Category: เศรษฐกิจ

  • เปิดไทม์ไลน์เศรษฐกิจและการเมืองไทย รัฐบาล ‘อนุทิน ชาญวีรกูล’ ก่อนยุบสภาฯ และเลือกตั้งใหม่

    เปิดไทม์ไลน์เศรษฐกิจและการเมืองไทย รัฐบาล ‘อนุทิน ชาญวีรกูล’ ก่อนยุบสภาฯ และเลือกตั้งใหม่

    เศรษฐกิจและการเมืองไทยจะเดินหน้าอย่างไรต่อ ภายใต้รัฐบาลของ อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีคนที่ 32 ของไทย ที่มีกรอบเวลาทำงาน 4 เดือน ก่อนจัดการเลือกตั้งใหม่ตามข้อตกลงกับพรรคประชาชน

    บล.อินโนเวสท์ เอกซ์ สรุปไทม์ไลน์เศรษฐกิจและการเมืองไทยที่น่าจะเกิดขึ้นในช่วง 9 เดือนข้างหน้า ก่อนที่ประเทศไทยจะได้นายกรัฐมนตรีคนใหม่ ซึ่งในระหว่างนี้คาดว่ารัฐบาลชุดนี้อาจจะสร้างผลบวกต่อเศรษฐกิจได้จำกัด และเน้นไปที่มาตรการเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะสั้นเป็นหลัก เช่น โครงการคนละครึ่ง และเดินหน้าโครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ที่มีอยู่เดิม เช่น รถไฟฟ้าสายต่างๆ รถไฟความเร็วสูง 

    ไทม์ไลน์ รัฐบาลอนุทิน

    TAGS:  


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/thai-economy-politics-anutin-timeline/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1L8R4CuXkVjVkSAz8CK6pO

  • แกร็บ พร้อมหนุน “คนละครึ่ง” กระตุ้นเศรษฐกิจ

    แกร็บ พร้อมหนุน “คนละครึ่ง” กระตุ้นเศรษฐกิจ

    แกร็บ พร้อมหนุน “คนละครึ่ง” กระตุ้นเศรษฐกิจ พร้อมเผยว่ามีร้านค้าที่ร่วมคนละครึ่งยอดขายเติบโตขึ้นสูงถึง 5 เท่า

    จากกรณีที่ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย เตรียมฟื้นโครงการคนละครึ่ง มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ใช้ในช่วงโควิด-19 โดยกระทรวงการคลัง ยืนยันพร้อมเดินหน้าทันทีคาดเดือน ต.ค. 68 เป็นต้นไปนั้น

    ล่าสุด น.ส.จันต์สุดา ธนานิตยะอุดม กรรมการผู้จัดการใหญ่ แกร็บ ประเทศไทย กล่าวว่า Grab ร่วมเป็นหนึ่งในผู้ประกอบการภาคเอกชนที่เข้าหารือกับพรรคภูมิใจไทยเมื่อเช้าที่ผ่านมาโดยพร้อมให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่หากมีการนำโครงการคนละครึ่ง กลับมาอีกครั้งเพื่อช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ประกอบการร้านอาหารทั้งร้านขนาดเล็กและขนาดกลางที่น่าจะได้รับประโยชน์เป็นอย่างมาก

    ทั้งนี้ จากฐานข้อมูลที่ Grab เคยสนับสนุนโครงการเมื่อสามปีที่แล้วพบว่าโครงการนี้สามารถสร้างผลเชิงบวกที่เป็นรูปธรรม โดยร้านอาหารที่เข้าร่วมโครงการในช่วงที่ผ่านมามียอดขายเติบโตขึ้นสูงสุดถึง 5 เท่า

    หากรัฐบาลประกาศโครงการอย่างเป็นทางการ Grab พร้อมร่วมผลักดันทั้งในรูปแบบของแคมเปญการตลาด การให้ส่วนลด หรือโปรแกรมแพ็คเกจเพื่อจูงใจร้านค้าต่างๆ

    อ่านเพิ่มเติม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/money/942956/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw34l9DT0SRSBv8wm8Xcwi9c

  • สสว. แถลงความสำเร็จโครงการส่งเสริม MSME เปลี่ยนผ่านสู่ Green Business ขับเคลื่อนผู้ประกอบการสู่ธุรกิจสีเขียว พร้อมรับมือกติกาการค้าโลกใหม่สู่ตลาดสากล

    สสว. แถลงความสำเร็จโครงการส่งเสริม MSME เปลี่ยนผ่านสู่ Green Business ขับเคลื่อนผู้ประกอบการสู่ธุรกิจสีเขียว พร้อมรับมือกติกาการค้าโลกใหม่สู่ตลาดสากล

    สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) จัดงาน Finance Connect จัดงานแถลงความสำเร็จโครงการขับเคลื่อนให้ MSME ปรับเปลี่ยนธุรกิจให้ตอบสนองต่อมาตรฐาน/การกีดกันทางการค้า ปีงบประมาณ 2568 โดยนางสาวปณิตา ชินวัตร รองผู้อำนวยการสำนักงาน รักษาการแทนผู้อำนวยการสำนักงาน สสว. เป็นผู้แถลงความสำเร็จ พร้อมมอบประกาศนียบัตรให้แก่ผู้ประกอบการ MSME จำนวน 54 ราย ที่ผ่านการพัฒนาศักยภาพเพื่อเปลี่ยนผ่านสู่การดำเนินธุรกิจสีเขียว (Green Transformation) ณ โรงแรม เบสท์ เวสเทิร์น แจ้งวัฒนะ เมื่อวันที่ 8 กันยายน 2568

    โครงการนี้เกิดขึ้นจากการที่สหประชาชาติประกาศเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) และคณะกรรมาธิการยุโรปกำหนดมาตรการลดคาร์บอนไดออกไซด์ลงร้อยละ 55 ในปี 2030 รวมถึงการใช้มาตรการปรับราคาคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดน (Carbon Border Adjustment Mechanism: CBAM) ที่จะมีผลบังคับใช้เต็มรูปแบบในปี 2569 ซึ่งจากรายงานสถานการณ์ MSME ปี 2564 พบว่า MSME ที่อยู่ในกลุ่มธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับกรอบแนวคิดเศรษฐกิจ BCG มี 1,155,461 ราย ก่อให้เกิดการจ้างงานกว่า 4,125,721 คน แต่ยังพบว่า MSME ร้อยละ 73.2 ยังไม่มีใบรับรอง/มาตรฐานของธุรกิจ และ MSME ส่วนใหญ่ร้อยละ 67 ยังไม่พร้อม เนื่องจากมีความกังวลต่อเงินลงทุน มุ่งสู่การเป็นผู้นำด้านธุรกิจยั่งยืน

    โดย สสว. ร่วมกับมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จึงริเริ่มโครงการนี้เพื่อช่วยให้ MSME สามารถปรับตัวรองรับการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว โดยเน้นการพัฒนาผู้ประกอบการให้สามารถเข้าถึงมาตรฐานสากลและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลก ซึ่งมีวัตถุประสงค์หลัก 3 ประการ คือ 1) ศึกษาและรวบรวมมาตรฐานด้านเศรษฐกิจสีเขียวระดับนานาชาติ และการส่งเสริมผู้ประกอบการด้าน Green Financing 2) ยกระดับ MSME กลุ่มเป้าหมายให้สามารถปรับตัวตอบสนองต่อความต้องการของตลาดโลกที่เน้น Green Economy ภายใต้ SDG และ3) พัฒนากลไกและเชื่อมโยงผู้ให้บริการทั้งภาครัฐและเอกชน เพื่อขับเคลื่อน MSME ให้ปรับตัวกับมาตรการด้านการค้าที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจสีเขียว

    จากการดำเนินโครงการ มีผู้ประกอบการสมัครเข้าร่วม 92 ราย และผ่านการคัดเลือก 54 ราย จาก 5 กลุ่มธุรกิจหลัก ได้แก่ โรงแรม ภาคการผลิต ก่อสร้าง ขนส่ง และการเกษตร และได้ผู้ประกอบการที่ประสบความสำเร็จ ได้แก่ 1) บริษัท เอ็มทีเอส รีไฟเนอรี่ แอนด์ แมนูแฟคเจอริ่ง จำกัด ผู้นำในอุตสาหกรรมทองคำกว่า 60 ปี ที่แม้จะมีความพร้อมด้านเทคโนโลยีและมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมอยู่แล้ว แต่ยังมองเห็นโอกาสในการพัฒนาต่อยอดผ่านโครงการ เพื่อยกระดับสู่มาตรฐานสีเขียวระดับสากล 2) โรงแรม ลันตานา พัทยา โฮเทล & รีสอร์ท จังหวัดชลบุรี ได้รับการสนับสนุนอย่างเต็มศักยภาพในทุกมิติ จากทีมที่ปรึกษาเพื่อพัฒนาสู่การเป็นโรงแรมที่ได้มาตรฐานด้านความยั่งยืนระดับสากล ช่วยลดต้นทุน ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม พร้อมสร้างจุดแข็งทางการตลาดและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และ3)บริษัท เอสทีพร็อพเพอร์ตี้ (99) จำกัด จังหวัดสตูล ผู้ประกอบการด้านธุรกิจก่อสร้างแบบครบวงจร ที่นำความรู้และคำแนะนำจากทีมที่ปรึกษาไปขับเคลื่อนองค์กรสู่ Green Business โดยได้รับการสนับสนุนอย่างใกล้ชิดตั้งแต่การให้ความรู้ การให้คำปรึกษาเชิงลึก จนถึงการลงมือปฏิบัติจริง เปิดช่องทางการเงินสีเขียว รองรับอนาคต

    ภายในงานยังมีการนำเสนอรายงานผลการศึกษาและดูงานกับหน่วยงานภาครัฐและเอกชนที่เกี่ยวข้องกับการส่งเสริมผู้ประกอบการด้านธุรกิจสีเขียวทั้งในและต่างประเทศ รวมถึงการพัฒนากลไกด้านการเงินที่รองรับกับเศรษฐกิจสีเขียว (Green Financial Gateway) เพื่อให้ผู้ประกอบการ MSME ได้รับการสนับสนุนที่เหมาะสมและมีความสะดวกในการประกอบธุรกิจที่ยั่งยืน

    นางสาวปณิตา ชินวัตร กล่าวว่า “โครงการนี้ไม่ได้เป็นเพียงการจัดอบรม แต่คือการลงมือปฏิบัติจริงเพื่อยกระดับธุรกิจ MSME สู่มาตรฐานความยั่งยืนในระดับสากล ซึ่งจะช่วยให้ผู้ประกอบการไทยสามารถรองรับกติกาการค้าโลกใหม่ที่เน้นความยั่งยืนและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม พร้อมทั้งสร้างโอกาสทางธุรกิจใหม่ ๆ ให้กับผู้ประกอบการอย่างยั่งยืน”

    สสว. พร้อมดำเนินการต่อเนื่องในการส่งเสริมและสนับสนุนผู้ประกอบการ MSME ให้สามารถปรับตัวและก้าวทันโลกในยุคของเศรษฐกิจสีเขียว โดยจะขยายการดำเนินงานครอบคลุมทั่วประเทศ และพัฒนาเครือข่ายความร่วมมือกับหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนเพื่อสร้างระบบนิเวศที่เอื้อต่อการเติบโตของธุรกิจยั่งยืนอย่างแท้จริง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thailandplus.tv/archives/955611&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0Zur6BEt_4C4zawuwr7SEc

  • แกร็บหนุนคนละครึ่ง! ลดค่าครองชีพ-อุ้มร้านอาหาร

    แกร็บหนุนคนละครึ่ง! ลดค่าครองชีพ-อุ้มร้านอาหาร

    ในช่วงที่ประชาชนกำลังเผชิญภาระค่าครองชีพ โดยเฉพาะค่าอาหารที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ประเด็นการเดินหน้าโครงการ ‘คนละครึ่ง’ กลับมาได้รับความสนใจอีกครั้ง หลังภาคเอกชนหลายรายเข้าหารือกับ พรรคภูมิใจไทย เพื่อแลกเปลี่ยนแนวทางผลักดันนโยบายดังกล่าว

    จันต์สุดา ธนานิตยะอุดม กรรมการผู้จัดการใหญ่ แกร็บ ประเทศไทย เผย Grab เป็นหนึ่งในผู้ประกอบการภาคเอกชนที่เข้าหารือกับพรรคภูมิใจไทย เรื่องการเดินหน้าโครงการ ‘คนละครึ่ง’ ในวันนี้ และพร้อมสนับสนุนอย่างเต็มที่หากรัฐบาลตัดสินใจเดินหน้าโครงการ โดยเชื่อว่าจะช่วยบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชน และกระตุ้นเศรษฐกิจในวงกว้าง โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ประกอบการร้านอาหารรายเล็กและรายกลางที่มีจำนวนมากในระบบเศรษฐกิจไทย

    Grab อ้างอิงข้อมูลจากการสนับสนุนโครงการเมื่อ 3 ปีก่อน พบว่า ร้านอาหารที่เข้าร่วมโครงการมียอดขายเพิ่มขึ้นสูงสุดถึง 5 เท่า สะท้อนผลลัพธ์เชิงบวกอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งต่อผู้ประกอบการและการหมุนเวียนทางเศรษฐกิจ

    ทั้งนี้ หากรัฐบาลประกาศโครงการอย่างเป็นทางการ Grab ยืนยันความพร้อมที่จะร่วมผลักดันในหลายมิติ ไม่ว่าจะเป็นการทำแคมเปญการตลาด มอบส่วนลด ไปจนถึงการจัดแพ็กเกจพิเศษเพื่อดึงดูดร้านค้าเข้าร่วมให้มากที่สุด โดยตั้งเป้าให้มาตรการสามารถช่วยทั้งผู้บริโภคและผู้ประกอบการไปพร้อมกัน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/grab-bhumjaithai-government-pay-half-shop-food-cost-living&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw096mdhBr-XvjTLCEOHgIWC

  • จับตา ตลาดหุ้นไทย หลังเคาะโผ ครม. เศรษฐกิจนายกฯ ‘อนุทิน’ พร้อมออกมาตรการ…

    จับตา ตลาดหุ้นไทย หลังเคาะโผ ครม. เศรษฐกิจนายกฯ ‘อนุทิน’ พร้อมออกมาตรการ…

    ตลาดหุ้นไทยกำลังเผชิญหน้ากับความเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ หลังการจัดตั้งคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ที่นำโดยพรรคภูมิใจไทยเป็นแกนนำ และเริ่มเห็นโฉมหน้า ครม. เศรษฐกิจ พร้อมมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่กำลังจะตามมา โดยเฉพาะโครงการ ‘คนละครึ่ง’ จะมาช่วยดัน SET Index ไปได้ไกลแค่ไหน

    สิทธิชัย ดวงรัตนฉายา นักกลยุทธ์อาวุโสตลาดหุ้นไทยและต่างประเทศ ฝ่ายกลยุทธ์การลงทุน บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) อินโนเวสท์ เอกซ์ (InnovestX) สัมภาษณ์รายการ Morning Wealth ในมุมมองของ InnovestX มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในรอบนี้อาจมีปริมาณเงินไม่มากนักสำหรับเงินที่จะใช้ดำเนินโครงการคนละครึ่ง และรัฐบาลชุดนี้มีอายุการทำงานสั้นเพียง 4-6 เดือน ซึ่งน่าจะทำให้การแก้ไขปัญหาระดับโครงสร้างเป็นเรื่องยาก นโยบายที่คาดว่าจะออกมาจึงคล้ายคลึงกับรัฐบาลชุดก่อนๆ คือเน้นการใช้งบประมาณไม่มาก แต่ส่งผลในวงกว้าง ทำได้ง่าย รวดเร็ว และเป็นมาตรการระยะสั้น

    โดยมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่น่าจะประกาศออกมาเร็วที่สุดและมีผลต่อตลาดหุ้น ได้แก่

    1. โครงการ ‘คนละครึ่ง’ มีโอกาสที่จะมีมากกว่าหนึ่งเฟส

    2. มาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยว ทั้งจากต่างประเทศและภายในประเทศ เนื่องจากกำลังเข้าสู่ช่วงไฮซีซันและภาคการท่องเที่ยวฟื้นตัวดีขึ้นในช่วงครึ่งปีหลัง

    3. โครงการ ‘ช้อปดีมีคืน’ สำหรับผู้ที่ต้องการซื้อสินค้าชิ้นใหญ่

    ทั้งนี้จากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเหล่านี้ InnovestX ประเมินว่า หากมีวงเงินประมาณ 30,000-50,000 ล้านบาท จะสามารถกระตุ้น GDP ได้ประมาณ 0.13% ซึ่งจะส่งผลให้ดัชนี SET Index ปรับเพิ่มขึ้นได้ประมาณ 10 จุด

    อย่างไรก็ตาม หากมีมาตรการเพิ่มเติมในวงเงินที่ใกล้เคียงกัน ก็อาจดัน GDP เพิ่มขึ้นเป็น 0.2% และ SET Index เพิ่มขึ้น 20 จุดได้

    ชี้ความเชื่อมั่นและการเมือง ปัจจัยหนุนสำคัญตลาดหุ้น

    สิทธิชัย กล่าวต่อว่า ก่อนที่เศรษฐกิจจะดีขึ้นได้ ความเชื่อมั่นต้องดีขึ้นก่อน ในอดีตที่ผ่านมา ตลาดหุ้นไทยมักจะซบเซาในช่วงที่มีปัญหาการเมือง แต่คาดว่าปัญหาการเมืองในครั้งนี้อาจจะไม่รุนแรงเท่าอดีต

    นอกจากนี้ ในเชิงของ Valuation ก่อนหน้าที่จะมีปัญหาการเมือง ตลาดหุ้นไทยเคยซื้อขายที่ระดับ P/E ประมาณ 14 เท่า แต่ปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 13.3 เท่า การปิดแกปส่วนต่างนี้อาจส่งผลให้ตลาดหุ้นไทยมีอัพไซด์เพิ่มขึ้นอีก 35 จุด จากประเด็นการเมืองที่ชัดเจนขึ้น

    ส่องโฉมหน้า ครม. เศรษฐกิจใหม่ นโยบาย 4 เดือน 4 ด้าน

    การเข้ามาของรัฐมนตรีเศรษฐกิจชุดใหม่ เช่น ศุภจี สุธรรมพันธุ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บริษัท ดุสิตธานี จำกัด (มหาชน) ว่าที่รัฐมนตรีพาณิชย์, ดร. เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ อธิบดีกรมธนารักษ์ ว่าที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ อดีตซีอีโอ ปตท. ว่าที่รัฐมนตรีพลังงาน

    โดย InnovestX มองว่านโยบายหลักจะเน้นไปที่ ‘4 เดือน 4 ด้าน’ ได้แก่

    1. ด้านเศรษฐกิจ ลดรายจ่าย ลดค่าครองชีพ ลดค่าพลังงาน และค่าเดินทาง ซึ่งเป็นนโยบายต่อเนื่องจากรัฐบาลชุดก่อน

    2. กรณีพิพาทระหว่างไทยกับกัมพูชา คาดว่าจะเห็นพัฒนาการที่ชัดเจนขึ้นในการแก้ไขปัญหา โดยเฉพาะผลกระทบต่อจังหวัดบุรีรัมย์

    3. การเจรจาสงครามการค้ากับสหรัฐฯ แม้จะไม่ได้ขึ้นอยู่กับรัฐมนตรีพาณิชย์เพียงฝ่ายเดียว แต่การลดภาษีและการเยือนอาเซียนของประธานาธิบดีทรัมป์ในช่วงเดือนตุลาคม-พฤกษิกายน อาจนำมาซึ่งความชัดเจน

    4. ปัญหาชายแดน การคลี่คลายปัญหาชายแดน

    อย่างไรก็ตาม มาตรการเหล่านี้ถือเป็นการแก้ไขปัญหาระยะสั้น เพื่อให้เศรษฐกิจเดินหน้าต่อไปได้ ส่วนการแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างระยะยาวจะเป็นหน้าที่ของรัฐบาลชุดถัดไป

    ประเมินทิศทางการลงทุนและเป้าหมาย SET Index ปลายปีนี้

    InnovestX ยังคงมีมุมมองเชิงบวกต่อตลาดหุ้นไทยในช่วงปลายปีนี้ถึงต้นปีหน้า โดยมองว่าตลาดหุ้นไทยได้ผ่านจุดต่ำสุดไปแล้ว ปัจจัยสนับสนุนที่สำคัญคือ

    Valuation ที่น่าสนใจ

    • ค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้น ช่วยลดแรงขาย
    • มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่กำลังจะเข้ามา
    • ความชัดเจนทางการเมือง และการคลี่คลายปัญหาชายแดนไทยกับกัมพูชา
    • แนวโน้มการลดดอกเบี้ยในช่วงปลายปี
    • บรรยากาศการลงทุนในต่างประเทศ ทั้งในสหรัฐฯ และจีนที่ปัจจัยกดดันเริ่มลดลง

    ขณะที่ InnovestX ประเมินกรอบการลงทุนไปจนถึงปี 2569 โดยมีโอกาสที่ SET Index จะปรับตัวเพิ่มขึ้นไปที่ระดับ 1,350 – 1,400 จุด หลังจากประเมินว่าตลาดหุ้นไทยได้ผ่านจุดต่ำสุดไปแล้ว

    เปิดลิสต์กลุ่มหุ้นที่น่าจับตารับอานิสงส์มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ

    สำหรับนักลงทุน InnovestX แนะนำกลุ่มหุ้นที่คาดว่าจะได้รับอานิสงส์จากปัจจัยต่างๆ ดังนี้

    1. หุ้นที่คาดว่าจะได้รับอานิสงส์จากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล

    • กลุ่มค้าปลีก ได้แก่ CPALL, GLOBAL แต่ CPALL ปรับตัวขึ้นมาแล้ว รวมถึง BJC
    • กลุ่มท่องเที่ยว คือ CENTEL
    • กลุ่มนิคมอุตสาหกรรม จาก AMATA จากความเชื่อมั่นนักลงทุนต่างชาติที่เพิ่มขึ้น
    • กลุ่มวัสดุก่อสร้างกับโครงสร้างพื้นฐาน คือ SCC

    2. หุ้นที่คาดว่าจะได้รับอานิสงส์จากดอกเบี้ยขาลงและ/หรือค่าเงินดอลลาร์อ่อนค่า

    • กองทุน คือ DIF, LHFG
    • กลุ่มอสังหาริมทรัพย์ คือ AP, SPALI
    • กลุ่มเช่าซื้อ คือ MTC
    • กลุ่มโรงไฟฟ้า คือ BCPG

    3. สำหรับนักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้สูง จากการเก็งกำไรจากหุ้นที่เคยได้ประโยชน์จาก ‘คนละครึ่ง’ ในอดีต ได้แก่ CBG, TNP, OSP, HTC, ICHI, TVO แต่หุ้นกลุ่มนี้มีการปรับตัวเพิ่มขึ้นมาแล้ว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/stock-market-anutin-cabinet/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3BTGZo3z-wzgTh4Kwq33Wo

  • รมว.คนนอกเขย่าตลาด! รัฐบาลใหม่เร่งจุดไฟเศรษฐกิจ-ฟื้นเชื่อมั่นฉบับเร่งด่วน

    รมว.คนนอกเขย่าตลาด! รัฐบาลใหม่เร่งจุดไฟเศรษฐกิจ-ฟื้นเชื่อมั่นฉบับเร่งด่วน

    รมว.คนนอกเขย่าตลาด! รัฐบาลใหม่เร่งจุดไฟเศรษฐกิจ-ฟื้นเชื่อมั่นฉบับเร่งด่วน

    เกมการเมืองปะทุเดือด รัฐบาลใหม่เปิดตัวทีมเศรษฐกิจ “ตัวจริงเสียงจริง” โดยโฟกัสไปที่กระทรวงการคลัง พาณิชย์ และพลังงาน ซึ่งถูกจับตามองว่าเป็น “คีย์แมน” สำคัญในการฟื้นความเชื่อมั่นตลาดทุนและเศรษฐกิจในช่วงรอยต่อ

    โดยเฉพาะการปรากฏตัวของ “ศุภจี สุธรรมพันธุ์” หญิงแกร่งดีกรี IBM–THCOM–DUSIT ที่ก้าวขึ้นนั่งเก้าอี้ “รมว.พาณิชย์” ครั้งแรก สะกดสายตานักลงทุนทั้งใน–นอกประเทศ 

    สะท้อนชัดว่า “การเมืองไทยครั้งนี้ไม่เล่นของเก่า” แต่จัดเต็มด้วยมืออาชีพพร้อมดันเศรษฐกิจทะยาน ขณะที่นโยบาย Quick Win อย่าง “คนละครึ่ง” เตรียมอัดเงินเข้าระบบ ดันกำลังซื้อกลับมาโหมไฟ ตลาดหุ้นไทยจึงไม่ใช่แค่ “รอด” แต่กำลังจะ “แรง” จนใครพลาด มีสิทธิ์หลุดขบวน!

    รมว.คนนอกเขย่าตลาด! รัฐบาลใหม่เร่งจุดไฟเศรษฐกิจ-ฟื้นเชื่อมั่นฉบับเร่งด่วน

    ทีมใหม่…ฟื้นเชื่อมั่น!

    บทวิเคราะห์ บล.กรุงศรี มองประเด็นเกี่ยวเนื่องจากการเปลี่ยนรัฐบาลชุดใหม่ คือ ผู้ที่เข้ามาดำรงตำแหน่งสำคัญใน ครม. เบื้องต้น พบว่า ในกระทรวงสำคัญๆ ต่อเศรษฐกิจ อาทิ กระทรวงการคลัง กระทรวงพาณิชย์ และกระทรวงพลังงาน อิงความรู้ ความเชี่ยวชาญ

    “เราประเมินน่าจะสร้างความเชื่อมั่นให้กับเศรษฐกิจในช่วงรอยต่อให้กับตลาดได้”

    ขณะที่ล่าสุด คือ ฝั่งกระทรวงพาณิชย์ คุณศุภจี สุธรรมพันธุ์ เป็นผู้หญิงคนแรกที่ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นผู้จัดการทั่วไปของบริษัท IBM ในประเทศไทยและต่อมาขึ้นดำรงตำแหน่งผู้จัดการทั่วไปของแผนกบริการเทคโนโลยีระดับโลกของ IBM ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ก่อนขึ้นเป็นประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ THCOM และ DUSIT ในปัจจุบัน

    ฝ่ายวิเคราะห์มองบวกต่อการแต่งตั้งรัฐมนตรีคนนอกที่มีความรู้และประสบการณ์ต่อเนื่อง โดยเฉพาะในช่วงเวลา 4 เดือนที่ประเทศไทยอยู่ในช่วงรอยต่อ โดยฝั่งคุณศุภจีเป็นอดีตผู้บริหารบริษัทเอกชนชั้นนำที่มีประสบการณ์และความสามารถเป็นที่ยอมรับจากต่างชาติผสาน ประสบการณ์ในธุรกิจเทคโนโลยีและภาคบริการ 

    ทั้งนี้ฝ่ายวิเคราะห์คาดความเชื่อมั่นต่างประเทศที่มีบุคคลที่ได้รับการยอมรับ คาดสามารถสร้างความเชื่อมั่นการค้าภายใน บวกกลุ่มภาคบริการ, ค้าปลีก, ท่องเที่ยว, โรงพยาบาล รวมถึงการค้าระหว่างประเทศ, อาหาร, ชิ้นส่วนฯ รวมถึงโอกาสบรรลุข้อตกลง FTA ส่งเสริมการค้าลดผลกระทบภาษีสหรัฐฯ

    รวมถึงดึงเม็ดเงินลงทุนทางตรงเพิ่มเติม โดยคาดประสบการณ์เทคโนโลยีที่จะช่วยเกิดภาพ New S-Curve อุตสาหกรรมใหม่ๆของไทย อาทิ Infra Tech, Semi-conductor

    ติดตามนโยบาย Quick Win กระตุ้นเศรษฐกิจในระยะ 4 เดือน

    ฝ่ายวิเคราะห์ บล.หยวนต้า(ประเทศไทย) ระบุว่า การแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจเป็น 1ในนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาลชุดใหม่ เน้นลดภาระค่าครองชีพ กระตุ้นกำลังซื้อ แก้ไขปัญหาหนี้สินให้เกษตรกรและผู้มีรายได้น้อย ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นบวกโดยตรงต่อภาคการบริโภคในประเทศ มีการเปิดเผยถึงนโยบายแรก คือ “คนละครึ่ง” นโยบายที่คนไทยรู้จัก มี Platform การใช้งานรองรับมีงบกลางกระตุ้นเศรษฐกิจสำหรับปี 2026 ที่ได้รับการอนุมัติแล้ว คาดเริ่มใช้ได้ในตรมาส 4/68

    หากอิงเงื่อนไขโครงการรอบก่อนเมื่อปี 2020-2022 แม้ถูกออกแบบมาเพื่อผู้ประกอบการรายย่อย แต่ฝ่ายวิเคราะห์เห็นภาพรวม SSSG ของกลุ่มผู้ประกอบการสินค้าอุปโภคบริโภคค่อยๆ ฟื้นตัวได้ สอดคล้องกับการฟื้นตัวของเศรษฐกิจจากการแพร่ระบาด COVID-19 ซึ่งหากใช้ได้ทัน ต.ค.2568 จะเป็นปัจจัยที่เข้ามาช่วยจำกัด Downside ให้กับผลประกอบการ เนื่องจากฐานไตรมาส 4/2567 มีเม็ดเงินจากโครงการแจกเงินหมื่นให้กลุ่มเปราะบาง หากปีนี้ไม่มีการกระตุ้นการบริโภคมาช่วยอาจทำให้ยอดขายอ่อนแอจากไตรมาสเดียวกันของปีก่อน (YoY)

    มองข้ามไปช่วงครึ่งแรกปี2569 คาดงบดี โดยในไตรมาส 1 เม็ดเงินสะพัดช่วงหาเสียง ไตรมาส 2 โตจากฐานต่ำ ฝ่ายวิเคราะห์คาดดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือน ส.ค.จากหอการค้าไทยที่จะรายงานในสัปดาห์นี้ยังอ่อนแอ คาดปรับตัวลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 7แต่ไม่ใช่ประเด็นใหม่เพราะช่วงเวลาดังกล่าวไทยขาดเสถียรภาพด้านการเมือง ภายหลังการจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่แล้ว มีโอกาสที่ความเชื่อมั่นผู้บริโภคจะเริ่มฟื้นตัวจากเดือนที่ผ่านมา(MoM)ได้ในระยะถัดไป

    ส่วนความชัดเจนของการเลือกตั้งหากเกิดขึ้นในช่วงปลาย มี.ค.-เม.ย.2569 ฝ่ายวิเคราะห์มองเป็นบวกต่อแนวโน้มผลประกอบการไตรมาส 1/69 ที่จะเริ่มมีเม็ดเงินจากกิจกรรมหาเสียงและความคาดหวังจากนโยบายใหม่ๆที่จะทำให้เศรษฐกิจดีขึ้น หนุนบรรยากาศการจับจ่ายใช้สอย ขณะที่ผลประกอบการไตรมาส 2/69 มีโอกาสเติบโตเด่นจากฐานต่ำเพราะแผ่นดินไหว คนกังวลสงครามการค้า รวมถึงสภาพอากาศ

    แม้แนวโน้มกำไรของกลุ่มในไตรมาส 3/68 ไม่เด่น เบื้องต้นประเมินลดลงจากไตรมาสก่อนหน้า (QoQ) ทรงตัว – ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อน (YoY) แต่ในระยะกลางฝ่ายวิเคราะห์คาดความเปลี่ยนแปลงด้านการเมืองจะทำให้กำลังซื้อฟื้นตัวได้เร็วกว่าที่ประเมินไว้ก่อนหน้าทำให้ฝ่ายวิเคราะห์ปรับน้ำหนักลงทุนขึ้นเป็น “Overweight”

    และ Roll-over ราคาเหมาะสมของกลุ่มไปเป็นสิ้นปี 2026 แม้ราคาหุ้นฟื้นตัวเด่นในช่วง 1 สัปดาห์ แต่ส่วนใหญ่ยังซื้อขายบน PER25-26 เทียบเท่า -1.5 SD ของค่าเฉลี่ยย้อนหลัง 5 ปี ถือว่าหุ้นไม่แพง 

    อีกทั้งเทียบต้นปีจนถึงปัจจุบัน(YTD) COMM ลดลง -21% ยัง Laggard SET ที่ -10% เลือกหุ้นเด่น “บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) หรือ CPALL” ราคาเป้าหมาย 67 บาท ซื้อขายถูกสุดในกลุ่ม ผลประกอบการมี Upside จากการปรับขึ้นของ GPM มีโครงการซื้อหุ้นคืนจำกัด Downside

    และ “บริษัท โฮม โปรดักส์ เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ HMPRO” ราคาเป้าหมาย 9.20 บาท ราคาหุ้นฟื้นตัวช้ากว่ากลุ่มเหมาะสำหรับลงทุนระยะยาวและรับผลตอบแทนจากคาดการณ์เงินปันผลราว 5%ต่อปี

    รมว.คนนอกเขย่าตลาด! รัฐบาลใหม่เร่งจุดไฟเศรษฐกิจ-ฟื้นเชื่อมั่นฉบับเร่งด่วน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/business/stockholder/730121&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1sdrVHW1KogrQi3WA9hekm

  • ‘ผอ.สำนักงบฯ’ชี้ดึงงบปี 68 วงเงิน 2.5 หมื่นล้าน ฟื้น‘คนละครึ่ง’ได้ แต่ต้องภายในเดือนนี้

    ‘ผอ.สำนักงบฯ’ชี้ดึงงบปี 68 วงเงิน 2.5 หมื่นล้าน ฟื้น‘คนละครึ่ง’ได้ แต่ต้องภายในเดือนนี้

    วันอังคาร ที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2568, 11.21 น.

    ‘ผอ.สำนักงบฯ’ยันงบกระตุ้นเศรษฐกิจมีพอสนองนโยบายรัฐบาล‘อนุทิน’ ชี้ดึงงบปี 68 วงเงิน 2.5 หมื่นล้าน ทำ‘คนละครึ่ง’ได้ แต่ต้องภายใน 30 ก.ย.นี้

    เมื่อเวลา 09.45 น. วันที่ 9 กันยายน 2568 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนันต์ แก้วกำเนิด ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ กล่าวถึงความพร้อมการดำเนินนโยบายตามรัฐบาลชุดใหม่ ที่จะเร่งกระตุ้นเศรษฐกิจ ว่า พร้อม ยืนยันว่างบประมาณมีพอ

    เมื่อถามว่า หากร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 69 ประกาศใช้ จะสามารถดำเนินการได้เลยหรือไม่ นายอนันต์ กล่าวว่า ใช่ รวมถึงงบกระตุ้นเศรษฐกิจ

    เมื่อถามถึงกรณีงบกระตุ้นเศรษฐกิจปี 68 จำนวน 2.5 หมื่นล้านบาท ที่เหลือจาก 1.57 แสนล้านบาท จะสามารถนำมาดำเนินโครงการคนละครึ่งได้หรือไม่ นายอนันต์ กล่าวว่า ต้องดูว่าจะใช้ทันสิ้นปีงบประมาณ 68 หรือไม่ ซึ่งจะสิ้นสุดในวันที่ 30 กันยายนนี้ หากสามารถดำเนินการทัน ก็ต้องทำเลย

    -005

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/912912&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw34ZyvhDORRdXRpWQ_JfyT3

  • มหกรรมวิถีถิ่น วิถีไทย ปลุกเศรษฐกิจกว่า 85 ล้าน

    มหกรรมวิถีถิ่น วิถีไทย ปลุกเศรษฐกิจกว่า 85 ล้าน

    ปลัด วธ.เผยมหกรรมวิถีถิ่น วิถีไทย ตลอด 5 วัน คนแห่ชม ชิม แชะ ช้อปแล้วแชร์กว่า 3 หมื่นคน ยอดเข้าถึงออนไลน์-ออฟไลน์ทะลุ 30 ล้านครั้ง เงินสะพัดในงาน 11 ล้าน ปลุกเศรษฐกิจ 85 ล้านบาท ตอกย้ำ Soft Power ไทยสู่เวทีโลก

    9 ก.ย.2568 นายประสพ เรียงเงิน ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม เปิดเผยถึงผลสำเร็จจากการจัดงานมหกรรมวัฒนธรรมแห่งชาติ วิถีถิ่น วิถีไทย ประจำปี 2568 เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ระหว่างวันที่ 3 – 7 กันยายน 2568 ว่า ได้รับความสนใจจากประชาชนและนักท่องเที่ยวจำนวนมาก โดยมีผู้เข้าร่วมงานรวมกว่า 32,000 คน และมียอดรับชมผ่าน Live Facebook กว่า 167,370 ครั้ง รวมการเข้าถึงทั้งออนไลน์และออฟไลน์มากกว่า 30 ล้านครั้ง ก่อให้เกิดการใช้จ่ายในงานกว่า 11 ล้านบาท สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจกว่า 85 ล้านบาท

    “ผู้เข้าร่วมส่วนใหญ่สะท้อนว่า งานมีความเป็นไทยชัดเจนและกิจกรรมหลากหลาย ทั้งการแสดง การจำหน่ายสินค้า อาหารไทย – อาหารถิ่นจากทุกภูมิภาค รวมถึงกิจกรรม workshop ที่เปิดโอกาสให้ลงมือทำจริง อีกทั้งยังเสนอให้เพิ่มโซนอาหารถิ่นให้มากขึ้นในปีต่อไป ตอกย้ำศักยภาพของ “ทุนทางวัฒนธรรม” ในการส่งเสริมเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว พร้อมทั้งยกระดับ Soft Power ของไทยสู่สายตานานาชาติอย่างเป็นรูปธรรม” นายประสพ กล่าว

    นายประสพ กล่าวอีกว่า ตลอดทั้ง 5 วัน ของการจัดงาน เปิดให้ผู้สนใจเข้าชมฟรีทุกวัน เวลา 10.00 – 21.00 น. ภายในงานมีการแสดงทางศิลปวัฒนธรรมจากทั้ง 4 ภาค โดยศิลปินแห่งชาติและศิลปินชื่อดัง ตลอดจนกิจกรรมหลากหลายที่ได้รับความสนใจจากเด็ก เยาวชน และประชาชนจำนวนมาก อีกทั้งยังมีร้านค้าผลิตภัณฑ์ทางวัฒนธรรม CPOT ร้านอาหารอร่อยยกมาจากทั่วประเทศกว่า 180 ร้าน ที่ได้รับการตอบรับอย่างอบอุ่นจากผู้สนใจร่วมอุดหนุนสินค้าไทย เป็นไปตามแนวคิด “ไทยดี” ที่ถ่ายทอดความงดงามและคุณค่าใน 4 มิติ คือ ประเพณี ศิลปวัฒนธรรม อาหาร และผลิตภัณฑ์ภูมิปัญญาไทย พร้อมผลักดัน Soft Power ของไทยให้ก้าวไกลสู่ระดับนานาชาติ

    “ความสำเร็จครั้งนี้เกิดจากความร่วมมือของทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ เครือข่ายศิลปิน เครือข่ายผู้ประกอบการ และประชาชนผู้เข้าร่วมงาน ที่ผนึกกำลังกันขับเคลื่อน Soft Power ไทย ผ่านมิติทางวัฒนธรรมอย่างมีประสิทธิภาพ โดยกระทรวงวัฒนธรรมพร้อมเดินหน้าสานต่อนโยบายเชิงรุกเพื่อให้วัฒนธรรมเป็นพลังสร้างรายได้ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ และเสริมสร้างความภาคภูมิใจในอัตลักษณ์ความเป็นไทยให้กับทุกเจเนอเรชัน ขอบคุณทุกภาคส่วนที่ร่วมสร้างความสำเร็จในครั้งนี้ แล้วพบกันใหม่ปีหน้า ” ปลัด วธ. กล่าว

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/news-update/858589/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3A2sGecA7LtXdnbQwOtmou

  • จัดทัพเศรษฐกิจ! “อนุทิน” ดัน “เอกนิติ” ควบรองนายกฯ-ขุนคลัง จ่อคลอด “คนละครึ่ง” สูตรใหม่

    จัดทัพเศรษฐกิจ! “อนุทิน” ดัน “เอกนิติ” ควบรองนายกฯ-ขุนคลัง จ่อคลอด “คนละครึ่ง” สูตรใหม่

    ผู้สื่อข่าวรายงานจากพรรคภูมิใจไทยว่า วันนี้ (9 ก.ย.68) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี กล่าวถึงการจัดทัพเศรษฐกิจในรัฐบาลชุดใหม่ โดยยืนยันว่า นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ จะมาดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจ ควบคู่กับรัฐมนตรีว่ากระทรวงการคลัง เพื่อเพิ่มน้ำหนัก และความเชื่อมั่นในการเจรจาในเวทีโลก

    จากประสบการณ์ของเรา เวลาไปเวทีโลก พอได้เป็นรองนายกรัฐมนตรีจะมีโอกาสที่เพิ่มมากกว่าการเป็นรัฐมนตรีปกติ การที่เราจะได้รับความเชื่อถือเชื่อมั่นจากนานาชาติจะยกขึ้นไปอีกระดับหนึ่นายอนุทิน กล่าว

    นายอนุทิน ยังกล่าวถึงกระแสโครงการ “คนละครึ่ง” ที่ได้รับเสียงตอบรับดีว่า เป็นสิ่งที่น่ายินดี เพราะเรารับฟังเสียงประชาชน ยืนยันไม่กังวลกรณีถูกมองว่านำโครงการจากรัฐบาลชุดก่อนมาสานต่อ หากเป็นประโยชน์ต่อประชาชนก็พร้อมเดินหน้า เช่นเดียวกับ โครงการ “30 บาทรักษาทุกโรค”

    ส่วนรายละเอียดของโครงการคนละครึ่ง ในรัฐบาลชุดใหม่ นายอนุทิน เปิดเผยว่า นายเอกนิติได้เสนอแนวคิดว่า หากไม่กระทบวินัยการเงินการคลังและงบประมาณ และสามารถช่วยเหลือประชาชนได้ อาจปรับเป็นรูปแบบ Incentive 60:40 สำหรับผู้เสียภาษี ขณะที่ประชาชนทั่วไปที่ไม่ได้เสียภาษี ยังคงใช้รูปแบบ 50:50 เดิม โดยนายอนุทิน กล่าวว่า “ซึ่งผมก็ปิ๊งนะ” และได้มอบหมายให้ไปศึกษาต่อ พร้อมกำชับว่าต้องไม่ผิดรัฐธรรมนูญ ไม่ผิดกฎหมาย และไม่กระทบต่อวินัยการคลัง พร้อมยืนยันว่า สามารถดำเนินการได้ทัน ภายในกรอบเวลา 4 เดือน

    ตอนเช้าท่านก็โทรมา ท่านบอกพี่ครับเงินมีและไม่กระทบ… พูดง่าย ๆ กระเป๋ายังตุงเหมือนเดิมและทำได้อาจจะให้เรื่องของ Incentive เป็นแรงจูงใจสำหรับคนที่เสียภาษี แต่คนส่วนใหญ่ก็เสียภาษีอยู่แล้ว นายอนุทิน กล่าว

    นอกจากนี้ในส่วนของทีมเศรษฐกิจ นายอนุทิน ได้เปิดเผยว่า เป็นผู้ทาบทาม นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ กรรมการบริหารและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มบริษัท ดุสิตธานี จำกัด (มหาชน) มาดูแลกระทรวงพาณิชย์เอง และได้ส่งรายชื่อให้เลขาธิการคณะรัฐมนตรี ตรวจสอบแล้ว

    อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง :

    “คลัง” พร้อมฟื้น “คนละครึ่ง” ใช้งบกลาง 2.5 หมื่นลบ. กระตุ้นเศรษฐกิจ ต.ค. นี้

    ย้อนโครงการ “คนละครึ่ง” สมัยยุคโควิด ก่อนถูก “อนุทิน” หยิบมาปัดฝุ่น

    Back to top button

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kaohoon.com/news/local/781280&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3dUW598mtnt0gbF60dFF2H

  • ผอ.สำนักงบฯ ยืนยันมีเงินเพียงพอ สนองนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจรัฐบาล ‘อนุทิน’

    ผอ.สำนักงบฯ ยืนยันมีเงินเพียงพอ สนองนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจรัฐบาล ‘อนุทิน’

    ผอ.สำนักงบฯ ยันยืน มีเงินเพียงพอ สนองนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล ‘อนุทิน’ ชี้ดึงงบกระตุ้นเศรษฐกิจปี 2568 วงเงิน 2.5 หมื่นล้าน ทำ ‘คนละครึ่ง’ ได้ หากเริ่มทัน 30 กันยายนนี้ 

    วันนี้ (9 กันยายน) อนันต์ แก้วกำเนิด ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ กล่าวที่ทำเนียบรัฐบาล ว่างบประมาณมีเพียงพอสำหรับดำเนินนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจตามความประสงค์ของรัฐบาลชุดใหม่

    โดยกล่าวยืนยันว่า สามารถนำงบจากร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2569 รวมถึงงบกระตุ้นเศรษฐกิจ มาใช้ได้ทันทีเมื่อมีการประกาศใช้

    สำหรับกระตุ้นเศรษฐกิจปี 2568 จำนวน 25,000 ล้านบาท ที่เหลืออยู่จาก 157,000 ล้านบาท อนันต์กล่าวว่าจะถูกนำมาใช้ หากสามารถเริ่มโครงการ ‘คนละครึ่ง’ ได้ทันสิ้นปีงบประมาณ ซึ่งใกล้จะสิ้นสุดปีงบประมาณในวันที่ 30 กันยายนนี้

    TAGS:  


    ABOUT THE AUTHOR

    THE STANDARD WEALTH

    สำนักข่าวเศรษฐกิจ ธุรกิจ และการลงทุน โดยทีมข่าว THE STANDARD

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/budget-bureau-stimulus-fund/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1QTP1XPlBJf_tosfSmZ-K8