Category: วัฒนธรรม

  • คุก ‘สนธิ’ 4 เดือนไม่รอลงอาญา-ชดใช้ 2 ล้าน คดีหมิ่น ‘ธนกร’ ทุจริตปลูกปาล์มน้ำมันอินโด | เดลินิวส์

    คุก ‘สนธิ’ 4 เดือนไม่รอลงอาญา-ชดใช้ 2 ล้าน คดีหมิ่น ‘ธนกร’ ทุจริตปลูกปาล์มน้ำมันอินโด | เดลินิวส์

    เมื่อวันที่ 7 เม.ย. ที่ ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก ศาลนัดฟังคำพิพากษาคดีหมายเลขดำที่ อ.2851/2566 ที่ นายธนกร นันที อดีต สส.พรรคไทยรักไทย อดีตรองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง เป็นโจทก์ฟ้อง นายสนธิ ลิ้มทองกุล ผู้ก่อตั้งสื่อผู้จัดการ และผู้จัดรายการสนธิทอล์ค ในข้อหาหมิ่นประมาทกล่าวหาว่านายธนกรเกี่ยวข้องกับการทุจริตโครงการ 5 โครงการ ที่ดินปลูกปาล์มของ ปตท.

    โดยในวันนี้เป็นการเลื่อนฟังคำพิพากษามาจากวันที่ 24 ก.พ. เนื่องจากในครั้งนั้น นายสนธิ ประสบอุบัติเหตุ ลื่นล้มหัวแตกทำให้ต้องพักรักษาตัว 2-3 สัปดาห์ ซึ่งการฟังคำพิพากษาในวันนี้ นายสนธิ ได้เดินทางเข้ามาพร้อมกับทนายความส่วนตัว เพื่อฟังคำพิพากษา

    พิเคราะห์แล้วเห็นว่า เมื่อวันที่ 30 มิ.ย. 66 วันที่ 2 ก.ค. 66 วันที่ 1 ก.ย. 66 และ 3 ก.ย. 66 จำเลยกล่าวหาผ่านรายการ สนธิทอล์ค และสื่อในเครือผู้จัดการ กล่าวหาว่าโจทก์ทุจริต 5 โครงการ 1 ซื้อที่ดินปลูกปาล์มของ ปตท. ที่อินโดนีเซีย 2.ที่กล่าวหาว่าโจทก์เกี่ยวข้องเกี่ยวกับการปล่อยกู้ธนาคารกรุงไทย ให้กับหุ้น EARTH ทำให้ธนาคารกรุงไทยเสียหาย 3.สต็อคลมที่กล่าวหาว่าโจทก์เกี่ยวข้องกับทุจริตสต็อคน้ำมัน 4.ฮั้วเรื่องการซื้อขายน้ำมัน และ เกี่ยวข้องกับการเสนอให้ ปตท. เข้าซื้อหุ้นสตาร์ค การกระทำของจำเลยเป็นการยืนยันข้อเท็จจริงว่ามีการทุจริตโครงการต่างๆ ข้อความที่กล่าวหาโจทก์เมื่อบุคคลที่ 3 หรือบุคคลอื่นได้ฟังจะเข้าใจตามที่จำเลยใส่ความโจทก์ จึงเป็นการหมิ่นประมาทโจทก์ แม้จำเลยนำสืบว่าไม่ได้ยืนยันข้อเท็จจริงแต่เป็นการปะติดปะต่อเรื่องราวให้ประชาชนเข้าใจ ฟังไม่ขึ้น การกระทำของจำเลยเป็นการหมิ่นประมาทโจทก์และหากเป็นตามที่จำเลยอ้าง เมื่อรัฐเข้าไปมีหุ้นอยู่ใน ปตท. และบริษัทในเครือ ย่อมส่งผลเสียต่อประเทศชาติ การกระทำของจำเลยจึงครบองค์ประกอบตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 326 และการเผยแพร่ข้อความผ่านทางสื่อเป็นการหมิ่นประมาทโดยการโฆษณาตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 328 เป็นการกระทำความผิดกล่าวหาโจทก์ต่อเนื่องกันจึงเป็นความผิดกรรมเดียวเท่านั้น ไม่ใช่การติชมโดยสุจริต จึงไม่ได้รับการยกเว้นตามมาตรา 326

    ส่วนที่โจทก์เรียกค่าเสียหาย 50 ล้านบาท จากการไม่ได้รับการกู้เงินจากสถาบันการเงินต่างประเทศ โจทก์ไม่ได้นำสืบให้เห็นว่าผลประกอบการจะได้รับผลอย่างไร แต่การลงทุนอาจจะกำไรหรือขาดทุนก็ได้ ศาลกำหนดให้จำเลยชดใช้ 1 ล้านบาท และส่วนที่จำเลยเรียกร้องค่าเสียหายเสื่อมเสียชื่อเสียง ศาลกำหนดให้ชดใช้ 1 ล้านบาท รวม 2 ล้านบาท

    พิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 328 หมิ่นประมาทโดยการโฆษณา ลงโทษจำคุก 6 เดือน แต่การให้การของจำเลยเป็นประโยชน์ต่อการพิจารณาลดโทษให้ 1 ใน 3 คงจำคุก 4 เดือน ไม่รอลงอาญา ให้จำเลยลงคำพิพากษาในหนังสือพิมพ์ 7 ฉบับ โดยจำเลยเป็นผู้ออกค่าใช้จ่าย และให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ 2 ล้านบาท และค่าทนายความโจทก์ 2 หมื่นบาท คำขออื่นนอกจากนี้ขอให้ยก

    ภายหลังจากฟังคำพิพากษาทนายความของนายสนธิ ได้ยื่นหลักทรัพย์เพื่อขอปล่อยชั่วคราว ขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาของศาล.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5758832/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0iCnQdDqUzM9s0Y7u9uX03

  • นันทวัน ผู้จัดการกยศ. ไขก็อกลาออก ตั้งรองรักษาการ เร่งสรรหาคนใหม่

    นันทวัน ผู้จัดการกยศ. ไขก็อกลาออก ตั้งรองรักษาการ เร่งสรรหาคนใหม่

    นันทวัน ผู้จัดการกยศ. ไขก็อกลาออก ตั้งรองรักษาการ เร่งสรรหาคนใหม่

    นายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ในฐานะประธานกรรมการกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการ กยศ. (บอร์ด) มีมติเห็นชอบการลาออกของ นางสาวนันทวัน วงศ์ขจรกิตติ ผู้จัดการ กยศ. หลังจากได้ยื่นหนังสือลาออกก่อนหน้านี้

    พร้อมกันนี้ บอร์ด กยศ. ได้เห็นชอบแต่งตั้ง นางอัญชลี ภูริวิทย์วัฒนา รองผู้จัดการ กยศ. ขึ้นทำหน้าที่รักษาการผู้จัดการ กยศ. เป็นการชั่วคราว จนกว่ากระบวนการสรรหาผู้จัดการ กยศ. คนใหม่จะแล้วเสร็จ

    “หลังจากนี้บอร์ด กยศ. จะเร่งตั้งคณะกรรมการสรรหาผู้จัดการ กยศ. เพื่อคัดเลือกบุคคลที่มีความรู้ความสามารถเข้ามาบริหารองค์กรให้เดินหน้าต่อไป โดยขณะนี้การดำเนินงานของ กยศ. ยังเป็นไปตามปกติ และกรณีดังกล่าวไม่ได้ส่งผลกระทบต่อการปล่อยกู้ให้กับนักเรียน นักศึกษาแต่อย่างใด” นายวินิจ กล่าว

    นายวินิจ กล่าวอีกว่า ในส่วนของการฟ้องร้องนักเรียน นักศึกษาที่ค้างชำระหนี้นั้น เป็นไปตามขั้นตอนของกฎหมาย อย่างไรก็ตาม เมื่อมีการดำเนินคดีแล้ว กยศ. ยังคงพยายามเจรจาปรับโครงสร้างหนี้ เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้กู้สามารถชำระหนี้ต่อไปได้ โดยตามกระบวนการของศาลก็จะมีขั้นตอนไกล่เกลี่ยระหว่างทั้งสองฝ่ายอยู่แล้ว

    ส่วนประเด็นการติดตามและเรียกเก็บหนี้ของ กยศ. นั้น ได้ดำเนินการอย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกันยังเร่งแก้ไขปัญหาในระบบจัดเก็บหนี้และการแจ้งยอดหนี้มาโดยตลอด เพื่อให้การบริหารจัดการมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/business/740536&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0yWFyfScS1R7X-_hGP9DS7

  • CIMBT ออกแบบแผนเรียนฟรี ด้วยตราสารหนี้ ลดภาระค่าใชจ่ายหลักล้าน สร้างอนาคตลูกอย่างมั่นใจ ผู้เชี่ยวชาญชี้จุดเด่นเรียนต่อสหรัฐฯ และสวิตฯ – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    CIMBT ออกแบบแผนเรียนฟรี ด้วยตราสารหนี้ ลดภาระค่าใชจ่ายหลักล้าน สร้างอนาคตลูกอย่างมั่นใจ ผู้เชี่ยวชาญชี้จุดเด่นเรียนต่อสหรัฐฯ และสวิตฯ – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    มิติหุ้น – ในวันที่ ค่าเล่าเรียนต่างประเทศ พุ่งต่อเนื่องแตะหลักหลายสิบล้านบาทต่อครอบครัว ธนาคาร CIMB THAI เดินหน้าสร้างทางเลือกใหม่ให้ผู้ปกครอง ด้วยแนวคิด “วางแผนการศึกษาด้วยการลงทุนผ่านตราสารหนี้” ที่ช่วยเปลี่ยนภาระค่าใช้จ่ายก้อนใหญ่ให้กลายเป็น “กระแสเงินสดที่วางแผนได้”

    ล่าสุด ธนาคารจัดสัมมนา Overseas Education x Financial Solution เปิดเส้นทางสู่การศึกษาต่อต่างประเทศอย่างมั่นใจ” เจาะลึกทั้ง ปลายทางการศึกษา และ วิธีวางแผนทางการเงิน ลดภาระค่าใช้จ่ายหลักล้าน พร้อมปูทางสู่อนาคตที่มั่นคงให้บุตรหลาน

    ‘การศึกษา – การลงทุน’ ต้องเดินไปด้วยกัน

    ภูดินันท์ เศรษฐนันท์ Head, Affluent & Wealth Management ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย เปิดเผยว่า การศึกษาและการลงทุน สองสิ่งนี้ต้องเดินไปด้วยกัน การบริหารเงินอย่างชาญฉลาด จะตอบโจทย์การศึกษาลูกให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ทีม Wealth CIMB THAI ขอเป็นส่วนหนึ่งที่จะร่วมเดินทางไปกับลูกค้าเริ่มต้นด้วยการจัดงานสัมมนาให้ความรู้ Overseas Education x Financial Solution เปิดเส้นทางสู่การศึกษาต่อต่างประเทศอย่างมั่นใจ’ เพราะคำถามที่ผู้ปกครองหลายคนมีตรงกันคือ ส่งลูกไปเรียนต่อต่างประเทศที่ไหนดี เช่น สหรัฐหรือสวิตเซอร์แลนด์ และต้องเตรียมเงินอย่างไรให้เพียงพอ ธนาคารจึงเชิญผู้เชี่ยวชาญด้านการศึกษามาให้ความรู้ ผสานกับผู้เชี่ยวชาญ CIMB THAI แนะเตรียมความพร้อมต้นทุนค่าการศึกษาด้วยการวางเงินลงทุนให้ตรงจุด ผลตอบแทนที่งอกเงยสามารถครอบคลุมค่าเล่าเรียนตลอดเส้นทาง และเมื่อลูกหลานเรียบจบ เงินต้นอยู่ครบ เรียกได้ว่า ออกแบบแผนเรียนฟรีได้ ถ้าใช้ตราสารหนี้

    เปิดตัวเลขจริง: เรียนอินเตอร์แตะ 20 ล้านบาท

    สูตรคิดใหม่ : เปลี่ยนเงินก้อน สร้างกระแสเงินสด – เรียนฟรีได้ ถ้าวางเงินถูกจุด

    เอกวิทย์ เมธีเจริญวงศ์ Coverage & Channel, Treasury & Markets ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย เปิดเผยว่า การลงทุนด้านการศึกษาให้ผลตอบแทนดีที่สุดในระยะยาว ทว่า ค่าเทอม High School (อินเตอร์ในไทย) เฉลี่ยประมาณ 1 ล้านบาทต่อปี โดยมีระยะเวลาการเรียน 6 ปี ส่วนการศึกษาต่อปริญญาตรีในต่างประเทศ เฉลี่ยค่าเทอมประมาณ 3.5 ล้านบาทต่อปี โดยมีระยะเวลาการเรียน 4 ปี รวมทั้งเส้นทางตลอด 10 ปี ประมาณ 20 ล้านบาทและมีแนวโน้ม ‘เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง’

    CIMB THAI เสนอสูตรคิดใหม่ เปลี่ยนจากเก็บเงินก้อนเพื่อจ่ายค่าเรียน เป็นการวางเงินให้ถูกจุดเพื่อสร้างรายได้แทน ซึ่งทางเลือกที่น่าสนใจคือพันธบัตรและหุ้นกู้ เพราะความเสี่ยงต่ำ ให้ผลตอบแทนสม่ำเสมอ สามารถคาดการณ์กระแสเงินสดได้ชัดเจน เหมาะวางแผนค่าใช้จ่ายที่ต้องการเงินสดที่แน่นอน

    ตัวอย่างจริง ของการแผนการศึกษา 10 ปี ที่ต้องใช้เงิน 20 ล้านบาท หรือเฉลี่ยปีละ 2 ล้านบาท หากวางแผนการใช้เงินจะสามารถลดภาระค่าใช้จ่ายได้หลักสิบล้านบาท และรักษาเงินเงินต้น หรือเทียบเท่ากับการเรียนฟรี กรณี ฝากเงิน ได้ดอกเบี้ย 1%  ต้องใช้เงินต้น 200 ล้านบาท เพื่อสร้าง 2 ล้านบาทต่อปี แต่ถ้าหากลงทุนในพันธบัตรรัฐบาล ที่ให้ผลตอบแทนประมาณ 2.6% จะใช้เงินต้นลดลงมาที่ 77 ล้านบาท ขณะที่การลงทุนในหุ้นกู้เอกชนคุณภาพดีที่ให้ผลตอบแทนเฉลี่ย 3–4% จะใช้เงินต้นลดลงมาเหลือ 50–67 ล้านบาท โดยได้รับผลตอบแทนในระดับเดียวกัน และยังคงได้รับเงินต้นคืนเมื่อครบกำหนด ลูกหลานเรียนจบเรามีเงินต้นอยู่ครบ สะท้อนให้เห็นว่าแค่เปลี่ยนที่วางเงิน ก็ช่วยลดเงินต้นลงอย่างมีนัยสำคัญ”

    โดยสรุป CIMB THAI แนะนำใช้ ‘ดอกเบี้ย’ เป็นตัวจ่ายค่าเรียน และยัง ‘รักษาเงินต้นครบ’ เมื่อลูกจบการศึกษา ครอบครัวยังมี wealth ต่อเนื่อง นี่คือการเปลี่ยน ‘ค่าใช้จ่าย’ เป็น ‘กลยุทธ์การเงินระยะยาว’

    นอกจากตราสารหนี้ในประเทศ การลงทุนหุ้นกู้ต่างประเทศ (Offshore Bonds) เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่าหุ้นกู้ในประเทศ CIMB THAI เชื่อมต่อโอกาสการลงทุน ด้วยความแข็งแกร่งของเครือข่าย CIMB Group ในระดับภูมิภาค เพื่อเข้าถึงผลิตภัณฑ์ Offshore ทั้ง หุ้นกู้ต่างประเทศ และ หุ้นกู้อนุพันธ์ต่างประเทศ ครอบคลุมสินทรัพย์และตลาดชั้นนำทั่วโลก มาพร้อมกับ Ecosystem ครบวงจร อาทิ บริการแลกเปลี่ยนตราเงินต่างประเทศ (FX Services) อัตราพิเศษ, Investment Advisory เฉพาะบุคคล รวมถึง ‘CIMBweBOND Club’ สำหรับนักลงทุนหุ้นกู้ โดย 1 ในกิจกรรมที่สนับสนุนการเตรียมความพร้อมของเยาวชนผ่านกิจกรรมต่าง ๆ เช่น CIMBweBOND Concert ซึ่งเปิดโอกาสให้เยาวชนได้แสดงความสามารถและสร้างผลงานเพื่อใช้เป็นพอร์ตโฟลิโอในการศึกษาต่อในระดับมหาวิทยาลัย ลูกค้าสนใจใช้ผลิตภัณฑ์และบริการ ธุรกิจบริหาร Treasury & Markets ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย ติดต่อได้ที่ 02 670 4649

    สวิตเซอร์แลนด์ ระบบนิเวศของความสำเร็จ

    อภิชาติ อัสสกุล ผู้ก่อตั้งและกรรมการด้านการศึกษาต่อต่างประเทศ Swiss School Consultants เปิดเผยว่า โลกเปลี่ยนไปเร็วมาก อยากให้มองการศึกษาในมุมใหม่ โดยไม่ยึดติดกับประเทศใดประเทศหนึ่ง เส้นทางการศึกษาเดิมที่เราคุ้นเคยมี 2 ระบบ ระบบสหรัฐ ระบบอังกฤษ อยากให้มองยุทธศาสตร์การศึกษาที่เป็นเกราะป้องกันความเสี่ยงระดับโลก อาทิ ศึกษาต่อในสวิตเซอร์แลนด์ ประเทศที่มีระบบนิเวศของความสำเร็จ ไม่เคยมีสงคราม-รัฐประหาร ที่ตั้งองค์กรระดับโลก ผลิตผู้นำต่อเนื่องมานานถึง 150 ปี รถไม่ติด มีเวลาโฟกัสการเรียนเต็มที่ กิจกรรมนอกห้องเรียนดีกว่าอ่านจากตำราหลายเท่า โรงเรียนในสวิตเซอร์แลนด์ออกแบบมาให้มีความหลากหลายอย่างตั้งใจ จำกัดจำนวนนักเรียนแต่ละสัญชาติไม่ให้เกิน 10% นักเรียน 100 สัญชาติใช้ชีวิตร่วมกันเป็นพลเมืองโลกอย่างแท้จริง เมื่อประกอบเข้ากับทักษะ 3-4 ภาษา และมิติทางความคิดจะยิ่งเพิ่มศักยภาพนักเรียนขึ้นอีก 20% ดังนั้น ประเทศสวิตเซอร์แลนด์เป็นมากกว่าการเรียนแต่เป็นโรดแมป 10 ปี กลยุทธ์ของชีวิต เริ่มตั้งแต่อายุ 13-14 ปีสมองเปิดรับภาษาใหม่ๆ อายุ 15-16 ปี พัฒนาความรู้ และ 17-18 ปี เตรียมตัวเข้ามหาวิทยาลัยชั้นนำทั้งในสหรัฐ และอังกฤษ

    สหรัฐอเมริกา หลากหลาย ยืดหยุ่น เน้นเรียนในห้องและนอกห้อง

    นภกานต์ วรรธนะกุล ที่ปรึกษาด้านการศึกษาต่อต่างประเทศ Athena Consulting เปิดเผยว่า  นักเรียนไทยยังมีแนวโน้มเลือกศึกษาต่อในสหรัฐ จุดเด่นสำคัญของระบบการคือความหลากหลายของหลักสูตร และความยืดหยุ่นที่เปิดโอกาสให้นักเรียนค้นหาความสนใจของตัวเองก่อนตัดสินใจเลือกสาขา อีกทั้งมหาวิทยาลัยในสหรัฐแข็งแกร่งในหลายสาขา เช่น Engineering, Business, Humanities, Science, Design และ Music พร้อมรูปแบบการเรียนรู้ที่เน้นทั้งในและนอกห้องเรียน เพื่อทดลอง ค้นหา ต่อยอดความสนใจทางวิชาการที่หลากหลายในช่วงแรก ก่อนกำหนดสาขาที่ต้องการศึกษาอย่างจริงจัง อีกทั้งมีโอกาสเข้าร่วม study abroad programs ไปเรียนต่างประเทศ เพื่อเปิดมุมมองและค้นหาความสนใจของตนเองในบริบทที่หลากหลาย

    การสมัครเข้ามหาวิทยาลัยในสหรัฐ ซับซ้อนและแข่งขันสูง พิจารณาผลการเรียนควบคู่ประเมินผู้สมัครแบบรอบด้าน กิจกรรมนอกห้องเรียน ความแตกต่าง การมีส่วนร่วม สำคัญคือการมี passion และความคิดริเริ่ม ความเป็นผู้นำ และความต่อเนื่องของบทบาทที่ทำ ซึ่งต้องอาศัยการวางแผนและพัฒนาอย่างเป็นระบบตั้งแต่ช่วงต้นของมัธยมศึกษา ดังนั้นผู้สมัครจำเป็นต้องเตรียม Portfolio ที่สะท้อนตัวตนและพัฒนาการอย่างชัดเจน เพื่อให้สามารถแข่งขันได้ในระดับนานาชาติ

    กระบวนการสมัคร Essays ถือเป็นองค์ประกอบสำคัญ ที่ใช้ถ่ายทอดตัวตนของผู้สมัคร โดยเฉพาะคุณค่าที่ผู้สมัครยึดถือ และ วิธีคิด (mindset) ซึ่งเป็นสิ่งที่มหาวิทยาลัยต้องการเข้าใจอย่างลึกซึ้ง มากกว่าข้อมูลเชิงผลลัพธ์เพียงอย่างเดียว โดยแต่ละมหาวิทยาลัยมักมีโจทย์และความคาดหวังที่แตกต่างกัน ผู้สมัครจึงต้องเตรียมงานเขียนให้สอดคล้องกับแต่ละแห่งอย่างเฉพาะเจาะจง จึงเป็นหนึ่งในขั้นตอนที่ท้าทายและควรเริ่มเตรียมตัวตั้งแต่เนิ่น ๆ

    ชญานิษฐ์ เศรษฐบุตร ศิษย์เก่ามหาวิทยาลัยโคลัมเบีย สหรัฐอเมริกา เปิดเผยว่า ยกตัวอย่าง Stanford ผู้สมัครกว่า 50,000 คนต่อปี แต่รับเพียง 3,000 คน เริ่มจากดู GPA และ SAT ว่าผ่านเกณฑ์ไหม ก่อนจะดูตัวตนของผู้สมัคร ว่าใช้เวลาไปกับอะไร มี นักเรียนไทยคนนหนึ่งสนใจด้านการเงิน เห็นปัญหาคนไทยขาดความรู้เรื่องการลงทุน จึงจัดเวิร์กช็อปให้ความรู้ และต่อยอดทำคอนเทนต์ YouTube ร่วมกับสถาบันการเงิน รวมถึงขยายไปยังโรงเรียนต่างจังหวัด ต่อยอดด้วยการเขียนหนังสือสอนการออมเงินสำหรับเด็ก มหาวิทยาลัย Stanford ชอบมากเพราะเห็นทั้ง passion และความตั้งใจช่วยสังคม

    แต่ละมหาวิทยาลัยมีเกณฑ์และ “คาแรกเตอร์” ของนักเรียนที่มองหาแตกต่างกัน

    • Princeton เน้นความเป็นเลิศทางวิชาการ โดยเฉพาะสายวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์
    • MIT มองหานักเรียนที่โดดเด่นด้านวิทย์-คณิตในระดับสูง เช่น ผู้แข่งขันระดับ International Olympiad
    • Harvard ให้ความสำคัญกับผู้นำในอนาคต (future leaders) เช่น นักการเมือง นักเศรษฐศาสตร์ หรือผู้นำระดับประเทศ
    • Stanford มองหานักคิดเชิงนวัตกรรมและผู้ประกอบการ (startup mindset)
    • Yale ให้ความสำคัญกับชุมชน ความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่ง และการมีส่วนร่วมในสังคม
    • University of Chicago เด่นด้านเศรษฐศาสตร์ การเงิน และธุรกิจ มีนักวิชาการระดับรางวัลโนเบลจำนวนมาก
    • Northwestern และ Duke มีชื่อเสียงด้านชีวิตในมหาวิทยาลัยและบรรยากาศแคมปัส รวมถึงกีฬา เช่น บาสเกตบอล
    • Johns Hopkins มีชื่อเสียงระดับโลกด้านการแพทย์
    • Columbia (Journalism) โดดเด่นด้านวารสารศาสตร์
    • UPenn (Wharton) เป็นที่รู้จักอย่างมากด้านธุรกิจและการเงิน

    คำเตือน : ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า (พันธบัตร, หุ้นกู้, หุ้นกู้ต่างประเทศ,หุ้นกู้อนุพันธ์แฝง) เงื่อนไขผลตอบแทน ความเสี่ยง และขอคำแนะนำเพิ่มเติมก่อนการตัดสินใจลงทุน

    *หุ้นกู้ที่มีอนุพันธ์แฝง/หุ้นกู้ต่างประเทศ เป็นตราสารที่มีความเสี่ยงสูงและมีความซับซ้อน ซึ่งมีปัจจัยอ้างอิง มีความแตกต่างจากการลงทุนในปัจจัยอ้างอิงโดยตรง จึงทำให้ราคาของผลิตภัณฑ์ในตลาดทุนดังกล่าวมีความผันผวนแตกต่างจากราคาของปัจจัยอ้างอิงได้ ซึ่งผลตอบแทนจากการลงทุนไม่แน่นอน ขึ้นอยู่กับความสามารถในการชำระหนี้ของผู้ออกสินทรัพย์อ้างอิง ผู้ลงทุนอาจเผชิญกับข้อจำกัดด้านการโอนจากตลาดหลักทรัพย์นอกประเทศ  ความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน ความเสี่ยงด้านสภาพคล่อง ความเสี่ยงที่หุ้นกู้อาจถูกไถ่ถอนก่อนกำหนด ตลอดจน ความเสี่ยงที่หุ้นกู้จะถูกแปลงสภาพ ถูกบังคับตัดมูลค่าหนี้ ตัดหนี้สูญ  ผู้ลงทุนโปรดทำความเข้าใจลักษณะเฉพาะของผลิตภัณฑ์ เงื่อนไขการจ่ายผลตอบแทนที่เกี่ยวข้อง ความเสี่ยง และขอคำแนะนำเพิ่มเติมก่อนตัดสินใจลงทุน การลงทุนหรือใช้บริการที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุนที่มีความเสี่ยงสูงหรือมีความซับซ้อนมีความแตกต่างจากการลงทุนหรือใช้บริการผลิตภัณฑ์ในตลาดทุนทั่วไป

    ติดตามช่องทางมิติหุ้นเพื่อรับข่าวสารตลาดทุนได้ตามลิงค์ด้านล่าง

    Web : https://www.mitihoon.com/
    Facebook : https://www.facebook.com/mitihoon
    Youtube : https://www.youtube.com/@mitihoonofficial7770
    Tiktok : www.tiktok.com/@mitihoon

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mitihoon.com/2026/04/07/631623/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0tzYfXqXXxHzYcT1aJK41k

  • รมว.ยุติธรรม สั่ง DSI เช็กชื่อเรือทำน้ำมัน 57 ล้านลิตรล่องหน

    รมว.ยุติธรรม สั่ง DSI เช็กชื่อเรือทำน้ำมัน 57 ล้านลิตรล่องหน

    วันอังคาร ที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2569, 11.54 น.

    วันที่ 7 เมษายน 2569 ที่กระทรวงยุติธรรม ถนนแจ้งวัฒนะ กรุงเทพฯ พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รมว.ยุติธรรม เปิดเผยถึงการมอบนโยบายแก่ข้าราชการกระทรวงยุติธรรม ว่าวันนี้ตนเข้ามาที่กระทรวงยุติธรรมเป็นรอบสอง ซึ่งก็มีผู้บริหารแต่ละกรมฯ มาร่วมแสดงความยินดี ส่วนในเรื่องของนโยบาย อาจจะต้องมีการประชุมกันอีกครั้งเพื่อมอบนโยบาย อย่างไรก็ตาม ตอนนี้ตนได้มีการศึกษานโยบายของนายกรัฐมนตรีเพื่อที่จะมาถ่ายทอดให้กับข้าราชการกระทรวงยุติธรรม สำหรับเรื่องเร่งด่วนที่ตนคิดว่าจะต้องดำเนินการ คือ โครงการในพระราช ดำริ นอกนั้นก็จะเป็นเรื่องภารกิจสำคัญการแก้ไขปัญหาของรัฐบาลและการแก้ไขกฎหมายต่างๆ ซึ่งก็ต้องดูนโยบายของรัฐบาลเป็นหลัก แต่เบื้องต้น ยังไม่ได้มองถึงการแก้ไขทบทวนกฎหมายฉบับใดเป็นหลัก และนอกจากนี้ทางรัฐบาลก็ยังไม่ได้มีการกำชับเรื่องอะไรเป็นพิเศษ มีเพียงกรณีที่กระทรวงยุติธรรมพร้อมที่จะทำงานแบบ Work From Home ซึ่งเราก็มีการวางระบบไว้ตั้งแต่เนิ่น ๆ แล้ว

    พล.ต.ท.รุทธพล เผยถึงความคืบหน้าการสืบสวนคดีการกักตุนน้ำมัน ว่า สำหรับกรณีที่มีน้ำมัน 57 ล้านลิตรหายไปกลางทะเล และต้องเร่งตรวจสอบว่าปลายทางไปที่ใดนั้น  ตนขอยืนยันว่ามันเป็นการ Ship-to-ship คือเทียบจากเรือ ในการถ่ายโอนน้ำมันไปเรืออื่น ซึ่งตอนนี้เราต้องพิสูจน์ทราบว่าไปที่เรือใดบ้าง โดยวานนี้ (6 เม.ย.) ตนได้สั่งให้ดีเอสไอรวบรวมข้อมูลให้ชัดเจนภายในเวลา 12.00 น. วันนี้ เพื่อที่จะได้รู้ว่ามีปริมาณจำนวนน้ำมันที่หายไปกลางทะเลเท่าใด มีเรือกี่เที่ยว กี่ลำที่เข้ามาเกี่ยวข้องจนถึงปลายทาง ซึ่งเบื้องต้นตั้งแต่ตรวจพบคราวก่อนยังเป็นตัวเลข 57 ล้านลิตร ทั้งนี้ นอกจากในพื้นที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี ก็ยังมีพื้นที่ของจังหวัดชุมพร และจังหวัดสงขลา ที่เราต้องทำต่อเนื่องไปด้วย

    รมว.ยุติธรรม

    พล.ต.ท.รุทธพล เผยต่อว่า สำหรับกรณีน้ำมัน 57 ล้านลิตรที่หายกลางทะเลนั้น เราก็พยายามตรวจสอบดูปลายทางว่าน้ำมันหายไปที่ไหนบ้าง ซึ่งก็เป็นเรื่องการรวบรวมข้อมูลจากศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล (ศรชล.) ที่ได้มีการทยอยส่งข้อมูลมาบ้างแล้ว และเราก็ได้มีการส่งรายชื่อเรือที่เกี่ยวข้องไปให้เขาช่วยตรวจสอบ โดย ศรชล. จะช่วยมอนิเตอร์ให้ เพราะ ศรชล. สามารถดูข้อมูลย้อนหลังเส้นทางการเดินเรือได้ถึง 90 วัน ซึ่งสามารถรู้รายละเอียดได้ ทั้งนี้ เรือที่เข้ามาเกี่ยวข้องทั้งหมดทราบว่าเป็นเรือที่มาจากหลากหลายบริษัท ส่วนเรืออยู่ในน่านน้ำทะเลไทยหรือไม่ ต้องไปตรวจสอบรายละเอียดเชิงลึกอีกครั้ง เพราะอาจจะมีการจอดเทียบฝั่ง หรือลอยลำอยู่กลางทะเล
     
    เมื่อถามว่าจะมีการพิสูจน์ข้อเท็จจริงและให้ความเป็นธรรมกับเรือเหล่านี้อย่างไร เพราะช่วงเวลาที่เกิดเหตุเรืออาจจอดเสียหรือไปชะลออยู่กลางทะเล โดยไม่ได้มีพฤติการณ์เป็นการกักตุนน้ำมันนั้น พล.ต.ท.รุทธพล กล่าวว่า เราพร้อมให้ความเป็นธรรมทุกฝ่ายและทุกคน ซึ่งมันก็ต้องพิสูจน์ในส่วนที่ว่าการจอดเรือเสีย มีความเกี่ยวข้องกับน้ำมันที่หายไปกลางทะเลหรือไม่ เพราะน้ำมันที่หายไปมันมีปริมาณหลายแสนลิตร อย่างน้อยก็ต้องมีหลักฐานที่ใช้ยืนยันในส่วนนี้ให้ได้ ส่วนกรณีที่มีข่าวว่าปริมาณน้ำมันที่หายกลางทะเล อาจไม่ใช่แค่ 57 ล้านลิตรแต่สูงถึง 70 ล้านลิตรนั้น เรื่องนี้ตนต้องขอนำไปตรวจสอบก่อน

    เมื่อถามว่าบริษัท พี.ซี.สยามปิโตรเลียม จำกัด ได้ออกมาตั้งโต๊ะแถลงข่าวยืนยันว่าปริมาณน้ำมันคงคลัง 2,000,000 ลิตรดังกล่าวที่ตรวจพบ ไม่ได้เป็นการสต๊อกเพื่อเก็งกำไร แต่มีไว้เพื่อเตรียมจำหน่ายให้กับพาร์ตเนอร์ลูกค้าตนเอง เจ้าหน้าที่ชุดสืบสวนจะพิสูจน์ข้อเท็จจริงอย่างไร พล.ต.ท.รุทธพล แจงว่า ยืนยันว่าตนให้ความเป็นธรรมทุกฝ่าย ซึ่งเขาก็มีหน้าที่ต้องนำหลักฐานมาชี้แจง ตนเชื่อว่าดีเอสไอย่อมให้ความเป็นธรรมได้อยู่แล้ว

    พล.ต.ท.รุทธพล เผยอีกว่า สำหรับกรณีโรงกลั่นที่มีจำนวน 6 แห่งในประเทศไทย เบื้องต้นหลายหน่วยงานได้ไปตรวจสอบดูแล้วพบว่าไม่พบข้อพิรุธ เพราะว่าโรงกลั่นมีความจำเป็นต้องระบายน้ำมันออกจากโรงกลั่นอยู่แล้ว โรงกลั่นไม่สามารถที่จะกักเก็บน้ำมันไว้ได้ ส่วนกรณีเมื่อน้ำมันออกจากโรงกลั่นถูกส่งไปถึงบริษัทคลังน้ำมัน เบื้องต้นยังเจอในกรณีของบริษัทคลังน้ำมันในจังหวัดสุราษฎร์ธานีตามที่ปรากฏในข่าว แต่ก็คงยังมีส่วนอื่นอีก ซึ่งก็ต้องมีการเปิดปฏิบัติการลงพื้นที่ตรวจสอบเพิ่มเติมต่อไป เพราะเชื่อว่าอาจมีบริษัทคลังน้ำมันเจ้าอื่นที่มีลักษณะกักตุนน้ำมันสำหรับเก็งกำไร ทั้งนี้ การตรวจสอบย่อมเริ่มมาจากการตรวจพบความผิดปกติ แต่เมื่อเราตรวจสอบ เราก็ต้องตรวจสอบโดยให้ความเป็นธรรม เขามีพยานหลักฐานมายืนยัน เราก็ต้องพิจารณาตามพยานหลักฐาน

    รมว.ยุติธรรม

    ต่อข้อถามว่า กรณีที่พบความผิดปกติเรื่องกักตุนน้ำมันล้วนเกิดขึ้นในพื้นที่ภาคใต้ มีความเกี่ยวข้องในเรื่องการเมืองหรือไม่ พล.ต.ท.รุทธพล แจงว่า ส่วนดังกล่าวคือการยกกรณีตัวอย่างเท่านั้น ซึ่งก็มีในภาคอื่นด้วย อย่างที่มีการจับกุมแล้วไม่ว่าจะเป็นในจังหวัดอ่างทอง ในอำเภอแม่สอดจังหวัดตาก หรือจังหวัดนครสวรรค์ เป็นต้น อีกทั้งเรื่องของระบบการขนส่ง ที่มีการลักลอบไปแถวภาคเหนือ แต่อันนี้ที่เราพูดกันคือแค่ส่วนเดียว ซึ่งมันก็มีในภาคอื่นเช่นเดียวกัน อย่างไรก็ต้องมีการเปิดปฏิบัติการขยายผลเพื่อดูรายละเอียดต่อไป

    “เร็วนี้จะมีการเปิดปฏิบัติการตรวจสอบบริษัทคลังน้ำมันอื่น ๆ ตามที่หน่วยงานภาคีได้รายงานข้อมูลความผิดปกติมาให้รับทราบ ซึ่งเราก็ต้องดำเนินการตรวจสอบต่อไป แต่เราต้องบอกก่อนว่าเขายังไม่ใช่ผู้กระทำความผิด ส่วนจะเป็นบริษัทคลังน้ำมันในพื้นที่ภาคใต้หรือภาคตะวัน ขอไปดูรายละเอียดข้อมูลเพิ่มเติมอีกครั้ง” พล.ต.ท.รุทธพล กล่าว

    พล.ต.ท.รุทธพล ย้ำว่าวันพฤหัสบดีที่ 9 เม.ย.นี้  เราจะได้มีการประมวลรายละเอียดเรื่องการกักตุนน้ำมันทั้งหมดนำเสนอเข้าสู่บอร์ดคณะกรรมการคดีพิเศษ (บอร์ด กคพ.) เพื่อขอให้พิจารณารับสอบสวนไว้เป็นคดีพิเศษ โดยจะเน้นในเรื่องของปัญหาการกักตุนน้ำมัน ไม่ใช่แค่เพียงในพื้นที่จังหวัดสุราษฎร์ธานีเพียงเท่านั้น แต่เราจะรวบรวมในทุกมิติที่ได้มีการตรวจสอบร่วมกัน โดยฐานความผิดเบื้องต้นที่จะรับไว้เป็นคดีพิเศษ คือ พ.ร.บ.ว่าด้วยสินค้าและบริการ พ.ศ. 2542 ตนมองว่าพฤติกรรมแต่ละส่วนไม่เหมือนกัน จึงคาดว่าน่าจะมีกฎหมายฉบับอื่นเข้ามาเกี่ยวข้องเพิ่มเติมด้วย

    รมว.ยุติธรรม

    เมื่อถามว่าสังคมตั้งข้อสังเกตว่าการกักตุนน้ำมันในครั้งนี้มีลักษณะทั้งเป็นกองทัพมดและน้ำมันที่ถูกถ่ายโอนหายไปกลางทะเล ไม่สามารถที่จะกระทำการโดยตัวคนเดียวได้ ต้องมีลักษณะเป็นการอั้งยี่ หรือมีเจ้าหน้าที่ของรัฐไปเกี่ยวข้องด้วยหรือไม่นั้น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ย้ำว่า อย่างไรขอไปดูรายละเอียดอีกครั้ง เพราะข้อมูลมันถูกจัดเก็บจากหลายส่วน และหลายหน่วยงาน จึงขอตรวจสอบความชัดเจนอีกครั้ง และอธิบดีดีเอสไอก็ทำงานโดยไม่ได้หยุดหย่อน  ทั้งนี้ พล.ต.ท.รุทธพล กล่าวยิ้มๆว่าตนก็ได้ให้เวลาจนถึงเที่ยงวันนี้ ไม่รีบนะ แต่บอกว่าเที่ยง  พร้อมก้มมองนาฬิกาที่ข้อมือตัวเอง

    ผู้สื่อข่าวได้รับรายงานเพิ่มเติมว่า คดีสืบสวนการกักตุนน้ำมันเพื่อเก็งกำไร ในช่วงสถานการณ์ปรับลดอัตราชดเชยราคากองทุนน้ำมันเชื้อ จะถูกนำเสนอเข้าสู่คณะกรรมการคดีพิเศษ เพื่อพิจารณารับสอบสวนไว้เป็นคดีพิเศษ ในวันพฤหัสบดีที่ 9 เม.ย. เวลา 14.00 น. ณ อาคารกระทรวงยุติธรรม ถนนแจ้งวัฒนะ กรุงเทพมหานคร และนอกจากนี้ ในวันที่ 7 เม.ย. ช่วงเวลาตั้งแต่ 11.00-12.00 น. พ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ พร้อมด้วยคณะพนักงานสืบสวนคดีกักตุนน้ำมัน ได้มีการประชุมที่ห้องวอร์รูม (War Room) หารือเรื่องข้อมูลจำนวนเที่ยวเรือ และชื่อเรือที่เข้าไปเกี่ยวข้องในการถ่ายโอนน้ำมันกลางทะเล จังหวัดสุราษฎร์ธานี เพื่อเสนอข้อมูลทั้งหมดไปยังรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมรับทราบภายในเที่ยงวันนี้
     

    494.gif

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/957210&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3QHB_NsnkezbypPyuGpPg-

  • เจ้านาย-จินเจษฎ์ คว้ารางวัลนักแสดงนำชายแห่งปี ในงานประกาศรางวัลสมาคมผู้กำกับภาพยนตร์ไทย ครั้งที่ 15

    เจ้านาย-จินเจษฎ์ คว้ารางวัลนักแสดงนำชายแห่งปี ในงานประกาศรางวัลสมาคมผู้กำกับภาพยนตร์ไทย ครั้งที่ 15

    สหมงคลฟิล์ม อินเตอร์เนชั่นแนล ผู้ผลิต,จัดจำหน่าย และดูแลลิขสิทธิ์ของ ภาพยนตร์ไทยทั้งตลาดในประเทศ และต่างประเทศ เริ่มต้นก่อตั้งในปี พ.ศ. 2513 ใน …
    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/entertain/957272&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjgwYjRmOWUzMTk0MTQ6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1ERHTQLAaIMJi66CFxA26c

  • ฟูจิฟิล์ม มอบเครื่องเอกซเรย์ดิจิทัล 3 สถาบันการศึกษา ยกระดับการแพทย์ไทย – สยามรัฐ

    ฟูจิฟิล์ม มอบเครื่องเอกซเรย์ดิจิทัล 3 สถาบันการศึกษา ยกระดับการแพทย์ไทย – สยามรัฐ

    69 บริษัท ฟูจิฟิล์ม (ประเทศไทย) จำกัด เดินหน้าสนับสนุนการพัฒนาบุคลากรทางการแพทย์ของประเทศด้วยการมอบเครื่องอ่านและแปลงสัญญาณข้อมูลภาพเอกซเรย์เป็นระบบดิจิทัล (Computed …
    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/press-release/139988&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjgwYjRmOWUzMTk0MTQ6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0qapDxu8kcL-5uV1_MfkGj

  • พลิกโฉมโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล: ถอดรหัสอนาคตโทรคมนาคม สื่อ และเศรษฐกิจอวกาศของไทย

    พลิกโฉมโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล: ถอดรหัสอนาคตโทรคมนาคม สื่อ และเศรษฐกิจอวกาศของไทย

    นักศึกษาหลักสูตรประกาศนียบัตรการกำกับดูแลและพัฒนากฎหมายกิจการกระจาย เสียงกิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมระดับสูง รุ่นที่ 2 หรือ ปกส.2 จัดเวทีวิชาการสาธารณะ ในหัวข้อพลิกโฉมประเทศไทยสู่อนาคตบริการดิจิทัลเพื่อสังคมไทย

    ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่าง สถาบันพระปกเกล้า กับกองทุนวิจัยและพัฒนากิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม เพื่อประโยชน์ สาธารณะ (กทปส.) และสํานักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการ โทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) จัดขึ้น 

    โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาผู้นําจากภาครัฐ ภาคเอกชน นักวิชาการ และสื่อมวลชน ให้มีวิสัยทัศน์เชิงระบบต่อการกํากับดูแลโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของประเทศ เพื่อให้เกิดความเข้าใจต่อบริบทด้านการบริการจัดการและกํากับดูแล กิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมของประเทศให้พร้อมต่อการเปลี่ยนแปลงและพัฒนากลไก บริการจัดการและกำกับดูแลผ่านการศึกษาวิเคราะห์เป็นข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย ผ่านการผลิตผล งานวิชาการของผู้เข้าศึกษาตามหลักสูตร

    ตลอดระยะเวลาการศึกษา นักศึกษาได้จัดทําผลงานวิชาการเชิงลึกจํานวน 120 เรื่องในระดับ บุคคล และ 8 เรื่องในระดับกลุ่ม ซึ่งครอบคลุมประเด็น 8 เรื่องสําคัญ ได้แก่

    1. ด้านกิจการอวกาศ 

    2. ด้านการสื่อสารผ่านดาวเทียม 

    3. ด้านการแจ้งเตือนภัยพิบัติ 

    4. ด้านกิจการวิทยุและโทรทัศน์ในอนาคต 

    5. ด้านโครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคม

    6. ด้านการพัฒนาเมืองสู่ Smart City และยานยนต์อัตโนมัติ 

    7. ด้านปัญญาประดิษฐ์และการประยุกต์ใช้งาน 

    8. ด้านการป้องกันและปราบปราม อาชญากรรมทางไซเบอร์

    เทคโนโลยีเพื่อสังคมไทย ความมั่นคง ความปลอดภัย และอนาคตของสื่อและเมือง

    ในด้านการป้องกันและปราบปราม อาชญากรรมทางไซเบอร์ มีการนำเสนอถึงการจัดทำ Trust List ทำให้ประชาชนสามารถตรวจสอบย้อนกลับ และเกิดความโปร่งใส เพื่อป้องกันการหลอกลวงทางไซเบอร์ ด้วยมาตรฐาน C2PA เพราะแพลตฟอร์มออนไลน์ในปัจจุบัน ไม่สามารถควบคุมผู้ใช้งานได้ทั้งหมด หวังให้ กสทช.นำมาบูรณาการกับผู้ผลิตสื่อในประเทศไทย เพื่อป้องกันไม่ให้คนไทยตกเป็นเหยื่อการหลอกลวง นอกจากนี้ ผลลัพธ์ทางอ้อม ยังสามารถสร้าง Digital Trust และดึงนักลงทุนเข้ามาได้อีกด้วย

    ด้านการแจ้งเตือนภัยพิบัติ  ด้วยปัญหาใหญ่ในไทยปีที่ผ่านมา ทั้งแผ่นดินไหว และน้ำท่วมหาดใหญ่ พบช่องโหว่ในระดับชาติและท้องถิ่น โดยมีมากถึง 48 หน่วยงาน จาก 13 กระทรวง จึงก่อให้เกิดความผิดพลาดเรื่องข้อมูลได้ จึงเสนอให้นำ AI เข้ามาใช้ ประกอบกับการวิเคราะห์ Big Data บริหารสถานการณ์ ลดความผิดพลาด รวมถึงแก้ไขกฎหมายในระยะยาว ยกตัวอย่างประเทศญี่ปุ่น และสหรัฐฯ ที่ทำได้ดีในเรื่องเหล่านี้

    สำหรับด้านกิจการวิทยุและโทรทัศน์ในอนาคต    ยังมีกว่า 10 ล้านครอบครัวที่ใช้ดาวเทียมอยู่ ในตอนประมูลคลื่นความถี่ เทคโนโลยี 5G ที่จะมาทดแทน C-Band ยังเข้าไม่ถึงทุกครอบครัว โดยมองว่า ปี 2572 จะเป็นจุดตัดสำคัญของสื่อโทรทัศน์ เพราะเป็นการสิ้นสุดของสัมปทาน จึงภาวนาให้เกิดการตัดสินใจอย่างรวดเร็ว เพราะ Road Map ของสื่อต้องวางแผนมากกว่า 3-5 ปี รวมถึงประเด็นสำคัญเรื่องยอดเงินที่ไม่ไหลกลับสู่ประเทศมากพอ เพราะเจ้าของแพลตฟอร์มเป็นต่างชาติทั้งหมด เงินจึงวิ่งออกไป แต่กลับถึงมือผู้ประกอบกิจการสื่อน้อยมาก

    ส่วนด้านการพัฒนาเมืองสู่ Smart City และยานยนต์อัตโนมัติ มีการพูดถึง “เมืองอัจฉริยะ” มาตั้งแต่ปี 2546 แม้ในกรุงเทพฯ จะมีเทคโนโลยีอยู่มากมาย แต่ยังขาดความเป็นสมาร์ท มีอุปสรรคที่ฉุดรั้งการพัฒนามากมาย อาทิ การบริหารงานแบบแยกส่วน ความเหลื่อมล้ำทางดิจิทัล ข้อจำกัดด้านความสามารถท้องถิ่น จึงเสนอให้ กสทช. เข้ามาเป็นเหมือนคอนดักเตอร์ในวงออเครสตา และทำให้การพัฒนาเมืองไม่ใช่ตอบโจทย์เทคโนโลยี แต่ต้องตอบโจทย์คนในเมือง

    โครงสร้างพื้นฐานสื่อสารไทยในยุคใหม่ AI ดาวเทียม อวกาศและโครงข่ายแห่งอนาคต

    ด้านโครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคม มีตัวเลขการแข่งขันด้านโทรคมนาคมของไทยในเวทีโลกที่ตกลง มองว่าไทยมีสปีดช้ากว่าประเทศอื่น เนื่องจากยังให้ความสำคัญกับปริมาณมากกว่าคุณภาพ อีกทั้งยังมีการลงทุนที่ซ้ำซ้อนกันมากถึง 10% ต่อปี หรือคิดเป็นมูลค่ากว่า 80,000 ล้านบาท ราว 3% ของ GDP ประเทศ หากมีการบริหารอย่างมีประสิทธิภาพ จะทำให้เดินไปข้างหน้าได้อย่างมีกลยุทธ์ พร้อมข้อเสนอ 3 ระยะ คือ ระยะสั้น ปลดล็อกกฎหมาย ระยะกลาง ปรับโครงสร้างทั้งคนและทรัพยากร และระยะยาว บูรณาการแพลตฟอร์มระดับชาติ

    ในด้านปัญญาประดิษฐ์และการประยุกต์ใช้งาน ปัจจุบันเป็นยุคของ AI ที่เข้ามาเปลี่ยนผ่านในระดับมหภาค เป็นอีกปัจจัยที่ช่วยทำงานหลายมิติ แทรกซึมอยู่ทุกๆ ส่วนของชีวิต แต่โจทย์คือ จะทำอย่างไรไม่ให้ AI กลายเป็นโทษ อาทิ ข่าวปลอม การทำลายความน่าเชื่อถือ เป็นดาบสองคมในอุตสาหกรรมโทรคมนาคม ซึ่งต่างประเทศก็เริ่มขับเคลื่อนการกำกับ AI แล้ว พร้อมข้อเสนอ 4 เสาหลัก ได้แก่ การดูแลให้ยืดหยุ่น การสร้างพื้นที่ทดสอบนวัตกรรม การมีธรรมาภิบาลและคุ้มครองสาธารณะ และอธิปไตยดิจิทัล เชื่อมั่นว่า ปัญญาประดิษฐ์ จะไม่เหนือไปกว่าปัญญามนุษย์

    สำหรับด้านกิจการอวกาศ ที่ผ่านมาไทยเป็นผู้บริโภคทางเทคโนโลยีมาโดยตลอด คำถามคือ จะทำอย่างไรถึงสามารถเปลี่ยนบทบาทสู่ New Space Economy ได้ โดยต้องมองอวกาศในเชิงพาณิชย์ เพื่อสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจที่ไปได้อีกไกล เป็นการหารายได้จากอากาศเหมือนยุคคลื่นวิทยุ AM เชื่อว่า จะสามารถปฏิวัติโลกนี้ได้อีกครั้ง

    สุดท้ายในด้านการสื่อสารผ่านดาวเทียม ย้อนถึงปัญหาสัญญาณในช่วงวิกฤติต่างๆ เช่น น้ำท่วมหาดใหญ่ โครงสร้างพื้นฐานกลับล่มไปพร้อมกับภัยพิบัติ เป็นสิ่งที่ยังไม่สามารถทำให้ครอบคลุมได้จริง เปิดตัวเลข Space Economy ที่ตั้งเป้าว่าในปี 2040 จะมีมูลค่าถึง 1 ล้านล้านบาท โดย 70-80% อยู่ที่ดาวเทียมจากการให้บริการสื่อสาร ซึ่ง AI จะต้องเข้ามาดูแล Network และบริหารจัดการให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ เชื่อมั่นในเอกชนไทย พร้อมแนะให้ภาครัฐสนับสนุนและไม่ขัดขวางการเดินหน้าด้วย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/scoop/theissue/2925293&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2LEFx8qgBUoWDpMrZTrub7

  • ผู้ประกอบการรถโดยสารบุกภูมิใจไทย ลั่นไม่เป็นธรรมปรับขึ้นไม่ได้ ยื่น 3 ข้อแก้ขีดเส้น 9 เม.ย. | เดลินิวส์

    ผู้ประกอบการรถโดยสารบุกภูมิใจไทย ลั่นไม่เป็นธรรมปรับขึ้นไม่ได้ ยื่น 3 ข้อแก้ขีดเส้น 9 เม.ย. | เดลินิวส์

    เมื่อเวลา 10:30 น. วันที่ 7 เม.ย. ที่สำนักงานใหญ่พรรคภูมิใจไทย ถนนพหลโยธิน กลุ่มผู้ประกอบการรถยนต์โดยสารนำโดย นายอัสนี เชิดชัย นายกสมาคมผู้ประกอบการรถยนต์โดยสาร พร้อมด้วย นายปรีดา มากมูลผล นายกสมาคมการค้ารถตู้ และตัวแทนสมาชิกรถตู้ทุกหมวด รถบัสใหญ่ รวมถึงรถร่วม บขส. ทั่วประเทศ ได้เดินทางมายื่นหนังสือถึง นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เพื่อขอให้พิจารณามาตรการช่วยเหลือและเยียวยาความเดือดร้อนจากปัญหาราคาน้ำมันเชื้อเพลิงที่พุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง จนส่งผลกระทบอย่างหนักต่อต้นทุนการเดินรถทุกเส้นทาง โดยมี นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม เป็นตัวแทนรับมอบหนังสือและร่วมรับฟังปัญหาจากกลุ่มผู้ประกอบการ

    นายอัสนี เชิดชัย เปิดเผยถึงสถานการณ์ปัจจุบันว่า ปัญหาราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นทำให้ผู้ประกอบการทั้งรายใหญ่และรายย่อยแบกรับภาระไม่ไหว โดยผู้ประกอบการรายใหญ่ต้องแบกรับต้นทุนเพิ่มขึ้นกว่าวันละหนึ่งล้านบาท ขณะที่รายย่อยต้องรับภาระตั้งแต่หลักหมื่นไปจนถึงหลักแสนบาทต่อวัน แต่ในทางกลับกันผู้ประกอบการไม่สามารถปรับขึ้นค่าโดยสารให้สอดคล้องกับต้นทุนที่แท้จริงได้ ซึ่งถือเป็นความไม่เป็นธรรมอย่างยิ่ง ที่ผ่านมาได้มีการเจรจากับทางบริษัท ขนส่ง จำกัด หรือ บขส. เพื่อขอปรับค่าโดยสารแล้ว แต่กลับได้รับคำตอบเป็นการข่มขู่ให้ตรึงราคาเอาไว้ มิเช่นนั้นจะดำเนินการยึดเส้นทางสัมปทานคืน ทำให้มองว่าทาง บขส. ไม่มีความเข้าใจในความเดือดร้อนของภาคเอกชน และมีการบริหารจัดการที่ไม่ถูกต้อง เนื่องจากตามกลไกราคาเมื่อน้ำมันสูงขึ้นค่าโดยสารควรปรับตาม และเมื่อน้ำมันลดลงก็ค่อยปรับลดลงตามความเหมาะสม

    ทั้งนี้ ทางกลุ่มผู้ประกอบการได้เสนอข้อเรียกร้องหลัก 3 ประการต่อรัฐบาล ประกอบด้วย ข้อแรก ขอให้คณะกรรมการควบคุมการขนส่งทางบกกลางพิจารณาปรับอัตราค่าโดยสารโดยใช้สูตรคำนวณที่อ้างอิงจากดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ดัชนีค่าพลังงาน และค่าจ้างแรงงาน เพื่อให้สะท้อนต้นทุนที่แท้จริงในระยะยาว ข้อต่อมาคือขอให้ บขส. ในฐานะคู่สัญญางดเว้นการจัดเก็บค่าธรรมเนียมการเดินรถ (ขสบ. 302) ทันทีเพื่อเป็นการเยียวยา จนกว่าสถานการณ์ราคาน้ำมันจะคลี่คลาย โดยให้ บขส. ไปขอรับงบประมาณอุดหนุนจากภาครัฐแทนการจัดเก็บจากผู้ร่วมเดินรถ และข้อสุดท้าย ขอให้ยกเลิกบรรดาคำสั่งแก้ไขบทลงโทษ และค่าปรับที่มีอัตราสูงเกินกว่าเหตุ ซึ่งบางกรณีพุ่งสูงขึ้นจากเดิม 5,000 บาท เป็น 50,000 บาท ถึง 100,000 บาท แม้จะเป็นเหตุสุดวิสัย เช่น รถมาล่าช้าเพราะปัญหารถติดหรือรอคิวเติมน้ำมัน ซึ่งมองว่าไม่มีความสมเหตุสมผลกับรายได้ในปัจจุบัน นอกจากมาตรการระยะยาวแล้ว ผู้ประกอบการยังเรียกร้องให้รัฐบาลออกมาตรการเร่งด่วน โดยเฉพาะการลดหรือระงับค่าธรรมเนียมใบเวลา ซึ่งเป็นสิ่งที่รัฐสามารถดำเนินการได้ทันทีโดยไม่ต้องรอเวลา

    นายอัสนีกล่าวเน้นย้ำว่า หากภายในวันที่ 9 เม.ย.นี้ ยังไม่มีคำตอบหรือแนวทางที่ชัดเจนจากรัฐบาล ผู้ประกอบการบางเส้นทางอาจจำเป็นต้องทยอยหยุดให้บริการเนื่องจากหมดปัญญาที่จะแบกรับภาระขาดทุนต่อไปได้ โดยยืนยันว่าการเคลื่อนไหวครั้งนี้ไม่ใช่การข่มขู่หรือนำประชาชนมาเป็นตัวประกัน เพราะทุกคนต่างมีหัวใจในการบริการและรักลูกค้า แต่เมื่อถึงจุดที่ไม่สามารถประคองธุรกิจได้ก็จำเป็นต้องลดเที่ยววิ่งลง แม้จะเป็นช่วงใกล้เทศกาลสงกรานต์ที่ประชาชนมีความต้องการเดินทางสูงก็ตาม

    สำหรับประชาชนที่จองตั๋วล่วงหน้าไว้แล้ว นายอัสนียืนยันว่าจะสามารถเดินทางกลับบ้านได้ตามปกติแน่นอน แต่สำหรับผู้ที่ยังไม่ได้จองตั๋วอาจเผชิญกับปัญหาขาดแคลนรถโดยสารเนื่องจากการหยุดวิ่งดังกล่าว ซึ่งเรื่องนี้ต้องให้รัฐบาลเป็นผู้เข้ามาแก้ไขและชดเชยความเดือดร้อนแทน

    อย่างไรก็ตาม ในวันที่ 9 เม.ย.นี้ กลุ่มผู้ประกอบการเตรียมเคลื่อนขบวนรถตู้และรถบัสกว่า 100 คัน ไปยังรัฐสภาเพื่อติดตามคำตอบและฟังการแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ เพื่อดูว่าจะมีมาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการขนส่งอย่างไรบ้างก่อนที่จะตัดสินใจยกระดับการเคลื่อนไหวต่อไป.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5758917/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2NTNjep_Z3lBBPxGrr-CEX

  • ส้มซัด ภูมิใจไทย ทำประเทศป่วย นัดตีแผ่วิกฤตเศรษฐกิจ-หนี้จมประเทศ

    ส้มซัด ภูมิใจไทย ทำประเทศป่วย นัดตีแผ่วิกฤตเศรษฐกิจ-หนี้จมประเทศ

    ส้มซัด ภูมิใจไทย ทำประเทศป่วย นัดตีแผ่วิกฤตเศรษฐกิจ-หนี้จมประเทศ

    วันอังคาร ที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2569, 08.10 น.

    วันที่ 7 เม.ย.2569  เพจเฟซบุ๊ก “พรรคประชาชน – People’s Party” โพสต์ข้อความ ระบุว่า ในวันที่คนไทยถูกล้อมด้วยวิกฤตเฉพาะหน้า น้ำมันแพง ค่าไฟจ่อปรับขึ้น รายได้โตไม่ทันค่าครองชีพ ซ้ำเติมวิกฤตระยะยาว หนี้ท่วมประเทศ คอร์รัปชันเบ่งบาน คุณภาพการศึกษาตกต่ำ สังคมสูงวัย และภัยพิบัติที่รุนแรงขึ้น รัฐบาลสีน้ำเงินเต็มรูปแบบ จะพาประเทศเราไปได้ไกลแค่ไหน? แม้จะว่ากันว่ารัฐบาลชุดนี้มาพร้อมรัฐมนตรีที่มีคน ‘อวย’ ว่าจะช่วยรักษาประเทศไทยให้หายจากการเป็นคน ‘ป่วย’ แห่งเอเชีย ด้วยคำมั่นสัญญาว่าจะแก้สารพัดความ ‘ห่วย’ ดันเศรษฐกิจไทยหลุดอันดับ ‘บ๊วย’ จนคนไทยต้องร้องว่า ‘รวย’ ไม่ไหวแล้ว แต่ภายในวันแรกของรัฐบาล ประชาชนทั่วประเทศกลับประสานเสียงว่า พอแล้ว … ไม่ไหวแล้ว พบกับการอภิปรายคำแถลงนโยบายรัฐบาลภูมิใจไทยพลัส โดยพรรคประชาชน เพื่อตีแผ่วิกฤตประเทศไทยในเงื้อมมือรัฐบาลอนุทินที่มุ่งปกป้องผลประโยชน์ของตนและพวกพ้องเป็นสำคัญ  9-10 เมษายนนี้

    พรรคประชาชน

    เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน

    โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

    1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

    2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

    3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

    494.gif

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/957154&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1shHcME4atilvGMC9lAuXt

  • ดีเดย์เปิด-ปิดปั๊ม 22.00-05.00 น. หลังสงกรานต์ ‘อนุทิน’ เผยเริ่มมาตรการ 20 เม.ย.

    ดีเดย์เปิด-ปิดปั๊ม 22.00-05.00 น. หลังสงกรานต์ ‘อนุทิน’ เผยเริ่มมาตรการ 20 เม.ย.

    ดีเดย์เปิด-ปิดปั๊ม 22.00-05.00 น. หลังสงกรานต์ 'อนุทิน' เผยเริ่มมาตรการ 20 เม.ย.

    นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยถึงความคืบหน้ามาตรการประหยัดน้ำมันระดับประเทศ เพื่อสร้างความมั่นใจว่าไทยจะมีพลังงานสำรองเพียงพอท่ามกลางสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางที่ยังคงยืดเยื้อ โดยเตรียมจัดตั้งศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบ (ศบก.) ชุดใหม่ขึ้นมาดูแลเรื่องนี้โดยเฉพาะ

    ดีเดย์ 20 เม.ย. หลังสงกรานต์ ไม่กระทบคนเดินทาง

    นายกรัฐมนตรียืนยันว่า มาตรการควบคุมเวลาเปิด-ปิดสถานีบริการน้ำมันในช่วง 22.00 – 05.00 น. จะยังไม่เกิดขึ้นในช่วงเทศกาลสงกรานต์อย่างแน่นอน เพื่อให้ประชาชนสามารถเดินทางกลับภูมิลำเนาได้อย่างสะดวกที่สุด โดยคาดว่าจะเริ่มบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 20 เมษายน เป็นต้นไป

    เน้นคุมประเภทน้ำมัน ไม่ได้ปิดร้อยเปอร์เซ็นต์

    สำหรับรายละเอียดของมาตรการที่มีกระแสข่าวออกมานั้น จะไม่ใช่การสั่งปิดสถานีบริการน้ำมันทุกแห่งแบบเบ็ดเสร็จ แต่จะเป็นการควบคุมการจำหน่ายน้ำมันบางประเภทในช่วงเวลาดังกล่าว

    ดีเดย์เปิด-ปิดปั๊ม 22.00-05.00 น. หลังสงกรานต์ 'อนุทิน' เผยเริ่มมาตรการ 20 เม.ย.

    โดยมีรายงานว่าอาจจำกัดให้จำหน่ายเฉพาะน้ำมันทางเลือกอย่าง ดีเซล B20 และ แก๊สโซฮอล์ E20 ในช่วงเวลา 22.00 – 05.00 น. เท่านั้น ส่วนน้ำมันประเภทอื่นอาจมีการงดจำหน่ายในช่วงเวลาดังกล่าวเพื่อบีบให้เกิดการประหยัดพลังงานสูงสุด

    งัดกฎหมายพิเศษคุมเข้ม

    ในส่วนของข้อกฎหมาย รัฐบาลเตรียมพิจารณาใช้ช่องทางจากพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) แก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2516 เพื่อให้การสั่งการมีประสิทธิภาพและสามารถควบคุมสถานการณ์ได้อย่างทันท่วงที

    นอกจากนี้ยังได้เร่งรัดให้กระทรวงพลังงานสรุปผลการศึกษาโครงสร้างค่าการกลั่นน้ำมันเพื่อหาทางลดภาระค่าครองชีพให้ประชาชนควบคู่กันไปด้วย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/energy/655992&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2G-DXtMemrqum8X_y2C9RC