Category: วัฒนธรรม

  • ​พิพัฒน์​ ยกเลิกร่วมคณะลงพื้นที่ดู แลนด์บริดจ์​ 8 พ.ค.นี้​ รอผลศึกษา​ 90 วัน​

    ​พิพัฒน์​ ยกเลิกร่วมคณะลงพื้นที่ดู แลนด์บริดจ์​ 8 พ.ค.นี้​ รอผลศึกษา​ 90 วัน​

    วันนี้ (5 พฤษภาคม) ​พิพัฒน์​ รัช​กิจ​ประการ​ รองนายก​รัฐมนตรี​ และ​รัฐมนตรี​ว่าการ​กระทรวง​คมนาคม​ กล่าวถึงความคืบหน้ากรณีที่ อนุทิน​ ชาญ​วี​รกูล​ นายก​รัฐมนตรี​ และ​รัฐมนตรี​ว่าการ​กระทรวง​มหาดไทย​ มอบหมายให้ เอกนิติ​ นิติ​ทัณฑ์ประภาศ​ รองนายก​รัฐมนตรี​และ​รัฐมนตรี​ว่าการ​คลัง​ เป็นประธานศึกษาโครงการแลน​ด์บริดจ์​ ว่า​ ในวัน​ 8 พฤษภาคมนี้​ ตนไม่ได้เดินทางลงพื้นที่​ เพราะรอผลการศึกษาจาก คณะกรรมการชุดของเอกนิติ ที่จะดำเนินการศึกษาระยะเวลา 90 วัน ตามที่ได้รับมอบหมายให้เรียบร้อยก่อน​

    พิพัฒน์​ระบุอีกว่า​ การศึกษาโครงการแลน​ด์บริดจ์​จะต้องศึกษาใหม่ทั้งหมด ทั้งเรื่องผลกระทบสิ่งแวดล้อม​ และสิ่งที่ประเทศไทยจะได้รับ พร้อมยืนยันว่าโครงการดังกล่าวไม่ได้ทำเพียงเฉพาะระบบรางอย่างเดียว แต่จะมีระบบถนน ระบบท่อขนส่งพลังงาน แต่เชื่อว่าระยะเวลาการศึกษาจะอยู่ตามกรอบที่นายกรัฐมนตรีได้สั่งการไว้

    เมื่อถามว่า จะทำความเข้าใจต่อเสียงคัดค้านของประชาชนอย่างไร พิพัฒน์​กล่าวว่า จะต้องทำความเข้าใจทั้งผลดีและผลเสีย โดยเฉพาะคนในพื้นที่จังหวัดชุมพรและระนอง​ ที่จะได้สิทธิ​ในการทำมาหากินในพื้นที่ของตนเอง รวมถึงมีการสงวนอาชีพ

    ให้กับผู้ที่เสียโอกาส กลุ่มประมงพื้นบ้าน

    พิพัฒน์ยังกล่าวด้วยว่า ไม่สามารถห้ามกรณีมีการชุมนุมปักหลักหน้าทําเนียบรัฐบาลได้ เพราะถือเป็นสิทธิของแต่ละคน แต่ก็ต้องทำความเข้าใจและชี้แจงให้ชัดว่าสิ่งที่ประเทศจะได้คืออะไร ทั้งนี้ขอให้รอผลการศึกษา ซึ่งไม่อยากพูดไป ซึ่งอาจจะถูกหรือผิดก็ได้

    ส่วนกลุ่ม NGO ที่คัดค้าน พิพัฒน์กล่าวว่า ตนไม่ทราบว่าเป็นคนในหรือนอกพื้นที่ แต่อย่าลืมว่าทุกครั้งที่จะดำเนินการโครงการขุดคอคอดกระในอดีต​ หรือ​คลองไทย​ อาจจะมีบางสิ่งที่ไม่สามารถทำให้เดินหน้าได้ แต่ปัจจุบันสถานการณ์โลกเปลี่ยนไป ก็ต้องทำการศึกษาใหม่ว่าจะคุ้มหรือไม่กับการลงทุนครั้งในครั้งนี้ และก่อนหน้านี้ก็เคยมีการลงทุนในโครงการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก​ (EEC) เชื่อว่าผู้ที่คัดค้านมีความกังวลเรื่องการทำลายทรัพยากรทางธรรมชาติ ซึ่งหากผ่านภูเขา ก็จะใช้วิธีการสมัยใหม่ทำเป็นอุโมงค์ ฉะนั้นการทำลายระบบนิเวศก็จะน้อยลง แต่เชื่อว่าจะต้องมีการพัฒนา และทำการศึกษา

    เมื่อถามว่า โครงการแลน​ด์บริดจ์​จะไม่แท้งเหมือนโครงการคลองไทยใช่หรือไม่ พิพัฒน์ย้ำว่า อยู่ที่ผลการศึกษา อย่าให้ตนชี้ว่าอะไรถูกหรือผิด​ แต่ในฐานะของกระทรวงคมนาคมอะไรที่ทำให้เกิดประโยชน์กับประเทศไทย หรือมีโอกาสฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ ก็จะหยิบยกขึ้นมา เพื่อบอกว่าประเทศไทยถึงเวลาแล้วกับการพัฒนาในส่วนนี้

    ส่วนที่เหตุใดการทำโครงการใหญ่นี้จึงไม่ถูกบรรจุไว้ในนโยบายรัฐบาล พิพัฒน์ระบุว่า โครงการดังกล่าวเป็นนโยบายของพรรคภูมิใจไทยตั้งแต่ปี 2562 ซึ่งนายกรัฐมนตรีได้เคยพูดมาแล้วก่อนหน้านี้ และถือเป็นนโยบายธงเดิมที่ทำการหาเสียง​ และเมื่อกลับมาดูแลกระทรวงคมนาคม จึงนำมาเป็นธงในการดำเนินการต่อ

    TAGS:  


    ABOUT THE PHOTOGRAPHER
    ณาฌารัฐ ภักดีอาสา

    ช่างภาพข่าว ประจำสำนักข่าว THE STANDARD

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/pipat-land-bridge-study/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1QrwyqR-XPkpnN2zaBGXHT

  • DIP เดินหน้าเตรียมจัดงาน TCEX ต่อเนื่อง ผนึกพันธมิตรเพิ่มอีกกว่า 60 หน่วยงาน ชูบทบาท “IP

    DIP เดินหน้าเตรียมจัดงาน TCEX ต่อเนื่อง ผนึกพันธมิตรเพิ่มอีกกว่า 60 หน่วยงาน ชูบทบาท “IP

    DIP เดินหน้าเตรียมจัดงาน TCEX ต่อเนื่อง ผนึกพันธมิตรเพิ่มอีกกว่า 60 หน่วยงาน ชูบทบาท

    กรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ เดินหน้าจัดประชุมออนไลน์เตรียมความพร้อมการจัดงาน Thailand Character & Content Expo (TCEX) ครั้งที่ 2 ต่อเนื่อง ดึงเครือข่ายสถาบันการศึกษา พร้อมด้วยกลุ่มพันธมิตรด้านทรัพย์สินทางปัญญา (IP Partner) อาทิ ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมาย องค์กรด้านการพัฒนาองค์ความรู้และมาตรฐานธุรกิจ สมาคมวิชาชีพ สถาบันการเงิน และกลุ่มนักสร้างสรรค์ เพิ่มอีกกว่า 60 หน่วยงาน ขยายเครือข่ายความร่วมมือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทะลุกว่า 100 หน่วยงาน ร่วมขับเคลื่อนไอเดียสู่โอกาสทางการค้าในอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ของไทยอย่างเป็นระบบ พร้อมเปิดเวทีผลักดันคนรุ่นใหม่ให้ก้าวสู่โลกธุรกิจสร้างสรรค์อย่างเต็มตัว

    DIP เดินหน้าเตรียมจัดงาน TCEX ต่อเนื่อง ผนึกพันธมิตรเพิ่มอีกกว่า 60 หน่วยงาน ชูบทบาท

    นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา เปิดเผยว่า การประชุมครั้งนี้เป็นการต่อยอดจากการประชุมหารือเตรียมความพร้อมเพื่อจัดงาน TCEX ครั้งที่ 1 เมื่อช่วงปลายเดือนมีนาคมที่ผ่านมา โดยมีเป้าหมายที่จะร่วมกันกำหนดแนวทางขับเคลื่อนอุตสาหกรรมดิจิทัลคอนเทนต์และทรัพย์สินทางปัญญาของไทยในเชิงปฏิบัติตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ โดยเฉพาะการเสริมบทบาทของสถาบันการศึกษา ซึ่งเป็นหน่วยงานต้นน้ำในการบ่มเพาะนักสร้างสรรค์รุ่นใหม่ในด้านการออกแบบ ศิลปะ และดิจิทัลคอนเทนต์ กลางน้ำคือภาคธุรกิจและเครือข่ายผู้ประกอบการที่มีบทบาทในการพัฒนาผลงานให้ตอบโจทย์ตลาด และปลายน้ำคือการเชื่อมโยงสู่โอกาสทางการค้าการลงทุนในตลาดทั้งในและต่างประเทศ นอกจากนี้ ยังมีการบูรณาการความร่วมมือกับสมาคมวิชาชีพที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาองค์ความรู้และมาตรฐาน ตลอดจนกลุ่มนักสร้างสรรค์และเจ้าของผลงาน (Creator / IP Owner) ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของประเทศ สอดรับกับนโยบายของรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ (นางศุภจี สุธรรมพันธุ์) ที่มุ่งสร้างความเข้มแข็งให้กับผู้ประกอบการ SMEs ไทย โดยการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันผ่านการใช้ทรัพย์สินทางปัญญาเป็นเครื่องมือสำคัญในการสร้างมูลค่าเพิ่ม ขยายโอกาสทางธุรกิจ และยกระดับสู่ตลาดสากล

    ในการประชุมดังกล่าว ทุกภาคส่วนได้ร่วมกันแลกเปลี่ยนแนวทางการพัฒนาและกำหนดบทบาทการมีส่วนร่วมในการจัดงาน TCEX ให้มีความชัดเจนมากยิ่งขึ้น ทั้งแนวทางการออกแบบพื้นที่และกิจกรรมภายในงาน TCEX ให้สอดคล้องกับกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมาย โดยจะมีการจัดพื้นที่แสดงผลงานตามสาขาอุตสาหกรรมอย่างชัดเจน เพื่อให้ผู้เข้าร่วมงานสามารถเข้าถึงโอกาสทางธุรกิจได้ตรงกลุ่มมากยิ่งขึ้น ควบคู่กับการจัดกิจกรรมสัมมนาและเวิร์กชอปที่เน้นการเรียนรู้จากประสบการณ์จริง และการจัดกิจกรรมจับคู่ธุรกิจ (Business Matching) เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยได้พบกับพันธมิตร นักลงทุน และผู้ซื้อ (Buyer) ทั้งในและต่างประเทศอย่างเป็นรูปธรรม

    อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กล่าวเพิ่มเติมว่า การผนึกกำลังของหน่วยงานพันธมิตรในครั้งนี้ กรมฯ มุ่งหวังให้ TCEX เป็นมากกว่างานจัดแสดงผลงาน แต่เป็นเวทีที่เชื่อมโยงโอกาสให้กับ Creator ไทย โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ ให้สามารถเปลี่ยนไอเดียความคิดสร้างสรรค์ให้กลายเป็นธุรกิจจริง สร้างรายได้ และเติบโตสู่ระดับสากลได้อย่างเข้มแข็ง โดยงาน Thailand Character & Content Expo (TCEX) มีกำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 9 – 12 กรกฎาคม 2569 ณ ศูนย์การค้าสยามพารากอน และสยามเซ็นเตอร์ โดยคาดว่าจะมีผู้ประกอบการด้านคาแรกเตอร์และดิจิทัลคอนเทนต์เข้าร่วมแสดงผลงานอย่างหลากหลาย พร้อมสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้อย่างเป็นรูปธรรม

    ทั้งนี้ ปัจจุบันกรมฯ อยู่ระหว่างเปิดรับสมัครผู้ประกอบการไทยเข้าร่วมจัดแสดงผลงานสร้างสรรค์และต่อยอดโอกาสทางธุรกิจในงาน TCEX ประกอบด้วย 4 กลุ่มอุตสาหกรรมหลัก ได้แก่ 1) Character & Art 2) Content & Story 3) Game & Interactive และ 4) Creative Lifestyle รวมทั้งเปิดรับหน่วยงานพันธมิตร (Supporting Partners) ที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ อาทิ ผู้ผลิตสินค้า IP แพลตฟอร์ม E-Commerce นักลงทุน สถาบันการเงิน ผู้จัดจำหน่ายและค้าปลีก หน่วยงานภาครัฐและเอกชน เป็นต้น ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างเครือข่ายธุรกิจและสร้างโอกาสการลงทุนกับผู้ซื้อต่างประเทศ กรมฯ จึงขอเชิญชวนผู้สนใจลงทะเบียนแจ้งความประสงค์เข้าร่วมงาน ผ่านทางเว็บไซต์ https://qr.ipthailand.go.th/xpnhnG5J ได้ตั้งแต่วันนี้ – 7 พฤษภาคม 2569 โดยไม่มีค่าใช้จ่าย สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม โทร. 02-547-6040 หรืออีเมล [email protected]

    กรมทรัพย์สินทางปัญญาเชื่อมั่นว่าความร่วมมือจากทุกภาคส่วน จะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญในการผลักดันการใช้ประโยชน์ทรัพย์สินทางปัญญาเชิงพาณิชย์ สร้างโอกาสทางธุรกิจใหม่ให้กับผู้ประกอบการไทย และยกระดับประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของภูมิภาคในอนาคตอย่างยั่งยืนต่อไป


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ryt9.com/s/prg/12811488&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2mEJ-zh2WalkWkuobu5zcv

  • ครม. ไฟเขียวแต่งตั้ง

    ครม. ไฟเขียวแต่งตั้ง

    ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2569 มีมติเห็นชอบแต่งตั้ง ดร.สันติธาร เสถียรไทย หรือ ‘ดร.ต้นสน’ ดำรงตำแหน่งกรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรี โดยให้มีผลตั้งแต่วันที่นายกรัฐมนตรีลงนามในประกาศแต่งตั้ง

    มติ ครม. ครั้งนี้ยังเห็นชอบแต่งตั้งกรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรีอีก 3 ราย ได้แก่ นายอาร์ชวัส เจริญศิลป์, นายดนุพร ปุณณกันต์ และ พลตำรวจตรี นันทชาติ ศุภมงคล รวมเป็นชุดใหม่ทั้งหมด 4 ราย

    คาด ‘เอกนิติ’ ดึงเข้าทีมคลัง

    ก่อนที่ ครม. จะมีมติ มีรายงานข่าวจากหลายสำนักระบุว่า ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ต้องการดึง ดร.สันติธาร เข้ามาเสริมทีมเศรษฐกิจของกระทรวงการคลัง 

    เนื่องจากในการจัดตั้งคณะรัฐมนตรีอนุทิน 2 กระทรวงการคลังไม่มีตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการเข้ามาแบ่งงาน ทำให้ ดร.เอกนิติ ต้องคุมงานเพียงคนเดียว ทั้งบทบาทรองนายกรัฐมนตรี ประธานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) และประธานศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.)

    สอดรับกับการที่ ดร.สันติธาร ได้ยื่นหนังสือลาออกจากตำแหน่งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ของธนาคารแห่งประเทศไทย และลาออกจากกรรมการอิสระบริษัท บลูบิค กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ BBIK เพื่อเปิดทางสำหรับการเข้ารับตำแหน่งใหม่

    อย่างไรก็ตาม การมอบหมายให้ไปประจำกระทรวงใดอย่างเป็นทางการ ต้องรอประกาศจากนายกรัฐมนตรีอีกครั้ง

    ‘ดร.ต้นสน สันติธาร’ คือใคร ?

    ดร.สันติธาร เสถียรไทย เป็นบุตรชายของ ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย อดีตรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ 

    ด้านการศึกษา จบปริญญาเอกด้านนโยบายเศรษฐกิจจากมหาวิทยาลัย Harvard ด้วยทุนการศึกษาของฮาร์วาร์ด พร้อมรางวัลวิทยานิพนธ์ยอดเยี่ยม 

    ปริญญาโทด้านรัฐประศาสนศาสตร์ สาขาการพัฒนาระหว่างประเทศจาก Harvard และจบปริญญาตรีด้านเศรษฐศาสตร์จาก London School of Economics and Political Sciences (LSE)

    ด้านประสบการณ์การทำงาน เคยทำงานทางสายการเงินที่ธนาคาร Credit Suisse ประจำสิงคโปร์ ตำแหน่งสุดท้ายคือ Head of Emerging Asia Economics Research 

    จากนั้นก้าวเข้าสู่อุตสาหกรรมเทคโนโลยีดิจิทัลกับ Sea Limited บริษัท Tech Decacorn เจ้าของ Shopee ในตำแหน่ง Group Chief Economist และก่อนเข้ารับตำแหน่งกรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรี ดำรงตำแหน่ง Future Economy Advisor ที่สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI)

    นอกจากนี้ยังเป็น ‘คนแรก’ จากอาเซียนที่ได้รับเชิญจาก World Economic Forum ให้เป็นสมาชิกกลุ่มนักเศรษฐศาสตร์ชั้นนำที่มาช่วย ‘ออกแบบอนาคต’ เศรษฐกิจโลกหลังโควิด 19 และได้รับคัดเลือกเป็นหนึ่งใน ‘Asia 21 Young Leaders’ ของ Asia Society

    อ้างอิง : Thaigov

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://techsauce.co/news/santitarn-sathirathai-assistant-minister&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0GYfCMNzdTRICTLHgOVuh4

  • ศธ.สั่งรื้อหลักสูตร สกร.ตั้งเป้าปี70 ใช้หลักสูตรใหม่ครบทุกจังหวัด

    ศธ.สั่งรื้อหลักสูตร สกร.ตั้งเป้าปี70 ใช้หลักสูตรใหม่ครบทุกจังหวัด

    วันนี้ (5 พ.ค.2569) นายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ รมช.ศึกษาธิการ (ศธ.) กล่าวถึง ความคืบหน้าการตรวจสอบ กรมส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.) ภายหลังจากที่สส.พรรคประชาชน ออกมาเปิดเผยข้อมูลถึงความล้าหลังของหลักสูตร สกร.ว่า ขณะนี้สั่งการให้น.ส.เกศทิพย์ ศุภวานิช อธิบดี สกร.ตอบคำถามว่า ทำไมถึงยังใช้หลักสูตรเดิม และเรื่องการตั้งคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในการแก้ปัญหานี้

    ส่วนหลักสูตรของสกร.ที่ไม่ทันสมัยนั้น ขณะนี้มีอยู่ 2 หลักสูตร คือหลักสูตรปี 2551 และปี 2567 ที่ทดลองใช้แล้ว 12 จังหวัด และจากการลงพื้นที่ในจังหวัดชัยภูมิพบว่า ยังคงใช้หลักสูตรในปี 2551 อยู่ ซึ่งเนื้อหาก็ไม่ได้ทันสมัย โบราณ เพราะบางเรื่องเปลี่ยนไปมากแล้ว

    นายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ รมช.ศึกษาธิการ (ศธ.)

    นายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ รมช.ศึกษาธิการ (ศธ.)

    หลักสูตรการศึกษาควรเดินไปข้างหน้า และปรับปรุงให้ทันโลกและสถานการณ์ เพราะการศึกษาใน สกร. ปีหนึ่งมีคนมาเรียนกว่า 8 แสนคน หากหลักสูตรที่มีไม่มีคุณภาพ ไม่มีมาตรฐาน จะกลายเป็นปัญหา หากกระทรวงฯไม่ทำตั้งแต่วันนี้ ก็จะกลายเป็นปัญหายืดยาวในอนาคต

    อย่างไรก็ตาม หลักสูตรของสกร.เป็นหลักสูตรต่อเนื่อง ซึ่งในวันที่ 9 -10 พ.ค.นี้ จะพาผู้เรียนในหลักสูตรเดิม ย้ายมาหลักสูตรใหม่ให้หมด เพื่อเข้าสู่หลักสูตรในปี 2567 และคาดว่าในช่วงเทอมการศึกษาที่ 1 ในปี 2570 จะเปลี่ยนหลักสูตรใหม่ได้ทั้งหมดทั่วประเทศ

    รมช.ศธ. กล่าวอีกว่า จากการหารือร่วมกับ อธิบดีสกร.ได้ตั้งคณะกรรมการตรวจรับหนังสือ และคณะกรรมการกำหนดหลักเกณฑ์มาตรฐานคุณภาพหนังสือ ซึ่งหลังจากนี้จะไม่มีการปล่อยปละละเลย ซึ่ง 2 คณะกรรมการจะช่วยกันทำงานในระยะยาว ซึ่งสกร.เองก็ต้องทำงานอย่างต่อเนื่อง เพราะการศึกษาไม่มีที่สิ้นสุด

    ในฐานะที่กำกับดูแล สกร.อยากให้ปรับปรุงหลักสูตรให้ทันยุคสมัยอยู่ตลอดเวลา ซึ่งเป็นแนวนโยบายที่ชัดเจน ไม่ใช่ว่าเปลี่ยนผ่านรัฐบาลไปแล้วยกเลิก ซึ่งอยากให้เป็นมาตรฐานการศึกษาของสรก.ในอนาคตว่าต้องมีการตรวจคุณสมบัติทุกประเด็น ทั้งหลักสูตรและตัวหนังสือ

    อย่างก็ตาม การทำงานร่วมกันกับอธิบดีสกร.นั้น เป็นคนที่ทำงานดี ทำงานไว หลายเนื้องานอธิบดีทำงานด้วยความใส่ใจ และแนวนโยบายก็คล้ายกัน เช่น กลุ่มเปราะบางที่จะไปทำงานร่วมกันที่กรมราชทัณฑ์ ดังนั้นไม่มีปัญหาในการทำงานร่วมกัน เพราะการทำงานร่วมกัน เป็นสิ่งที่ต้องคุยกันตลอดเวลา และการให้เกียรติเป็นเรื่องสำคัญ

    ผู้สื่อข่าวถามว่า กรณีที่สส.พรรคประชาชน เตรียมที่จะตั้งกระทู้ถามในสภา หรือตั้งกระทู้เพื่อขอให้ตอบในราชกิจจานุเบกษานั้น นายอัครนันท์ กล่าวว่า ประเด็นนี้กระทรวงฯให้ความสำคัญตั้งแต่แรก การทำงานร่วมกันระหว่างฝ่ายค้านและรัฐบาลรอบนี้ น่าจะทำงานด้วยกันได้อย่างดี

    ส่วนเรื่องนี้ตนมีคำตอบให้พรรคประชาชนอย่างแน่นอน เพราะการศึกษาเป็นเรื่องสำคัญของชาติ และไม่กังวล หากจะเสี่ยงทำให้หลุดจากเก้าอี้รัฐมนตรี เพราะเดินหน้าทำงานเต็มที่ เพื่อคุณภาพการศึกษาที่ดี และมีประสิทธิภาพสำหรับผู้เรียน

    อ่านข่าว:

    กยศ. แจง”จ่ายแล้ว” ไม่ต้องกังวล ย้ำยอดชำระหนี้ไม่หาย แม้แอปฯไม่อัปเดต

    กยศ.ขอนายจ้างที่หักเงินเดือนผู้กู้ยืมครั้งแรก มี.ค.69 นำส่งเงินผ่านระบบ e-PaySLF ภายใน 16 เม.ย.นี้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/505518&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1BgwatmVBTvT-lnOy9H95h

  • ‘ดร.เอ้’ เปิดข้อมูลแห่งศตวรรษ เวียดนาม แซง ไทย เรียบร้อยแล้ว!

    ‘ดร.เอ้’ เปิดข้อมูลแห่งศตวรรษ เวียดนาม แซง ไทย เรียบร้อยแล้ว!

    5 พ.ค.2569- ศ.ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ (ดร.เอ้) หัวหน้าพรรคไทยก้าวใหม่และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี โพสต์ข้อความว่า เรื่องใหญ่แห่ง “ศตวรรษ” เมื่อ “เวียดนามแซงไทย” ไม่ใช่เพราะค่าแรงถูก แต่เพราะ มุ่งมั่นสร้าง “คนคุณภาพสูง”

    ข่าวด่วนๆ “เวียดนาม” แซง “ไทย” แล้วครับ!

    เมื่อตัวเลข GDP (PPP) เปรียบเทียบเศรษฐกิจโดยดูว่า “เงินเท่ากัน ซื้อของได้เท่ากันไหม”

    เวียดนาม = 1.885 ล้านดอลลาร์

    ไทย = 1.881 ล้านดอลลาร์

    “เวียดนาม” จึงมี GDP ชนะไทยไปเรียบร้อย

    และมีแนวโน้ม จะทิ้งห่างขี้นทุกปี จากการเติบโตสูงกว่าไทยหลายเท่า…

    หลายคนอาจมองว่าเป็นเรื่องของ “การลงทุน” “โรงงาน” หรือ “FDI” มูลค่าการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ ที่สูงกว่าไทย

    แต่ถ้ามองลึกลงไปอีกชั้นหนึ่ง

    จะเห็น “รากแก้ว” ของเศรษฐกิจเวียดนาม

    คือ การสร้าง “การศึกษาคุณภาพ”

    เวียดนามไม่ได้ชนะไทย เพราะโชค

    แต่ชนะเพราะ เขาสอนคนให้ “ขยัน” และ “เก่ง”

    มีข้อมูลหนึ่งที่น่าสนใจมาก

    ผลสอบ PISA ของเวียดนามในช่วงหลายปีที่ผ่านมา

    เด็กเวียดนามทำคะแนน

    คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ การอ่าน

    อยู่ในระดับ “ท็อปของโลก”

    คะแนนยังสูงกว่า หลายประเทศที่พัฒนาแล้ว

    นี่คือสัญญาณว่า

    เขาไม่ได้แค่ “สร้างโรงงาน”

    แต่เขากำลัง “สร้างสมอง”

    และ “เวียดนาม” กำลังทำ 4 เรื่องนี้ อย่างจริงจังที่สุด

    1. โฟกัสพื้นฐาน ที่ “ยาก” แต่ “จำเป็น”

    ประเทศที่อยากโตเร็ว ร่ำรวย มีความมั่นคง

    ต้องเก่ง “คณิตศาสตร์ และวิทยาศาสตร์”

    เพราะสองอย่างนี้ คือ “พื้นฐาน” ของทุกสิ่งอย่าง

    เวียดนามจึงไม่ลดมาตรฐาน

    แต่ “ยกระดับความเข้มข้น”

    เด็กเรียนคณิตจริง ไม่ใช่แค่สอบผ่าน

    วิทยาศาสตร์ไม่ใช่ท่องจำ แต่เข้าใจทั้งระบบ

    การเรียนเน้น “คิดวิเคราะห์”

    เพราะ เรียน “ยาก” วันนี้ ชีวิต “ง่าย” วันหน้า

    คนเวียดนาม ไม่ได้ถามลูกว่า

    “ลูกจะเครียดไหม”

    เพราะชีวิตจริง ต้องต่อสู้ ไม่มีใครไม่เครียด

    แต่ถามว่า

    “เด็กจะพร้อม กับโลกความจริงไหม”

    2. ครูคือ “หัวใจ” ไม่ใช่แค่ “ผู้สอน”

    เวียดนาม “ลงทุนกับครู” อย่างจริงจัง

    การคัดเลือกครู “เข้มข้น”

    สร้างระบบพัฒนาครู “ต่อเนื่อง”

    ให้ความสำคัญกับวิชา “STEM”

    ครูคณิต และวิทย์ คือ “คนฮีโร่ ของชุมชน”

    เพราะแม้เแต่ชาวบ้านเวียดนาม ยังรู้ว่า

    ถ้าครูไม่เก่ง เด็กไม่มีทางเก่ง

    3. “การศึกษา” ถูกเชื่อมกับ “เศรษฐกิจ” อย่างแนบแน่น

    เวียดนามไม่ได้สอนเพื่อสอบ แต่สอนเพื่อ “ทำงาน”

    สาขา STEM ถูกผลักดัน อย่างชัดเจน

    “มหาวิทยาลัย” ต้องเชื่อมกับ “อุตสาหกรรม”

    นักศีกษาถูกปั้นให้ เข้ากับ “ห่วงโซ่อุปทาน” Supply Chain โลก

    เมื่อโรงงานไฮเทคทั้ง Apple Nvidia Microsoft เข้ามา

    เวียดนาม ไม่ได้แค่มี “แรงงาน”

    แต่มี “แรงงานคุณภาพสูง”

    นี่คือเหตุผลที่ ทำไมนักลงทุนไฮเทค ต้องไป “เวียดนาม”

    4. คิดแบบ “วิศวกรประเทศ”

    สิ่งที่ผมเห็นชัดมากคือ

    เวียดนามกำลัง “ออกแบบคน”

    เหมือนออกแบบโรงงาน

    รู้ว่าต้องการอะไร ในอนาคต

    ก็ผลิตคนตรงตามนั้น เช่น

    ต้องการ “อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์” ต้องสร้างคนสาย STEM

    ต้องการ “เทคโนโลยี AI” ต้องปั้นวิศวกร AI

    ต้องการ “แข่งขันกับโลก” ต้องฝึกภาษาทั้งอักฤษ จีน เกาหลี ญี่ปุ่น

    “การศึกษาแบบเวียดนาม” ไม่ปล่อยไปตามธรรมชาติ

    แต่คือ “ยุทธศาสตร์ชาติ”

    แล้ว “ประเทศไทย”

    เรามีคนเก่ง ไม่แพ้เวียดนาม แต่ “มีไม่พอ”

    ปัญหา คือ เรา “ไม่ได้ออกแบบระบบ” ให้สร้างคนเก่งได้จำนวนมาก

    เราเก่งเป็น “หย่อมๆ” เก่งเป็น “โรงเรียนๆ”

    แต่โลกวันนี้ต้องการ “มวลจำนวนมากพอ” หรือ Critical Mass

    คำถามที่ “สำคัญที่สุด”

    “เราจะสร้างคนแบบไหน…ในอีก 5-10 ปีข้างหน้า”

    ถ้าเรายัง “สอนแบบเดิม”

    เราจะได้ “ผลลัพธ์แบบเดิม”

    ในโลก “ที่ไม่ได้เหมือนเดิม”

    แปลตรงๆ หมายความว่า

    ประเทศไทย กำลังสร้างคน “ตกยุค”

    อุทธาหรณ์ “เวียดนามแซงไทย”

    คือ เรื่องใหญ่แห่ง “ศตวรรษ” ของคนไทย

    หรือถึงเวลา คนไทยเลิกอวยกันเอง จนไม่มองคนอื่นว่าเขาไปถึงไหนกันแล้วครับ.

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/hi-light/990566/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2KmpTqzfcP-ocYFpfQWgX6

  • King

    King

    วันอังคาร ที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

    โรงเรียนนานาชาติคิงส์คอลเลจกรุงเทพ (King’s College Bangkok) ประกาศเปิดรับสมัครทุนการศึกษา “King’s Bangkok Academic Excellence Scholarship” ปีที่ 4 ตอกย้ำเจตนารมย์อันแน่วแน่ในการส่งมอบโอกาสทางการศึกษาระดับโลกให้แก่นักเรียนไทยที่มีศักยภาพ รวมมูลค่าทุนสูงสุดกว่า 5 ล้านบาท ครอบคลุมทั้งค่าเล่าเรียนและค่าใช้จ่ายทางการศึกษาตลอดหลักสูตร เปิดรับสมัครสำหรับนักเรียนระดับมัธยมศึกษาที่กำลังศึกษาอยู่ในประเทศไทย ทั้งในระดับ Year10 – Year13 (ม.3 – ม.6) และ Year12 – Year13 (ม.5 – ม.6) ผู้สนใจสามารถสมัครได้ตั้งแต่วันนี้ถึง 13 พฤษภาคม 2569

    King’s Bangkok Academic Excellence Scholarship เป็นทุนการศึกษาแบบให้เปล่า ปราศจากข้อผูกมัดใด ๆ ทั้งสิ้น โดยผู้สมัครขอรับทุนต้องมีคุณสมบัติเบื้องต้น ดังนี้ ความสามารถด้านภาษาอังกฤษในระดับดีเยี่ยม ทั้งการฟัง การพูด การอ่าน และการเขียน , ผลการเรียนย้อนหลัง 2 ปีอยู่ในระดับยอดเยี่ยม (ไม่ต่ำกว่า 3.40 สำหรับโรงเรียนในระบบการศึกษาไทยทั่วไป) , กำลังศึกษาอยู่ในสถาบันการศึกษาในประเทศไทยและมีอายุตามเกณฑ์ที่โรงเรียนกำหนด , ความประพฤติดีและมีจิตใจเอื้อเฟื้อแบ่งปัน , กรณีศึกษาในระบบโรงเรียนนานาชาติ ต้องเป็นผู้ที่ได้รับทุนการศึกษาประเภท Financial Aid (ทุนสำหรับผู้ขาดแคลน) อยู่ก่อนแล้วเท่านั้น

    ในปีการศึกษาที่ผ่านมา นับเป็นอีกหนึ่งหมุดหมายสำคัญของโรงเรียนนานาชาติคิงส์คอลเลจกรุงเทพ กับการจัดพิธีสำเร็จการศึกษาของนักเรียน Year 13 รุ่นแรก (Class of 2025) โดยในบรรดาผู้ที่สำเร็จการศึกษานี้ มีนักเรียนทุนโครงการ King’s Bangkok Academic Excellence Scholarship รุ่นแรกรวมอยู่ด้วย

    นักเรียนทุนกลุ่มนี้ยังประสบความสำเร็จจากการได้รับข้อเสนอเข้าศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษาจากมหาวิทยาลัยชั้นนำของโลก ทั้งในสหราชอาณาจักร สหรัฐอเมริกา เอเชีย และประเทศไทย ตามความใฝ่ฝันของตน นับเป็นก้าวสำคัญสู่อนาคตที่พวกเขาได้เลือกด้วยตนเอง สะท้อนถึงศักยภาพและความมุ่งมั่นของนักเรียนทุกคนอย่างชัดเจน ความสำเร็จดังกล่าวเป็นเครื่องยืนยันถึงพลังของโอกาสทางการศึกษาระดับโลก ที่ช่วยหล่อหลอมทั้งทักษะ ความรู้ และการเติบโตในสภาพแวดล้อมนานาชาติอย่างแท้จริง ทั้งยังเป็นความภาคภูมิใจของโรงเรียน และเป็นแรงผลักดันสำคัญให้โรงเรียนนานาชาติคิงส์คอลเลจกรุงเทพ มุ่งมั่นสานต่อโครงการทุนการศึกษา เพื่อเปิดโอกาสและพัฒนาศักยภาพของเยาวชนไทยสู่เวทีระดับโลกอย่างต่อเนื่อง

    ผู้สนใจสมัครสามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ทางเว็บไซต์ www.opl.to/kingsbangkokscholarship หรือติดต่อสอบถามได้ทางอีเมล์ scholarship@kingsbangkok.ac.th โทร. +66 (0) 2481 9955 และติดตามข่าวสารกิจกรรมที่น่าสนใจของโรงเรียนนานาชาติคิงส์คอลเลจกรุงเทพ ผ่านช่องทางโซเชียลมีเดียทั้ง Facebook Youtube Instagram และ X

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/local/962518&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw24n_PUd4VQ7HgKGgFVW7KH

  • “วราวุธ” แนะ รอผลการศึกษาแลนด์บริดจ์ ชี้ ต้องคำนึงสถานการณ์ปัจจุบัน ถามปชช.ในพื้นที่

    “วราวุธ” แนะ รอผลการศึกษาแลนด์บริดจ์ ชี้ ต้องคำนึงสถานการณ์ปัจจุบัน ถามปชช.ในพื้นที่


    “วราวุธ” แนะ รอผลการศึกษาโครงการแลนด์บริดจ์ ระบุ ต้องคำนึงสถานการณ์ปัจจุบัน  ถาม ประชาชนในพื้นที่ด้วย

    ที่ทำเนียบรัฐบาล นายวราวุธ ศิลปอาชา รมว.อุตสาหกรรม กล่าวถึงกรณีที่มีนักวิชาการและประชาชนในพื้นที่คัดค้านโครงการแลนด์บริดจ์ ว่า ตนทราบว่า จะมีการตั้งคณะทำงานขึ้นมาชุดหนึ่ง เพื่อศึกษาประเด็นดังกล่าว ไม่เฉพาะสิ่งแวดล้อม แต่จะมีข้อมูลทางเศรษฐกิจ และสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ที่เกิดขึ้น จึงขอให้รอผลการศึกษาที่จะออกมา รวมถึงจุดคุ้มทุนของประเทศ ส่วนผลการสำรวจความคิดเห็นประชาชนนิด้าโพล ที่ประชาชนภาคใต้เห็นด้วยกับโครงการแลนด์บริดจ์ แต่ส่วนใหญ่ก็ยังไม่เข้าใจกับโครงการแลนด์บริดจ์นั้น ตนเห็นว่า การดำเนินโครงการแลนด์บริดจ์มีหลายรูปแบบ หากรัฐบาลจะดำเนินการก็จะต้องสอบถามประชาชนในพื้นที่ และศึกษารูปแบบต่าง ๆ ที่สามารถทำได้ มีผลทางเศรษฐกิจ การลงทุน และผลกระทบแต่ละฉากทัศน์ ซึ่งเรื่องดังกล่าวมีเรื่องความมั่นคงเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย ดังนั้น จึงจะต้องพิจารณาให้รอบคอบ

    เมื่อถามว่า ในฐานะที่เคยดำรงตำแหน่ง รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมมาก่อน มองประเด็นผลกระทบ หรือการสร้างความสมดุลระหว่างสิ่งแวดล้อมกับอุตสาหกรรมอย่างไร นายวราวุธ กล่าวว่า จะต้องศึกษากันก่อน เพราะแม้เคยจะมีการศึกษามาแล้ว ก็จะต้องมีการพิจารณาสถานการณ์ในปัจจุบันด้วย รวมถึงยังต้องพูดคุยในที่ประชุมคณะรัฐมนตรีด้วย
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/news/42490&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3O_nlVGbXIGYJBTNCBA1Eo

  • พิพัฒน์ เบรกลงพื้นที่ รอผลศึกษาแลนด์บริดจ์ 90 วัน

    พิพัฒน์ เบรกลงพื้นที่ รอผลศึกษาแลนด์บริดจ์ 90 วัน

    พิพัฒน์​ รัช​กิจ​ประการ​ รองนายก​รัฐมนตรี​และ​รมว.คมนาคม​ กล่าวถึงความคืบหน้ากรณีที่​นายก​รัฐมนตรี​และ​รมว.มหาดไทย​ มอบหมายให้เอกนิติ​ นิติ​ทัณฑ์ประภาศ​  รองนายก​รัฐมนตรี​และ​รมว.คลัง​ เป็นประธานศึกษาโครงการแลน​ด์บริดจ์​ ว่า​ ในวัน​ 8 พ.ค.​นี้​ ตนเองไม่ได้เดินทางลงพื้นที่​ เพราะรอผลการศึกษาจาก คณะกรรมการชุดของนายเอกนิติ ที่จะดำเนินการศึกษาระยะเวลา 90 วันตามที่ได้รับมอบหมายให้เรียบร้อยก่อน​ เพราะหากลงไปตอนนี้ก็อาจจะถูกหรือผิดก็ได้​ ฉะนั้นจึงเลือกที่จะไม่ลงดีกว่า

    “การศึกษาโครงการแลน​ด์บริดจ์​จะต้องศึกษาใหม่ทั้งหมด ทั้งเรื่องผลกระทบสิ่งแวดล้อม​ และสิ่งที่ประเทศไทยจะได้รับ พร้อมยืนยันว่าโครงการดังกล่าวไม่ได้ทำเพียงเฉพาะระบบรางอย่างเดียว แต่จะมีระบบถนนระบบท่อขนส่งพลังงาน แต่เชื่อว่าระยะเวลาการศึกษาจะอยู่ตามกรอบที่นายกรัฐมนตรีได้สั่งการไว้”

    เมื่อถามว่าจะทำความเข้าใจต่อเสียงคัดค้านของประชาชนอย่างไร รมว.คมนาคม​ กล่าวว่า จะต้องทำความเข้าใจทั้งผลดีและผลเสีย โดยเฉพาะคนในพื้นที่จังหวัดชุมพรและระนอง​ ที่จะได้สิทธิ​ในการทำมาหากินในพื้นที่ของตนเองอย่างไร รวมถึงมีการสงวนอาชีพอะไรเพื่อทดแทนกับให้กับผู้ที่เสียโอกาส เส้นกลุ่มประมงพื้นบ้าน

    ส่วนกรณีที่จะมีการมาปักหลักชุมนุมด้านหน้าทำเนียบรัฐบาล รมว.คมนาคม​ กล่าวว่า​ ไม่สามารถห้ามได้ เพราะถือเป็นสิทธิของแต่ละคนที่สามารถทำได้ แต่ก็ต้องทำความเข้าใจและชี้แจงให้ชัด ว่าสิ่งที่ประเทศจะได้คืออะไร

    เมื่อถามว่ามั่นใจหรือไม่ว่าโครงการดังกล่าวจะมีผลดีมากกว่าผลเสีย รมว.คมนาคม ยังคงย้ำคำเดิมว่าขอให้รอผลการศึกษา เพราะหากพูดอะไรไปตอนนี้ อาจจะถูกหรือผิดก็ได้ ฉะนั้นขอให้รอผลการศึกษาก่อน

    เมื่อถามว่ากลุ่ม NGO ที่คัดค้านเป็นคนในหรือนอกพื้นที่ รมว.คมนาคม กล่าวว่า ไม่ทราบ ซึ่งก็น่าจะมีทั้งคนในและนอกพื้นที่​ แต่อย่าลืมว่าทุกครั้งที่จะดำเนินการโครงการขุดคอคอดกระในอดีต​ หรือ​ คลองไทย​ อาจจะมีบางสิ่งที่ไม่สามารถทำให้เดินหน้าได้แต่ปัจจุบันสถานการณ์โลกเปลี่ยนไป ก็ต้องทำการศึกษาใหม่ว่า ว่าจะคุ้มหรือไม่กับการลงทุนครั้งใหญ่ในครั้งนี้ และก่อนหน้านี้ก็เคยมีการลงทุนในโครงการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก​ หรือ EEC ก่อนย้ำว่าโครงการแลน​ด์บริดจ์​ไม่เหมือนโครงการคอคอดกระที่จะต้องมีการขุดคลองจนถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็นการแบ่งแยกประเทศไทยออกเป็น​ 2 ประเทศหรือไม่​ แต่วันนี้เลือกที่จะไม่มีการขุดคลองแต่ใช้ระบบถนน​ ราง​ และท่อ​  แต่ผู้ที่คัดค้านมีความกังวลเรื่องการทำลายทรัพยากรทางธรรมชาติ ซึ่งหากผ่านภูเขา ก็จะใช้วิธีการสมัยใหม่ทำเป็นอุโมงค์ ฉะนั้นการทำลายระบบนิเวศก็จะน้อยลง แต่เชื่อว่าจะต้องมีการพัฒนา และทำการศึกษา

    เมื่อถามว่าโครงการแลน​ด์บริดจ์​จะไม่แท้งเหมือนโครงการคลองไทยใช่หรือไม่ รมว.คมนาคม ยังคงย้ำว่าอยู่ที่ผลการศึกษา อย่าให้ตนเองชี้ว่าอะไรถูกหรือผิด​ แต่ในฐานะของกระทรวงคมนาคมอะไรที่ทำให้เกิดประโยชน์กับประเทศไทย หรือมีโอกาสฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ ก็จะหยิบยกขึ้นมา เพื่อบอกว่าประเทศไทยถึงเวลาแล้วกับการพัฒนาในส่วนนี้

    เมื่อถามว่ามีการตั้งคำถามว่าเหตุใดการทำโครงการใหญ่ขนาดนี้จึงไม่ถูกบรรจุไว้ในนโยบายรัฐบาล รมว.คมนาคม ระบุว่า โครงการดังกล่าวเป็นนโยบายของพรรคภูมิใจไทยตั้งแต่ปี 2562 ซึ่งนายกรัฐมนตรีได้เคยพูดมาแล้วก่อนหน้านี้ และถือเป็นนโยบายธงเดิม ที่ทำการหาเสียง​ และเมื่อกลับมาดูแลกระทรวงคมนาคม จึงนำมาเป็นธงในการดำเนินการต่อ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/economic-business-thai-landbridge&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0ZKpW_h2LHicED8IdvgJ32

  • “วราวุธ” ชี้ควรรอผลศึกษาแลนด์บริดจ์ก่อน ย้ำต้องฟังคนพื้นที่ ดูสถานการณ์ปัจจุบัน

    “วราวุธ” ชี้ควรรอผลศึกษาแลนด์บริดจ์ก่อน ย้ำต้องฟังคนพื้นที่ ดูสถานการณ์ปัจจุบัน

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/politics/national-politics/145530&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1bxbJo7wziJks6ZoqOjkKN

  • “พิพัฒน์” ยกเลิกลงพื้นที่แลนด์บริดจ์ 8 พ.ค.นี้ รอผลศึกษาจาก “เอกนิติ”

    “พิพัฒน์” ยกเลิกลงพื้นที่แลนด์บริดจ์ 8 พ.ค.นี้ รอผลศึกษาจาก “เอกนิติ”

    ส่วนการยับยั้งกลุ่มมวลชนที่จะมาประท้วงคัดค้านโครงการดังกล่าวที่ทำเนียบรัฐบาลในช่วงปลายเดือนนี้นั้น นายพิพัฒน์ ยืนยันว่า ไม่สามารถห้ามกันได้ เพราะการประท้วงเป็นสิทธิ์ของประชาชนที่สามารถทำได้ แต่รัฐบาลก็ต้องทำความเข้าใจ และชี้แจงให้ชัดเจน ถึงผลประโยชน์ที่ประเทศ และประชาชนจะได้รับ พร้อมย้ำว่า ขอให้รอผลการศึกษาว่า โครงการนี้มีผลดีมากกว่าผลเสียหรือไม่ หากตนเองสื่อสารอะไรไปก่อนอาจจะได้ทั้งถูกและผิด

    “พิพัฒน์” ยกเลิกลงพื้นที่แลนด์บริดจ์ 8 พ.ค.นี้ รอผลศึกษาจาก “เอกนิติ”

    สำหรับผู้ที่คัดค้านเป็นคนในพื้นที่ หรือ นอกพื้นที่นั้น นายพิพัฒน์ ยอมรับว่า ไม่ทราบ แต่คาดว่า จะมีคนในพื้นที่ และยอมรับว่า ผู้ที่ออกมานั้น มีความกังวลว่าโครงการดังกล่าวจะทำลายสิ่งแวดล้อม แต่วิทยาการสมัยใหม่ ก็สามารถเจาะภูเขาทำเป็นอุโมงค์ถนน ซึ่งสามารถช่วยลดผลกระทบต่อการทำลายสิ่งแวดล้อมได้

    ส่วนโครงการนี้จะแท้งเหมือนโครงการคอคอดกระหรือไม่นั้น นายพิพัฒน์ ย้ำว่า จะต้องรอผลการศึกษาของนายเอกนิติ แต่ตนเองในฐานะที่ดูแลกระทรวงคมนาคม สิ่งใดที่สามารถทำให้เศรษฐกิจของประเทศฟื้น ก็จำเป็นจะต้องหยิบยกขึ้นมาพิจารณา

    ส่วนเหตุใดโครงการนี้เป็นโครงการใหญ่ แต่ถึงไม่บรรจุในนโยบายรัฐบาล นายพิพัฒน์ กล่าวว่า เป็นนโยบายของพรรคภูมิใจไทยตั้งแต่ปี 2562 แล้ว ซึ่งนายกรัฐมนตรีได้สื่อสารว่า เป็นนโยบายเดิม และเป็นนโยบายเรือธงที่พรรคภูมิใจไทยใช้ในการหาเสียงตั้งแต่ปี 2562 และเมื่อพรรคภูมิใจไทยกลับเข้ามาบริหารกระทรวงคมนาคม จึงหยิบมาเป็นธงในการบริหารต่อ

    นายพิพัฒน์ ยังเปิดเผยอีกว่า กำหนดการในการลงพื้นที่ก่อสร้างโครงการแลนด์บริดจ์ ในวันที่ 8 พฤษภาคม 2569 นี้ ขอยกเลิกไปก่อน เนื่องจากนายกรัฐมนตรี จะมีการแต่งตั้ง นายเอกนิติ มาเป็นหัวหน้าคณะทำงานในการศึกษาผลกระทบและประโยชน์จากโครงการแลนด์บริดจ์ ดังนั้น จึงขอให้คณะกรรมการชุดนี้เป็นรูปเป็นร่างขึ้นมาก่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.nationtv.tv/news/politics/378976962&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0wGcejoXRJFlz-OYB7Bbx7