Category: วัฒนธรรม

  • จ่ายค่าเทอมไม่ครบ ไม่ได้ใบจบ ปัญหาใหญ่ทำเด็กหลุดการศึกษา

    จ่ายค่าเทอมไม่ครบ ไม่ได้ใบจบ ปัญหาใหญ่ทำเด็กหลุดการศึกษา

    จ่ายค่าเทอมไม่ครบ ไม่ได้ใบจบ ปัญหาใหญ่ทำเด็กหลุดระบบการศึกษา เผยเด็กส่วนใหญ่อยู่ในโรงเรียนรัฐบาล ช่วงจบ ม.3 ชี้ที่ผ่านมาถึงมีเงินอุดหนุนจากรัฐบาล แต่ครูจำต้องเก็บส่วนต่างเพิ่ม

    กลายเป็นประเด็นถกเถียง เมื่อสภาผู้บริโภค เปิดข้อมูลว่า มีเด็กที่หลุดจากระบบการศึกษา เนื่องจากไม่ได้จ่ายค่าเทอม เมื่อจบการศึกษาจึงไม่ได้ใบประกาศนียบัตรเพื่อไปสมัครเรียนหรือทำงานต่อ สิ่งนี้เป็นประเด็นที่ถูกซ่อนอยู่ในสังคมไทย เนื่องจากปัจจุบันมีบางโรงเรียนต้องเก็บค่าใช้จ่ายของนักเรียนเพิ่ม ถือเป็นส่วนต่างที่เพิ่มมาจากการให้เงินอุดหนุนรายหัวของรัฐบาล ที่น่าตกใจคือ เด็กที่หลุดจากระบบและมีปัญหาส่วนใหญ่อยู่ในโรงเรียนรัฐบาล ช่วง ม.3

    ผศ.อรรถพล อนันตวรสกุล ประธานคณะอนุกรรมการด้านการศึกษา สภาผู้บริโภค และอาจารย์ประจำคณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้ข้อมูลกับทีมข่าวเฉพาะกิจ ไทยรัฐออนไลน์ ว่า ปัญหาโรงเรียนกับใบจบการศึกษา (ปพ.) เนื่องจากนักเรียนค้างชำระเงินค่าเทอมยังมีอยู่ต่อเนื่อง แม้กระทรวงศึกษาธิการจะมีแนวปฏิบัติชัดเจนว่าห้ามดำเนินการ แต่อยากย้ำว่าปัญหาการเงินเป็นเรื่องของผู้ใหญ่ ไม่ควรให้เด็กรับผลกระทบ จนเสียโอกาสเรียนต่อหรือทำงาน

    กรณีปัญหาเด็กนักเรียนไม่ได้รับใบประกาศนียบัตรหรือใบแสดงผลการเรียน (ปพ.) เนื่องจากผู้ปกครองค้างชำระเงินกับทางโรงเรียน ปัญหานี้ส่วนใหญ่เกิดในโรงเรียนรัฐบาล เนื่องจากงบประมาณอุดหนุนรายหัวที่รัฐจัดสรรให้ไม่ครอบคลุมค่าใช้จ่ายจริงที่เกิดขึ้น

    สิ่งที่ทำให้โรงเรียนต้องเรียกเก็บเงินสมทบเพิ่ม มีดังนี้ 

    • ค่าสาธารณูปโภค: เช่น ค่าไฟที่พุ่งสูงขึ้นจากการติดเครื่องปรับอากาศในห้องเรียน

    • บุคลากรพิเศษ: การจ้างครูต่างชาติในโปรแกรมภาษาอังกฤษ หรือครูวิชาเฉพาะทาง

    • เทคโนโลยี: อุปกรณ์ไอทีและคอมพิวเตอร์ที่งบรัฐจัดสรรให้ล่าช้าหรือไม่เพียงพอ

    • ค่าใช้จ่ายแฝง: เช่น ค่าพาหนะเดินทางของเด็กในพื้นที่ห่างไกล ซึ่งเป็นภาระหนักสำหรับครอบครัวรายได้น้อย

    ย้ำโรงเรียนไม่มีสิทธิ์กักตัวเด็ก “เรื่องผู้ใหญ่ อย่าทำร้ายเด็ก”

    กระทรวงศึกษาธิการมีบันทึกแจ้งแนวปฏิบัติชัดเจนว่า โรงเรียนต้องออกใบจบให้เด็ก เพื่อไม่ให้เป็นการลดทอนโอกาสในการศึกษาต่อหรือการประกอบอาชีพ

    “หากเด็กจบ ม.3 แล้วไม่ได้วุฒิ เขาจะไปสมัครงานหรือเรียนต่อไม่ได้ กลายเป็นวงจรที่ทำให้เขาไม่มีรายได้มาใช้หนี้คืนโรงเรียน ปัญหานี้ต้องแยกให้ออกว่าเป็นเรื่องระหว่างผู้ใหญ่กับโรงเรียน เด็กไม่ควรได้รับผลกระทบ”

    สำหรับแนวทางการแก้ปัญหาที่บางโรงเรียนนำมาใช้คือ การมอบใบจบฉบับสำเนาให้เด็กไปใช้สมัครงานหรือเรียนต่อก่อน แล้วเก็บฉบับจริงไว้จนกว่าจะมีการชำระครบถ้วน ซึ่งถือเป็นทางออกหนึ่งที่ช่วยให้เด็กไม่เสียโอกาส

    แนะระบบดูแลรายบุคคล-ระดมทุนสังคมช่วย

    โรงเรียนที่มีระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนที่มีประสิทธิภาพ จะสามารถแก้ไขปัญหานี้ได้ตั้งแต่ต้นทาง มีแนวทางดังนี้

    1. ตรวจสอบสถานะการเงินตั้งแต่เริ่มค้างชำระ เช่น ช่วง ม.1 และรีบคุยกับผู้ปกครองเพื่อหาทางผ่อนปรน

    2. ทุนทางสังคม ใช้คอนเนกชันจากสมาคมศิษย์เก่า สมาคมผู้ปกครอง หรือภาคธุรกิจในพื้นที่ เพื่อจัดหาทุนการศึกษามาโปะยอดค้างชำระให้เด็กที่ยากจนจริง

    3. การผ่อนชำระ แบ่งจ่ายเป็นงวดๆ เพื่อไม่ให้เป็นเงินก้อนใหญ่เกินกำลังของผู้ปกครองในช่วงจบการศึกษา

    ข้อเสนอแนะระดับนโยบาย

    เสนอให้รัฐบาลพิจารณาแนวทางแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง ดังนี้

    • ขยายงบรายหัว: ปรับปรุงหมวดเงินอุดหนุนให้ครอบคลุมค่าใช้จ่ายจำเป็นในปัจจุบัน เช่น ค่าไฟ และค่าพาหนะ

    • กองทุนระดับจังหวัด: จัดตั้งกองทุนสงเคราะห์ระดับจังหวัดเพื่อช่วยเหลือเคสเด็กยากจนที่ค้างชำระแบบรายกรณี

    • นวัตกรรมประหยัดพลังงาน รัฐควรสนับสนุนโครงการเช่น Solar Cell ในโรงเรียนเพื่อลดภาระค่าไฟในระยะยาว

    ปัญหาดังกล่าวมักเกิดขึ้นบ่อยกับนักเรียนชั้น ม.3 ที่ต้องการวุฒิไปทำงานหรือศึกษาต่อสายอาชีพ หากโรงเรียนกักใบจบไว้ จะส่งผลให้เด็กได้รับค่าแรงที่ต่ำกว่าวุฒิที่ควรจะเป็น ซึ่งเป็นการซ้ำเติมปัญหาความเหลื่อมล้ำในสังคม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/scoop/interview/2925758&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2alNsw2xnyy8VtqGt7U1KP

  • เร่งเรียกคืน น้ำมะพร้าวปลอม จี้ อย. ออกมาตรฐาน “น้ำมะพร้าวบรรจุขวด” – สภาองค์กรของผู้บริโภค

    เร่งเรียกคืน น้ำมะพร้าวปลอม จี้ อย. ออกมาตรฐาน “น้ำมะพร้าวบรรจุขวด” – สภาองค์กรของผู้บริโภค

    เร่งเรียกคืน น้ำมะพร้าวปลอม จี้ อย. ออกมาตรฐาน “น้ำมะพร้าวบรรจุขวด”

    สภาผู้บริโภคจี้ อย. เร่งอุดช่องโหว่ น้ำมะพร้าวปลอม คุมเข้มออกมาตรฐาน “น้ำมะพร้าวบรรจุขวด” ออกมาตรฐานเฉพาะทั้งระบบผลิต – ความปลอดภัย พร้อมสั่งล้งเรียกคืนสินค้ามีปัญหาโดยด่วน ก่อนกระทบผู้บริโภคในวงกว้าง

    จากกรณีเจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบและจับกุมล้งผลิต น้ำมะพร้าวปลอม ในจังหวัดสมุทรสงคราม 2 แห่ง พบมีการนำน้ำเปล่ามาผสมสารแต่งกลิ่นเพื่อเลียนแบบน้ำมะพร้าวจริง โดยสถานประกอบการทั้งสองแห่งไม่ผ่านมาตรฐานการผลิตที่ดี (GMP) สภาผู้บริโภคเรียกร้องให้คณะกรรมการอาหารและยา (อย.) เร่งคุมมาตรฐานน้ำมะพร้าวบรรจุขวด พร้อมสั่งเรียกคืนสินค้าด่วน

    ภก.ภาณุโชติ ทองยัง ประธานอนุกรรมการด้านอาหาร ยา และผลิตภัณฑ์สุขภาพ สภาผู้บริโภค ระบุว่า เหตุการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงความเสี่ยงที่ผู้บริโภคอาจได้รับอันตรายจากการบริโภค น้ำมะพร้าวปลอม ไม่ได้มาตรฐาน อีกทั้งยังมีความเป็นไปได้ที่ผลิตภัณฑ์ดังกล่าวจะถูกกระจายไปในหลายพื้นที่ สร้างความกังวลต่อความปลอดภัยในวงกว้าง และกระทบต่อภาพลักษณ์สินค้าเกษตรแปรรูปของไทย

    สภาผู้บริโภค จึงเรียกร้องให้สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) เร่งกำหนดมาตรการทางกฎหมาย หรือออกประกาศกำหนดมาตรฐานเฉพาะสำหรับผลิตภัณฑ์น้ำมะพร้าวบรรจุขวดหรือบรรจุในภาชนะปิดสนิท โดยเสนอให้กำหนดหลักเกณฑ์ด้านคุณภาพ ความปลอดภัย และการควบคุมกระบวนการผลิตอย่างชัดเจน รวมถึงวางมาตรการป้องกันการปลอมปนในห่วงโซ่การผลิตและการจำหน่าย เพื่อยกระดับมาตรฐานสินค้า คุ้มครองผู้บริโภค และเสริมสร้างความเชื่อมั่นต่อสินค้าไทยทั้งในและต่างประเทศ

    นอกจากนี้ ยังเรียกร้องให้ อย. เร่งสั่งการให้ผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้องเรียกคืนผลิตภัณฑ์ น้ำมะพร้าวปลอม ที่มีปัญหาโดยเร็ว พร้อมประสานสำนักงานสาธารณสุขจังหวัด (สสจ.) ทั่วประเทศ ขยายผลการตรวจสอบแหล่งผลิตและแหล่งรวบรวมวัตถุดิบอย่างเข้มงวด เพื่อป้องกันไม่ให้สินค้าที่มีความเสี่ยงหลุดรอดสู่ตลาด

    ภก.ภาณุโชติ ระบุเพิ่มเติมว่า การผลิตอาหารโดยไม่ได้รับอนุญาตหรือไม่ถูกสุขลักษณะ ไม่เพียงเป็นการกระทำผิดกฎหมาย แต่ยังเป็นการละเมิดสิทธิผู้บริโภค ทำให้ผู้บริโภคขาดข้อมูลที่จำเป็น และเสี่ยงต่ออันตรายจากการบริโภคสินค้า

    ทั้งนี้ สภาผู้บริโภคได้จัดทำข้อเสนอนโยบายเกี่ยวกับการกำกับดูแลปัญหา น้ำมะพร้าวปลอม ในกระบวนการผลิต เสนอต่อ อย. แล้ว โดยมีข้อเสนอสำคัญ เช่น การควบคุมแหล่งรวบรวมวัตถุดิบหรือ “ล้ง” การเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบมาตรฐานโรงงาน และการสุ่มตรวจผลิตภัณฑ์ในท้องตลาดอย่างสม่ำเสมอ ควบคู่กับการกำหนดมาตรฐานเฉพาะสำหรับน้ำมะพร้าวบรรจุขวด เพื่อแก้ไขปัญหาอย่างเป็นระบบในระยะยาว

    เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.tcc.or.th/fake-coconut-water/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0BIEzO70qy613dE3vi3btf

  • ญี่ปุ่นเปิดชั้นเรียนสมาธิ นิมนต์พระไทยสอนในมหาวิทยาลัย

    ญี่ปุ่นเปิดชั้นเรียนสมาธิ นิมนต์พระไทยสอนในมหาวิทยาลัย

    เมื่อวันที่ 9 เมษายน 2569 พระครูสมุห์สนิทวงศ์ วุฑฺฒิวํโส, ดร. ผู้อำนวยการสำนักสื่อสารองค์กร วัดพระธรรมกาย จังหวัดปทุมธานี เปิดเผยว่า มหาวิทยาลัยริวโคขุ (Ryukoku University) สถาบันอุดมศึกษาชั้นนำของญี่ปุ่น ได้นิมนต์พระธรรมทูตไทย 2 รูป เข้าดำรงตำแหน่งอาจารย์ผู้สอนในรายวิชา “Samatha-Vipassana in Buddhism and Modern Mindfulness” ในภาคเรียนที่ 1 โดยมีนักศึกษาลงทะเบียนเรียนกว่า 70 คน นับเป็นความร่วมมือด้านวิชาการที่สะท้อนความสนใจต่อการศึกษาพุทธศาสนาในบริบทสมัยใหม่

    พระธรรมทูตที่ได้รับนิมนต์ ได้แก่ พระครูปลัดสุเนตร ฉฬภิญโญ (เจ้าอาวาสวัดป่าธรรมกายนานาชาติโทชิหงิ) และพระมหาพงศ์ศักดิ์ ฐานิโย, Ph.D. (เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกายโทชิหงิ) ซึ่งรับผิดชอบการเรียนการสอนรวม 15 ครั้ง ตลอดภาคการศึกษา เนื้อหาครอบคลุมทั้งภาคทฤษฎีเกี่ยวกับหลักสมาธิในพระพุทธศาสนา และภาคปฏิบัติที่เปิดโอกาสให้นักศึกษาได้ฝึกสมาธิภายในชั้นเรียน ควบคู่กับการมอบหมายให้ฝึกปฏิบัติต่อเนื่องและบันทึกผลในรูปแบบ Meditation Diary (บันทึกการฝึกสมาธิ) เพื่อประเมินการเปลี่ยนแปลงด้านจิตใจในชีวิตประจำวัน

    สำหรับ มหาวิทยาลัยริวโคขุ ก่อตั้งขึ้นตั้งแต่ปี พ.ศ. 2182 (ค.ศ. 1639) ถือเป็นหนึ่งในมหาวิทยาลัยเก่าแก่ของญี่ปุ่น ปัจจุบันมีการจัดการเรียนการสอนใน 10 คณะ และมีนักศึกษามากกว่า 20,000 คน การบรรจุรายวิชาด้านสมาธิในครั้งนี้สะท้อนแนวโน้มของสถาบันการศึกษาที่ให้ความสำคัญกับองค์ความรู้ด้านจิตใจควบคู่กับวิชาการสมัยใหม่ รวมถึงการเปิดพื้นที่ให้เกิดการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมและศาสนาในระดับนานาชาติ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/regional/news/140531&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0Xgmsp0IpX5DU-2iAp0kQV

  • เปิดโปรไฟล์ ’12 อรหันต์ TTR’ มือเศรษฐกิจ-นักเศรษฐศาสตร์ ผู้แทนการค้าไทย

    เปิดโปรไฟล์ ’12 อรหันต์ TTR’ มือเศรษฐกิจ-นักเศรษฐศาสตร์ ผู้แทนการค้าไทย

    เมื่อเร็ว ๆ นี้ นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้หารือร่วมกับผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจและการค้า เพื่อทาบทามให้เป็นคณะที่ปรึกษาและคณะผู้แทนการค้าไทย (Thailand Trade Representatives: TTR) 

    ความสำคัญของตำแหน่ง ผู้แทนการค้าไทย ถือเป็นผู้แทนพิเศษของนายกรัฐมนตรี ด้านการค้า การลงทุนระหว่างประเทศ มีฐานะเทียบเท่ารัฐมนตรี ในการเจรจาระดับรัฐมนตรี กับหน่วยงานรัฐบาลต่างประเทศหรือองค์การการค้าระหว่างประเทศ โดยประธานผู้แทนการค้าไทย มีฐานะเทียบเท่ารองนายกรัฐมนตรี

    สำหรับคณะผู้เชี่ยวชาญทางเศรษฐกิจและการค้า ที่ได้รับการทาบทามนั้นจะเป็นคณะที่ปรึกษาของรองนายกรัฐมนตรี ประกอบด้วยผู้ทรงคุณวุฒิจากหลากหลายสาขา ทั้งนักวิชาการ นักเศรษฐศาสตร์ นักการเงิน ผู้เชี่ยวชาญด้านการค้า และภาคธุรกิจชั้นนำ “ฐานเศรษฐกิจ” ได้รวบรวมโปรไฟล์การทำงานของผู้ทรงวุฒิทั้งหมด 12 คน ดังนี้

    วีระศักดิ์ โควสุรัตน์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา

    นายวีระศักดิ์ โควสุรัตน์

    นายวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ ถือว่าเป็นนักเศรษฐศาสตร์และนักนโยบายสาธารณะที่มีบทบาทสำคัญในภาครัฐไทย โดยเฉพาะด้านการท่องเที่ยว การพัฒนาเศรษฐกิจ และการวางยุทธศาสตร์ระดับประเทศ โดยช่วงที่ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ในรัฐบาลของ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้ผลักดันนโยบายสำคัญ เช่น การกระจายรายได้ท่องเที่ยวสู่เมืองรอง การเชื่อมโยงการท่องเที่ยวกับเศรษฐกิจฐานราก

    ด้านการศึกษา: สำเร็จการศึกษาปริญญาตรีเศรษฐศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และได้ศึกษาต่อปริญญาโทเศรษฐศาสตร์ ที่ Williams College ประเทศ สหรัฐอเมริกา ซึ่งหลังเรียนจบ ได้เริ่มทำงานด้านวิชาการเศรษฐศาสตร์และนโยบายสาธารณะ และเริ่มมีบทบาทในวงนโยบายและการพัฒนาเศรษฐกิจ

    ประสบการณ์ทำงาน: ในช่วงปี 2540–2550 ได้ทำงานด้านนโยบายเศรษฐกิจ และเป็นที่ปรึกษา/กรรมการในหน่วยงานรัฐหลายแห่ง มีบทบาทเชื่อมโยงภาควิชาการกับภาครัฐ โดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจมหภาคและการพัฒนา

    หลังจากนั้นปี 2557 ได้รับแต่งตั้งเป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) มีบทบาทในการพิจารณากฎหมายด้านเศรษฐกิจและการพัฒนา ทว่าได้ก้าวสู่ตำแหน่งรัฐมนตรีช่วงเดือนพฤศจิกายน 2560 – กรกฎาคม 2562 โดยดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา

    กอบศักดิ์ ภูตระกูล กรรมการรองผู้จัดการใหญ่ เลขานุการบริษัทและกรรมการบริหาร ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)

    ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล ที่มา : FB เพจ กอบศักดิ์ ภูตระกูล

    ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูลดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูลเป็นนักเศรษฐศาสตร์สายมหภาคที่มีบทบาทโดดเด่นทั้งในภาครัฐและภาคการเงินของไทย มีความเชี่ยวชาญด้านยุทธศาสตร์องค์กรและการสื่อสารเชิงนโยบาย ท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลก

    ด้านการศึกษา: สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีเศรษฐศาสตร์จาก มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ก่อนศึกษาต่อระดับปริญญาโทที่ University of London ประเทศ สหราชอาณาจักร และสำเร็จปริญญาเอกด้านเศรษฐศาสตร์จาก Massachusetts Institute of Technology ประเทศ สหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นสถาบันชั้นนำระดับโลกด้านเศรษฐศาสตร์

    ประสบการณ์ทำงาน: เส้นทางอาชีพของเขาเริ่มต้นจากงานด้านเศรษฐกิจมหภาคใน ธนาคารแห่งประเทศไทย ก่อนก้าวสู่บทบาทด้านนโยบายในภาครัฐ โดยเคยดำรงตำแหน่งโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี มีบทบาทสำคัญในการสื่อสารและขับเคลื่อนนโยบายเศรษฐกิจของประเทศ

    ดร. ปิติ ศรีแสงนาม Executive Director, ASEAN Foundation, Jakarta

    ดร.ปิติ ศรีแสงนาม ที่มา : FB Piti Srisangnam

    ดร.ปิติ ศรีแสงนาม เป็นนักวิชาการด้านเศรษฐกิจระหว่างประเทศที่มีบทบาทโดดเด่นในเวทีวิชาการและนโยบายของไทย โดยปัจจุบันปฏิบัติหน้าที่เป็นอาจารย์และผู้เชี่ยวชาญด้านอาเซียนศึกษาใน จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พร้อมทั้งมีบทบาทในการขับเคลื่อนองค์ความรู้และข้อเสนอเชิงนโยบายผ่านศูนย์อาเซียนศึกษา ซึ่งเป็นหนึ่งในหน่วยงานสำคัญด้านการศึกษาภูมิภาคของประเทศ

    ด้านการศึกษา: สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีด้านเศรษฐศาสตร์จาก มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ก่อนศึกษาต่อระดับปริญญาโทและปริญญาเอกด้านเศรษฐศาสตร์ระหว่างประเทศจาก University of Nottingham ประเทศ สหราชอาณาจักร ซึ่งเป็นสถาบันที่มีความเชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจโลกและการค้า

    ประสบการณ์ทำงาน: มีความเชี่ยวชาญด้านวิชาการควบคู่กับการให้คำปรึกษานโยบาย โดยมีบทบาทสำคัญในการวิเคราะห์ประเด็นเศรษฐกิจระหว่างประเทศ อาทิ ความตกลงการค้าเสรี (FTA) การเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทาน และการรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจในภูมิภาคอาเซียน นอกจากนี้ยังเป็นวิทยากรและที่ปรึกษาให้กับหน่วยงานภาครัฐและเอกชนอย่างต่อเนื่อง

    ณัฐ เหลืองนฤมิตชัย ผู้เชี่ยวชาญด้านตลาดทุนจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

    นายณัฐ เหลืองนฤมิตชัย

    นายณัฐ เหลืองนฤมิตชัยนายณัฐ เหลืองนฤมิตชัยเป็นนักเศรษฐศาสตร์การเงินที่มีบทบาทโดดเด่นในภาคการวิเคราะห์เศรษฐกิจและนโยบายของไทย ตลอดจนจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบายและยุทธศาสตร์ให้กับภาคธุรกิจและสังคม

    ด้านการศึกษา: สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีด้านเศรษฐศาสตร์จาก London School of Economics and Political Science ประเทศ สหราชอาณาจักร และศึกษาต่อระดับปริญญาโทด้านเศรษฐศาสตร์จาก University of Oxford

    ประสบการณ์ทำงาน: ครอบคลุมทั้งภาคการเงินและภาคนโยบาย โดยเคยทำงานในธนาคารแห่งประเทศไทย สายงานด้านนโยบายการเงินและเสถียรภาพเศรษฐกิจ ก่อนจะย้ายสู่ภาคเอกชนและมีบทบาทสำคัญในการพัฒนางานวิจัยเศรษฐกิจมหภาคของ ธนาคารไทยพาณิชย์ ผ่านหน่วยงาน Economic Intelligence Center (EIC) ซึ่งเป็นหนึ่งในศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจชั้นนำของประเทศ

    ยรรยง ไทยเจริญ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายงานวิจัยเศรษฐกิจและความยั่งยืน ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB EIC)

    ดร.ยรรยง ไทยเจริญ ที่มา : ธนาคารไทยพาณิชย์

    ดร.ยรรยง ไทยเจริญดร.ยรรยง ไทยเจริญเป็นนักเศรษฐศาสตร์ที่มีบทบาทสำคัญในภาคการวิเคราะห์เศรษฐกิจไทย โดยเฉพาะในมิติของเศรษฐกิจมหภาคและการเงิน

    ด้านการศึกษา: สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีด้านเศรษฐศาสตร์จาก จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ก่อนศึกษาต่อระดับปริญญาโทและปริญญาเอกด้านเศรษฐศาสตร์ใน สหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญที่เสริมสร้างความเชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจมหภาคและนโยบายการเงิน

    ประสบการณ์ทำงาน: เคยดำรงตำแหน่งธนาคารแห่งประเทศไทย สายงานด้านนโยบายการเงินและเศรษฐกิจมหภาค ก่อนจะก้าวสู่ภาคเอกชนและมีบทบาทสำคัญในการพัฒนางานวิจัยเศรษฐกิจของ ธนาคารไทยพาณิชย์ ผ่านหน่วยงาน Economic Intelligence Center (EIC) ซึ่งเป็นหนึ่งในหน่วยวิเคราะห์เศรษฐกิจชั้นนำของประเทศ

    อาร์ม ตั้งนิรันดร ผู้อำนวยการศูนย์จีนศึกษา สถาบันเอเชียศึกษา

    ดร.อาร์ม ตั้งนิรันดร

    ผศ.ดร.อาร์ม ตั้งนิรันดร เป็นนักวิชาการด้านกฎหมายเศรษฐกิจและผู้เชี่ยวชาญด้านประเทศจีนที่มีบทบาทโดดเด่นในแวดวงวิชาการและนโยบายสาธารณะของไทย ปัจจุบันดำรงตำแหน่งอาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนองค์ความรู้ด้านกฎหมาย เศรษฐกิจ และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ โดยเฉพาะในบริบทของจีนและเอเชีย

    ด้านการศึกษา: สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีด้านกฎหมายจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ก่อนจะได้รับทุนไปศึกษาต่อในระดับสากล โดยสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาโทด้านกฎหมายจาก Harvard Law School ประเทศ สหรัฐอเมริกา และศึกษาต่อจนสำเร็จปริญญาเอกด้านกฎหมายจาก Stanford University

    ประสบการณ์ทำงาน: มีบทบาทในการศึกษาวิจัยและให้ความเห็นต่อประเด็นสำคัญ เช่น กฎหมายเศรษฐกิจดิจิทัล การกำกับดูแลเทคโนโลยี และความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างไทยกับจีน นอกจากนี้ยังเป็นวิทยากรและผู้แสดงความคิดเห็นในประเด็นสาธารณะด้วยความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านและมุมมองเชิงลึก จึงเป็นหนึ่งในนักวิชาการรุ่นใหม่ที่มีบทบาทสำคัญในการเชื่อมโยงองค์ความรู้ด้านกฎหมายกับบริบทเศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์ที่กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

    พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตรชัย กรรมการผู้จัดการ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร บริษัท หลักทรัพย์ เกียรตินาคินภัทร จำกัด (มหาชน)

    นายพิพัฒน์ เหลืองนฤมิตรชัย

    ดร.พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตรชัย เป็นนักเศรษฐศาสตร์ด้านการลงทุนและตลาดทุนที่มีบทบาทโดดเด่นในภาคการเงินของไทย มีความเชี่ยวชาญด้านการวิเคราะห์ทิศทางเศรษฐกิจ การลงทุน และตลาดการเงิน เพื่อให้คำแนะนำเชิงกลยุทธ์แก่นักลงทุนและองค์กร

    ด้านการศึกษา: สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีด้านเศรษฐศาสตร์จาก มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ก่อนศึกษาต่อระดับปริญญาโทด้านเศรษฐศาสตร์การเงิน และสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาเอก (Ph.D.) ด้านเศรษฐศาสตร์ใน สหรัฐอเมริกา

    ประสบการณ์ทำงาน: เคยทำงานในธนาคารแห่งประเทศไทย ก่อนจะก้าวสู่ภาคเอกชนและมีบทบาทสำคัญในงานวิเคราะห์การลงทุนและกลยุทธ์ตลาดทุนของ บริษัทหลักทรัพย์ภัทร

    ภูษิต รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์ อดีตอธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์

    นายภูษิต รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์

    นายภูษิต รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์ อดีตข้าราชการระดับสูงด้านการค้าระหว่างประเทศที่มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนนโยบายส่งออกและการขยายตลาดสินค้าไทยสู่เวทีโลก

    ด้านการศึกษา: สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และศึกษาต่อในระดับปริญญาโทด้านการบริหารธุรกิจ (MBA) ในต่างประเทศ ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญต่อการพัฒนาทักษะด้านการบริหารและการค้าระหว่างประเทศ

    ประสบการณ์ทำงาน: เคยดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักบริหารส่งออก กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ต่อมาได้ดำรงตำแหน่งเป็นรองอธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ต่อด้วยผู้ตรวจราชการกระทรวงพาณิชย์ และผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า สุดท้ายเป็นอธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ

    นายภูษิต จึงเป็นหนึ่งในผู้บริหารภาครัฐที่มีบทบาทสำคัญในการผลักดันการส่งออกไทย ท่ามกลางความท้าทายจากเศรษฐกิจโลก การแข่งขันทางการค้า และการเปลี่ยนแปลงของห่วงโซ่อุปทานโลก โดยมุ่งเน้นการสร้างโอกาสใหม่ให้กับผู้ประกอบการไทยและการขยายตลาดอย่างยั่งยืน

    อนันต์ ลาภสุขสถิต ประธานสถาบัน เค อะโกรอินโนเวท ผู้เชี่ยวชาญเรื่องเกษตร เกษตรแปรรูป

    นายอนันต์ ลาภสุขสถิต

    นายอนันต์ ลาภสุขสถิต เป็นผู้บริหารที่มีบทบาทโดดเด่นในทั้งภาครัฐและภาคนวัตกรรมการเกษตรของไทย ปัจจุบันดำรงตำแหน่งประธานสถาบัน K Agro Innovate Institute เป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม เพื่อยกระดับภาคเกษตรและอุตสาหกรรมอาหารของไทยสู่มูลค่าสูง

    ด้านการศึกษา: สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และศึกษาต่อระดับปริญญาโทด้านบริหารธุรกิจ (MBA) ในต่างประเทศ

    ประสบการณ์ทำงาน: เติบโตในสายงานการค้าระหว่างประเทศของ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เคยปฏิบัติหน้าที่ทั้งในส่วนกลางและสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ (ทูตพาณิชย์) ภายหลังได้ก้าวสู่บทบาทด้านนวัตกรรม โดยเข้ามามีส่วนสำคัญในการพัฒนาและผลักดันสถาบัน K Agro Innovate Institute ให้เป็นศูนย์กลางการพัฒนา AgriTech ของไทย ทั้งการสนับสนุนผู้ประกอบการเกษตร การสร้างมูลค่าเพิ่มสินค้าเกษตร และการเชื่อมโยงนวัตกรรมกับตลาดทั้งในและต่างประเทศ

    นงนุช เพ็ชรรัตน์ อดีตเอกอัครราชทูตประจำสาธารณรัฐออสเตรียและสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี

    นางนงนุช เพ็ชรรัตน์

    นางนงนุช เพ็ชรรัตน์ นางนงนุช เพ็ชรรัตน์ เป็นอดีตนักการทูตอาชีพที่มีประสบการณ์ยาวนานในกระทรวงการต่างประเทศ และมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนความสัมพันธ์ระหว่างประเทศของไทยในเวทียุโรป โดยเคยดำรงตำแหน่งเอกอัครราชทูตไทยประจำสาธารณรัฐออสเตรีย และสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี ซึ่งถือเป็นประเทศคู่ค้าสำคัญของไทยในภูมิภาคยุโรป

    ด้านการศึกษา: สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี รัฐศาสตรบัณฑิต (สาขาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ) คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ระดับปริญญาโท: Master of Arts (M.A.) ด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ จากมหาวิทยาลัยเฟลตเชอร์ (The Fletcher School of Law and Diplomacy) มหาวิทยาลัยทัฟส์ (Tufts University) สหรัฐอเมริกา

    ประสบการณ์ทำงาน: เติบโตในสายงานการทูตของกระทรวงการต่างประเทศทั้งในส่วนกลางและการประจำการในต่างประเทศในหลายตำแหน่ง มีบทบาทในการดูแลความสัมพันธ์ทวิภาคี การเจรจาความร่วมมือทางเศรษฐกิจ การค้า และการลงทุน รวมถึงการส่งเสริมภาพลักษณ์ของประเทศไทยในเวทีนานาชาติ

    ฐานะเอกอัครราชทูตมีบทบาทสำคัญในการกระชับความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับ ออสเตรีย และ เยอรมนี ทั้งในมิติการเมือง เศรษฐกิจ และวัฒนธรรม รวมถึงการสนับสนุนภาคธุรกิจไทยในการขยายโอกาสสู่ตลาดยุโรป และการส่งเสริมความร่วมมือในระดับพหุภาคี

    ชุตินทร คงศักดิ์ อดีตเอกอัครราชทูต ณ กรุงนิวเดลี

    นายชุตินทร คงศักดิ์ ที่มา:เพจกระทรวงการต่างประเทศ

    นายชุตินทร คงศักดิ์ เป็นนักการทูตอาชีพที่มีประสบการณ์ยาวนานในกระทรวงการต่างประเทศ และมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนความสัมพันธ์ระหว่างประเทศของไทย โดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชียใต้

    ด้านการศึกษา: สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีรัฐศาสตรบัณฑิต (สาขาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ) เกียรตินิยมอันดับหนึ่ง จากคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ระดับปริญญาโท Master of Philosophy (M.Phil.) ด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ จากมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ (University of Cambridge) สหราชอาณาจักร

    ประสบการณ์ทำงาน: เขาเติบโตในสายงานการทูต เคยดำรงตำแหน่งเป็นเอกอัครราชทูต สิงคโปร์ เอกอัครราชทูต ณ กรุงนิวเดลี ประเทศอินเดีย รองปลัดกระทรวงการต่างประเทศ และอดีตเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ

    ซึ่งถือว่าเป็นนักการทูตที่มีบทบาทสำคัญในการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างประเทศของไทย และขยายโอกาสความร่วมมือกับประเทศเศรษฐกิจสำคัญของโลกอย่างต่อเนื่อง

    วีระพงษ์ ประภา อดีตตัวแทนการค้าไทย ประจำสหภาพยุโรป

    นายวีระพงษ์ ประภา

    นายวีระพงษ์ ประภานายวีระพงษ์ ประภาเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการค้าระหว่างประเทศที่มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนนโยบายเศรษฐกิจและการค้าของไทยในเวทีโลก โดยเฉพาะในตลาดยุโรป ซึ่งถือเป็นหนึ่งในคู่ค้าหลักของไทย โดยเคยดำรงตำแหน่งผู้แทนการค้าไทยประจำ สหภาพยุโรป มีหน้าที่หลักในการเจรจาและผลักดันความร่วมมือทางการค้าและการลงทุนระหว่างไทยกับประเทศสมาชิกยุโรป

    ด้านการศึกษา: สำเร็จการศึกษาปริญญาตรีด้านการบริหารธุรกิจ (เกียรตินิยมอันดับหนึ่ง) จากมหาวิทยาลัย Wellington ประเทศนิวซีแลนด์ ระดับปริญญาโทด้านการพัฒนาระหว่างประเทศจาก London School of Economics (LSE) -ปริญญาโทด้านการบริหารธุรกิจ (MBA) หลักสูตรผู้บริหาร จากมหาวิทยาลัย Cambridge ประเทศอังกฤษ

    ประสบการณ์ทำงาน: นายวีระพงษ์เคยดำรงตำแหน่งผู้แทนการค้าไทย โดยขับเคลื่อนการเจรจาการค้าเสรีระหว่างไทย-อียู (Thai-EU FTA) การส่งเสริมการค้าการลงทุนระหว่างประเทศ ตลอดจนการยกระดับมาตรฐานความยั่งยืนของไทย เพื่อเพิ่มโอกาสให้ธุรกิจไทยแข่งขันได้ในตลาดโลก

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/656183&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2KkIPQkp8a4DSmoqc4yUXh

  • “อนุทิน” แถลงนโยบายรัฐสภา ผนึกพลังประเทศฝ่าวิกฤตโลก เดินหน้าเศรษฐกิจไทยด้วยกรอบ นโยบาย 10 พลัส

    “อนุทิน” แถลงนโยบายรัฐสภา ผนึกพลังประเทศฝ่าวิกฤตโลก เดินหน้าเศรษฐกิจไทยด้วยกรอบ นโยบาย 10 พลัส

    วันที่ 9 เมษายน 2569 เวลา 09.35 น. ณ ห้องประชุมสภาผู้แทนราษฎร ชั้น 2 อาคารรัฐสภา ในการประชุมร่วมกันของรัฐสภา ครั้งที่ 1 (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง) เพื่อพิจารณาเรื่องด่วน คณะรัฐมนตรีแถลงนโยบายต่อรัฐสภา ตามมาตรา 162 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย โดยมีนายโสภณ ซารัมย์ ประธานรัฐสภา เป็นประธานการประชุม

    นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี แถลงนโยบายของรัฐบาลต่อรัฐสภาว่า หลักการบริหารราชการแผ่นดินและนโยบายสำคัญของรัฐบาล 3 ประการ ได้แก่ 

    1. พิทักษ์รักษาไว้ซึ่งสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ 

    2. ยึดมั่นการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และ 

    3. ยึดมั่นในหลักนิติธรรม การบังคับใช้กฎหมายอย่างเป็นธรรม และการบริหารราชการแผ่นดินบนพื้นฐานของธรรมาภิบาล เพื่อประโยชน์ของประชาชน

    นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ช่วงที่ผ่านมา รัฐบาลได้บริหารราชการแผ่นดินภายใต้สถานการณ์ความไม่แน่นอนรอบด้าน โดยได้ขับเคลื่อนนโยบายสำคัญเร่งด่วน Quick Big Win ที่สำคัญ อย่างไรก็ตาม ขณะนี้โลกเผชิญความไม่แน่นอนสูงจากสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง ซึ่งส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจ การค้าระหว่างประเทศและการจัดหาพลังงานในประเทศต่าง ๆ รวมถึงประเทศไทย เมื่อรัฐบาลเข้ามาบริหารราชการแผ่นดินโดยสมบูรณ์แล้ว จะเร่งดำเนินการตามนโยบายที่ได้ให้ไว้กับประชาชน โดยบริหารทรัพยากรที่มีให้เกิดประโยชน์สูงสุดภายใต้กรอบวินัยทางการเงินการคลัง เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นในการบริหารสถานการณ์ฉุกเฉินที่อาจเกิดขึ้นได้ในระยะต่อไป 

    ประเทศไทยในวันนี้เผชิญกับภัยที่ล้วนเป็นแรงกดดันและบั่นทอนศักยภาพการเติบโตให้ต่ำกว่าที่ควรจะเป็น ไม่ว่าจะเป็นภัยด้านเศรษฐกิจ ภัยด้านสังคม ภัยด้านสิ่งแวดล้อม และภัยด้านความมั่นคง การเข้ารับหน้าที่ของรัฐบาลในวาระนี้ จึงมุ่งดำเนินการต่อยอดการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าควบคู่กับการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ

    รัฐบาลจะปรับรูปแบบการบริหารภาครัฐเป็น “ระบบบูรณาการแบบกลุ่มยุทธศาสตร์ (Cluster)” โดยจะรวมพลังภาคเอกชนและประชาชน และปรับบทบาทเป็นผู้สนับสนุนและอำนวยความสะดวก ทั้งจะเร่งรัดพัฒนาระบบดิจิทัลของภาครัฐ เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนผ่านการทำงานโดยเฉพาะการให้บริการของภาครัฐไปสู่ระบบดิจิทัล (Government Digital Transformation) ได้อย่างสมบูรณ์ เพื่อเพิ่มความแม่นยำ รวดเร็ว โปร่งใส และตรวจสอบได้

    รัฐบาลได้กำหนดนโยบายสำคัญที่จะแก้ไขปัญหาเร่งด่วนของประเทศ ควบคู่กับการสร้างโอกาสและนำพาประเทศให้มีความสามารถในการแข่งขันที่สูงขึ้นและมีภูมิต้านทาน เพื่อเพิ่มความเชื่อมั่นและความสุขให้กับคนไทย ดังนี้

    ด้านเศรษฐกิจ

    1) สร้างโอกาสการเริ่มต้นและเติบโตอย่างทั่วถึงให้กับทุกกลุ่มอย่างเท่าเทียม เพื่อสร้างงาน สร้างอาชีพให้กับคนไทย

    1.1 เร่งจัดการภาระที่บั่นทอนศักยภาพการเติบโตของคนไทย เพื่อให้ทุกคนสามารถตั้งต้นและไปต่อได้

    1.2 สนับสนุนการเข้าถึงองค์ความรู้ แหล่งทุน และเทคโนโลยีตามความต้องการของแต่ละกลุ่ม

    1.3 ส่งเสริมให้ผู้ประกอบการโดยเฉพาะผู้ประกอบการ SMEs เข้าสู่ธุรกิจและแหล่งเงินทุนในระบบ

    1.4 ส่งเสริมบทบาทท้องถิ่นในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมในพื้นที่

    2) ปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไทยให้เติบโต แข่งขันได้อย่างยั่งยืน เสริมศักยภาพการเติบโตของประเทศให้ พ้นจากกับดักประเทศรายได้ปานกลาง

    2.1 ยกระดับศักยภาพเศรษฐกิจและสังคมไทย รวมถึงคนไทยให้ได้ประโยชน์สูงสุดจากเศรษฐกิจดิจิทัล

    2.2 ปรับระบบส่งเสริมการลงทุนให้เอื้อต่อการพัฒนาและการปรับโครงสร้างไปสู่อุตสาหกรรมเป้าหมายของประเทศ

    2.3 ยกระดับวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมสู่การวางรากฐานเศรษฐกิจใหม่อย่างยั่งยืน

    2.4 เพิ่มบทบาทภาคเอกชนและเพิ่มทางเลือกในการระดมทุนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน

    2.5 ยกระดับตลาดเงินตลาดทุนให้ทันสมัย โปร่งใส และแข่งขันได้ในระดับสากล

    3) ด้านการค้า “เชื่อมไทยสู่เศรษฐกิจโลก สร้างพันธมิตรการค้า”

    3.1 สร้างความสามารถในการแข่งขันและโอกาสให้กับผู้ประกอบการไทย

    3.2 ผลักดันสินค้าและบริการไทยสู่สากลโดยทีมประเทศไทย

    3.3 บริหารจัดการความเสี่ยงและเพิ่มสมดุลเชิงโครงสร้างการค้า

    3.4 ส่งเสริมการค้าภาคบริการ

    4) ด้านการเกษตร “เปลี่ยนผ่านจากเกษตรกรรมแบบดั้งเดิม” ไปสู่ “เกษตรแม่นยำ เกษตรมั่นคง เกษตรยั่งยืน” ควบคู่กับการสร้างมูลค่าเพิ่มตลอดห่วงโซ่อุปทาน เพื่อยกระดับรายได้และคุณภาพชีวิตของเกษตรกรไทยอย่างยั่งยืน

    4.1 สร้างแรงจูงใจให้เกษตรกร

    4.2 พัฒนาข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) และ AI ในการวางแผนการผลิตและจำหน่ายสินค้าเกษตรตั้งแต่ ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ

    4.3 สร้างเสถียรภาพและยกระดับอุตสาหกรรมเกษตรและอาหารไทยให้เป็นศูนย์กลางความมั่นคง ทางอาหารของโลกเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่สินค้าเกษตรอย่างยั่งยืน

    5) ด้านการท่องเที่ยว “สร้างไทยเป็นจุดหมายการเดินทางสำคัญในภูมิภาค ยกระดับภาคการท่องเที่ยวจากการเน้นปริมาณไปสู่การสร้างมูลค่าสูง”

    5.1 ปรับโครงสร้างการบริหารจัดการด้านการท่องเที่ยวและวัฒนธรรมของประเทศ

    5.2 พัฒนาให้ไทยเป็นจุดหมายในการเดินทาง 365 วัน (Destination Thailand)

    5.3 ส่งเสริมและสนับสนุนการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยว โดยคนในชุมชนได้รับประโยชน์และมีความพร้อม ในการร่วมกันดูแลและรักษาอย่างยั่งยืน

    5.4 สนับสนุนให้คนไทยท่องเที่ยวในประเทศมากขึ้นโดยสนับสนุนการยกระดับเมืองน่าเที่ยว

    5.5 ยกระดับความปลอดภัยและสร้างความมั่นใจให้กับนักท่องเที่ยว

    ด้านการต่างประเทศและความมั่นคง

    6) เร่งเสริมสร้างสถานะและความเชื่อมั่นต่อไทยในเวทีโลก

    7) เสริมสร้างเสถียรภาพ

    8) ขับเคลื่อนการทูตเศรษฐกิจที่ขยายโอกาสให้ประชาชนและธุรกิจไทยผ่านการบูรณาการการทำงาน ในลักษณะ “ทีมประเทศไทย”

    9) ส่งเสริมความมั่นคงชายแดนให้ปราศจากภัยคุกคามทุกรูปแบบและแก้ไขปัญหาข้ามพรมแดนร่วมกับประเทศเพื่อนบ้านและประเทศในภูมิภาค

    9.1 ป้องกัน เฝ้าระวัง และจัดเตรียมมาตรการรองรับผลกระทบจากภัยคุกคามที่เกิดขึ้นทั้งในและนอกราชอาณาจักร

    9.2 มุ่งสานต่อความพยายามในการแก้ไขสถานการณ์ไทย-กัมพูชา ด้วยสันติวิธีและกลไกทวิภาคีที่มีอยู่

    9.3 แก้ไขปัญหาสามจังหวัดชายแดนภาคใต้

    10) สร้างความมั่นคงปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน

    10.1 บูรณาการการบังคับใช้กฎหมายกับผู้กระทำผิดและผู้มีอิทธิพลอย่างจริงจัง และปราบปรามการพนันผิดกฎหมายทุกรูปแบบอย่างเข้มข้น

    10.2 ปราบปรามและบังคับใช้กฎหมายเพื่อขจัดยาเสพติดอย่างจริงจัง

    10.3 ทบทวนนโยบายการตรวจลงตรา (Free Visa) และกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

    11) พัฒนาระบบการป้องกันประเทศและพัฒนาศักยภาพของกองทัพให้มีความพร้อม เหมาะสม และสอดคล้องกับบริบทความมั่นคงทั้งในปัจจุบันและอนาคต

    12) พัฒนาระบบทหารอาสาและการปฏิรูประบบเกณฑ์ทหาร

    ด้านสังคม

    13) เรียนฟรีมีจริง เรียนฟรีมีงานทำ และเรียนรู้ได้ทุกที่ ทุกเวลา ให้ความสำคัญกับการลงทุนในทุนมนุษย์ ซึ่งเป็นทรัพยากรสำคัญในการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน

    13.1 พัฒนาแพลตฟอร์มการเรียนรู้ออนไลน์ฟรีที่ประชาชนสามารถเข้าถึงเพื่อเรียนรู้ได้ตลอดเวลา และสามารถเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตเพื่อการเรียนรู้ในแพลตฟอร์มได้โดยไม่มีค่าใช้จ่าย

    13.2 ปรับหลักสูตรการศึกษา รูปแบบการเรียนรู้ และการจ้างงานให้มีความยืดหยุ่นและสอดรับกับแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตและตลาดแรงงานในอนาคต เพื่อให้คนไทยสามารถเข้าสู่ตลาดแรงงานทันที (Skill Bridge) เมื่อสำเร็จการศึกษาและการฝึกอบรม

    13.3 พัฒนาทักษะและความสามารถด้านกีฬาเพื่อสร้างโอกาสให้คนไทย

    14) พัฒนาระบบประกันสุขภาพของคนไทยให้สามารถรักษาทุกที่ได้ทันที

    14.1 ปรับปรุงการบริหารจัดการระบบประกันสุขภาพให้มีประสิทธิภาพ

    14.2 ปรับปรุงกฎหมายประกันสังคม

    14.3 ยกระดับบริการสุขภาพของคนไทย

    15) สร้างเสริมสถาบันครอบครัวอันเป็นองค์ประกอบพื้นฐานที่สำคัญของสังคมและสร้างชุมชนเข้มแข็งเพื่อรองรับ การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรไทย

    15.1 พัฒนาคนในชาติให้มีเหตุมีผล มีความรับผิดชอบต่อตนเอง ครอบครัว ชุมชน สังคม และประเทศชาติ เคารพสิทธิและเสรีภาพของผู้อื่น

    15.2 สร้างสภาพสังคมและชุมชนให้รองรับสังคมสูงวัย

    15.3 จัดสถานที่พักพิงสำหรับผู้สูงอายุและกลุ่มเปราะบางที่ได้มาตรฐานในพื้นที่

    ด้านภัยพิบัติและสิ่งแวดล้อม

    16) บริหารจัดการน้ำและป้องกันภัยพิบัติอย่างเป็นระบบ

    17) พัฒนาระบบประกันภัยพิบัติแห่งชาติ

    18) ผลักดันให้ประเทศบรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิให้เป็นศูนย์ภายในปี พ.ศ. 2593 (ค.ศ. 2050) เพื่อรับมือกับการค้าระหว่างประเทศและลดผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงทางสภาพภูมิอากาศ

    18.1 พัฒนายกระดับวิถีเกษตรกรสู่เกษตรกรรุ่นใหม่ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

    18.2 ส่งเสริมและสนับสนุนการใช้พลังงานสะอาดควบคู่กับการวางรากฐานการปรับโครงสร้างตลาดพลังงานไปสู่การเปิดตลาดไฟฟ้าเสรี

    18.3 ส่งเสริมให้เกิดการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการขนส่งและโลจิสติกส์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

    18.4 จัดตั้งตลาดซื้อขายคาร์บอนเครดิตที่ได้มาตรฐานสากลและผลักดันกฎหมายด้านสิ่งแวดล้อมที่สำคัญ ให้มีผลบังคับใช้โดยเร็ว

    18.5 เพิ่มพื้นที่ดูดซับก๊าซเรือนกระจก

    19) การอนุรักษ์และใช้ประโยชน์ทรัพยากรธรรมชาติอย่างมีคุณค่าและสมดุล

    ด้านการบริหารภาครัฐ การปฏิรูปกฎหมาย

    20) ราชการทันใจ

    21) การปฏิรูประบบราชการ เสริมสร้างวินัยทางการเงินและการคลังของรัฐอย่างเป็นระบบ

    22) การพัฒนากฎหมายเพื่อให้ประชาชนมีชีวิตที่ดีขึ้น

    22.1 ทบทวนกฎหมายที่ใช้บังคับให้สอดคล้องกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลง

    22.2 เร่งยกเลิกกฎหมายที่หมดความจำเป็นหรือซ้ำซ้อนกับกฎหมายอื่น

    22.3 ปรับปรุงกฎหมายที่เป็นอุปสรรคต่อการค้าการลงทุนสมัยใหม่

    22.4 แก้ไขกฎหมายว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้างของภาครัฐ

    22.5 การเสนอกฎหมายใหม่ที่จะจัดทำขึ้น

    22.6 กำหนดกรอบระยะเวลาในการพิจารณาทบทวน ปรับปรุง และเสนอร่างกฎหมาย

    23) แก้ปัญหาคอร์รัปชันเชิงโครงสร้างอย่างจริงจัง 

    เพื่อให้รัฐบาลสามารถขับเคลื่อนนโยบายสำคัญของรัฐบาล บริหารราชการแผ่นดินให้เป็นไปตามแนวนโยบายแห่งรัฐและยุทธศาสตร์ชาติทั้ง 6 ด้านไปสู่การปฏิบัติได้อย่างแท้จริง “พูดแล้วทำ” โดยรัฐบาลได้กำหนดให้มีกลไกการบริหารราชการแผ่นดินภายใต้แนวคิดการบริหารภาครัฐด้วยระบบบูรณาการแบบกลุ่มยุทธศาสตร์ (Cluster) ซึ่งในระยะเริ่มต้นจะแบ่งออกเป็น 5 กลุ่ม ดังนี้

    1. ด้านเศรษฐกิจมหภาค การลงทุน และอุตสาหกรรมแห่งอนาคต 

    2. ด้านการผลิต การค้าและบริการ 

    3. ด้านโครงสร้างพื้นฐานและทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม 

    4. ด้านสังคมและสวัสดิการ 

    5. ด้านการต่างประเทศและความมั่นคง 

     “กระผมจะทำทุกวิถีทางเพื่อขับเคลื่อนให้ ประเทศไทยมั่นคงจากภายใน คนไทยตั้งตัวได้ เศรษฐกิจแข่งขันได้ และโลกเชื่อมั่นประเทศไทย” นายกรัฐมนตรีกล่าวให้คำมั่นในการแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรี

    โดยสามารถอ่านคำแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรี ฉบับเต็ม ที่ https://www.thaigov.go.th/th/media/ebook/read/244

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/33/iid/492947&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0ncOnkQfWkjLo2S9Krfs-n

  • หวัง อี้ ถวายการต้อนรับ กรมสมเด็จพระเทพฯ เสด็จฯเยือนประเทศจีน

    หวัง อี้ ถวายการต้อนรับ กรมสมเด็จพระเทพฯ เสด็จฯเยือนประเทศจีน

    หวัง อี้ ถวายการต้อนรับ กรมสมเด็จพระเทพฯ เสด็จฯเยือนประเทศจีน

    วันพฤหัสบดี ที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2569, 09.56 น.

    วันที่ 9 เมษายน 2569  เพจเฟซบุ๊ก สถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย ได้โพสต์ภาพ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จฯ เยือนประเทศจีน 

    โดยมีข้อความระบุว่า นายหวัง อี้ ถวายการต้อนรับสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี

    เมื่อวันที่ 8 เมษายน 2569 นายหวัง อี้ สมาชิกกรมการเมืองแห่งคณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์จีนและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้ถวายการต้อนรับสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารีของประเทศไทย ณ กรุงปักกิ่ง

    นายหวัง อี้ ได้กราบบังคมทูลว่า ในปี 2568 เนื่องในโอกาสครบรอบ 50 ปีแห่งการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างจีนและไทย พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้เสด็จฯเยือนจีนอย่างเป็นทางการเป็นครั้งแรก โดยประธานาธิบดีสี จิ้นผิงถวายการต้อนรับ และประมุขทั้งสองประเทศได้บรรลุฉันทามติสำคัญในการส่งเสริมการสร้างประชาคมจีน-ไทยที่มีอนาคตร่วมกัน ซึ่งเป็นการชี้แนะแนวทางในการกระชับมิตรภาพระหว่างจีนและไทยให้แน่น แฟ้นยิ่งขึ้น

    นายหวัง อี้ กราบบังคมทูลว่า สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารีเสด็จเยือนจีน 57 ครั้งในรอบ 45 ปีที่ผ่านมา เสด็จไปทั่วทุกภูมิภาคของประเทศ ทรงเป็นผู้มีส่วนร่วมในการปฏิรูปและเปิดประเทศของจีน ทรงเป็นพยานในการพัฒนาประเทศให้มีความทันสมัยแบบจีน และทรงเป็นผู้ปฏิบัติในการส่งเสริมมิตรภาพระหว่างจีนและไทยอย่างเป็นรูปธรรม

    พระองค์ทรงเป็นมิตรเก่าแก่และเพื่อนที่ดีของประชาชนชาวจีน และทรงทุ่มเทความพยายามและมีคุณูปการอย่างใหญ่หลวงในการกระชับมิตรภาพระหว่างจีนและไทยให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น

    ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ได้ถวาย “เครื่องอิสริยาภรณ์รัฐมิตราภรณ์” แด่พระองค์เป็นพิเศษ ปีนี้เป็นปีเริ่มต้นของแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติระยะ 5 ปี ฉบับที่ 15 ของจีน จีนยินดีที่จะร่วมมือกับไทย โดยยึดมั่นในฉันทามติที่สำคัญที่ประมุขทั้งสองประเทศได้บรรลุร่วมกัน เพื่อสานต่อมิตรภาพอันดีงามระหว่างจีนและไทย เสริมสร้างความร่วมมือกับไทยในด้านที่พระองค์ทรงให้ความสำคัญ เช่น เทคโนโลยีขั้นสูง การศึกษา และความเป็นอยู่ที่ดีของประชาชน ทรงปลูกฝังเมล็ดพันธุ์แห่งมิตรภาพอย่างต่อเนื่อง และส่งเสริมการสร้างประชาคมจีน-ไทยที่มีอนาคตร่วมกันเพื่อประโยชน์ของประชาชน

    สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารีตรัสว่า จีนเป็นมิตรที่ดีของประเทศไทย ประเทศไทยซาบซึ้งในความช่วยเหลืออย่างแข็งขันของจีนในด้านต่างๆ เช่น การพัฒนาบุคลากรและทรัพยากรมนุษย์ ในระหว่างการเสด็จเยือนจีน พระองค์ได้เสด็จเยี่ยมชมโครงการไฮเทคต่างๆ ที่ทรงสนใจและทรงได้รับประโยชน์อย่างมาก

    พระองค์ทรงหวังที่จะเสริมสร้างการสื่อสารและการแลกเปลี่ยนกับจีนในหลากหลายสาขาให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น เสริมสร้างความร่วมมือที่เป็นรูปธรรมในด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เกษตรกรรม การแพทย์ วัฒนธรรม และการศึกษา ส่งเสริมความเข้าใจและมิตรภาพระหว่างประชาชนทั้งสองประเทศ และผลักดันให้มิตรภาพไทย-จีนเจริญงอกงามยิ่งขึ้น

    494.gif

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/royal/957725&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw15UIMHKzDLOh2vIFFora6t

  • สจด. แสดงความยินดี ช่อง 9 MCOT HD ในโอกาสครอบรอบ 74 ปี — สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา CDTI

    สจด. แสดงความยินดี ช่อง 9 MCOT HD ในโอกาสครอบรอบ 74 ปี — สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา CDTI

    สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา
    อาคาร ๖๐ พรรษา ราชสุดาสมภพ
    สำนักพระราชวัง สนามเสือป่า
    ถนนศรีอยุธยา เขตดุสิต กรุงเทพฯ 10300

    Chitralada Technology Institute
    Rajasudasambhava 60, Bureau of the Royal
    Household Sanam Sueapa, Sri Ayutthaya Rd., Dusit, Bangkok 10300

    ทุกวัน จันทร์-ศุกร์
    8.30 น. – 16.30 น.
    (ยกเว้น วันหยุดนักขัตฤกษ์)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.cdti.ac.th/content/122494/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2uOCEajA594DPdVA137HOc

  • C

    C

    ในวันที่ ค่าเล่าเรียนต่างประเทศ พุ่งต่อเนื่องแตะหลักหลายสิบล้านบาทต่อครอบครัว ธนาคาร CIMB THAI เดินหน้าสร้างทางเลือกใหม่ให้ผู้ปกครอง ด้วยแนวคิด “วางแผนการศึกษาด้วยการลงทุนผ่านตราสารหนี้” ที่ช่วยเปลี่ยนภาระค่าใช้จ่ายก้อนใหญ่ให้กลายเป็น “กระแสเงินสดที่วางแผนได้”

    CIMB THAI ออกแบบแผนเรียนฟรี ด้วยตราสารหนี้ ลดภาระค่าใชจ่ายหลักล้าน สร้างอนาคตลูกอย่างมั่นใจ ผู้เชี่ยวชาญชี้จุดเด่นเรียนต่อสหรัฐฯ และสวิตฯ

    ล่าสุด ธนาคารจัดสัมมนา “Overseas Education x Financial Solution เปิดเส้นทางสู่การศึกษาต่อต่างประเทศอย่างมั่นใจ” เจาะลึกทั้ง ปลายทางการศึกษา และ วิธีวางแผนทางการเงิน ลดภาระค่าใช้จ่ายหลักล้าน พร้อมปูทางสู่อนาคตที่มั่นคงให้บุตรหลาน

    ‘การศึกษา – การลงทุน’ ต้องเดินไปด้วยกัน

    ภูดินันท์ เศรษฐนันท์ Head, Affluent & Wealth Management ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย เปิดเผยว่า การศึกษาและการลงทุน สองสิ่งนี้ต้องเดินไปด้วยกัน การบริหารเงินอย่างชาญฉลาด จะตอบโจทย์การศึกษาลูกให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ทีม Wealth CIMB THAI ขอเป็นส่วนหนึ่งที่จะร่วมเดินทางไปกับลูกค้าเริ่มต้นด้วยการจัดงานสัมมนาให้ความรู้ ‘Overseas Education x Financial Solution เปิดเส้นทางสู่การศึกษาต่อต่างประเทศอย่างมั่นใจ’ เพราะคำถามที่ผู้ปกครองหลายคนมีตรงกันคือ ส่งลูกไปเรียนต่อต่างประเทศที่ไหนดี เช่น สหรัฐหรือสวิตเซอร์แลนด์ และต้องเตรียมเงินอย่างไรให้เพียงพอ ธนาคารจึงเชิญผู้เชี่ยวชาญด้านการศึกษามาให้ความรู้ ผสานกับผู้เชี่ยวชาญ CIMB THAI แนะเตรียมความพร้อมต้นทุนค่าการศึกษาด้วยการวางเงินลงทุนให้ตรงจุด ผลตอบแทนที่งอกเงยสามารถครอบคลุมค่าเล่าเรียนตลอดเส้นทาง และเมื่อลูกหลานเรียบจบ เงินต้นอยู่ครบ เรียกได้ว่า ออกแบบแผนเรียนฟรีได้ ถ้าใช้ตราสารหนี้

    เปิดตัวเลขจริง: เรียนอินเตอร์แตะ 20 ล้านบาท

    สูตรคิดใหม่ : เปลี่ยนเงินก้อน สร้างกระแสเงินสด – เรียนฟรีได้ ถ้าวางเงินถูกจุด

    เอกวิทย์ เมธีเจริญวงศ์ Coverage & Channel, Treasury & Markets ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย เปิดเผยว่า การลงทุนด้านการศึกษาให้ผลตอบแทนดีที่สุดในระยะยาว ทว่า ค่าเทอม High School (อินเตอร์ในไทย) เฉลี่ยประมาณ 1 ล้านบาทต่อปี โดยมีระยะเวลาการเรียน 6 ปี ส่วนการศึกษาต่อปริญญาตรีในต่างประเทศ เฉลี่ยค่าเทอมประมาณ 3.5 ล้านบาทต่อปี โดยมีระยะเวลาการเรียน 4 ปี รวมทั้งเส้นทางตลอด 10 ปี ประมาณ 20 ล้านบาทและมีแนวโน้ม ‘เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง’

    CIMB THAI เสนอสูตรคิดใหม่ เปลี่ยนจากเก็บเงินก้อนเพื่อจ่ายค่าเรียน เป็นการวางเงินให้ถูกจุดเพื่อสร้างรายได้แทน ซึ่งทางเลือกที่น่าสนใจคือพันธบัตรและหุ้นกู้ เพราะความเสี่ยงต่ำ ให้ผลตอบแทนสม่ำเสมอ สามารถคาดการณ์กระแสเงินสดได้ชัดเจน เหมาะวางแผนค่าใช้จ่ายที่ต้องการเงินสดที่แน่นอน

    ตัวอย่างจริง ของการแผนการศึกษา 10 ปี ที่ต้องใช้เงิน 20 ล้านบาท หรือเฉลี่ยปีละ 2 ล้านบาท หากวางแผนการใช้เงินจะสามารถลดภาระค่าใช้จ่ายได้หลักสิบล้านบาท และรักษาเงินเงินต้น หรือเทียบเท่ากับการเรียนฟรี กรณี ฝากเงิน ได้ดอกเบี้ย 1% ต้องใช้เงินต้น 200 ล้านบาท เพื่อสร้าง 2 ล้านบาทต่อปี แต่ถ้าหากลงทุนในพันธบัตรรัฐบาล ที่ให้ผลตอบแทนประมาณ 2.6% จะใช้เงินต้นลดลงมาที่ 77 ล้านบาท ขณะที่การลงทุนในหุ้นกู้เอกชนคุณภาพดีที่ให้ผลตอบแทนเฉลี่ย 3-4% จะใช้เงินต้นลดลงมาเหลือ 50-67 ล้านบาท โดยได้รับผลตอบแทนในระดับเดียวกัน และยังคงได้รับเงินต้นคืนเมื่อครบกำหนด ลูกหลานเรียนจบเรามีเงินต้นอยู่ครบ สะท้อนให้เห็นว่าแค่เปลี่ยนที่วางเงิน ก็ช่วยลดเงินต้นลงอย่างมีนัยสำคัญ”

    โดยสรุป CIMB THAI แนะนำใช้ ‘ดอกเบี้ย’ เป็นตัวจ่ายค่าเรียน และยัง ‘รักษาเงินต้นครบ’ เมื่อลูกจบการศึกษา ครอบครัวยังมี wealth ต่อเนื่อง นี่คือการเปลี่ยน ‘ค่าใช้จ่าย’ เป็น ‘กลยุทธ์การเงินระยะยาว’

    นอกจากตราสารหนี้ในประเทศ การลงทุนหุ้นกู้ต่างประเทศ (Offshore Bonds) เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่าหุ้นกู้ในประเทศ CIMB THAI เชื่อมต่อโอกาสการลงทุน ด้วยความแข็งแกร่งของเครือข่าย CIMB Group ในระดับภูมิภาค เพื่อเข้าถึงผลิตภัณฑ์ Offshore ทั้ง หุ้นกู้ต่างประเทศ และ หุ้นกู้อนุพันธ์ต่างประเทศ ครอบคลุมสินทรัพย์และตลาดชั้นนำทั่วโลก มาพร้อมกับ Ecosystem ครบวงจร อาทิ บริการแลกเปลี่ยนตราเงินต่างประเทศ (FX Services) อัตราพิเศษ, Investment Advisory เฉพาะบุคคล รวมถึง ‘CIMBweBOND Club’ สำหรับนักลงทุนหุ้นกู้ โดย 1 ในกิจกรรมที่สนับสนุนการเตรียมความพร้อมของเยาวชนผ่านกิจกรรมต่าง ๆ เช่น CIMBweBOND Concert ซึ่งเปิดโอกาสให้เยาวชนได้แสดงความสามารถและสร้างผลงานเพื่อใช้เป็นพอร์ตโฟลิโอในการศึกษาต่อในระดับมหาวิทยาลัย ลูกค้าสนใจใช้ผลิตภัณฑ์และบริการ ธุรกิจบริหาร Treasury & Markets ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย ติดต่อได้ที่ 02 670 4649

    สวิตเซอร์แลนด์ ระบบนิเวศของความสำเร็จ

    อภิชาติ อัสสกุล ผู้ก่อตั้งและกรรมการด้านการศึกษาต่อต่างประเทศ Swiss School Consultants เปิดเผยว่า โลกเปลี่ยนไปเร็วมาก อยากให้มองการศึกษาในมุมใหม่ โดยไม่ยึดติดกับประเทศใดประเทศหนึ่ง เส้นทางการศึกษาเดิมที่เราคุ้นเคยมี 2 ระบบ ระบบสหรัฐ ระบบอังกฤษ อยากให้มองยุทธศาสตร์การศึกษาที่เป็นเกราะป้องกันความเสี่ยงระดับโลก อาทิ ศึกษาต่อในสวิตเซอร์แลนด์ ประเทศที่มีระบบนิเวศของความสำเร็จ ไม่เคยมีสงคราม-รัฐประหาร ที่ตั้งองค์กรระดับโลก ผลิตผู้นำต่อเนื่องมานานถึง 150 ปี รถไม่ติด มีเวลาโฟกัสการเรียนเต็มที่ กิจกรรมนอกห้องเรียนดีกว่าอ่านจากตำราหลายเท่า โรงเรียนในสวิตเซอร์แลนด์ออกแบบมาให้มีความหลากหลายอย่างตั้งใจ จำกัดจำนวนนักเรียนแต่ละสัญชาติไม่ให้เกิน 10% นักเรียน 100 สัญชาติใช้ชีวิตร่วมกันเป็นพลเมืองโลกอย่างแท้จริง เมื่อประกอบเข้ากับทักษะ 3-4 ภาษา และมิติทางความคิดจะยิ่งเพิ่มศักยภาพนักเรียนขึ้นอีก 20% ดังนั้น ประเทศสวิตเซอร์แลนด์เป็นมากกว่าการเรียนแต่เป็นโรดแมป 10 ปี กลยุทธ์ของชีวิต เริ่มตั้งแต่อายุ 13-14 ปีสมองเปิดรับภาษาใหม่ๆ อายุ 15-16 ปี พัฒนาความรู้ และ 17-18 ปี เตรียมตัวเข้ามหาวิทยาลัยชั้นนำทั้งในสหรัฐ และอังกฤษ

    สหรัฐอเมริกา หลากหลาย ยืดหยุ่น เน้นเรียนในห้องและนอกห้อง

    นภกานต์ วรรธนะกุล ที่ปรึกษาด้านการศึกษาต่อต่างประเทศ Athena Consulting เปิดเผยว่า นักเรียนไทยยังมีแนวโน้มเลือกศึกษาต่อในสหรัฐ จุดเด่นสำคัญของระบบการคือความหลากหลายของหลักสูตร และความยืดหยุ่นที่เปิดโอกาสให้นักเรียนค้นหาความสนใจของตัวเองก่อนตัดสินใจเลือกสาขา อีกทั้งมหาวิทยาลัยในสหรัฐแข็งแกร่งในหลายสาขา เช่น Engineering, Business, Humanities, Science, Design และ Music พร้อมรูปแบบการเรียนรู้ที่เน้นทั้งในและนอกห้องเรียน เพื่อทดลอง ค้นหา ต่อยอดความสนใจทางวิชาการที่หลากหลายในช่วงแรก ก่อนกำหนดสาขาที่ต้องการศึกษาอย่างจริงจัง อีกทั้งมีโอกาสเข้าร่วม study abroad programs ไปเรียนต่างประเทศ เพื่อเปิดมุมมองและค้นหาความสนใจของตนเองในบริบทที่หลากหลาย

    การสมัครเข้ามหาวิทยาลัยในสหรัฐ ซับซ้อนและแข่งขันสูง พิจารณาผลการเรียนควบคู่ประเมินผู้สมัครแบบรอบด้าน กิจกรรมนอกห้องเรียน ความแตกต่าง การมีส่วนร่วม สำคัญคือการมี passion และความคิดริเริ่ม ความเป็นผู้นำ และความต่อเนื่องของบทบาทที่ทำ ซึ่งต้องอาศัยการวางแผนและพัฒนาอย่างเป็นระบบตั้งแต่ช่วงต้นของมัธยมศึกษา ดังนั้นผู้สมัครจำเป็นต้องเตรียม Portfolio ที่สะท้อนตัวตนและพัฒนาการอย่างชัดเจน เพื่อให้สามารถแข่งขันได้ในระดับนานาชาติ

    กระบวนการสมัคร Essays ถือเป็นองค์ประกอบสำคัญ ที่ใช้ถ่ายทอดตัวตนของผู้สมัคร โดยเฉพาะคุณค่าที่ผู้สมัครยึดถือ และ วิธีคิด (mindset) ซึ่งเป็นสิ่งที่มหาวิทยาลัยต้องการเข้าใจอย่างลึกซึ้ง มากกว่าข้อมูลเชิงผลลัพธ์เพียงอย่างเดียว โดยแต่ละมหาวิทยาลัยมักมีโจทย์และความคาดหวังที่แตกต่างกัน ผู้สมัครจึงต้องเตรียมงานเขียนให้สอดคล้องกับแต่ละแห่งอย่างเฉพาะเจาะจง จึงเป็นหนึ่งในขั้นตอนที่ท้าทายและควรเริ่มเตรียมตัวตั้งแต่เนิ่น ๆ

    ชญานิษฐ์ เศรษฐบุตร ศิษย์เก่ามหาวิทยาลัยโคลัมเบีย สหรัฐอเมริกา เปิดเผยว่า ยกตัวอย่าง Stanford ผู้สมัครกว่า 50,000 คนต่อปี แต่รับเพียง 3,000 คน เริ่มจากดู GPA และ SAT ว่าผ่านเกณฑ์ไหม ก่อนจะดูตัวตนของผู้สมัคร ว่าใช้เวลาไปกับอะไร มี นักเรียนไทยคนนหนึ่งสนใจด้านการเงิน เห็นปัญหาคนไทยขาดความรู้เรื่องการลงทุน จึงจัดเวิร์กช็อปให้ความรู้ และต่อยอดทำคอนเทนต์ YouTube ร่วมกับสถาบันการเงิน รวมถึงขยายไปยังโรงเรียนต่างจังหวัด ต่อยอดด้วยการเขียนหนังสือสอนการออมเงินสำหรับเด็ก มหาวิทยาลัย Stanford ชอบมากเพราะเห็นทั้ง passion และความตั้งใจช่วยสังคม

    แต่ละมหาวิทยาลัยมีเกณฑ์และ “คาแรกเตอร์” ของนักเรียนที่มองหาแตกต่างกัน

    • Princeton เน้นความเป็นเลิศทางวิชาการ โดยเฉพาะสายวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์
    • MIT มองหานักเรียนที่โดดเด่นด้านวิทย์-คณิตในระดับสูง เช่น ผู้แข่งขันระดับ International Olympiad
    • Harvard ให้ความสำคัญกับผู้นำในอนาคต (future leaders) เช่น นักการเมือง นักเศรษฐศาสตร์ หรือผู้นำระดับประเทศ
    • Stanford มองหานักคิดเชิงนวัตกรรมและผู้ประกอบการ (startup mindset)
    • Yale ให้ความสำคัญกับชุมชน ความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่ง และการมีส่วนร่วมในสังคม
    • University of Chicago เด่นด้านเศรษฐศาสตร์ การเงิน และธุรกิจ มีนักวิชาการระดับรางวัลโนเบลจำนวนมาก
    • Northwestern และ Duke มีชื่อเสียงด้านชีวิตในมหาวิทยาลัยและบรรยากาศแคมปัส รวมถึงกีฬา เช่น บาสเกตบอล
    • Johns Hopkins มีชื่อเสียงระดับโลกด้านการแพทย์
    • Columbia (Journalism) โดดเด่นด้านวารสารศาสตร์
    • UPenn (Wharton) เป็นที่รู้จักอย่างมากด้านธุรกิจและการเงิน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.newswit.com/th/ieppui6gjvnu7z6cr9hgyabhcis5opum&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw29qvASK0_Ur7NPO0xDDvwu

  • รีวิวฉบับจัดเต็ม: หนีงานมากินไข่! บุก “โรงแรมฟาร์มเฮ้าส์

    รีวิวฉบับจัดเต็ม: หนีงานมากินไข่! บุก “โรงแรมฟาร์มเฮ้าส์

    TrueID

    Follow us

    TrueID Line Official

    Copyright © True Digital Group Company Limited.
    All rights reserved

    TrueID APP

    Unbox Yourself with TrueID

    ทรูไอดี โลกความสุขในทุกตัวตนของคุณ

    Download on App StoreDownload on Google Play StoreDownload on Huawei AppGallery

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://travel.trueid.net/detail/69EGM1K1YJoL&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3sAD8gFlA7wHa4DE0f4NaA

  • หวังอี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของจีนเข้าเฝ้าฯ กรมสมเด็จพระเทพฯ ณ กรุงปักกิ่ง 

    หวังอี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของจีนเข้าเฝ้าฯ กรมสมเด็จพระเทพฯ ณ กรุงปักกิ่ง 

    สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า หวังอี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของจีน เข้าเฝ้าฯ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ณ กรุงปักกิ่งของจีน

    หวัง ซึ่งเป็นกรรมการกรมการเมืองแห่งคณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์จีน กล่าวว่าสีจิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน และพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้บรรลุฉันทามติสำคัญเกี่ยวกับการส่งเสริมการสร้างประชาคมจีน-ไทยที่มีอนาคตร่วมกันเมื่อปี 2025 ซึ่งช่วยชี้นำทิศทางการกระชับมิตรภาพระหว่างจีนและไทยให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น

    หวังกล่าวว่ากรมสมเด็จพระเทพฯ ทรงเป็นสหายที่ดีและเพื่อนเก่าของประชาชนชาวจีน ทรงเป็นประจักษ์พยานการปฏิรูปและเปิดกว้างของจีน รวมถึงการสร้างความทันสมัยแบบจีน อีกทั้งทรงทุ่มเทความพยายามและมีส่วนร่วมอย่างโดดเด่นในการกระชับมิตรภาพระหว่างจีนและไทยให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น

    จีนยินดีทำงานร่วมกับไทยโดยยึดถือฉันทามติสำคัญที่ผู้นำสองประเทศได้บรรลุร่วมกัน สานต่อมิตรภาพอันยาวนาน เสริมสร้างความร่วมมือกับไทยในด้านที่กรมสมเด็จพระเทพฯ ทรงให้ความสำคัญ เช่น เทคโนโลยีขั้นสูง การศึกษา และความเป็นอยู่ที่ดีของประชาชน และส่งเสริมการสร้างประชาคมจีน-ไทยที่มีอนาคตร่วมกันเพื่อเอื้อประโยชน์ต่อประชาชนทั้งสองประเทศ

    กรมสมเด็จพระเทพฯ ตรัสว่าฝ่ายไทยซาบซึ้งในการสนับสนุนจากฝ่ายจีน และหวังว่าทั้งสองฝ่ายจะเสริมสร้างการสื่อสารและการแลกเปลี่ยนในด้านต่างๆ มากยิ่งขึ้น เสริมแกร่งความร่วมมือที่เป็นรูปธรรมในด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เกษตรกรรม การแพทย์ วัฒนธรรม การศึกษา และด้านอื่นๆ ส่งเสริมความเข้าใจและมิตรภาพระหว่างประชาชนทั้งสองประเทศ ตลอดจนสนับสนุนความสัมพันธ์ฉันมิตรระหว่างไทยและจีนให้ก้าวหน้าต่อไป

    (แฟ้มภาพซินหัว : หวังอี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศจีน และกรรมการกรมการเมืองแห่งคณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์จีน เข้าเฝ้าฯ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ณ กรุงปักกิ่งของจีน วันที่ 8 เม.ย. 2026)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/world/41823&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0-Pv5HNyM5Q-oHlRb3wd30