Category: วัฒนธรรม

  • ‘นายกฯ’ แถลงนโยบายยึดมั่นสถาบัน-นิติธรรม

    ‘นายกฯ’ แถลงนโยบายยึดมั่นสถาบัน-นิติธรรม

    อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย นำคณะรัฐมนตรีแถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภาก่อนเข้าบริหารราชการแผ่นดิน โดยยืนยันว่า รัฐบาลจะยึดหลักสำคัญ 3 ประการ ได้แก่ การพิทักษ์รักษาสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ การยึดมั่นระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และการยึดหลักนิติธรรม บังคับใช้กฎหมายอย่างเป็นธรรม พร้อมบริหารราชการด้วยหลักธรรมาภิบาล เพื่อประโยชน์สูงสุดของประชาชน

    นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ประเทศไทยกำลังเผชิญความท้าทายจากสถานการณ์โลกที่มีความไม่แน่นอนสูง โดยเฉพาะความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางที่ส่งผลกระทบต่อราคาพลังงานและค่าครองชีพ รัฐบาลจึงเตรียมเร่งดำเนินการโอนงบประมาณปี 2569 เพื่อให้สามารถนำทรัพยากรมาใช้บรรเทาผลกระทบต่อประชาชนได้อย่างทันท่วงที โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง พร้อมออกมาตรการเยียวยา และหารือภาคเอกชนเพื่อวางแผนการนำเข้า-ส่งออก ลดผลกระทบต่อภาคธุรกิจและอุตสาหกรรม

    ขณะเดียวกัน รัฐบาลจะเร่งจัดทำงบประมาณปี 2570 ให้แล้วเสร็จตามกรอบเวลา พร้อมปรับลดรายจ่ายที่ไม่จำเป็น และปรับโครงสร้างงบประมาณให้ตอบโจทย์การแก้ปัญหาประเทศอย่างแท้จริง ควบคู่กับการใช้จ่ายภายใต้วินัยการเงินการคลังอย่างเคร่งครัด

    ในด้านเศรษฐกิจ รัฐบาลเตรียมเดินหน้ามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ อาทิ โครงการ ‘คนละครึ่งพลัส’ เพื่อกระตุ้นการใช้จ่ายในประเทศ ควบคู่กับการแก้ไขปัญหาหนี้ครัวเรือนแบบครบวงจร สนับสนุนผู้ประกอบการ SMEs ให้เข้าถึงแหล่งทุน เทคโนโลยี และองค์ความรู้ รวมถึงปรับปรุงกฎหมายและขั้นตอนการอนุญาตต่างๆ ให้สะดวก โปร่งใส เพื่อยกระดับความสามารถในการแข่งขัน และดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ โดยตั้งเป้าผลักดันไทยให้หลุดพ้นจากกับดักรายได้ปานกลาง

    นอกจากนี้ รัฐบาลยังมุ่งปรับโครงสร้างเศรษฐกิจสู่เศรษฐกิจดิจิทัล ยกระดับวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม รวมถึงพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและตลาดทุนให้ทันสมัย เพื่อรองรับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต และสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว

    ด้านการค้าระหว่างประเทศ รัฐบาลจะเดินหน้านโยบาย ‘เชื่อมไทยสู่เศรษฐกิจโลก’ สร้างพันธมิตรทางการค้าใหม่ ขยายตลาดส่งออกสินค้าเกษตรและอาหารแปรรูป พร้อมผลักดันไทยเป็นศูนย์กลางความมั่นคงทางอาหารของโลก ขณะที่ภาคการเกษตร รัฐบาลจะผลักดันการเปลี่ยนผ่านสู่ ‘เกษตรแม่นยำ’ ใช้เทคโนโลยี AI และ Big Data ในการวางแผนการผลิต เพิ่มประสิทธิภาพและมูลค่าสินค้าเกษตร เพื่อยกระดับรายได้เกษตรกรอย่างยั่งยืน

    ด้านการท่องเที่ยว รัฐบาลตั้งเป้ายกระดับประเทศไทยสู่จุดหมายปลายทางระดับโลก เน้นการท่องเที่ยวคุณภาพสูง สร้างมูลค่าเพิ่ม มากกว่าปริมาณ พร้อมยกระดับความปลอดภัย มาตรฐานบริการ และส่งเสริมการท่องเที่ยวตลอดทั้งปี

    ในมิติการต่างประเทศและความมั่นคง รัฐบาลจะดำเนินนโยบายเชิงรุก สร้างสมดุลความสัมพันธ์กับทุกขั้วอำนาจ พร้อมผลักดันไทยเข้าเป็นสมาชิก OECD ภายในปี 2571 รวมถึงเร่งศึกษาแนวทางการยกเลิก MoU 2544 ไทย-กัมพูชา และทบทวนนโยบายฟรีวีซ่า เพื่อสกัดอาชญากรรมข้ามชาติ พร้อมยกระดับความมั่นคงชายแดน

    ขณะเดียวกัน ยังเตรียมดำเนินโครงการทหารอาสา 100,000 อัตรา เปิดรับสมัครชายไทยเข้ารับราชการในรูปแบบสัญญาจ้าง 4 ปี มีค่าตอบแทนและโอกาสศึกษาต่อ เพื่อพัฒนาศักยภาพกำลังพลและปฏิรูประบบเกณฑ์ทหาร

    ด้านสังคม รัฐบาลให้ความสำคัญกับการพัฒนาทุนมนุษย์ ผ่านนโยบาย “เรียนฟรีมีงานทำ” ปรับระบบการศึกษาให้สอดคล้องตลาดแรงงานในอนาคต พร้อมพัฒนาแพลตฟอร์มการเรียนรู้ออนไลน์ และสร้างโอกาสการเรียนรู้ตลอดชีวิต

    ด้านสาธารณสุข รัฐบาลจะยกระดับระบบบริการสุขภาพให้ประชาชนเข้าถึงการรักษาได้ทุกที่อย่างรวดเร็ว พร้อมปฏิรูประบบประกันสังคมให้ทันสมัย โปร่งใส และครอบคลุมแรงงานทุกกลุ่ม รองรับรูปแบบการจ้างงานยุคใหม่

    นอกจากนี้ รัฐบาลยังมุ่งสร้างสังคมเข้มแข็ง รองรับสังคมสูงวัย พัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชนทุกช่วงวัย และส่งเสริมเศรษฐกิจผู้สูงอายุ (Silver Economy) ส่วนด้านสิ่งแวดล้อมและภัยพิบัติ รัฐบาลจะนำ Big Data และ AI มาใช้ในการบริหารจัดการน้ำและพยากรณ์อากาศ พัฒนาระบบเตือนภัย และผลักดันเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสู่ Net Zero ภายในปี 2593 พร้อมแก้ปัญหาฝุ่น PM2.5 และส่งเสริมพลังงานสะอาด

    ในส่วนของการบริหารภาครัฐ รัฐบาลเตรียมผลักดันการเปลี่ยนผ่านสู่รัฐบาลดิจิทัล ปรับปรุงกฎหมายที่ล้าสมัย ลดขั้นตอนที่ไม่จำเป็น และยกระดับการให้บริการประชาชนให้สะดวก รวดเร็ว โปร่งใส และตรวจสอบได้

    นายกรัฐมนตรี ย้ำว่า รัฐบาลจะบริหารประเทศโดยยึดประโยชน์ของประชาชนเป็นศูนย์กลาง พร้อมทุ่มเททุกศักยภาพเพื่อแก้ไขปัญหาปากท้อง และขับเคลื่อนประเทศให้เติบโตอย่างยั่งยืน เพื่อให้คนไทยสามารถตั้งตัวได้ และสร้างความเชื่อมั่นให้ประเทศไทยในเวทีโ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/politics/pm-anutin-policy-9apr2026&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0r2pNebn8iIeaM766eJO9r

  • แถลงนโยบายรัฐบาล9-10เม.ย. เก็งข้อสอบ รอหวดยับ”อนุทิน”

    แถลงนโยบายรัฐบาล9-10เม.ย. เก็งข้อสอบ รอหวดยับ”อนุทิน”

    อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี จะนำคณะรัฐมนตรี  ตบเท้าเข้าห้องประชุมร่วมรัฐสภา เพื่อกรำศึกแถลงนโยบายรัฐบาล “ปกสีน้ำเงิน” ต่อที่ประชุมร่วมรัฐสภา ที่จะเริ่มต้นขึ้นเช้าวันที่ 9 เมษายน และสิ้นสุดลงช่วงก่อนเที่ยงคืนวันศุกร์ที่ 10 เมษายน รวมเวลาการประชุมตลอด 2 วัน 9-10 เมษายน อยู่ที่ 32 ชั่วโมงครึ่ง โดยพรรคร่วมฝ่ายค้านได้เวลามากสุดคือ 14.30 ชั่วโมง

    ดูจากกรอบเวลาเห็นได้ชัดว่า เวทีอภิปรายนโยบายรัฐบาล ไฮไลต์สำคัญจะอยู่ที่ สส.ฝ่ายค้าน ที่จะลุกขึ้นอภิปราย ชำแหละ นโยบายรัฐบาลแต่ละด้าน ตามที่ สส.แต่ละคนเตรียมประเด็นอภิปรายไว้

    รอบนี้พรรคร่วมฝ่ายค้านหลักก็คือ พรรคประชาชน โดยมีแนวร่วมคือ ประชาธิปัตย์-กล้าธรรม-ไทยภักดี ส่วนพรรคไทรวมพลัง แม้จะไม่ได้อยู่ในสมการตั้งรัฐบาล แต่ตอนโหวตนายกฯ สส.พรรคไทรวมพลัง 6 เสียงก็ไปร่วมโหวตอนุทินเป็นนายกฯ

    ก่อนลั่นระฆัง เปิดประชุม พรรคประชาชน โหมโรงสร้างกระแสให้คนติดตามการอภิปราย ด้วยการฉายหนังตัวอย่างเรียกน้ำย่อย ทำนองว่างานนี้ “จัดหนัก-ใส่เต็มเหนี่ยว-หวดไม่ยั้ง” ผ่านข้อมูลและลีลาการอภิปรายของ สส.พรรคประชาชน ที่มีทั้งรุ่นใหญ่-รุ่นใหม่ร่วม 20 คน ลุกขึ้นอภิปรายชำแหละนโยบายรัฐบาล ภายใต้คอนเซปต์ “พอแล้ว ไม่ไหวแล้ว” มีการโหมโรงผ่านเพจพรรคอย่างเป็นทางการ โดยระบุว่า

    “ในวันที่คนไทยถูกล้อมด้วยวิกฤตเฉพาะหน้า น้ำมันแพง ค่าไฟจ่อปรับขึ้น รายได้โตไม่ทันค่าครองชีพ ซ้ำเติมวิกฤตระยะยาว หนี้ท่วมประเทศ คอร์รัปชันเบ่งบาน คุณภาพการศึกษาตกต่ำ สังคมสูงวัย และภัยพิบัติที่รุนแรงขึ้น…

    รัฐบาลสีน้ำเงินเต็มรูปแบบ จะพาประเทศเราไปได้ไกลแค่ไหน?

    แม้จะว่ากันว่ารัฐบาลชุดนี้มาพร้อมรัฐมนตรีที่มีคน ‘อวย’ ว่าจะช่วยรักษาประเทศไทยให้หายจากการเป็นคน ‘ป่วย’ แห่งเอเชีย ด้วยคำมั่นสัญญาว่าจะแก้สารพัดความ ‘ห่วย’ ดันเศรษฐกิจไทยหลุดอันดับ ‘บ๊วย’ จนคนไทยต้องร้องว่า ‘รวย’ ไม่ไหวแล้ว แต่ภายในวันแรกของรัฐบาล ประชาชนทั่วประเทศกลับประสานเสียงว่า พอแล้ว… ไม่ไหวแล้ว

    พบกับการอภิปรายคำแถลงนโยบายรัฐบาลภูมิใจไทยพลัส โดยพรรคประชาชน เพื่อตีแผ่วิกฤตประเทศไทยในเงื้อมมือรัฐบาลอนุทินที่มุ่งปกป้องผลประโยชน์ของตนและพวกพ้องเป็นสำคัญ 9-10 เมษายนนี้”

    ส่วน พรรคประชาธิปัตย์ ที่วันนี้ไม่ใช่พรรคหลักในปีกฝ่ายค้านเหมือนในอดีต และมี สส.แค่ 21 คน ทำให้ได้เวลาอภิปรายแค่ 1 ชั่วโมง 40 นาที คาดกันว่าตัวหลักอย่าง กรณ์ จาติกวณิช, การดี เลียวไพโรจน์ จะลุกขึ้นอภิปรายแน่ ส่วนจะมี อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรค ลุกขึ้นอภิปรายด้วยหรือไม่ รอติดตาม

    ด้าน พรรคกล้าธรรม โดยการนำของ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ที่ตกขบวน ไม่ได้ร่วมรัฐบาลอนุทิน น่าจับตาเช่นกันว่า จะแสดงบทบาทฝ่ายค้านในสภาฯ เต็มที่หรือไม่ หรือจะแทงกั๊ก สั่งให้ สส.อภิปรายแค่แตะๆ ทำพอเป็นพิธี เน้นการให้ข้อเสนอแนะเป็นหลัก ไม่ต้องหวดไม่ต้องวิพากษ์ เพื่อรักษาสัมพันธภาพทางการเมืองกับอนุทินและภูมิใจไทยเอาไว้ เผื่อวันข้างหน้าเกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง มีการปรับเพื่อไทยออกจากรัฐบาล จะได้ดึงกล้าธรรมเข้าไปเสียบแทน

     เบื้องต้น “อรรถกร ศิริลัทธยากร สส.ฉะเชิงเทรา และแกนนำพรรคกล้าธรรม” บอกไว้ว่า มี สส.กล้าธรรมลงชื่อขออภิปรายร่วม 20 คน โดยจะเน้นอภิปรายแบบตรวจสอบ และทวงถามนโยบายต่างๆ ที่พรรคร่วมรัฐบาลได้ประกาศไปในช่วงหาเสียงว่าสิ่งที่รับปากกับประชาชนจะทำตามสัญญาหรือไม่ เป็นต้น แต่ยังไม่ชัดเจนว่า ร.อ.ธรรมนัสจะลุกขึ้นนำทัพการอภิปรายด้วยหรือไม่

    ขณะที่การอภิปรายของ สส.รัฐบาล คงเป็นไปลักษณะการเติมเต็ม-อภิปรายลงรายละเอียด ในเชิงให้คำแนะนำรัฐบาลว่า ควรให้ความสำคัญกับเรื่องอะไรเพิ่มเติม เช่น นโยบายด้านสาธารณสุข ก็อาจอภิปรายเสนอแนะทางแก้ปัญหาบุคลากรทางการแพทย์งานล้นมือ และบางสาขาขาดแคลน ควรทำอย่างไร ตลอดจนให้ข้อแนะนำว่า วิธีปฏิบัติตามนโยบายที่เขียนไว้ต้องทำอย่างไรถึงจะสำเร็จ รวมถึงคงมีการเชียร์รัฐบาลกลางเวทีแถลงนโยบายให้เห็น

    ส่วน ฝั่งสภาสูง-สมาชิกวุฒิสภา คาดว่าฝั่ง สว.เสียงข้างมาก กลุ่ม สว.สีน้ำเงินคงอภิปรายไปแนวทางเดียวกับ สส.รัฐบาล แต่อาจมี สว.บางส่วนที่เรียกตัวเองว่า สว.อิสระ ก็คงอภิปรายในเชิงวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลบางเรื่อง เช่น การแก้ปัญหาฝุ่น PM 2.5 การแก้ปัญหาสินค้าราคาแพง การทวงถามเรื่องคดีฮั้ว สว. เป็นต้น 

    มีการเก็งข้อสอบทางการเมืองไว้ว่า การอภิปรายแมตช์นี้ ประเด็นหลักที่ฝ่ายค้านจะอภิปรายหนัก คงไม่พ้นเรื่อง วิกฤตน้ำมัน-พลังงาน ยิ่งในตัวเอกสารนโยบายรัฐบาลเขียนเรื่องสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลางไว้ด้วย ส่งผลกระทบต่อเรื่องน้ำมัน-พลังงานของประเทศ ก็ยิ่งเปิดทางให้อภิปรายได้เต็มที่ ที่ก็คงมีให้เห็นแน่กับการ อภิปรายตำหนิ-วิพากษ์วิจารณ์-สับยับ-กะซวก เพื่อทุบไปที่ตัวนายกฯ อนุทินกลางห้องประชุม ทำนองว่า บริหารงานสถานการณ์วิกฤตน้ำมันล้มเหลว ตัดสินใจช้า บอกข้อมูลประชาชนไม่ตรงกับความเป็นจริง เช่น เรื่องการกักตุนน้ำมันที่ตอนแรกบอกไม่มี แต่ต่อมาก็มาแถลงข่าวยอมรับว่ามีขบวนการกักตุนน้ำมันไว้เก็งกำไร เป็นต้น

    ซึ่งนอกจากอนุทินแล้ว คาดว่า พิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกฯ และ รมว.คมนาคม ในฐานะอดีต ผอ.ศบก. ก็คงโดนอภิปรายพาดพิงถึงเช่นกัน ส่วนจะอภิปรายแตะไปที่ ธุรกิจน้ำมันของกลุ่มตระกูลรัชกิจประการในกลุ่มพีทีจีฯ หรือไม่ โปรดติดตาม แต่เชื่อว่าหากมีการอภิปรายพาดพิงประเด็นนี้ สส.ภูมิใจไทยคงลุกขึ้นประท้วงตัดเกม รวมถึงก็คงมี สส.ภูมิใจไทยบางส่วนอาจลุกขึ้นอภิปรายปกป้องอนุทินกลางห้องประชุมด้วย เพื่อตัดเกมให้อนุทินมีเวลาตั้งหลัก หากโดนอภิปรายหนัก จะได้ไม่เพลี่ยงพล้ำ

    ส่วนประเด็นอื่นๆ ที่คงมีการอภิปรายกัน เก็งไว้ว่าน่าจะมี เช่น นโยบายสิ่งแวดล้อมการแก้ ปัญหาฝุ่นพิษ PM 2.5-ประเด็นปัญหาสินค้าราคาแพง ค่าครองชีพสูง ประชาชนเดือดร้อนหนัก-การอภิปรายถามท่าทีรัฐบาลต่อการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ตามผลประชามติ หลังไม่มีการเขียนเรื่องนี้ไว้ในเอกสารนโยบาย โดยหากมีการอภิปรายถึง ก็คาดว่านายกฯ คงแจงว่าเป็นเรื่องของฝ่ายนิติบัญญัติ ไม่เกี่ยวกับคณะรัฐมนตรี-การอภิปรายถามความชัดเจนเรื่องนโยบายต่างประเทศ และความมั่นคงกับประเทศเพื่อนบ้าน เช่น การยกเลิก MOU 2544 ไทย-กัมพูชา-อภิปรายนโยบายการแก้ปัญหาความไม่สงบเรียบร้อยในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่อุกอาจถึงขั้นลอบยิง สส.พรรคร่วมรัฐบาลจากพรรคประชาชาติ เป็นต้น          หลังการแถลงนโยบายเสร็จสิ้น รัฐบาลอนุทินจะมีอำนาจเต็มในการบริหารราชการแผ่นดินตามรัฐธรรมนูญ

     ส่วนอนาคตรัฐนาวารัฐบาลอนุทินต่อจากนี้จะเดินไปได้ไกลแค่ไหน จะอยู่ครบเทอม 4 ปีหรือไม่ ของแบบนี้ต้องรอดูกันยาวๆ.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/dominate-the-situation-news/977337/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2U2tOTZZDNMQLug-swDGhD

  • “ไชยันต์” รับเป็นพยานคดีบาร์โค้ดบัตรเลือกตั้ง จี้ศาล รธน.อธิบายคำวินิจฉัยให้ชัด

    “ไชยันต์” รับเป็นพยานคดีบาร์โค้ดบัตรเลือกตั้ง จี้ศาล รธน.อธิบายคำวินิจฉัยให้ชัด

    “ไชยันต์” รับเป็นพยานคดีบาร์โค้ดบัตรเลือกตั้ง ยกโมเดลอังกฤษก็ใช้ จี้ศาลรัฐธรรมนูญอธิบายคำวินิจฉัยให้ชัด สกัดข่าวลือ-สร้างสันติภาพ

    วันที่ 8 เมษายน 2569 นายไชยันต์ ไชยพร อาจารย์พิเศษคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดเผยระหว่างการร่วมเสวนาวิชาการของสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ ถึงความคืบหน้าคดีบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้งว่า ตนได้รับเชิญจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ให้ไปเป็นพยานในคดีดังกล่าว ซึ่งได้ให้การไปแล้วบางส่วนและอยู่ระหว่างการศึกษาข้อมูลเพิ่มเติม

    นายไชยันต์ระบุว่า ตามหลักการสากล เช่น ในประเทศอังกฤษ มีการใช้บาร์โค้ดหรือ QR Code บนบัตรเลือกตั้งมานานแล้ว โดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อป้องกันการปลอมแปลงบัตรเลือกตั้ง ซึ่ง กกต. ไทยก็ใช้หลักการเดียวกัน ส่วนข้อกังวลเรื่องการสืบย้อนกลับไปถึงตัวผู้ลงคะแนนนั้น ในอังกฤษสามารถทำได้จริงแต่ทำได้ยากมาก และจะดำเนินการเฉพาะกรณีที่มีเหตุอันควรสงสัยอย่างรุนแรงเท่านั้น เช่น เคยมีเหตุตรวจสอบพบชาวต่างชาติลักลอบลงคะแนน ซึ่งกระบวนการตรวจสอบมีความซับซ้อนและรัดกุมสูง

    นอกจากนี้ นายไชยันต์ยังได้เสนอแนะบทบาทของศาลรัฐธรรมนูญท่ามกลางความขัดแย้งในสังคม โดยย้ำว่าศาลควรมีการอธิบายที่มาที่ไปของคำตัดสินให้มากขึ้นด้วยภาษาที่ประชาชนเข้าใจง่าย เพื่อสกัดกั้นข่าวลือหรือกระแสวิจารณ์เรื่องที่มาของตุลาการ โดยมองว่าที่มาของตุลาการไม่สำคัญเท่ากับจิตวิญญาณและความโปร่งใสในการตีความเมื่อเข้ามารับหน้าที่แล้ว พร้อมเสนอให้มีการแปลคำวินิจฉัยเป็นภาษาต่างประเทศเพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องต่อสังคมโลก และลดการโจมตีศาลจากต่างประเทศ

    “ศาลรัฐธรรมนูญอย่าทำตัวเหมือนศาลปกติ ต้องทำให้กว้างขวางและใกล้ชิดประชาชนมากขึ้น โดยเฉพาะการวินิจฉัยคดีที่ต้องคำนึงถึงความเหมาะสมและการได้สัดส่วน ระหว่างการปกป้องสถาบันกษัตริย์กับสิทธิเสรีภาพของประชาชน ซึ่งปัญหานี้จะยังคงอยู่คู่สังคมไทยไปอีกนานจนกว่าระบอบการปกครองจะลงหลักปักฐานมั่นคง ศาลจึงต้องเร่งทำความเข้าใจเพื่อรักษาสันติภาพภายในประเทศ และรองรับการเกิดขึ้นของรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่อาจมีความก้าวหน้ามากขึ้นในอนาคต” นายไชยันต์กล่าวทิ้งท้าย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2925538&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1yyIWdawtKcXK-yQped-2o

  • มูลนิธิเมล็ดฝัน รับจัดลานนิทานสัญจร ขนหนังสือเด็กนับร้อยเล่มไปปลูกเมล็ดฝันในตัวเด็ก ๆ ทั่วไทย

    มูลนิธิเมล็ดฝัน รับจัดลานนิทานสัญจร ขนหนังสือเด็กนับร้อยเล่มไปปลูกเมล็ดฝันในตัวเด็ก ๆ ทั่วไทย

    หากใครกำลังมองหาการจัดงานนิทานให้กับเด็ก ๆ ‘มูลนิธิเมล็ดฝัน’ เป็นหนึ่งองค์กรที่มุ่งมั่นจะทำสิ่งนั้น

    มูลนิธิเมล็ดฝัน คือองค์กรเพื่อสังคมที่ทำงานด้านการศึกษาเด็ก โดยเน้นสร้างแรงบันดาลใจให้ผู้ใหญ่ที่อยู่รอบตัวเด็ก อย่างพ่อแม่ ญาติ ๆ ครู นักวิชาการ หรือคนอื่น ๆ อีกมากมาย ทำให้พวกเขาเหล่านี้เห็นถึงความสำคัญและสนุกที่จะทำกิจกรรมเพื่อเด็ก เกิดเป็นเมล็ดพันธุ์อยู่ในตัวเองที่พร้อมจะส่งต่อความสุขและความสนุกให้เด็ก ๆ ต่อไป

    เป้าหมายนี้มาจากเหล่าผู้ก่อตั้งที่เชื่อว่าการสอนว่าผู้ใหญ่ต้องทำกิจกรรมเพื่อเด็กอย่างไร ไม่มีทางได้ผลเท่าทำให้เขา ‘รู้สึก’ สนุกและอยากทำด้วยตัวเอง จะเป็นการสร้างฐานที่แข็งแรงไว้ในตัวพวกเขา

    ‘นิทาน’ เป็นจุดเด่นและเครื่องมือที่มูลนิธิเมล็ดฝันใช้ทำงานมาตลอด 13 ปี โดยเฉพาะนิทานจากแดนปลาดิบที่พวกเขาถือเป็นหนึ่งคนสำคัญที่ทำให้เกิดกระแสนิยมนิทานญี่ปุ่นในไทย จนถึงทุกวันนี้นิทานญี่ปุ่นได้รับการแปลและวางขายอยู่ในท้องตลาดมากมาย มูลนิธิเมล็ดฝันทั้งสอนอบรมทำนิทาน พาคนไปเรียนทำนิทานไกลถึงญี่ปุ่น ไปจนถึงจัดลานนิทานสัญจร พานิทานและหนังสือเด็กมากกว่า 200 – 300 เล่ม ไปหาเด็ก ๆ ทั่วประเทศไทย

    งานส่วนหลังนี้เองที่เป็นเหตุผลให้เราขอทำความรู้จักและฟังเรื่องราวการเดินทางตลอด 13 ปีของกิ๊บ-อลิสสา อุปศรี และ คุมิ มัทสุโอะ ผู้ก่อตั้งมูลนิธิเมล็ดฝัน ระหว่างที่พวกเขากำลังพักและเตรียมเดินทางไปจัดลานนิทานครั้งต่อไป 

    ภาพการจัดลานนิทานที่โรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชด่านซ้าย จังหวัดเลย

    การพบกันของคนญี่ปุ่นและคนไทย 

    “เราตกใจมากตอนที่รู้ว่ามีเด็กไม่เคยเห็นหนังสือนิทานมาก่อน ที่ญี่ปุ่นเราไม่ได้ให้ความสนใจนิทานมากนัก เพราะเราเจอมันอยู่ทุกที่ ที่บ้านก็มี ห้องสมุดโรงเรียนก็มี ไม่ว่าจะไปที่ไหนก็มี หนังสือนิทาน เป็นสิ่งที่เข้าถึงง่ายมาก ๆ”

    ถอยหลังกลับไป 20 ปีที่แล้ว ในวันที่คุมิยังเป็นนักศึกษาและมีโอกาสเดินทางมาเป็นอาสาสมัครที่หมู่บ้านชาวม้งแห่งหนึ่งในจังหวัดพะเยา ที่ที่ทำให้คุมิได้สัมผัสความเป็นจริงบนโลกใบนี้ที่ว่า ยังมีเด็กที่ไม่เคยแม้แต่ได้เห็นนิทานหรือเข้าไม่ถึงระบบการศึกษา ทั้งที่เด็กญี่ปุ่นแบบเธอเข้าถึงได้อย่างง่ายดาย

    การค้นพบนี้เองเป็นแรงให้คุมิอยากลุกมาทำอะไรบางอย่างเพื่อช่วยแก้ปัญหา หลังเรียนจบ เธอจึงตัดสินใจทำงานที่มูลนิธิสิกขาเอเซีย องค์กรส่งเสริมการศึกษาและพัฒนาคุณภาพชีวิตเด็ก การทำงานนี้ทำให้เธอได้เจอกิ๊บ และ หมวย-ดุจฤดี อึ้งทรงธรรม เพื่อนร่วมอุดมการณ์

    ทั้ง 3 คนมีเป้าหมายเดียวกัน คือทำให้เด็กไทยทุกคนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น พวกเขาจึงตัดสินใจลาออก แล้วมาก่อตั้งมูลนิธิของตัวเองในปี 2013

    “เราเชื่อว่าทั้งเด็กและผู้ใหญ่เองต่างมีเมล็ดฝันในตัวเอง และรอวันที่เมล็ดฝันนั้นจะเติบโตเป็นจริง มูลนิธิเราจึงมีหน้าที่สร้างสภาพแวดล้อมให้เมล็ดฝันนั้นได้เติบโต” กิ๊บเล่าถึงที่มาที่ไปของชื่อมูลนิธิ 

    เมล็ดฝันในตัวกิ๊บงอกเงยจากการได้อ่านวรรณกรรมญี่ปุ่น 

    “เราเติบโตในชุมชนแออัด คนส่วนใหญ่เรียนจบ ม.3 ก็ออกไปทำงานแล้ว แต่เราตัดสินใจที่จะเรียนต่อจนจบปริญญาตรี เพราะตอนอยู่ ป.2 – 3 เราได้อ่านวรรณกรรมญี่ปุ่น เช่น โต๊ะโตะจัง, เด็กหญิงอีดะ อ่านแล้วสนุกมาก โลกในหนังสือกับโลกที่เราอยู่ไม่เหมือนกันเลย เราเลยฝันว่าอยากเรียนสูง ๆ จะได้มีโอกาสไปดูของจริงที่ญี่ปุ่น”

    เพื่อให้ฝันเป็นจริง กิ๊บตัดสินใจทำงานส่งตัวเองเรียน จนในที่สุดเธอก็ได้ทุนไปเรียนต่อที่ญี่ปุ่น ที่ที่เธอได้ความรู้กลับมาช่วยเด็ก ๆ ที่อยู่ในสถานการณ์คล้ายกับเธอ

    ทำงานเพื่อเด็กโดยสร้างกำลังใจให้ผู้ใหญ่

    การสร้างมูลนิธิก็เหมือนการสร้างธุรกิจ ต้องสำรวจก่อนว่าปัจจุบันมีมูลนิธิที่ทำงานด้านใดบ้างเพื่อหาความแตกต่าง สิ่งที่ผู้ก่อตั้งมูลนิธิเมล็ดฝันพบ คือมีมูลนิธิเด็กจำนวนมาก หลายแห่งทำงานคล้ายกัน คือเน้นแก้ปัญหาคุณภาพชีวิตและให้เด็ก ๆ เข้าถึงระบบการศึกษา ส่วนรูปแบบความช่วยเหลือจำนวนมากมาในลักษณะให้ทุนทรัพย์หรือสิ่งของ 

    เมื่อทำมูลนิธิของตัวเอง พวกเขาจึงหันมาเน้นการทำงานกับผู้ใหญ่ที่อยู่รอบ ๆ ตัวเด็กแทน

    “เราอยากทำให้ผู้ใหญ่ที่อยู่รอบตัวเด็กสนุกที่จะทำงานกับเด็ก เราเลยชวนเขามาเรียนรู้ตั้งแต่การปรับทัศนคติ ไอเดียทำกิจกรรมเพื่อเด็กที่ตัวผู้ใหญ่เองต้องเห็นก่อนว่ามันสนุก เพื่อที่จะอยากเอาไปเล่นกับเด็ก ๆ ต่อ” 

    คุมิเน้นย้ำความสำคัญที่การทำงานปรับความคิดผู้ใหญ่ เพราะผู้ใหญ่ก็เหมือนเด็ก ถ้าถูกบังคับย่อมไม่อยากทำ กิจกรรมที่ออกมาจะเป็นการฝืนใจทำ พวกเขาจึงตั้งหมุดหมายการทำงานว่า ต้องชวนผู้ใหญ่ที่สนใจมาติดตั้งทัศนคติใหม่ให้สนุกและเห็นคุณค่าของการทำกิจกรรมเพื่อเด็ก คุณค่าที่ว่าคือการเห็นเด็ก ๆ เติบโตอย่างดี ซึ่งหลักการจัดอบรมจะผสมศาสตร์การดูแลเด็กของญี่ปุ่นไปด้วย ตามความถนัดของกิ๊บและคุมิ

    “คนญี่ปุ่นมีแนวคิดว่าเด็กทุกคนมีศักยภาพที่จะพัฒนาด้วยตัวเองได้ อยู่ที่ว่าผู้ใหญ่จะจัดสิ่งแวดล้อมอย่างไรเพื่อให้เด็กเรียนรู้ด้วยตัวเอง อายุเด็กต้องเริ่มตั้งแต่ทารก เพราะทารกก็มีตัวตนของเขาแล้ว เขาอาจจะสื่อสารไม่ได้ แต่การส่งเสียงหรือขยับตัวนั้นบอกได้ ผู้ใหญ่ต้องเรียนรู้ที่จะสังเกตเพื่อตอบสนองเขาได้ด้วยการจัดสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมกับการเติบโต นี่เป็นจุดเด่นของการศึกษาเด็กปฐมวัยของญี่ปุ่น” คุมิขยายวิธีเลี้ยงเด็กของคนญี่ปุ่นให้เราเห็นภาพมากขึ้น

    แต่ขณะเดียวกันวัฒนธรรมไทยก็ทำให้เธอชอบจนพยายามเอามาผสมเป็นแนวทางการดูแลเด็กผสมไทย-ญี่ปุ่น 

    “ที่ญี่ปุ่นค่อนข้างให้ความสำคัญกับความอาวุโส สร้างช่องว่างระหว่างเด็กและผู้ใหญ่ แต่ที่ไทยไม่มีการแบ่งลำดับชัดเจน เด็กและผู้ใหญ่จึงใกล้ชิดง่าย ส่งผลต่อการเติบโตของเด็ก ๆ เราชอบสิ่งนี้ จึงพยายามนำมาผสมกับวิธีดูแลเด็กของญี่ปุ่น”

    ขึ้นชื่อว่ากิจกรรมเพื่อเด็ก มักจะต้องมีราคาแพง ผู้ใหญ่หลายคนเลยไม่อยากทำ กิ๊บและคุมิจึงพยายามจัดอบรมและนำเสนอกิจกรรมที่ใช้ต้นทุนน้อย แม้กระทั่งเอาของมารีไซเคิลให้เด็กเล่นยังได้ เพื่อให้ผู้ใหญ่เห็นสิ่งสำคัญที่ไม่ใช่เงิน แต่คือการที่เด็กได้มีโอกาสเลือกและออกแบบการเล่นด้วยตัวเอง ซึ่งจะได้ผลและมีประสิทธิภาพมากกว่าให้เด็ก ๆ เล่นของเล่นราคาแพง

    “กิ๊บเคยทำงานดูแลเด็กที่ญี่ปุ่น เรารู้ว่าที่นั่นมีงบสำหรับทำกิจกรรมเพื่อเด็ก ๆ แต่บ้านเรางบนี้อาจจะยังไม่มาก เราเลยพยายามสื่อสารว่า การทำกิจกรรมเพื่อเด็กเงินไม่ใช่ปัจจัยหลัก แต่เป็นผลลัพธ์ที่อยากให้เด็กได้ เช่น เอาของรีไซเคิลมาทำของเล่นที่เด็กจะได้ลองหยิบจับ ได้ใช้กล้ามเนื้อมัดเล็ก

    “ช่วงแรก ๆ ที่เราจัดอบรม ยังไม่ค่อยมีใครทำสิ่งนี้ ด้วยบริบทสังคมเมื่อ 13 ปีที่แล้ว เราเลยเป็นเจ้าแรก ๆ ที่ทำ ไปอบรมให้ครูในหลายโรงเรียน สร้าง Mindset ใหม่ว่า ไม่จำเป็นต้องมีเงินเท่านั้นถึงจะทำกิจกรรมเพื่อเด็กได้”

    ลานนิทานเคลื่อนที่

    ช่วงแรก ๆ ที่ก่อตั้งมูลนิธิเมล็ดฝัน นอกจากการจัดอบรมทำกิจกรรมเพื่อเด็กยังไม่ค่อยได้รับความนิยมมากนัก ยังเป็นยุคที่นิทานต่างประเทศยังคงไม่ได้รับความนิยมมากเช่นกัน แต่กิ๊บที่ชีวิตเปลี่ยนไปเพราะได้การอ่านวรรณกรรมญี่ปุ่น และคุมิที่โตมากับนิทานญี่ปุ่น รู้ว่าเนื้อหาและวิธีการเล่าส่วนใหญ่มีประโยชน์ถ้าเด็ก ๆ ได้อ่าน พวกเขาพยายามหาซื้อนิทานญี่ปุ่นและนิทานอื่น ๆ มาสะสมไว้ในคลัง เพื่อเอาไปจัดกิจกรรมอ่านนิทานกับเด็ก ๆ ที่อยู่ทุกหนทุกแห่งในไทย โดยเฉพาะพื้นที่ห่างไกลที่เด็กไม่มีโอกาสเข้าถึงหนังสือนิทาน

    อาจเพราะความโชคดีหรือเพราะมีคนเห็นความตั้งใจดีของพวกเขา จึงมีผู้ใหญ่ใจดีสนับสนุนด้วยการส่งนิทานมาให้มากมาย หรือมีสำนักพิมพ์ที่เห็นความต้องการนี้ ตัดสินใจเอานิทานญี่ปุ่นมาแปลเผยแพร่มากขึ้น

    “ตั้งแต่เปิดมาวันแรกจนถึงตอนนี้ เราคิดว่าหนึ่งในจุดเด่นของมูลนิธิเมล็ดฝัน คือมีหนังสือภาพญี่ปุ่นเยอะ มีผู้ใหญ่หลายคนมาเห็นหนังสือภาพของเราสนใจจนเอาไปแปลหรือสนับสนุนให้มีการแปลหนังสือภาพเยอะ ๆ เหมือนเรามีส่วนให้ผู้ใหญ่ได้เจอหนังสือภาพ ได้เห็นความสวยงามของมัน เป็นศิลปะที่เหมาะกับเด็กที่เพิ่งเกิดมาดูโลกได้ไม่นาน แต่เขาใช้สิ่งนี้ซึมซับทำความสวยงามของชีวิต และทำความรู้จักโลกที่เขาอาศัยอยู่ได้” 

    สำหรับกิ๊บ นิทานเป็นเครื่องมือที่ง่ายที่สุดที่จะทำให้เด็ก ๆ เข้าใจโลก ทั้งช่วยติดตั้งทักษะที่จำเป็นต่อการใช้ชีวิต นิทานของมูลนิธิเมล็ดฝันจึงไม่ได้มีเนื้อหาที่มุ่งเน้นการสอนสั่ง แต่พาเด็ก ๆ ไปทำความรู้จักโลกในแง่มุมต่าง ๆ 

    กิ๊บยกตัวอย่างเรื่องความสัมพันธ์มนุษย์ ให้เด็กเข้าใจสิ่งนี้ได้ทั้งจากการอ่านนิทานที่มีเนื้อหานี้หรือระหว่างที่อ่าน หากเด็ก ๆ อ่านกับผู้ใหญ่ เขาก็จะใช้ช่วงเวลานี้ในการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างกัน

    “เราว่านิทานมีส่วนส่งเสริมให้เด็กเข้าใจความสวยงามและธรรมชาติของชีวิต มันทำให้เขาเห็นความนุ่มนวลอ่อนโยน ได้ปรับสายตาการมองโลกก่อนโตไปเป็นผู้ใหญ่” 

    การขนหนังสือไปจัดลานนิทานแต่ละครั้ง กิ๊บบอกว่าเป็นงานใหญ่ บางทีต้องใช้เวลาหลายวันในการคัดเลือกหนังสือ ส่วนใหญ่พวกเขาพยายามเลือกให้เนื้อหาครอบคลุมทุกประเด็นที่อยากพูด

    “เรามีทั้งหนังสือนิทานภาพ นิทานทั่วไป และหนังสือประเภทอื่น ๆ บางทียังมีหนังสือภาพที่เล่าเรื่องสงครามเลย มีหลายคนถามว่าเอาหนังสือแบบนี้มาวางจะเหมาะสมไหม หรือเด็กจะหยิบหรือเปล่า เราคิดว่าใจความสำคัญคือให้เด็กเป็นคนเลือกเอง เรามีหน้าที่คัดกรองและเลือกเรื่องที่คิดว่าเป็นประโยชน์ถ้าเขาได้รับรู้”

    กิ๊บขยายต่อว่า หนังสือเด็กที่มูลนิธิเมล็ดฝันสะสมไว้จะพูดถึงทุกด้านที่มนุษย์ควรรู้ หรือถ้าเปรียบกับช่วงอายุ ก็มีหนังสือที่เหมาะตั้งแต่คนอายุ 0 ขวบไปจนถึง 100 ปี นี่จึงทำให้ลานนิทานของเมล็ดฝันไม่ได้เหมาะแค่เด็ก แต่ผู้ใหญ่ก็มาใช้บริการได้

    “มีหลายคนถามว่าจะอ่านนิทานกับเด็กได้อย่างไร ใช้น้ำเสียงแบบไหน เราพยายามสื่อสารว่าใช้วิธีไหนก็ได้ที่ถนัด เพราะวิธีเล่านิทานมีเป็นร้อยวิธี สิ่งสำคัญคือต้องให้เด็กเป็นคนเลือก ตั้งแต่เลือกนิทานที่เขาอยากอ่าน ไปจนถึงว่าเขาอยากอ่านคนเดียวหรืออ่านกับผู้ใหญ่ เราต้องไม่ทำให้เด็กรู้สึกว่ากิจกรรมอ่านหนังสือคือการถูกบังคับ ไม่งั้นต่อไปเด็ก ๆ จะเกิดความรู้สึกว่าไม่ชอบอ่านหนังสือ” คุมิเสริมต่อเรื่องวิธีอ่านนิทานกับเด็ก

    การเลือกนิทานว่ายากแล้ว การจัดก็ถือว่าเป็นงานหิน จากการพูดคุยกับกิ๊บและคุมิทำให้เรารู้ว่ามันมีหลักการจัดนิทานให้เด็ก โดยเริ่มตั้งแต่ชั้นหนังสือที่ 2 สาวภูมิใจนำเสนอ เป็นชั้นที่ทำจากกระดาษลูกฟูกแบบหนา พวกเธอศึกษาต้นแบบชั้นหนังสือของอาจารย์จากประเทศญี่ปุ่นที่ได้เรียนมา

    ก่อนจะได้เห็นชั้นที่พวกเขาจะโชว์ให้ดู เราคิดไปก่อนว่าต้องเป็นชั้นที่มีดีไซน์แปลก ๆ แหวกแนว แต่จริง ๆ เหมือนชั้นหนังสือทั่วไปที่มีจุดเด่นอยู่ที่การวางหนังสือที่ต้องหันหน้าปกออก ไม่ใช่สันหนังสือแบบที่เราคุ้นชินกัน พวกเธอให้เหตุผลว่าสิ่งที่ดึงดูดเด็กเล็กมากที่สุดคือภาพ การที่เขาได้เห็นภาพปกชัด ๆ แม้จะไม่รู้ว่าเนื้อหาข้างในเกี่ยวกับอะไร แต่ก็มากพอให้เขาลองหยิบมาอ่าน เพิ่มโอกาสได้ท่องโลกใบใหม่ 

    เวลาไปจัดลานนิทาน หรือนิทรรศการหนังสือภาพ ทางมูลนิธิจะนำชั้นหนังสือที่ทำเองมากกว่า 20 – 30 ชั้น เพื่อให้มีพื้นที่เพียงพอที่หนังสือจะวางโชว์ปกให้เห็นอย่างชัดเจน เพื่อให้เด็กเห็นความน่าสนใจของโลกแห่งนิทาน และเลือกหยิบอ่านได้ตามใจชอบ

    “หลักการมีไม่เยอะหรอก จริง ๆ หัวใจสำคัญคืออย่าทำให้คนร่วมกิจกรรมรู้สึกว่าโดนบังคับ” คุมิยังคงย้ำเรื่องการถูกบังคับ 

    “เด็กเล็ก ๆ เขายังไม่รู้ว่าชอบหรือไม่ชอบอ่านนิทาน เราอยากให้เขามีประสบการณ์ลองก่อนสักครั้ง ให้เขาได้ทำความรู้จักนิทานด้วยตัวเอง ได้เห็นความเป็นไปได้ของนิทานที่มีมากมาย ไม่ใช่โดนบังคับให้มานั่งฟังคนอ่านนิทาน เราไม่อยากให้เด็ก ๆ เจอประสบการณ์นี้ตั้งแต่แรกแล้วรู้สึกว่านิทานไม่สนุกติดตัวไปจนโต” 

    กิจกรรมอ่านนิทานเป็นสิ่งที่มูลนิธิเมล็ดฝันทำมาตลอด แต่ช่วง 2 – 3 ปีหลังพวกเขาขยับเป็นมาทำลานนิทานสัญจร พานิทานและหนังสือเด็กหลายร้อยเล่มไปหาเด็ก ๆ ทั่วไทย ตามปณิธานแรกของคูมิที่อยากให้เด็กทุกคนเข้าถึงนิทาน 

    ซึ่งการทำกิจกรรมนี้ ทั้งคู่บอกว่ามาจากความสมัครใจ หากมีใครหรือหน่วยงานที่สนใจจัดลานหนังสือนิทานให้เด็ก สามารถติดต่อได้ที่เพจมูลนิธิ ทางมูลนิธิจะปรึกษาและวางแผนร่วมกันในการจัดงาน นอกจากจัดงานให้เด็กในพื้นที่ของตัวเองแล้ว ผู้ที่แจ้งความประสงค์สามารถสนับสนุนค่าใช้จ่ายของมูลนิธิเพื่อนำไปซื้อนิทานและเป็นค่าดำเนินงานต่อไปได้

    หลักการจัดชั้นหนังสือสำหรับเด็กเล็กทำที่บ้านได้ด้วย เป็นกิจกรรมที่ช่วยพัฒนาเด็ก คุมิเล่าวิธีการว่า ให้พ่อแม่หรือผู้ปกครองเตรียมชั้นหนังสือให้เด็ก ๆ สัก 1 ชั้น ไม่ต้องใหญ่มาก ขอแค่ให้เด็กนำหนังสือของตัวเองมาวางได้ ทุกสัปดาห์ก็ชวนเขามาจัดชั้นหนังสือของตัวเอง ให้เขาเลือกว่าสัปดาห์นี้อยากวางเล่มไหน วิธีนี้จะช่วยให้เด็กได้ลองออกแบบ มีอิสระในการเลือกหนังสือที่อยากอ่าน ซึ่งจะเพิ่มความมั่นใจให้ตัวเขา แถมยังเพิ่มความสนุกในการอ่านอีกด้วย

    กิ๊บบอกว่ามีพ่อแม่หลายคนที่เอาวิธีนี้ไปใช้แล้วกลับมาเล่าให้ฟังว่าลูก ๆ มีปฏิกิริยาอย่างไร เด็กบางคนเรียนรู้ที่จะเก็บของเล่นของตัวเองจากการจัดชั้นหนังสือ เพราะเขาเรียนรู้ว่าต้องรับผิดชอบดูแลข้าวของตัวเอง 

    คนทำงานแข็งแรง

    นับเป็นเวลา 13 ปีที่มูลนิธิเมล็ดฝันก่อตั้งมา เป้าหมายยังคงเหมือนเดิมคือสร้างสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมกับการเติบโตของเด็ก ๆ ช่วยให้เมล็ดฝันในตัวงอกเงย ตอนนี้พวกเขาขยายขอบเขตการทำงาน 3 ด้าน ด้านแรกยังคงเป็นการจัดอบรมให้ผู้ใหญ่ที่สนใจอยากทำกิจกรรมเพื่อเด็ก สอง โครงการเผยแพร่นิทานหรือลานนิทานสัญจร และสาม โครงการแลกเปลี่ยนการศึกษากับญี่ปุ่น เพราะทั้งคู่คิดว่าการจัดอบรมอาจไม่เพียงพอ จึงอยากพาทุกคนไปเรียนรู้ในสถานที่จริง

    โครงการกำลังอยู่ในช่วงก่อร่างสร้าง พวกเขาวางแผนทริปแรกพาคนไปประมาณ 10 – 15 คน ไปเรียนรู้หลักการดูแลเด็กปฐมวัยที่ญี่ปุ่น เช่น วิธีจัดห้องสมุดการศึกษาปฐมวัย วิธีดูแลเด็ก การทำกิจกรรมสำหรับเด็ก พร้อมกับได้ฝึกปฏิบัติงานจริงในศูนย์เด็กเล็ก 

    “กลุ่มเป้าหมายแรก ๆ ของเราจะเป็นคนทำงานด้านเด็กหรือพ่อแม่ที่ทำโฮมสคูล แต่ต้องบอกก่อนว่าเราอาจทำได้แค่จัดโปรแกรม ประสานงาน แต่ค่าใช้จ่ายต้องให้ผู้ร่วมโครงการจัดการ” เรื่องเงิน ๆ ทอง ๆ ยังคงเป็นไม้เบื่อไม้เมากับคนทำมูลนิธิ แม้จะทำมูลนิธิมาหลักสิบปี ผ่านร้อนผ่านหนาวมามาก แต่คุมิและกิ๊บยอมรับว่าการจัดการเงินยังเป็นเรื่องที่พวกเขาต้องเรียนรู้เรื่อย ๆ 

    ปัจจุบันทุนในการทำงานมาจากการบริจาคจากคนที่อยากสนับสนุนงานมูลนิธิ การขายชั้นหนังสือเด็ก และทุนที่ได้จากองค์กรต่าง ๆ ทำให้นอกจากทำงานเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตเด็กเล็ก พวกเขาก็อยากหาวิธีให้มูลนิธิดำเนินงานต่อไปได้ อยู่ได้อย่างแข็งแรง

    ก่อนจะจากลากัน เราถามคำถามสุดท้ายในฐานะที่ทั้งคู่ทำงานกับนิทานมานาน มีแพลนจะทำนิทานของตัวเองหรือไม่ พวกเขาส่ายหน้าทันที กิ๊บเป็นคนให้คำตอบ 

    “มีคนถามเยอะเหมือนกันว่าทำไมเราไม่ทำนิทานเอง พวกเราคิดว่าตัวเองยังไม่เหมาะกับการเป็นนักเขียน เหมาะกับการเป็นผู้สื่อสารถ่ายทอดนิทานให้คนอื่นมากกว่า เพราะมีนักเขียนที่เก่ง ๆ เชี่ยวชาญหลายท่านอยู่แล้ว”

    Facebook : มูลนิธิเมล็ดฝัน タイ公益法人『マレットファン(夢のたね)』

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://readthecloud.co/malet-fan/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2brmo7XwGtbVH2XF1vSLKk

  • กล้าธรรม เดินหน้าผลักดัน 3 ร่างกม.สำคัญแก้โครงสร้างประเทศ ปฏิรูปศึกษา-ที่ดิน-อาสาเกษตร : อินโฟเควสท์

    กล้าธรรม เดินหน้าผลักดัน 3 ร่างกม.สำคัญแก้โครงสร้างประเทศ ปฏิรูปศึกษา-ที่ดิน-อาสาเกษตร : อินโฟเควสท์

    นายอรรถกร ศิริลัทธยากร สส.ฉะเชิงเทรา และนายทะเบียนพรรคกล้าธรรม (กธ.) เปิดเผยว่า พรรคกล้าธรรมเตรียมเดินหน้าผลักดันนโยบายตามที่ได้หาเสียงและได้รับความไว้วางใจจากประชาชน โดยได้ยื่นร่างกฎหมายสำคัญต่อสภาผู้แทนราษฎรจำนวน 3 ฉบับที่เป็นผลจากการรับฟังปัญหาจากภาคการศึกษาและภาคเกษตรโดยตรง และตั้งเป้าแก้ไขเชิงโครงสร้าง เพื่อให้เกิดประโยชน์กับประชาชนอย่างเป็นรูปธรรมในระยะยาว ประกอบด้วย

    1. ร่างพ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ เพื่อยกระดับระบบการศึกษาไทยให้สอดคล้องกับความเปลี่ยนแปลงของโลก
    2. ร่างพ.ร.บ.ปฏิรูปที่ดินและคุ้มครองที่ดินเกษตรกรรม มุ่งแก้ปัญหาการถือครองที่ดิน ส.ป.ก. และลดอุปสรรคให้เกษตรกรสามารถใช้ประโยชน์จากที่ดินได้สะดวกและเป็นธรรมมากขึ้น
    3. ร่างพ.ร.บ.อาสาเกษตร เพื่อยกระดับบทบาทและดูแลอาสาสมัครภาคการเกษตร ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในพื้นที่ แต่ยังขาดการสนับสนุนและค่าตอบแทนที่เหมาะสม แม้จะเป็นภาคส่วนที่ได้รับการร้องเรียนมากที่สุด

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (08 เม.ย. 69)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/583800&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1rQBTccF0CR-oJrozPm5Ml

  • เปิดประวัติ “ริว วชิรวิชญ์” อดีตนักปิงปองเยาวชนไทย สู่พระเอกดาวรุ่งที่สมัครเป็นทหาร

    เปิดประวัติ “ริว วชิรวิชญ์” อดีตนักปิงปองเยาวชนไทย สู่พระเอกดาวรุ่งที่สมัครเป็นทหาร

    ได้ใจไปเต็มๆ และเป็นที่ฮือฮามาก เมื่อพระเอกหนุ่มดาวรุ่งของช่อง 3 “ริว วชิรวิชญ์ วัฒนภักดีไพศาล” ได้เดินทางไปสมัครเพื่อเข้ารับใช้ชาติ โดยไม่ต้องจับใบดำใบแดง ซึ่งเจ้าตัวเคยให้สัมภาษณ์ไว้เมื่อช่วงต้นปีบอกว่า วางแผนรับใช้ชาติ คิดว่าเป็นช่วงเวลาที่ลงตัว เหมาะสมที่สุดแล้ว แม้ถ่ายละครอยู่ 3 เรื่อง แต่ไม่มีปัญหา เพราะแม่เคลียร์คิวให้หมดเรียบร้อย ปิดกล้องทันกำหนด

    และมองว่า ถ้าสมัครเข้ารับใช้ชาติจะใช้เวลาประมาณ 6 เดือนในการเข้ากรม มองว่าเป็นการไปหาประสบการณ์ใหม่ๆ เคยเห็นแต่ในละครผู้กองยอดรัก พร้อมเข้าไปเอ็นจอย พร้อมวิดพื้น โดยจะเข้ากรมรับใช้ชาติผลัด 2 ช่วงเดือนพ.ย. 2569 นี้

    สำหรับประวัติ ริว วชิรวิชญ์

    – ริว วชิรวิชญ์ วัฒนภักดีไพศาล เกิดเมื่อวันที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2543 ปัจจุบันอายุ 25 ปี เป็นลูกชายคนโตของบ้าน และมีน้องชาย 1 คน

    – จบการศึกษาระดับชั้นประถมศึกษาจาก โรงเรียนอัมพรไพศาล จบการศึกษาระดับชั้นมัธยมศึกษาจาก โรงเรียนบีเอฟเอส และจบการศึกษาระดับปริญญาตรีจาก คณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

    – ริว เริ่มต้นในเส้นทางสายกีฬาตั้งแต่อายุ 9 ขวบ เนื่องจากเป็นเด็กติดเกม คุณพ่อจึงให้ไปลองเล่นกีฬาแทนการเล่นเกม และให้ลองเล่นกีฬาหลายอย่าง อาทิ ว่ายน้ำ, ฟุตบอล, เทควันโด, แบดมินตัน และ ปิงปอง ซึ่งเป็นกีฬาที่เขาชอบที่สุด โดยได้ใช้เวลาฝึกซ้อมหลังเลิกเรียน และพัฒนาฝีมือจนได้เป็นนักกีฬาปิงปองเยาวชนทีมชาติ

    – เริ่มต้นเส้นทางเข้าสู่วงการบันเทิงจากการบอกพี่ที่รู้จักว่า อยากเป็นนายแบบเนื่องจากอยากจ่ายค่าเทอมเอง รุ่นพี่คนนั้นจึงได้พาไปพบกับ “ป้าตือ สมบัษร ถิระสาโรช” ออร์แกไนเซอร์และโมเดลลิ่งชื่อดัง

    – จากนั้นป้าตือจึงได้ให้โอกาสเดินแบบตามที่ตั้งใจ และได้มีผลงานชิ้นแรกคือมิวสิควิดีโอเพลง “เขียนไว้ให้เธอ” ของวง scooper ในปี 2557 

    – ตอนอายุประมาณ 13-14 ปี ได้เข้ามาแคสต์งานและเซ็นสัญญากับทางช่อง 3

    – ต่อมาช่อง 3 อนุญาตให้เขาไปร่วมโปรเจ็คท์ 9×9 (Nine By Nine) ของค่าย 4NOLOGUE และได้ร่วมแสดงในซีรีส์เรื่องดังของทาง นาดาวบางกอก เรื่อง “เลือดข้นคนจาง” เมื่อปี 2561 โดยรับบทเป็น “มาเก๊า จิระอนันต์” ทำให้เขาเริ่มมีชื่อเสียง

    – หลังจากจบโปรเจ็คท์ก็กลับมาที่ช่อง 3 เหมือนเดิม และได้โอกาสแสดงละครเรื่องแรกคือเรื่อง พฤษภา-ธันวา รักแท้แค่เกิดก่อน ของ โดนัท มนัสนันท์ และแจ้งเกิดพระเอกเต็มตัวเรื่องแรก

    – จากนั้นก็มีผลงานภาพยนตร์เรื่องแรกคือเรื่อง 16 ห้าว 19 เดือด โดยรับบท “กัน” ในปี 2566

    – และหนังเรื่อง “ลักกันวันตาย (Everybody Loves Me When I’m Dead)” ในบท เพชร ซึ่งเรื่องนี้เล่นกับ เคน ธีรเดช ออกอากาศทาง Netflix

    – นอกจากนี้ ริว ยังได้เล่น มาตาลดา และ เลือดเจ้าพระยา อีกด้วย และมีผลงานออกมาต่อเนื่อง ล่าสุดกับเรื่อง “เมื่อตะวันลับฟ้าก็จะเป็นเวลาของดวงดาว” ในบทของ คิมหันต์ และเรื่อง “อุบัติรักเกาะสวรรค์” บท ฉลาม พระเอกของเรื่องนั่นเอง

    – และล่าสุดชื่อของ ริว วชิรวิชญ์ เป็นที่ฮือฮาอีกครั้ง เมื่อเขาได้เข้าสมัครรับใช้ชาติ โดยที่ไม่ต้องจับใบดำใบแดง ซึ่งจะเข้ากรมผลัด 2 ในช่วงเดือนพฤศจิกายน 2569 นี้

    คลิกเพื่ออ่าน ข่าวบันเทิง เพิ่มเติม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/entertain/news/2925506&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0j8jKcwB9e1c5VUFWzXJv5

  • ‘รัดเกล้า’จี้รัฐกู้วิกฤตศึกษาหลังน้ำท่วมหาดใหญ่ทำเด็ก7หมื่นเคว้ง

    ‘รัดเกล้า’จี้รัฐกู้วิกฤตศึกษาหลังน้ำท่วมหาดใหญ่ทำเด็ก7หมื่นเคว้ง

    วิกฤตการศึกษาที่ถูกลืมภายใต้โครงสร้างเยียวยารัฐ
     
    เมื่อวันที่ 8 เมษายน 2569 นางรัดเกล้า อินทวงศ์ สุวรรณคีรี สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ อภิปรายในญัตติปฏิรูปการจัดการอุทกภัยหาดใหญ่โมเดล ณ รัฐสภา โดยชี้ให้เห็นถึง “ภูเขาน้ำแข็งใต้น้ำ” หรือวิกฤตการศึกษาที่ถูกละเลยหลังน้ำลด ซึ่งปัจจุบันมีสถานศึกษาได้รับความเสียหายถึง 723 แห่ง ส่งผลกระทบต่อโอกาสทางการเรียนของนักเรียนกว่า 76,000 คน

    นางรัดเกล้าได้ตั้งคำถามถึงความลักลั่นของมาตรการรัฐที่เน้นช่วยเหลือภาคครัวเรือนด้วยวงเงิน 9,000 ถึง 29,000 บาท รวมถึงมาตรการพักหนี้และค่าปลงศพ แต่กลับไม่มีงบประมาณเยียวยาความเสียหายแก่โรงเรียนโดยตรง ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญของการฟื้นฟูอนาคตเด็กไทยที่ได้รับผลกระทบ

    สะท้อนความเหลื่อมล้ำผ่านกรณีศึกษาโรงเรียนและนักเรียน

    ข้อมูลจากการลงพื้นที่ระบุว่า โรงเรียนบ้านวังหรังประสบปัญหากำแพงถล่มแต่ไร้งบซ่อมแซม จนผู้อำนวยการต้องเรี่ยไรเงินซึ่งยังไม่เพียงพอต่อความปลอดภัยของเด็กอนุบาล นอกจากนี้ยังพบกรณี “น้องเกรซ” นักเรียนอาชีวะที่ต้องลาออกเพราะสูญเสียอุปกรณ์การเรียนทั้งหมดไปกับกระแสน้ำ

    สอดคล้องกับสถิติจากกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ที่ระบุว่าในจังหวัดสงขลามีนักเรียนทุนเสมอภาคถึง 3,100 คนที่มีความเสี่ยงหลุดออกจากระบบการศึกษา (Dropout) โดยเฉพาะนักเรียนช่วงชั้นรอยต่อ เช่น ป.6 ม.3 และ ม.6 ซึ่งสวนทางกับนโยบาย Zero Dropout ที่รัฐบาลเคยประกาศไว้แต่กลับไม่มีการลงมือปฏิบัติที่ชัดเจนในพื้นที่

    เสนอปลดล็อกระเบียบราชการและตั้งกองทุนฉุกเฉินช่วยเด็ก

    นางรัดเกล้าเสนอทางออกให้รัฐบาลเร่งบูรณาการฐานข้อมูล iSEE เข้ากับข้อมูลภัยพิบัติเพื่อส่งความช่วยเหลือให้แม่นยำและรวดเร็ว พร้อมเรียกร้องให้มีการแก้ไขพระราชบัญญัติการจัดซื้อจัดจ้างเพื่อลดขั้นตอนที่ล่าช้า และเสนอให้จัดตั้งกองทุนเยียวยาฉุกเฉินในลักษณะ “เงินสดย่อย” ให้โรงเรียนสามารถเบิกจ่ายงบประมาณซ่อมแซมได้ทันทีโดยไม่ต้องรอส่วนกลางจากกรุงเทพฯ ทั้งนี้เพื่อกระจายอำนาจให้ท้องถิ่นจัดการปัญหาได้เองอย่างแท้จริง โดยเน้นย้ำว่าภัยธรรมชาติเป็นสิ่งที่ห้ามไม่ได้ แต่ความล่าช้าจากระบบราชการคือความรับผิดชอบของฝ่ายบริหารที่ต้องเร่งแก้ไขก่อนที่อนาคตของเด็กไทยจะไหลหายไปกับสายน้ำ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/politics/740642&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw30JB7ct3IJOvlaEn_b9DDG

  • กล้าธรรมตีปี๊บ! อาจได้เห็น ‘ธรรมนัส’ ชำแหละนโยบายรัฐบาล

    กล้าธรรมตีปี๊บ! อาจได้เห็น ‘ธรรมนัส’ ชำแหละนโยบายรัฐบาล

    ‘กล้าธรรม’ จ่อยื่นกม.เข้าสภา 3 ฉบับ ด้าน ‘อรรถกร’” เผย ‘กธ.’ขนขุนพล 20 คน ชำแหละนโยบายรบ.ทุกมิติ แย้ม อาจมี ‘ธรรมนัส’ ร่วมอภิปราย

    08 เม.ย.2569 – ที่รัฐสภา นายอรรถกร ศิริลัทธยากร สส.ฉะเชิงเทรา และนายทะเบียนพรรคกล้าธรรม แถลงการยื่นกฎหมาย 3 ฉบับ เข้าสู่การพิจารณาของสภาฯ ว่า พรคกล้าธรรมจะมีการเสนอกฎหมายเข้าสู่สภาผู้แทนราษฎร 3 ฉบับ คือ 1. ร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) การศึกษาแห่งชาติ เสนอโดยนางนฤมลภิญโญสินวัฒน์ สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคกล้าธรรม เพื่อปฏิรูปการศึกษาให้สามารถพัฒนาขึ้น 2. ร่างพ.ร.บ. ปฏิรูปที่ดินและคุ้มครองพื้นที่เกษตรกรรม และ 3.ร่างพ.ร.บ.อาสาสมัครเกษตร ที่มีตนเป็นผู้ยื่น ในฐานะที่พรรคกกล้าธรรมมีความผูกพันกับเกษตรกรรม และเกษตรกรที่ถือครองที่ดิน สปก. อยู่ทั่วประเทศ เราเล็งเห็นว่ายังมีช่องว่างที่จะอำนวยความสะดวก ให้กับเกษตรกรที่ถือครองสิทธิต่างๆ ให้มีความสะดวกมากยิ่งขึ้น ขณะที่อาสาสมัครเกษตร อาสาสมัครภาคอื่นๆไม่ว่าจะเป็นภาคสาธารณสุขหรืออื่นๆ ได้รับค่าตอบแทน แต่อาสาสมัครเกษตรทำงานด้วยใจยังไม่มีค่าตอบแทน เราจึงอยากสอนงานต่อตั้งแต่ตอนที่ตนเป็นสส. สมัยที่แล้ว จึงเป็นที่มาของวันนี้ที่พรรคกล้าธรรมจะยื่นกฎหมายทั้ง 3 ฉบับให้กับสภาฯ พิจารณา

    นายอรรถกร กล่าวว่า ไม่ว่าเราจะเป็นสส. ในส่วนของรัฐบาลหรือฝ่ายค้าน มีความเชื่อมั่นว่าบุคลากรของพรรคเรามีความพร้อมที่จะทำหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย ซึ่งวันนี้เราได้รับความชัดเจนแล้วว่าเราจะทำหน้าที่ในฐานะฝ่ายค้าน และขอให้ติดตามในการแถลงนโยบายของรัฐบาล ในวันที่ 9 -10 เม.ย. สส.พรรคกล้าธรรมประมาณ 20 คน จะทำหน้าที่ในการตรวจสอบและทวงถามนโยบายต่างๆที่พรรคร่วมรัฐบาลได้ประกาศไปในช่วงหาเสียงว่าสิ่งที่เขารับปากกับประชาชนจะทำตามสัญญาหรือไม่

    เมื่อถามว่า การอภิปรายของพรรคกล้าธรรม จะเน้นประเด็นใดเป็นพิเศษหรือไม่ นายอรรถกร กล่าวว่า เราจะแบ่งประเด็น 5 ข้อที่เราเห็นในเอกสาร และแบ่งคนไปตามหัวข้อ ฉะนั้น คงเน้นไปทุกมิติ ทั้งเรื่องเศรษฐกิจ สังคม ภัยพิบัติ หรือแม้กระทั่งการปฏิรูปการทำงานของภาครัฐ และแนวทางการปรับปรุงกฎหมายกฎหมาย

    เมื่อถามว่าดูในคำแถลงนโยบายมีประเด็นใดที่น่าห่วง หรือน่ากังวลบ้าง นายอรรถกร กล่าวว่า ตนคงไม่ไปตำหนิหรือท้วงติงนโยบาย เพราะเชื่อว่านโยบายของคงผ่านการคิดที่รอบคองพอสมควรของรัฐมนตรีทุกคน ถึงแม้ว่าอาจจะมีบางประเด็นที่เราอาจจะยังไม่ครอบคลุม แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการประกาศนโยบายมา ทำตามหรือไม่ ไปใช้จริงให้เกิดประโยชน์กับพี่น้องประชาชนหรือไม่นั้น เป็นสิ่งที่พวกเราให้ความสนใจ และคงจะตรวจสอบเป็นพิเศษ เนื่องจากนโยบายเป็นสิ่งที่ผูกพันกับวิถีชีวิตของประชาชนไปอีก 4 ปี และเมื่อช่วงเช้าเราได้คุยกันว่าเราอยากจะร่วมตรวจสอบรัฐบาล เพื่อที่จะให้รัฐบาลได้ทำตามสิ่งที่พวกเขาได้สัญญาไว้ โดยเฉพาะในวันที่ 9-10 เม.ย. รัฐบาล จะทำการสัญญาผ่านกระบวนการรัฐสภาไปยังพี่น้องประชาชนว่าเขาจะทำอะไรให้กับประชาชนคนไทยบ้าง ฉะนั้น หน้าที่ของเราคือผลักดันให้รัฐบาลทำตามคำสัญญา ถ้าไม่ทำตามเราคงตรวจสอบและคงจะบี้ให้รัฐบาลทำตามในสิ่งที่เขาให้สัญญากับประชาชนไว้ ซึ่งในส่วนของพรรคกล้าธรรมได้รับการจัดสรรประมาณ 4 ชม.

    ส่วนจะมี ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า สส.บัญชีรายชื่อ และประธานที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรม ร่วมอภิปรายในครั้งนี้ด้วยหรือไม่นั้น นายอรรถกร กล่าวว่า กำลังโน้มน้าวอยู่ แต่ ร.อ.ธรรมนัส ได้คุยกันตั้งแต่แรกว่าวันนี้รอบนี้สมาชิกมาจากทั่วทุกภูมิภาค อยากจะให้สะท้อนตัวตน และความคิดของพรรคกล้าธรรมให้ได้มากที่สุด หากมีเวลาเพียงพอ ร.อ.ธรรมนัส อาจจะมาอภิปรายสรุป แต่หากสมาชิกของพรรคได้อภิปรายครอบคลุมทุกประเด็นก็อาจจะไม่มีความจำเป็นต้องอภิปรายสรุป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/politics-news/976985/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1VV2v0Z1APt00ucZLUr145

  • “พรรคกล้าธรรม” นำร่องยื่นกฎหมาย 3 ฉบับ รับกำลังโน้มน้าวให้ “ธรรมนัส”ร่วมวงชำแหละนโยบายรัฐบาล

    “พรรคกล้าธรรม” นำร่องยื่นกฎหมาย 3 ฉบับ รับกำลังโน้มน้าวให้ “ธรรมนัส”ร่วมวงชำแหละนโยบายรัฐบาล

    “พรรคกล้าธรรม” นำร่องยื่นกฎหมาย 3 ฉบับเข้าสภาฯ พร้อมตรวจสอบรัฐบาลให้ทำตามคำสัญญาที่เคยให้ไว้กับประชาชน ยังไม่ชัด “ธรรมนัส”ร่วมวงอภิปรายด้วยหรือไม่

    วันที่ 8 เมษายน 2569 นายอรรถกร ศิริลัทธยากร สส. ฉะเชิงเทรา พรรคกล้าธรรม นำร่องยื่นกฎหมาย 3 ฉบับ ได้แก่ ร่างพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ, ร่างพระราชบัญญัติการปฏิรูปที่ดินและคุ้มครองพื้นที่เกษตรกรรม และร่างพระราชบัญญัติอาสาสมัครเกษตร หลังได้รับการร้องเรียนว่าอาสาสมัครเกษตรในงานวิจัยไม่มีค่าตอบแทน

    โดยระบุว่าร่างพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ เป็นเจตจำนงของ ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ ที่ต้องการปฏิรูปการศึกษาให้เกิดการพัฒนา ขณะที่ร่างพระราชบัญญัติการปฏิรูปที่ดินและคุ้มครองพื้นที่เกษตรกรรม เกิดจากความผูกพันกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยเล็งเห็นช่องว่างในการอำนวยความสะดวกให้พี่น้องประชาชนที่ถือครองที่ดิน ส.ป.ก. และร่างพระราชบัญญัติอาสาสมัครเกษตร พรรคได้รับการร้องเรียนว่าอาสาสมัครทำงานด้วยใจแต่ไม่ได้รับค่าตอบแทน

    เมื่อถามถึงคำแถลงนโยบายของรัฐบาลว่ามีประเด็นใดน่าเป็นห่วงหรือไม่ นายอรรถกร ระบุว่า ยืนยันว่านโยบายของรัฐมนตรีทุกท่านผ่านการคิดมาอย่างรอบคอบ แม้บางประเด็นอาจยังไม่ครอบคลุม แต่สิ่งสำคัญคือการประกาศนโยบายแล้วต้องทำตาม และนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์กับพี่น้องประชาชน

    ทั้งนี้ เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา ได้มีการหารือกันว่าจะร่วมกันตรวจสอบรัฐบาลชุดนี้ โดยเฉพาะในวันพฤหัสบดีและวันศุกร์ที่จะถึงนี้ ซึ่งรัฐบาลจะชี้แจงนโยบายผ่านกระบวนการรัฐสภาต่อประชาชนว่ามีแนวทางดำเนินการอย่างไร หน้าที่ของพรรคคือการผลักดันให้รัฐบาลทำตามคำสัญญา หากไม่ดำเนินการจะมีการตรวจสอบและกดดันให้ทำตาม

    เมื่อถามถึงรายชื่อผู้อภิปราย 20 คน ว่าจะมี ร.อ.ธรรมนัส รวมอยู่ด้วยหรือไม่ นายอรรถกร ระบุว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างการโน้มน้าว โดยก่อนหน้านี้ ร.อ.ธรรมนัส ได้มีการพูดคุยว่าอยากให้ สส. จากทุกภูมิภาคได้สะท้อนปัญหาของพื้นที่ให้มากที่สุด หากมีเวลาเพียงพอ ร.อ.ธรรมนัส อาจขึ้นอภิปรายในช่วงสรุป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2925416&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2doB4FR_bwNEpc7QLY6DCM

  • ‘รัดเกล้า’ ชี้ วิกฤติการศึกษาถูกลืม หลังน้ำท่วมหาดใหญ่ ทำ 700 รร.พัง นักเรียน 7 หมื่นเคว้ง | เดลินิวส์

    ‘รัดเกล้า’ ชี้ วิกฤติการศึกษาถูกลืม หลังน้ำท่วมหาดใหญ่ ทำ 700 รร.พัง นักเรียน 7 หมื่นเคว้ง | เดลินิวส์

    เมื่อวันที่ 8 เม.ย. ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ได้มีการอภิปรายในญัตติปฏิรูปโครงสร้างการบริหารจัดการอุทกภัยแบบบูรณาการ (หาดใหญ่โมเดล) เพื่อการเฝ้าระวัง ป้องกัน และฟื้นฟูเศรษฐกิจหาดใหญ่อย่างยั่งยืน นางรัดเกล้า อินทวงศ์ สุวรรณคีรี สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ได้หยิบยก “วิกฤติการศึกษา” ที่เป็นประเด็นถูกลืม และแทบไม่มีใครพูดถึง เปรียบเหมือน “ภูเขาน้ำแข็งใต้น้ำ” ที่กำลังกระทบอนาคตเด็กไทยอย่างเงียบ ๆ แต่ รัฐบาลกลับมองข้าม

    โดย นางรัดเกล้า เปิดเผยสถิติที่สุดรันทดว่า ขณะนี้มีโรงเรียนได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมถึง 723 แห่ง อุปกรณ์การเรียนพังพินาศ และมีเด็กนักเรียนกว่า 76,000 คนที่ต้องสูญเสียโอกาสทางการศึกษา พร้อมตั้งคำถามถึง “ความเหลื่อมล้ำในการเยียวยา” ว่า รัฐบาลจัดงบช่วยครัวเรือน 9,000-29,000 บาท มีพักหนี้ พักดอกเบี้ย มีค่าปลงศพ – ซึ่งเป็นเรื่องดี – แต่ในเชิงเปรียบเทียบ กลับไม่มีมาตรการช่วยเหลือโรงเรียนโดยตรงบ้างเลย ทั้งที่เป็นหัวใจของการฟื้นฟูอนาคต

    “ดิฉันยกหูคุยกับ ผอ.โรงเรียนบ้านวังหรัง (ประสิทธิ์อุปถัมภ์) ด้วยตัวเอง โรงเรียนมีเด็กแค่ 160 คน แต่กำแพงโรงเรียนพังและเอียงถล่ม โดยเฉพาะโซนเด็กอนุบาล ผอ.ต้องไปเรี่ยไรเงินบริจาคมาได้แค่ 4-5 แสน ซึ่งไม่พอซ่อม ท่าน ผอ.ถึงขั้นพูดด้วยความอัดอั้นว่า “ต้องรอให้มีข่าวพาดหัวหน้าหนึ่งว่ากำแพงทับเด็กอนุบาลตายก่อนหรือเปล่า รัฐบาลถึงจะส่งเงินเยียวยามาให้” สส. รัดเกล้า กล่าว

    พร้อมกันนี้ยังได้หยิบยกกรณีของ “น้องเกรซ” นักเรียน ปวช. ที่กลายเป็นเหยื่อน้ำท่วมจนต้องลาออกจากการเรียนต่อ ปวส. เพราะเสื้อผ้าและอุปกรณ์การเรียนไหลไปกับน้ำหมด ครอบครัวไม่มีเงินส่งเสีย พร้อมเผยข้อมูลจากกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ว่าใน จ.สงขลา มีนักเรียนทุนเสมอภาคถึง 3,100 คน ที่เสี่ยงหลุดออกจากระบบ (Dropout) โดยกลุ่มที่น่าเป็นห่วงมากที่สุดคือ นักเรียนในช่วงรอยต่อ ได้แก่ ป.6 ม.3 และ ม.6 รวมถึงสายอาชีวศึกษา ซึ่งเป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของชีวิต แต่รัฐบาลกลับเงียบกริบ ทั้งที่เคยประกาศนโยบาย Zero Dropout ไว้ใหญ่โต

    ในช่วงท้าย นางรัดเกล้า ได้เสนอทางออก 2 ข้อใหญ่ คือ
    1.บูรณาการฐานข้อมูล เชื่อมข้อมูลความเหลื่อมล้ำ (iSEE) เข้ากับข้อมูลภัยพิบัติเพื่อให้ความช่วยเหลือจากทุกภาคส่วน แม่นยำ รวดเร็ว ทันท่วงที
    2.แก้ไข พรบ.จัดซื้อจัดจ้าง เพื่อปลดล็อกระเบียบราชการที่ล่าช้า พร้อมตั้งกองทุนเยียวยาฉุกเฉินให้โรงเรียนเข้าถึงงบได้ทันทีเหมือน “เงินสดย่อย” ไม่ต้องรอขั้นตอนที่รวมศูนย์อยู่แต่ในกรุงเทพฯ

    “น้ำท่วมจบได้ แต่อนาคตเด็กไทยจบไม่ได้ – ภัยธรรมชาติเราอาจห้ามไม่ได้ แต่ความล่าช้าจากระบบราชการ คือการตัดสินใจของฝ่ายบริหาร และรัฐบาลต้องรับผิดชอบ” นางรัดเกล้ากล่าว พร้อมทิ้งท้ายว่า หากยังไม่เร่งปลดล็อกโครงสร้างและกระจายอำนาจให้ท้องถิ่นอย่างแท้จริง น้ำท่วมครั้งต่อไปจะไม่ใช่แค่ความเสียหายทางเศรษฐกิจ แต่จะหมายถึง “อนาคตของเด็กไทยที่ไหลหายไปกับสายน้ำ”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5764054/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw01OQI5TTkMNQlWwXnRjKBm