Category: วัฒนธรรม

  • โจทย์ใหญ่จ่อคอหอยรัฐบาล | เดลินิวส์

    โจทย์ใหญ่จ่อคอหอยรัฐบาล | เดลินิวส์

    ทำให้นึกถึงเมื่อครั้งที่ ลอว์เรนซ์ วอง นายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ ออกมาพูดกับประชาชน เรื่อง สถานการณ์พลังงานขาดแคลน ที่ต้องช่วยกันประหยัด “นายกฯหนู” บอกว่า หลายประเทศจะต้องเผชิญปัญหาไม่ใช่เพียงแต่น้ำมันแพงขึ้นมาก แต่การจัดหาน้ำมันที่ต้องนำเข้าจากต่างประเทศจะทำได้ยากขึ้น

    “ประเทศไทยก็เป็นประเทศหนึ่งที่ต้องพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันดิบจากทุกแหล่งที่มีในโลกนี้ ถึงเราสำรองน้ำมันอยู่ในระดับที่สูงเมื่อเทียบกับประเทศอื่น แต่ก็ยังมีความเปราะบางในฐานะที่เป็นประเทศที่ต้องนำเข้าน้ำมันในปริมาณที่สูงจากประเทศผู้ค้าน้ำมันต่างๆ  เรามิอาจนิ่งนอนใจและบริหารจัดการเรื่องน้ำมันในรูปแบบเดิมที่เคยทำอยู่ได้ต้องเพิ่มความตระหนักรู้ ความเข้าใจในเหตุการณ์และหาหนทางในการบริหารสภาวะน้ำมันภายในประเทศให้มีผลกระทบที่น้อยที่สุด

    คณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้มีมติให้ข้าราชการทำงานจากบ้าน หรือ เวิร์กฟอร์มโฮม รวมถึงมาตรการประหยัดพลังงานในส่วนอื่นๆไปก่อนหน้านี้แล้ว  นี่เป็นเวลาที่ผมจำเป็นต้องกำชับให้ทุกหน่วยงานราชการดำเนินการอย่างเข้มงวดในทางปฏิบัติ และขอความร่วมมือพี่น้องประชาชนและภาคเอกชน ให้ร่วมกันประหยัดพลังงานในรูปแบบเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นทำงานจากบ้าน) หรือ WFA (Work From Anywhere – ทำงานจากทุกที่ที่มีความสะดวก) ใช้ยานพาหนะร่วม ประหยัดไฟฟ้า  

    ผมสามารถสร้างโอกาสมาชดเชยและทดแทนสิ่งที่เราต้องสูญเสียไปในห้วงวิกฤติได้ทุกครั้ง ครั้งนี้ก็ไม่มีข้อยกเว้นครับ ด้วยพลังแห่งความร่วมแรงร่วมใจของคนไทย พวกเราก็จะสามารถฟันฝ่าและผ่านพ้นช่วงเวลาที่ยากในครั้งนี้ไปได้ด้วยดีเหมือนทุกครั้ง  ผมขอให้คำยืนยันว่ารัฐบาลชุดใหม่ของท่านจะเร่งแก้ไขปัญหาและขจัดอุปสรรคต่างๆเพื่อนำคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ที่ดีกลับคืนมายังพี่น้องประชาชนทุกท่านโดยเร็วที่สุด” นายกฯ ระบุ

    แต่ท่าทีของสังคม พบว่า การขอความร่วมมือยังไม่ได้ผลเท่าที่ควร เชื่อได้ว่าส่วนหนึ่งเป็นแรงสะท้อนจากความไม่พอใจในรัฐบาล ที่พรรคภูมิใจไทยเป็นรัฐบาล  ที่สาเหตุเกิดตั้งแต่การเลือกตั้ง มีข้อครหามาก เรื่องบัตร เรื่องพลังบ้านใหญ่ และเรื่องอื่นๆ  วันนี้กองเชียร์ “พรรคส้ม”หลายๆ คน ก็ยังจิกกัดว่า ก็เลือกกันมาเอง 

    กับอีกกลุ่มหนึ่ง ความไม่พอใจเกิดจากการบริหารที่ผ่านมา โดยเฉพาะตอบข้อครหา มีการกักตุนน้ำมันเพื่อเก็งกำไรหรือไม่  แถมยังมีการแถลงข่าวพบการประวิงเวลาขนส่งน้ำมัน คาดว่าเพื่อรอขายราคาสูง  มีข่าวการขายน้ำมันให้เขมร น้ำมันที่ขนส่งในภาคใต้ จ.สุราษฎร์ธานี หายหลายล้านลิตร  ขณะที่รัฐบาลไม่รีบชี้แจงความโปร่งใส จึงไม่สามารถไปห้ามประชาชนที่คิดกันว่าเรื่องนี้  นายทุนพรรคภูมิใจไทยที่มีกิจการน้ำมัน มีส่วนได้ ส่วนเสียหรือไม่

    สิ่งที่ตามมาจากความไม่พอใจคือความไม่ร่วมมือ และเกิดความไม่เชื่อมั่นไปพร้อมกัน กลายเป็นภาวะที่กระทบต่อเสถียรภาพรัฐบาล และกระทบต่อคะแนนนิยมทางการเมือง โจทย์ใหญ่ที่จ่อคอหอยมา คือการออกกฎหมายเพื่อกู้เงินสำหรับพยุงกองทุนน้ำมัน กู้แล้วก็วัดความสามารถรัฐบาลในการบริหารหาเงินเข้าประเทศในวันที่เศรษฐกิจแย่กันทั่วโลกจากสงคราม ถ้าเป็นภาวะที่ประชาชนไม่เชื่อมั่นด้วยจะทำอย่างไร กระตุ้นการบริโภคก็ยากขึ้น

    และที่น่าสนใจคือการที่ “นายกฯหนู” บอกว่า สามารถสร้างโอกาสมาชดเชยและทดแทนสิ่งที่เราต้องสูญเสียไปในห้วงวิกฤติได้ทุกครั้ง ซึ่งครั้งนี้ก็ไม่มีข้อยกเว้น  คำถามคือโอกาสที่ว่าคืออะไร   หากจะตั้งอยู่บนพื้นฐานที่ประเทศเกิดวิกฤติเศรษฐกิจ ที่อาจรุนแรงและซบเซากว่าช่วงสมัยต้มยำกุ้งในปี 40  และช่วงโควิด -19   ซึ่งในการประชุม ครม.นัดพิเศษ “นายกฯหนู” ย้ำรัฐมนตรี เริ่มทำงานทันที ไม่มีฮันนีมูน ต้องเป็นหนึ่งเดียวกัน ยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง

    ดังนั้นหลังวันแถลงนโยบายรัฐบาล ในวันที่ 9-10 เม.ย.นี้ เราคงเห็น ครม. “อนุทิน 2 “ ขับเคลื่อนอะไรแบบเต็มสูบ กอบกู้วิกฤติศรัทธาทันที.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5759923/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw13_XpyF8gWKCkL9zvxYVGv

  • กล้าธรรม เดินหน้าผลักดัน 3 ร่างกม.สำคัญแก้โครงสร้างประเทศ ปฏิรูปศึกษา-ที่ดิน-อาสาเกษตร : อินโฟเควสท์

    กล้าธรรม เดินหน้าผลักดัน 3 ร่างกม.สำคัญแก้โครงสร้างประเทศ ปฏิรูปศึกษา-ที่ดิน-อาสาเกษตร : อินโฟเควสท์

    นายอรรถกร ศิริลัทธยากร สส.ฉะเชิงเทรา และนายทะเบียนพรรคกล้าธรรม (กธ.) เปิดเผยว่า พรรคกล้าธรรมเตรียมเดินหน้าผลักดันนโยบายตามที่ได้หาเสียงและได้รับความไว้วางใจจากประชาชน โดยได้ยื่นร่างกฎหมายสำคัญต่อสภาผู้แทนราษฎรจำนวน 3 ฉบับที่เป็นผลจากการรับฟังปัญหาจากภาคการศึกษาและภาคเกษตรโดยตรง และตั้งเป้าแก้ไขเชิงโครงสร้าง เพื่อให้เกิดประโยชน์กับประชาชนอย่างเป็นรูปธรรมในระยะยาว ประกอบด้วย

    1. ร่างพ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ เพื่อยกระดับระบบการศึกษาไทยให้สอดคล้องกับความเปลี่ยนแปลงของโลก
    2. ร่างพ.ร.บ.ปฏิรูปที่ดินและคุ้มครองที่ดินเกษตรกรรม มุ่งแก้ปัญหาการถือครองที่ดิน ส.ป.ก. และลดอุปสรรคให้เกษตรกรสามารถใช้ประโยชน์จากที่ดินได้สะดวกและเป็นธรรมมากขึ้น
    3. ร่างพ.ร.บ.อาสาเกษตร เพื่อยกระดับบทบาทและดูแลอาสาสมัครภาคการเกษตร ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในพื้นที่ แต่ยังขาดการสนับสนุนและค่าตอบแทนที่เหมาะสม แม้จะเป็นภาคส่วนที่ได้รับการร้องเรียนมากที่สุด

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (08 เม.ย. 69)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/news/2026-IRF70IQ2I4WAJZTJ9B7Y4NUPZPBF6I7P&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2HiVkWlw5QcDxWSj8cigzj

  • แผนเยียวยารัฐไม่ครอบคลุม พริษฐ์ เตรียมตรวจสอบ เสนอแนะรัฐบาล 9-10 เม.ย. นี้

    แผนเยียวยารัฐไม่ครอบคลุม พริษฐ์ เตรียมตรวจสอบ เสนอแนะรัฐบาล 9-10 เม.ย. นี้

    วันพุธ ที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2569, 10.02 น.

    วันที่ 8 เม.ย. 2569 นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ และโฆษกพรรคประชาชน โพตส์ข้อความผ่านเฟสบุ๊ก พริษฐ์ วัชรสินธุ -ไอติม -Parit Wa charasindhu ระบุว่า [ ทำไม มาตรการเยียวยา-ช่วยเหลือประชาชนเฉพาะกลุ่ม ยังไม่ถึงมือประชาชนสักที ? ] วันนี้ นับว่าครบรอบ 2 สัปดาห์ หลังจากที่รัฐบาลยุติการตรึงราคาน้ำมันดีเซลเมื่อวันที่ 25 มี.ค. และปล่อยให้ราคาขึ้นพรวดเดียวคืนแรก 6 บาท/ลิตร และขึ้นสะสมมาแล้วทั้งหมดกว่า 17 บาท/ลิตร ผมเชื่อว่าทุกคนทราบดี ว่าวิกฤตระดับโลกครั้งนี้ ย่อมส่งผลให้ราคาน้ำมันต้องไปในทิศทางที่สูงขึ้นกว่าสถานการณ์ปกติ แต่สิ่งที่คนไทยตั้งคำถามและปราถนาอยากจะเห็นในสังคม คือการ “เฉลี่ยทุกข์เฉลี่ยสุขอย่างเป็นธรรม” ไม่ใช่การบริหารประเทศโดยผลักภาระทั้งหมดให้ประชาชนและละเลยความทุกข์ร้อนของประชาชน แน่นอนว่าขาหนึ่งที่สังคมเฝ้าดูอย่างใกล้ชิด (โดยเฉพาะตลอด 1-2 วันที่ผ่านมา) คือท่าทีของรัฐบาลใหม่ ต่อการปรับโครงสร้างราคาน้ำมัน การลดค่าการกลั่น การใช้ภาษีลาภลอยมาเก็บกำไรส่วนเกิน และการปรับลดภาษีสรรพสามิต ซึ่งอาจมองได้ว่ารัฐบาลทำ “น้อยไป” (เช่น มติ กบง. ล่าสุด ที่ลดราคาหน้าโรงกลั่น 2 บาท/ลิตร) และ “ช้าไป” (เช่น เรื่องภาษีลาภลอยที่เคยมีการศึกษามาตั้งแต่ 2565 สมัยสงครามรัสเซีย-ยูเครน แล้ว)

    พริษฐ์ วัชรสินธุ

    แต่อีกขาหนึ่งที่ประชาชนต้องรอแล้วรออีก ท่ามกลางค่าน้ำมันและค่าครองชีพที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง คือ “มาตรการช่วยเหลือ-เยียวยาประชาชนแบบเจาะจง” โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบางที่ได้รับผลกระทบสูงเป็นพิเศษจากวิกฤตครั้งนี้ เช่น

    – กลุ่มผู้มีรายได้น้อย หรือครัวเรือนที่มีเด็กและผู้สูงอายุจำนวนมาก ที่รายได้ไม่พอรายจ่าย

    – กลุ่มเกษตรกร ที่เจอต้นทุนที่สูงขึ้น จากทั้งค่าปุ๋ย ค่าขนส่ง และ ค่าน้ำมันที่ใช้สำหรับอุปกรณ์-เครื่องจักร

    – กลุ่มประมง ที่ออกเดินเรือแล้วอาจไม่คุ้นทุน

    – กลุ่มไรเดอร์ และคนขับแท็กซี่ ที่พึ่งพาน้ำมันในการประกอบอาชีพ

    – โรงงานผลิตพลาสติกและบริษัทที่เกี่ยวข้องในห่วงโซ่อุปทาน ที่เจอปัญหาขาดแคลนเม็ดพลาสติก

    – ผู้ประกอบการรายย่อย-ร้านอาหาร ที่ต้องเลือกระหว่างขึ้นราคาและเสี่ยงเสียลูกค้า กับแบกรับต้นทุนเองทั้งหมด

    – ภาคขนส่ง ที่ได้รับผลกระทบหนัก ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อมาถึงค่าครองชีพประชาชนในภาพรวม

    พริษฐ์ วัชรสินธุ

    ผมเคยทักท้วงไปแล้ว เมื่อ 2 สัปดาห์ก่อน ว่ามันเป็นเรื่องน่าเหลือเชื่อ ที่รัฐบาลปล่อยให้มีการขึ้นราคาพรวดเดียว 6 บาท/ลิตร ในวันนั้น “โดยไม่มีมาตรการเยียวยาที่พร้อมดำเนินการทันทีคู่ขนาน” ทั้งๆที่ทางรองนายกฯเอกนิติเอง ก็ได้เคยพูดถึงแนวทางการเยียวยาเฉพาะกลุ่ม เช้าวันเดียวกันกับที่มีการปล่อยราคาน้ำมันขึ้นตอนกลางคืน (https://www.thaipbs.or.th/news/content/503783 )

    แต่มันเป็นเรื่องที่น่าเหลือเชื่อยิ่งกว่า ว่าผ่านมา 2 สัปดาห์เต็มแล้ว มาตรการเยียวยาใดๆเฉพาะกลุ่มก็ยังไม่คลอดออกมา และยังไม่มีเงินสักบาท(?) ที่ถึงมือพี่น้องประชาชนที่กำลังเดือดร้อนที่สุด (หากนับเฉพาะที่เพิ่มขึ้นจากมาตรการปกติที่เดิมมีอยู่แล้ว และหากไม่นับการอุดหนุนราคาน้ำมันแบบหว่านแหในภาพรวม)

    พริษฐ์ วัชรสินธุ

    ผมเข้าใจว่ารัฐบาลให้เหตุผลว่า จะมีการประชุม ครม. นัดพิเศษ วันที่ 11 เมษายน นี้ เพื่อเคาะรายละเอียดและงบประมาณสำหรับมาตรการดังกล่าว แต่สิ่งที่ประชาชนทั่วไปไม่เคยได้รับคำตอบคือ ทำไมพวกเขาต้องรอมานานขนาดนี้ – หากมีการเคาะมาตรการในวันที่ 11 เม.ย. จริง จะคิดเป็น 17 วันเต็ม นับจากวันที่มีการปล่อยราคาน้ำมันขึ้น 6 บาท

    หากนายกฯจะอ้างว่าที่ผ่านมาทำไม่ได้เพราะเป็น ครม. รักษาการ ก็ไม่น่าจะเป็นเหตุผลที่ฟังขึ้น เพราะ รธน. มาตรา 169 (3) ก็ระบุชัดว่า ครม. รักษาการ สามารถอนุมัติงบกลาง มาช่วยเหลือประชาชนในกรณีฉุกเฉินได้ (ซึ่งเข้าใจว่ายังมีงบเหลืออยู่หลักหมื่นล้านบาท) โดยมีขั้นตอนเพิ่มเติมเล็กน้อยสำหรับ ครม. รักษาการ คือการขออนุมัติจาก กกต. (ซึ่งเชื่อว่า กกต. คงไม่ได้ติดปัญหาอะไรเพราะมันผ่านพ้นการเลือกตั้งมาแล้ว ดังนั้นไม่ได้สุ่มเสี่ยงที่จะเป็นการใช้งบเพื่อประโยชน์ในการเลือกตั้ง)

    พริษฐ์ วัชรสินธุ

    ดังนั้น คำถามที่อยู่ในใจประชาชนจำนวนมาก คือ “ที่ผ่านมา นายกฯ อนุทิน รออะไร?” และ “รัฐบาลพร้อมรับมือกับวิกฤตครั้งนี้แค่ไหน?”

    ผมเข้าใจดีว่าต้นตอของวิกฤตครั้งนี้ไม่ได้มาจากปัจจัยภายในประเทศ แต่ท่ามกลางสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ที่มีความตึงเครียดและไม่แน่นอนสูง (รวมถึงข้อความที่น่ากังวลอันล่าสุดจากทรัมป์ใน Truth Social ก่อนจะมีการตกลงหลุดยิง 2 สัปดาห์) และท่ามกลางผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยที่เสี่ยงจะเข้าสู่สภาวะ stagflation (เศรษฐกิจชะลอตัว + เงินเฟ้อสูง) หากประชาชนคนไทยจะฝ่าฟันวิกฤตครั้งนี้ได้ เราต้องการรัฐบาลที่ “นำหน้า” ปัญหา ไม่ใช่ “ตามหลัง” ปัญหาเหมือนที่ผ่านมา

    ทางพรรคประชาชนเราจะทำเต็มที่ในการตรวจสอบและเสนอแนะรัฐบาลเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของประชาชน เริ่มต้นจากการอภิปรายคำแถลงนโยบายต่อรัฐสภา วันพฤหัสบดีและศุกร์ที่จะถึงนี้ 

    พริษฐ์ วัชรสินธุ
     

    ขอขอบคุณภาะพจาก เฟซบุ๊ก พริษฐ์ วัชรสินธุ – ไอติม – Parit Wacharasindhu

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/957458&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3oDfSz0ZmyDC1zzWTaoEsc

  • กล้าธรรม”จัดหนัก 4 ชม.! จี้รัฐบาลทำตามสัญญาหาเสียง ท้าพิสูจน์ “พูดแล้วทำจริงไหม” ยื่น 3 กม.ปฏิรูปใหญ่”ที่ดิน-ศึกษา-เกษตร” เขย่าโครงสร้างปท.

    กล้าธรรม”จัดหนัก 4 ชม.! จี้รัฐบาลทำตามสัญญาหาเสียง ท้าพิสูจน์ “พูดแล้วทำจริงไหม” ยื่น 3 กม.ปฏิรูปใหญ่”ที่ดิน-ศึกษา-เกษตร” เขย่าโครงสร้างปท.

    เปิดศึกแถลงนโยบาย! “อรรถกร” นายทะเบียนพรรคกล้าธรรม ลั่นจัดทัพ 58 เสียงพร้อมชำแหละนโยบายรัฐบาล อภิปรายเข้ม 4 ชั่วโมงรวด ยันไม่ออมมือ ทวงสัญญาที่ให้ไว้กับประชาชน พร้อมดัน 3 ร่างกฎหมายเปลี่ยนประเทศ จับตา “ผู้กองธรรมนัส” จ่อขึ้นแท่นสรุปเกมอภิปรายเอง พร้อมยื่นร่างกฎหมายสำคัญ 3 ฉบับรวด หวังแก้ปมปัญหาเกษตรกรและระบบการศึกษาไทย

    วันที่ 8 เม.ย.2569 เวลา 10.30 น.ที่รัฐสภา นายอรรถกร ศิริลัทธยากร สส.ฉะเชิงเทรา และนายทะเบียนพรรคกล้าธรรม (กธ.) แถลงว่า พรรคกล้าธรรมเตรียมเดินหน้าผลักดันนโยบายตามที่ได้หาเสียงและได้รับความไว้วางใจจากประชาชน โดยได้ยื่นร่างกฎหมายสำคัญต่อสภาผู้แทนราษฎรจำนวน 3 ฉบับคือร่างพ.ร.บ.ศึกษาแห่งชาติ ร่างพ.ร.บ.ปฏิรูปที่ดิน และร่างพ.ร.บ.อาสาเกษตร โดยทั้ง 3 ร่างกฎหมายเป็นผลจากการรับฟังปัญหาจากภาคการศึกษาและภาคเกษตรโดยตรง และตั้งเป้าแก้ไขเชิงโครงสร้าง เพื่อให้เกิดประโยชน์กับประชาชนอย่างเป็นรูปธรรมในระยะยาว

    นายอรรถกร ยังกล่าวถึงแนวทางการอภิปรายการแถลงนโยบายของรัฐบาลในวันที่ 9-10 เม.ย.ว่า เราชัดเจนมาตั้งแต่แรก ไม่ว่าเราจะเป็น สส.ฝ่ายค้านหรือรัฐบาลเชื่อมั่นว่า บุคลากรของพรรคกล้าธรรมทั้ง 58 คนมีความพร้อมที่จะทำหน้าที่ตามที่ได้รับมอบหมายในฐานะพรรคฝ่ายค้าน วันนี้เราจะค้านแบบรอตามที่สื่อมวลชนสอบถามมาหรือไม่ ก็อยากจะให้ติดตามในวันอภิปรายว่า เราจะทำหน้าที่ในการตรวจสอบและทวงถามนโยบายต่างๆที่พรรคร่วมรัฐบาลได้ประกาศไปในช่วงหาเสียงกับพี่น้องประชาชน เขาจะได้ทำตามสัญญาหรือไม่

    นายอรรถกร กล่าวว่า จากที่เห็นเอกสารในการจัดแถลงนโยบายของรัฐบาลจะเน้นไปที่เรื่องหลัก ๆ อาทิ เศรษฐกิจ สังคม ภัยพิบัติ รวมถึงการปฏิรูปการทำงานของภาครัฐ และเรื่องของกฎหมาย ซึ่งเราได้เวลามาประมาณ 4 ชั่วโมง ก็ได้จัดสรรเวลาให้กับ สส.ตามเรื่องที่สนใจ ส่วน ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า สส.บัญชีรายชื่อ และที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรม จะร่วมอภิปรายหรือไม่ขอรอดูการอภิปรายของสส.ก่อน หากนำเสนอได้ครอบคลุมแล้วอาจจะไม่จำเป็นต้องสรุป แต่หากไม่ ร.อ.ธรรมนัส ก็อาจจะเป็นผู้กล่าวสรุป ขอให้รอติดตาม

    “นโยบายของรัฐมนตรีคิดรอบคอบมาแล้ว แม้จะมีบางประเด็นเห็นว่ายังไม่ครบถ้วน แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือเมื่อรัฐบาลประกาศนโยบายแล้วจะทำตามได้หรือไม่ และจะเป็นประโยชน์กับพี่น้องประชาชนได้จริงหรือไม่ ข้อนี้ต่างหากที่เราต้องติดตามว่า รัฐบาลจะรักษาสัญญาที่ให้กับพี่น้องประชาชนคนไทยหรือไม่ ดังนั้นหน้าที่ของพรรคต้องติดตามและตรวจสอบให้รัฐบาลทำตามสัญญา”นายอรรถกร กล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/politics/national-politics/140138&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1LOBg5x8JI3QETvpWNCr7h

  • อัปเดต ‘Green Skills’ รีเซ็ตสเปกแรงงานสายสิ่งแวดล้อม-ความยั่งยืน รับเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ

    อัปเดต ‘Green Skills’ รีเซ็ตสเปกแรงงานสายสิ่งแวดล้อม-ความยั่งยืน รับเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ

    Green Skills เมื่อ “ความยั่งยืน” ไม่ใช่แค่แนวคิด แต่คือทักษะบังคับของแรงงาน

    การขับเคลื่อนเศรษฐกิจสีเขียวของไทยกำลังก้าวสู่จุดเปลี่ยนสำคัญ เมื่อราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ประกาศกำหนด “ทักษะที่พึงประสงค์ของกำลังคนในกลุ่มสาขาสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืน พ.ศ. 2569” โดย กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ซึ่งไม่เพียงเป็นกรอบพัฒนาหลักสูตรการศึกษา แต่ยังเป็นสัญญาณเชิงนโยบายว่า “ตลาดแรงงานไทยกำลังรีเซ็ต”

    ราชกิจจานุเบกษาประกาศทักษะใหม่สาย Sustainability ชี้องค์กรต้องการคนวิเคราะห์ ESG–คาร์บอนได้จริง เชื่อม SDGs และมาตรฐานโลก

    ราชกิจจานุเบกษาประกาศทักษะใหม่สาย Sustainability ชี้องค์กรต้องการคนวิเคราะห์ ESG–คาร์บอนได้จริง เชื่อม SDGs และมาตรฐานโลก

    ประกาศฉบับนี้เกิดขึ้นท่ามกลางแรงกดดันจากวิกฤตสภาพภูมิอากาศ และการเร่งตัวของแนวทาง ESG ในภาคธุรกิจทั่วโลก ทำให้ “ทักษะด้านความยั่งยืน” กลายเป็นองค์ประกอบสำคัญของความสามารถในการแข่งขัน ไม่ใช่เพียงภาพลักษณ์องค์กรอีกต่อไป

    สำหรับ Skills ที่ถูกกล่าวถึงในประกาศฉบับนี้เกิดขึ้น ประกอบด้วย

    • ทักษะที่พึงประสงค์ของกำลังคนในกลุ่มสาขาอาหารแห่งอนาคต (Future Food)
    • กลุ่มสาขาสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืน (Environment and Sustainability)
    • กลุ่มสาขาดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ (Digital and Artificial Intelligence)

    green-space-green-skills-thailand-royal-gazette-sustainability-workforce-update-SPACEBAR-Photo01.jpg

    เปิด 2 สายงานหลัก ขุมกำลังใหม่ของเศรษฐกิจสีเขียว

    แกนสำคัญของประกาศ คือการกำหนด 2 บทบาทหลักในตลาดแรงงานด้านสิ่งแวดล้อม ซึ่งสะท้อนความต้องการจริงของภาคธุรกิจ

    ผู้เชี่ยวชาญด้านการพัฒนาความยั่งยืน (Sustainability Development Specialist)

    ทำหน้าที่วางกลยุทธ์ ESG เชื่อมโยงการดำเนินงานขององค์กรกับ เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) พร้อมประเมินความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อม ความหลากหลายทางชีวภาพ และผลกระทบทางสังคมตลอดห่วงโซ่คุณค่า

    บทบาทนี้สะท้อนชัดว่า องค์กรไม่ได้ต้องการเพียง “คนทำรายงาน” แต่ต้องการ “นักวิเคราะห์ความยั่งยืน” ที่สามารถแปลงข้อมูลเป็นกลยุทธ์และการตัดสินใจเชิงธุรกิจ

    ผู้เชี่ยวชาญด้านคาร์บอนฟุตพริ้นท์ (Carbon Footprint Specialist)

    อีกหนึ่งตำแหน่งที่กำลังเป็นหัวใจขององค์กรยุค Net Zero ทำหน้าที่จัดทำบัญชีการปล่อยก๊าซเรือนกระจก วิเคราะห์ข้อมูล และเสนอแนวทางลดคาร์บอนอย่างเป็นระบบ

    ความรู้ด้านมาตรฐานสากล เช่น GHG Protocol และกรอบความร่วมมือระดับโลกอย่าง Paris Agreement กลายเป็น “ภาษากลาง” ที่คนทำงานสายนี้ต้องเข้าใจ เพื่อเชื่อมองค์กรไทยเข้าสู่เวทีโลก

    จาก ESG สู่ “ทักษะทำงานจริง” โลกธุรกิจกำลังต้องการคนแบบใหม่

    สิ่งที่ประกาศนี้ทำให้เห็นชัด คือ ESG กำลังเปลี่ยนสถานะจาก “แนวคิดเชิงนโยบาย” ไปสู่ “ทักษะเชิงปฏิบัติ” ที่ต้องใช้ในทุกวันของการทำงาน

    องค์กรในปัจจุบันไม่ได้ต้องการเพียงการรายงานผล แต่ต้องการคนที่สามารถ
วิเคราะห์ความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศ ประเมินผลกระทบเชิงระบบ และออกแบบกลยุทธ์ที่สร้างสมดุลระหว่างผลกำไรกับความยั่งยืน

    นั่นทำให้ทักษะอย่าง System Thinking, Critical Thinking และ Data Visualization ถูกยกระดับเป็น “ทักษะแกน” ของคนทำงานสายนี้

    green-space-green-skills-thailand-royal-gazette-sustainability-workforce-update-SPACEBAR-Photo02.jpg

    การศึกษาไทยกำลังถูก “รีดีไซน์” รับเศรษฐกิจสีเขียว

    ในเชิงโครงสร้าง ประกาศนี้มีนัยสำคัญต่อระบบการศึกษาไทยโดยตรง เพราะเป็นกรอบให้มหาวิทยาลัยปรับหลักสูตรให้สอดคล้องกับโลกการทำงานจริง

    จากเดิมที่การเรียนด้านสิ่งแวดล้อมอาจเน้นเชิงทฤษฎี กำลังถูกปรับให้ตอบโจทย์ภาคธุรกิจมากขึ้น ทั้งการวิเคราะห์ข้อมูลคาร์บอน การใช้เครื่องมือดิจิทัล และการเข้าใจกลไกเศรษฐศาสตร์สีเขียว นี่คือการเชื่อม “ห้องเรียน” เข้ากับ “ตลาดแรงงาน” อย่างเป็นรูปธรรม

    บทวิเคราะห์: สัญญาณชัด ใครไม่มี Green Skills อาจหลุดจากเกม!

    เมื่อพิจารณาในภาพใหญ่ ประกาศฉบับนี้สะท้อนว่าทิศทางเศรษฐกิจโลกกำลังเคลื่อนไปสู่ระบบที่ให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อมอย่างเข้มข้น และในบริบทของ เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) โดยเฉพาะด้าน Climate Action และ Sustainable Consumption การมี “ทักษะสีเขียว” ไม่ใช่ทางเลือกอีกต่อไป แต่เป็นเงื่อนไขพื้นฐานของการทำงานในอนาคต

    ท้ายที่สุด คำถามสำคัญจึงไม่ใช่แค่ว่าองค์กรจะปรับตัวอย่างไร แต่ทั้งรัฐและเราต้องกลับมามองว่า ...แรงงานไทยจะปรับตัวทันหรือไม่? ในโลกที่ความยั่งยืนกลายเป็นกติกาใหม่ของเศรษฐกิจโลก

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/green-space-green-skills-thailand-royal-gazette-sustainability-workforce-update&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw13wHbPwTR1qOmHeV3aSZ-1

  • ครูเกษียณภาคอีสาน บุกจี้ สพป.ยโสธร เร่งแก้ปัญหาหนี้บำเหน็จ-ค้ำประกัน

    ครูเกษียณภาคอีสาน บุกจี้ สพป.ยโสธร เร่งแก้ปัญหาหนี้บำเหน็จ-ค้ำประกัน

    ภูมิภาค

    ครูเกษียณภาคอีสาน บุกจี้ สพป.ยโสธร เร่งแก้ปัญหาหนี้บำเหน็จ-ค้ำประกัน

    วันอังคาร ที่ 07 เมษายน พ.ศ. 2569, 19.40 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    เมื่อเวลา 09.00 น.วันที่ 7 เมษายน ที่ห้องประชุมโรงเรียนบ้านสำราญ ต.สำราญ อ.เมือง จ.ยโสธร นายสวัสดิ์ พรมโสภณ ประธานสมาพันธ์ข้าราชการบำนาญภาคตะวันออกเฉียงเหนือ(อีสาน) พร้อมด้วยนายคำพันธ์ บุญยืด ประธานที่ปรึกษาสมาพันธ์ฯประกอบด้วยข้าราชการครูบำนาญในจังหวัดยโสธรและจากภาคตะวันออกเฉียงเหนือจาก 20 จังหวัด กว่า 200 คน รวมตัวกันเข้าพบผู้บริหารสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษายโสธร เขต 1 เพื่อหารือแนวทางแก้ไขปัญหาหนี้บำเหน็จค้ำประกันเงินกู้  โดยมีนายชุมพล  ฝูงใหญ่ และนายยงยุทธ  สายสุด รองผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษายโสธร เขต 1 (สพป.ยโสธร เขต 1) เจ้าหน้าที่การเงิน และคณะกรรมการสถานีแก้หนี้ เข้าร่วม

    การหารือครั้งนี้เพื่อเจรจาและทำความเข้าใจเกี่ยวกับการหักเงินบำเหน็จตกทอดเพื่อค้ำประกันหนี้ และขอให้เขตพื้นที่การศึกษาใช้บทบาทหน้าที่ในการพิจารณาช่วยเหลือครูบำนาญในกระบวนการปลดหนี้ โดยข้อเรียกร้องสำคัญของสมาพันธ์ฯ ได้แก่ การกำหนดลำดับการหักเงินชำระหนี้ให้เป็นไปตามระเบียบกฎหมาย เช่น ภาษี สวัสดิการภาครัฐ หนี้สหกรณ์ หนี้บำเหน็จค้ำประกัน และหนี้สถาบันการเงินอื่น ๆ พร้อมทั้งต้องคงเหลือรายได้สุทธิของผู้รับบำนาญไม่น้อยกว่าร้อยละ 30 ตามระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยการหักเงินเดือนเงินบำเหน็จบำนาญข้าราชการชำระหนี้เงินกู้ให้แก่สวัสดิการภายในส่วนราชการและสหกรณ์ พ.ศ. 2551 สำหรับข้าราชการคนใดมีเงินเดือนสุทธิเหลือน้อยกว่า 30 % เขตฯไม่ต้องหักเงินส่งให้บำเหน็จค้ำประกัน และสถาบันการเงินอื่น ๆ  ส่วนคนใดต้องการให้เขตฯหักให้สถาบันการเงินอื่นให้ไปบันทึกคำยินยอมที่เขตฯ เพื่อให้เขตดำเนินการให้ และขอให้เขตฯปฏิบัติหน้าที่ในการเป็นศูนย์แก้หนี้ให้กับครูและบุคลากรทางการศึกษาอย่างจริงจัง ต้องดำเนินการช่วยเหลือข้าราชการโดยเร็วทุกรายที่มาขอความช่วยเหลือ และต้องอำนวยความสะดวกช่วยเหลือทุกเรื่องที่สามารถทำได้และถูกต้องตามกฎหมาย ไม่ผลัดวันประกันพรุ่งหรือนัดไปเรื่อย ๆ  หากไม่ช่วยเหลือโดยเร็ว ถือว่าละเวันการปฏิบัติหน้าที่ มีความผิดทั้งทางวินัยและอาญา ทางสมาพันธ์ ฯ มีความจำเป็นต้องดำเนินการตามกฎหมายกับเขตฯทันที เพื่อไม่ให้เป็นแบบอย่างที่ไม่ดีต่อไป 

    ซึ่งผลการหารือสรุปได้ว่าทางสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษายโสธร เขต 1 ยินดีที่จะดำเนินการให้ความช่วยเหลือและทำตามข้อเรียกร้องของทางสมาพันธ์ฯทั้ง 2 ข้อเรียกร้อง

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/region/471988&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3v8q4OaWjKjFXK5hZbNoQC

  • เปิดนโยบาย รัฐบาลอนุทิน2 โยกงบรับสถานการณ์ฉุกเฉิน วิกฤตพลังงาน

    เปิดนโยบาย รัฐบาลอนุทิน2 โยกงบรับสถานการณ์ฉุกเฉิน วิกฤตพลังงาน

    Loading…

    เปิดนโยบาย รัฐบาลอนุทิน2 โยกงบรับสถานการณ์ฉุกเฉิน วิกฤตพลังงาน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://policywatch.thaipbs.or.th/article/education-46&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2fVcWe_WzWMhr0syS-iIsy

  • การเสนอขอพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์และเหรียญจักรพรรดิมาลา ประจำปี 2569 (เพิ่มเติม)

    การเสนอขอพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์และเหรียญจักรพรรดิมาลา ประจำปี 2569 (เพิ่มเติม)

    ค้นหาทุกอย่างในเว็บครูบ้านนอก :

    ชุมชนครู บุคลากรทางการศึกษา และนักเรียน แหล่งความรู้สำหรับครู นักเรียน ข่าวการศึกษา ห้องสมุดความรู้ทุกกลุ่มสาระการเรียนรู้ และความรู้ทั่วไป เผยแพร่ผลงานวิชาการ ที่นี่


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kroobannok.com/93266&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0hsI-xkFvjQB1sax8lZ8Us

  • สวนแก้วอ่วม! แบกค่าใช้จ่ายเดือนละ 8 ล้าน ‘พระพยอม’ ประกาศเบรกรับคนเพิ่ม พม. รุดช่วยพยุง” | เดลินิวส์

    สวนแก้วอ่วม! แบกค่าใช้จ่ายเดือนละ 8 ล้าน ‘พระพยอม’ ประกาศเบรกรับคนเพิ่ม พม. รุดช่วยพยุง” | เดลินิวส์

    เมื่อวันที่ 7 เม.ย.ที่วัดสวนแก้ว อ.บางใหญ่ จ.นนทบุรี นางวาริน วีระสุนทร หัวหน้าบ้านพักเด็กและครอบครัวจังหวัดนนทบุรี พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่จากศูนย์คุ้มครองคนไร้ที่พึ่ง กรมกิจการเด็กและเยาวชน และทีมงาน ลงพื้นที่เข้าพบพระพยอม กัลยาโณ ภายหลังมีกระแสข่าวว่าวัดสวนแก้วประสบปัญหาด้านค่าใช้จ่าย จนอาจต้องยุติหรือชะลอบทบาทการช่วยเหลือผู้ตกงาน คนชรา คนพิการ รวมถึงเด็กที่ประสบปัญหาทางสังคม

    นางวาริน เปิดเผยว่า ภายหลังหน่วยงานกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ทราบข่าวจากสื่อมวลชน จึงลงพื้นที่เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงกับพระพยอม โดยพบว่าปัจจุบันวัดสวนแก้วยังสามารถดูแลผู้ที่พักอาศัยภายในวัดได้ตามปกติ อย่างไรก็ตาม ในอนาคตหากยังมีผู้ประสบปัญหาทางสังคมเข้ามาขอความช่วยเหลือเพิ่มเติมในลักษณะ Walk-in ทางหลวงพ่ออาจจำเป็นต้องชะลอการรับไว้ก่อน เนื่องจากภาระค่าใช้จ่ายที่เพิ่มสูงขึ้น

    ทั้งนี้ สำหรับผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือ เช่น อดีตผู้ต้องขังที่พ้นโทษแล้วแต่ไม่มีที่พักอาศัย หากทางวัดประสงค์จะประสานความร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐ ทาง พม. พร้อมให้การสนับสนุนด้านที่พักชั่วคราวแก่ผู้ประสบปัญหาทางสังคม ขณะเดียวกัน ในส่วนของเด็กที่มีปัญหาครอบครัวหรือผู้ปกครองไม่สามารถดูแลได้ หน่วยงานก็สามารถเข้ามาดูแลและให้ความช่วยเหลือได้เช่นกัน

    สำหรับเด็กที่อยู่ในความดูแลของวัดสวนแก้ว ส่วนใหญ่เป็นนักเรียนจากต่างจังหวัดที่เข้ามาขอทุนการศึกษา พร้อมทั้งทำงานภายในวัดเพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายของครอบครัว โดยรายได้ที่ได้รับจะนำไปเป็นทุนการศึกษาและใช้จ่ายในการเรียนต่อ ซึ่งพระพยอมได้ให้การสนับสนุนเด็กกลุ่มนี้มาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในช่วงปิดภาคเรียน

    นางวาริน กล่าวเพิ่มเติมว่า ปัจจุบันสภาพสังคมเปลี่ยนแปลงไป ค่าครองชีพสูงขึ้น และมีผู้ตกงานเพิ่มมากขึ้น จึงอยากฝากถึงทุกครอบครัวให้ใช้จ่ายอย่างประหยัด โดยยึดแนวทางเศรษฐกิจพอเพียงตามพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชมหาราช ซึ่งเป็นแนวทางที่ช่วยให้ประชาชนสามารถประหยัดและอดออมได้จริง โดยใช้ชีวิตอย่างพอประมาณ บริโภคเท่าที่มี และปลูกพืชผักไว้รับประทานภายในครัวเรือน

    ด้านพระพยอม กัลยาโณ กล่าวว่า ในช่วงนี้ทางวัดอาจจำเป็นต้องงดรับผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือเพิ่มเติมเป็นการชั่วคราว เนื่องจากค่าใช้จ่ายของวัดสูงถึงเดือนละประมาณ 7–8 ล้านบาท หากยังรับเพิ่มโดยที่รายได้ไม่เพิ่มตาม อาจส่งผลกระทบต่อการดูแลผู้ที่อยู่ภายในวัดในปัจจุบัน และหากรับมาแล้วไม่สามารถดูแลได้อย่างเหมาะสมก็ไม่ใช่สิ่งที่ควรเกิดขึ้น

    พระพยอม กล่าวเพิ่มเติมว่า หากสถานการณ์ดีขึ้นในอนาคต วัดก็พร้อมกลับมารับผู้เดือดร้อนเพิ่มเติมอีกครั้ง โดยย้ำว่าไม่ใช่การเห็นแก่ตัวหรือขาดเมตตา แต่การช่วยเหลือต้องมีทั้งเมตตาและปัญญาควบคู่กัน จึงจำเป็นต้องประคับประคองผู้ที่อยู่ในความดูแลในปัจจุบันให้สามารถอยู่รอดได้ก่อน

    นอกจากนี้ พระพยอมยังกล่าวด้วยว่า หลังจากข่าวดังกล่าวถูกเผยแพร่ออกไป เมื่อวานนี้มีผู้มีจิตศรัทธานำน้ำมันจำนวน 200 ลิตร มาถวายให้กับทางวัด เนื่องจากก่อนหน้านี้วัดประสบปัญหาราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้น ส่งผลให้ไม่สามารถออกบิณฑบาตในระยะไกลได้เหมือนเดิม จึงขอขอบคุณญาติโยมและสื่อมวลชนที่ช่วยนำเสนอข่าว รวมทั้งหน่วยงาน พม.จังหวัดนนทบุรี ที่เข้ามารับฟังปัญหาและให้กำลังใจ

    ทั้งนี้ พระพยอมยังได้ให้เด็ก ๆ ที่อยู่ในความดูแลของวัดเข้าพบเจ้าหน้าที่ พม.จังหวัดนนทบุรี เพื่อพูดคุยและประเมินแนวทางการช่วยเหลือ โดยระบุว่า หากวัดยังเปิดรับผู้เดือดร้อนต่อไป จำนวนเด็กอาจเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 3 เท่า หรือราว 500 คน ซึ่งค่าใช้จ่ายด้านทุนการศึกษาของเด็กอยู่ที่ประมาณ 4 ล้านบาทต่อปี และค่าใช้จ่ายเฉพาะเด็กในความดูแลอยู่ที่ประมาณ 1 ล้านบาท ยังไม่รวมค่าใช้จ่ายของเด็กเล็กและผู้สูงอายุ

    อย่างไรก็ตาม พระพยอมยืนยันว่า แม้จะต้องชะลอการรับผู้เดือดร้อนเพิ่มเติม แต่ทางวัดยังคงมีเมตตาและไม่ทอดทิ้งญาติโยม พร้อมขอบคุณทุกหน่วยงานและผู้มีจิตศรัทธาที่เข้ามาให้ความช่วยเหลือวัดสวนแก้วในช่วงเวลาที่ยากลำบากนี้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5760702/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1bVCnM4Lyua2VbEcYw7nTe

  • “เอกนัฏ” เผยมติ กบง. ใช้อำนาจ พ.ร.ก. ลดราคาดีเซล B7-B20 หน้าโรงกลั่น 2 บาท

    “เอกนัฏ” เผยมติ กบง. ใช้อำนาจ พ.ร.ก. ลดราคาดีเซล B7-B20 หน้าโรงกลั่น 2 บาท

    “เอกนัฏ” เผยมติ กบง. ลดราคาหน้าโรงกลั่น 2 บาท ดีเซล B7-B20 เป็นครั้งแรกใช้อำนาจ พ.ร.ก.แก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมัน กำหนดราคาหน้าโรงกลั่น รอประกาศในราชกิจจาฯ ก่อนพิจารณาลดราคาหน้าปั๊ม

    เมื่อเวลา 15.06 น. วันที่ 7 เมษายน 2569 นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน แถลงภายหลังการหารือกับโรงกลั่น ต่อด้วยการประชุมคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) โดยมีสรุปสาระสำคัญว่า นายกรัฐมนตรีสั่งชัดเจนในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) นัดแรก (6 เมษายน) โดยได้นำผลการศึกษาของคณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) ซึ่ง นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นประธาน นำเข้าที่ประชุม ครม. และได้มีมติออกมา โดยมอบให้กระทรวงพลังงาน ซึ่งตนเป็นรัฐมนตรีเป็นคนมาดำเนินการ

    นายเอกนัฏ กล่าวต่อไปว่า เรื่องที่สำคัญคือ “ราคาน้ำมัน” วันนี้ตนได้ทำตามที่ประกาศไว้เมื่อวาน โดยตั้งแต่เช้าร่วมกับปลัดกระทรวงพลังงาน และผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (ผอ.สนพ.) รวมถึงตน ได้พูดคุยกับกลุ่มโรงกลั่น มีทั้งที่ให้ความร่วมมือ กับที่ไม่ได้มา แต่ยืนยันว่ามีส่วนที่ให้ความร่วมมือ ซึ่งในสถานการณ์แบบนี้เราเข้าใจดีว่าราคาน้ำมันส่วนหนึ่งที่แพงขึ้นเกิดขึ้นจากวิกฤตการณ์ตะวันออกกลาง เรายอมรับได้ 

    แต่ในวันนี้ราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นเมื่อบวกภาษี บวกค่าการตลาดแล้ว ถูกทำให้ถูกลงด้วยกลไกของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ตรงนี้ยืนยันว่ากองทุนน้ำมันฯ เป็นการเอาเงินของผู้ใช้น้ำมันในอนาคตมาชดเชยในปัจจุบัน สถานะของกองทุนฯ ในปัจจุบันติดลบอยู่ 50,000 ล้านบาทโดยประมาณ เราก็ยังชดเชยราคาน้ำมันโดยเฉพาะดีเซลทุกวัน รวมกันวันละเป็นพันล้านบาท

    ทั้งนี้ ที่ผ่านมาเวลาเราปรับขึ้นหรือปรับลงหรือจะต้องชดเชยราคาน้ำมันหน้าปั๊ม ราคาน้ำมันที่พวกเราทุกคนเติม เราก็เอากองทุนฯ มาชดเชย ภาษาชาวบ้านก็คือเอากองทุนฯ มาแบก แต่ที่ผ่านมาพอเรามาดูตัวเลข เราเห็นว่ากลไกการกำหนดราคาในบ้านเราในสภาวะที่ทั่วโลกประสบกับวิกฤติ กลไกมันก็ไม่ปกติ วันนี้เองต้องบอกว่าโรงกลั่นในฐานะผู้ประกอบการที่ตั้งอยู่ในประเทศไทยก็ต้องมาช่วยกันรับผิดชอบแบกภาระของราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้นผิดปกติในเวลานี้ 

    โดยมีผลการศึกษาของคณะกรรมการบริหารสถานการณ์น้ำมันเชื้อเพลิงของท่านเอกนิติ คือ คณะกรรมการตรวจสอบและกำหนดโครงสร้างราคาน้ำมันเชื้อเพลิง (คตร.) มีตัวเลขที่ทาง สนพ. ได้เก็บและยืนยันเป็นตัวเลขตลอดเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ในส่วนของค่าการกลั่นที่เราพูดถึง ซึ่งเป็นส่วนประกอบของราคาหน้าโรงกลั่นที่เราเอาราคาอ้างอิงจากตลาดสิงคโปร์มากำหนด ที่จะมีในส่วนของน้ำมันดิบและค่าการกลั่น ซึ่งค่าการกลั่นพุ่งส่งขึ้นผิดปกติในเดือนมีนาคม-เมษายน 

    “ด้วยตัวเลขนี้ เมื่อสักครู่เมื่อเวลาบ่ายโมง (13.00 น.) ก็อาศัยอำนาจตาม พ.ร.ก.แก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2516  ได้มีคำสั่งให้คณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน หรือ กบง. โดยที่ผมเป็นประธาน กบง. เนี่ย ให้มีอำนาจในการกำหนดราคาหน้าโรงกลั่น เราก็ใช้อำนาจนี้และครับ ลดราคาหน้าปั๊ม ลดภาระประชาชน ด้วยการเอากลไกของกองทุนฯ ซึ่งเงินของประชาชนมาแบกรับ ต่อจากนี้ไปก็จะมีกลไกใหม่ซึ่งไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในประเทศไทย นี่ก็เป็นครั้งแรกที่เกิดขึ้นในวันที่ผมเข้ามา ก็คือเราจะมีการกำหนดเอาตัวราคาที่อ้างอิงตามสิงคโปร์มากำหนดตัวรถ หรือเรียกว่า Discount พูดง่ายๆ ก็คือลดราคาตั้งแต่หน้าโรงกลั่น ต่อไปถ้าใช้วิธีนี้ก็จะไม่เป็นภาระกับกองทุนน้ำมันฯ มาลดราคาที่โรงกลั่นขายน้ำมันให้กับผู้ค้าแทน”

    เบื้องต้น มติของที่ประชุมเมื่อเราศึกษาดูตัวเลขในช่วงเดือนมีนาคม ดูจากเหตุผลและหลักฐาน สามารถลดราคาหน้าโรงกลั่นในส่วนของดีเซลที่มีปัญหาอยู่คือ B7 กับ B20 ลง 2 บาท มาถึงเดือนเมษายน เราก็เห็นว่าตัวเลขค่าการกลั่นสูงขึ้นมากกว่ามีนาคม ดังนั้นต่อจากนี้เราก็จะนำตัวเลขในช่วงต้นเดือนเมษายนในช่วงรอบสัปดาห์แรก นำมาพิจารณาดูในรอบต่อไปว่าในส่วนลด 2 บาทนี้ เราจะกำหนดให้ลดลงมากยิ่งขึ้นหรืออย่างไร

    ขณะเดียวกัน นายเอกนัฏ ยังได้กล่าวขอบคุณล่วงหน้าสำหรับผู้ประกอบการที่เป็นโรงกลั่น ตนเข้าใจว่าได้รับสัญญาณว่ามีส่วนหนึ่งที่ยินดีที่จะให้ความร่วมมือกับมาตรการลักษณะนี้ โดยที่ทางฝั่งของกรรมการบริหารนโยบายพลังงานเอง เรายืนยันว่าวันนี้สิ่งที่สำคัญที่สุดคือบริหารไม่ให้เกิดภาวะความขาดแคลน เพราะฉะนั้นในเรื่องการลดราคาโรงกลั่น ซึ่งต้องยอมรับว่ามีผลกระทบต่อรายได้ของโรงกลั่นแน่นอน แต่เราก็จะดูแลกำกับไม่ให้ไปกระทบกับสภาพคล่องของโรงกลั่นในการไปซื้อวัตถุดิบก็คือน้ำมันดิบเข้ามากลั่นให้คนไทยได้ใช้ เราจะพิจารณาดูตามสถานการณ์ เบื้องต้น กบง. วันนี้มีมติเป็นที่เรียบร้อยแล้ว จะลดราคาหน้าโรงกันน้ำมันดีเซล  B7 และ B20 ลง 2 บาท

    ส่วนคำถามว่าหน้าปั๊มจะลดลงเมื่อไหร่ นายเอกนัฏ ระบุว่า วันนี้มีมติ กบง. ไปแล้ว แต่ตาม พ.ร.ก. จะมีกระบวนการในการที่จะต้องร่างประกาศและลงในราชกิจจานุเบกษา ซึ่งอาจจะใช้เวลาถึงวันพรุ่งนี้ (8 เมษายน 2569) จะพยายามทำให้เร็วที่สุด ในระหว่างร่างประกาศถ้ามีผลในวันพรุ่งนี้ก็จะมีการเรียกประชุมคณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) ในวันพรุ่งนี้ เพื่อที่จะพิจารณาว่าส่วนลดราคาหน้าโครงการ 2 บาท จะนำไปลดราคาหน้าปั๊มต่อไปอย่างไร

    “วันนี้เราต้องลดการพึ่งพาอะไรก็แล้วแต่ จะเป็นน้ำมันดิบ และวัตถุดิบที่นำเข้าจากต่างประเทศ เราเห็นแล้วว่าพอเกิดวิกฤติขึ้นแล้ว เมื่อเราไม่สามารถยืนได้ด้วยของตัวเอง เราต้องไปพึ่งพาการนำเข้า ก็จะเกิดในลักษณะนี้ เพราะฉะนั้นนโยบายของรัฐบาลสนับสนุนการใช้เชื้อเพลิงชีวภาพที่คนไทยสามารถผลิตได้เอง ตอนนี้ประสานไปที่สถานีบริการให้เร่งติดตั้งหัวจ่ายสำหรับไบโอดีเซล B20 ให้กับกลุ่มรถบรรทุก และจะชดเชย B20 เป็นกรณีพิเศษ เพื่อลดภาระต้นทุนที่จะส่งต่อไปให้กับสินค้าอุปโภค-บริโภค”

    อย่างไรก็ตาม ภายในวันที่ 20 เมษายน 2569 เท่าที่คุยกับสถานีบริการ จะเร่งเปิดหัวจ่ายสำหรับ B20 ให้มีเพียงพอบนถนนสายหลัก ถนนเมน 1 หลักทุก 100 กิโลเมตร ไปคำนวณมาประมาณ 100 ปั๊ม และจากนั้นเปิดหัวจ่าย B20 สำหรับบนถนนเส้นหลักที่มีตัวเลข 2 หลัก ให้มีปริมาณเพียงพอทุก 100 กิโลเมตรให้เร็วที่สุด ในส่วนนี้จะได้รับส่วนลด 2 เด้ง ตอนนี้จะพิจารณาลดค่าการกลั่นสำหรับไบโอดีเซล และส่วนที่เป็นไบโอดีเซล B20 กองทุนน้ำมันฯ จะชดเชยมากกว่า B7 เพื่อลดภาระให้กลุ่มขนส่ง รถบรรทุก ซึ่งต้องเร่งเปิดหัวจ่ายให้สถานีบริการมีมากเพียงพอสำหรับการเติม B20 ให้กับกลุ่มรถบรรทุก รถขนส่ง

    จึงเป็นที่มาว่าในวันพรุ่งนี้ในการประชุม กบน. จะไปพิจารณาว่าส่วนลดที่เราได้จากการลดราคาหน้าโรงกลั่น จะนำไปลดราคาหน้าปั๊ม B7 และ B20 เท่าไหร่ และในอนาคตอีก 1-2 สัปดาห์ หากเรามีการทบทวนตัวเลขส่วนลดหน้าโรงกลั่นจาก 2 บาท เกิดเพิ่มมากขึ้นเป็น 4-6 บาท เราก็สามารถนำเงินส่วนหนึ่งไปลดราคาหน้าปั๊มโดยที่ไม่เป็นภาระกับกองทุนฯ มากขึ้นก็ได้ หรือจะนำไปลดภาระเพื่อรักษาสถานะของกองทุนน้ำมันฯ ก็ได้ 

    “ในส่วนของ กบง. วันนี้เองจะมีอีกหนึ่งกลไกเพิ่มขึ้นมา ผมก็ทำตามที่พูด พูดแล้วว่าจะทำตั้งแต่เมื่อวาน เมื่อเช้าก็ได้พูดคุยเจรจากับโรงกลั่นแล้ว และในช่วงบ่ายวันนี้ประชุม กบง. ก็มีมติได้ใช้อำนาจ กบง. ตาม พ.ร.ก. มีมติให้ลดราคาที่หน้าโรงกลั่นลง 2 บาท ในส่วนของ B7 กับ B20 เรียบร้อยแล้ว รอประกาศลงในราชกิจจาฯ ในวันพรุ่งนี้ มีผลบังคับใช้ ก็จะมีการประชุม กบน. ต่อไป ว่าจะนำส่วนลดตรงนี้ไปลดราคาหน้าปั๊มสำหรับน้ำมันรายการไหนบ้าง”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2925232&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw31Xfc68C6KOLwtQMBNRCIu