Category: วัฒนธรรม

  • ‘หนู’ ถอยตั้งหลัก มึนใช้แลนด์บริดจ์ขนผัก

    ‘หนู’ ถอยตั้งหลัก มึนใช้แลนด์บริดจ์ขนผัก

    หลังรัฐบาล อนุทิน ชาญวีรกูล ออกตัวแรงล้อฟรีเรื่องโครงการแลนด์บริดจ์ ชุมพร-ระนอง โดยให้ ‘โกเกี๊ยะ’ พิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกฯ และรมว.คมนาคม แม่ทัพภาคใต้ พรรคภูมิใจไทย (ภท.) เป็นตัวขับเคลื่อน

    แต่บังเอิญ ‘โกเกี๊ยะ’ เพิ่งเสียทรงจากการแก้ปัญหาน้ำมันขาดแคลนมาหมาดๆ ยังล้างคราบน้ำมันออกจากตัวไม่หมด เมื่อมาหยิบจับโครงการมูลค่า 1 ล้านล้านบาท ที่มีคำถามในตัวมากมาย แถมยังเร่งรีบรุกลี้รุกรนจนเกินงามอีกต่างหาก

    การปัดฝุ่นโครงการแลนด์บริดจ์ ที่เป็นนโยบายหาเสียงเก่าของ ภท.ตั้งแต่ปี 2562 จึงเรียกเสียงต้านจากรอบทิศทาง เป็นกึ่งๆ มาฆบูชาการเมือง ของกลุ่มปกป้องสิ่งแวดล้อมและหวงแหนแผ่นดินเกิด ไม่ให้นำไปประเคนต่างชาติ

    สารพัดข้อมูลในเชิงผลกระทบ จึงทะลักออกมาจากฝ่ายที่ไม่เห็นด้วย ถูกนำมาตีแผ่บนหน้าสื่อ เผยแพร่ให้อ่านกันว่อนโลกโซเชี่ยล โดยเฉพาะการเปิดไส้ในร่าง พ.ร.บ.ระเบียงเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ หรือ SEC ที่ไปก๊อปปี้ พ.ร.บ.ระเบียงเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก หรือ EEC มาทั้งดุ้น

    โดยบทเรียนจาก EEC นั้น นรเศรษฐ์ ปรัชยากร สมาชิกวุฒิสภา(สว.) ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ออกมาทักท้วงโครงการแลนด์บริดจ์ และเสนอเป็นญัตติเข้าสู่ที่ประชุมวุฒิสภา ได้ชี้ให้เห็นถึงความเสียหายที่เกิดขึ้นว่า EEC ทำให้ภาคตะวันออกตอนนี้ แทบจะกลายเป็นแหล่ง “กลุ่มทุนศูนย์เหรียญ” ไปแล้ว เพราะกฎหมายต่างๆ สร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างมาก

    ด้านฝ่ายค้าน พริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน(ปชน.) ประธานวิปฝ่ายค้าน ก็ประกาศจับตามองโครงการนี้ด้วย เพื่อไม่ให้เกิดความผิดพลาดกับ พ.ร.บ. SEC ซ้ำรอย พ.ร.บ.EEC จึงจะเสนอญัตติให้สภาตั้งคณะกรรมาธิการศึกษาผลกระทบเพื่อประกอบการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.SEC ต่อไป

    จากกระแสรุมต้านและการตั้งคำถามแบบรัวๆ ข้างต้น ทำให้รัฐบาลอนุทิน 2 ยอมรั้งม้า ลดความเร็วโครงการลง โดยถอยกลับมาตั้งหลักให้มีการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาศึกษา 90 วัน พร้อมเปลี่ยนตัวผู้เล่นจาก ‘โกเกี๊ยะ’ มาใช้บริการ เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาส รองนายกฯ และ รมว.คลัง ซึ่งเป็นยาสามัญประจำครม.แทน  

    ขณะที่รองนายกฯ พิพัฒน์ ซึ่งนาทีนี้มีปัญหาภาพลักษณ์ ช้ำเลือดช้ำหนองไปแล้ว ก็ถือโอกาสถอยห่างออกจากโครงการแลนด์บริดจ์ไป ด้วยการยกเลิกแผนการลงพื้นที่ จ.ชุมพร ระนอง ในวันที่ 8 พ.ค.นี้ อ้างเพื่อรอผลการศึกษาออกมาก่อน

    เอาเป็นว่า งานนี้รัฐบาลอนุทิน 2 ยังไม่พับแผนโครงการแลนด์บริดจ์ แค่ซื้อเวลาหรือถอยตั้งหลัก เพื่อรอรุกไปข้างหน้าต่อในเวลาที่เหมาะสม แต่ที่ฟังแล้วรู้สึกแปร่งๆ คือ สุ้มเสียงนายกฯ อนุทิน อธิบายเหตุผลที่ต้องมีโครงการนี้ไปอีกทางว่า

    “อย่างที่ผมเคยพูด เราไม่มีน้ำมัน แต่เรามีอาหาร ทุกๆ วันนี้ประเทศไทยก็ต้องเริ่มที่จะหันไปขายความมั่นคงทางอาหารให้กับทั่วโลก เพราะฉนั้น โครงการแบบนี้จะทำให้ระบบการขนส่ง ถ้าอาหารของเราเป็นอาหารสด เป็นผลไม้ เป็นพืชผลทางการเกษตร ถ้ามีโครงการแลนด์บริดจ์ สิ่งเหล่านี้จะทำให้ไปถึงที่หมายปลายทางได้เร็วกว่าเส้นทางเดิมหรือเปล่า”

    ตกลงโครงการแลนด์บริดจ์ มีเรื่องการขนผัก ผลไม้ อาหารสดรวมอยู่ด้วย คิดเร็วๆ คงไม่ต่างจากรถไฟความเร็วสูงจากเชียงใหม่-กรุงเทพฯ ที่มีอดีตนายกฯ หญิงคนหนึ่งอธิบายไว้ แต่ตอนนั้น กลับเรียกเสียงขบขัน กลั้นหัวเราะกันไปทั้งเมือง

    สุดท้ายคงต้องรอผลศึกษาให้ชัดๆ แล้วค่อยมาสรุปกันอีกที แต่ไม่ว่าจะตัดสินใจอย่างไร ทำหรือไม่ทำ เพื่อให้เกิดฉันทามติร่วมกัน สว.นรเศรษฐ์ เสนอให้ทำประชามติใน 2 ระดับ คือ ถามคนทั้งประเทศและถามคนในพื้นที่ด้วย

    สรุปประชามติ น่าจะเป็นทางออกที่ประเสริฐของเรื่องนี้ เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาซ้ำรอยระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก หรืออาจไปไกลถึงขั้นเดินย่ำรอยโรงงานแทนทาลั่ม บนเกาะภูเก็ต ที่เหตุจราจลจะครบ 40 ปี วันที่ 23 มิ.ย.นี้ พอดี

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/deep-space/deep-space-landbridge-delay-90-days-anutin&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw14dpGAF2p8BKEJ2gVDAm90

  • ยกเลิก MOU44 ทำได้ทันที! แต่อาจมีผลเสียตามมา ‘กัมพูชา’ ได้เปรียบ 3 เด้ง! | เดลินิวส์

    ยกเลิก MOU44 ทำได้ทันที! แต่อาจมีผลเสียตามมา ‘กัมพูชา’ ได้เปรียบ 3 เด้ง! | เดลินิวส์

    เมื่อวันที่ 5 พ.ค.69 นายรัศม์ ชาลีจันทร์ อดีตผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการต่างประเทศ และอดีตทูต โพสต์ว่ารัฐบาลเอาเรื่องการยกเลิกเอ็มโอยู 44 (MOU44) เข้า ครม.วันนี้ รวมทั้งบอกว่าสามารถทำได้ทันที โดยเหตุผลหลักคือผ่านมา 20 กว่าปีแล้วไม่มีความคืบหน้า และยังได้ยินว่าจะหันไปใช้แนวทางอื่นในกรอบ UNCLOS แทน

    แม้ที่พูดมานี่จะไม่ได้ผิดความจริงเสียทีเดียว แต่ในขณะเดียวกันก็ไม่ได้บอกข้อมูลความจริงแก่ประชาชนให้ทราบเข้าใจทั้งหมด

    ประการแรก MOU 44 มีสถานะเป็นสนธิสัญญาระหว่างประเทศ การบอกเลิกก่อนฝ่ายเดียวนั้น แม้จะบอกได้ แต่ก็ขึ้นกับอีกฝ่ายด้วยว่าเขาจะยินยอมพร้อมใจยกเลิกด้วยหรือเปล่า

    และฝ่ายที่บอกเลิกก่อน หากไม่มีเหตุผลที่ดีเพียงพอย่อมมีความเสี่ยงที่จะเป็นฝ่ายเสียเปรียบในแง่ความชอบธรรมตามกฏหมายระหว่างประเทศ และความน่าเชื่อถือในเวทีระหว่างประเทศด้วย

    อธิบายง่ายๆ ในแง่นี้กฏหมายระหว่างประเทศกับกฏหมายภายในก็คล้ายกัน สมมุติว่านาย ก. ไปทำสัญญาลงทุนกับนาย ข. แล้วโครงการไม่คืบหน้า นาย ก. เลยบอกเลิกสัญญาที่ทำกันไว้ มันก็ขึ้นกับนาย ข. เช่นกันว่าจะเห็นด้วยหรือไม่ และที่บอกล่าช้านั้น มันเป็นเพราะสาเหตุใดแน่ ?

    ซึ่งถ้าเขาไม่เห็นด้วย เขาก็ไปฟ้องศาลได้  ดังนั้นที่รัฐบาลบอกว่าทำได้ทันทีนั้น ควรต้องบอกให้ชัดว่าแม้จะบอกเลิกได้ แต่จะมีผลตามมาเช่นไรหรือไม่นั้น เป็นอีกเรื่องหนึ่ง

    สิ่งที่คนไทยไม่น้อยอาจไม่รู้ หรือหลงลืมคือ ตอนที่ทำ MOU นี้ เมื่อปี 2544 นั้น ประเทศไทยมีความแข็งแกร่งในทุกด้าน ได้รับการยอมรับจากโลก มีสถานะเป็นผู้นำอาเซียน ในขณะที่กัมพูชายังอ่อนแอจากสงครามกลางเมืองนับสิบปี และเพิ่งเริ่มฟื้นตัว ที่ทำให้กัมพูชาต้องพึ่งพาไทยค่อนข้างมากในช่วงนั้น

    และนี่เป็นส่วนหนึ่งที่ในที่สุดกัมพูชายอมเจรจาเรื่องเส้นอ้างสิทธิในใหล่ทวีปที่ทับซ้อนกัน (ที่เขาลากผ่านเกาะกูดของไทย) ซึ่งเคยมีการเจรจากันมานานแล้วร่วม 30 ปีก่อนหน้า 2544 โดยฝ่ายกัมพูชาบ่ายเบี่ยงไม่ยอมเจรจาเรื่องนี้มาโดยตลอด

    แต่การที่กัมพูชายอมลงนาม MOU 44 คือจุดเปลี่ยน ที่บังคับให้กัมพูชาต้องมาเจรจาแก้ไขเส้นอ้างสิทธิในไหล่ทวีปที่ลากผ่านเกาะกูด ซึ่งนับเป็นความสำเร็จของฝ่ายไทย และความคืบหน้าสำคัญในเรื่องนี้

    นอกจากนี้ยังเป็นการผูกมัดให้กัมพูชาแก้ไขปัญหานี้ด้วยการเจรจาทวิภาคี ไม่ไปใช้ช่องทางหรือเวทีระหว่างประเทศอื่นๆ ด้วย

    ตัดฉากมาวันนึ้ รัฐบาลบอกว่าจะยกเลิก MOU 44 โดยบอกว่าเพราะไม่มีความคืบหน้า แต่ไม่ได้อธิบายประชาชนชาวไทยให้ชัดว่าไม่คืบหน้าเพราะเหตุใดแน่

    ความจริงก็คือ ที่ไม่คืบหน้า 20 ปีที่ผ่านมา ส่วนหนึ่งเพราะไทยในช่วงนั้นอยู่ในวังวนความขัดแย้งภายในประเทศเองด้วย ที่นำไปสู่การทำรัฐประหารถึงสองครั้ง จนทำให้ไม่สามารถเจรจาเรื่องนี้ต่ออย่างมีผลได้ ในเมื่อแทบไม่ไปเจรจากันแล้วมันจะคืบหน้าได้อย่างไร?

    ซึ่งปกติการเจรจาเขตแดน เขตทางทะเลก็ต้องใช้เวลานานเป็นสิบๆปี ไม่ใช่เรื่องแปลกในโลก ถ้าเอาเหตุผลนี้ไปชี้แจงในเวทีระหว่างประเทศจะมีน้ำหนักพอฟังขึ้นเพียงใด?

    ไทยจะได้เปรียบจริงหรือ?  พูดง่ายๆ วันนี้คือเรากำลังจะทำให้ฝ่ายกัมพูชาได้เปรียบเรา 3 เด้งต่อ

    เด้ง 1 เข้าทางกัมพูชา ที่เขาเองก็คงน่าจะอยากเลิก MOU 44 อยู่แล้วเช่นกัน เพราะเขาเสียเปรียบไทยในแง่อำนาจต่อรอง (แม้ว่าผู้นำเขาจะทำทีเป็นเสียดาย แต่เขาคงรอให้ไทยเป็นฝ่ายบอกเลิกก่อน แล้วค่อยตลบหลังอีกที)

    เด้ง 2 เมื่อไทยบอกเลิกก่อน ก็เข้าทางเขาทันทึที่จะใช้โอกาสนี้โวยวายได้ว่าไทยไม่เคารพ กฎหมายระหว่างประเทศ เพื่อ discredit ไทย และสร้างความชอบธรรม ตลอดจนเรียกร้องความน่าเห็นใจให้ตัวเขา

    เด้ง 3 การไปใช้กลไก UNCLOS เท่ากับทำให้ leverage ของไทยลดลง และเท่ากับเขามีแต้มต่อมากขึ้น เพราะขนาดของประเทศและความแข็งแกร่งไม่ได้สำคัญอีกต่อไปในเวทีนี้ เข้าทางเขาเต็มๆ

    ทั้งหมดนี้ รัฐบาลควรอธิบายให้ชัดแก่ประชาชนชาวไทยว่า การบอกเลิกนั้นแม้ทำได้ทันที แต่อาจมีผลเสียตามมาได้หากเราไม่มีเหตุผลที่ดีพอ โดยเฉพาะหากกัมพูชาเขาฉวยประโยชน์จากการนี้ และเอาไปฟ้องโลกว่าไทยไม่เคารพกติกาและกฏหมายระหว่างประเทศ

    สิ่งสำคัญที่ต้องบอกให้ชัดคือ แม้เวที UNCLOS จะสามารถหาข้อยุติได้ แต่แหล่งผลประโยชน์พลังงานในอ่าวไทย ที่เราเคยคิดว่าจะได้รับเต็มๆนั้น ถ้าไปเวที UNCLOS โอกาสที่เราจะได้เต็มที่หรือมากกว่ากัมพูชานั้น อาจลดน้อยลงไปด้วย

    และเส้นอ้างสิทธิในไหล่ทวีปของไทย ตามประกาศพระราชโองการ ปี 2516 อาจจะถูกบีบให้แคบลงจากเดิมพอควร

    การเจรจาทวิภาคีตาม MOU 44 นั้น เรามีอำนาจต่อรองมากกว่า แต่การไป UNCLOS นั้น เท่ากับอำนาจต่อรองของไทยจะลดลงทันที เพราะจะมีผู้เล่นจำนวนมากขึ้น ที่อยู่นอกเหนือการควบคุมของเรา ไม่ว่าจะเป็นศาล หรืออนุญาโตตุลาการก็แล้วแต่

    และอยากบอกอีกว่าเรื่องแบบนี้ กัมพูชาเขาไม่ได้โง่หรอกครับ เขาเตรียมการมานานแล้ว เพราะรู้ดีว่าเขาเอาชนะไทยตัวต่อตัวไม่ได้ เขาก็ต้องพึ่งเวทีระหว่างประเทศ และกฏหมายระหว่างประเทศเป็นหลัก

    และที่สำคัญอีกประการที่เราต้องเข้าใจกันคือ คนไทยเราจะพูดอย่างไรก็ได้ แต่เรื่องกฏหมายระหว่างประเทศเช่นนี้ เราไม่ได้เป็นคนตัดสิน หรือชี้ผิดถูกเองได้

    ซึ่งขณะนี้ ไม่ว่าจะจงใจหรือไม่ รัฐบาลนี้กำลังหยิบยื่นความได้เปรียบนี้ให้กับฝ่ายกัมพูชา ที่ป่านนี้ผู้นำกัมพูชาคงนั่งยิ้มขอบคุณรัฐบาลไทยอยู่

    เท่าที่ผมเห็นตอนนี้ สิ่งเดียวที่รัฐบาลน่าจะได้จากการนี้คือคะแนนจากกระแสชาตินิยม แต่ไม่เห็นว่าผลประโยชน์ที่แท้จริงของประเทศไทยจะได้อะไร ?

    ตอนที่เราเสียเขาพระวิหารในการตัดสินของศาลโลก ก็มีการเล่นปลุกปั่นเล่นกระแสชาตินิยมแบบนึ้

    ที่พูดมาทั้งหมดก็เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของประเทศชาติตามหลักการทางวิชาการ แต่ถ้ารัฐบาลคิดว่าทำแบบนี้แล้วจะได้ผลประโยชน์มากกว่า ก็สุดแล้วแต่

    วันนี้ใครจะทำอย่างไร ก็ให้อนาคตเป็นผู้ตัดสิน รับผลกันไปเอง และลูกหลานจดจำกันไว้  (สงสารก็แต่น้องๆ ข้าราชการกรมสนธิสัญญาและกฏหมาย กระทรวงการต่างประเทศ ที่วันนี้ความเคารพในวิชาชีพต้องมาสังเวยกับการเมือง)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5836457/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3MW2Y-nMa7MchBq-2ehJps

  • ‘อรรถวิชช์’ ชูจุดยืนหนุน ‘แลนด์บริดจ์’ รองรับอุตสาหกรรมใหม่สู้วิกฤตพลังงาน

    ‘อรรถวิชช์’ ชูจุดยืนหนุน ‘แลนด์บริดจ์’ รองรับอุตสาหกรรมใหม่สู้วิกฤตพลังงาน

    “อรรถวิชช์” หนุนรัฐบาลผลักดัน “แลนด์บริดจ์” แต่การตัดสินใจต้องตั้งอยู่บนข้อมูลที่รอบด้าน ชี้หัวใจโครงการไม่ใช่แค่สร้างท่าเรือน้ำลึก แต่ต้องออกแบบห่วงโซ่อุปทานให้ครบวงจร ต่อยอดและเชื่อมโยงเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ หรือ SEC ซึ่งเป็นตัวชี้วัดความคุ้มค่าที่แท้จริง

    5 พฤษภาคม 2569 – นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ กล่าวแสดงความคิดเห็นต่อโครงการ “แลนด์บริดจ์” ซึ่งมีเป้าหมายเชื่อมอ่าวไทย-อันดามัน ยกระดับไทยสู่ศูนย์กลางโลจิสติกส์ของเอเชีย โดยมองว่าโครงการนี้กำลังถูกจับตาอย่างใกล้ชิดจากประเทศคู่แข่งอย่างสิงคโปร์ เนื่องจากอาจกระทบปริมาณการขนส่งผ่านช่องแคบมะละกา

    อย่างไรก็ตาม นายอรรถวิชช์ มองว่าหัวใจของแลนด์บริดจ์ไม่ใช่แค่การสร้างท่าเรือน้ำลึกหรือระบบราง แต่คือการออกแบบ ห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ให้ครบวงจร และสามารถต่อยอดศักยภาพเศรษฐกิจเดิมของประเทศได้จริง โดยเฉพาะการเชื่อมโยงกับเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ (SEC) ซึ่งจะเป็นตัวชี้วัดความคุ้มค่าที่แท้จริงของโครงการ ยกตัวอย่างปาล์มน้ำมันและยางพารา หากได้รับการพัฒนาเป็นอุตสาหกรรมต่อเนื่อง เช่น “โอลีโอเคมี” โดยใช้วัตถุดิบจากปาล์มผสานกับไฮโดรเจนจากโรงแยกก๊าซ จะสามารถยกระดับไปสู่สินค้ามูลค่าสูง ไม่ว่าจะเป็นเครื่องสำอางหรือผงซักฟอก รวมถึงการออกแบบโครงการให้มีระบบท่อส่งน้ำมันหรือก๊าซเชื่อมสองฝั่งทะเล ซึ่งอาจเปลี่ยนบทบาทของไทยจากทางผ่านสินค้า เป็น “ศูนย์กลางพลังงานระดับโลก” เพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจได้มากกว่าการขนส่งเพียงอย่างเดียว

    นายอรรถวิชช์ ยังแสดงความกังวลต่อแนวโน้มที่กองทุนน้ำมันอาจยุติการชดเชยไบโอดีเซลในวันที่ 24 กันยายน 2569 ซึ่งจะกระทบปาล์มน้ำมันถึง 1 ใน 3 ของประเทศ หากไม่มีอุตสาหกรรมรองรับ ยิ่งตอกย้ำความจำเป็นในการเร่งสร้าง “อุตสาหกรรมใหม่” ในภาคใต้

    นายอรรถวิชช์ ย้ำว่า ยังคงสนับสนุนโครงการแลนด์บริดจ์ในฐานะโอกาสของภาคใต้ที่รอคอยการลงทุนขนาดใหญ่มานาน แต่การตัดสินใจต้องตั้งอยู่บนข้อมูลที่รอบด้าน ทั้งการศึกษาความเป็นไปได้และแผนเศรษฐกิจที่ชัดเจน เพราะความสำเร็จของโครงการนี้ ไม่ได้วัดแค่สิ่งก่อสร้าง แต่ต้องพิสูจน์ให้ได้ว่า สามารถยกระดับคุณภาพชีวิตของคนไทยได้จริง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/x-cite-news/990885/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1-XteBXV8LCuahq2tEA_gi

  • “เอกนิติ” ไม่รับปากกรอบศึกษา “แลนด์บริดจ์” 90 วัน ข้อมูลชัด-ไม่ชัด

    “เอกนิติ” ไม่รับปากกรอบศึกษา “แลนด์บริดจ์” 90 วัน ข้อมูลชัด-ไม่ชัด

    วันนี้ (5 พ.ค.2569) นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง กล่าวถึงความคืบหน้ากรณีนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย มอบหมายให้เป็นประธานคณะกรรมการศึกษาโครงการแลนด์บริดจ์ ว่า การตั้งคณะกรรมการศึกษาโครงการแลนด์บริดจ์ยังไม่แล้วเสร็จ

    พร้อมระบุว่า นายกฯ ได้แจ้งแล้วว่าให้ตนเป็นประธานคณะกรรมการฯ ศึกษาความเป็นไปได้ ข้อดีและข้อเสียทั้งหมด ซึ่งในฐานะที่ตนดูเรื่องเศรษฐกิจ จึงให้ดูภาพรวมทั้งหมด

    ผู้สื่อข่าวถามว่า กรอบระยะเวลาการศึกษา 90 วันจะเห็นชัดเจนหรือไม่ว่าโครงการนี้จะเดินหน้าไปอย่างไร นายเอกนิติ กล่าวว่า ขอดูก่อน ส่วนความชัดเจนโครงการแลนด์บริดจ์จะจบภายในรัฐบาลนี้หรือไม่นั้น ตรงนี้เป็นเรื่องของการศึกษาถึงความเป็นไปได้ ตนอยากทำให้เกิดประโยชน์กับประชาชนมากที่สุด

    เมื่อถามว่า เรื่องร้อนๆ มาอยู่ที่ รมว.คลัง ทั้งหมด นายเอกนิติ ยิ้ม แต่ไม่ได้ตอบคำถาม

    อ่านข่าว

    “พิพัฒน์” ยกเลิกลงพื้นที่ “แลนด์บริดจ์” โยน “เอกนิติ” ศึกษาเพิ่ม รอผล 90 วัน

    “รักษ์พะโต๊ะ” ชี้ “แลนด์บริดจ์” ไม่คุ้มค่า แค่จัดสรรทรัพยากรเฉพาะกลุ่มทุน

    เปิดความเห็นทางกฎหมายของ EnLaw กรณี สผ.-สนข. ไม่เปิดเผยรายงาน “EHIA แลนด์บริดจ์”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/505516&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1YnkuasDQEXAWJasdDqLxB

  • “เอกนิติ” รับลูก เร่งศึกษา “แลนด์บริดจ์” ใหม่ 90 วัน เสร็จ “พิพัฒน์” เบรกลงดูแลนด์บริดจ์ 8 พ.ค.นี้

    “เอกนิติ” รับลูก เร่งศึกษา “แลนด์บริดจ์” ใหม่ 90 วัน เสร็จ “พิพัฒน์” เบรกลงดูแลนด์บริดจ์ 8 พ.ค.นี้

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/news/145579&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1sAXfrSOM9t2FMjHoa1Jrk

  • แถลงข่าวภาวะเศรษฐกิจและการเงินภาคใต้ ไตรมาสที่ 1 ปี 2569

    แถลงข่าวภาวะเศรษฐกิจและการเงินภาคใต้ ไตรมาสที่ 1 ปี 2569

    xxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxx

    แถลงข่าวภาวะเศรษฐกิจการเงินภาคใต้ ไตรมาสที่ 1 ปี 2569

    xxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxx

    รายได้เกษตรกร ขยายตัวเล็กน้อย

    rn

    จากรายได้ทุเรียนที่ขยายตัวตามผลผลิตนอกฤดูที่เพิ่มขึ้น รวมถึงรายได้ยางพาราปรับดีขึ้นจากราคาตามทิศทางราคาน้ำมันในตลาดโลกที่ปรับเพิ่มขึ้นจากผลกระทบของความขัดแย้งในตะวันออกกลาง นอกจากนี้ รายได้ปาล์มน้ำมันขยายตัวดีต่อเนื่อง จากผลผลิตที่เพิ่มขึ้นและราคายังอยู่ในเกณฑ์ดี

    rn

     

    rn

    การผลิตภาคอุตสาหกรรม ขยายตัว

    rn

    โดยโรงงานกลับมาผลิตได้ปกติหลังน้ำท่วม ซึ่งการผลิตยางพาราแปรรูปและน้ำมันปาล์มขยายตัวตามผลผลิตที่เพิ่มขึ้น ขณะที่ถุงมือยางขยายตัวตามปริมาณการส่งออก อย่างไรก็ตาม หมวดอาหารสัตว์หดตัวหลังเร่งไปในช่วงก่อน ด้านอาหารทะเลกระป๋องหดตัวตามการส่งออกไปตะวันออกกลางจากผลกระทบของความขัดแย้งในภูมิภาค

    rn

     

    rn

    ภาคบริการท่องเที่ยว รายได้หดตัว

    rn

    ตามจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ลดลง จากผลกระทบของความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ทำให้สายการบินปรับลดเที่ยวบิน และต้นทุนการเดินทางสูงขึ้น รวมถึงนักท่องเที่ยวมาเลเซียยังฟื้นตัวช้า ส่งผลให้รายได้ท่องเที่ยวหดตัว แม้ว่านักท่องเที่ยวไทยปรับดีขึ้นในช่วงต้นไตรมาสจากกิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยว

    rn

     

    rn

    การบริโภคภาคเอกชน ขยายตัว

    rn

    ตามหมวดยานยนต์ ส่วนหนึ่งจากการซื้อทดแทนที่เสียหายจากน้ำท่วม และการเร่งจดทะเบียนรถยนต์ก่อนหมดมาตรการ EV 3.0 รวมถึงการเร่งซื้อน้ำมันเชื้อเพลิงช่วงปลายไตรมาส จากความกังวลต่อความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ขณะที่การใช้จ่ายสินค้าอุปโภคบริโภคหดตัวหลังหมดมาตรการภาครัฐ

    rn

     

    rn

    การลงทุนภาคเอกชน ขยายตัว

    rn

    จากหมวดยานพาหนะทั้งรถยนต์นั่งและรถกระบะ ส่วนหนึ่งเป็นการซื้อทดแทนที่เสียหายจากน้ำท่วมปลายปีก่อน หมวดเครื่องจักรขยายตัวตามการนำเข้าสินค้าทุนในธุรกิจการผลิตน้ำมันปาล์มและผลิตภัณฑ์ยาง หมวดก่อสร้างปรับดีขึ้น แต่ยังคงกระจุกตัวในพื้นที่ท่องเที่ยวเป็นหลัก

    rn

     

    rn

    การค้าผ่านด่านศุลกากร 

    rn

    มูลค่าการส่งออก ขยายตัว ตามการส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ไปสิงคโปร์ รวมทั้งน้ำมันปาล์มดิบไปอินเดีย ขณะที่การส่งออกยางพาราแปรรูปหดตัวตามการส่งออกยางแท่งไปจีน

    rn

    มูลค่าการนำเข้า หดตัว ตามการนำเข้าสินค้าขั้นกลางบางประเภทที่ลดลง อาทิ ชิ้นส่วนอุปกรณ์ไฟฟ้า ปลาสำหรับผลิตปลากระป๋อง

    rn

     

    rn

    อัตราเงินเฟ้อทั่วไป ติดลบน้อยลง จากราคาอาหารสดเพิ่มขึ้น และหมวดพลังงานติดลบน้อยลงตามราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้น

    rn

     

    rn

    ตลาดแรงงาน ปรับแย่ลงเล็กน้อย

    rn

    จำนวนผู้ประกันตน ม.33 ปรับลดลงเล็กน้อย หลังจากเร่งไปในไตรมาสก่อน ขณะที่ตำแหน่งงานเปิดรับใหม่เพิ่มขึ้นตามความต้องการแรงงานภาคท่องเที่ยวและการค้า 

    rn

     

    rn

    แนวโน้มเศรษฐกิจไตรมาส 2/2569

    rn

    คาดว่า “หดตัวจากไตรมาสก่อน” จากผลกระทบของความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ทำให้จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติ รวมถึงการผลิตและส่งออกหดตัว ขณะที่รายได้เกษตรกรมีแนวโน้มขยายตัวจากด้านราคาที่เพิ่มขึ้น

    rn

     

    rn

    ธนาคารแห่งประเทศไทย

    rn

    6 พฤษภาคม 2569

    rn

     

    rn

     

    rn

    ข้อมูลเพิ่มเติม : ส่วนเศรษฐกิจการเงิน 1-3 ธนาคารแห่งประเทศไทย สำนักงานภาคใต้
    rnโทรศัพท์ : 0 7443 4890 
    rnE-mail : FinancialEconomic1-SRO@bot.or.th

    rn”}}” id=”text-cfffaa9206″>

    รายได้เกษตรกร ขยายตัวเล็กน้อย

    จากรายได้ทุเรียนที่ขยายตัวตามผลผลิตนอกฤดูที่เพิ่มขึ้น รวมถึงรายได้ยางพาราปรับดีขึ้นจากราคาตามทิศทางราคาน้ำมันในตลาดโลกที่ปรับเพิ่มขึ้นจากผลกระทบของความขัดแย้งในตะวันออกกลาง นอกจากนี้ รายได้ปาล์มน้ำมันขยายตัวดีต่อเนื่อง จากผลผลิตที่เพิ่มขึ้นและราคายังอยู่ในเกณฑ์ดี

    การผลิตภาคอุตสาหกรรม ขยายตัว

    โดยโรงงานกลับมาผลิตได้ปกติหลังน้ำท่วม ซึ่งการผลิตยางพาราแปรรูปและน้ำมันปาล์มขยายตัวตามผลผลิตที่เพิ่มขึ้น ขณะที่ถุงมือยางขยายตัวตามปริมาณการส่งออก อย่างไรก็ตาม หมวดอาหารสัตว์หดตัวหลังเร่งไปในช่วงก่อน ด้านอาหารทะเลกระป๋องหดตัวตามการส่งออกไปตะวันออกกลางจากผลกระทบของความขัดแย้งในภูมิภาค

    ภาคบริการท่องเที่ยว รายได้หดตัว

    ตามจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ลดลง จากผลกระทบของความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ทำให้สายการบินปรับลดเที่ยวบิน และต้นทุนการเดินทางสูงขึ้น รวมถึงนักท่องเที่ยวมาเลเซียยังฟื้นตัวช้า ส่งผลให้รายได้ท่องเที่ยวหดตัว แม้ว่านักท่องเที่ยวไทยปรับดีขึ้นในช่วงต้นไตรมาสจากกิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยว

    การบริโภคภาคเอกชน ขยายตัว

    ตามหมวดยานยนต์ ส่วนหนึ่งจากการซื้อทดแทนที่เสียหายจากน้ำท่วม และการเร่งจดทะเบียนรถยนต์ก่อนหมดมาตรการ EV 3.0 รวมถึงการเร่งซื้อน้ำมันเชื้อเพลิงช่วงปลายไตรมาส จากความกังวลต่อความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ขณะที่การใช้จ่ายสินค้าอุปโภคบริโภคหดตัวหลังหมดมาตรการภาครัฐ

    การลงทุนภาคเอกชน ขยายตัว

    จากหมวดยานพาหนะทั้งรถยนต์นั่งและรถกระบะ ส่วนหนึ่งเป็นการซื้อทดแทนที่เสียหายจากน้ำท่วมปลายปีก่อน หมวดเครื่องจักรขยายตัวตามการนำเข้าสินค้าทุนในธุรกิจการผลิตน้ำมันปาล์มและผลิตภัณฑ์ยาง หมวดก่อสร้างปรับดีขึ้น แต่ยังคงกระจุกตัวในพื้นที่ท่องเที่ยวเป็นหลัก

    การค้าผ่านด่านศุลกากร 

    มูลค่าการส่งออก ขยายตัว ตามการส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ไปสิงคโปร์ รวมทั้งน้ำมันปาล์มดิบไปอินเดีย ขณะที่การส่งออกยางพาราแปรรูปหดตัวตามการส่งออกยางแท่งไปจีน

    มูลค่าการนำเข้า หดตัว ตามการนำเข้าสินค้าขั้นกลางบางประเภทที่ลดลง อาทิ ชิ้นส่วนอุปกรณ์ไฟฟ้า ปลาสำหรับผลิตปลากระป๋อง

    อัตราเงินเฟ้อทั่วไป ติดลบน้อยลง จากราคาอาหารสดเพิ่มขึ้น และหมวดพลังงานติดลบน้อยลงตามราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้น

    ตลาดแรงงาน ปรับแย่ลงเล็กน้อย

    จำนวนผู้ประกันตน ม.33 ปรับลดลงเล็กน้อย หลังจากเร่งไปในไตรมาสก่อน ขณะที่ตำแหน่งงานเปิดรับใหม่เพิ่มขึ้นตามความต้องการแรงงานภาคท่องเที่ยวและการค้า 

    แนวโน้มเศรษฐกิจไตรมาส 2/2569

    คาดว่า “หดตัวจากไตรมาสก่อน” จากผลกระทบของความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ทำให้จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติ รวมถึงการผลิตและส่งออกหดตัว ขณะที่รายได้เกษตรกรมีแนวโน้มขยายตัวจากด้านราคาที่เพิ่มขึ้น

    ธนาคารแห่งประเทศไทย

    6 พฤษภาคม 2569

    ข้อมูลเพิ่มเติม : ส่วนเศรษฐกิจการเงิน 1-3 ธนาคารแห่งประเทศไทย สำนักงานภาคใต้
    โทรศัพท์ : 0 7443 4890 
    E-mail : FinancialEconomic1-SRO@bot.or.th

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bot.or.th/th/thai-economy/regional-economy/southern-economy/the-state-of-southern-economy/press-so-q1-69.html&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2_burkd51yt9HQ9-jOn_no

  • เราแก่ตอนไหน?! นักวิทย์ฯ พบกลไกอัศจรรย์ คำว่า “ชรา” ยุคปัจจุบันรีเซ็ตใหม่แล้ว

    เราแก่ตอนไหน?! นักวิทย์ฯ พบกลไกอัศจรรย์ คำว่า “ชรา” ยุคปัจจุบันรีเซ็ตใหม่แล้ว

    ความชราเริ่มต้นเมื่อไหร่? นักวิทยาศาสตร์พบกลไกสุดอัศจรรย์ “ยิ่งเราแก่ เรายิ่งมองว่าความชรามาช้าลง”

    สรุปผลวิจัย 25 ปี: นิยามความชราที่เปลี่ยนไปตามช่วงอายุและอายุขัยเฉลี่ยที่ยืนยาวขึ้น

    ในปัจจุบัน เส้นแบ่งว่าใครคือ “คนแก่” เริ่มไม่ชัดเจนอีกต่อไป ผลการศึกษาล่าสุดชี้ให้เห็นว่า ยิ่งเรามีอายุมากขึ้นเท่าไหร่ เราก็ยิ่งมีแนวโน้มที่จะขยับเกณฑ์อายุของคำว่า “ความชรา” ให้ห่างออกไปมากขึ้นเท่านั้น นักวิทยาศาสตร์กำลังวิเคราะห์ว่านี่เป็นผลมาจากอายุขัยที่ยืนยาวขึ้นและสุขภาพที่ดีขึ้น หรือแท้จริงแล้วเป็นเพียงกลไกทางจิตวิทยาที่พยายามผลักไสตัวเองให้ออกห่างจากวัยชรากันแน่

    ข้อมูลที่น่าสนใจจากการศึกษา:

    • มุมมองเปลี่ยนไปตามอายุ: ยิ่งผู้ตอบแบบสอบถามมีอายุมากเท่าไหร่ พวกเขาก็ยิ่งกำหนดอายุเริ่มต้นของความชราไว้สูงขึ้นเท่านั้น

    • ปัจจัยที่ส่งผลต่อเกณฑ์ความชรา: นอกเหนือจากอายุขัยเฉลี่ยที่ยาวนานขึ้นแล้ว ความรู้สึกส่วนบุคคล สภาพร่างกาย และสถานการณ์ในชีวิตล้วนมีผลต่อการกำหนดนิยามความชรา

    วารสารวิชาการ “Psychology and Aging” ได้เผยแพร่ผลการศึกษาจากโครงการ German Aging Survey ซึ่งใช้เวลารวบรวมข้อมูลนานถึง 25 ปี จากกลุ่มตัวอย่างประมาณ 14,000 คน โดยกลุ่มคนเหล่านี้เกิดระหว่างปี 1911–1974 และมีช่วงอายุขณะเริ่มวิจัยอยู่ที่ 40–85 ปี สิ่งที่งานวิจัยค้นพบคือ

    • คนรุ่นใหม่มองความชรามาช้ากว่าคนรุ่นก่อน: คนที่เกิดหลังปี 1935 มองว่าความชราเริ่มต้นช้ากว่าคนที่เกิดระหว่างปี 1911–1935

    • มาตรฐานที่เปลี่ยนไปตามประวัติศาสตร์: Markus Wettstein นักจิตวิทยาจากมหาวิทยาลัย Humboldt ในเบอร์ลิน ระบุว่าคนวัยกลางคนและผู้สูงอายุในปัจจุบันมองว่าความชราเริ่มต้นช้ากว่าที่คนในวัยเดียวกันเมื่อ 10 หรือ 20 ปีก่อนเคยคิดไว้

    ทำไมเราถึงมองว่าความชรามาช้าลง?

    1. อายุขัยที่ยาวนานขึ้น: ปัจจัยพื้นฐานคือมนุษย์เรามีอายุยืนยาวขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

    2. หัวใจที่ยังหนุ่มสาว: คนที่รู้สึกว่าตัวเองยังเด็กจะมีความเชื่อว่าความชราเริ่มต้นช้าลง

    3. สุขภาพและความเหงา: ในทางตรงกันข้าม คนที่มีปัญหาสุขภาพหรืออยู่อย่างโดดเดี่ยว มักจะรู้สึกว่าความชราเริ่มต้นเร็วกว่าปกติ

    4. การหนีห่างจากมายาคติ (Stereotypes): ศาสตราจารย์ John Rowe จากมหาวิทยาลัย Columbia ให้ความเห็นว่า “70 คือ 60 คนใหม่” หลายคนมีทัศนคติลบต่อความชราจนไม่อยากถูกจัดอยู่ในกลุ่มนั้น เช่น เมื่ออายุ 70 ก็จะบอกว่าความชราเริ่มที่ 75 และพอถึง 75 ก็ขยับไปที่ 80 เพื่อไม่ให้ตัวเองกลายเป็น “คนแก่” ตามนิยามที่ตัวเองสร้างไว้

    การศึกษานี้ช่วยยืนยันว่าการรับรู้เรื่องวัยขึ้นอยู่กับ “จุดที่เรายืนอยู่” และอาจช่วยลดอคติหรือภาพจำด้านลบเกี่ยวกับผู้สูงอายุในสังคมได้ในอนาคต

     

    ที่มา: Olga Steliga-Dykas | nbcnews.com, obserwatorgospodarczy.pl

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/news/9887450/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1YQX98MVeRn6jxCjBkeUrC

  • CEO “ลามิน่า” คว้ารางวัลสุดยอดผู้นำ – ไทยโพสต์

    CEO “ลามิน่า” คว้ารางวัลสุดยอดผู้นำ – ไทยโพสต์

    “ลามิน่าฟิล์ม” ตอกย้ำความเป็นแบรนด์ฟิล์มกรองแสงรถยนต์และอาคารอันดับ 1 ได้รับรางวัลเกียติยศ Thailand Car & Motorcycle Marketing Awards 2024. CEO ลามิน่า ร่วมรายการวาไรตี้โต๊ะ …
    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/automotive-news/991336/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjgwYjRmOWUzMTk0MTQ6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3T3cQaXqMosSG41Ns9C0UW

  • ปฏิกิริยาของกระทรวงการต่างประเทศอิหร่านต่อข้อกล่าวหาของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์

    ปฏิกิริยาของกระทรวงการต่างประเทศอิหร่านต่อข้อกล่าวหาของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์

    1️⃣ คำเตือนถึงอาบูดาบี

    ▪️กระทรวงการต่างประเทศแห่งสาธารณรัฐอิสลามอิหร่าน ขอประณามการกระทำอันเป็นภัยของผู้ปกครองอาบูดาบีที่สมคบกับฝ่ายศัตรูต่อต้านสาธารณรัฐอิสลามอิหร่าน และขอเตือนถึงผลกระทบอันตรายต่อสันติภาพและเสถียรภาพของภูมิภาค อันเกิดจากการที่อาบูดาบียังคงให้การสนับสนุนฐานทัพและยุทโธปกรณ์ทางทหารของฝ่ายดังกล่าว

    2️⃣ อาบูดาบีกล่าวหาอิหร่านอย่างน่าสงสัย

    ในช่วงสองวันที่ผ่านมา พร้อมกับการยกระดับการกระทำที่ผิดกฎหมายและยั่วยุของกองกำลังสหรัฐฯ ซึ่งอิหร่านระบุว่าเป็น “กองกำลังก่อการร้าย” ในภูมิภาค รวมถึงความเคลื่อนไหวทางทะเลภายใต้ชื่อที่อิหร่านเรียกว่า “โครงการเสรีภาพ” อย่างหลอกลวง ทางการอาบูดาบีได้ดำเนินแนวทางที่ขัดต่อหลักการเพื่อนบ้านที่ดี และละเมิดหลักการพื้นฐานของกฎบัตรสหประชาชาติ ด้วยการกล่าวหาอิหร่านอย่างน่าสงสัย อย่างไรก็ตาม สาธารณรัฐอิสลามอิหร่านยังคงใช้ความอดกลั้นอย่างสูงสุดด้วยท่าทีที่มีความรับผิดชอบ เพื่อเคารพต่อผลประโยชน์ร่วมกันของภูมิภาคและประชาชาติอิสลาม

    3️⃣ ปฏิเสธข้อกล่าวหาที่ไม่มีมูลของอาบูดาบี

    กระทรวงการต่างประเทศอิหร่านปฏิเสธข้อกล่าวหาของอาบูดาบีที่ระบุว่าอิหร่านได้ยิงขีปนาวุธและโดรนโจมตีสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ พร้อมยืนยันว่าปฏิบัติการป้องกันประเทศของกองกำลังติดอาวุธแห่งสาธารณรัฐอิสลามอิหร่านในระยะนี้ มุ่งเป้าเฉพาะเพื่อขัดขวางการกระทำอันเป็นภัยจากสหรัฐอเมริกาเท่านั้น

    4️⃣ เรียกร้องผู้ปกครองอาบูดาบีหยุดสมคบกับฝ่ายศัตรู

    กระทรวงการต่างประเทศอิหร่านย้ำถึงความมุ่งมั่นของสาธารณรัฐอิสลามอิหร่านต่อหลักการของกฎบัตรสหประชาชาติ กฎพื้นฐานของกฎหมายระหว่างประเทศ และหลักการเพื่อนบ้านที่ดีต่อทุกประเทศในภูมิภาค พร้อมเรียกร้องให้ผู้ปกครองอาบูดาบียุติการสมคบและร่วมมือกับฝ่ายศัตรู (สหรัฐอเมริกาและระบอบไซออนิสต์) ในการกระทำที่ขัดต่อกฎหมายระหว่างประเทศต่ออิหร่าน

    5️⃣ จะไม่ละเว้นมาตรการใดในการปกป้องผลประโยชน์แห่งชาติ

    สาธารณรัฐอิสลามอิหร่านขอยืนยันว่า จะไม่ละเว้นมาตรการใด ๆ ที่จำเป็นและเหมาะสม เพื่อปกป้องผลประโยชน์และความมั่นคงแห่งชาติของตนเอง

  • ‘เจ้าของโรงงาน’ อ้าง ‘ปลานิลกระป๋อง’ เป็นสินค้าทดลอง ยังไม่ได้ขาย จี้หาเหตุหลุดตลาด | เดลินิวส์

    ‘เจ้าของโรงงาน’ อ้าง ‘ปลานิลกระป๋อง’ เป็นสินค้าทดลอง ยังไม่ได้ขาย จี้หาเหตุหลุดตลาด | เดลินิวส์

    จากกรณี องค์การอาหารและยา (อย.) ประสาน สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดสมุทรสาคร (สสจ.สมุทรสาคร) ตรวจสอบโรงงานผลิตปลากระป๋องต้องสงสัยที่พบปลาชนิดอื่นแทนปลาแมคเคอเรล สั่งเก็บตัวอย่างตรวจพิสูจน์ความจริงสายพันธุ์ปลา เบื้องต้นพบว่าเป็น “ปลานิล” ทั้งนี้แม้บริษัทจะเยียวยาผู้บริโภค หรือลูกค้าที่ซื้อปลากระป๋องไม่ตรงปกแล้วก็ตาม แต่หากมีการเปลี่ยนแปลงชนิดปลาโดยไม่ได้รับอนุญาต จะมีความผิดอาญาตาม พ.ร.บ.อาหาร ไม่สามารถยอมความได้ ตามที่ปรากฏเหตุการณ์ไปแล้วนั้น

    เกี่ยวกับเรื่องนี้ เมื่อวันที่ 5 พ.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากการลงพื้นที่ของ อย. และ สสจ.สมุทรสาคร ทางเจ้าของโรงงานได้ชี้แจงในเบื้องต้นว่า ปลากระป๋องที่ทำจากเนื้อ “ปลานิล” นั้น เป็นสินค้าทดลอง ไม่มีการจัดจำหน่ายแต่อย่างใด ตอนนี้กำลังหาสาเหตุว่าทำไมถึงหลุดไปยังตลาดได้ โดยทางเจ้าหน้าที่ได้อายัดสินค้าไปตรวจสอบแล้วกว่า 1.2 หมื่นกระป๋อง

    อย่างไรก็ตาม เรื่องที่เกิดขึ้นนั้น น.ส.ศุภมาส อิศรภักดี รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้สั่งการให้ สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) ทุกจังหวัด ตรวจสอบในรายละเอียดจนถึงโรงงาน อีกทั้งยังจะลงพื้นที่ตรวจโรงงานผลิตปลากระป๋องต้นเรื่องนี้ด้วย.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5837326/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1sJRNPjigY9RVCAIb9yzXV