Category: วัฒนธรรม

  • วิจัยชี้ การห้ามใช้โทรศัพท์ในโรงเรียนไม่ส่งผลอะไรต่อการเรียน

    วิจัยชี้ การห้ามใช้โทรศัพท์ในโรงเรียนไม่ส่งผลอะไรต่อการเรียน

    วิจัยชี้ การห้ามใช้โทรศัพท์ในโรงเรียนไม่ส่งผลอะไรต่อการเรียน

    วิจัยชี้ การห้ามใช้โทรศัพท์ในโรงเรียนไม่ส่งผลอะไรต่อการเรียน

    ผลการศึกษาพบว่า การห้ามใช้โทรศัพท์มือถือในโรงเรียนไม่มีผลกระทบต่อคะแนนสอบหรือการเข้าเรียน แต่ครูส่วนใหญ่ยืนยันการสอนมีประสิทธิภาพมากขึ้น

    • ผลการศึกษาในสหรัฐฯ ชี้ว่าการห้ามใช้โทรศัพท์ในโรงเรียนแทบไม่มีผลกระทบต่อคะแนนสอบ การเข้าเรียน หรือการมีส่วนร่วมในชั้นเรียน
    • แม้ไม่ส่งผลด้านวิชาการ แต่มาตรการดังกล่าวช่วยลดการใช้โทรศัพท์ในห้องเรียนได้จริง และทำให้ครูมีความสุขในการทำงานมากขึ้น
    • บางโรงเรียนพบว่าการบังคับใช้กฎอย่างเข้มงวดในช่วงแรก ส่งผลให้เกิดปัญหาด้านวินัยอื่นๆ เพิ่มขึ้นจากความไม่พอใจของนักเรียน

    ผลการศึกษาพบว่า การห้ามใช้โทรศัพท์มือถือในโรงเรียนไม่มีผลกระทบต่อคะแนนสอบหรือการเข้าเรียน แต่ครูส่วนใหญ่ยืนยันการสอนมีประสิทธิภาพมากขึ้น

    ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา หลายรัฐในอเมริกา ได้พยายามจำกัดการใช้โทรศัพท์มือถือในโรงเรียน ซึ่งผู้ปกครองและครูหวังว่าการลดการใช้โทรศัพท์จะช่วยปรับปรุงผลการสอบ ส่งเสริมสุขภาพจิต และช่วยให้นักเรียนตั้งใจเรียนในห้องเรียนมากขึ้น อย่างไรก็ตาม ผลลัพธ์ที่ได้นั้นค่อนข้างหลากหลาย

    แม้ว่าการห้ามใช้โทรศัพท์มือถือจะช่วยลดการใช้งานโดยไม่ได้รับอนุญาตในโรงเรียนลงได้ แต่ผลดีทางด้านวิชาการกลับมีน้อยมาก จากผลการศึกษาที่เผยแพร่โดยสำนักงานวิจัยเศรษฐกิจแห่งชาติเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา พบว่าห้ามใช้โทรศัพท์ในโรงเรียน แทบไม่ส่งผลกระทบต่อคะแนนสอบ การเข้าเรียน การรับรู้เกี่ยวกับการกลั่นแกล้งทางออนไลน์ หรือการมีส่วนร่วมในชั้นเรียนเลย

    วิจัยชี้ การห้ามใช้โทรศัพท์ในโรงเรียนไม่ส่งผลอะไรต่อการเรียน

    ผู้เชี่ยวชาญที่เป็นหนึ่งในทีมวิจัยกล่าวว่า ผลลัพท์จากงานวิจัยชิ้นนี้ ชี้ให้เห็นแล้วว่า การแก้ปัญหาการใช้โทรศัพท์ในห้องเรียนนั้นเป็นเรื่องที่ง่ายและมีวิธีที่ได้ผลจริง แต่การเปลี่ยนแปลงผลลัพธ์อย่าง ‘คะแนนสอบ’ นั้นทำได้ยาก

    แม้จะไม่สามารถแก้ปัญหาด้านผลการเรียนได้ แต่ครูหลายคนยืนยันว่า มาตรการห้ามใช้โทรศัพท์มือถืออย่างเข้มงวดส่งผลให้มีการใช้โทรศัพท์ในห้องเรียนน้อยลงจริง และทำให้ครูรู้สึกมีความสุขในการทำงานมากขึ้น

    หนึ่งในมาตรการที่ได้รับความนิยมในโรงเรียนเกือบ 5,000 แห่งทั่วสหรัฐฯ คือการใช้ ‘กระเป๋าใส่โทรศัพท์มือถือแบบล็อกได้’ เพื่อลดการใช้โทรศัพท์มือถือในระหว่างชั่วโมงเรียน โดยนักเรียนทุกคนจะต้องล็อกอุปกรณ์ของตนไว้ในกระเป๋าทันทีที่มาถึงโรงเรียน และจะไม่สามารถนำออกมาใช้งานได้จนกว่าจะถึงเวลาเลิกเรียน

    วิจัยชี้ การห้ามใช้โทรศัพท์ในโรงเรียนไม่ส่งผลอะไรต่อการเรียน

    หลายโรงเรียนยังสังเกตว่า การห้ามใช้โทรศัพท์อย่างเข้มงวด ได้ทำพฤติกรรมที่ผิดวินัยอื่นๆ มากขึ้น เนื่องมาจากความไม่พอใจกับกฎใหม่หรือการเฝ้าระวังที่เข้มงวดมากขึ้นจากครู

    อย่างไรก็ตาม พวกเขาคาดการณ์ว่า ความไม่พอใจดังกล่าวจะค่อยๆ จางหายไป เมื่อกฎถูกบังคับใช้เป็นระยะเวลานาน 

    นอกจากนี้ยังมีงานวิจัยที่ระบุว่า วัยรุ่นที่ใช้เวลาอยู่กับหน้าจอโทรศัพท์โทรศัพท์มากกว่าการทำกิจกรรมในโรงเรียนเรียน ก็จะยิ่งมีแนวโน้มที่จะมีอาการวิตกกังวลและอาการซึมเศร้ามากกว่าด้วย พวกเขาจึงคาดหวังว่ามาตรการที่เข้มข้นนี้ จะช่วยให้เด็กๆ มีสมาธิในห้องเรียน ลดการพึ่งพาหน้าจอและโซเชียลมีเดียที่เพิ่มมากขึ้น และได้ประโยชน์จากการเงยหน้ามองโลกแทนที่จะก้มหน้ามองโทรศัพท์มือถือทั้งวัน

    วิจัยชี้ การห้ามใช้โทรศัพท์ในโรงเรียนไม่ส่งผลอะไรต่อการเรียน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.springnews.co.th/news/hot-issue/863256&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2iHnA8BMWju0U3–O1d69M

  • ‘เอกนิติ’ ชี้ผลศึกษา ‘แลนด์บริดจ์’ ในอดีตยังไม่เคยนำตัวแปร ‘บริบทภูมิรัฐศาสตร์โลกปัจจุบัน’ มาคำนวณเพื่อให้เห็นภาพจริง แต่ย้ำต้องดูผลกระทบทุกด้านอย่างรอบคอบ

    ‘เอกนิติ’ ชี้ผลศึกษา ‘แลนด์บริดจ์’ ในอดีตยังไม่เคยนำตัวแปร ‘บริบทภูมิรัฐศาสตร์โลกปัจจุบัน’ มาคำนวณเพื่อให้เห็นภาพจริง แต่ย้ำต้องดูผลกระทบทุกด้านอย่างรอบคอบ

    หลังจากการรัฐบาลภายใต้การนำของ อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ประกาศเตรียมเดินหน้าโครงการสะพานเศรษฐกิจภาคใต้เชื่อมฝั่งทะเลอ่าวไทย-อันดามัน หรือ แลนด์บริดจ์ (Landbridge) เมกะโปรเจกต์ที่มีมูลค่าโครงการประเมินไว้สูงถึงประมาณ 1 ล้านล้านบาท ซึ่งเจ้าภาพหลักของโครงการนี้ คือ กระทรวงคมนาคม ซึ่งมี พิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี นั่งเป็นเจ้ากระทรวง ได้สร้างกระแสต่อสังคมทั้งฝั่งที่เห็นด้วยกับเห็นค้าน พร้อมตั้งคำถามถึงความคุ้มค่าและผลกระทบของโครงการนี้

    ส่งผลให้วานนี้ (5 พฤษาภาคม) อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้ลงนามในคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการศึกษาแนวทางขับเคลื่อนโครงการแลนด์บริดจ์ โดยมี ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นประธานกรรมการนั้น ได้นำมาสู่การตั้งคำถามในสังคม ทั้งในประเด็นการข้ามห้วยมาคุมโปรเจกต์คมนาคม รวมถึงข้อสงสัยต่อเนื่องถึงการออก พ.ร.ก. กู้เงิน 4 แสนล้านบาท

    ล่าสุดวันนี้ (6 พฤษาภาคม ) ดร.เอกนิติ ให้สัมภาษณ์ในรายการเจาะลึกทั่วไทย Inside Thailand ระบุว่า ชี้แจงว่า เป็นคำสั่งของนายกรัฐมนตรี เนื่องจากปัจจุบันโครงการยังมีความไม่ชัดเจนในสังคม และต้องการให้เข้ามาช่วยศึกษาโดยมองผ่านเลนส์ของเศรษฐกิจในภาพกว้าง

    ประกอบกับโครงสร้างการบริหารงาน ดร.เอกนิติ ในฐานะรองนายกฯ ด้านเศรษฐกิจ เป็นผู้กำกับดูแลสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์ฯ) ซึ่งได้รับมอบหมายให้ทำหน้าที่เป็นคณะกรรมการและเลขานุการของบอร์ดชุดนี้ การเข้ามาเป็นประธานจึงถือเป็นการบูรณาการมิติทางเศรษฐกิจและสังคมเข้าด้วยกันอย่างตรงจุด

    เมื่อถูกถามว่าในแวดวงการเมืองมีการวิพากษ์วิจารณ์ว่า การตั้งกรรมการชุดนี้อาจเป็นเพียงลีลาทางการเมืองเพื่อสร้างผลการศึกษาฉบับที่ 4 เพื่อซื้อเวลา ดร.เอกนิติ ปฏิเสธประเด็นนี้อย่างชัดเจน โดยระบุว่ากรอบเวลา 90 วันที่นายกฯ กำหนดให้ เป็นไปไม่ได้เลยที่จะทำผลการศึกษาใหม่ทั้งหมดตั้งแต่ต้น ภารกิจหลักคือการนำผลการศึกษาเดิมที่มีอยู่แล้วถึง 3 ฉบับ มาประเมินความเป็นไปได้และผลกระทบในมิติต่างๆ อย่างละเอียด

    โจทย์สำคัญที่ทำให้ต้องทบทวนผลการศึกษา คือระยะเวลาที่ทิ้งห่างมาหลายปี ทำให้สมมติฐานเดิมอาจไม่สอดคล้องกับสถานการณ์เศรษฐกิจโลกที่เปลี่ยนไป ผลการศึกษาในอดีตยังไม่เคยนำตัวแปรเรื่อง สงคราม และ การเปลี่ยนแปลงเส้นทางการเดินเรือในช่องแคบต่างๆ ที่กำลังเผชิญปัญหา เข้ามาเป็นสมมติฐานในการวิเคราะห์ ดังนั้น การประเมินครั้งใหม่จึงต้องดึงบริบททางภูมิรัฐศาสตร์โลกในปัจจุบันเข้ามาคำนวณ เพื่อให้เห็นภาพที่แท้จริง

    คณะกรรมการฯ จะต้องพิจารณาผลกระทบให้ครอบคลุมทุกด้านอย่างรอบคอบ ทั้งด้านเศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม สังคม และความเป็นอยู่ของชุมชนในพื้นที่ ดร.เอกนิติ ย้ำว่าเมื่อได้รับมอบหมายให้มารับผิดชอบโครงการระดับชาติ แม้จะมีเวลาจำกัด ก็จะตั้งใจทำหน้าที่อย่างตรงไปตรงมา และทำให้เกิดความโปร่งใสมากที่สุด เพื่อประโยชน์ของประเทศไทย

    เคลียร์ปม พ.ร.ก. กู้เงิน 4 แสนล้าน ยันไม่ใช่ ‘ตีเช็คเปล่า’

    นอกเหนือจากโครงการแลนด์บริดจ์ ดร.เอกนิติ ยังได้ชี้แจงถึงกรณีการผ่านร่าง พ.ร.ก. ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินกรณีพิเศษ 400,000 ล้านบาท ซึ่งถูกพรรคฝ่ายค้านโดย ศิริกัญญา ตันสกุล สส. แบบบัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาชน

    วิจารณ์ว่าเป็นการ ‘ตีเช็คเปล่า’ เนื่องจากไม่เห็นรายละเอียดไส้ในของโครงการ

    ดร.เอกนิติ อธิบายว่า โดยปกติการออก พ.ร.ก. กู้เงิน รายละเอียดโครงการจะตามมาในภายหลัง แต่ความจำเป็นเร่งด่วนคือการเตรียม ‘กระสุน’ ไว้รองรับวิกฤตโลกที่จะมาเป็นระลอก ตั้งแต่สงครามในตะวันออกกลาง วิกฤตพลังงาน วิกฤตต้นทุนราคาสินค้า ไปจนถึงวิกฤตกำลังซื้อที่หดหายและปัญหาการว่างงาน

    เงินกู้ก้อนนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อบรรเทาผลกระทบของประชาชนและผู้ประกอบการที่เดือดร้อนจากค่าครองชีพ และนำมาปรับเปลี่ยนโครงสร้างพลังงานของประเทศ เพื่อลดการพึ่งพาน้ำมันและก๊าซธรรมชาติที่ต้องนำเข้ากลั่นกรองโปรเจกต์ด้วย 5 เป้าหมายหลัก (5T) เพื่อยืนยันว่าไม่ได้ตีเช็คเปล่า จะมีการตั้งคณะกรรมการกลั่นกรองโครงการภายใต้ 5 เป้าหมายหลัก ได้แก่

    • Target: มุ่งเป้าช่วยเหลือประชาชนและผู้ประกอบการที่เดือดร้อน
    • Transition: การเปลี่ยนผ่านโครงสร้างพลังงานไปสู่พลังงานทดแทน
    • Transform: การปฏิรูปเพื่อสร้างอนาคตใหม่ให้ประเทศหลังพ้นวิกฤต
    • Transparency: ความโปร่งใส โดยจะใช้เทคโนโลยีเปิดเผยข้อมูลทุกโครงการให้ประชาชนร่วมตรวจสอบ
    • Together: การทำงานร่วมกับทุกภาคส่วน

    สำหรับข้อเสนอของ กรณ์ จาติกวณิช สส. แบบบัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ที่ให้โยกงบประมาณปี 2569 หรือรองบปี 2570 แทนการกู้เงิน ดร.เอกนิติ ชี้แจงว่ารัฐบาลได้รีดงบปี 2569 ที่เบิกจ่ายล่าช้ากลับมาแล้ว แต่ได้ไม่ถึง 5 หมื่นล้านบาท ซึ่งไม่เพียงพอ ส่วนงบปี 2570 กว่าจะเริ่มใช้ได้คือเดือนตุลาคม (อีก 5 เดือน) ซึ่งไม่ทันต่อการต่อลมหายใจให้ประชาชนและผู้ประกอบการ

    ส่วนประเด็นที่คุณกรณ์เตรียมยื่นเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความ ดร.เอกนิติ ระบุว่าไม่กังวล โดยย้อนอดีตว่า ในสมัยที่คุณกรณ์เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และออก พ.ร.ก. กู้เงินโครงการ ‘ไทยเข้มแข็ง’ ตนในฐานะข้าราชการก็เป็นผู้ไปช่วยอธิบายข้อมูลปกป้องการออก พ.ร.ก. ในครั้งนั้นเช่นกัน จึงมั่นใจในความจำเป็นเร่งด่วนตามมาตรา 172 ของการกู้เงินครั้งนี้

    ABOUT THE PHOTOGRAPHER
    ศวิตา พูลเสถียร

    ช่างภาพข่าว ประจำสำนักข่าว THE STANDARD

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/ekniti-landbridge-study-geopolitics/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2SLA8EhtlnkcCQuYywLYoz

  • ลูกกวาง ภรรยา แดนนี่ โพสต์ขออภัย พร้อมฝากถึงคนเข้ามาบ้านโดยไม่ได้รับอนุญาต

    ลูกกวาง ภรรยา แดนนี่ โพสต์ขออภัย พร้อมฝากถึงคนเข้ามาบ้านโดยไม่ได้รับอนุญาต

    ทำเอาแฟนๆ ต่างเป็นห่วงและส่งกำลังใจ เมื่อ ลูกกวาง พจนีย์ ศรีภิญโญ ภรรยาของนักแสดงตลกผู้ล่วงลับ แดนนี่ ศรีภิญโญ โพสต์เล่าว่าเจอเหตุการณ์คนเข้ามาในพื้นที่ส่วนตัวโดยไม่ได้รับอนุญาต พร้อมทั้งบอกไม่สะดวกรับฝากขายที่ให้ใคร ตอนนี้ขอพาใจตัวเองให้ปกติก่อน

    โดยในเฟซบุ๊ก Pojjanee Sripinyo ได้โพสต์ข้อความถึงประเด็นนี้ไว้ว่า “ขออภัยทุกๆ คนนะคะ ให้กำลังใจผ่านโซเซียลได้เลยนะคะ ลูกกวางไม่สะดวกพบปะพูดคุยเลยค่ะ ถือว่าลูกกวางขอร้องนะคะ บ้านเอวาขอให้เป็นพื้นที่ส่วนตัวก่อนนะคะ อย่าขับรถเข้ามาในพื้นที่ส่วนตัวโดยที่ไม่ได้รับอนุญาตนะคะ โปรดเข้าใจความรู้สึกของลูกกวางด้วยนะคะ ถือว่าขอร้อง 🙏😌”

    จากนั้น ลูกกวาง พจนีย์ คอมเมนต์เพิ่มเติมใต้โพสต์ว่า “ที่บ้านมีคนอยู่เยอะมากตอนนี้ ไม่ต้องห่วงนะคะ ไม่ได้อยู่แค่ 2 คนแม่ลูก แค่อย่าเพิ่งมา ตอนนี้ไม่สะดวกในการรับแขก และพบปะพูดคุย นอกจากพี่ๆ น้องๆ เท่านั้น? และไม่สะดวกรับฝากขายที่ให้ใครทั้งนั้นค่ะ ตอนนี้ขอพาใจตัวเองให้ปกติก่อนนะคะ แข็งแรงเมื่อไหร่จะต้อนรับอย่างดี” 

    ก่อนจะเผยสาเหตุที่มีคนเข้ามาในพื้นที่ส่วนตัวไว้ว่า “วันนี้พี่ๆ มาทำสวนให้ เปิดประตูไว้ พอเห็นประตูเข้ามาเลย”

    ท่ามกลางคอมเมนต์จากแฟนๆ ที่ต่างเป็นห่วงและส่งกำลังใจ อาทิ ว่าแล้วมันต้องมีคนแบบนี้สักคนสิน่า ไปถึงบ้านเค้าได้ไงเนี่ยยยย, การให้กำลังใจถือว่าเป็นสิ่งที่ดี แต่ก็ต้องมีมารยาทและกาลเทศะด้วยเนอะ, ส่งกำลังใจนะคะ อย่าข้ามเส้นความส่วนตัว และความปลอดภัยของแม่ลูกกวางและน้องเอวานะคะ ฯลฯ

    คลิกเพื่ออ่าน ข่าวบันเทิง เพิ่มเติม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/entertain/news/2930904&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0653UTznfcvZNW-8Fj-qrh

  • เปิดประตูการศึกษาออนไลน์ หนุน สกร. จับมือ ทภ.1 ยกระดับทหารกองประจำการ สร้างอนาคตใหม่หลังปลดประจำการ

    เปิดประตูการศึกษาออนไลน์ หนุน สกร. จับมือ ทภ.1 ยกระดับทหารกองประจำการ สร้างอนาคตใหม่หลังปลดประจำการ

    วันพฤหัสบดี ที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

    กรมส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.) ร่วมกับกองทัพภาคที่ 1 จัดพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือการจัดการเรียนรู้เพื่อคุณวุฒิตามระดับ เพื่อยกระดับการศึกษาทหารกองประจำการ ณ หอประชุมกองทัพภาคที่ 1 ถนนราชดำเนินนอก กรุงเทพมหานคร โดยมี พลโท วรยส เหลืองสุวรรณ แม่ทัพภาคที่ 1 และ ดร.เกศทิพย์ ศุภวานิช อธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้ ร่วมลงนาม พร้อมด้วย ดร.รุ่งอรุณ ไสยโสภณ รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้ และผู้เกี่ยวข้องเข้าร่วมเป็นสักขีพยาน

    นายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ รมช.ศธ. กล่าวว่า ความร่วมมือครั้งนี้คือการ “เปิดประตูแห่งโอกาส” ให้ทหารกองประจำการ ซึ่งเป็นกำลังสำคัญของชาติ ได้เรียนรู้ พัฒนาตนเอง และเตรียมความพร้อมสู่อนาคตหลังปลดประจำการ โดย ศธ.ให้ความสำคัญกับการจัดการศึกษาที่เข้าถึงได้จริง ตอบโจทย์ชีวิตจริง และเรียนรู้ได้ทุกที่ทุกเวลา ภายใต้นโยบาย Anywhere Anytime โดยแนวทางสำคัญ 3 ประการ ในการขับเคลื่อนความร่วมมือ ได้แก่ การจัดการเรียนรู้ให้สอดคล้องกับภารกิจและวิถีชีวิตของทหารกองประจำการ การพัฒนาระบบออนไลน์ให้เข้าถึงง่าย มีประสิทธิภาพ และมีผู้ดูแลติดตามอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการวัดและประเมินผลที่โปร่งใส มีมาตรฐาน และสะท้อนสมรรถนะที่นำไปใช้ได้จริง

    ด้าน ดร.เกศทิพย์ กล่าวว่า สกร. ตระหนักถึงความสำคัญของทหารกองประจำการในฐานะกำลังสำคัญของชาติ การเปิดโอกาสทางการศึกษาระหว่างรับราชการจึงเป็นการเพิ่มทุนมนุษย์ เพิ่มโอกาสทางอาชีพ และสร้างเส้นทางชีวิตใหม่ให้แก่ผู้เรียน ภายใต้พระราชบัญญัติส่งเสริมการเรียนรู้ พ.ศ. 2566 ที่มุ่งจัดการเรียนรู้ให้ประชาชนทุกกลุ่มเป้าหมายอย่างทั่วถึง

    “หัวใจของความร่วมมือครั้งนี้ คือการใช้ “การศึกษาออนไลน์” เป็นเครื่องมือขยายโอกาสอย่างมีคุณภาพ โดยต้องเป็นระบบที่ “เข้าถึงผู้เรียนจริง ดูแลได้จริง และเห็นผลจริง” ไม่ใช่เพียงการนำบทเรียนขึ้นระบบดิจิทัล แต่ต้องมีครูดูแล ติดตามความก้าวหน้า มีการเทียบโอนผลการเรียน และมีมาตรฐานการวัดผลที่ชัดเจน เพื่อให้ทหารกองประจำการไม่เพียง “ได้เรียน” แต่ต้อง “เรียนแล้วเกิดผล” และนำความรู้ไปใช้ได้จริง” อธิบดี สกร. กล่าว

    ทั้งนี้ สกร. จะขับเคลื่อนงานบน 4 เสาหลัก ได้แก่ ข้อมูลผู้เรียนต้องชัดเจน แผนการเรียนรู้ต้องยืดหยุ่น การดูแลผู้เรียนต้องต่อเนื่อง และการวัดประเมินผลต้องมีมาตรฐาน โปร่งใส สะท้อนสมรรถนะจริง เพื่อให้ความร่วมมือกับกองทัพภาคที่ 1 เป็นต้นแบบของการจัดการเรียนรู้ที่ยืดหยุ่น มีคุณภาพ ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง และเปลี่ยนช่วงเวลาระหว่างรับราชการให้เป็นช่วงเวลาแห่งการพัฒนาศักยภาพ สร้างอนาคตที่มั่นคงให้แก่ตนเอง ครอบครัว และประเทศชาติต่อไป

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/local/962794&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3TT7SJZZ_yqWh0Mu5-A6rH

  • สิงคโปร์จะใช้การ

    สิงคโปร์จะใช้การ

    นักเรียนที่ชอบรังแกผู้อื่น ‘บูลลี่’ ในโรงเรียนในสิงคโปร์อาจถูกลงโทษด้วยการเฆี่ยนภายใต้แนวทางใหม่ แต่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการกล่าวเมื่อวันอังคารว่า การลงโทษดังกล่าวจะใช้ก็ต่อเมื่อเป็นทางเลือกสุดท้ายเท่านั้น โดยมีมาตรการป้องกันที่เข้มงวด

    กลุ่มสิทธิมนุษยชนวิพากษ์วิจารณ์สิงคโปร์อย่างต่อเนื่องเกี่ยวกับการใช้การลงโทษทางร่างกาย ซึ่งยังคงเป็นส่วนหนึ่งของทั้งระบบการศึกษาและกระบวนการยุติธรรมทางอาญา แต่ทางการได้ปกป้องการลงโทษดังกล่าวว่าเป็นมาตรการป้องปรามอาชญากรรมและการประพฤติมิชอบร้ายแรง

    การเฆี่ยถูกนำมาอภิปรายในรัฐสภาเมื่อวันอังคาร หลังจากที่สมาชิกสภานิติบัญญัติสอบถามถึงวิธีการนำมาใช้กับการรังแกในโรงเรียน

    การอภิปรายดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากกระทรวงศึกษาธิการได้เปิดเผยแนวทางที่เข้มงวดมากขึ้นเกี่ยวกับการประพฤติมิชอบร้ายแรงของนักเรียน รวมถึงการรังแก เมื่อเดือนที่แล้ว

    ภายใต้แนวทางดังกล่าว ผู้กระทำผิดอาจถูกเฆี่ยนระหว่างหนึ่งถึงสามครั้ง

    รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เดสมอนด์ ลี กล่าวเมื่อวันอังคารว่า “โรงเรียนของเราใช้การเฆี่ยนเป็นมาตรการลงโทษหากมาตรการอื่นๆ ไม่ได้ผล เนื่องจากความร้ายแรงของการกระทำผิด”

    “พวกเขามีระเบียบปฏิบัติอย่างเคร่งครัดเพื่อความปลอดภัยของนักเรียน ตัวอย่างเช่น การเฆี่ยนตีต้องได้รับการอนุมัติจากครูใหญ่และดำเนินการโดยครูที่ได้รับอนุญาตเท่านั้น” เขากล่าว

    “โรงเรียนจะพิจารณาปัจจัยต่างๆ เช่น วุฒิภาวะของนักเรียน และว่าการเฆี่ยนตีจะช่วยให้นักเรียนเรียนรู้จากความผิดพลาดและเข้าใจความร้ายแรงของสิ่งที่เขาทำหรือไม่”

    ลีกล่าวว่า การลงโทษนี้ใช้กับนักเรียนชายเท่านั้น ตาม “ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ซึ่งระบุว่าห้ามลงโทษผู้หญิงด้วยการเฆี่ยนตี”

    การเฆี่ยน หรือ caning ในสิงคโปร์เป็นมรดกจากยุคอาณานิคมของอังกฤษ แต่สหราชอาณาจักรได้ยกเลิกการลงโทษทางร่างกายมานานแล้ว

    หลังจากเฆี่ยนแล้ว โรงเรียนจะ “ติดตามความเป็นอยู่และความก้าวหน้าของนักเรียน” รวมถึงให้คำปรึกษาด้วย ลีกล่าว

    จากรายงานขององค์การอนามัยโลกเมื่อปีที่แล้วระบุว่า “ขณะนี้มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์มากมายที่แสดงให้เห็นว่าการลงโทษทางร่างกายต่อเด็กก่อให้เกิดความเสี่ยงต่ออันตรายหลายประการและไม่มีประโยชน์ใดๆ”

    Agence France-Presse

    Photo – (ภาพประกอบข่าว) ชายคนหนึ่งถูกกล่าวหาว่ามีเพศสัมพันธ์กับเพศเดียวกัน ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจชารีอะห์เฆี่ยนตีต่อหน้าสาธารณชนในบันดาอาเจะห์ เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2025 ชายสองคนถูกเฆี่ยนตีคนละ 76 ครั้งในจังหวัดอาเจะห์ซึ่งเป็นจังหวัดอนุรักษ์นิยมของอินโดนีเซีย เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม หลังจากศาลซึ่งดำเนินการภายใต้กฎหมายอิสลามอย่างเคร่งครัดตัดสินว่าพวกเขามีความสัมพันธ์ทางเพศกัน การมีเพศสัมพันธ์กับเพศเดียวกันเป็นสิ่งต้องห้ามในอาเจะห์ ซึ่งบังคับใช้กฎหมายชารีอะห์ ซึ่งเป็นประมวลกฎหมายอิสลาม แต่ไม่ผิดกฎหมายในที่อื่นๆ ในประเทศที่มีประชากรส่วนใหญ่เป็นมุสลิมมากที่สุดในโลก (Photo by CHAIDEER MAHYUDDIN / AFP)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/world/42523&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3BlxUj8nR5OTZUwR9XoWVH

  • ‘หมอม็อด’ เผยสัญญาณเตือนการล่มสลาย ‘ระบบบัตรทอง’ ที่กำลังกลายเป็นวิกฤติ | เดลินิวส์

    ‘หมอม็อด’ เผยสัญญาณเตือนการล่มสลาย ‘ระบบบัตรทอง’ ที่กำลังกลายเป็นวิกฤติ | เดลินิวส์

    เมื่อวันที่ 6 พ.ค. 69 “นพ.ฒัชชณพงศ์ จงเจริญยานนท์” หรือ “หมอม็อด” หมอเด็กเฉพาะทางโรคทางเดินหายใจและผู้ป่วยวิกฤติ เจ้าของเพจ “หมอม็อด หมอเด็กขอเล่า” ได้ออกมาโพสต์ถึงสัญญาณเตือน การล่มสลายของระบบบัตรทอง ที่ไม่มีใครอยากให้เกิด พร้อมเผยว่า ประชาชนอย่างเราควรตาสว่างกับทั้งระบบ ไม่ใช่แค่เชื่อสิ่งที่ถูกพูด แต่ต้องมองให้เห็นว่า อะไร คือ ปัญหาจริง และอะไร คือ ภาพที่ถูกสร้างขึ้น

    โดย หมอม็อด ได้โพสต์ข้อความโดยสรุปใจความได้ว่า “สัญญาณเตือนการล่มสลายของระบบบัตรทองกำลังกลายเป็นวิกฤติ ที่ส่งผลกระทบต่อคนไทยกว่า 70% อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เมื่อโรงพยาบาลเอกชนเริ่มแห่ถอนตัวออกจากระบบ เนื่องจากไม่สามารถแบกรับสภาวะขาดทุนได้อีกต่อไป โดยต้นเหตุสำคัญมาจากปัญหาการบริหารจัดการเงินของ สปสช. ในฐานะคนคุมงบมากกว่า 200,000 ล้านบาท/ปี ที่มักจ่ายเงินคืนให้โรงพยาบาลไม่ครบ จ่ายช้า หรือบางกรณีไม่จ่ายเลย ทั้งที่โรงพยาบาลต้องสำรองจ่ายค่ารักษา ค่ายา และค่าบุคลากรไปก่อนล่วงหน้า”

    นอกจากนี้ “เมื่อโรงพยาบาลเอกชนซึ่งเป็นธุรกิจที่เลือกถอนตัวได้ตัดสินใจลาออก ภาระทั้งหมดจึงไหลไปตกอยู่ที่โรงพยาบาลรัฐที่ไม่สามารถถอนตัวได้ จนนำไปสู่ภาวะเงินไม่พอซื้อยา อุปกรณ์ทางการแพทย์ขาดแคลน และต้องจำใจล้างอุปกรณ์ที่ควรใช้ครั้งเดียวทิ้งนำกลับมาใช้ซ้ำ เพื่อให้ระบบยังเดินต่อไปได้ แม้จะมีความพยายามจากบางฝ่ายเช่นทีม สว. ที่ต้องการปฏิรูปองค์กรบริหารจัดการเงินอย่าง สปสช. เพื่อให้ระบบอยู่รอดได้อย่างยั่งยืน แต่กลับถูกบิดเบือนด้วยกระแสข่าวปลอมหรือ IO ว่าเป็นการพยายามล้มล้างบัตรทอง ทั้งที่ในความจริงคือการ “แก้คนคุมเงิน” ไม่ใช่การยกเลิกสิทธิประชาชน ดังนั้น ประชาชนจึงต้องตาสว่างและแยกแยะให้ออกระหว่างปัญหาการจัดการกระเป๋าเงินกับการรักษาทางการแพทย์ เพราะหากระบบยังไม่ได้รับการแก้ไขจนโรงพยาบาลแบกรับไม่ไหว วันหนึ่งสิทธิรักษาฟรีอาจจะยังอยู่แต่จะไม่มีทั้งยา และอุปกรณ์เหลือให้รักษาชีวิตพวกคุณได้จริงอีกต่อไป”

    อย่างไรก็ตาม ยังมี “หมอเเล็บแพนด้า” ก็ได้แสดงความเห็นเกี่ยวกับกรณีบัตรทอง ระบุว่า “บัตรทอง ก็คือ รพ. เป็นผู้ออกเงินให้คนไข้ไปก่อน แล้ว รพ. ค่อยไปเบิกจาก สปสช. ที่เป็นคนถือเงิน แต่ สปสช. ติดปัญหา จ่ายช้า จ่ายไม่ครบ เมื่อ รพ.เอกชนขาดทุนก็ทยอยขอถอนตัว แต่ รพ.รัฐถอนตัวไม่ได้ แบกค่ายา ค่าอุปกรณ์ จนหลังหัก ขาดแคลนสภาพคล่อง เตรียมพัง”

    ขอบคุณข้อมูล : หมอม็อด หมอเด็กขอเล่า และหมอเเล็บแพนด้า

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5838585/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2cXR7gBtHATBjNdPFRaa-j

  • ผลักดันแลนด์บริดจ์ภาคใต้…  ประเทศไทยได้อะไร-แลกกับอะไร-คุ้มค่าไหม

    ผลักดันแลนด์บริดจ์ภาคใต้… ประเทศไทยได้อะไร-แลกกับอะไร-คุ้มค่าไหม

    ดร.ธนิต  โสรัตน์ รองประธานสภาองค์การนายจ้างผู้ประกอบการค้าและอุตสาหกรรมไทย ได้เผยแพร่บทความพิเศษวิเคราะห์ถึงโครงการขนาดใหญ่ของรัฐบาล แลนด์บริดจ์ ‘ชุมพร–ระนอง’ โดยบทความระบุว่า

    อภิโปรเจ็กต์แลนด์บริดจ์ชุมพร-ระนองมูลค่าลงทุนมากกว่า 1.0 ล้านล้านบาท กำลังเป็นที่สนใจอยู่ในสื่อทั้งกระแสหลักและออนไลน์ โครงการนี้ผลักดันมาหลายรัฐบาล กลับมาฟื้นคืนชีพพร้อมกับเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ (SEC) เดิมพันภาคใต้จะกลายเป็นเส้นทางเดินเรือข้ามทวีประดับโลก (Marine Global Hub) โดยมีท่าเรือขนาดใหญ่กว่าแหลมฉบังเกือบสองเท่าทั้งฝั่งอ่าวไทยและอันดามัน คาดหวังว่าจะเป็นแม่เหล็กดึงการลงทุนและสร้างงาน 2.8 แสนตำแหน่ง คิดเป็นสัดส่วนเกือบ 1 ใน 4 ของแรงงานจังหวัดชลบุรี มูลค่าทางเศรษฐกิจปีละ 5.0 แสนล้าน รัฐบาลอนุทิน ชาญวีระกูล ประกาศเป็นนโยบายเรือธงของพรรคภูมิใจไทยเดินหน้าเร่งผ่านครม.เพื่อเปิดเฟสแรกปีพ.ศ. 2573 หากโครงการเสร็จในอีก 5 ปีข้างหน้าเศรษฐกิจไทยจะขยายตัวร้อยละ 5 จากค่าเฉลี่ยร้อยละ 2.5 และภาคใต้เศรษฐกิจอาจขยายตัวร้อยละ 9 -10 จากปัจจุบันร้อยละ 2.0

    สถานะของท่าเรือด้วยขนาดและปริมาณสินค้าผ่านท่าตามที่โครงการระบุจะเป็นครึ่งหนึ่งของท่าเรือสิงคโปร์ซึ่งเป็นอันดับ 2 ของโลกและขนาดเกือบสองเท่าของท่าเรือแหลมฉบังในปัจจุบันจะทำให้ท่าเรือระนองเป็นอันดับ 3 ของโลก เป้าหมายจะเป็นทางเลือกของสายการเดินเรือไม่ต้องผ่านช่องแคบ

    มะละกาสามารถร่นระยะเวลาได้มากกว่า 4 วัน ประเด็นคือการที่เส้นทางเดินเรือข้ามทวีปจะเปลี่ยนมาใช้แลนด์บริดจ์ของไทยผู้ที่ตัดสินใจคือผู้ประกอบการหรือเจ้าของสายเดินเรือ (Vessel Owner) ปัจจัยสำคัญเกี่ยวข้องกับอุปสงค์เชิงปริมาณสินค้าในพื้นที่ต้องมากพอที่จะรองรับเรือขนาดใหญ่ตั้งแต่เรือประเภท Super Post Panamax บรรทุกสินค้า 10,000 ตู้/TEU เรือเส้นทางยาวข้ามทวีปประเภทนี้สินค้าต้องเต็มลำทั้งเที่ยวเข้าและออก

    คำถามที่ข้องใจคือความสมดุลของปริมาณตู้สินค้าของท่าเรือ 2 ฝั่งควรจะสมดุลกันเพราะเป็นลักษณะสินค้าถ่ายลำ จุดหมายปลายทางไม่ใช่ประเทศไทยซึ่งท่าเรือแลนด์บริดจ์ทำหน้าที่เป็น “Transshipment Port” กล่าวคือท่าเรือชุมพรตามข้อมูลรองรับตู้สินค้าปีละ 13.8 ล้านตู้ ขณะที่ท่าเรือระนองมีพิสัยรองรับสินค้าปีละ 19.4 ล้านตู้ ปริมาณต่างกันถึง 5.6 ล้านตู้/TEU ซึ่งจะเป็นปัญหาเรือที่เข้ามาเทียบท่าบรรทุกสินค้าไม่เต็มลำทำให้ต้นทุนเพิ่มขึ้น

    สำหรับหวังว่าส่วนที่ขาดหายจากท่าเรือชุมพรสามารถใช้อุปสงค์ในประเทศมาทดแทน ปัจจัยที่ต้องเข้าใจคือไทยค้าขายนำเข้า-ส่งออกกับซีกโลกตะวันออกสัดส่วนร้อยละ 73.9 คู่ค้าหลัก เช่น จีน ฮ่องกง ญี่ปุ่น เกาหลีใต้และประเทศในแถบอาเซียนซึ่งอยู่ในกลุ่ม “Intra-Asia” ยกเว้นเมียนมาที่อยู่ฝั่งอันดามัน เรือสินค้าที่เป็นเรือแม่รวมถึงเรือฟีดเดอร์จะไม่ใช้แลนด์บริดจ์เพราะจะขนส่งผ่านอ่าวไทยสู่ทะเลจีนใต้ออกสู่มหาสมุทรแปซิฟิกประเด็นที่กล่าวจะต้องนำมาพิจารณาความเป็นไปได้ของโครงการ

    ปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อการเกิดและไม่เกิดของโครงการแลนด์บริดจ์ภาคใต้ คือสามารถร่นระยะเวลาเดินทางผ่านช่องแคบมะละกามากน้อยเพียงใด เพื่อทำให้เกิดการประหยัดต่อเวลา (Time Economy) เกี่ยวข้องกับต้นทุนหรือค่าใช้จ่ายในการเดินเรือ จากข้อมูลของโครงการระบุว่าร่นระยะเวลาได้มากกว่า 4 วัน แต่ข้อเท็จจริงซึ่งผู้เขียนเคยศึกษาดูงานจับเวลาผ่านช่องแคบมะละกาพบว่าไม่เกิน 2 วัน จากข้อมูลทางวิชาการระบุว่าการเดินทางในช่องแคบมะละกาโดยนำปัจจัยด้านจราจรและสภาพอากาศค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 48 ชั่วโมง ขณะที่การใช้ท่าเรือแลนด์บริดจ์เป็นลักษณะขนถ่ายข้ามลำเรือจากท่าหนึ่งไปอีกท่าและต้องมีการขนส่งข้ามแลนด์บริดจ์ทำให้ใช้เวลาประมาณ 54 ชั่วโมงใช้เวลามากกว่า 6 ชั่วโมงขึ้นไป ทำให้การประหยัดต่อเวลาไม่ใช่จุดแข็งของไทย

    ข้อด้อยของการขนถ่ายสินค้าแบบสองท่าเรือหรือ “One Port Two Side” ซึ่งโครงการถือเป็นหัวใจสำคัญแต่ในความเห็นกลับเป็นข้อด้อย เพราะจะเป็นค่าใช้จ่ายที่ตามมากล่าวคือค่าใช้จ่ายหน้าท่าที่นำตู้ขึ้น-ลงต้องเสียเพิ่มถึงมากกว่า 1 เท่า จากการศึกษาโดยเทียบเคียงแหลมฉบังมีค่าใช้จ่ายต่อเที่ยวเรือประมาณ 16.325 ล้านบาทหรือ 502,307 USD/VOY และยังต้องเสียค่าขนส่งข้ามแลนด์บริดจ์ที่เรียกว่า “Landbridge Shift Mode” ระยะทางประมาณ 90 กิโลเมตรด้วยรถบรรทุกและ/หรือรถไฟเป็นค่าใช้จ่ายต่อเที่ยวประมาณ 730,769 USD/VOY จากการประเมินคร่าวๆ การใช้ท่าเรือแลนด์บริดจ์อาจมีต้นทุนหรือมีค่าใช้จ่ายสูงกว่าใช้ท่าเรือบนช่องแคบมะละกาประมาณตู้ละ 252.3 เหรียญสหรัฐ

    ข้อมูลที่กล่าวข้างต้นเป็นการศึกษาส่วนบุคคลความน่าเชื่อถือต้องใช้ดุลยพินิจเป็นเพียง น้ำจิ้มเพื่อให้มีการศึกษาเชิงลึกถึงความคุ้มค่าโครงการ คุณเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ เป็นประธานบอร์ดกรรมการศึกษาโครงการแลนด์บริดจ์อย่าศึกษาแบบปักธงไว้ก่อน มีเวลา 90 วันควรไปศึกษาเชิงลึกทั้งด้านความคุ้มค่าของโครงการอย่าใช้ข้อมูลทางวิชาการเพียงด้านเดียวหรือบุคคลที่ไม่เข้าใจธุรกิจ คณะกรรมการแลนด์บริดจ์เกือบทั้งหมดมาจากภาครัฐควรเชิญบริษัทเรือรายใหญ่มาสอบถามถึงความคิดเห็นว่าสร้างแล้วเขามาใช้หรือไม่ หากศึกษารอบด้านชั่งน้ำหนักได้อะไร-เสียอะไรและต้องเสี่ยงอะไรหากรับได้โครงการก็เดินหน้า ในความเห็นเชิงพาณิชย์ของโครงการอย่างไรก็ไม่คุ้มค่าแต่หากจะทำรัฐไม่ควรลงทุนเพราะมีความเสี่ยงหรือลงทุนเป็นหุ้นเล็กๆ พอให้เห็นข้อมูลอินไซด์

    ประเด็นที่ฝากบอร์ดแลนด์บริดจ์ต้องดูว่าไทยจะต้องลงทุนอะไร เช่น ค่าเวนคืนที่ดินอาจเป็นหลายหมื่นไร่ ค่าทำถนนมอเตอร์เวย์ ค่าระบบราง การทำสัญญาต้องรัดกุมหากไม่สร้างตามเวลาหรือหาเหตุไม่ทำเหมือนโครงการรถไฟ 3 สนามบินหรือทำครึ่งๆ กลางๆ แล้วทิ้งงานเหมือนโครงการ “โฮปเวลล์”ในอดีตที่มีแต่ตอม่อทางรถไฟทิ้งไว้ทำอะไรไม่ได้ อีกทั้งต้องศึกษาผลกระทบของชุมชนระบบนิเวศทางทะเลและผลกระทบสิ่งแวดล้อมชายฝั่งไปถึงแนวปะการังรวมถึงผลกระทบด้านประมงและการท่องเที่ยวทั้งฝั่ง

    อันดามันและอ่าวไทย ประเด็นเหล่านี้ต้องศึกษาให้ดีว่าคุ้มค่าไหมกับสิ่งที่เสียไปตลอดกาล

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/land-bridge-sec-business&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2WXVMm91Z1cfcmgWxYgsj-

  • รมว.ท่องเที่ยวและกีฬา มอบนโยบายสำคัญ เดินหน้าพัฒนาการท่องเที่ยวไทยแบบบูรณาการ ทั้งด้านวัฒนธรรม เศรษฐกิจ และความปลอดภัย เพื่อยกระดับความเชื่อมั่นและประสบการณ์ของนักท่องเที่ยว

    รมว.ท่องเที่ยวและกีฬา มอบนโยบายสำคัญ เดินหน้าพัฒนาการท่องเที่ยวไทยแบบบูรณาการ ทั้งด้านวัฒนธรรม เศรษฐกิจ และความปลอดภัย เพื่อยกระดับความเชื่อมั่นและประสบการณ์ของนักท่องเที่ยว

    ในวันที่ 6 พฤษภาคม 2569 นายสุรศักดิ์ พันธุ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ปลอมผู้บริหารหน่วยงานภาครัฐและหน่วยงานภาคเอกชนในพื้นที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ได้มอบนโยบายให้ที่ประชุมทราบแนวทางการพัฒนาการท่องเที่ยวของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ตามสั่งการ พณฯ นายกรัฐมตรี ดังนี้
    ▫️1. กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา จะควบรวมกับกระทรวงวัฒนธรรม ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางของหลายประเทศ เนื่องจากมีบทบาทในการเสนอการขายวัฒนธรรม เอกลักษณ์และอัตลักษณ์ ของชาติ

    ▫️2. การปรับโครงสร้างครั้งนี้จะเป็นประโยชน์กับการท่องเที่ยวและกีฬา เนื่องจากภาคการท่องเที่ยวสร้างรายได้ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ

    ▫️3. การจัดเก็บเงินชาวต่างชาติเข้ากองทุนส่งเสริมการท่องเที่ยวไทย เพื่อนำมาดูแลนักท่องเที่ยว และสนับสนุนการบริหารจัดการเรื่องความปลอดภัยโดยตำรวจท่องเที่ยว เพื่อยกระดับความเชื่อมั่นในความปลอดภัยของนักท่องเที่ยว และการพัฒนาบุคลากรด้านการท่องเที่ยว เช่น การพัฒนาทักษะของมัคคุเทศก์

    ▫️4. การเก็บภาษีคนเดินทางเที่ยวต่างประเทศเพื่อหารายได้มาสนับสนุนชุมชน และสนับสนุนให้คนเดินทางในประเทศ ทั้งนี้ อยู่ในระหว่างการศึกษาแนวทางเบื้องต้นถึงผลดีผลเสีย

    ▫️5. การกระจุกตัวของการท่องเที่ยวในบางจังหวัด ผลักดันให้เกิดการกระจายตัวด้านการท่องเที่ยวไปถึงทุกภาคส่วน

    📍ทั้งนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงท่องเที่ยวฯ และผู้บริหารระดับสูง ร่วมรับฟังความรับฟังความคิดเห็น มีสาระสำคัญได้แก่

    การ Rebranding พระนครศรีอยุธยา และการปรับเปลี่ยนอยุธยาสู่เมืองที่ต้องพักค้าง (อยุธยา วันเดียวเที่ยวไม่หมด) พบว่าภาคเอกชน มีความคิดเห็นต่อแนวทางการพัฒนาการท่องเที่ยว ภายในพระนครศรีอยุธยา (VOS) ประกอบด้วย :

    🔺️ ยกระดับภาพลักษณ์ในเรื่อง Gastronomy และ Wellness อาทิ สปา ให้อยู่ในระดับสากล

    🔺️ จัดทำเส้นทางท่องเที่ยวระดับพรีเมี่ยม หรือ กิจกรรมเพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวคุณภาพที่มีค่าใช้จ่ายสูง

    🔺️สร้างสรรค์กิจกรรมกลางคืน เพื่อส่งเสริมให้เกิดการพักค้าง

    🔺️บูรณาการเดินทางท่องเที่ยวด้วยระบบขนส่งสาธารณะ เพื่อเชื่อมโยงการเดินทางที่กระจุกตัวอยู่ภายในเขตเกาะเมืองหรือเขตมรดกโลก ออกไปยังชุมชน/ แหล่งท่องเที่ยวรอบนอก รวมถึงการเชื่อมโยงท่องเที่ยวสายมูภายในจังหวัดอยุธยา การจองตั๋วรถไฟที่เอื้อให้เกิดการพักค้างและการท่องเที่ยวเชื่อมโยงกับจังหวัดท่องเที่ยวอื่น

    🔺️ยกระดับการท่องเที่ยวทางน้ำให้ได้มาตรฐาน ด้วยท่าเรือ จุดขึ้นลงเรือที่ได้มาตรฐาน ท่าเทียบเรือ การติดตั้งไฟฟ้าในเส้นทางล่องเรือ ท่าเทียบเรือในสถานที่ท่องเที่ยวและจุดสำคัญ มีการดูแลเรื่องการนำเสนออัตลักษณ์ท้องถิ่นของท่าเทียบเรือ

    🔺️บริหารจัดการศูนย์ข้อมูลท่องเที่ยว (การเปิดศูนย์ให้บริการข้อมูล) และการใช้ดิจิตอลเข้ามาจัดการข้อมูลเพื่อนำมาใช้ประโยชน์ในการวางแผนพัฒนาการท่องเที่ยว (การยกระดับดิจิตอลมาขับเคลื่อนการท่องเที่ยว หรือ Smart Tourism)

    🔺️ ท่องเที่ยวโดยชุมชน เน้นการกระจายตัว และสนับสนุนการจัดกิจกรรมอย่างต่อเนื่อง

    🔺️ส่งเสริมทักษะ Upskill/ Reskill มัคคุเทศก์

    🔺️สนับสนุนการตลาดเชิงรุก อาทิ การนำเสนออยุธยาในกิจกรรมส่งเสริมการขาย Roadshow เป็นต้น

    🔺️สนับสนุนการจัดประชุมสัมมนาในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ให้อยุธยาเป็น MICE City ภายใน 5 ปี

    🔺️จัดทำแผนแม่บท หรือ Action Plan เพื่อกำหนดกิจกรรมและผู้รับผิดชอบที่ชัดเจน และการจัดทำปฏิทินการท่องเที่ยว เพื่อให้ภาคเอกชนในจังหวัดพระนครศรีอยุธยาสามารถนำไปเสนอขายต่อ

    ทั้งนี้ ททท. เชื่อมั่นว่า จังหวัดพระนครศรีอยุธยา พร้อมตอกย้ำความพร้อม มุ่งมั่นพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เพื่อสนับสนุนการท่องเที่ยวไทยให้เติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน

    #AmazingThailand
    #ทันทีที่เที่ยวพระนครศรีอยุธยา

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thailandplus.tv/archives/1017359&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0zPI0HDo1QbWz_b34LxjvJ

  • BH ส่ง”ไวทัลไลฟ์”จับมือ”หัวเว่ย”ศึกษาการประเมินความเสี่ยงน้ำตาลในเลือดสูงผ่านนาฬิกาอัจฉริยะ : อินโฟเควสท์

    BH ส่ง”ไวทัลไลฟ์”จับมือ”หัวเว่ย”ศึกษาการประเมินความเสี่ยงน้ำตาลในเลือดสูงผ่านนาฬิกาอัจฉริยะ : อินโฟเควสท์

    ศูนย์ส่งเสริมสุขภาพไวทัลไลฟ์ในเครือโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ [BH] ประกาศความร่วมมือกับ หัวเว่ย คอนซูมเมอร์ บิสสิเนส กรุ๊ป ประเทศไทย ในการต่อยอดศักยภาพของเทคโนโลยีสุขภาพดิจิทัล ผ่านโครงการศึกษาการประเมินความเสี่ยงภาวะน้ำตาลในเลือดสูงโดยใช้นาฬิกาอัจฉริยะของหัวเว่ยเพื่อสนับสนุนการดูแลสุขภาพเชิงรุกและขับเคลื่อนการประยุกต์ใช้นวัตกรรมด้านสุขภาพใน ประเทศไทย

    ความร่วมมือครั้งนี้ ถือเป็นหมุดหมายสำคัญที่สะท้อนวิสัยทัศน์ของหัวเว่ยในการยกระดับเทคโนโลยีอุปกรณ์สวมใส่ให้ ก้าวข้ามบทบาทของการเป็นเพียงเครื่องมือในการติดตามสุขภาพประจำวัน สู่การเป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างพื้นฐาน ด้านสุขภาพดิจิทัลที่สามารถสนับสนุนการดูแลสุขภาพเชิงป้องกันได้อย่างมีประสิทธิภาพและเข้าถึงได้มากขึ้น ด้วยการ ผสานเทคโนโลยีเซนเซอร์ขั้นสูง การวิเคราะห์ข้อมูลสุขภาพและความเชี่ยวชาญทางการแพทย์จากพันธมิตรชั้นนำ โครงการศึกษาการประเมินความเสี่ยงภาวะน้ำตาลในเลือดสูงจึงเป็น อีกก้าวสำคัญในการนำเทคโนโลยี มาเสริมศักยภาพให้ผู้บริโภคสามารถรับรู้ เข้าใจและตระหนักถึงความเสี่ยงด้านสุขภาพของตนเองได้ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น พร้อมส่งเสริมแนวทางการดูแลสุขภาพเชิงรุกที่เชื่อมโยงใช้งานได้จริงและตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคยุคใหม่มากยิ่งขึ้น

    โดยเป็นการผสานความเชี่ยวชาญของทั้งสองฝ่ายได้แก่ หัวเว่ย ในฐานะผู้พัฒนาเทคโนโลยี อุปกรณ์สวมใส่และแพลตฟอร์มสุขภาพดิจิทัลสุขภาพ เพื่อรองรับกระบวนการลงทะเบียนการเข้าร่วมโครง การการจัดการอุปกรณ์ ฟังก์ชันการประเมินความเสี่ยงและบริการด้านสุขภาพที่เกี่ยวข้อง ศูนย์ส่งเสริมสุขภาพไวทัลไลฟ์ในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านเวชศาสตร์ป้องกันและการดูแลสุขภาพเชิงลึกที่มีมาตรฐาน การดูแลรักษาในระดับสากล เพื่อร่วมกันศึกษาศักยภาพของข้อมูลจากอุปกรณ์สวมใส่ในการสนับสนุน การประเมินความเสี่ยงด้านสุขภาพในเบื้องต้น รวมถึงจะมีบทบาทในการสนับสนุนกระบวนการคัดเลือกผู้ เข้าร่วมโครงการรวมถึงการประเมินข้อมูลสุขภาพพื้นฐาน

    โครงการนี้เกิดมาจากการที่หัวเว่ยได้ดำเนินงานวิจัยด้านสุขภาพในประเทศจีนมาอย่างต่อเนื่องผ่าน Huawei Research Platform ครอบคลุมการศึกษาในหลายมิติ อาทิ สุขภาพหัวใจ การหายใจ สุขภาพตับ ความดันโลหิตสูง และหัวข้อด้านสุขภาพอื่น ๆ โดยหัวเว่ยได้ร่วมมือกับองค์กรวิจัยมากกว่า 170 แห่ง และเข้าถึงผู้ใช้งานมากกว่า 17 ล้านรายซึ่งช่วยเสริมความเชื่อมั่นว่าข้อมูลจากอุปกรณ์สวมใส่สามารถสร้างคุณค่าได้มากกว่าการติดตามการออก กำลังกาย และยังสามารถต่อยอดสู่การศึกษาและพัฒนาองค์ความรู้ด้านการดูแลสุขภาพในอนาคต และต่อยอดจากความสำเร็จของงานวิจัยก่อนหน้าในประเทศจีนโครงการศึกษาการประเมินความเสี่ยงภาวะน้ำตาล ในเลือดสูง ถือเป็นก้าวสำคัญของหัวเว่ยในการนำการศึกษาด้านสุขภาพรูปแบบนี้ออกสู่ตลาดต่างประเทศเป็นครั้งแรก โดยมีเป้าหมายในการศึกษาการประเมินความเสี่ยงภาวะน้ำตาลในเลือดผ่านอุปกรณ์สวมใส่เพื่อช่วยให้การคัดกรอง ความเสี่ยงเบื้องต้นเข้าถึงได้ง่ายขึ้น และช่วยให้ผู้ใช้งานตระหนักถึงความเสี่ยงด้านสุขภาพของตนเองได้เร็วขึ้น

    สำหรับการทำงานของโครงการเมื่อผู้ใช้งานกดเข้าร่วมโครงการและให้ความยินยอมตามขั้นตอนที่กำหนด ระบบจะเริ่ม กระบวนการเก็บรวบรวมข้อมูลสุขภาพจากอุปกรณ์สวมใส่ภายในช่วงเวลาที่กำหนด เพื่อนำมาวิเคราะห์และประเมิน ระดับความเสี่ยงในเบื้องต้น โดยผลการประเมินอาจแสดงในรูปแบบระดับความเสี่ยง เช่น ความเสี่ยงต่ำ ความเสี่ยงสูง หรือไม่พบความเสี่ยงในเบื้องต้นเพื่อช่วยให้ผู้เข้าร่วมโครงการสามารถรับรู้ข้อมูลสุขภาพของตนเองได้อย่างเหมาะสม และทันท่วงที เพื่อสนับสนุนความแม่นยำและคุณค่าทางวิชาการของการศึกษา ผู้เข้าร่วมโครงการบางรายอาจได้รับการติดต่อจาก โรงพยาบาลเพื่อขอความร่วมมือในการเข้ารับการตรวจค่าระดับน้ำตาลในเลือดเพิ่มเติม โดยข้อมูลดังกล่าวจะถูก นำมาใช้ประกอบการประเมินผลการศึกษาผ่านการเปรียบเทียบข้อมูลจากนาฬิกาอัจฉริยะกับผลการตรวจทาง คลินิกจากโรงพยาบาล เพื่อช่วยปรับปรุงและพัฒนาโมเดลการประเมินความเสี่ยงให้มีความแม่นยำยิ่งขึ้น โดยมีเป้าหมายในการยกระดับความแม่นยำของโมเดลให้มากกว่า 90% ในอนาคต

    ความร่วมมือครั้งนี้ทั้งสองฝ่ายยังมีเป้าหมายในการต่อยอดองค์ความรู้จากผลการศึกษาไปสู่การแลกเปลี่ยนทางวิชาการและอุตสาหกรรมเพื่อเสริมสร้างความเข้าใจด้านสุขภาพเชิงป้องกันและยกระดับระบบนิเวศ เทคโนโลยี สุขภาพ ของประเทศไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน โดยอุปกรณ์รุ่นแรกที่ร่วมขับเคลื่อนโครงการศึกษานี้คือ HUAWEI WATCH FIT 5 Pro ซึ่งเตรียมเปิดตัวในประเทศไทย เร็วๆ นี้ จะเป็นอุปกรณ์สวมใส่รุ่นแรกที่ถูกนำมาใช้ในโครงการศึกษาครั้งนี้ สะท้อนบทบาทของหัวเว่ยในการพัฒนา อุปกรณ์สวมใส่ให้เป็นมากกว่าสมาร์ทวอทช์สำหรับการออกกำลังกาย แต่เป็นส่วนหนึ่งของระบบนิเวศสุขภาพ ดิจิทัลที่สามารถสนับสนุนการดูแลสุขภาพเชิงรุกในชีวิตประจำวัน ผ่านการผสานเทคโนโลยีเซนเซอร์ ข้อมูลสุขภาพ และแพลตฟอร์มการวิจัย เพื่อยกระดับประสบการณ์การดูแลสุขภาพให้เข้าถึงง่ายขึ้นสำหรับผู้บริโภคยุคใหม่

    ทั้งนี้ อุปกรณ์สวมใส่ที่ใช้ในโครงการดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อการศึกษาเชิงสังเกตและการวิจัยเท่านั้น มิได้มีวัตถุ ประสงค์เพื่อใช้แทนการวินิจฉัย การรักษา หรือคำแนะนำทางการแพทย์จากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (06 พ.ค. 69)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/590445&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw33avh9FxzeMLncEpNVGjXI

  • “ศศินันท์” ชี้แก้ปัญหานักโทษล้นเรือนจำ ต้องเปลี่ยน “การลงโทษ” เป็น “การฟื้นฟู”

    “ศศินันท์” ชี้แก้ปัญหานักโทษล้นเรือนจำ ต้องเปลี่ยน “การลงโทษ” เป็น “การฟื้นฟู”

    “ศศินันท์”  ยกเคส “บุ้ง เนติพร-เอกชัย” สะท้อนระบบรักษาพยาบาลในเรือนจำเป็นคอขวด เสนอเพิ่มสิทธิสุขภาพ-ฝึกงาน-การศึกษา คืนคนปกติกลับสู่สังคมอย่างมีศักยภาพ 

    วันที่ 6 พฤษภาคม 2569 ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร มีการพิจารณาญัตติขอให้สภาฯ ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาเรื่องความยุติธรรมและคุณภาพชีวิตของผู้ต้องขังในเรือนจำและการกลับคืนสู่สังคมสำหรับผู้เคยก้าวพลาด โดย นาง ศศินันท์ ธรรมนิฐินันท์ สส.กรุงเทพฯ พรรคประชาชน ในฐานะผู้เสนอญัตติ ได้อภิปรายถึงหลักการและเหตุผลสำคัญในการขับเคลื่อนเรื่องนี้ เพื่อยกระดับมาตรฐานสิทธิมนุษยชนในเรือนจำไทย

    นางศศินันท์ระบุว่า จากประสบการณ์ที่เคยทำงานในคณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรม และสิทธิมนุษยชน พบว่าถึงแม้จะมีการศึกษาเรื่องนี้มาหลายสมัย แต่ปัญหานักโทษล้นเรือนจำยังคงวิกฤต โดยปัจจุบันมีผู้ต้องขังจริงกว่า 300,000 คน ขณะที่ความจุรองรับได้เพียง 200,000 คน อีกทั้งเรือนจำหลายแห่งมีอายุกว่า 100 ปีโดยขาดการปรับปรุง ทำให้มาตรฐานความเป็นอยู่ต่ำกว่าระดับสากล สิ่งที่ตนเสนอจึงไม่ใช่การศึกษาซ้ำรอยเดิม แต่เป็นการมองในมิติ “เชิงคุณภาพ” ทั้งระบบการรักษาพยาบาลและกระบวนการคืนคนสู่สังคม

    นางศศินันท์ชี้ให้เห็นว่า สิทธิในสุขภาพคือสิทธิพื้นฐาน แต่ในทางปฏิบัติระบบส่งต่อผู้ป่วยในเรือนจำยังเป็น “คอขวด” จนนำมาซึ่งความสูญเสีย เช่นกรณีของ “บุ้ง” เนติพร เสน่ห์สังคม นักกิจกรรมทางการเมืองที่เสียชีวิต ซึ่งจากการตรวจสอบพบว่าเรือนจำไม่มีแพทย์เวรดึกและมีปัญหาเรื่องการจัดการกุญแจห้องขังในยามฉุกเฉิน รวมถึงกรณีของเอกชัย หงส์กังวาน ที่ป่วยหนักแต่กลับได้รับการปฏิบัติไม่เหมือนนักโทษการเมืองคนอื่นที่สามารถออกไปรักษานอกเรือนจำได้ ปัญหาเหล่านี้คือสิ่งที่คณะกรรมาธิการชุดนี้ต้องเร่งหาทางแก้ไข

    นอกจากนี้ นางศศินันท์ยังเน้นย้ำถึงปัญหาการกระทำความผิดซ้ำ ซึ่งในช่วง 3 ปีที่ผ่านมาสูงถึง 33.87% โดยมองว่าเป้าหมายของเรือนจำต้องเปลี่ยนจาก “จองจำ” เป็น “ฟื้นฟู” ปัจจุบันวิธีคิดของกรมราชทัณฑ์ยังเน้นเพียงการฝึกระเบียบวินัย หรือโครงการคืนคนดีสู่สังคมที่ขาดการเชื่อมโยงกับโลกความจริง เช่น การทำโคกหนองนาซึ่งนักโทษส่วนใหญ่ไม่มีที่ดินรองรับ หรือการฝึกสมาธิและเรียนบาลี ในขณะที่ต่างประเทศใช้การทำ MOU กับสภาอุตสาหกรรมเพื่อให้เกิดการฝึกอาชีพที่ตลาดแรงงานต้องการจริง

    นางศศินันท์กล่าวต่อไปว่า ภายใต้สภาวะที่เด็กเกิดต่ำและแรงงานลดลง รัฐควรเปลี่ยนวิธีคิดจากการลงโทษให้เข็ดหลาบหรือการตัดสิทธิพลเมือง มาเป็นการทำให้รัฐแบกรับภาระน้อยที่สุดผ่านมาตรการขังนอกเรือนจำ การให้สิทธิประกันตัว และการสร้างความเข้าใจกับชุมชนเพื่อรับผู้พ้นโทษกลับเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ โดยต้องเปลี่ยน “ห้องขังเป็นโอกาส” ผ่านการฝึกงานในเรือนจำ การเรียนออนไลน์ หรือการทำ MOU กับมหาวิทยาลัยเพื่อให้ผู้ต้องขังเข้าถึงการศึกษาและจัดสอบได้ตามสิทธิ

    นางศศินันท์ กล่าวทิ้งท้ายว่า เรื่องนี้ไม่ได้ผูกพันแค่กระทรวงยุติธรรมเพียงอย่างเดียว แต่เป็นเรื่องที่เชื่อมโยงทั้งกระทรวงสาธารณสุข กระทรวงศึกษาธิการ และกระทรวงอุดมศึกษาฯ ถ้าทำงานอย่างเป็นระบบ การตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญจะช่วยให้สามารถแก้ไขปัญหาได้ เพื่อร่วมกันออกแบบระบบที่ไม่ใช่เป็นเพียงการคุมขัง แต่เป็นการสร้างคนมากขึ้น เราสามารถคืน “คนปกติ” ไม่ใช่แค่คนดีอย่างเดียว กลับสู่สังคมไทยได้อย่างสง่างามและปลอดภัยสำหรับทุกคน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2931048&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1wXbxxEprgnf9wXs142ESx