัญ เพื่อสร้างรายได้หมุนเวียน กระจายสู่ชุมชนและเศรษฐกิจฐานราก นอกจากนั้นการเร่งสร้างความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจของประเทศไทยกลับมาเป็นเรื่องจำเป็น

    ทั้งนี้ หอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย พร้อมสนับสนุนภารกิจเร่งด่วนทั้ง 4 ด้านอย่างเต็มที่ ด้วยความมุ่งมั่นและจริงจัง เพื่อให้การดำเนินงานของรัฐบาลบรรลุผลอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อฟื้นฟูความเชื่อมั่นของประชาชนและนักลงทุน และการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (07 ก.ย. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/527573&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0itagoBT0CPGHBDgt9hQ_Y