Category: วัฒนธรรม

  • ดีอี ยันข่าวจริง “ครม. อนุมัติเงินกู้ 600 ล้านบาท ดอกเบี้ย 0% ให้ อ.ส.ค. แก้ปัญหาน้ำนมดิบ” ช่วยเหลือเกษตรกร

    ดีอี ยันข่าวจริง “ครม. อนุมัติเงินกู้ 600 ล้านบาท ดอกเบี้ย 0% ให้ อ.ส.ค. แก้ปัญหาน้ำนมดิบ” ช่วยเหลือเกษตรกร

    ดีอี ยันข่าวจริง “ครม. อนุมัติเงินกู้ 600 ล้านบาท ดอกเบี้ย 0% ให้ อ.ส.ค. แก้ปัญหาน้ำนมดิบ” ช่วยเหลือเกษตรกร


    6/05/2569 | 57 |

    นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ ในฐานะโฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ฝ่ายข้าราชการประจำ กล่าวถึงผลการมอนิเตอร์และรับแจ้งข่าวปลอมของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมประเทศไทย (AFNC) ซึ่งเป็นไปตามนโยบายการป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยความมั่นคงและภัยทางสังคมของนายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) โดยยกระดับความสำคัญเรื่องการสร้างความตระหนักรู้เท่าทันภัยอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ข่าวปลอม และข้อมูลบิดเบือน

    ทั้งนี้ ในวันที่ 4 พฤษภาคม 2569 AFNC ได้ตรวจสอบพบข้อความทั้งหมด 159,701 ข้อความ โดยมีข้อความที่ต้องดำเนินการตรวจสอบ (Verify) ทั้งสิ้น 1,026 ข้อความ สำหรับช่องทางที่มีการพบเบาะแสมากที่สุด คือ ข้อความที่มาจาก Social Listening 1,026 ข้อความ โดยเป็นเรื่องที่ต้องดำเนินการตรวจสอบทั้งหมด 11 เรื่อง ได้รับผลการตรวจสอบจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้ว 8 เรื่อง ในจำนวนนี้เป็นข่าวที่ได้รับความสนใจจากประชาชนมากที่สุด 7 เรื่อง ซึ่งเป็น ข่าวจริง 2 เรื่อง ข่าวปลอม 3 เรื่อง ข่าวบิดเบือน 2 เรื่อง ได้แก่

    อันดับที่ 1 ข่าวจริง เรื่อง ครม. อนุมัติเงินกู้ 600 ล้านบาท ดอกเบี้ย 0% ให้ อ.ส.ค. แก้ปัญหาน้ำนมดิบช่วยเหลือเกษตรกร

    อันดับที่ 2 ข่าวจริง เรื่อง พบแรงงานต่างด้าวในโรงเรียนเอกชนบนเกาะพะงัน ที่เปิดนอกเหนือการขออนุญาตเป็นสถานรับเลี้ยงเด็ก

    อันดับที่ 3 ข่าวบิดเบือน เรื่อง ขาไก่ที่ขายตามท้องตลาด ถูกผลิตจากเครื่องทำขาไก่เทียม แยกความแตกต่างกับขาไก่จริงได้ยาก

    อันดับที่ 4 ข่าวปลอม เรื่อง เครือข่ายสแกมเมอร์ หลอกคนไทยเช่าบัญชี พาข้ามแดนไปกัมพูชา

    อันดับที่ 5 ข่าวปลอม AIS ส่งอีเมลมอบสิทธิ์วอเชอร์ 10,000 บาท ให้แก่ลูกค้า

    อันดับที่ 6 ข่าวบิดเบือน เรื่อง กัมพูชาเคลมขนมทองม้วน เปลี่ยนชื่อใหม่เป็น หนมพอง

    อันดับที่ 7 ข่าวปลอม เรื่อง รมว.ต่างประเทศ เสนอให้ตัดทุนการศึกษาเด็กกัมพูชา

    สำหรับอันดับ 1 เป็นข่าวจริง เรื่อง “ครม. อนุมัติเงินกู้ 600 ล้านบาท ดอกเบี้ย 0% ให้ อ.ส.ค. แก้ปัญหาน้ำนมดิบช่วยเหลือเกษตรกร” กระทรวงดีอี ได้ตรวจสอบร่วมกับ กรมประชาสัมพันธ์ สำนักนายกรัฐมนตรี ยืนยันเป็น “ข่าวจริง” โดยคณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบ ให้องค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.) กู้เงินจากกองทุนสงเคราะห์เกษตรกร วงเงิน 600 ล้านบาท ดอกเบี้ย 0% ระยะเวลาชำระคืนภายใน 7 ปี (พ.ศ. 2568–2575) เพื่อนำไปดำเนินโครงการรับซื้อน้ำนมดิบช่วยเหลือเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมทั่วประเทศ

    ทั้งนี้โครงการดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อเสริมสภาพคล่องให้กับองค์กร และใช้เป็นเงินหมุนเวียนในการรวบรวมและรับซื้อน้ำนมดิบจากเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมในพื้นที่ส่งเสริมของ อ.ส.ค. ทั้ง 5 ภาค ได้แก่ ภาคกลาง (สระบุรี) ภาคใต้ (ประจวบคีรีขันธ์) ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (ขอนแก่น) ภาคเหนือตอนบน (เชียงใหม่) และภาคเหนือตอนล่าง (สุโขทัย) ครอบคลุม 44 สหกรณ์ สมาชิกเกษตรกรรวม 5,110 ราย เพื่อบรรเทาปัญหาราคานมและช่องทางจำหน่าย จากภาวะเศรษฐกิจและการแข่งขันสินค้านำเข้า

    อย่างไรก็ตาม กระทรวงดีอี มีความห่วงใยประชาชน เรื่องความตระหนักรู้เท่าทันข่าวปลอมที่ถูกแพร่กระจายบนสื่อออนไลน์ โซเชียล ซึ่งหากขาดความรู้เท่าทัน ส่งต่อข้อมูลข่าวปลอม ทำให้เกิดการหลงเชื่อ สร้างความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน สร้างความเสียหายต่อทรัพย์สิน หรือข้อมูลส่วนบุคคล และอาจส่งผลกระทบต่อประชาชนในสังคมเป็นวงกว้าง  โดยขอให้ประชาชนเลือกเชื่อ เลือกแชร์ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ ซึ่งได้รับการเผยแพร่จากหน่วยงานที่เป็นทางการเท่านั้น และควรตรวจสอบข้อเท็จจริงของข่าวหรือลิงก์เว็บไซต์ให้แน่ชัด

    หากประชาชน พบข่าวน่าสงสัย ข้อมูลบิดเบือน สามารถแจ้งเบาะแส และตรวจสอบข่าวปลอมได้ที่ โทรสายด่วน 1111 ต่อ 87 (24 ชม.) หรือที่
    | เว็บไซต์ www.antifakenewscenter.com
    | Line ID: @antifakenewscenter
    | Facebook : Anti-Fake News Center Thailand
    | X : @AFNCThailand
    | TikTok : @antifakenewscenter
    | IG : afnc_thailand/

    ———————————————————————–

    ข้อมูลจาก https://www.thaigov.go.th/th/news/163744


    image รูปภาพ

    image


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/33/iid/500424&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1AJ6_AQ4RiZ5oAdMrUWack

  • สิริพงศ์แจงกู้ 4 แสนล้านไม่ใช่เช็คเปล่า คมนาคม พร้อมนำการศึกษาแลนด์บริดจ์ เมินขุดคลองไทย

    สิริพงศ์แจงกู้ 4 แสนล้านไม่ใช่เช็คเปล่า คมนาคม พร้อมนำการศึกษาแลนด์บริดจ์ เมินขุดคลองไทย

    วันนี้ (6 พฤษภาคม) ที่ทำเนียบรัฐบาล สิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม และรองหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีฝ่ายค้านวิพากษ์วิจารณ์การออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) กู้เงิน 4 แสนล้านบาทว่าเป็นการตีเช็คเปล่าว่า คงไม่ใช่การตีเช็คเปล่า แต่อาจเป็นสิ่งที่เขาไม่คุ้นเคย ที่ผ่านมารัฐบาลบางยุคจะกู้เงินมาทำโครงการ แต่ครั้งนี้เงินจะลงไปถึงประชาชนทั้งหมด ไม่ได้มาในรูปแบบทำถนนเส้นนั้นเส้นนี้ เป็นรูปแบบที่ไม่เคยทำ จึงทำให้เกิดข้อสงสัย

    นายกรัฐมนตรีพูดชัดเจนว่า 2 แสนล้านบาทจะไปช่วยประชาชน ลดภาระค่าใช้จ่าย ช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบจากน้ำมันแพง โดยเงินจะอุดหนุนไปที่ตัวประชาชน ผ่านโครงการไทยช่วยไทยพลัส ส่วนรายละเอียดให้รอกระทรวงการคลังชี้แจง อีก 2 แสนล้านบาทจะช่วยลดภาระการเปลี่ยนผ่านจากพลังงานฟอสซิลไปสู่พลังงานสะอาด โดยรัฐจะสนับสนุน เช่น ช่วยดอกเบี้ยคนละครึ่ง หรือช่วยติดโซลาร์รูฟท็อป ซึ่งที่ผ่านมาเงินกู้มักนำไปทำโครงสร้างพื้นฐาน แต่ครั้งนี้จะส่งตรงถึงประชาชนทั้งหมด

    ผู้สื่อข่าวถามว่า ฝ่ายค้านตั้งคำถามถึงความฉุกเฉินจำเป็น และเร่งด่วน สิริพงศ์กล่าวว่า ขณะนี้งบกลางที่เหลือต้องสำรองไว้ด้านความมั่นคง และมีไม่เพียงพอ กว่างบประมาณปี 2570 จะใช้ได้ก็เดือนตุลาคม 2569 คำถามคือประชาชนได้รับผลกระทบแล้วหรือยัง เดือดร้อนหรือยัง และสมควรดำเนินการหรือไม่ หากได้รับผลกระทบแล้ว และไม่รู้ว่าสถานการณ์จะจบเมื่อใด ก็ถือเป็นความจำเป็นเร่งด่วนที่ต้องดำเนินการ

    เมื่อถามว่า หากสถานการณ์ยืดเยื้อ 4 แสนล้านบาทที่กู้มาจะเพียงพอหรือไม่ และต้องกู้เพิ่มหรือไม่ สิริพงศ์กล่าวว่า ต้องประเมินอีกครั้ง แต่เชื่อว่า 2 แสนล้านบาทสำหรับการเปลี่ยนผ่านพลังงาน แม้สถานการณ์ยืดเยื้อ ก็จะช่วยให้ประชาชนลดการใช้พลังงานลงอย่างมีนัยสำคัญ เท่ากับลดรายจ่ายโดยตรง และลดการพึ่งพาพลังงานแบบเดิม ประชาชนจะสัมผัสได้ แม้สถานการณ์จะยาวนาน สิ่งสำคัญคือต้องดำเนินการให้ทัน เพื่อช่วยประชาชนในระยะยาว

    เมื่อถามถึงกรณีพรรคประชาธิปัตย์จะยื่นศาลรัฐธรรมนูญ สิริพงศ์กล่าวว่า เป็นสิทธิ แต่เชื่อว่าสิ่งที่นายกรัฐมนตรีนำเสนอ และฝ่ายกฎหมายของรัฐบาลพิจารณาแล้ว เข้าเงื่อนไขการออก พ.ร.ก.ครบถ้วนทุกประการ

    สิริพงศ์ ยังกล่าวถึงการศึกษาโครงการโครงการแลนด์บริดจ์ ของคณะกรรมการชุดที่มี นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นประธาน จะนำผลการศึกษาของสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) มาร่วมพิจารณาด้วยหรือไม่ นั้น

    สิริพงศ์ ระบุว่า รัฐบาลจะนำรายงานของ สนข. เข้ามาประกอบการพิจารณาร่วมด้วย เนื่องจากที่ผ่านมา สนข. ได้มีรายงานฉบับเดิมและรายงานฉบับใหม่ ซึ่งรายงานฉบับใหม่ได้นำที่ปรึกษาเอกชนมาช่วยในการศึกษาด้วย ซึ่งที่ผ่านมาโครงการแลนด์บริดจ์อาจจะพูดถึงเพียงระบบรางเท่านั้น

    แต่ไม่ได้พูดถึงระบบท่อขนส่งน้ำมันและการ์ด ซึ่งเรื่องนี้จะช่วยลดระยะเวลาในการขนส่งอย่างมีนัยยะสำคัญ เพราะเดิมทีเรามีการขนส่งน้ำมันและก๊าซเฉพาะฝั่งตะวันออก แต่ถ้ามีโครงการดังกล่าว เราจะมีในฝั่งตะวันตกด้วย ซึ่งผลการศึกษาล่าสุดจะทำให้เห็นประโยชน์ของท่าเรือน้ำลึก การขนส่งที่เชื่อมโยงกันได้มากขึ้น

    เมื่อถามว่า สำหรับข้อเสนอให้ทำเฟสย่อย ของโครงการแลนด์บริดจ์ โดยเริ่มจากท่าเรือบางฝั่งก่อน รัฐบาลจะตัดสินใจอย่างไร นายสิริพงศ์ กล่าวว่า ข้อเสนอต่างๆ มีความเป็นไปได้ทั้งหมดเนื่องจากการลงทุน รัฐไม่ได้เป็น ผู้ลงทุนแต่ฝ่ายเดียวแต่เป็นการร่วมลงทุนกับภาคเอกชน (การลงทุนแบบ PPP) โดยการลงทุนของภาคเอกชนรัฐบาลไม่ได้กำหนดว่าจะเป็นการลงทุนเฉพาะต่างชาติหรือนักลงทุนจากไทย ซึ่งเป็นเอกชนรายใดก็ได้ทั้งไทยและต่างประเทศที่มีความสนใจในโครงการนี้ ซึ่งเอกชนจะเข้ามาศึกษารายละเอียดและความเป็นไปได้ สิ่งที่รัฐบาลจะพิจารณาเมื่อดูตัวเลขทั้งหมด รัฐบาลจะกำหนดรูปแบบของการลงทุนแบบ PPP ว่าการลงทุนจะเป็นรูปแบบไหน

    “การลงทุนจะเป็นรูปแบบไหน รัฐบาลไม่ได้ตัดสินใจโดยลำพัง จะต้องมีทั้งบริษัทที่ปรึกษา ผู้ที่สนใจลงทุน มาดำเนินการศึกษาเรื่องนี้ร่วมกัน ซึ่งเราก็ฟังข้อเสนอของทุกฝ่าย“ สิริพงศ์กล่าว

    เมื่อถามว่า ข้อกังวลที่มองว่าหากโครงการแลนด์บริดจ์ ไม่คุ้มทุน แล้วจะมีการขุดคลองไทยเพื่อเชื่อมสองฝั่งทะเล เหมือนโครงการคลองปานามาหรือไม่ นายสิริพงศ์ ชี้แจงว่า คงไม่มีการดำเนินการในรูปแบบนั้น เนื่องจากผลการศึกษาที่ออกมาพบว่าโครงการคลองไทย ใช้งบประมาณมากกว่าโครงการแลนด์บริดจ์ มากกว่าหนึ่งเท่าตัว โดยโครงการแลนด์บริดจ์ ใช้เงินลงทุนประมาณ 900,000 ล้านบาท ส่วนโครงการคลองไทยใช้โครงการ 2,000,000 ล้านบาท ซึ่งเมื่อดูความคุ้มค่าและผลตอบแทนทางเศรษฐกิจ จากการศึกษาพบว่าโครงการแลนด์บริดจ์ มีผลตอบแทนทางเศรษฐกิจ (FIRR) ดีกว่า

    เมื่อถามย้ำว่า โครงการคลองไทยเป็นการปิดประตูไปเลยใช่หรือไม่ นายสิริพงศ์ ตอบว่า ณ วันนี้เท่าที่ดู เมื่อเปรียบเทียบกันระหว่างสองโครงการแลนด์บริดจ์ มีความคุ้มค่ามากกว่า และถ้าต้องเลือกโครงการคลองไทย ถือว่าเป็นทางเลือกสุดท้ายเพราะมีความคุ้มค่าน้อยกว่า

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/siripong-loan-land-bridge-thai-canal/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3dUTOcYF_uL4Pj6igV2INf

  • เปิด ‘10 สถานการณ์เด่นทางสุขภาพ’ จากรายงานสุขภาพคนไทยปี 2569 พบปัญหานโยบายที่ต้องเร่งแก้ | SDG Move

    เปิด ‘10 สถานการณ์เด่นทางสุขภาพ’ จากรายงานสุขภาพคนไทยปี 2569 พบปัญหานโยบายที่ต้องเร่งแก้ | SDG Move

    สถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล ร่วมกับสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) จัดทำ รายงานสุขภาพคนไทย ปี 2569 เพื่อนำเสนอภาพรวมสถานการณ์สุขภาพและสังคมของประเทศในรอบปีที่ผ่านมา ประกอบด้วย 10 หมวดตัวชี้วัด “การเปลี่ยนแปลงทางประชากรกับสุขภาพคนไทย” ที่สะท้อนแนวโน้มการเกิดน้อย สังคมสูงวัย และโครงสร้างครอบครัวที่เปลี่ยนแปลง รวมถึง 10 สถานการณ์เด่นทางสุขภาพ และ 4 ผลงานเด่นเพื่อสุขภาพคนไทย นอกจากนี้ ยังมีบทความพิเศษเรื่องและเรื่องพิเศษประจำฉบับ “รอบรู้อย่างรอบคอบ: ความรอบรู้ด้านสุขภาพบนพื้นที่ดิจิทัล” ที่มุ่งประเด็นความรอบรู้ด้านสุขภาพ (Health Literacy) โดยวิเคราะห์บทบาทของสื่อออนไลน์และอินฟลูเอนเซอร์ที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจและพฤติกรรมสุขภาพของคนไทย

    จากรายงานสามารถสรุป 10 สถานการณ์เด่นด้านสุขภาพในปี 2569 ได้ดังนี้

    1. โรคไม่ติดต่อ (NCDs): ปัญหาท้าทายสุขภาพไทย – เป็นสาเหตุการเสียชีวิตในประเทศไทยมากกว่ากลุ่มโรคติดต่อ โดยคิดเป็นร้อยละ 74 ของการเสียชีวิตทั้งหมด ซึ่งต่อปีมีผู้เสียชีวิตจากกลุ่มโรคไม่ติดต่อประมาณ 400,000 ราย และสร้างความสูญเสียทางเศรษฐกิจสูงถึง 1.6 ล้านล้านบาทต่อปี หรือคิดเป็นร้อยละ 9.7 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) กลายเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่เป็นอุปสรรคในการพัฒนาประเทศด้วย
    2. ประกันสังคม: ถึงเวลาต้องปฏิรูปก่อนจะถึงจุดวิกฤติ –  โดยรายจ่ายบำนาญมีแนวโน้มสูงกว่ารายรับตั้งแต่ราวปี 2570 และเงินสำรองอาจหมดในปี 2585 ซึ่งปีที่ผ่านมา เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์เรื่องสิทธิประโยชน์ คำถามเรื่องความไม่โปร่งใสในการบริหารและการใช้จ่ายงบประมาณปัญหาเชิงโครงสร้างจากสังคมสูงวัยยิ่งเพิ่มภาระค่าใช้จ่ายของกองทุน ทั้งยังมีความเหลื่อมล้ำของสิทธิระหว่างผู้ประกันตนแต่ละมาตรา จึงเกิดข้อเรียกร้องให้ปฏิรูปทั้งด้านการเงิน ธรรมาภิบาล และความเป็นธรรมของระบบ
    3. นโยบายสหรัฐฯ กับผลกระทบด้านสุขภาพในไทย – นโยบาย “America First” ส่งผลกระทบต่อระบบสุขภาพโลกและไทย โดยเชื่อมโยงมิติเศรษฐกิจ การค้า และสาธารณสุขเข้า โดยคาดว่าผลกระทบต่อไทยเกิดในหลายด้านสำคัญ คือ 1) มาตรฐานอาหาร อาจถูกกดดันให้ผ่อนคลาย เช่น การนำเข้าเนื้อสัตว์ที่มีความเสี่ยงต่อสุขภาพ  2) การผูกขาดยา จากการคุ้มครองสิทธิบัตรเข้มข้น ทำให้ยามีราคาแพงและเข้าถึงยากขึ้น และ 3) การลดความช่วยเหลือต่างประเทศ ส่งผลให้ภาระด้านสาธารณสุข โดยเฉพาะพื้นที่ชายแดน ตกอยู่กับไทยมากขึ้น
    4. จากแก๊งคอลเซ็นเตอร์ สู่เครือข่ายค้ามนุษย์ข้ามพรมแดน – รายได้ของขบวนการในเมียนมา ลาว และกัมพูชาสูงถึงราว 4.38 หมื่นล้านดอลลาร์ หรือกว่า 1.5 ล้านล้านบาทในปี 2566 คิดเป็นสัดส่วนเกือบร้อยละ 40 ของ GDP รวมของทั้งสามประเทศ สะท้อนขนาดของเศรษฐกิจสีเทา โดยมีเหยื่อถูกหลอกไปทำงานจำนวนมากพบในเมียนมากว่า 120,000 คน และในกัมพูชากว่า 100,000 คน
    5. การศึกษาไร้พรมแดน: เด็กนักเรียนข้ามชาติกับสังคมไทย – ในปี 2565–2566 ประเทศไทยมีนักเรียนที่ได้รับรหัส G-code ซึ่งครอบคลุมเด็กข้ามชาติ เด็กไร้สัญชาติ และเด็กที่ไม่มีเอกสาร จำนวนกว่า 134,821 คน โดยเด็กกลุ่มนี้ต้องเผชิญความท้าทายทั้งด้านความแออัดของโรงเรียน การขาดแคลนทรัพยากร ข้อจำกัดด้านงบประมาณ อุปสรรคทางภาษาและวัฒนธรรม รวมถึงอคติจากชุมชนรอบข้าง
    6. แผ่นดินไหว:ภัยพิบัติที่ไม่อาจมองข้าม – เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศเสี่ยงสูงอย่างญี่ปุ่นและนิวซีแลนด์จุดอ่อนสำคัญของไทยไม่ได้อยู่ที่การขาดความรู้หรือมาตรฐานวิศวกรรม แต่เป็นช่องว่างในเชิงปฏิบัติ โดยเฉพาะระบบเตือนภัย การสื่อสารแบบรวมศูนย์ และการเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงาน ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อการรับมือและพฤติกรรมของประชาชนในช่วงเกิดเหตุ
    7. มหานทีปนเปื้อนพิษข้ามพรมแดน สารพิษในลุ่มน้ำกก สาย รวก และโขง – ตั้งแต่ต้นปี 2568 แม่น้ำกกและลุ่มน้ำสาขากำลังเผชิญวิกฤตมลพิษข้ามพรมแดน โดยมีแหล่งกำเนิดจากเหมืองแร่แรร์เอิร์ธกว่า 40 แห่งในรัฐฉาน ประเทศเมียนมา ซึ่งพบสารหนูเกินค่ามาตรฐานมากกว่า 2 เท่า และแพร่กระจายเข้าสู่ห่วงโซ่อาหาร ส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชนไทยนับแสนคน
    8. ลมหายใจชายแดน ในวันที่ยังไม่สิ้นเสียงปืน – การปะทะชายแดนไทย–กัมพูชาในปี 2568 ส่งผลให้เจ้าหน้าที่และประชาชนเสียชีวิตและบาดเจ็บรวมเกือบร้อยคน ประชาชนราว 258,000 คนต้องอพยพไปยังศูนย์พักพิงชั่วคราวกว่า 900 แห่ง ครอบคลุมพื้นที่ในศรีสะเกษ สุรินทร์ บุรีรัมย์ อุบลราชธานี สระแก้ว ตราด และจันทบุรี โดยมีกลุ่มเปราะบางที่ต้องได้รับการดูแลเป็นพิเศษมากกว่า 46,000 คน
    9. สมรสเท่าเทียม: การยอมรับทางสังคมของความหลากหลายทางเพศ – การต่อสู้เพื่อสิทธิในการสร้างครอบครัวของกลุ่ม LGBTQAN+ ในประเทศไทย ไม่ใช่เรื่องที่เกิดขึ้นเพียงชั่วข้ามคืน แต่เป็นผลจากการขับเคลื่อนของภาคประชาชนที่ยาวนานกว่า 20 ปี เพื่อสื่อสารต่อสังคมว่าความรักไม่ควรถูกจำกัดด้วยเพศสภาพ
    10. จากการ “สงเคราะห์” สู่การคุ้มครองและส่งเสริมสิทธิของกลุ่มชาติพันธุ์ – สิทธิของกลุ่มชาติพันธุ์ไม่ใช่เพียงประเด็นทางวัฒนธรรม แต่เป็นประเด็นเชิงโครงสร้างที่เชื่อมโยงกับกฎหมาย นโยบายรัฐ และการจัดการทรัพยากร การผลักดัน พ.ร.บ.คุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ สะท้อนความพยายามของรัฐไทยในการปรับเปลี่ยนแนวคิดการจัดการความหลากหลาย จากการมองแบบสงเคราะห์ สู่การให้ความสำคัญกับสิทธิและศักดิ์ศรีของกลุ่มชาติพันธุ์มากขึ้น

    สามารถติดตาม 10 หมวดตัวชี้วัดการเปลี่ยนแปลงทางประชากรกับสุขภาพคนไทย  4 ผลงานเด่นเพื่อสุขภาพคนไทย และบทความพิเศษ รวมถึงเรื่องพิเศษประจำฉบับ “รอบรู้อย่างรอบคอบ: ความรอบรู้ด้านสุขภาพบนพื้นที่ดิจิทัล” ได้ในรายงานสุขภาพคนไทย ประจำปี 2569 ที่ได้ประมวลและสังเคราะห์สถานการณ์สุขภาพของคนไทย ตลอดจนผลกระทบทางสังคมในทุกมิติอย่างครอบคลุม

    ● อ่านข่าวและบทความที่เกี่ยวข้อง
    เจาะลึก ‘10 สถานการณ์เด่นทางสุขภาพ’ พร้อมสัญญาณเตือน ผ่านรายงานสุขภาพคนไทยปี 2568
    – สำรวจ ‘10 สถานการณ์เด่นด้านสุขภาพ’ จากรายงานสุขภาพคนไทยปี 2567 พบหลายภัยเงียบใกล้ตัว
    – ย้อนอ่าน ’10 สถานการณ์เด่นด้านสุขภาพ’ ของไทยในเกือบสองทศวรรษที่ผ่านมา
    – ส่อง ‘10 สถานการณ์เด่นทางสุขภาพ’ ในรายงานสุขภาพคนไทย ประจำปี 2566
    – SDG Updates | รายงานสุขภาพคนไทย 2565 – เปิดข้อมูลสุขภาพ และครอบครัวไทย ใต้วิกฤติโควิด 19
    – SDG Updates | สำรวจผลกระทบของโควิด-19 ต่อสุขภาพจิตของคนไทยใน 1 ปีที่ผ่านมา เพื่อดูแลสุขภาพจิตใจกันให้มากขึ้นในปี 2564 

    ประเด็นดังกล่าวเกี่ยวข้องกับ
    #SDG1 ยุติความยากจน


    – (1.3) ดำเนินการให้ทุกคนมีระบบและมาตรการการคุ้มครองทางสังคมในระดับประเทศที่เหมาะสม รวมถึงการคุมครองทางสังคมขั้นพื้นฐานและบรรลุการครอบคลุมถึงกลุ่มที่ยากจนและเปราะบาง ภายในปี 2573
    #SDG3 สุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดี
    – (3.4) ลดการตายก่อนวัยอันควรจากโรคไม่ติดต่อให้ลดลงหนึ่งในสาม ผ่านทางการป้องกันและการรักษาโรค และสนับสนุนสุขภาพจิตและความเป็นอยู่ที่ดี ภายในปี 2573

    – (3.8) บรรลุการมีหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า รวมถึงการป้องกันความเสี่ยงทางการเงิน การเข้าถึงการบริการสาธารณสุขจำเป็นที่มีคุณภาพ และเข้าถึงยาและวัคซีนจำเป็นที่ปลอดภัย มีประสิทธิภาพ มีคุณภาพ ในราคาที่สามารถซื้อหาได้

    – (3.c) เพิ่มการใช้เงินสนับสนุนด้านสุขภาพ และการสรรหา การพัฒนา การฝึกฝน และการเก็บรักษากำลังคนด้านสุขภาพในประเทศกำลังพัฒนา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศพัฒนาน้อยที่สุดและรัฐกำลังพัฒนาที่เป็นเกาะขนาดเล็ก
    – (3.d) เสริมขีดความสามารถของทุกประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศกำลังพัฒนา ในด้านการแจ้งเตือนล่วงหน้า การลดความเสี่ยง และการบริหารจัดการความเสี่ยงด้านสุขภาพทั้งในระดับประเทศและระดับโลก

    #SDG4 การศึกษาที่มีคุณภาพ

    – (4.1) สร้างหลักประกันว่าเด็กชายและเด็กหญิงทุกคนสำเร็จการศึกษาระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษาที่มีคุณภาพ เท่าเทียม โดยไม่มีค่าใช้จ่าย นำไปสู่ผลลัพธ์ทางการเรียนที่มีประสิทธิผล ภายในปี 2573

    – (4.2) สร้างหลักประกันว่าเด็กชายและเด็กหญิงทุกคนเข้าถึงการพัฒนา การดูแล และการจัดการศึกษาระดับก่อนประถมศึกษา สำหรับเด็กปฐมวัย ที่มีคุณภาพ เพื่อให้เด็กเหล่านั้นมีความพร้อมสำหรับการศึกษาระดับประถมศึกษา ภายในปี 2573
    #SDG 6 น้ำสะอาดและการสุขาภิบาล 

    – (6.6) ปกป้องและฟื้นฟูระบบนิเวศที่เกี่ยวข้องกับแหล่งน้ำ รวมถึงภูเขา ป่าไม้ พื้นที่ชุ่มน้ำ แม่น้ำ ชั้นหินอุ้มน้ำ และทะเลสาบ ภายในปี พ.ศ. 2563

    #SDG10 ลดความเหลื่อมล้ำ

    – (10.2) ให้อำนาจและส่งเสริมความครอบคลุมด้านสังคม เศรษฐกิจและการเมืองสำหรับทุกคน โดยไม่คำนึงถึงอายุ เพศ ความบกพร่องทางร่างกาย เชื้อชาติ ชาติพันธุ์ แหล่งกำเนิด ศาสนา หรือสถานะทางเศรษฐกิจหรือสถานะอื่น ๆ ภายในปี 2573
    – (10.3) สร้างหลักประกันถึงโอกาสที่เท่าเทียมและลดความไม่เสมอภาคของผลลัพธ์ รวมถึงโดยการขจัดกฎหมาย นโยบาย และแนวทางปฏิบัติที่เลือกปฏิบัติ และส่งเสริมการออกกฎหมาย นโยบาย และการปฏิบัติที่เหมาะสมในเรื่องดังกล่าว

    – (10.7) อำนวยความสะดวกในการโยกย้ายถิ่นฐานและเคลื่อนย้ายของคนให้เป็นระเบียบ ปลอดภัย ปกติ และมีความรับผิดชอบ รวมถึงให้การดำเนินงานเป็นไปตามนโยบายด้านการอพยพที่มีการวางแผนและการจัดการที่ดี
    #SDG11 เมืองและชุมชนที่ยั่งยืน

    – (11.5) ลดจำนวนการตายและจำนวนคนที่ได้รับผลกระทบและลดการสูญเสียโดยตรงทางเศรษฐกิจที่เกี่ยวกับผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศของโลกที่เกิดจากภัยพิบัติ ซึ่งรวมถึงภัยพิบัติที่เกี่ยวกับน้ำ โดยมุ่งเป้าปกป้องคนจนและคนที่อยู่ในสถานการณ์ที่เปราะบาง ภายในปี 2573 

    #SDG13 การรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
    – (13.1) เสริมภูมิต้านทานและขีดความสามารถในการปรับตัวต่ออันตรายและภัยพิบัติทางธรรมชาติที่เกี่ยวข้องกับภูมิอากาศในทุกประเทศ 

    – (13.3) พัฒนาการศึกษา การสร้างความตระหนักรู้ และขีดความสามารถของมนุษย์และของสถาบันในเรื่องการลดปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การปรับตัว การลดผลกระทบ การเตือนภัยล่วงหน้า
    #SDG15 ระบบนิเวศบนบก

    – (15.1) สร้างหลักประกันว่าจะมีการอนุรักษ์ การฟื้นฟู และการใช้ระบบนิเวศบนบกและแหล่งน้ำจืดในแผ่นดิน รวมทั้งบริการทางระบบนิเวศอย่างยั่งยืน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ป่าไม้ พื้นที่ชุ่มน้ำ ภูเขาและพื้นที่แห้งแล้ง โดยเป็นไปตามข้อบังคับภายใต้ความตกลงระหว่างประเทศ ภายในปี พ.ศ. 2563

    #SDG16 ความสงบสุข ยุติธรรม และสถาบันเข้มแข็ง

    – (16.1) ลดความรุนแรงทุกรูปแบบและอัตราการตายที่เกี่ยวข้องในทุกแห่งให้ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ
    – (16.2) ยุติการข่มเหง การแสวงหาประโยชน์อย่างไม่ถูกต้อง การค้ามนุษย์ และความรุนแรงและการทรมานทุกรูปแบบที่มีต่อเด็ก

    – (16.3) ส่งเสริมหลักนิติธรรมทั้งในระดับชาติและระหว่างประเทศ และสร้างหลักประกันว่าทุกคนสามารถเข้าถึงความยุติธรรมอย่างเท่าเทียม
    – (16.5) ลดการทุจริตในตำแหน่งหน้าที่และการรับสินบนทุกรูปแบบ

    – (16.6) พัฒนาสถาบันที่มีประสิทธิผล มีความรับผิดชอบ และโปร่งใสในทุกระดับ
 
    – (16.b) ส่งเสริมและบังคับใช้กฎหมายและนโยบายที่ไม่เลือกปฏิบัติเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน

    แหล่งที่มา: รายงานสุขภาพคนไทย ปี 2569 (Thaihealth)

    • Praewpan Sirilurt

      Knowledge Communication | มนุษย์ผู้เชื่อว่า “การสื่อสารสามารถเชื่อมต่อความรู้สึกของกันและกันได้” ไม่ว่าจะเป็นใคร อยู่ที่ไหน หรือเผชิญกับอะไรอยู่ การสื่อสารจะช่วยบอกเล่าเรื่องราวส่งไปให้แก่ผู้อื่นได้รับรู้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sdgmove.com/2026/05/06/thailands-2026-health-report/amp/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2M7GBeeZgJBjzBnsohgSP9

  • รัฐบาลผนึก “แลนด์บริดจ์-SEC” เป็นชิ้นเดียวขยายพื้นที่คลุม 4 จ.ผุดท่อส่งน้ำมัน-รถไฟทางคู่เชื่อมโลก : อินโฟเควสท์

    รัฐบาลผนึก “แลนด์บริดจ์-SEC” เป็นชิ้นเดียวขยายพื้นที่คลุม 4 จ.ผุดท่อส่งน้ำมัน-รถไฟทางคู่เชื่อมโลก : อินโฟเควสท์

    นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คมนาคม กล่าวว่า รัฐบาลประกาศปรับแผนยุทธศาสตร์โครงการสะพานเศรษฐกิจเชื่อมฝั่งทะเลอ่าวไทยและอันดามัน หรือ แลนด์บริดจ์ (Land Bridge) ครั้งใหญ่ โดยมีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการศึกษาความเหมาะสมชุดใหม่ ที่มีนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง เป็นประธาน เพื่อทบทวนและขยายขอบเขตการศึกษาให้ครอบคลุมทั้งระบบ ทั้งด้านความคุ้มครองทางเศรษฐกิจ ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี และผลกระทบต่อประชาชนในพื้นที่ โดยกำหนดกรอบเวลาการศึกษาให้แล้วเสร็จภายใน 90 วัน ถ้าผลการศึกษาเกิดความคุ้มค่า มีความชัดเจนก่อนถ้าศึกษาเสร็จรองนายกเอกนิติ ก็คงจะเสนอที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ต่อไป

    เนื่องจากผลการศึกษาในอดีตของโครงการแลนด์บริดจ์ อาจยังไม่มีความครอบคลุมเพียงพอในทุกระบบ เนื่องจากขาดความเชื่อมโยงของระบบโลจิสติกส์ที่ครบถ้วน ในครั้งนี้ นายกรัฐมนตรีจึงให้ทำการศึกษาใหม่แบบครบวงจร เช่น การโยงรถไฟรางคู่ลงไปหรือไม่ ไม่ใช่แค่มีเพียงพื้นที่ท่าเรือ 2 ฟากทะเลเท่านั้น

    การปรับแผนครั้งนี้ก็ต้องศึกษาเชื่อมโยงโครงการแลนด์บริดจ์เข้ากับโครงการระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้ (Southern Economic Corridor – SEC) ซึ่งประกอบด้วยพื้นที่ 4 จังหวัด ได้แก่ นครศรีธรรมราช, สุราษฎร์ธานี, ชุมพร และระนอง จากเดิมที่โครงการแลนด์บริดจ์มักถูกพูดถึงเพียงในพื้นที่ 2 จังหวัด (ระนอง-ชุมพร) การขยายขอบเขตไปยังอีก 2 จังหวัดที่เหลือจะช่วยให้การพัฒนาเชิงพื้นที่ในภาคใต้เกิดความสอดคล้องและเป็นชิ้นเดียวกันมากขึ้น โดยเฉพาะพื้นที่หลังท่าเรือ เพื่อการพัฒนา และตอบข้อกังวลของคนในพื้นที่ว่าจะถูกการเวนคืนที่ดินหรือไม่

    “ผลการศึกษาแลนด์บริดจ์ ของสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) ศึกษาจบไปแล้วตั้งแต่ 2 ปีที่แล้ว ซึ่งในตอนนั้นยังไม่มีเหตุการณ์เรื่องของสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางเกิดขึ้น ข้อมูลเดิมที่เคยทำไว้ก็อาจไม่ตอบโจทย์ความท้าทายปัจจุบัน แต่ในขณะนี้เมื่อมีเหตุการณ์ใหม่เกิดขึ้นในอนาคตโดยในอดีตประเทศอินโดนีเซีย อาจพิจารณาการเก็บค่าธรรมเนียมผ่านช่องแคบมะละกา แม้จะเป็นเพียงแนวคิดที่มีการปรารภออกมาและอาจมีการถอนเรื่องในภายหลัง แต่เมื่อเขามีไอเดียแล้ว รัฐบาลมองว่าเป็นความเป็นไปได้ใหม่ ที่ต้องนำมาคำนวณในแบบจำลองความคุ้มค่าของแลนด์บริดจ์ด้วย”

    นายพิพัฒน์ กล่าวว่า รัฐบาลยืนยันว่าหากผลการศึกษารอบนี้ชี้ให้เห็นถึงความคุ้มค่าก็พร้อมเดินหน้าโครงการต่อทันที เนื่องจากโครงการนี้ถูกผลักดันมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2562 โดยเฉพาะในส่วนของ พ.ร.บ. SEC พรรคภูมิใจไทยก็เป็นคนเสนอ ครอบคลุม 4 จังหวัด ได้แก่ นครศรีธรรมราช, สุราษฎร์ธานี, ชุมพร และระนอง เดิมทีโครงการแลนด์บริดจ์คุยกันแค่ 2 จังหวัด (ระนอง-ชุมพร) แต่ตอนนี้รัฐบาลกำลังทำให้แลนด์บริดจ์และ SEC เป็น “ชิ้นเดียวกัน” ตัวร่าง พ.ร.บ. เรียบร้อยแล้ว เหลือเพียงประเด็นเรื่องกองทุน ซึ่งอาจเดินหน้าไปก่อนหรือรอผลการศึกษาจบก็ได้

    ทั้งนี้เพื่อให้การเดินหน้าโครงการเป็นไปอย่างรอบด้าน นายกรัฐมนตรีได้มีคำสั่งให้การศึกษาครั้งนี้มีองค์ประกอบจากหลายกระทรวงที่เกี่ยวข้อง ไม่ใช่เพียงกระทรวงคมนาคมกระทรวงเดียวเหมือนในอดีต โดยคณะกรรมการชุดใหม่จะมีตัวแทนจากกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเพื่อ ศึกษาผลกระทบเชิงลึก เพราะการพัฒนาขนาดใหญ่ย่อมส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ รวมถึงก็ยังมีกระทรวงพลังงาน ดูแลเรื่องการวางโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน กระทรวงอุตสาหกรรม ดูแลเรื่องวางแผนการพัฒนาพื้นที่หลังท่าและเขตอุตสาหกรรม

    ส่วนกระทรวงคมนาคมจะดูแลระบบโครงสร้างพื้นฐานหลักการทำงานข้ามกระทรวงนี้มีความจำเป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากเมื่อมีการนำแนวคิด SEC เข้ามาเกี่ยวข้อง จะมีประเด็นที่เชื่อมโยงถึง 4-6 กระทรวงในคราวเดียว นอกจากนี้ รัฐบาลยังให้ความสำคัญกับความกังวลของคนในพื้นที่ในเรื่องการเวนคืนที่ดิน โดยสั่งการให้ทีมงานลงไปทำความเข้าใจและศึกษาแนวทางการเยียวยาที่เหมาะสม

    ในส่วนของรายละเอียดทางวิศวกรรมและการขนส่ง โครงการแลนด์บริดจ์รูปแบบใหม่จะประกอบด้วยองค์ประกอบหลักที่สำคัญคือ ท่อส่งน้ำมัน (Pipeline) ซึ่งถือเป็นองค์ประกอบที่ไม่มีไม่ได้นอกจากนี้ยังมีระบบถนนและรางรถไฟ โดยเน้นย้ำว่าการวางระบบรางจะไม่ใช่แค่การเชื่อมต่อ 2 จังหวัดเข้าด้วยกัน แต่ต้องเป็นการ เชื่อมรางจากกรุงเทพฯลงไปโดยเฉพาะจากแหลมฉบังหรือพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ลงไปถึงระนอง

    แนวคิดนี้จะช่วยยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน โดยเฉพาะสินค้าที่ผลิตจากอุตสาหกรรมในพื้นที่ EEC หรือแหลมฉบัง ที่ต้องการส่งออกไปยังยุโรป แทนที่จะต้องนำเรือไปถ่ายลำที่สิงคโปร์ ก็สามารถขนส่งทางรางมาลงที่ท่าเรือระนองเพื่อส่งออกได้ทันที ซึ่งปัจจุบันประเทศไทยมีตัวเลขสินค้าที่ส่งออกไปยังยุโรปและจีนรวมกันเกือบ 6 ล้านตู้ต่อปี การมีท่าเรือทั้งสองแห่งจะช่วยเพิ่มความคุ้มค่าและประสิทธิภาพในการจัดการสินค้าเหล่านี้ได้อย่างมหาศาล

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (06 พ.ค. 69)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/590237&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3tbSkaxaitBDivBqw-dvEP

  • HWPL จัดประชุมเชิงปฏิบัติการว่าด้วยการศึกษาวารสารศาสตร์เพื่อสันติภาพ  ระดมผู้สื่อข่าวทั่วโลกหารือแนวทางการรายงานข่าวเชิงหาทางออก

    HWPL จัดประชุมเชิงปฏิบัติการว่าด้วยการศึกษาวารสารศาสตร์เพื่อสันติภาพ ระดมผู้สื่อข่าวทั่วโลกหารือแนวทางการรายงานข่าวเชิงหาทางออก

    วันพุธ ที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 15.37 น.

    HWPL (HWPL International Workshop on Peace Journalism Studies)  จัดการประชุมเชิงปฏิบัติการระดับนานาชาติว่าด้วยการศึกษาวารสารศาสตร์เพื่อสันติภาพ ในรูปแบบออนไลน์ โดยมีผู้สื่อข่าวประมาณ 220 คนจากทั่วโลกเข้าร่วม ภายใต้หัวข้อ “การรายงานทางออกในยุคแห่งการหลีกเลี่ยงข่าว: การเสริมสร้างพลังของผู้ชมผ่านความร่วมมือด้านสันติภาพระหว่างสื่อและภาคประชาสังคม” กิจกรรมในครั้งนี้ได้สำรวจบทบาทของวารสารศาสตร์ในการแก้ไขปัญหาการหลีกเลี่ยงข่าว (News Avoidance) การลดความขัดแย้ง และการส่งเสริมสันติภาพ

    ภายในงานมีการนำเสนอโดย 3 ผู้สื่อข่าว  ซึ่งเป็นผู้มีส่วนร่วมในวารสารการศึกษาวารสารศาสตร์เพื่อสันติภาพของ HWPL ฉบับที่ 4 (Journal HWPL Peace Journalism Studies, Volume 4) โดยได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของวารสารศาสตร์เชิงหาทางออก (Solutions-oriented Journalism) ที่ก้าวข้ามเพียงการรายงานเหตุการณ์ไปสู่การนำเสนอแนวทางเพื่อการแก้ไขความขัดแย้งและความหวัง

    นายอะห์มัด ยานี (Mr. Achmad Yani) ผู้สื่อข่าวจากทีมบรรณาธิการ Indepthnews.id ประเทศอินโดนีเซีย ได้นำเสนองานวิจัยในหัวข้อ “บทบาทของเรื่องเล่าผ่านสื่อต่างประเทศในการลดความรุนแรงของความขัดแย้งระหว่างไทย-กัมพูชา” โดยเขาตั้งข้อสังเกตว่า วิธีที่สื่อวางกรอบความขัดแย้ง (Frame) นั้นมีส่วนสำคัญอย่างยิ่งในการกำหนดการรับรู้ของสาธารณชน

    จากการวิเคราะห์บทความ 19 ชิ้นจากสำนักข่าวหลักระดับโลก พบว่า ประมาณ 64% ของการนำเสนอข่าวเน้นไปที่การปะทะกันทางทหารและความตึงเครียดทางการเมือง ในขณะที่ประสบการณ์ของพลเรือนที่ต้องพลัดถิ่นกว่า 200,000 คนกลับไม่ถูกกล่าวถึง เขาเน้นย้ำว่าสื่อกำหนดความเข้าใจของสังคมผ่านการเลือกข้อมูลที่จะนำเสนอหรือตัดออก และเรียกร้องให้วารสารศาสตร์หันมาใช้มุมมองที่มีผู้ตกเป็นเหยื่อเป็นศูนย์กลาง พร้อมสำรวจแนวทางแก้ไขอย่างสันติ

    อีกหนึ่งการนำเสนอโดย นางสาวไอดา ยุสนิตา (Ms. Ida Yusnita) ผู้สื่อข่าวจาก mediabanjarmasin.com ประเทศอินโดนีเซีย ภายใต้หัวข้อ “สันติภาพ: สิทธิมนุษยชนที่เราต้องร่วมกันปกป้อง” เธอได้นิยามสันติภาพว่าไม่ใช่เพียงแค่การปราศจากสงคราม แต่เป็นสภาวะที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของความปลอดภัย ความเท่าเทียม และความยุติธรรม ซึ่งต้องอาศัยความรับผิดชอบร่วมกัน

    เธอได้สรุปบทบาทของรัฐ สังคม และสื่อในการบรรลุสันติภาพ โดยเน้นย้ำถึงธรรมาภิบาลที่ยุติธรรม ความอดทนอดกลั้นทางสังคม และการรายงานข่าวอย่างมีความรับผิดชอบ นอกจากนี้ เธอยังย้ำว่าสันติภาพและสิทธิมนุษยชนเป็นสิ่งที่แยกจากกันไม่ได้ พร้อมทั้งเรียกร้องให้มีความพยายามในทางปฏิบัติ เช่น การศึกษาเรื่องความอดทนอดกลั้น นโยบายต่อต้านการเลือกปฏิบัติ และการเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับสื่ออิสระ

    นายโฮเซ นิโคลัส อาร์โรโย รามอส (Mr. José Nicolás Arroyo Ramos) ผู้สื่อข่าว ทนายความ และอาจารย์จากสาธารณรัฐโดมินิกัน ได้วิเคราะห์ว่าสภาพแวดล้อมของสื่อมีส่วนทำให้เกิดความแตกแยกและการสนทนาที่ขับเคลื่อนด้วยความขัดแย้งได้อย่างไร เขานำเสนอแนวคิด “ความรุนแรงเชิงวาทกรรม” (Discursive Violence) ซึ่งหมายถึงการสื่อสารที่ขยายความแตกแยกและความเป็นศัตรู แม้จะไม่มีการใช้กำลังทางกายภาพก็ตาม
    เขายังตั้งข้อสังเกตอีกว่าในยุคดิจิทัล เนื้อหาที่ขับเคลื่อนด้วยอารมณ์และไม่ผ่านการตรวจสอบจะแพร่กระจายอย่างรวดเร็ว บ่อยครั้งมักทำให้ประเด็นที่ซับซ้อนกลายเป็นเรื่องเล่าแบบแบ่งฝักแบ่งฝ่ายอย่างง่าย วารสารศาสตร์เพื่อสันติภาพจึงเป็นทางเลือกสำคัญในการสำรวจต้นตอของปัญหา รวบรวมมุมมองที่หลากหลาย และนำเสนอทางออกที่สร้างสรรค์

    แม้จะจัดขึ้นในรูปแบบออนไลน์ แต่การประชุมเชิงปฏิบัติการครั้งนี้ก็เอื้อให้เกิดการมีส่วนร่วมอย่างแข็งขัน ในช่วงการสนทนากลุ่มย่อย ผู้เข้าร่วมได้สำรวจประเด็นต่างๆ เช่น ข่าวที่สร้างแรงบันดาลใจและความหวัง รวมถึงบทบาทของเรื่องเล่าเชิงบวกในการรายงานข่าวความขัดแย้ง

    นอกจากนี้ ในงานยังได้แนะนำแพลตฟอร์มสื่อและสันติภาพโลก (Media and Global Peace Platform – MAGP) ซึ่งเป็นเครือข่ายระดับโลกบน Substack ที่เชื่อมโยงผู้สื่อข่าวและองค์กรพัฒนาเอกชน (NGOs) ข้ามพรมแดน โดยคาดว่าแพลตฟอร์มนี้จะสนับสนุนการขยายตัวของวารสารศาสตร์เพื่อสันติภาพไปในระดับโลก

    คณะผู้จัดงาน กล่าวว่า “การประชุมเชิงปฏิบัติการนี้ยืนยันอีกครั้งว่าสื่อไม่ใช่เพียงผู้ส่งสารเท่านั้น แต่เป็นตัวแสดงหลักในการกำหนดการรับรู้ของสาธารณะและสร้างสันติภาพ” พร้อมเสริมว่า “เราจะเดินหน้าขยายความร่วมมือและการปฏิบัติจริงในด้านวารสารศาสตร์เพื่อสันติภาพผ่านเครือข่ายระหว่างประเทศที่เข้มแข็งต่อไป”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/lady/962814&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3IW9vEZ7arwLPZfZhJ-l86

  • ‘สิริพงศ์’ โต้ฝ่ายค้าน! ยัน ‘กู้ 4 แสนล้าน’ ไม่ใช่ ‘ตีเช็คเปล่า’ ย้ำเงินถึงประชาชนทุกคน

    ‘สิริพงศ์’ โต้ฝ่ายค้าน! ยัน ‘กู้ 4 แสนล้าน’ ไม่ใช่ ‘ตีเช็คเปล่า’ ย้ำเงินถึงประชาชนทุกคน

    สิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รมช.คมนาคม ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีฝ่ายค้านวิพากษ์วิจารณ์การ “ออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) กู้เงิน 4 แสนล้านบาท” เป็นการ “ตีเช็คเปล่า” ว่า “คงไม่ใช่การตีเช็คเปล่า แต่อาจจะเป็นแบบที่เขาไม่คุ้นเคย ที่ผ่านมารัฐบาลบางยุคจะกู้เงินมาทำโครงการ แต่ครั้งนี้เงินจะลงไปถึงประชาชนทั้งหมด ไม่ได้มาในรูปแบบจะทำถนนเส้นนั้นเส้นนี้ เป็นรูปแบบที่เขาไม่เคยทำ จึงทำให้เขาสงสัย นายกรัฐมนตรีพูดชัดเจนว่า 2 แสนล้านบาทจะไปช่วยประชาชน ลดภาระค่าใช้จ่าย ช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากน้ำมันแพง โดยเงินจะอุดหนุนไปที่ตัวประชาชน โดยจะดำเนินการผ่านโครงการไทยช่วยไทยพลัส ส่วนรายละเอียดขอให้รอกระทรวงการคลัง”

    ส่วนอีก 2 แสนล้านบาท จะช่วยประชาชนลดภาระสำหรับการเปลี่ยนผ่านการใช้พลังงานฟอสซิล มาใช้พลังงานสะอาด รัฐจะไปช่วยสนับสนุน อาจจะมาในรูปแบบช่วยดอกเบี้ยคนละครึ่ง หรือช่วยติดโซลาร์รูฟท็อป

    ที่ผ่านมากู้เงินมาก้อนหนึ่งมาทำถนน ทำนู่น ทำนี่ ทำนั่น แต่ครั้งนี้ไม่ใช่ เงินทั้งหมดที่กู้มาจะไปถึงประชาชนทั้งหมด

    สำหรับประเด็นที่ฝ่ายค้านตั้งคำถามถึง “ความฉุกเฉิน–จำเป็น–เร่งด่วน” สิริพงศ์ กล่าวว่า “ขณะนี้งบกลางที่เหลืออยู่ต้องสำรองไว้สำหรับเรื่องความมั่นคง และเม็ดเงินไม่เพียงพอ กว่างบประมาณปี 70 จะใช้ได้ก็เดือน ต.ค.69 สถานการณ์วันนี้คำถามคือ ประชาชนได้รับผลกระทบแล้วหรือยัง เดือดร้อนหรือยัง สมควรที่จะทำหรือยัง ถ้าเกิดประชาชนได้รับผลกระทบแล้ว ไม่รู้สถานการณ์จะจบเมื่อไหร่ มันก็เป็นความจำเป็นเร่งด่วนที่ต้องดำเนินการ”

    เมื่อถามว่า หากสถานการณ์ยืดเยื้อ 4 แสนล้านบาทที่กู้มาหมดไป จะต้องกู้เพิ่มหรือไม่ สิริพงศ์ กล่าวว่า “เดี๋ยวมาว่ากันอีกครั้ง วันนี้เราบริหารต่อสถานการณ์นี้ และเชื่อว่า 2 แสนล้านบาท สำหรับ ‘การเปลี่ยนผ่านพลังงาน’ แม้สถานการณ์ยืดยาวแต่ประชาชนลดการใช้พลังงานอย่างมีนัยสำคัญ เท่ากับลดรายจ่ายได้โดยตรง ลดการพึ่งพาพลังงานแบบเก่า ประชาชนจะสัมผัสได้ ต่อให้สถานการณ์จะยืดยาวก็ตาม ที่สำคัญคือ ต้องทำให้ทัน หากส่งผลถึงประชาชนในมุมกว้างจะช่วยประชาชนในระยะยาว”

    ส่วนกรณีที่พรรคประชาธิปัตย์ จะยื่นศาลรัฐธรรมนูญนั้น สิริพงศ์ กล่าวว่า “เป็นสิทธิของเขา แต่คิดว่า สิ่งที่นายกฯนำเสนอและฝ่ายกฎหมายรัฐบาลพิจารณาเข้าเงื่อนไขในการออก พ.ร.ก.ทุกข้อ”

    แจง ‘แลนด์บริดจ์’ ใช้ PPP เปิดเอกชนร่วมลงทุน ชี้คุ้มค่ากว่า ‘คลองไทย’

    ส่วนความคืบหน้าการศึกษา “โครงการแลนด์บริดจ์” ของคณะกรรมการชุดที่มีเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง เป็นประธานนั้น มีข้อพิจารณาว่าจะนำผลการศึกษาของสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) มาประกอบการตัดสินใจด้วยหรือไม่

    เรื่องนี้ รมช.คมนาคม ชี้แจงว่า “รัฐบาลจะนำรายงานของ สนข. เข้ามาประกอบการพิจารณาร่วมด้วย เนื่องจากที่ผ่านมา สนข. ได้มีรายงานฉบับเดิมและรายงานฉบับใหม่ ซึ่งรายงานฉบับใหม่ได้นำที่ปรึกษาเอกชนมาช่วยในการศึกษาด้วย”

    ที่ผ่านมาโครงการแลนด์บริดจ์อาจจะพูดถึงเพียงระบบรางเท่านั้น แต่ไม่ได้พูดถึงระบบท่อขนส่งน้ำมันและก๊าซ เรื่องนี้จะช่วยลดระยะเวลาในการขนส่งอย่างมีนัยสำคัญ เพราะเดิมทีเรามีการขนส่งน้ำมันและก๊าซเฉพาะฝั่งตะวันออก แต่ถ้ามีโครงการดังกล่าวเราจะมีในฝั่งตะวันตกด้วย ซึ่งผลการศึกษาล่าสุดจะทำให้เห็นประโยชน์ของท่าเรือน้ำลึก การขนส่งที่เชื่อมโยงกันได้มากขึ้น

    ส่วนข้อเสนอให้ทำ “เฟสย่อย” ของโครงการแลนด์บริดจ์ โดยเริ่มจากท่าเรือบางฝั่งก่อน รัฐบาลจะตัดสินใจอย่างไร สิริพงศ์ กล่าวว่า “ข้อเสนอต่างๆ มีความเป็นไปได้ทั้งหมด เนื่องจากการลงทุน รัฐไม่ได้เป็นผู้ลงทุนแต่ฝ่ายเดียว แต่เป็นการร่วมลงทุนกับภาคเอกชน (การลงทุนแบบ PPP) โดยการลงทุนของภาคเอกชน รัฐบาลไม่ได้กำหนดว่าจะเป็นการลงทุนเฉพาะต่างชาติหรือนักลงทุนจากไทย ซึ่งเป็นเอกชนรายใดก็ได้ ทั้งไทยและต่างประเทศที่มีความสนใจในโครงการนี้ โดยเอกชนจะเข้ามาศึกษารายละเอียดและความเป็นไปได้ สิ่งที่รัฐบาลจะพิจารณา เมื่อดูตัวเลขทั้งหมด รัฐบาลจะกำหนดรูปแบบของการลงทุนแบบ PPP ว่าการลงทุนจะเป็นรูปแบบไหน”

    การลงทุนจะเป็นรูปแบบไหน รัฐบาลไม่ได้ตัดสินใจโดยลำพัง จะต้องมีทั้งบริษัทที่ปรึกษา ผู้ที่สนใจลงทุน มาดำเนินการศึกษาเรื่องนี้ร่วมกัน ซึ่งเราก็ฟังข้อเสนอของทุกฝ่าย

    เมื่อถามถึงข้อกังวลที่หากโครงการแลนด์บริดจ์ไม่คุ้มทุน จะมีการขุด “คลองไทย” เพื่อเชื่อมสองฝั่งทะเล เหมือน “โครงการคลองปานามา” หรือไม่ สิริพงศ์ กล่าวว่า “คงไม่มีการดำเนินการในรูปแบบนั้น เนื่องจากผลการศึกษาที่ออกมาพบว่าโครงการคลองไทยใช้งบประมาณมากกว่าโครงการแลนด์บริดจ์หนึ่งเท่าตัว”

    โครงการแลนด์บริดจ์ใช้เงินลงทุนประมาณ 9 แสนล้านบาท ส่วนโครงการคลองไทยใช้เงินลงทุน 2 ล้านล้านบาท เมื่อดูความคุ้มค่าและผลตอบแทนทางเศรษฐกิจ จากการศึกษาพบว่า โครงการแลนด์บริดจ์ มีผลตอบแทนทางเศรษฐกิจ (FIRR) ดีกว่า

    เมื่อถามย้ำว่า โครงการคลองไทยเป็นการปิดประตูไปเลยใช่หรือไม่ สิริพงศ์ กล่าวว่า “ณ วันนี้เท่าที่ดู เมื่อเปรียบเทียบกันระหว่างสองโครงการ โครงการแลนด์บริดจ์มีความคุ้มค่ามากกว่า และถ้าต้องเลือกโครงการคลองไทย ถือว่าเป็นทางเลือกสุดท้าย เพราะมีความคุ้มค่าน้อยกว่า”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.spacebar.th/politics/siripong-defends-400-billion-loan-as-direct-support-to-people&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2rFq2tc2JYbQWw3JuOBmwX

  • “ม.หอการค้า” ชี้ ผู้ปกครองยอมลดเที่ยว-ใช้จ่ายส่วนตัว เพื่อลงทุนด้านการศึกษาให้ลูกมากขึ้น

    “ม.หอการค้า” ชี้ ผู้ปกครองยอมลดเที่ยว-ใช้จ่ายส่วนตัว เพื่อลงทุนด้านการศึกษาให้ลูกมากขึ้น

    นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย และประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ เปิดเผยผลสำรวจพฤติกรรมการใช้จ่ายของผู้ปกครองในช่วงเปิดเทอมปี 2569 พบว่ามีมูลค่าการใช้จ่ายรวมสูงถึง​ 66,372.50 ล้านบาท​ ขยายตัว 6% ซึ่งเป็นการขยายตัวและมีมูลค่าสูงสุดช่วง 10 ปี 

    โดยโครงสร้างการใช้จ่ายหลักยังคงเป็น​ค่าเทอม​ ​ค่าบำรุงโรงเรียน​ (ตามปกติ) ​ค่าบำรุงโรงเรียน​(​กรณีเปลี่ยนโรงเรียนใหม่​/แป๊ะเจี๊ยะ)​ รวมถึงอุปกรณ์การเรียนและหนังสือ

    แม้กระทรวงศึกษาธิการจะมีนโยบายผ่อนปรนเรื่องชุดนักเรียน แต่ผู้ปกครองส่วนใหญ่ยังคงเลือกซื้อชุดและรองเท้าใหม่ให้บุตรหลานเนื่องจากเห็นความสำคัญทางการศึกษา

    พร้อมประเมินค่าจ่ายในช่วงเปิดเทอมเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 29,000 บาทต่อครัวเรือน​ แต่ผลสำรวจชี้ให้เห็นว่า ผู้ปกครองยอมประหยัดส่วนอื่นเพื่อการศึกษา โดยลดค่าใช้จ่ายด้านการท่องเที่ยว ลดการใช้จ่ายส่วนตัว​ ลดค่าอาหาร และใช้เงินออมมาจ่ายค่าเทอมและซื้อ อุปกรณ์การเรียนที่จำเป็นจำนวนมากขึ้น​ 

    สะท้อนว่าเศรษฐกิจไทยอยู่ในลักษณะ Sideway และเริ่มมีการซึมตัว ประชาชนเริ่มกังวลเรื่องสินค้าราคาแพงขึ้นและภาระค่าครองชีพจากราคาพลังงานที่กระทบต่อค่าเดินทาง​ แต่สถานการณ์ยังไม่ถึงขั้นวิกฤตเนื่องจากยังไม่เห็นการปลดคนงานหรือลดเงินเดือน และรัฐบาลยังคงตรึงราคาพลังงานอยู่

    อย่างไรก็ตาม​ ​ผู้ปกครอง​จำนวน​ 72.9% ​มีเงินเพียงพอในการใช้จ่าย​ ขณะที่​จำนวน​ 27.1% มีเงินไม่เพียงพอในการใช้จ่าย​ ​ซึ่งส่วนใหญ่​แก้ปัญหา​ด้วยการกู้เงินในระบบ​มากขึ้น​ แทนการจำนำทรัพย์สินที่เป็นพฤติกรรมรองลงมา

    นอกจากนี้ ผู้ปกครองที่มีกำลังซื้อเริ่มขยับไปสู่โรงเรียนนานาชาติ สองภาษา หรือห้องเรียนพิเศษ เนื่องจากเชื่อมั่นในคุณภาพและผลดีจากการใช้เทคโนโลยีในการเรียนการสอนมากกว่าโรงเรียนรัฐภาคปกติ​ โดยผู้ปกครองมีเสนอต้องการให้รัฐบาลเพิ่มบุคลากรทางการศึกษา ลดความเหลื่อมล้ำ และสนับสนุนการเข้าถึงเทคโนโลยีเพื่ออนาคตของเด็กไทย

    Freepik/-
    ผู้ปกครองยอมลด เที่ยว -ใช้จ่ายส่วนตัว เพื่อลงทุนภาคการศึกษามากขึ้น

    สำกหรับกรณีที่กระทรวงศึกษาธิการ มีมาตรการผ่อนปรนเรื่องการแต่งกายของนักเรียน เพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายของผู้ปกครอง มองว่ามาตรการดังกล่าวถือเป็นทางเลือก​ เพื่อบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายให้กับครอบครัวที่ขาดแคลน โดยเฉพาะในพื้นที่ต่างจังหวัด

    ขณะที่การสำรวจพฤติกรรมผู้บริโภค ยังไม่พบสัญญาณการลดการซื้อชุดนักเรียนอย่างรุนแรง และคาดว่าตลาดชุดนักเรียนในปีนี้อาจขยายตัวไม่มากนัก เนื่องจากผู้บริโภคมีความระมัดระวังในการจับจ่ายใช้สอยมากขึ้นตามภาวะค่าครองชีพที่สูงขึ้น แต่จะไม่ส่งผลกระทบที่รุนแรงต่อผู้ประกอบการร้านค้าในระยะนี้

    นายธนวรรธน์ ย้ำว่าหน่วยงานด้านนโยบายเศรษฐกิจ​ของไทย ทั้ง​ สศช. ธนาคารแห่งประเทศไทย และกระทรวงการคลัง ต่างมีความเห็นตรงกันว่าปัญหาใหญ่ที่สุดของไทยคือ ปัญหาเชิงโครงสร้าง​ ซึ่งการจะหลุดพ้นจากภาวะการเติบโตต่ำได้ จำเป็นต้องย้อนกลับไปแก้ไขที่รากฐานสำคัญนั่นคือ ภาคการศึกษา เพื่อสร้างนวัตกรรมและขีดความสามารถใหม่ให้กับประเทศในอนาคต

    โดยกล่าวถึง กรณีที่รัฐบาลเตรียมออก พ.ร.ก. กู้เงิน 400,000 ล้านบาทเพื่อนำมาเยียวยาประชาชนและพัฒนาการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของไทยด้วยว่า นอกจาก วัตถุประสงค์สองด้านดังกล่าวยังมีเรื่องการศึกษาที่รัฐบาลควรนำเงินจากการกู้มาช่วยพัฒนาด้วย เนื่องจากต้องเร่งปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจเพื่อให้เกิดความคุ้มค่าสูงสุดของการใช้เงิน

    ทั้งนี้ ในมุมมองของมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย และศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ ได้แนะนำว่าภาครัฐควร เร่งยกระดับคุณภาพการศึกษาโดยเฉพาะด้านวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ไม่ให้ล้าหลังตามประเทศเพื่อนบ้านอย่างเวียดนามและมาเลเซีย อีกทั้งควรจัดสรรงบประมาณเพื่อทรัพยากรด้านการศึกษาให้มากขึ้น เพิ่มบุคลากรทางการศึกษาให้เหมาะสม เพื่อนำไปสู่การลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาให้กับเด็กไทย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/wealth/economic/274848&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2HBNoHhOJ9oeKJER9sppuW

  • “เอกนิติ” พร้อมเดินหน้าศึกษา “แลนด์บริดจ์”  90 วันรู้ผล ย้ำหลักโปร่งใสเพื่อประโยชน์สูงสุดคนไทย

    “เอกนิติ” พร้อมเดินหน้าศึกษา “แลนด์บริดจ์” 90 วันรู้ผล ย้ำหลักโปร่งใสเพื่อประโยชน์สูงสุดคนไทย

    “เอกนิติ” พร้อมเดินหน้าศึกษา “แลนด์บริดจ์” นำผลศึกษาเดิมมาอัปเดตใหม่ สะท้อนปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์และสงครามที่กระทบเศรษฐกิจโลก  ยึดเส้น 90 วันรู้ผล ย้ำหลักโปร่งใสเพื่อประโยชน์สูงสุดคนไทย

    วันที่ 6 พ.ค. 2569 นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยถึงความคืบหน้าการดำเนินงานการศึกษาโครงการแลนด์บริดจ์ (Landbridge) ภายหลังที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทยได้มีคำสั่งแต่งตั้งให้เป็นประธานคณะกรรมการศึกษาโครงการดังกล่าว ว่าการดำเนินการในเรื่องนี้เพื่อสร้างความชัดเจนให้กับสังคมในมิติทางเศรษฐกิจภาพรวม เนื่องจากสถานการณ์โลกในปัจจุบันมีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก จึงจำเป็นต้องมีการศึกษาที่ครอบคลุมมิติที่กว้างขึ้น 

    นายเอกนิติกล่าวว่า การที่ได้รับมอบหมายให้เป็นแม่งานในครั้งนี้ เนื่องจากสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือ “สภาพัฒน์” ซึ่งเป็นหน่วยงานหลักในการดูมิติทางเศรษฐกิจและสังคมภายใต้การกำกับดูแล ซึ่งสภาพัฒน์ได้ทำหน้าที่เป็นฝ่ายเลขานุการของคณะกรรมการชุดนี้ 

    นายเอกนิติกล่าวว่า ในการศึกษาโครงการแลนด์บริดจ์ครั้งนี้มีโจทย์สำคัญคือการประเมินผลทุกมิติ ทั้งความเป็นไปได้ และผลกระทบในมิติต่างๆ ภายใต้กรอบเวลาดำเนินการ 90 วัน 

    สำหรับการดำเนินงานจะไม่ใช่การเริ่มต้นนับหนึ่งใหม่ แต่คณะกรรมการจะนำผลการศึกษาเหล่านั้นมาปรับปรุงให้ทันสมัย อัปเดตมากขึ้น โดยนำบริบทโลกปัจจุบันมาเป็นสมมติฐานเพิ่มเติม โดยเฉพาะปัญหาด้านภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitics) รวมทั้งสถานการณ์สงคราม และปัญหาการเดินทางผ่านช่องแคบต่างๆ ที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลก ซึ่งผลการศึกษาในอดีตอาจยังไม่ได้นำปัจจัยเหล่านี้มาพิจารณาอย่างครบถ้วน รอบคอบและครอบคลุมทุกมิติ ทั้งในด้าน สิ่งแวดล้อม สังคม และความพึงพอใจของชุมชนในพื้นที่ เนื่องจากเป็นโครงการขนาดใหญ่ที่มีความสำคัญต่อประเทศ 

    “ผมยืนยันว่าจะปฏิบัติหน้าที่อย่างดีที่สุดในฐานะคนไทยคนหนึ่ง โดยยึดหลักความโปร่งใสและตรงไปตรงมา เพื่อให้การศึกษาครั้งนี้เกิดผลประโยชน์สูงสุดต่อประเทศไทย” นายเอกนิติ กล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2930937&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0Ov0inLfT4ViieZctK5B2K

  • นักวิชาการ แนะ ‘สกร.’ ยกเครื่องหลักสูตรใหม่ ทันสมัย ยึดประโยชน์ผู้เรียน

    นักวิชาการ แนะ ‘สกร.’ ยกเครื่องหลักสูตรใหม่ ทันสมัย ยึดประโยชน์ผู้เรียน

    ‘สมพงษ์ จิตระดับ’ นักวิชาการด้านการศึกษา แนะ ‘สกร.’ ยกเครื่องหลักสูตรใหม่ ทันสมัย ยึดประโยชน์ผู้เรียน

    นายสมพงษ์ จิตระดับ นักวิชาการด้านการศึกษา เปิดเผยว่า กรณีส.ส.พรรคประชาชน ออกมาเปิดเผยข้อมูลถึงความล้าหลังของหลักสูตร กรมส่งเสริมการเรียนรู้(สกร.) ล่าสุดนายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ(ศธ.) ได้สั่งการให้ นางสาวเกศทิพย์ ศุภวานิช อธิบดี สกร.ตรวจสอบข้อเท็จจริงนั้น ตนเห็นด้วยกับข้อมูลดังกล่าว ทั้งนี้ปัจจุบัน สกร. ใช้หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขึ้นพื้นฐาน ซึ่งใช้กับทุกโรงเรียน และทุกระบบการศึกษาทั่วประเทศ ตั้งแต่ปี พ.ศ.2544 ปรับปรุงล่าสุด ปี พ.ศ.2551 ส่งผลให้ตัวหลักสูตรมีความล้าสมัย ไม่สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน และเป็นหลักสูตรที่ไม่สามารถนำไปใช้ได้ในชีวิตประจำวัน เพราะส่วนใหญ่จะวัดในเรื่องของความจำผู้เรียน เพื่อนำไปสอบและได้รับประกาศนียบัตร

    “สกร. มีหน้าที่หลักในการจัดการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย มุ่งเน้นส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต พัฒนาทักษะอาชีพ ยกระดับการศึกษาให้ประชาชนทุกช่วงอายุ สามารถเรียนรู้ได้อย่างทั่วถึง และเท่าเทียม อย่างมีคุณภาพตามกฎหมาย เป็นการศึกษาที่ยืดหยุ่น เรียนเพื่ออัพสกิล รีสกิล แต่หลักสูตรของ สกร.ตอนนี้อิงกับการศึกษาในระบบมากเกินไป หนังสือเรียนไม่มีความทันสมัย ทำให้ผู้เรียนไม่สามารถนำความรู้ที่ได้ไปประกอบอาชีพ” สมพงษ์ กล่าว

     นายสมพงษ์ กล่าวต่อว่า การเปิดเผยข้อมูลครั้งนี้ถือเป็นโอกาศที่สำคัญ ให้สกร.ปรับปรุงหลักสูตรและหนังสือเรียนใหม่ เพราะว่าในอนาคตการศึกษาตลอดชีวิตที่มีความยืดหยุ่นจะเป็นแกนนำสำคัญของระบบการเรียนรู้ยุคใหม่ โดยการแก้ไขปัญหานี้ ควรนำหลักสูตรปี พ.ศ.2551 สามารถเป็นพื้นฐานแค่ 20 เปอร์เซ็นต์ ส่วนอีก 80 เปอร์เซ็นต์ จะต้องมีการออกแบบหลักสูตรเองโดย ยึดประโยชน์ของผู้เรียนเป็นหลัก เพื่อให้สามารถเข้าถึงผู้เรียนได้มากขึ้น ไม่ใช่แค่การเรียนเพื่อได้รับประกาศนียบัตรหรือวุฒิการศึกษาเท่านั้น

     “ผมเชื่อ นางเกศทิพย์ อธิบดีสกร. เป็นนักวิชาการที่ทันสมัยและเป็นคนรุ่นใหม่ จะสามารถแก้ปัญหานี้ได้สำเร็จ แต่อยากให้ลองยกเครื่องเรื่องระบบหลักสูตรของ สกร. ใหม่ เชื่อว่าจะทำให้คุณภาพการเรียนรู้สามารถเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้นได้ทั่งนี้จุดเด่นของ สกร. มีพ.ร.บ.ส่งเสริมการเรียนรู้ พ.ศ.2566 เป็นของตัวเอง และเป็นกฎหมายที่มีความทันสมัย นำหน้า พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ แต่ถ้าหนังสือเรียนยังไม่มีความทันสมัยตามไปด้วย ก็อาจทำให้การพัฒนาการจัดการศึกษา ไม่สอดคล้องกับกฎหมายที่มีอยู่”สมพงษ์ กล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/news/1232648&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1y1ulC937xTuMWDE_ttl39

  • นักวิชาการ แนะ สกร. ยกเครื่องหลักสูตรใหม่ ทันสมัย ยึดประโยชน์ผู้เรียน

    นักวิชาการ แนะ สกร. ยกเครื่องหลักสูตรใหม่ ทันสมัย ยึดประโยชน์ผู้เรียน

    นักวิชาการ แนะ สกร. ยกเครื่องหลักสูตรใหม่ ทันสมัย ยึดประโยชน์ผู้เรียน

    วันพุธ ที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 11.06 น.

    6 พ.ค. 2569 นายสมพงษ์ จิตระดับ นักวิชาการด้านการศึกษา เปิดเผยว่า กรณีสส.พรรคประชาชน ออกมาเปิดเผยข้อมูลถึงความล้าหลังของหลักสูตร กรมส่งเสริมการเรียนรู้(สกร.) ล่าสุดนายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ(ศธ.) ได้สั่งการให้ นางสาวเกศทิพย์ ศุภวานิช อธิบดี สกร.ตรวจสอบข้อเท็จจริงนั้น ตนเห็นด้วยกับข้อมูลดังกล่าว ทั้งนี้ปัจจุบัน สกร. ใช้หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขึ้นพื้นฐาน ซึ่งใช้กับทุกโรงเรียน และทุกระบบการศึกษาทั่วประเทศ ตั้งแต่ปี พ.ศ.2544 ปรับปรุงล่าสุด ปี พ.ศ.2551 ส่งผลให้ตัวหลักสูตรมีความล้าสมัย ไม่สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน และเป็นหลักสูตรที่ไม่สามารถนำไปใช้ได้ในชีวิตประจำวัน เพราะส่วนใหญ่จะวัดในเรื่องของความจำผู้เรียน เพื่อนำไปสอบและได้รับประกาศนียบัตร

    “สกร. มีหน้าที่หลักในการจัดการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย มุ่งเน้นส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต พัฒนาทักษะอาชีพ ยกระดับการศึกษาให้ประชาชนทุกช่วงอายุ สามารถเรียนรู้ได้อย่างทั่วถึง และเท่าเทียม อย่างมีคุณภาพตามกฎหมาย เป็นการศึกษาที่ยืดหยุ่น เรียนเพื่ออัพสกิล รีสกิล แต่หลักสูตรของ สกร.ตอนนี้อิงกับการศึกษาในระบบมากเกินไป หนังสือเรียนไม่มีความทันสมัย ทำให้ผู้เรียนไม่สามารถนำความรู้ที่ได้ไปประกอบอาชีพ” สมพงษ์ กล่าว

    สมพงษ์ จิตระดับ

    นายสมพงษ์ กล่าวต่อว่า การเปิดเผยข้อมูลครั้งนี้ถือเป็นโอกาศที่สำคัญ ให้สกร.ปรับปรุงหลักสูตรและหนังสือเรียนใหม่ เพราะว่าในอนาคตการศึกษาตลอดชีวิตที่มีความยืดหยุ่นจะเป็นแกนนำสำคัญของระบบการเรียนรู้ยุคใหม่ โดยการแก้ไขปัญหานี้ ควรนำหลักสูตรปี พ.ศ.2551 สามารถเป็นพื้นฐานแค่ 20 เปอร์เซ็นต์ ส่วนอีก 80 เปอร์เซ็นต์ จะต้องมีการออกแบบหลักสูตรเองโดย ยึดประโยชน์ของผู้เรียนเป็นหลัก เพื่อให้สามารถเข้าถึงผู้เรียนได้มากขึ้น ไม่ใช่แค่การเรียนเพื่อได้รับประกาศนียบัตรหรือวุฒิการศึกษาเท่านั้น

    “ผมเชื่อ นางเกศทิพย์ อธิบดีสกร. เป็นนักวิชาการที่ทันสมัยและเป็นคนรุ่นใหม่ จะสามารถแก้ปัญหานี้ได้สำเร็จ แต่อยากให้ลองยกเครื่องเรื่องระบบหลักสูตรของ สกร. ใหม่ เชื่อว่าจะทำให้คุณภาพการเรียนรู้สามารถเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้นได้ทั่งนี้จุดเด่นของ สกร. มีพ.ร.บ.ส่งเสริมการเรียนรู้ พ.ศ.2566 เป็นของตัวเอง และเป็นกฎหมายที่มีความทันสมัย นำหน้า พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ แต่ถ้าหนังสือเรียนยังไม่มีความทันสมัยตามไปด้วย ก็อาจทำให้การพัฒนาการจัดการศึกษา ไม่สอดคล้องกับกฎหมายที่มีอยู่” สมพงษ์ กล่าว

    สมพงษ์ จิตระดับ

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/962712&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1aaadQTqZSVIx0bqwC4Ip1