Category: เศรษฐกิจ

  • รัฐบาลใหม่ปัดฝุ่น ‘คนละครึ่ง’ พยุงเศรษฐกิจฝ่ามรสุมครึ่งปีหลัง

    รัฐบาลใหม่ปัดฝุ่น ‘คนละครึ่ง’ พยุงเศรษฐกิจฝ่ามรสุมครึ่งปีหลัง

    รัฐบาลใหม่ปัดฝุ่น ‘คนละครึ่ง’ พยุงเศรษฐกิจฝ่ามรสุมครึ่งปีหลัง

    เศรษฐกิจไทยในครึ่งปีแรกของปี 2568 แม้จะขยายตัวได้ดีถึง 3.0% แต่ยังคงเผชิญกับปัจจัยเสี่ยงหลายประการในช่วงครึ่งปีหลัง ซึ่งสามารถกลายเป็นอุปสรรคใหญ่ที่รัฐบาลและภาคเอกชนต้องเตรียมรับมือ

    โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของการดูแลภาคการส่งออกให้สามารถปรับตัวและแข่งขันในสถานการณ์ใหม่ ๆ รวมถึงการแก้ไขปัญหาหนี้สินภายในประเทศและการปรับโครงสร้างภาคการผลิตเพื่อลดการพึ่งพาปัจจัยภายนอกในระยะยาว ซึ่งจะเป็นกุญแจสำคัญในการรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและการฟื้นตัวในอนาคต 

    สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) ได้แสดงความกังวลต่อแนวโน้มเศรษฐกิจไทยในช่วงครึ่งปีหลัง 2568 โดยระบุว่า ภัยคุกคามจากปัจจัยเสี่ยงทั้งภายในและภายนอกประเทศยังคงเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทย แม้จะมีตัวเลขการขยายตัวที่ดีในครึ่งปีแรกก็ตาม แต่ความผันผวนในหลายภาคส่วนยังคงเป็นความท้าทายที่ต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด

    จากการแถลงภาวะเศรษฐกิจและสังคมล่าสุด สภาพัฒน์ได้เน้นย้ำประเด็นที่ต้องจับตามอง ได้แก่ ผลกระทบจากมาตรการภาษีและการกีดกันทางการค้าของสหรัฐฯ ซึ่งถือเป็นความเสี่ยงอันดับหนึ่งที่สภาพัฒน์กังวลมากที่สุด

    เพราะสหรัฐฯ เป็นตลาดส่งออกสำคัญของไทย การเปลี่ยนแปลงนโยบายภาษีจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อปริมาณการส่งออกและความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการไทย อีกทั้งยังอาจลุกลามไปยังห่วงโซ่การผลิตในภาคอุตสาหกรรมต่าง ๆ ที่พึ่งพาตลาดส่งออก

    รัฐบาลใหม่ปัดฝุ่น ‘คนละครึ่ง’ พยุงเศรษฐกิจฝ่ามรสุมครึ่งปีหลัง

    ขณะเดียวกัน ปัญหาภาระหนี้สินทั้งหนี้ครัวเรือนและหนี้ภาคธุรกิจที่ยังคงสูงอยู่เป็นประวัติการณ์ก็เป็นข้อจำกัดสำคัญที่กระทบต่อการเติบโตของอุปสงค์ภายในประเทศ ทำให้การบริโภคและการลงทุนภาคเอกชนยังคงมีความเปราะบาง นอกจากนี้ มาตรฐานการให้สินเชื่อที่เข้มงวดของสถาบันการเงินยังคงเป็นอุปสรรคสำคัญในการเข้าถึงแหล่งทุนของผู้ประกอบการ โดยเฉพาะกลุ่ม SME ซึ่งต้องการความช่วยเหลือในการฟื้นฟู

    ด้านการท่องเที่ยว ซึ่งเคยเป็นเครื่องยนต์หลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยเริ่มมีสัญญาณชะลอตัว ซึ่งอาจเกิดจากการแข่งขันที่รุนแรงขึ้นจากประเทศเพื่อนบ้าน และกำลังซื้อของนักท่องเที่ยวที่อาจลดลงตามภาวะเศรษฐกิจในประเทศต้นทาง 

    นอกจากนี้ ภัยธรรมชาติที่เกิดจากความแปรปรวนของสภาพภูมิอากาศ เช่น ภัยแล้งและน้ำท่วม ยังเป็นความเสี่ยงที่ส่งผลต่อผลผลิตภาคเกษตรกรรม ซึ่งอาจกระทบต่อรายได้ของเกษตรกรและสร้างแรงกดดันต่อระดับราคาสินค้าเกษตร 

    รัฐบาลใหม่ภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวิระกุล นายกรัฐมนตรี ได้เข้ามาบริหารในช่วงที่เศรษฐกิจไทยเผชิญกับความท้าทายมากมาย

    การฟื้นฟูความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจจึงเป็นภารกิจที่สำคัญที่รัฐบาลต้องดำเนินการอย่างเร่งด่วน เพื่อไม่ให้เศรษฐกิจตกต่ำมากกว่าที่เป็นอยู่ การเลือกตัวรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจจึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง โดยเฉพาะในกระทรวงการคลัง กระทรวงพาณิชย์ และกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา 

    รัฐมนตรีที่เปิดเผยหน้าตาและได้รับเสียงตอบรับที่ดี ได้แก่นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศว่าที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ผู้ที่มีประสบการณ์ในการบริหารเศรษฐกิจการคลัง การจัดเก็บภาษี และการบริหารที่ดินของรัฐ

    ขณะที่นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ซึ่งได้รับการแต่งตั้งเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ถือเป็นบุคคลที่มีคุณสมบัติครบถ้วนในการดำรงตำแหน่งนี้ และมีความคาดหวังว่าจะสามารถนำพากระทรวงไปสู่ความสำเร็จอย่างมีประสิทธิภาพ ด้วยประสบการณ์ที่โดดเด่นในหลายองค์กรระดับชาติและนานาชาติ

    ด้านการกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศ โครงการ “คนละครึ่ง” อาจเป็นเครื่องมือสำคัญในการกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากและลดภาระค่าใช้จ่ายของประชาชน รวมถึงช่วยสนับสนุนผู้ประกอบการรายย่อย ซึ่งถือว่าเป็นมาตรการที่ประสบความสำเร็จในระยะสั้น แต่ก็ยังมีข้อจำกัดด้านงบประมาณที่จะทำให้เม็ดเงินที่ใส่เข้าไปในระยะแรกอาจไม่เพียงพอในการกระตุ้นเศรษฐกิจให้ฟื้นตัวอย่างยั่งยืน  

    ดังนั้น รัฐบาลจำเป็นต้องเสริมทัพด้วยมาตรการภาษีต่าง ๆ เช่น การใช้มาตรการ Easy E-receipt เพื่อกระตุ้นกำลังซื้อจากกลุ่มที่มีกำลังซื้อสูง ซึ่งจะช่วยกระชากเศรษฐกิจไม่ให้ตกต่ำเกินไป

    วิเคราะห์ หน้า 8 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับที่ 4,130 วันที่ 11 – 13 กันยายน พ.ศ. 2568

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/638478&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0rxzklEZs95k8yXq8Ln0Sn

  • “สุขุม” ชี้สังคมมีความหวัง หลัง “อนุทิน” เซ็ตทีมเศรษฐกิจ

    “สุขุม” ชี้สังคมมีความหวัง หลัง “อนุทิน” เซ็ตทีมเศรษฐกิจ

    กทม.10ก.ย.-“สุขุม” ชี้สังคมมีความหวัง หลัง “อนุทิน” เซ็ตทีม ครม.เศรษฐกิจ ฟื้นนโยบายคนละครึ่ง

    นายสุขุม นวลสกุล อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยรามคำแหง ให้ความเห็นต่อสถานการณ์การเมืองและแนวทางการบริหารประเทศ ภายหลังการเข้ารับตำแหน่งของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ว่า บรรยากาศทางการเมืองในขณะนี้เริ่มสร้างความหวังใหม่ให้กับสังคมไทย โดยเฉพาะการกำหนดกรอบเวลาการทำงานที่ชัดเจน และการเร่งเดินหน้านโยบายเศรษฐกิจที่ประชาชนรอคอย

    นายสุขุม ระบุว่า สิ่งที่รัฐบาลต้องทำเร่งด่วน คือการแสดงฝีมือให้ประชาชนเห็นผลลัพธ์โดยเร็ว ก่อนที่จะเดินเข้าสู่การเลือกตั้งครั้งหน้า รัฐบาลต้องใช้โอกาสนี้สร้างผลงานเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับการรื้อฟื้นโครงการ “คนละครึ่ง” ที่เคยสร้างผลกระทบเชิงบวกอย่างกว้างขวาง

    “วันนี้ไม่มีใครสนใจแล้วว่าใครคิด ใครเริ่มต้น สังคมสนใจเพียงว่าใครทำให้สำเร็จ ใครทำให้ประชาชนได้ประโยชน์ หากภูมิใจไทยเดินหน้านโยบายนี้อย่างจริงจัง ก็ย่อมจะได้คะแนนนิยมกลับคืนมา” นายสุขุม กล่าว

    อดีตอธิการบดี ม.รามคำแหง ยังมองว่า การจัดทัพ คณะรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจ ชุดใหม่น่าสนใจอย่างยิ่ง เนื่องจากความเป็น “มืออาชีพ” ที่มีความรู้ความสามารถ และได้รับความเชื่อมั่นจากสังคม ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า นายอนุทินและพรรคภูมิใจไทยเข้าใจอารมณ์ความรู้สึกของประชาชน ที่กำลังเผชิญปัญหาปากท้องและต้องการทีมงานที่สามารถแก้ไขได้จริง

    “สิ่งที่เราเห็นคือนายกฯ พยายามตอบสนองสังคมในประเด็นที่ประชาชนกังวลมากที่สุด คือเศรษฐกิจ และค่าครองชีพ การที่เลือกคนนอกที่มีความเก่งกาจเข้ามา ก็เป็นการอ่านใจประชาชนได้อย่างถูกต้อง ทำให้สังคมมีความหวังมากขึ้น” นายสุขุม กล่าว.-319.-สำนักข่าวไทย

    ดูข่าวเพิ่มเติม

    Top Viewed • อ่านมากสุด


    ดูทั้งหมด

    สมุทรปราการ 8 ก.ย.- สมุทรปราการอ่วม! ระดับน้ำยังท่วมสูง หลังฝนตกหนักทั้งคืน ด้าน สพท. สั่งปิดแล้ว 25 โรงเรียน ปรับให้สอนแบบออนไลน์ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา หรือ สพท. สั่งปิด 25 โรงเรียนจังหวัดสมุทรปราการ 1 วัน พร้อมปรับการเรียนเป็นแบบออนไลน์ เพื่อความปลอดภัยของนักเรียนและผู้ปกครอง หลังฝนตกหนักทั้งคืน ถนนสายสำคัญหลายเส้นถูกน้ำท่วม บางแห่งสูงกว่า 30 เซนติเมตร รวมถึงตรอกซอกซอยต่าง ๆ โดยบางพื้นที่น้ำได้ไหลเข้าท่วมบ้านเรือนประชาชน ขณะเดียวกันหลายจุดยังคงมีน้ำท่วมขัง ระบายออกไม่ได้ เนื่องจากระดับน้ำในคลองสายหลักสูง ประกอบกับน้ำทะเลหนุน เจ้าหน้าที่เร่งระบายน้ำ หากฝนไม่ตกลงมาซ้ำ คาดว่าบ่ายวันนี้สถานการณ์จะเข้าสู่สภาวะปกติ ทั้งนี้ มีรายงานว่าเกิดเหตุ หนุ่มวัย 17 ปี เข็นรถจักรยานยนต์ฝ่าน้ำ ถูกไฟรั่วจากแบริเออร์ก่อสร้างบนถนนแพรกษา ช็อตเสียชีวิตต่อหน้าเพื่อนบ้าน เจ้าหน้าที่เร่งสอบหาสาเหตุและป้องกันเหตุซ้ำ -สำนักข่าวไทย

    กรุงเทพฯ 8 ก.ย. – ศาลสั่งจำคุก 4 ปี “ลูกเกด ชลธิชา” สส.ประชาชน คดี ม.112 คำให้การเป็นประโยชน์ลดโทษเหลือ 2 ปี 8 เดือน ส่าสุดศาลให้กันประกันตัวแล้ว กำหนดเงื่อนไขห้ามเดินทางออกนอกราชอาณาจักร เว้นแต่จะได้รับอนุญาต วันนี้ ( 8 ก.ย.) ที่ห้องพิจารณา 901 ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก ศาลนัดฟังคำพิพากษาคดีดูหมิ่นสถาบัน หมายเลขดำ อ.595/65 ที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญา 4 เป็นโจทก์ ฟ้อง น.ส.ชลธิชา แจ้งเร็ว หรือลูกเกด สส.พรรคประชาชน จ.ปทุมธานี เป็นจำเลยในความผิด ดูหมิ่นสถาบัน ตามประมวลกฎหมายอาญา ม.112 , พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ฯ ม.4 (3) จากกรณีเมื่อวันที่ 8 พ.ย.63 จำเลยได้โพสต์ข้อความ ลงในเฟซบุ๊กตัวเอง เกี่ยวกับราษฎรสาส์น […]

    กรุงเทพฯ 7 ก.ย. – โผ ครม. “อนุทิน 1” รื้อทั้งยวง หลัง “ธรรมนัส” คุมท่องเที่ยว ทำภูมิใจไทยต้องเกลี่ยใหม่ “ไชยชนก” ดีอี “ซาบีดา” วัฒนธรรม รอเปิดคนนอก “กลาโหม-ยุติธรรม” แว่วพลตำรวจโท อดีตรองผู้การภาค 3 ติดโผ จับตา “ศักดิ์ดา” ร่วมด้วย​ ด้าน “นิพนธ์” จ่อดันลูกสาวเป็นรัฐมนตรีป้ายแดง เมื่อวันที่ 7 กันยายน 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับโผ ครม.ล่าสุด พรรคภูมิใจไทยจะได้เก้าอี้รัฐมนตรีส่วนใหญ่ประมาณ 12 ที่นั่ง โดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล นั่งนายกรัฐมนตรี ควบรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย นายทรงศักดิ์ ทองศรี นั่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย น.ส.ซาบีดา ไทยเศรษฐ์ นั่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม นายไชยชนก ชิดชอบ เลขาธิการพรรค จะนั่งตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ขณะที่นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล […]

    ชัยภูมิ 7 ก.ย.-น้ำท่วมหนักใน 3 อำเภอของจังหวัดชัยภูมิ หลังฝนตกหนักตลอดทั้งคืน สภาพภายในวัดดอนไผ่ ริมถนนชัยภูมิ-นครสวรรค์ อำเภอบ้านเขว้า จังหวัดชัยภูมิ เมื่อช่วงเช้าวันนี้ (7 ก.ย.) หลังพายุฝนกระหน่ำตลอดทั้งคืน ระดับน้ำท่วมสูง 50 เซนติเมตร พระสงฆ์ต้องอพยพหนีน้ำท่วมไปฉันอาหารอยู่บนที่สูง ขณะนี้ระดับน้ำยังไม่ลดลง นอกจากนี้ ยังเกิดน้ำท่วมใน 3 อำเภอ คือ อำเภอเมือง ย่านเศรษฐกิจในตัวอำเภอแก้งคร้อ และอำเภอบ้านเขว้า น้ำป่าสีแดงขุ่นไหลเข้าท่วมถนนสาย 225 ชัยภูมิ-นครสวรรค์ รวมถึงร้านค้า บ้านเรือนประชาชน โดยเฉพาะที่วัดกลางโนนแดง และวัดดอนไผ่ สาเหตุมาจากกรมทางหลวงก่อสร้างถนน 4 เลน ตัดผ่านบ้านโนนแดง ต.โนนแดง อ.บ้านเขว้า ทำให้น้ำป่าที่ไหลมาจากเขาภูแลนคา ไม่สามารถไหลไปลงแม่น้ำชีได้.-สำนักข่าวไทย

    ข่าวแนะนำ


    ร้อยเอ็ด 10 ก.ย. – ผลพวงอุทกภัยจากพายุหนองฟ้า ทำพนังกั้นลำน้ำยัง บ้านทรายมูล ต.ขวาว อ.เสลภูมิ จ.ร้อยเอ็ด ทรุดตัวและขาด ส่งผลมวลน้ำทะลักท่วมนาข้าวเกือบพันไร่ เส้นทางสัญจรถูกตัดขาด ภาพนาทีน้ำจากตอนบนในพื้นที่ อ.โพนทอง จ.ร้อยเอ็ด ไหลทะลักท่วมพื้นที่ ทำให้พนังกั้นลำน้ำยัง บ้านทรายมูล ต.ขวาว อ.เสลภูมิ ถูกน้ำกัดเซาะจนทรุดและขาดกว้างประมาณ 5 เมตร ยาว 6 เมตร และเอ่อเข้าท่วมนาข้าวของชาวบ้าน 3 ตำบล คือ ต.ขวาว, ต.นางาม และ ต.นางาม ชาวบ้านและผู้นำชุมชนต้องระดมเครื่องจักรกล ถุงบิ๊กแบ็ก เข้าอุดพนังที่ขาด เพราะวิตกว่ามวลน้ำจำนวนมากจะทำให้นาข้าวที่กำลังหว่านปุ๋ยรับรวง จำนวนเกือบ 1,000 ไร่ เสียหาย จนไม่สามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ ทั้งนี้ ผู้ว่าฯ ร้อยเอ็ด ได้สั่งการให้ ปภ. ประสานนำเครื่องจักรกลหนักเข้าเสริมกั้นน้ำ นำถุงบิ๊กแบ็ก 280 ถุง เข้า จัดวาง […]

    กทม. 10 ก.ย.-สิงโตในสวนสัตว์เอกชน ทำร้ายเจ้าหน้าที่ ลากไปรุมกัด อาการสาหัส นักท่องเที่ยวบันทึกเหตุการณ์ไว้ได้ พ.ต.อ.นิรุชพล โยธามาตย์ ผกก.สน.คันนายาว เปิดเผยว่า เมื่อช่วงเช้าวันนี้ (10 ก.ย.68) ได้รับรายงานว่า เกิดเหตุสิงโตทำร้ายเจ้าหน้าที่ ภายในสวนสัตว์ของเอกชน จากการตรวจสอบพบว่า เจ้าหน้าที่ลงไปให้อาหาร โดยไม่ปฏิบัติตามกฎของบริษัท จึงทำให้ถูกสิงโตรุมทำร้าย เบื้องต้นอาการสาหัส นำตัวส่งโรงพยาบาล ประสานพนักงานสอบสวนเชิญตัวเจ้าหน้าที่ของสวนสัตว์มาสอบปากคำ และลงบันทึกประจำวัน โดยยังไม่มีญาติของเจ้าหน้าที่ที่ถูกทำร้ายมาแจ้งความแต่อย่างใด ทั้งนี้ ในคลิปเป็นเหตุการณ์ที่นักท่องเที่ยวบันทึกไว้ได้ บริเวณส่วนจัดแสดงสิงโต มีรั้วขนาดใหญ่เปิดให้รถเข้า-ออก เป็นพื้นที่เปิด ให้นักท่องเที่ยวขับรถเข้าไปด้านใน มีป้ายกำกับชัดเจนห้ามเปิดกระจกและห้ามลงจากรถ ด้านในจะมีรถของสวนสัตว์จอดดูแลความปลอดภัย และบางช่วงมีการจัดแสดงโชว์ให้อาหารสิงโตที่อยู่ด้านใน.-สำนักข่าวไทย

    เกาะกง 10 ก.ย. – “พล.อ.ณัฐพล” แถลงผลหารือ GBC สมัยพิเศษ ที่เกาะกง มุ่งแก้ปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา หลังจากนี้จะมีการดำเนินการถอนอาวุธหนักภายใน 4 สัปดาห์ โดยให้คณะกรรมการไอโอที ร่วมสังเกตการณ์ด้วย และเก็บกู้ทุ่นระเบิดใน 1 สัปดาห์ ต้องแล้วเสร็จใน 1 เดือน ซึ่งเป็นการตกลงกันระหว่างไทย-กัมพูชา .-สำนักข่าวไทย

    มหาดไทย 10 ก.ย.- “ภูมิธรรม” เผยเตรียมไปเยี่ยม “ทักษิณ” มองไม่ได้ทำผิดมาตั้งแต่ต้น เป็นเพราะอำนาจจัดการจนเป็นรัฐบาลนอกระบบ รับเห็นภาพนายใหญ่ในชุดนักโทษ แล้วสะเทือนใจ ยกเป็นวีรบุรุษประชาธิปไตย คนหนึ่ง นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวถึง นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่ถูกจำคุกในเรือนจำคลองเปรม ซึ่งจากนี้จะมีกรอบเวลาให้เข้าเยี่ยมได้ มีการพูดคุยกันหรือไม่ว่าใครจะเข้าไปเยี่ยมบ้าง ว่า ยังไม่ได้มีการพูดคุยกัน แต่ความรู้สึกส่วนตัว ตนต้องไปเยี่ยมนายทักษิณแน่นอน เพราะตนไม่ได้รู้สึกว่าท่านได้ทำอะไรผิดมาตั้งแต่ต้นทาง ตลอดจนถึงปัจจุบัน ถูกกระทำโดยอำนาจการจัดการ ในการเข้าสู่การเป็นรัฐบาลนอกระบบ เพราะฉะนั้นหลายสิ่งหลายอย่างที่ตั้งขึ้นมา รอวันพิสูจน์ ซึ่งในสายตาตนนายทักษิณเป็นนักสู้คนหนึ่ง และเมื่อวานเห็นภาพนายทักษิณ สวมชุดคอกลมสีฟ้า และดูเหมือนจะกล้อนผมด้วยก็สะเทือนใจ ตนคิดว่าท่านพิสูจน์ให้เห็นว่า ถ้าจะหนีไปเลยก็ไปได้ เพราะอยู่นอกประเทศอยู่แล้ว และก็อยู่เมืองนอกไม่ได้ลำบาก ซึ่งการที่ตัดสินใจกลับมา ถือว่าเป็นคนที่รับผิดชอบต่อตัวท่านเอง และประชาชนที่เคารพนับถือท่าน ในสายตาตนนายทักษิณเป็นวีรบุรุษประชาธิปไตยคนหนึ่ง เมื่อถามว่า เรื่องนายทักษิณจะกระทบกับพรรคเพื่อไทยหรือไม่ เพราะการที่นายทักษิณยอมรับโทษนั้นอาจจะมีทั้งกระแสเห็นใจและตีกลับหรือชื่นชมว่าได้ทำตามกระบวนการยุติธรรม นายภูมิธรรม กล่าวว่า เรื่องนั้นเป็นความรู้สึกต่างๆของผู้คน จะรู้สึกอย่างไรก็เป็นไปตามความรู้สึกของคนเหล่านั้น แต่ตนเชื่อว่าคนที่เห็นใจและเข้าใจมีเยอะอยู่ และเรื่องพรรคเพื่อไทยไม่ต้องกังวล เราก็จะอยู่ […]

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://tna.mcot.net/politics-1583779&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3ag8pNKLNwu_dKNL2GFUAN

  • สมาคม

    สมาคม

    สมาคมอาคารชุดไทย สะท้อนมุมมอง เชิงกลยุทธ์ โดยมองว่าการดึงบุคคลที่มีความเชี่ยวชาญจากภาคเอกชนเข้าร่วมรัฐบาล ไม่ใช่แค่เพื่อบริหารจัดการช่วงเปลี่ยนผ่าน แต่เป็นการ “โชว์เครดิต” เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการเลือกตั้งที่จะตามมา

      บุษกร ภู่แส

      กรุงเทพธุรกิจ

       ในห้วงเปลี่ยนผ่านสำคัญของการเมือง ประเทศไทย หลัง “นายอนุทิน ชาญวีรกูล” ได้รับการโหวตขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 ภายใต้รัฐบาลเสียงข้างน้อยและกรอบเวลา เพียง 4 เดือนก่อนเลือกตั้งใหม่ สิ่งที่ตามมา หลังการประกาศรายชื่อคณะรัฐมนตรี คือการจับตา “ดรีมทีมเศรษฐกิจ” ที่นายอนุทิน ดึง “คนนอก” มาเข้าร่วมอย่าง นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ อดีตอธิบดีกรมสรรพากร นั่งเก้าอี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง, นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ อดีตซีอีโอ ปตท. นั่งเก้าอี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน และ นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว นักการทูต มากประสบการณ์ เป็นรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการต่างประเทศ

      สุนทร สถาพร นายกสมาคมธุรกิจบ้านจัดสรร กล่าวว่า ภาพรวมคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ ซึ่งมีการดึงคนนอก 3 คน เข้ามาร่วมคณะทำงานด้วย ถือว่าเป็นคนที่มีประสบการณ์ ในด้านนั้นๆ อยู่แล้ว ไม่ว่านายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ว่าที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวง การคลัง นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ ว่าที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานรวมทั้งนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว ว่าที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวง การต่างประเทศ ก็มีประสบการณ์ด้าน ต่างประเทศอยู่แล้ว และด้วยข้อจำกัด ด้านเวลาของรัฐบาลเพียงแค่ 4 เดือน จึงมองว่า น่าจะทำให้การบริหารงานไม่ต้องมานับหนึ่งหรือมาเรียนรู้งานกันใหม่

      “คณะรัฐมนตรีใหม่ชุดนี้คือทีม ที่ ‘ไม่ต้องนับหนึ่ง’ เพราะทุกคนล้วนมีประสบการณ์ตรงในด้านที่รับผิดชอบ จึงเชื่อว่าจะเดินหน้านโยบายได้ต่อเนื่องแม้เวลาจะมีไม่มาก”

       เชียร์ต่อยอด ‘คุณสู้เราช่วย’

       หนึ่งในประเด็นที่สะท้อนแรงคาดหวัง ของภาคอสังหาริมทรัพย์คือการสานต่อ โครงการดีจากรัฐบาลก่อนโดยเฉพาะนโยบาย ที่ช่วยให้ประชาชนฐานรากสามารถเข้าถึง ที่อยู่อาศัย ผ่านสินเชื่อเงื่อนไขพิเศษ เช่น โครงการ “คุณสู้ เราช่วย” ที่ได้รับเสียงตอบรับ ในกลุ่มผู้มีรายได้น้อย

       “เรื่องที่ทำไว้ดีแล้วไม่ต้องรื้อ เรายินดีหากรัฐบาลชุดใหม่จะต่อยอด โดยเฉพาะการเปิดทาง ให้ประชาชนเข้าถึงสินเชื่ออย่างเท่าเทียม”

       พร้อมกันนี้ ยังมีเสียงเรียกร้องให้รัฐบาลใหม่เร่งเดินหน้าแก้ไขปัญหาที่อ่อนไหว อย่างกรณี ปัญหาพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา ซึ่งอาจกระทบต่อความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจและการลงทุน หากปล่อยให้ยืดเยื้อ หรือกลายเป็นชนวนความขัดแย้งระหว่างประเทศ

       หนุนดึงคนเก่งสร้างความเชื่อมั่น

       ด้าน ประเสริฐ แต่ดุลยสาธิต นายกสมาคมอาคารชุดไทย สะท้อนมุมมอง เชิงกลยุทธ์ โดยมองว่าการดึงบุคคลที่มีความเชี่ยวชาญจากภาคเอกชนเข้าร่วมรัฐบาล ไม่ใช่แค่เพื่อบริหารจัดการช่วงเปลี่ยนผ่าน แต่เป็นการ “โชว์เครดิต” เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการเลือกตั้งที่จะตามมา

       “นี่คือโอกาสทองของรัฐบาลใหม่ ที่จะพิสูจน์ฝีมือให้เห็นผลงานจริง แม้จะมีเวลาเพียง 4 เดือนก็ตาม”

        ทั้งนี้ รัฐบาลต้องเลือกเดินนโยบายในแนวทาง “Quick Win” ที่สามารถสร้างผลลัพธ์ชัดเจนในเวลาอันสั้น เช่น มาตรการส่งเสริมการลงทุน การฟื้นความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติ และการตรึงเสถียรภาพค่าเงินบาทให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม

       อย่างไรก็ดี แม้ภาพรวมของการจัดตั้ง คณะรัฐมนตรีจะได้รับเสียงตอบรับเชิงบวก แต่ก็ไม่สามารถมองข้ามข้อจำกัดด้านเวลา และงบประมาณ ที่ทำให้การขับเคลื่อน นโยบายเศรษฐกิจต้องดำเนินอย่างรอบคอบ “รัฐบาลอนุทิน” จึงอาจต้องเลือกทำ เฉพาะสิ่งจำเป็น และหลีกเลี่ยงการใช้นโยบายประชานิยมที่สร้างภาระทางการคลัง เช่น การแจกเงิน หรือมาตรการลดหย่อนภาษี แบบกระจาย หากไม่มีกลไกควบคุม ชัดเจน

       “มาตรการใดที่ออกมา ต้องเน้น สร้างผลกระทบเชิงบวกในระยะสั้น โดยไม่ทำลายวินัยการเงินการคลังของประเทศในระยะยาว”

       4 เดือนชี้ชะตาอนาคตการเมือง-เศรษฐกิจ

       แม้รัฐบาลนี้จะถือเป็น “รัฐบาลเฉพาะกิจ” ด้วยเสียงข้างน้อยและวาระสั้น แต่การเริ่มต้นอย่างมีทิศทาง พร้อมทีมเศรษฐกิจที่มากประสบการณ์ ถือเป็นจุดแข็งที่สามารถนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงเชิงระบบได้ หากบริหารจัดการอย่างมีเป้าหมาย

       ภาคอสังหาริมทรัพย์จึงไม่เพียง คาดหวังว่าจะมีนโยบายกระตุ้นออกมา เท่านั้น แต่ต้องการเห็นความชัดเจน ความต่อเนื่อง และความเป็นมืออาชีพ ในการแก้ไขปัญหาเร่งด่วน ที่จะเป็นแรงส่งให้เศรษฐกิจไทยฟื้นตัวได้จริง ก่อนที่เสียงของประชาชนจะสะท้อนกลับมาอีกครั้งในคูหาเลือกตั้ง

       “รัฐบาลอนุทิน” กับภารกิจ 120 วัน ก่อนเลือกตั้งอาจไม่สามารถปฏิวัติเศรษฐกิจ ได้ทั้งหมด แต่สามารถ “ปูทาง” และ “ส่งสัญญาณ” ถึงทิศทางที่ชัดเจน สร้างความเชื่อมั่นใหม่ให้ตลาด และนักลงทุน ภายใต้ทีมเศรษฐกิจที่มากด้วยประสบการณ์ภายใต้เวลาที่จำกัด

       “เรื่องที่ทำไว้ดีแล้ว ไม่ต้องรื้อ เรายินดี หากรัฐบาลชุดใหม่ จะต่อยอด โดยเฉพาะ การเปิดทางให้ประชาชน เข้าถึงสินเชื่อ อย่างเท่าเทียม”  สุนทร สถาพร

       “อาจต้องเลือกทำเฉพาะ สิ่งจำเป็น เลี่ยงนโยบาย ประชานิยมที่สร้างภาระการคลัง เช่น แจกเงิน ลดหย่อนภาษี แบบกระจาย หากไม่มีกลไกควบคุมชัดเจน” ประเสริฐ แต่ดุลยสาธิต

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.reic.or.th/News/RealEstate/470201&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0zEd7i2FDw3gL3jXQ2-FQi

  • เช็กเลย คนละครึ่ง เตรียมกลับมาอีกครั้ง ส่องข้อแตกต่าง มีอะไรเปลี่ยนแปลงจากเดิมบ้าง

    เช็กเลย คนละครึ่ง เตรียมกลับมาอีกครั้ง ส่องข้อแตกต่าง มีอะไรเปลี่ยนแปลงจากเดิมบ้าง

     
              คืบหน้า โครงการคนละครึ่ง กลับมาอีกครั้ง พร้อมปรับเงื่อนไขใหม่อะไรบ้าง ช่วยเหลือทั้ง ร้านค้า-ประชาชน ได้รับประโยชน์มากขึ้น

    คนละครึ่ง
    ภาพจาก tete_escape / Shutterstock.com

              จากกรณี รัฐบาลใหม่ ซึ่งนำโดย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เตรียมนำโครงการคนละครึ่ง กลับมาอีกครั้งเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ คาดว่าเริ่มโครงการคนละครึ่งได้ในเดือนตุลาคม 2568 โดยเปิดให้ประชาชนลงทะเบียนได้ทางแอปฯ เป๋าตัง รวมทั้งเตรียมจูงใจร้านค้าให้เข้าร่วมโครงการ ด้วยการไม่เก็บภาษีย้อนหลังด้วยนั้น

              อ่านข่าว : รัฐบาล ไม่เก็บภาษีย้อนหลังร้านค้าเข้าร่วมคนละครึ่ง – เพิ่มสิทธิประโยชน์ประชาชนอีก

               วันที่ 9 กันยายน 2568 ความคืบหน้าโครงการคนละครึ่ง ที่เตรียมจะนำกลับมาใช้อีกครั้ง เบื้องต้นมีแนวทางสำคัญที่น่าสนใจนี้ 

    การใช้งาน และลงทะเบียน

              – ยังคงใช้งานผ่าน เป๋าตัง ผู้ที่เคยใช้งานแล้วไม่ต้องลงทะเบียนใหม่

              – ผู้ที่ยังไม่เคยเข้าร่วม สามารถลงทะเบียนใหม่ได้

    เล็งเพิ่มวงเงินใช้จ่ายต่อวัน

              เดิม :  กำหนดวงเงินใช้จ่ายต่อวัน 150 บาท

              ใหม่ : เตรียมปรับเพิ่มเป็น 200 บาทต่อวัน

    คนละครึ่ง

    ขยายสิทธิ์เพิ่มจำนวน

              – มีแนวคิดขยายจำนวนสิทธิ์ ให้ครอบคลุมผู้เข้าร่วมมากขึ้น

    เพิ่มรูปแบบการใช้จ่าย (50:50 หรือ 60:40)

              ประชาชนทั่วไป: รูปแบบ 50:50 (เหมือนเดิม) รัฐออกครึ่ง ประชาชนจ่ายครึ่ง 

              กลุ่มผู้เสียภาษี: อาจเป็นแบบ 60:40 มีสิทธิพิเศษจูงใจคนในระบบภาษี โดยรัฐช่วยออกให้มากขึ้น (รอพิจารณาตามข้อกฎหมายและวินัยการคลัง)

    การช่วยเหลือเรื่องภาษี

              ร้านที่เข้าร่วมโครงการ 

              – อาจมีมาตรการ ลดหย่อนภาษี สำหรับผู้เข้าร่วมในระบบ 

              – ไม่เก็บภาษีย้อนหลัง

    จะเปิดให้ใช้งานได้เมื่อไหร่

              – สามารถเริ่มต้นได้ภายใน 4 เดือน

    ขอบคุณข้อมูลจาก Thaipbs, ข่าวช่อง 3
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://money.kapook.com/view294863.html&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3Lpa_wITZZPaJawlKeyZkd

  • คนละครึ่ง ล่าสุด 2568 คนเสียภาษีได้สิทธิมากกว่าคนทั่วไปเท่าไหร่

    คนละครึ่ง ล่าสุด 2568 คนเสียภาษีได้สิทธิมากกว่าคนทั่วไปเท่าไหร่

    คนละครึ่ง ล่าสุด 2568 ยุคภูมิใจไทย นายกฯ อนุทิน แย้ม ปรับใหม่รัฐจ่าย 60% ประชาชน 40% เฉพาะคนเสียภาษีเท่านั้น คนทั่วไป 50% เหมือนเดิม

    จากกรณี ที่มีกระแสข่าวโครงการคนละครึ่งออกมาว่าจะเป็นในลักษณะรัฐและประชาชน ร่วมจ่ายในส่วนสัด 50:50 หรือจะเป็นแบบพลัสนั้น ล่าสุด นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย กล่าวว่าได้หารือกับ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ว่าที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง หากไม่กระทบวินัยการเงินหรืองบประมาณ และช่วยประชาชนได้

    สำหรับโครงการคนละครึ่งครั้งนี้ จะมาในรูปแบบ 60:40 เพื่อจูงใจกลุ่มคนที่เสียภาษี ซึ่งคนส่วนใหญ่ก็เสียภาษีอยู่แล้ว แต่ถ้าเป็นคนทั่วไปที่ไม่ได้เสียภาษีก็ 50:50 ถือเป็นไอเดียที่นายเอกนิติเสนอ ซึ่งตนก็เห็นด้วย และสั่งให้ไปพิจารณาเพิ่มเติม แต่ต้องไม่ผิดรัฐธรรมนูญ กฎหมาย งบประมาณ และไม่เสียวินัยการเงินการคลัง พร้อมยืนยันว่าโครงการคนละครึ่งจะดำเนินการทันภายใน 4 เดือน ขณะที่นายเอกนิติ ก็แจ้งมาว่างบประมาณมีดำเนินการ พร้อมเปรียบว่ากระเป๋าก็ยังมีเหมือนเดิม

    คนละครึ่ง 2568 คืออะไร

    โครงการ คนละครึ่ง 2568 ถือเป็นนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจเร่งด่วนที่รัฐบาลนายกฯ อนุทิน ชาญวีรกูล เตรียมเดินหน้าภายใน 4 เดือน เพื่อบรรเทาภาระค่าครองชีพประชาชน และเพิ่มกำลังซื้อให้กับร้านค้ารายย่อย โดยใช้ระบบการจ่ายผ่านแอป เป๋าตัง เช่นเดิม

    เงื่อนไขคนละครึ่งล่าสุด

    นายอนุทินเปิดเผยว่า รัฐบาลจะนำโครงการ คนละครึ่ง กลับมาใช้อีกครั้ง แต่มีการปรับเงื่อนไขใหม่เพื่อความเหมาะสม ดังนี้

    • กลุ่มคนที่เสียภาษี → ได้สิทธิ 60:40 (รัฐช่วยจ่าย 60% ประชาชนจ่ายเอง 40%)
    • กลุ่มประชาชนทั่วไปที่ไม่ได้เสียภาษี → ได้สิทธิ 50:50 เช่นเดิม

    แนวทางนี้มาจากข้อเสนอของ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ว่าที่ รมว.คลัง เพื่อจูงใจผู้เสียภาษีและไม่กระทบวินัยการคลัง

    คุณสมบัติผู้มีสิทธิ คนละครึ่ง 2568

    1. เป็นบุคคลสัญชาติไทย
    2. มีบัตรประจำตัวประชาชน
    3. อายุ 18 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป ณ วันเปิดลงทะเบียน 

    (ผู้ถือ บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ยังไม่ชัดเจนว่าจะเข้าร่วมได้หรือไม่ ต้องรอรายละเอียดจากกระทรวงการคลัง)

    สรุป โครงการ คนละครึ่ง 2568 จะกลับมาในรูปแบบใหม่ “60:40 สำหรับผู้เสียภาษี” และ “50:50 สำหรับประชาชนทั่วไป” โดยรัฐบาลอนุทินยืนยันว่าจะเดินหน้าให้ทันในกรอบเวลา 4 เดือน 

    อ่านเพิ่มเติม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/money/942947/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2ydtohXlBCR5vaMK7lEinf

  • เศรษฐกิจไทยลุ้นคึก! อนุทินนั่งนายกฯ 4 เดือน หุ้นไฟแนนซ์-ค้าปลีก-ก่อสร้างได้เฮ

    เศรษฐกิจไทยลุ้นคึก! อนุทินนั่งนายกฯ 4 เดือน หุ้นไฟแนนซ์-ค้าปลีก-ก่อสร้างได้เฮ

    จากกรณีที่ นายอนุทิน ชาญวีรกูล ได้รับความเห็นชอบบุคคลในสภาผู้แทนราษฎรลงมติเลือกนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 ของไทย ด้วยคะแนนเสียงโหวตสูงสุด ทำให้เหล่านโยบายของพรรคภูมิใจไทยกลับมาเป็นที่สนใจอีกครั้งว่าการเดินหน้าในระยะเวลา 4 เดือนจากนี้ จะช่วยหนุนเศรษฐกิจไทย และหุ้นกลุ่มใดจะได้อานิสงส์เชิงบวกบ้าง

    นายณัฐพล คำถาเครือ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวิเคราะห์การลงทุน บริษัทหลักทรัพย์ หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยกับ ‘ฐานเศรษฐกิจ’ ว่า นโยบายเหล่านี้ต้องพิจารณาอีกครั้งตอนรัฐบาลแถลงนโยบาย โดยนโยบายที่ภูมิใจไทยเคยหาเสียงไว้ และมีโอกาสทำได้เลย เช่น พักหนี้ เป็นบวกต่อไฟแนนซ์และค้าปลีก, รถเมล์ไฟฟ้า เป็นบวกต่อ NEX, EA, และเพิ่มรายได้ อสม. เป็นบวกต่อค้าปลีก, เครื่องดื่ม, และ FSMART

    นอกจากนี้ หากการลงทุนโครงการก่อสร้างตามนโยบายพรรคภูมิใจไทยสามารถเดินหน้าได้จริง ก็มองว่าจะเข้ามาช่วยหนุนหุ้นก่อสร้าง อาทิ STECON, CK, SCC และ TASCO ได้รับอานิสงส์ 

    ขณะเดียวกันจากนโยบายการพักหนี้ 3 ปี มองว่าจะส่งอานิสงค์เชิงบวกต่อกลุ่มไฟแนนซ์ได้ด้วย ได้แก่ MTC, SAWAD และ TIDLOR เป็นต้น

    ในส่วนโครงการ ‘คนละครึ่ง’ ที่จะนำกลับมาอีกครั้งนั้น มองว่ามีส่วนที่เข้ามาช่วยสนับสนุนเศรษฐกิจในระยะสั้นได้ แต่ไไม่ได้เปลี่ยนแปลงพื้นฐานอย่างมีนัยสำคัญ โดยมองว่ากระตุ้นการจับจ่ายใช้สอยจะช่วยหนุนกลุ่มค้าปลีกค้าส่ง อาทิ CPAXT, BJC และ TNP

    ทั้งนี้ เมื่อถามว่ามองการมีนายกฯ ระยะสั้น 4 เดือน จะเดินหน้านโยบายให้เป็นจริงได้มากน้อยแค่ไหน และจะสามารถกระตุ้นเศรษฐกิจ และ GDP ไทยได้เพิ่มหรือไม่นั้น คาดว่ารัฐบาลอายุสั้น (4 เดือน) จะเป็นการเน้นแก้รัฐธรรมนูญ, แก้ปัญหาชายแดน, และกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากมองกว่า ดังนั้นจึงคาดว่าจะช่วยประคอง GDP ได้ แต่ไม่น่าจะหนุนให้ GDP เร่งตัวขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ 

    สำหรับประเด็นเรื่องการยุบสภาฯ เพื่อเลือกตั้งใหม่นั้น คาดว่าจะเกิดขึ้นต้นปีหน้า (2569) เป็นปัจจัยที่ตลาดคาดไว้แล้ว อาจมีผลกระทบต่อการเบิกจ่ายงบประมาณในช่วงไตรมาส 2/2569 อยู่บ้าง แต่คาดว่าไม่กระทบต่อเศรษฐกิจทั้งปีอย่างมีนัยสำคัญ เพราะคาดว่าจะเห็นการกลับมาเร่งกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลชุดใหม่อยู่ดี 

    อย่างไรก็ตาม จากปัญหาทางการเมืองที่คลี่คลายไปในทิศทางที่มีความชัดเจนมากขึ้น ทำให้ประเมินกรอบดัชนี SET Index ในช่วงเดือนกันยายน 2568 ไว้ระดับแนวรับ 1,230 – 1,240 และกรอบแนวต้าน 1,280 – 1,300 จุด

    กระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น

    นายวทัญ จิตต์สมนึก ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์กลยุทธ์ บริษัทหลักทรัพย์ พาย จำกัด (มหาชน) เปิดมุมมองกับ ‘ฐานเศรษฐกิจ’ ว่า นโยบายพรรคภูมิใจไทยยังไม่มีประกาศอย่างชัดเจน แต่นายกรัฐมนตรีระบุว่าจะเน้นการลดค่าครองชีพประกอบไปด้วยลดค่าเดินทาง ค่าพลังงาน ค่าเดินทาง ค่าขนส่ง พร้อมกับเผยว่าอาจนำนโยบายคนละครึ่งกลับมาดำเนินการ

    ปัจจุบันนั้นยังไม่เป็นแน่ชัดว่าจะมีเม็ดเงินมาสนับสนุนประชาชนเท่าใด สำหรับโครงการคนละครึ่งในรอบนายกฯตู่พบว่ามีผลต่อ Upside GDP ราว 0.3% แต่อย่างไรก็ตาม เมื่อเทียบเปรียบกับรอบนี้ คงยังต้องรอติดตามว่าเม็ดเงินจะมีมูลค่าเท่าใด

    ทั้งนี้ ประเมินว่าโครงการคนละครึ่งจะช่วยผู้ประกอบการระดับกลาง – ล่าง ได้เป็นอย่างดีและหนุนผู้ประกอบการรายใหญ่อีกทีอย่าง CPAXT, CPALL แม้รัฐบาลชุดนี้จะมีอายุเพียง 4 เดือนและทำให้หลายคนอาจประเมินว่าไม่มีผลอะไรมากนัก

    แต่หากพิจารณาให้ดีจะพบว่านี่คือช่วงหาเสียงที่ดีที่สุดก่อนการเลือกตั้งสมัยหน้า นโยบายต่างๆ จึงมีความเป็นไปได้ที่จะออกมากระหน่ำเพื่อเตรียมสานต่อในสมัยหน้า ส่วนนโยบายอื่นๆ ยังไม่มีแถลงอย่างชัดเจน

    รวมไปถึงขอความร่วมมือกับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ในการดูแลปัญหาหนี้สินของครัวเรือน อาทิ ลดดอกเบี้ยหรือตั้งกองทุนเพื่อการดูแลลูกหนี้โดยเฉพาะ (ซื้อหนี้มาบริหาร) หากเกิดขึ้นก็จะช่วยหนุนการบริโภคและเศรษฐกิจให้ดีขึ้น 

    อย่างไรก็ตาม ประเมินกรอบดัชนี SET Index สิ้นปี 2568 ไว้ที่ 1,220 – 1,350 ส่วนการยุบสภาไม่คาดว่าจะมีผลอย่างมีนัยยะกับเศรษฐกิจเพราะรัฐบาลชุดเดิมยังรักษาการไว้ก่อนจนกระทั่งได้รัฐบาลชุดใหม่เข้ามาบริหารต่อ หากได้รัฐบาลชุดเดิมนโยบายต่างๆก็จะได้สานต่อไม่ยาก

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/finance/stockmarket/638399&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1wftlwZib7ihUdUBFN3Q5A

  • ‘เงินบาทแข็ง’ ทุบซ้ำเศรษฐกิจ ช็อกแข็งค่าเร็วฉุดรายได้ ‘ส่งออก-ท่องเที่ยว’

    ‘เงินบาทแข็ง’ ทุบซ้ำเศรษฐกิจ ช็อกแข็งค่าเร็วฉุดรายได้ ‘ส่งออก-ท่องเที่ยว’

    เศรษฐกิจ

    ‘เงินบาทแข็ง’ ทุบซ้ำเศรษฐกิจ ช็อกแข็งค่าเร็วฉุดรายได้ ‘ส่งออก-ท่องเที่ยว’

    10 ก.ย. 2025 เวลา 6:00 น.

    เงินบาทแข็งค่าแรง เร็ว กระทบเศรษฐกิจ จับตาผู้ว่า ธปท.-รมว.คลังคนใหม่ มีนโยบายดูแลอัตราแลกเปลี่ยน  “หอการค้า” ชี้แข็งค่าสวนทางเศรษฐกิจ กระทบส่งออก ท่องเที่ยว เกษตร พร้อมเร่งรัฐบาล-ธปท.หามาตรการดูแล “ผู้ส่งออก” ช็อคแข็งค่าเร็ว หวั่นกระทบคำสั่งซื้อหดตัว “สมาคมโรงแรมไทย” ห่วงรายได้ท่องเที่ยวลดลง ขอค่าเงิน 33 บาท

    • เงินบาทแข็งค่าขึ้นอย่างรวดเร็วแตะระดับสูงสุดในรอบกว่า 4 ปี โดยมีปัจจัยหลักมาจากการอ่อนค่าของเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ราคาทองคำที่ปรับตัวสูงขึ้น และเงินทุนไหลเข้าจากต่างชาติ
    • การแข็งค่าของเงินบาทส่งผลกระทบโดยตรงต่อรายได้ของภาคการส่งออกและการท่องเที่ยว เนื่องจากทำให้ราคาสินค้าไทยแพงขึ้นและต้นทุนการเดินทางของนักท่องเที่ยวต่างชาติสูงขึ้น
    • ภาคเอกชนแสดงความกังวลว่าค่าเงินบาทที่แข็งค่าสวนทางกับสภาพเศรษฐกิจที่แท้จริง และเรียกร้องให้ภาครัฐและธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เข้ามาดูแลเพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขัน

    ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองเงินบาทแตะระดับแข็งค่าสุดในรอบกว่า 4 ปีครั้งใหม่ที่ระดับ 31.58 บาทต่อดอลลาร์ ในช่วงเช้าวันที่ 9 ก.ย.2568 ก่อนจะอ่อนค่ากลับมาที่ระดับ 31.74 ในช่วงบ่าย สอดคล้องกับทิศทางของเงินหยวนและสกุลเงินอื่นในภูมิภาค ท่ามกลางแรงขายเงินดอลลาร์ จากแนวโน้มการปรับลดดอกเบี้ยของเฟด

    ทั้งนี้ การเคลื่อนไหวของเงินบาทเดือน ก.ย.ที่แข็งค่าขึ้นค่อนข้างมาก เพราะมีแรงหนุนเพิ่มเติมจากการปรับตัวขึ้นของราคาทองคำในตลาดโลก และแรงซื้อสุทธิพันธบัตรไทยของนักลงทุนต่างชาติ พบว่าภาพรวมเงินบาทแข็งค่าขึ้นมาแล้ว 7.5% นับตั้งแต่ต้นปี 2568 ซึ่งขยับขึ้นมาเป็นอันดับต้นของสกุลเงินเอเชีย

    สำหรับแนวโน้มเงินบาทระยะสั้น ประเมินว่ามีโอกาสขยับแข็งค่าไปทดสอบแนว 31.50 บาทต่อดอลลาร์ เนื่องจากมีหลายปัจจัยกดดัน Sentiment เงินดอลลาร์ อาทิ แนวโน้มการลดดอกเบี้ยของเฟดช่วงที่เหลือปีนี้ โดยต้องติดตามการส่งสัญญาณของเฟดผ่าน dot plot ใหม่ หลังการประชุม FOMC เดือน ก.ย.นี้

    ขณะที่การคาดการณ์เงินบาทอยู่ทิศทางแข็งค่า โดยศูนย์วิจัยกสิกรไทยมองว่าหากเงินบาทหลุดระดับที่ 31.50 บาทต่อดอลลาร์ แนวรับถัดไปจะอยู่ที่ 31.30 บาทต่อดอลลาร์และเชื่อว่าเงินบาทอาจไม่กลับไปแตะระดับสูงสุดในกลางปี 2521 ที่ระดับ 30 บาทต่อดอลลาร์ เพราะคาดการณ์ว่าธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)จะเข้าไปดูแลเงินบาทไม่ให้แข็งค่ามากนัก

    บาทแข็งกระทบผู้ส่งออก-รายได้ธุรกิจ

    นายบุรินทร์ อดุลวัฒนะ กรรมการผู้จัดการ และ Chief Economist บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นเป็นประเด็นน่ากังวล โดยการแข็งค่าหลักมาจาก“ค่าเงินดอลลาร์”ที่อ่อนค่าลงอย่างมีนัยสำคัญในปี 2568

    ‘เงินบาทแข็ง’ ทุบซ้ำเศรษฐกิจ ช็อกแข็งค่าเร็วฉุดรายได้ ‘ส่งออก-ท่องเที่ยว’

    โดยการอ่อนค่าของเงินดอลลาร์เป็นผลมาจากการที่“โดนัลด์ ทรัมป์”ประธานาธิบดีสหรัฐ ได้มีการเข้าไปแทรกแซงความเป็นอิสระในการทำงานของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ซึ่งส่งผลให้เงินดอลลาร์อ่อนค่าลงไปแล้วเกือบ 10% ในปีนี้ ซึ่งส่งผลให้เงินบาทแข็งค่าขึ้น 7% เมื่อเทียบตั้งแต่ต้นปีจนถึงปัจจุบัน ซึ่งคล้ายกับหลายประเทศที่ค่าเงินแข็งค่าขึ้น

    ทั้งนี้ ประเด็นที่ต้องจับตา คือหลังจากผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) คนใหม่ และรัฐมนตรีคลังคนใหม่เข้ารับตำแหน่ง อาจมีนโยบายที่สามารถช่วยให้เงินบาทอ่อนค่าลงได้บ้างในช่วงปลายปี

    อย่างไรก็ตามมองว่าผลกระทบของค่าเงินบาทที่แข็งขึ้น ส่งผลต่อการส่งออกในช่วงปลายปีนั้น และส่งผลกระทบต่อสินค้าบางชนิดและรายได้ของผู้ผลิตและผู้ส่งออกอย่างแน่นอน

    ‘เงินบาทแข็ง’ ทุบซ้ำเศรษฐกิจ ช็อกแข็งค่าเร็วฉุดรายได้ ‘ส่งออก-ท่องเที่ยว’

    “หอการค้า”ชี้ เงินบาทแข็งค่ารุนแรง สวนทางเศรษฐกิจ

    ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ภาคเอกชนห่วงใยสถานการณ์ค่าเงินบาทแข็งค่าต่อเนื่องจนแตะระดับ 31.70 บาทต่อดอลลาร์ ถือเป็นการแข็งค่าเร็วและรุนแรงสุดรอบหลายปี และสวนทางเศรษฐกิจจริงของประเทศ โดยการแข็งค่าของเงินบาทส่งผลกระทบโดยตรงต่อการส่งออก การท่องเที่ยวและเกษตรกรรม ซึ่งเป็นกลไกสำคัญขับเคลื่อนเศรษฐกิจ

    ทั้งนี้ การส่งออกต้องเผชิญการแข่งขันที่ยากลำบาก เพราะราคาสินค้าไทยสูงขึ้นเมื่อเทียบประเทศคู่แข่งส่งผลต่อยอดขายและรายได้จากต่างประเทศ ขณะที่ภาคการท่องเที่ยวได้รับผลจากเงินบาทแข็งค่าทำให้ไทยมีต้นทุนการท่องเที่ยวสูงขึ้นในสายตานักท่องเที่ยวต่างชาติ จึงลดแรงจูงใจเดินทางมาไทย 

    ขณะที่ภาคเกษตรกรรม เกษตรกรไทยที่พึ่งการส่งออกได้รับผลกระทบหนักจากต้นทุนและรายได้ที่ไม่สอดคล้องกับค่าเงิน โดยเฉพาะข้าวนาปีและพืชไร่ที่กำลังจะออกมา

    ชี้ 2 ปัจจัยหลักกดดันเงินบาทแข็งค่า

    ดร.พจน์ กล่าวว่า ปัจจัยที่ทำให้เงินบาทแข็งรุนแรงกว่าประเทศอื่นไม่ใช่แค่ปัจจัยในประเทศเพียงอย่างเดียวแต่เป็นผลจากปัจจัยภายนอก คือ

    1.ปัจจัยเงินดอลลาร์อ่อนค่า เพราะตลาดคาดการณ์ว่าธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) จะลดอัตราดอกเบี้ยลงทำให้ค่าเงินหลายประเทศในภูมิภาคแข็งค่าขึ้นอัตโนมัติ

    2.ปัจจัยทองคำ โดยไทยถือครองทองคำจำนวนมาก และราคาทองคำในตลาดโลกสูงขึ้นต่อเนื่องทำให้มีการขายทองคำเป็นเงินตราต่างประเทศ และแปลงกลับเป็นเงินบาท ส่งผลให้ต้องการเงินบาทเพิ่มขึ้น ทำให้เงินบาทแข็งค่ากว่าประเทศคู่ค้าอย่างผิดปกติ รวมถึงมี fund flow ที่เข้ามาและอาจมาจาก Crypto ด้วย

    นอกจากนี้มีปัจจัยภายนอกที่ซ้ำเติมความเปราะบาง ได้แก่ มาตรการภาษีตอบโต้ที่สหรัฐและยุโรปกำลังทบทวน ซึ่งกระทบความสามารถการแข่งขันของผู้ส่งออกไทย และซ้ำเติมผลกระทบเงินบาทแข็งค่า โดยมีข้อจำกัดด้านการแทรกแซงค่าเงิน 

    รวมทั้งการที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ดูแลค่าเงินบาทเข้มข้นอาจทำให้ไทยถูกเพ่งเล็งว่า “บิดเบือนค่าเงิน” โดยเฉพาะจากสหรัฐที่กล่าวถึงการเชื่อมโยงกับการเจรจาภาษีการค้ากับสหรัฐ จึงเป็นเรื่องละเอียดอ่อนที่ต้องวางนโยบายอย่างรอบคอบ

    กกร.แนะแยกดุลทองคำออกใช้ชัดเจน

    ทั้งนี้ หอการค้าไทยและคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) เคยเสนอควรแยกดุลทองคำออกมา เพื่อให้ประเมินผลกระทบค่าเงินได้ตรงจุด และขอให้ ธปท.ดูแลอย่างเป็นระบบ เพราะหากปล่อยให้ค่าเงินผันผวนแบบไม่สะท้อนศักยภาพแท้จริงของเศรษฐกิจจะทำให้ผู้ประกอบการเสียความสามารถการแข่งขัน

    รวมทั้งหากปล่อยให้สถานการณ์ยืดเยื้อ แม้ภาครัฐจะใช้เงินทุนสำรองเข้ามาแทรกแซงเพื่อรักษาอัตราแลกเปลี่ยนอาจต้องใช้เงินจำนวนมากและเสี่ยงต่อการสูญเปล่าโดยไม่ก่อให้เกิดประโยชน์

    “ขอให้รัฐบาลและ ธปท.เร่งพิจารณามาตรการที่เหมาะสมเร่งด่วน เพื่อดูแลค่าเงินบาทให้อยู่ระดับสะท้อนเศรษฐกิจจริงและไม่บั่นทอนความสามารถในการแข่งขัน เพราะเงินบาทแข็งค่าเกินไป” ดร.พจน์ กล่าว

    ‘เงินบาทแข็ง’ ทุบซ้ำเศรษฐกิจ ช็อกแข็งค่าเร็วฉุดรายได้ ‘ส่งออก-ท่องเที่ยว’

    ผู้ส่งออกหวั่นบาทแข็งทำคำสั่งซื้อหด

    นายธนากร เกษตรสุวรรณ ประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) กล่าวว่า เงินบาทแข็งค่าเร็วและแรงจาก 34 บาทต่อดอลลาร์มาอยู่ที่ 32 บาทต่อดอลลาร์ กระทบการส่งออกมาก ทำให้ยอดขายหายไปเยอะ 

    ทั้งนี้ เงินบาทที่แข็งค่า 1 บาท จะทำให้เงินหายไป 10 ล้านบาท เช่น หากยอดขาย 10 ล้านดอลลาร์ โดยเงินบาทอยู่ที่ 34 บาทต่อดอลลาร์ คิดเป็นเงินไทย 340 ล้านบาท แต่หากเงินบาทแข็งค่าอยู่ที่ 32 บาทต่อดอลลาร์หรือแข็งขึ้น 2 บาท ยอดขายเท่าเดิม แต่เงินจะหายไป 20 ล้านบาท หรือหายไป 5.8% ถือว่าเยอะมาก โดยเฉพาะกรณีที่ใช้วัตถุดิบในประเทศผลิตสินค้าทั้งหมด

    “ผู้ส่งออกช็อคกับเงินบาทที่แข็งค่าเร็วมาก ซึ่งบริษัทใหญ่จะประคองได้เพราะทำประกันความเสี่ยงค่าเงิน แต่ผู้ส่งออกขนาดกลางและเล็กที่ไม่มีเงินทุนจะลำบากซึ่งใช้วิธีการเจรจาคู่แข่งเพื่อปรับราคาสินค้า“ นายธนากร กล่าว

    ส่วนกรณีใช้วัตถุดิบจากต่างประเทศก็ต้องมาคำนวณใหม่ เพราะการนำเข้าจ่ายเป็นดอลลาร์ แต่เมื่อเงินบาทแข็งค่าเท่ากับจ่ายเงินบาทน้อยลง ดังนั้นบริษัทที่มีโครงสร้างการนำเข้าวัตถุดิบเพื่อการผลิตที่แตกต่างกันจะมีผลกระทบต่างกัน

    สำหรับเงินบาทที่แข็งค่าส่วนหนึ่งมาจากความเชื่อมั่นนักลงทุนต่างชาติเพิ่มขึ้นจากการมีรัฐบาลใหญ่ และมีทีมเศรษฐกิจจากภาคเอกชนเป็นมืออาชีพมาดูแลเศรษฐกิจ ซึ่งทำให้นำเงินลงทุนมาเทรดในตลาดเพื่อเก็งกำไร ซึ่งไม่รู้จะเป็นแบบชั่วคราวหรือไม่ แต่หากเปรียบเทียบกับประเทศคู่แข่งเงินบาทแข็งค่ากว่ามาก

    นอกจากนี้ ธปท.ต้องมาดูแลเงินบาทไม่ให้แข็งค่ามากขึ้นเพราะไทยเป็นผู้ส่งออก ซึ่งหวังจะเป็นแค่ระยะสั้น อย่างไรก็ตามการรักษาสมดุลเงินบาทและไม่ตกเป็นการโจมตีค่าเงินบาทมีความสำคัญ ดังนั้นรัฐบาลต้องประเมินกำลังเสียท่าหรือเป็นเรื่องชั่วคราว

    บาทแข็งกระทบ “ท่องเที่ยว” ระยะยาว

    นายเทียนประสิทธิ์ ไชยภัทรานันท์ นายกสมาคมโรงแรมไทย (ทีเอชเอ) กล่าวว่า ค่าเงินบาทมีแนวโน้มแข็งค่าระยะยาว แม้ระยะสั้นไฮซีซันปลายปี 2568 ยังไม่เห็นผลกระทบ แต่ระยะยาวไม่ดีกับการท่องเที่ยว 

    รวมทั้งต้องดูค่าเงินคู่แข่งในภูมิภาค เช่น เวียดนาม โดยดูค่าเงินขึ้นลงเหมือนค่าเงินบาทหรือไม่ ไม่เช่นนั้นอาจเป็นแรงบวกให้ประเทศคู่แข่ง ซึ่งเหมือนญี่ปุ่นที่ค่าเงินเยนอ่อนค่ายาวทำให้การท่องเที่ยวได้อานิสงส์มีนักท่องเที่ยวต่างชาติไปเที่ยวจำนวนมากเพราะไม่แพงเหมือนก่อน

    “อยากให้กระทรวงการคลังและ ธปท.ดูแลค่าเงินบาทให้เหมาะสม เพราะตอนนี้แข็งเกินจริง อยากให้อยู่ระดับ 32.5-33.0 บาทต่อดอลลาร์ เพราะหากแข็งค่าเกินไปในระยะสั้นจะกระทบการส่งออก และถ้าแข็งค่าระยะยาวจะกระทบการท่องเที่ยวตามมา โดยจำนวนนักท่องเที่ยวอาจไม่ลดลงแต่จะกระทบการใช้จ่ายเพราะนักท่องเที่ยวส่วนใหญ่กำหนดงบประมาณใช้จ่ายในแต่ละทริปเท่าเดิมในแต่ละปี”

    ส.อ.ท.ชี้ส่งออกกระทบหนัก

    นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวกับ “กรุงเทพธุรกิจ” กรณีที่ค่าเงินบาทแข็งค่าเป็นผลจากการอ่อนค่าของเงินดอลลาร์สหรัฐจากการที่ผู้ร่วมตลาดคาดการณ์ว่าการดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ (FED) มีแนวโน้มจะผ่อนคลายขึ้น ขณะที่เงินบาทได้รับแรงกดดันเพิ่มเติมจากราคาทองคำที่ปรับสูงขึ้นต่อเนื่อง

    สำหรับค่าเงินบาทแข็งค่าเร็วและรุนแรงที่สุดในรอบ4ปีและสวนทางเศรษฐกิจจริงจึงไม่ผลดีต่อภาคการส่งออกและกระทบภาคการท่องเที่ยว ภาคเกษตรกรรม และSMEs แม้การนำเข้าสินค้าถูกลง โดยเฉพาะน้ำมันเชื้อเพลิงแต่เวลานี้ต้องกระตุ้นการส่งออกมากว่านี้ เพราะหากปล่อยให้กลไกค่าเงินผันผวนโดยไม่สะท้อนศักยภาพเศรษฐกิจจะทำให้นักธุรกิจไทยเสียความสามารถในการแข่งขัน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/business/economic/1198094&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2Yk9BbOVlhhZ30DFmQOWHd

  • เศรษฐกิจปากท้องกับภารกิจเร่งด่วน

    เศรษฐกิจปากท้องกับภารกิจเร่งด่วน

    Logo Thairath

    สมาชิก

    ค้นหา

    เศรษฐกิจปากท้องกับภารกิจเร่งด่วน

    10 ก.ย. 2568 04:45 น.

    เศรษฐกิจปากท้องกับภารกิจเร่งด่วน

    -ก+

    LightDark

    ข่าวหนังสือพิมพ์เนื้อหาพิเศษเฉพาะสมาชิกหนังสือพิมพ์เท่านั้น

    ข่าวไทยรัฐออนไลน์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/newspaper/2881691&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3uH_KYLei9ePYHrQSPE2Ft

  • วธ.โชว์ความสำเร็จ มหกรรมวัฒนธรรมแห่งชาติ วิถีถิ่น วิถีไทย “จากภูมิปัญญาสู่พลังเศรษฐกิจ!” ได้จริง ปลื้ม 5 วันยอดคนแห่ชม ชิม แชะ ช้อปแล้วแชร์เพียบ | TOPNEWS

    วธ.โชว์ความสำเร็จ มหกรรมวัฒนธรรมแห่งชาติ วิถีถิ่น วิถีไทย “จากภูมิปัญญาสู่พลังเศรษฐกิจ!” ได้จริง ปลื้ม 5 วันยอดคนแห่ชม ชิม แชะ ช้อปแล้วแชร์เพียบ | TOPNEWS

    วธ.โชว์ความสำเร็จ มหกรรมวัฒนธรรมแห่งชาติ วิถีถิ่น วิถีไทย “จากภูมิปัญญาสู่พลังเศรษฐกิจ!” ได้จริง ปลื้ม 5 วันยอดคนแห่ชม ชิม แชะ ช้อปแล้วแชร์เพียบ

    • เผยแพร่ : 09/09/2025 23:44

    วธ.โชว์ความสำเร็จ มหกรรมวัฒนธรรมแห่งชาติ วิถีถิ่น วิถีไทย “จากภูมิปัญญาสู่พลังเศรษฐกิจ!” ได้จริง ปลื้ม 5 วันยอดคนแห่ชม ชิม แชะ ช้อปแล้วแชร์เพียบ ร่วมกว่า 3 หมื่นคน – ยอดเข้าถึงออนไลน์และออฟไลน์ทะลุ 30 ล้านครั้ง มียอดใช้จ่ายในงานกว่า 11 ล้านบาท คาดดันเศรษฐกิจหมุนเวียนทั้งระบบทะลุ 85 ล้านบาท ตอกย้ำ Soft Power ไทยสู่เวทีโลก

    วันที่ 9 กันยายน 2568 นายประสพ เรียงเงิน ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม เปิดเผยถึงผลสำเร็จจากการจัดงานมหกรรมวัฒนธรรมแห่งชาติ วิถีถิ่น วิถีไทย ประจำปี 2568 เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ระหว่างวันที่ 3 – 7 กันยายน 2568 ว่า ได้รับความสนใจจากประชาชนและนักท่องเที่ยวจำนวนมาก โดยมีผู้เข้าร่วมงานรวมกว่า 32,000 คน และมียอดรับชมผ่าน Live Facebook กว่า 167,370 ครั้ง รวมการเข้าถึงทั้งออนไลน์และออฟไลน์มากกว่า 30 ล้านครั้ง ก่อให้เกิดการใช้จ่ายในงานกว่า 11 ล้านบาท สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจกว่า 85 ล้านบาท

    “ผู้เข้าร่วมส่วนใหญ่สะท้อนว่า งานมีความเป็นไทยชัดเจนและกิจกรรมหลากหลาย ทั้งการแสดง การจำหน่ายสินค้า อาหารไทย – อาหารถิ่นจากทุกภูมิภาค รวมถึงกิจกรรม workshop ที่เปิดโอกาสให้ลงมือทำจริง อีกทั้งยังเสนอให้เพิ่มโซนอาหารถิ่นให้มากขึ้นในปีต่อไป ซึ่งตอกย้ำศักยภาพของ “ทุนทางวัฒนธรรม” ในการส่งเสริมเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว พร้อมทั้งยกระดับ Soft Power ของไทยสู่สายตานานาชาติอย่างเป็นรูปธรรม” นายประสพ กล่าว

    นายประสพ กล่าวอีกว่า โดยตลอดทั้ง 5 วัน ของการจัดงาน เปิดให้ผู้สนใจเข้าชมฟรีทุกวัน เวลา 10.00 – 21.00 น. ภายในงานมีการแสดงทางศิลปวัฒนธรรมจากทั้ง 4 ภาค โดยศิลปินแห่งชาติและศิลปินชื่อดัง ตลอดจนกิจกรรมหลากหลายที่ได้รับความสนใจจากเด็ก เยาวชน และประชาชนจำนวนมาก อีกทั้งยังมีร้านค้าผลิตภัณฑ์ทางวัฒนธรรม CPOT ร้านอาหารอร่อยยกมาจากทั่วประเทศกว่า 180 ร้าน ที่ได้รับการตอบรับอย่างอบอุ่นจากผู้สนใจร่วมอุดหนุนสินค้าไทย เป็นไปตามแนวคิด “ไทยดี” ที่ถ่ายทอดความงดงามและคุณค่าใน 4 มิติ คือ ประเพณี ศิลปวัฒนธรรม อาหาร และผลิตภัณฑ์ภูมิปัญญาไทย พร้อมผลักดัน Soft Power ของไทยให้ก้าวไกลสู่ระดับนานาชาติ

    “ความสำเร็จครั้งนี้ เกิดจากความร่วมมือของทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ เครือข่ายศิลปิน เครือข่ายผู้ประกอบการ และประชาชนผู้เข้าร่วมงาน ที่ผนึกกำลังกันขับเคลื่อน Soft Power ไทย ผ่านมิติทางวัฒนธรรมอย่างมีประสิทธิภาพ โดยกระทรวงวัฒนธรรมพร้อมเดินหน้าสานต่อนโยบายเชิงรุกเพื่อให้วัฒนธรรมเป็นพลังสร้างรายได้ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ และเสริมสร้างความภาคภูมิใจในอัตลักษณ์ความเป็นไทยให้กับทุกเจเนอเรชัน ขอบคุณทุกภาคส่วนที่ร่วมสร้างความสำเร็จในครั้งนี้ แล้วพบกันใหม่ปีหน้าครับ” ปลัด วธ. กล่าว

    website

    TOPNEWS website - update 2025 (17)

    ที่ปรึกษาพิเศษ ตร. “ธนายุตม์” ตรวจเยี่ยมบำรุงขวัญตำรวจ สง.ก.ตร. มอบของที่ระลึกกว่า 200 ชุด

    ประจวบฯเปิดกิจกรรมประชาสัมพันธ์ศูนย์เรียนรู้ป่าครอบครัว สืบสานปณิธานพ่อ สานต่อเศรษฐกิจพอเพียง

    วัดพระธรรมกายพัฒนาการศึกษาบาลีจัดการเรียนทั้งออนไลน์-ออฟไลน์ คว้ารางวัลดีเด่น

    คอนเฟิร์ม “นายกฯอนุทิน” ยันชื่อ “ศุภจี” CEO หญิงแกร่ง “ดุสิตธานี” ยังไม่หลุดโผนั่งรมว.พาณิชย์

    “กรมอุตุฯ” เตือน ฝนตกหนัก เช็ก 29 จว.อ่วม เสี่ยงน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก กทม.ก็โดนด้วย

    พิธีพระราชทานน้ำหลวงอาบร่าง “ร.ต.ท. ประจักษ์ ทหารไทย”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1308033&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0J0UVQfO4kIQ78vMNb_AVN

  • ‘ไทย-อินโด’ คนป่วยแห่งอาเซียน  กับอดีตการเมืองที่ถูกฉายซ้ำ  ทำเศรษฐกิจแย่

    ‘ไทย-อินโด’ คนป่วยแห่งอาเซียน กับอดีตการเมืองที่ถูกฉายซ้ำ ทำเศรษฐกิจแย่

    ต่างประเทศ

    ‘ไทย-อินโด’ คนป่วยแห่งอาเซียน กับอดีตการเมืองที่ถูกฉายซ้ำ ทำเศรษฐกิจแย่

    ขณะที่เศรษฐกิจของมาเลเซีย เวียดนาม และฟิลิปปินส์เติบโตอย่างแข็งแกร่ง จากแรงหนุนภายในประเทศและการลงทุนภาคเอกชนที่คึกคัก ความไม่แน่นอนทางการเมืองกลับส่งให้ เศรษฐกิจไทยและอินโดนีเซียตกอยู่ภายใต้แรงกดดัน

    ในห้วงเวลาที่สถานการณ์การเมืองมีความผันผวนสูง หลายประเทศในอาเซียนกำลังเผชิญกับความท้าทายที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อเศรษฐกิจอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ในขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านอย่างมาเลเซีย เวียดนาม และฟิลิปปินส์กำลังแสดงให้เห็นถึงศักยภาพทางเศรษฐกิจที่แข็งแกร่ง และมีแนวโน้มการเติบโตอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นการลงทุนภาคเอกชนที่คึกคัก หรือการส่งออกที่เติบโตต่อเนื่อง “ไทย” และ “อินโดนีเซีย” กลับตกอยู่ในสถานการณ์ที่เป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อที่เข้ามากดดันให้เศรษฐกิจที่เคยคาดว่าจะเติบโตต้องชะลอตัวลง

    ‘มาเลเซีย-เวียดนาม-ฟิลิปปินส์’ ดาวรุ่งเศรษฐกิจอาเซียน

    เริ่มต้นที่ “มาเลเซีย” ที่ได้รับแรงหนุนจากเศรษฐกิจภายในประเทศที่ยังคงมีความแข็งแกร่งได้ ช่วยส่งเสริมให้กำลังในการใช้จ่ายของผู้บริโภคมีมากขึ้น และยังมีการเติบโตของรายได้อย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ แนวโน้มด้านการลงทุนของประเทศก็ยังอยู่ในช่วงขาขึ้น เพราะได้รับการสนับสนุนภาคเอกชนอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2021

    หลายบริษัทที่เชื่อมโยงกับรัฐบาลมาเลเซีย  ยังสนับสนุนด้านการลงทุนภายในประเทศ สร้างความคืบหน้าในการดำเนินโครงการเกี่ยวกับโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ และสร้างแรงกระเพื่อมทางเศรษฐกิจผ่านโครงการของรัฐบาล อย่าง เขตเศรษฐกิจพิเศษยะโฮร์-สิงคโปร์

    สำหรับ “เวียดนาม” ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ในครึ่งปีแรก ได้สะท้อนอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศที่มากถึง  7.5 %

    แม้ศูนย์ประเมินภาพรวมตลาดระดับนานาชาติ MIA asia จะเตือนว่า การเร่งอัตราการเติบโตที่มากจนเกินไปของเวียดนาม อาจสร้างความเสี่ยงให้ประเทศต้องเผชิญกับเหตุการณ์วิกฤตสินเชื่ออย่างที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วเมื่อปี 2010-2012

    แต่แผนการลงทุนที่เน้นโครงสร้างพื้นฐานของเวียดนามมูลค่ากว่า 1.4 ล้านล้านดอลลาร์ในระยะเวลา 5 ปีที่ผ่านมา ได้กลายเป็นก้าวสำคัญในการแก้ไขข้อจำกัดด้านเงินทุน และยังเป็นปัจจัยกระตุ้นการเติบโตสำหรับภาคเอกชนและตลาดหุ้นไปพร้อมกันด้วย

    ในอีกด้านหนึ่ง “ฟิลิปปินส์” ก็เป็นอีกหนึ่งประเทศที่ตัวเลขการส่งออกยังคงแข็งแกร่ง แม้เศรษฐกิจจะมีความไม่แน่นอน จากปัจจัยภายนอก เช่น การขึ้นภาษีศุลกากรของสหรัฐ แต่ภาคการผลิตของประเทศยังคงขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้เศรษฐกิจไปข้างหน้า

    นอกจากนี้ ตัวเลขการส่งออกที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง จากภาคอุตสาหกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ ทำให้ Maybank ปรับเพิ่มการคาดการณ์การเติบโตสำหรับการส่งออกในปี 2025 นี้  เป็น 12.3% จากเดิมที่ 9.9%

    ‘อินโดนีเซีย’ เศรษฐกิจที่แขวนอยู่บนเส้นด้าย

    การสนับสนุนด้านที่อยู่อาศัยกว่า 3000 ดอลลาห์ให้แก่สมาชิกรัฐสภาทุกคนในอินโดนีเซีย  ได้ลุกลามกลายเป็นการประท้วงที่รุนแรงที่สุดเท่าที่ประเทศเคยพบเห็นในรอบหลายทศวรรษที่มีผู้เสียชีวิตจำนวนมาก โดย หนึ่งในนั้นคือคนขับมอเตอร์ไซค์รับจ้างที่ถูกรถหุ้มเกราะของตำรวจพุ่งชนจนเสียชีวิต

    บ้านพักของผู้กำหนดนโยบายหลายคนที่ตกเป็นเป้าของความเกลียดชัง ได้ถูกรื้อค้นและปล้นเอาสิ่งมีค่า หนึ่งในนั้นคือบ้านพักของ ศรี มุลยานี อินทราวาตี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังของอินโดนีเซีย

    อ่านเพิ่มเติม : ถอด ‘บทเรียน’ ประท้วงเดือดอินโดฯ ความเหลื่อมล้ำสะสม คือเชื้อไฟ

    สถานการณ์การประท้วงส่งผลให้ตลาดหุ้นอินโดนีเซียและค่าเงินรูเปียห์ร่วงลง หนักที่สุดในรอบหลายเดือน โดยลดลงมามากถึง 3.6% ก่อนที่จะฟื้นตัว และส่งผลให้ธนาคารกลางอินโดนีเซีย (BOI) ต้องเร่งเข้าแทรกแซงเพื่อรักษาเสถียรภาพของค่าเงิน และเพื่อสร้างความมั่นใจให้กับนักลงทุน

    ความตึงเครียดทางการเมืองที่ยืดเยื้ออาจส่งผลให้อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวและการลงทุนชะลอตัวเพื่อรอดูสถานการณ์ แม้ว่ารัฐบาลจะยอมเปลี่ยนแปลงนโยบายหลายข้อเพื่อตอบสนองต่อข้อเรียกร้องของผู้ชุมนุม และยกเลิกสวัสดิการของสมาชิกรัฐสภาที่ตกเป็นข้อวิจารณ์แล้วก็ตาม แต่การชุมนุมต่อต้านรัฐบาลยังคงมีอยู่ และยังเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในหลายพื้นที่ทั่วประเทศ

    สำนักข่าวบิสสิเนส ไทมส์ รายงานความเห็นของ ราธิกา ราอู นักเศรษฐศาสตร์อาวุโสของ DBS ว่า

    “หากการแก้ไขปัญหา และการยื่นข้อเสนอเพื่อประนีประนอมของรัฐบาลถูกมองว่าไม่เพียงพอ การลุกฮือจากความไม่พอใจของผู้ประท้วง อาจทำให้อุปสงค์ในการบริโภค การท่องเที่ยว และการลงทุนของประเทศลดลง”

    หลายฝ่ายคิดว่าการยกเว้นภาษีน้ำมันปาล์ม และการเสียภาษีนำเข้าให้แก่สหรัฐ ที่น้อยกว่าจีนและอินเดียจะทำให้ผลกระทบจากความไม่แน่นอนทางการเมืองในครั้งนี้บรรเทาเบาบางลงไปได้ แต่คาดการณ์ตัวเลขการเติบโตทางเศรษฐกิจ ในปีนี้ยังคงต่ำกว่า 5%

    เศรษฐกิจของอินโดนีเซียในปัจจุบันนั้นแขวนอยู่บนเส้นด้ายบาง ๆ ที่ความไม่แน่นอนของสถานการณ์ภายในประเทศ อาจขยายให้ปัญหาเศรษฐกิจจากภายนอกให้รุนแรงขึ้นได้ทุกเมื่อ

    ‘ไทย’ คนป่วยแห่งอาเซียน

    สำหรับ “ประเทศไทย” การที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งให้นางสาวแพทองธาร ชินวัตร ต้องยุติบทบาทในฐานะนายกรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 29 ส.ค ได้เปิดทางให้กับการตั้งรัฐบาลเสียงข้างน้อยภายใต้การนำของ นายอนุทิน ชาญวีรกุล แต่การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้สร้างความวิตกกังวลว่า จะทำให้เกิด “เสถียรภาพทางการเมืองแค่เพียงชั่วคราว” เท่านั้น เนื่องจากเงื่อนไขของพรรคฝ่ายค้านที่รัฐบาลจะต้องยุบสภา และจัดให้เกิดการเลือกตั้งภายในระยะเวลาสี่เดือนนับตั้งแต่รัฐบาลของนายอนุทินแถลงนโยบายต่อรัฐสภา

    สำนักข่าวบิสิเนส ไทมส์ ยังรายงานความเห็นของ ชัว ฮัก บิน และเอริกา เทย์ นักวิเคราะห์จาก Maybank ที่กล่าวถึง การปิดพรมแดนระหว่างไทยกับกัมพูชาและเมียนมาว่า อาจ ส่งผลกระทบต่อภาคการท่องเที่ยว และการค้าระหว่างพรมแดนที่มีมูลค่ารวมกว่า 570,000 ล้านบาท นอกจากนี้ยังส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานระหว่างไทยเมียนมาและไทยกัมพูชา โดยเฉพาะแรงงานต่างด้าวที่ส่วนใหญ่ทยอยกลับสู่ประเทศจากเหตุการณ์ความขัดแย้ง ทำให้ประเทศไทยขาดแคลนแรงงาน โดยทั้งสองได้กล่าวว่า 

    “ความผันผวนทางการเมืองที่เกิดขึ้นจะส่งผลกระทบต่อภาคการผลิต ภาคบริการ และอุตสาหกรรมการก่อสร้างของประเทศไทย”

    ตลาดหุ้นไทยซึ่งโดยปกติแล้วจะ “เคยชิน” กับความวุ่นวายทางการเมือง กลับผันผวนตั้งแต่ก่อนที่ศาลรัฐธรรมนูญจะมีมติถอดถอนนางสาวแพทองธาร โดยนับตั้งแต่ต้นปีจนถึงปัจจุบัน ดัชนีตลาดหุ้นไทย (SET) ร่วงลงกว่า  9.7% โดยคิดเป็นจำนวนเงินกว่า 2.5 พันล้านดอลลาร์ที่ไหลออกจากตลาดหุ้นไทย

    ด้านนายเศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวบลูมเบิร์กเมื่อวันที่ 3 ก.ย. ซึ่งเป็นวันที่นายอนุทินได้ประกาศตัวเป็นผู้สมัครชิงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีว่า

    “ถ้าหากการเมืองของประเทศเข้าสู่ภาวะชะงักงัน แน่นอนว่าความเสี่ยงทางเศรษฐกิจก็จะเพิ่มขึ้นด้วย และหากงบประมาณล่าช้า เศรษฐกิจไทยก็อาจตกอยู่ในความเสี่ยง” โดยผู้ว่าการธปท. เตือนถึงการเติบโตทางเศรษฐกิจในปี 2026 จะขยายตัวลดลงเหลือเพียง  1.7% จากที่ขยายตัวประมาณ 2% ในปีนี้

    อ่านเพิ่มเติม: ผู้ว่าแบงก์ชาติเผยสื่อนอก ‘การเมืองไทยติดหล่ม’ เสี่ยงฉุดเศรษฐกิจปีหน้า

    ท้ายที่สุด สถานการณ์เศรษฐกิจในอินโดนีเซียและไทย ถือเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนว่า ความไม่แน่นอนทางการเมือง ถือเป็นปัจจัยหนึ่งที่ก่อให้เกิดความเสี่ยงทางเศรษฐกิจ

    ในช่วงเวลาที่ประเทศเพื่อนบ้านอย่างมาเลเซีย เวียดนาม และฟิลิปปินส์เดินหน้านโยบายส่งเสริมการเติบโตของประเทศอย่างต่อเนื่อง ทั้งการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน การผลักดันภาคการผลิต และการส่งออก

    แต่ไทยและอินโดนีเซียกลับต้องเผชิญกับ “ความขัดแย้ง” จากทั้งภายในและภายนอกอย่างต่อเนื่อง ทั้งจากการเมืองที่ไม่มีเสถียรภาพ การกำหนดนโยบายที่ไม่เหมาะสม และปัญหาพรมแดนระหว่างประเทศ   ทำให้ความเชื่อมั่นของนักลงทุนและผู้บริโภคลดลงอย่างอย่างเห็นได้ชัด

    ดังนั้น การสร้างเสถียรภาพทางการเมืองขึ้นมาใหม่ให้ได้เร็วที่สุด จึงเป็นพันธกิจที่สำคัญของรัฐบาลนายอนุทิน ซึ่งจะเป็นกุญแจสำคัญที่จะปลดล็อกศักยภาพทางเศรษฐกิจที่ซ่อนอยู่และพาประเทศกลับเข้าสู่เส้นทางการเติบโตที่แข็งแกร่งอีกครั้ง

    อ้างอิง: Bloomberg, The Business Times

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/world/1197950&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw06laGDGyPeiVF84m5EngvU