Category: วัฒนธรรม

  • รัฐโอกุนเสริมแรงผลักดันการลงทุนด้วยนิคมอุตสาหกรรมแห่งใหม่

    รัฐโอกุนเสริมแรงผลักดันการลงทุนด้วยนิคมอุตสาหกรรมแห่งใหม่

    ผู้ว่าการรัฐโอกุน ดาโป อะบิโอดุน กล่าวว่า รัฐบาลของเขาจะไม่ละความพยายามใดๆ ในการสนับสนุนภาคเอกชนเพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งในการขับเคลื่อนการพัฒนาอุตสาหกรรมและการสร้างงานสำหรับประชากรที่เพิ่มขึ้นของไนจีเรีย โดยนายอะบิโอดุน ได้กล่าวเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา ในพิธีเปิดนิคมอุตสาหกรรมและธุรกิจ ATC โอเด เรโม ซึ่งเป็นของวุฒิสมาชิกโอลาดิโป โอดูจิริน

    ผู้ว่าการรัฐกล่าวว่า โอกาสนี้เป็นก้าวสำคัญในความพยายามร่วมกันที่จะส่งเสริมการพัฒนาอุตสาหกรรม ขยายโอกาสทางเศรษฐกิจ และปรับปรุงคุณภาพชีวิตของประชาชน ซึ่งความสำคัญของนิคมอุตสาหกรรมและธุรกิจนี้สะท้อนให้เห็นถึงวิสัยทัศน์ ความกล้าหาญ และความเข้าใจที่ชัดเจนในทิศทางเศรษฐกิจที่จำเป็นต่อการวางตำแหน่งรัฐให้เป็นจุดหมายปลายทางชั้นนำสำหรับการลงทุนและนวัตกรรม ไม่เพียงแต่สร้างโครงสร้างพื้นฐานเท่านั้น แต่ยังวางรากฐานที่มั่นคงสำหรับการเติบโตอย่างครอบคลุมและการพัฒนาอย่างยั่งยืนอีกด้วย อีกทั้ง โครงการนี้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ของรัฐบาลของเราในการสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้ออำนวยให้ธุรกิจเจริญเติบโต โดยการจัดตั้งศูนย์กลางโครงสร้างสำหรับอุตสาหกรรมและกิจกรรมทางการค้า นิคมอุตสาหกรรมแห่งนี้จะกระตุ้นการสร้างงาน สนับสนุนวิสาหกิจขนาดเล็กและขนาดกลาง และดึงดูดนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ

              นอกเหนือจากมูลค่าทางเศรษฐกิจแล้ว ยังจะเป็นตัวเร่งปฏิกิริยาสำหรับการพัฒนาชุมชน เปิดโอกาสสำหรับการเรียนรู้ทักษะ เพิ่มการค้า และยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้อยู่อาศัยในโอเด เรโมและพื้นที่โดยรอบ ให้สามารถเข้าถึงสินค้าและบริการ ส่งเสริมวิสาหกิจในท้องถิ่น และสร้างศูนย์กลางการค้าที่มีชีวิตชีวาซึ่งตอบสนองความต้องการของทุกคนโดยรอบ เพื่อให้รัฐโอกุนมีความทันสมัย ​​เจริญรุ่งเรือง และมีความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจ โดยรัฐโอกุนจะยังคงลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญ เสริมสร้างความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน และดำเนินนโยบายที่ส่งเสริมผลิตภาพของภาคธุรกิจ และรัฐโอกุนยังคงเปิดรับการลงทุนจากนักลงทุน

    ประธานนิคมอุตสาหกรรม โอดูจิริน กล่าวว่า โครงการนี้สอดคล้องอย่างยิ่งกับการขับเคลื่อนการพัฒนาอุตสาหกรรมและเป้าหมายการเติบโตที่เน้นการส่งออกของไนจีเรีย เป็นตัวแทนของแพลตฟอร์มการลงทุนที่นำโดยภาคเอกชนและได้รับการสนับสนุนจากโครงสร้างพื้นฐานบนพื้นที่ 10 เอเคอร์ โดยพื้นที่ เอเคอร์ได้รับการพัฒนาแล้ว มีโกดังสินค้าที่ใช้งานได้ แห่ง นอกจากนี้ สถานที่แห่งนี้ยังมีระบบไฟฟ้าที่เสถียรและถนนภายในที่เชื่อมต่อกับทางหลวงอีกด้วย และอุตสาหกรรมแห่งนี้สามารถเข้าถึงได้จากทุกส่วนของประเทศผ่านทางด่วนลากอส-อิบาดัน และสนามบินนานาชาติเกตเวย์ที่เพิ่งเปิดใหม่ นอกจากนี้การพัฒนาเฟสสองของนิคมอุตสาหกรรมจะรวมถึงห้างสรรพสินค้า โรงแรมธุรกิจระดับสี่ดาวที่มุ่งเป้าไปที่ลูกค้าองค์กร การจราจรที่เชื่อมโยงกับการบิน และผู้มาเยือนจากภาคอุตสาหกรรม รวมถึงการพัฒนาแบบผสมผสาน ซึ่งรวมถึงที่อยู่อาศัย โรงแรม และกลุ่มธุรกิจ SME และธุรกิจที่มุ่งเน้นการส่งออก 

    ข้อมูลเพิ่มเติมและความเห็นของสำนักงานฯ รัฐโอกุน (Ogun State) ตั้งอยู่ทางตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศไนจีเรีย เป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมที่สำคัญ มีเมืองหลวงคืออาเบโอคูตา (Abeokuta) ซึ่งมีสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญอย่าง โอลูโม ร็อค รัฐโอกุนติดกับสาธารณรัฐเบนินและเมืองลากอส (Lagos) ทำให้เป็นทำเลศักยภาพทางเศรษฐกิจและการเกษตร และเป็นศูนย์กลางการศึกษา มีพื้นที่ Co-working space ให้บริการ สำหรับผู้มาติดต่อธุรกิจ นอกจากนี้รัฐโอกุนได้รับการจัดอันดับว่าเป็นอุตสาหกรรมที่เติบโตเร็วที่สุดแห่งหนึ่งของไนจีเรีย มีการทำเกษตรกรรม การผลิต และเป็นแหล่งที่ตั้งของ โรงงานรีไซเคิลและอุตสาหกรรมต่างๆ ดังนั้น การสร้างนิคมอุตสาหกรรมแห่งใหม่นับเป็นโอกาสให้กับนักลงทุนที่มุ่งเน้นการขยายตลาดและสำรวจโอกาสทางอุตสาหกรรมในไนจีเรีย โดยเฉพาะในพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพ

    เครดิตภาพและที่มาข่าว https://punchng.com/

    ประมวลโดย สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงอาบูจา

    เมษายน 2569

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/en4docxppycr79odvczq1rk5&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1pFod3sITRPiUebiuqAjxs

  • วิกฤตพลังงานนำไปสู่วิกฤตการเมืองได้อย่างไร

    วิกฤตพลังงานนำไปสู่วิกฤตการเมืองได้อย่างไร

    ThaiPBS Icon©2024 องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://policywatch.thaipbs.or.th/article/economy-236&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw30T38bPuTsnSuS238Pzm_S

  • ไทยโต้เขมร กล่าวหา พบกำลังทหารไทยที่ช่องจอม เปิดภาพมัด เขมรใช้พื้นที่ เป็นแหล่งสแกมเมอร์

    ไทยโต้เขมร กล่าวหา พบกำลังทหารไทยที่ช่องจอม เปิดภาพมัด เขมรใช้พื้นที่ เป็นแหล่งสแกมเมอร์

    ไทยโต้เขมร กล่าวหา พบกำลังทหารไทยที่ช่องจอม เปิดภาพมัด เขมรใช้พื้นที่ เป็นแหล่งสแกมเมอร์

    วันนี้, 13:53น.

              ศูนย์ข่าวสารสถานการณ์ ไทย-กัมพูชา (JIC) ได้ชี้แจงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับข้อกล่าวหา ล่าสุดที่เกี่ยวข้องกับการปรากฏกำลังของทหารไทยในพื้นที่บริเวณช่องจอม จ.สุรินทร์ บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ดังนี้

    1.ยึดมั่นถ้อยแถลงร่วมอย่างเคร่งครัด ประเทศไทยขอยืนยันความมุ่งมั่นอย่างเต็มที่ต่อถ้อยแถลงร่วมที่ได้ตกลงกันในการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC) สมัยพิเศษ เมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2568 โดยเฉพาะ ข้อ 2 ทั้งสองฝ่ายจะคงกำลังในตำแหน่งปัจจุบัน (Troop Deployment Line) และงดเว้นการกระทำใด ๆ ที่จะเปลี่ยนแปลงสถานการณ์ในพื้นที่

    2.มาตรการของไทยเพื่อสถาปนาความมั่นคงและรักษาความปลอดภัย มิใช่การบังคับใช้กฎหมายการปรากฏกำลังของฝ่ายไทย มิใช่การดำเนินการบังคับใช้กฎหมายในต่างประเทศโดยฝ่ายเดียว แต่เป็นมาตรการด้านความมั่นคงและการรักษาความปลอดภัยที่จำเป็น อันเกิดจากภัยคุกคามข้ามชาติที่มีอยู่จริงในพื้นที่ชายแดนจากการค้นพบว่ากองกำลังกัมพูชาใช้พื้นที่ดังกล่าวเป็นฐานทหารโจมตีไทย

    3.ไทยควบคุมพื้นที่เพื่อป้องกันภัยคุกคามทางทหาร เนื่องจากพื้นที่ดังกล่าวถูกใช้เป็นฐานทหารของกองกำลังกัมพูชาเพื่อโจมตีไทย ดังนั้น การดำเนินการของไทยเป็นไปเพื่อปกป้องอธิปไตยและในลักษณะ เพื่อการป้องกัน (Defensive) จำกัดขอบเขต (Limited) มุ่งลดอันตราย (Preventive) มิใช่การใช้อำนาจเหนืออธิปไตยของประเทศอื่น

    4.ยึดกลไกทวิภาคี ประเทศไทยยังคงยึดมั่นในการแก้ไขปัญหาผ่านกลไกทวิภาคี เช่น คณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาค (RBC) คณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC) และคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม (JBC) การสื่อสารอย่างต่อเนื่องระหว่างทั้งสองฝ่าย การดำเนินการทั้งหมดอยู่ภายใต้หลักการ ลดความตึงเครียด (de-escalation)

    5.ยึดข้อเท็จจริง ไม่ใช่การบิดเบือน สถานการณ์ดังกล่าวไม่ควรถูกตีความผ่านกรอบของการบิดเบือนข้อมูล ข้อเท็จจริงจากหลักฐานในพื้นที่ชี้ให้เห็นว่า นอกจากการใช้อาคารสถานที่เป็นฐานทหารโจมตีไทย ยังเป็น scam compound ขนาดใหญ่ ไทยจึงเปิดให้สื่อมวลชน เข้าตรวจสอบพื้นที่เพื่อให้ข้อมูลแก่ประชาคมโลก สะท้อนถึงความโปร่งใสของการดำเนินการของไทยในเรื่องนี้ หลักฐานที่ตรวจพบในพื้นที่ ซึ่งมีประโยชน์ต่อการศึกษา วิเคราะห์ และสนับสนุนการดำเนินการต่อต้านสแกมเมอร์ต่อไป อาทิ ซิมการ์ดจากต่างประเทศจำนวนมาก สคริปต์การหลอกลวงหลายภาษาโครงสร้างพื้นฐานที่สอดคล้องกับการดำเนินการสแกมเมอร์ในระดับอุตสาหกรรม สะท้อนอย่างชัดเจนว่า พื้นที่ดังกล่าวเคยถูกใช้เป็นศูนย์กลางอาชญากรรมไซเบอร์ข้ามชาติ ซึ่งส่งผลกระทบต่อประชาชนในหลายประเทศ ที่ต้องร่วมกันต่อต้านต่อไป

    6.ความรับผิดชอบร่วมกันการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือ ไม่ใช่การเผชิญหน้า ทั้งสองฝ่ายได้ตกลงร่วมกันไว้แล้ว (ถ้อยแถลงร่วม ข้อ 8 และ 10) ในการป้องกันข่าวปลอมและข้อมูลบิดเบือน ร่วมมือกันแก้ไขปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติ การสื่อสารที่ยั่วยุหรือบิดเบือน จะยิ่งบ่อนทำลายความร่วมมือดังกล่าว

              การดำเนินการของประเทศไทยตั้งอยู่บนหลักการสำคัญ 3 ประการ การเคารพข้อตกลงร่วม การคุ้มครองประชาชน การรักษาเสถียรภาพของภูมิภาค แนวทางข้างหน้าควรมุ่งไปสู่ ความร่วมมือและทางออกร่วมกัน มากกว่าการสร้างความขัดแย้งผ่านเรื่องเล่า

    #ไทยเขมร

    #เขมรแหล่งสแกมเมอร์ 

    #กองทัพไทย

    ข่าวทั้งหมด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.js100.com/en/site/news/view/160655&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0_yBVJcAS8-hhK7T5V2Ahx

  • ‘ยศชนัน’ ปักหมุด อว. ใช้นวัตกรรมสร้างรายได้เข้าประเทศ เปิดมหาวิทยาลัยเป็นพื้นที่ Upskill-Reskill

    ‘ยศชนัน’ ปักหมุด อว. ใช้นวัตกรรมสร้างรายได้เข้าประเทศ เปิดมหาวิทยาลัยเป็นพื้นที่ Upskill-Reskill

    วันนี้ (10 เมษายน 2569) ศาสตราจารย์ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) กล่าวตอนหนึ่งในที่ประชุมร่วมรัฐสภาในการแถลงนโยบายของรัฐบาลว่า กระทรวง อว.มีแนวทางจะเชื่อมโยงกับทุกฝ่ายเพื่อสร้างอนาคตให้กับลูกหลาน สำหรับประเทศไทยต้องเชื่อมโยงนโยบายต่างประเทศ สิ่งแวดล้อม ภัยพิบัติ รวมถึงบริการภาครัฐเข้าด้วยกัน โดยนำแนวทางการพัฒนาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีเต็มรูปแบบ เพื่อเป็นอีกหนึ่งในกระดูกสันหลังให้ประเทศขับเคลื่อนไปข้างหน้าได้

    สำหรับประเด็นแรกคือเรื่อง ‘นวัตกรรม’ นวัตกรรมมาจากการศึกษา วิจัย และอีกข้อคือจาก ‘อุตสาหกรรม’ ที่มีอยู่ในประเทศอยู่แล้ว จากภาคอุตสาหกรรม จากเอกชน หรือจากการลงทุนต่างประเทศ สิ่งสำคัญที่ต้องดึงดูดให้ทำสิ่งนี้ได้ คือการส่งเสริมอาชีวศึกษาหรือมหาวิทยาลัยต่างๆ เพื่อรองรับนวัตกรรมจากภาคอุตสาหกรรมที่เพิ่มมากขึ้น ทั้งนี้นวัตกรรมเกิดจากงานวิจัยเชิงลึก เกิดจากสิ่งที่เอกชนมีอยู่แล้ว แต่ภาคการศึกษาต้องช่วยในเรื่องทุนมนุษย์ให้สมบูรณ์ 

    ส่วนมหาวิทยาลัย ยศชนันระบุว่า ยังคงมีประโยชน์ โดยเฉพาะในเรื่อง Deep Tech ซึ่งมาจากงานวิจัยทั้งของนักศึกษาปริญญาโทและปริญญาเอก ซึ่งเป็นองค์ความรู้ใหม่ องค์ความรู้ใหม่นี้ล้วนมาจากงานวิจัย เปลี่ยนจากงานวิจัยเชื่อมโยงไปสู่นวัตกรรมต่อไป โดยหากเป็นระยะเริ่มต้นสามารถใช้งบประมาณของหน่วยงานจาก อว.ได้ แต่หากเป็นระยะท้ายซึ่งใช้แหล่งทุนค่อนข้างมาก อาจจำเป็นต้องหา Matching Fund โดยอาจมาจากทั้ง Angel Fund หรือ Venture Capital เข้ามาลงทุน ซึ่ง อว.จะเป็นผู้สนับสนุน นอกจากนี้นักวิจัยบางคนอาจบอกว่า ไม่ถนัดเรื่องนวัตกรรม เรื่องลิขสิทธิ์ ทาง อว.จะส่งเสริมเรื่องนี้ เพื่อให้นักวิจัยไม่เสียโอกาส สามารถสร้างรายได้อย่างทั่วถึง

    ขณะเดียวกัน ในอนาคตงานวิจัยจะไม่ได้อยู่แค่ในประเทศไทย แต่ต้องเป็นประโยชน์กับอีกหลายประเทศทั่วโลก ต้องเกิดระบบนิเวศของผู้ประกอบการขึ้นมา ส่งเสริมไปสู่การสร้างนวัตกรรม ขณะเดียวกันต้องส่งเสริมพื้นที่กลางให้ ‘นักคิด’ ต้องอยู่ร่วมกับนักปฏิบัติ ให้เป็น Maker Space หรือ Coworking Space เพื่อให้สามารถสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ ได้สะดวกมากขึ้น

    “นวัตกรรมจะไปสู่ภาคเศรษฐกิจได้อย่างไรบ้าง สำหรับประเทศไทย ผมให้ความสำคัญกับพี่น้องรากหญ้า เราต้องไม่สูญเสียเอกราชทางเทคโนโลยีให้กับประเทศได้ เราจะส่งเสริมเศรษฐกิจ Wellness เศรษฐกิจสุขภาพให้แข็งแรง ประเทศไทยสามารถขึ้นเป็นอันดับหนึ่งได้ เช่นเดียวกับเรื่องศิลปะ วัฒนธรรม ดนตรี สังคม ขณะที่เรื่องความหลากหลายทางชีวภาพ เราสามารถชูเรื่องสมุนไพรได้เช่นกัน”

    นอกจากนี้ อว.จะทำให้เครื่องยนต์เศรษฐกิจเดิม คือการเกษตร ภาคอุตสาหกรรม ภาคบริการ เชื่อมโยงเกี่ยวข้องกันโดยตรง และเพิ่มผลิตภาพของเครื่องยนต์เศรษฐกิจเดิมให้มากขึ้น สามารถให้คนที่อายุเยอะขึ้น ไม่สามารถ ‘ผลิต’ ได้ในเวลาที่จำกัด และภายใต้ทรัพยากรจำกัดสามารถใช้เทคโนโลยีช่วยได้ 

    ยศชนันยังระบุด้วยว่า ประเทศไทยจำเป็นต้องคิดเรื่องเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ การเกษตรมูลค่าสูง อุตสาหกรรมมูลค่าสูง บริการมูลค่าสูง ต่อยอดให้มากขึ้น ยกตัวอย่างเช่นเรื่องความมั่นคงทางอาหาร ต่อยอดเป็นความมั่นคงทางโภชนาการ (Nutrition Security) หรืออาหารแห่งอนาคต (Future Food) ขณะเดียวกันในเรื่องอุตสาหกรรมเครื่องมือแพทย์ สามารถต่อยอดจากอุตสาหกรรมที่มีอยู่ได้เช่นกัน รวมถึงเรื่องเศรษฐกิจจีโนมิกส์ เรื่องโรคเขตร้อน ประเทศไทยมีฐานข้อมูลมากที่สุด และเรื่องการใช้เซลล์หรือยีนในการบำบัดโรคที่ไม่สามารถรักษาได้ ทั้งธาลัสซีเมีย พาร์กินสัน มะเร็ง หากทำได้นี่คือเศรษฐกิจมูลค่าสูงขึ้น และจะมีมูลค่าสูงขึ้นทั้งระบบ ทั้งในเรื่องเศรษฐกิจด้าน Wellness เศรษฐกิจด้านบริการ การท่องเที่ยว ทันตกรรม และเวชศาสตร์ฟื้นฟู 

    อีกเรื่องคือเรื่องอิเล็กทรอนิกส์ ทั้งเซมิคอนดักเตอร์ โฟโตนิกส์ (Photonics) ดาต้าเซนเตอร์ และ AI กำลังเข้ามามีบทบาทมากขึ้น ในโลกอนาคตชิปโฟโตนิกส์ ชิป Power Consumption และเรื่องการจัดการพลังงาน จะเป็นอีกหนึ่งตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจ หากสามารถมีซัพพลายเชนหรือห่วงโซ่อุปทานที่เกี่ยวข้องกับการจัดการเรื่องอิเล็กทรอนิกส์ทั้งระบบได้ จะสามารถเปลี่ยนมิติต่างๆ ในประเทศไทย ทำให้มีการจ้างงานเพิ่มได้

    นอกจากนี้ อว.จะทำงานด้านเทคโนโลยีป้องกันประเทศร่วมกับกระทรวงกลาโหม ให้ประเทศมีเอกราชเรื่องอาวุธยุทโธปกรณ์ จะทำงานเรื่องความปลอดภัยไซเบอร์เชื่อมโยงกับ Quantum Communication เพื่อให้เกิดความปลอดภัยในทุกมิติ

    ขณะที่เรื่องการจัดการคอร์รัปชัน อว.จะทำงานร่วมกับองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) เพื่อทำเรื่อง Open Data เชื่อมไปถึงรัฐบาลดิจิทัลให้ได้ เช่นเดียวกับเรื่อง Net Zero Carbon เรื่องการจัดการ Food Waste และเรื่องการจัดการภัยพิบัติ

    สุดท้าย อว.จะพลิกโฉมมหาวิทยาลัย โดยใช้นวัตกรรมช่วยเศรษฐกิจและสังคม นำกองกำลังสำคัญที่อยู่ในรั้วมหาวิทยาลัยช่วยกันทำงาน และเปิดมหาวิทยาลัยรองรับทุกคน ไม่ใช่เพียงแค่นักศึกษาเท่านั้น แต่ทุกวัย รวมถึงศิษย์เก่าและผู้สูงอายุต้องเข้ามา Upskill-Reskill ได้ 

    “เรามีระบบนิเวศนวัตกรรมเพื่อส่งเสริมให้นักคิด นักปฏิบัติ มาเจอกัน เรื่องการนำนวัตกรรมเชื่อมกับเศรษฐกิจ นวัตกรรมเชื่อมสังคม พลิกโฉมมหาวิทยาลัย ตอบโจทย์ในสิ่งที่ทุกคนให้ความสำคัญมา ผมจะทำหน้าที่นี้ให้ดีที่สุด เพื่อพัฒนาทุนมนุษย์ของประเทศไทย เพื่อให้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเป็นความหวังของประเทศไทย”

    Tags: , , , , , ,

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://themomentum.co/report-yotchanan-anutin-policy-second-day/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0RMgVW9hzXqEYVYzpk-YIj

  • แพทย์ มช.เผยงานวิจัยผลกระทบมลพิษทางอากาศ PM2.5 กระตุ้นไมเกรน-ปวดหัวถี่

    แพทย์ มช.เผยงานวิจัยผลกระทบมลพิษทางอากาศ PM2.5 กระตุ้นไมเกรน-ปวดหัวถี่

    ทีมอาจารย์แพทย์มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เตือนประชาชน โดยเฉพาะผู้ที่มีประวัติ ปวดศีรษะไมเกรน ให้เพิ่มความระมัดระวังในช่วงสถานการณ์ฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 ที่ยังส่งผลกระทบต่อสุขภาพในหลายพื้นที่ของภาคเหนือ หลังมีผลการศึกษาพบว่า ช่วงที่ค่าฝุ่นอยู่ในระดับสูง สัมพันธ์กับการที่อาการไมเกรนกำเริบบ่อยขึ้น รุนแรงขึ้น และส่งผลต่อคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยอย่างชัดเจน

    ข้อมูลอ้างอิงจากงานวิจัยเรื่อง “ผลกระทบของมลพิษทางอากาศ PM2.5 ต่ออาการไมเกรนในภาคเหนือของประเทศไทย: การศึกษาเปรียบเทียบเบื้องต้นระหว่างช่วงที่มีมลพิษสูงและช่วงที่มลพิษต่ำ” โดย Sirimaharaj N, Trongtrakul K, Teekaput C, Chaiwong W และ Thiankhaw K ตีพิมพ์ในวารสาร Journal of Multidisciplinary Healthcare ปี 2026 ผลงานวิจัยของคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ พบว่าในช่วงเดือนที่มีมลพิษทางอากาศสูง ผู้ป่วยไมเกรนมีแนวโน้ม ปวดศีรษะถี่ขึ้น และมีอาการรุนแรงมากกว่าช่วงที่คุณภาพอากาศดีกว่า อีกทั้งยังพบว่ามีการใช้ยาและการเข้ารับบริการทางการแพทย์เพิ่มขึ้นในช่วงเวลาดังกล่าว

    ทีมอาจารย์แพทย์ระบุว่า ฝุ่น PM2.5 ไม่ได้ส่งผลเฉพาะต่อระบบทางเดินหายใจหรือโรคภูมิแพ้เท่านั้น แต่ยังอาจมีผลต่อระบบประสาทและเป็นหนึ่งใน “ปัจจัยกระตุ้น” ของอาการไมเกรน โดยเฉพาะในผู้ที่มีประวัติปวดศีรษะอยู่เดิม ซึ่งเมื่อเผชิญกับปัจจัยกระตุ้นอื่นร่วมด้วย เช่น การพักผ่อนไม่เพียงพอ ความเครียด อากาศร้อน หรือกลิ่นควัน ก็อาจทำให้อาการกำเริบได้ง่ายขึ้น

    sustainability-air-quality-crisis-13-safe-countries-thailand-rank-48-SPACEBAR-Thumbnail.jpg

    เตือนผู้ป่วยไมเกรนช่วงฝุ่นสูง อย่ามองข้ามอาการปวดศีรษะ

    ทีมอาจารย์แพทย์ มช. แนะนำว่า ผู้ที่มีอาการไมเกรนควรหมั่นสังเกตความเปลี่ยนแปลงของอาการในช่วงที่ค่าฝุ่นสูง หากพบว่าเริ่มมีอาการปวดถี่ขึ้น ปวดนานขึ้น หรือยาเดิมควบคุมอาการได้ไม่ดี ควรรีบปรึกษาแพทย์ เพื่อประเมินและปรับแนวทางการรักษาอย่างเหมาะสม

    นอกจากนี้ ประชาชนควร ติดตามค่าฝุ่น PM2.5 อย่างสม่ำเสมอ หลีกเลี่ยงกิจกรรมกลางแจ้งในวันที่คุณภาพอากาศไม่ดี และหากจำเป็นต้องออกนอกบ้านควรสวม หน้ากากป้องกันฝุ่นมาตรฐาน N95 หรือเทียบเท่า เพื่อลดการรับสัมผัสฝุ่นเข้าสู่ร่างกาย

    แนะลดปัจจัยเสี่ยงร่วม ช่วยลดโอกาสไมเกรนกำเริบ

    ทีมอาจารย์แพทย์ยังแนะนำให้ประชาชน โดยเฉพาะผู้ป่วยไมเกรน ดูแลสุขภาพอย่างใกล้ชิดในช่วงวิกฤตฝุ่นควัน ด้วยการ พักผ่อนให้เพียงพอ ดื่มน้ำอย่างเหมาะสม หลีกเลี่ยงความเครียด และไม่ปล่อยให้อดอาหารหรืออดนอน เพราะปัจจัยเหล่านี้อาจเสริมให้เกิดอาการปวดศีรษะได้ง่ายขึ้นเมื่ออยู่ในสภาพแวดล้อมที่มีมลพิษสูง

    หากมีอาการผิดปกติรุนแรงควรรีบพบแพทย์

    หากมีอาการปวดศีรษะรุนแรงผิดปกติ ปวดมากกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา หรือมีอาการร่วม เช่น แขนขาอ่อนแรง พูดไม่ชัด ตามัว คลื่นไส้อาเจียนมาก หรือซึมลง ควรรีบเข้ารับการตรวจจากแพทย์โดยเร็ว เนื่องจากอาจไม่ใช่อาการไมเกรนทั่วไปและอาจเป็นสัญญาณของภาวะทางสมองที่ต้องได้รับการดูแลอย่างเร่งด่วน

    ทั้งนี้ ทีมอาจารย์แพทย์ มช. ย้ำว่า ปัญหาฝุ่น PM2.5 เป็นภัยสุขภาพที่กระทบได้หลายระบบในร่างกาย ไม่เฉพาะปอดหรือหัวใจเท่านั้น แต่ยังรวมถึงโรคทางระบบประสาทอย่างไมเกรนด้วย จึงขอให้ประชาชนติดตามสถานการณ์คุณภาพอากาศอย่างต่อเนื่อง และดูแลตนเองอย่างเหมาะสมในช่วงที่มลพิษยังอยู่ในระดับน่ากังวล

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/social/green-space-pm25-trigger-migraine-chiangmai-university-research&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3-6uaXx078H84hAB8uYMot

  • ข้ามห้วยช่วยรัฐบาล ครูจวง อดีต สส.ก้าวไกล ร่วมทีม รมช.ศึกษาฯ

    ข้ามห้วยช่วยรัฐบาล ครูจวง อดีต สส.ก้าวไกล ร่วมทีม รมช.ศึกษาฯ

    ข้ามห้วยช่วยรัฐบาล ครูจวง อดีต สส.ก้าวไกล ร่วมทีม รมช.ศึกษาฯ

    วันศุกร์ ที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2569, 10.28 น.

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ปารมี ไวจงเจริญ หรือ ครูจวง อดีต ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน (ปชน.) มาร่วมในพิธีเข้ากระทรวงศึกษาธิการ อย่างเป็นทางการกับนายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ(รมว.ศธ.) และนายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ(รมช.ศธ.) ด้วย

    โดย ครูจวง จะเข้ามาเป็นทีมงาน ของนายอัครนันท์  รมช.ศธ. เพื่อขับเคลื่อนการศึกษา ทั้งนี้ ครูจวง ระบุว่ายังไม่ลาออกจากพรรค ปชน. แต่จะยื่นลาออกจากการเป็นผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อของพรรค ปชน. อย่างเป็นทางการต่อไป

    ครูจวง

    เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน

    โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

    1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

    2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

    3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

    494.gif

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/957991&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw03JfL0EsbQJPKnNOQnCGe2

  • รฟท.ลุยปรับแบบรถไฟสายสีแดง Missing Link ย้ายจุดสร้างสถานีราชวิถี-เปลี่ยนชื่อ คาดเริ่มก่อสร้างต้นปี 73 : อินโฟเควสท์

    รฟท.ลุยปรับแบบรถไฟสายสีแดง Missing Link ย้ายจุดสร้างสถานีราชวิถี-เปลี่ยนชื่อ คาดเริ่มก่อสร้างต้นปี 73 : อินโฟเควสท์

    การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) เตรียมปรับแบบโครงการระบบรถไฟชานเมืองสายสีแดง ส่วนต่อขยาย (Missing Link) หลังเปิดรับฟังความคิดเห็นจากประชาชน โดยมีการปรับย้ายจุดก่อสร้างสถานีราชวิถีและเปลี่ยนชื่อเป็น “สถานีรามาธิบดี” พร้อมสร้าง Sky Walk เชื่อมต่อโรงพยาบาลรามาธิบดี คาดเริ่มก่อสร้างต้นปี 2573

    นายอรรถพล เก่าประเสริฐ วิศวกรใหญ่ฝ่ายโครงการพิเศษและก่อสร้าง รฟท. เปิดเผยภายหลังเป็นประธานในที่ประชุมรับฟังความคิดเห็นประชาชน โครงการระบบรถไฟชานเมืองสายสีแดง ส่วนต่อขยาย (Missing Link) (ปัจฉิมนิเทศโครงการ) ว่า การจัดประชุมครั้งนี้ เป็นการสรุปผลการศึกษาการปรับรายละเอียดโครงการระบบรถไฟ ชานเมืองสายสีแดงอ่อน ช่วงบางซื่อ-พญาไท-มักกะสัน-หัวหมาก และสายสีแดงเข้ม ช่วงบางซื่อ-หัวลำโพง หรือ Missing Link เนื่องจากปัจจุบันสภาพภูมิประเทศทางกายภาพได้เปลี่ยนแปลงไป ดังนั้น จึงจำเป็นต้องมีการทบทวนผลการศึกษา ทั้งในด้านความเหมาะสม รูปแบบโครงการใหม่

    รวมถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น เพื่อนำไปใช้ประกอบการขออนุมัติดำเนินโครงการฯ สามารถพัฒนาโครงข่ายระบบขนส่งมวลชนระบบรางให้เป็นไปตามแผนแม่บทการพัฒนาระบบขนส่งมวลชนระบบรางในกรุงเทพมหานคร ซึ่งได้รวบรวมข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะของจากทุกภาคส่วน หลังจากที่ได้เปิดรับฟังความคิดเห็นครั้งแรกเมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2569 ไปแล้ว โดยสรุปผลการศึกษาในส่วนที่มีการเปลี่ยนแปลงรายละเอียดโครงการฯ ประกอบด้วย

    1. การเปลี่ยนตำแหน่งและชื่อสถานีราชวิถี โดยการย้ายจุดก่อสร้างสถานีมายังทิศใต้ของแยกอุภัยเจษฎุทิศ และเปลี่ยนชื่อเป็น “สถานีรามาธิบดี” โดยตั้งอยู่ระหว่างถนนสวรรคโลกและถนนกำแพงเพชร 5 (ห่างจากจุดเดิมประมาณ 100 เมตร)

    พร้อมทั้งก่อสร้างสะพานลอยคนเดินข้าม (Sky Walk) เพื่อเชื่อมต่อเข้ากับพื้นที่โรงพยาบาลรามาธิบดี นอกจากนี้ยังเชื่อมต่อกับโครงการก่อสร้างสะพานลอยทางเดินของกรุงเทพมหานคร บริเวณแยกตึกชัยไปจนถึงแยกอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ ที่กำลังก่อสร้างในขณะนี้ ช่วยอำนวยความสะดวกให้แก่ผู้ป่วย บุคลากรทางการแพทย์ และประชาชนทั่วไป ให้สามารถเข้าถึงบริการสาธารณสุขและระบบขนส่งสาธารณะได้อย่างไร้รอยต่อ

    2. รูปแบบโครงสร้างทางรถไฟเป็นแบบคลองแห้ง (Open Trench) ลักษณะสถานี เป็นสถานีที่เป็นรูปกล่อง (Cut-and-Cover Station Box) ประกอบด้วย ชั้นชานพักผู้โดยสาร (Concourse) ชั้นชานชาลา (Platform) หลังคาสูง 5.5 เมตร

    3. สถานีใต้ดิน แบบ 2 ชั้น โดยให้ชั้นบนเป็นทางวิ่งของสายเหนือ-ใต้ (North-South) และชั้นล่างเป็นทางวิ่งสายตะวันออก-ตะวันตก (East-West) และเผื่อพื้นที่ด้านข้างไว้ให้โครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน และโครงการ Airport Rail Link ส่วนต่อขยายในอนาคต ที่จะต้องวางโครงสร้างไว้ใต้ดินเช่นเดียวกัน

    นายอรรถพล กล่าวเพิ่มว่า ขณะเดียวกันการเปลี่ยนแปลงตำแหน่งสถานีราชวิถีของโครงการดังกล่าว อาจทำให้ลักษณะของผลกระทบที่เคยศึกษาไว้มีการเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม โดยการรถไฟฯ จึงได้จัดทำมาตรการป้องกันและแก้ไขผลกระทบสิ่งแวดล้อม ควบคู่กับการนำข้อคิดเห็นที่ได้รับจากประชาชนเพิ่มเติม เพื่อให้สอดคล้องกับสภาพแวดล้อมในปัจจุบัน ดังนี้

    1. สร้างแนวกำแพง (Barrier) ล้อมรอบพื้นที่กองเก็บดินที่เกิดจากการขุดเปิดหน้าดินและจัดให้มีร่องน้ำและบ่อกักเก็บน้ำขนาดเพียงพอ เพื่อรองรับน้ำที่เกิดจากการก่อสร้าง เพื่อป้องกันการทรุดตัวของดินและการชะล้างพังทลายของดิน

    2. ติดตั้งรั้วทึบความสูงจากพื้นดินไม่น้อยกว่า 1.0 เมตร และฉีดพรมน้ำเป็นช่วง ๆ รอบบริเวณก่อสร้าง และปิดคลุมท้ายรถบรรทุกที่ใช้บรรทุกดิน หิน และวัสดุอุปกรณ์ก่อสร้างด้วยผ้าใบให้มิดชิด เพื่อลดการฟุ้งกระจายของฝุ่นละออง

    3. แจ้งตารางเวลาทำงานให้พื้นที่ได้รับทราบล่วงหน้า รวมถึงติดตั้งเครื่องตรวจวัดระดับเสียงและความสั่นสะเทือนแบบ Real-time ตลอดช่วงการก่อสร้างโครงการ หลีกเลี่ยงการก่อสร้างที่ก่อให้เกิดเสียงดังในช่วงเวลากลางคืน รวมทั้งใช้เครื่องมืออุปกรณ์ที่ได้มาตรฐานและวิธีการก่อสร้างที่ก่อให้เกิดเสียงน้อยที่สุด

    4. การเบี่ยงช่องจราจร และปิดกั้นการจราจรขณะเข้าและออกจากบริเวณพื้นที่ก่อสร้าง จัดให้มีระยะเข้าออกอย่างเพียงพอ เพื่อให้การจราจรผ่านบริเวณพื้นที่ก่อสร้างได้โดยสะดวกไม่ติดขัดและไม่เกิดอุบัติเหตุ มีศูนย์ประชาสัมพันธ์และประสานงานตำรวจจราจร เพื่ออำนวยความสะดวกในพื้นที่ก่อสร้าง รวมถึงประชาสัมพันธ์เรื่องเส้นทางลัด ทางเลี่ยง วันและเวลาการปิดถนนในเวลากลางคืน การเพิ่มช่องจราจรในชั่วโมงเร่งด่วน (Reversible Lanes) ในชั่วโมงเร่งด่วนเช้าและเย็นในทิศทางที่มีการจราจรมากกว่าในทิศทางตรงกันข้าม และเพิ่มช่องจราจรในชั่วโมงเร่งด่วนให้สัมพันธ์กับความต้องการในการเดินทาง ตลอดจนดำเนินการคืนสภาพผิวจราจรทันทีเมื่อการก่อสร้างแล้วเสร็จ

    5 แจ้งการดำเนินการรื้อย้ายสาธารณูปโภคให้พื้นที่และผู้ใช้เส้นทางได้รับทราบล่วงหน้า พร้อมทั้งปรับปรุง

    ท่อระบายน้ำและปรับปรุงผิวถนนควบคู่กัน ปิดกั้นขอบเขตที่ชัดเจนในบริเวณที่ทำการรื้อย้าย รวมทั้งติดตั้งสัญญาณเตือนเพื่อป้องกันอุบัติเหตุ ติดตั้งรั้วชั่วคราวบริเวณที่มีการก่อสร้างผนังกันดิน (D-Wall) โดยกำหนดระยะห่าง 1 เมตร จากขอบนอกของ D-Wall รวมทั้งใช้เครื่องจักรขนาดใหญ่ในพื้นที่ก่อสร้างใกล้เคียง ตั้งอยู่ระยะห่างไม่น้อยกว่า 5 เมตร และจัดตำแหน่งของสาธารณูปโภคและสาธารณูปการภายหลังจากการก่อสร้างแล้วเสร็จ

    หลังจากการประชุมรับฟังความคิดเห็นของประชาชนเสร็จเรียบร้อยแล้ว รฟท. จะรวบรวมข้อมูลเพื่อนำไปศึกษาและขออนุมัติก่อสร้างโครงการ คาดว่าจะสามารถนำเสนอ ครม. อนุมัติโครงการได้ในปี 2571 จากนั้น จะจัดทำร่าง TOR และราคากลาง พร้อมประกวดราคาในปี 2572 เริ่มก่อสร้างปี 2573 (ใช้เวลาก่อสร้างประมาณ 5 ปี) และ เปิดให้บริการในปี 2578

    สำหรับ การก่อสร้างรถไฟสายสีแดง Missing Link ระยะทาง 25.90 กม. รูปแบบที่ผสมผสาน ทั้งทางรถไฟระดับดิน ใต้ดิน และยกระดับ โดยมีช่วงสถานียมราช-สถานีสามเสน ระยะทางประมาณ 3.5 กม. ที่มีพื้นที่เขตทางจำกัด จึงออกแบบทางวิ่งสายสีแดงตะวันออกที่มาจากมักกะสัน และสายสีแดง เหนือ-ใต้ จากหัวลำโพง ให้ซ้อนกัน เป็นแบบอุโมงค์เปิด (Open Trench) หรือคลองแห้ง และด้านข้าง เป็นทางวิ่งของรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน (Airport Link Express) จากสุวรรณภูมิ-พญาไท-ดอนเมือง โดยมีความลึกของกำแพงใต้ดินประมาณ 16-24 เมตร ซึ่งตามเงื่อนไข กำหนดให้โครงการไฮสปีดเชื่อม 3 สนามบินเป็นผู้ก่อสร้าง โดยประเมินค่างานโยธาส่วนโครงสร้างร่วม 2 โครงการประมาณ 7,000 ล้านบาท

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (10 เม.ย. 69)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/584490&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1ASZ9Mo_4JQeL2WHPczph_

  • ไปรษณีย์ไทยเปิดสรรหาผู้บริหารระดับสูง CFO และรองกรรมการผู้จัดการใหญ่ 4 อัตรา รับสมัครตั้งแต่วันนี้ – 30 เมษายน 2569

    ไปรษณีย์ไทยเปิดสรรหาผู้บริหารระดับสูง CFO และรองกรรมการผู้จัดการใหญ่ 4 อัตรา รับสมัครตั้งแต่วันนี้ – 30 เมษายน 2569

    กรุงเทพฯ 9 เมษายน 2569 – บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด ซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจในสังกัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ประกาศรับสมัครบุคคลเพื่อคัดเลือกปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายงานการเงินและการลงทุน (CFO) จำนวน 1 อัตรา และรองกรรมการผู้จัดการใหญ่ (ระดับ 11) จำนวน 3 ด้าน ได้แก่ สายงานธุรกิจและการตลาด ปฏิบัติหน้าที่ด้านธุรกิจ เอส เคิร์ฟ หรือด้านธุรกิจไปรษณีย์และโลจิสติกส์ จำนวน  2 อัตรา และสายงานกลยุทธ์และบริหารทรัพยากร ปฏิบัติหน้าที่ด้านกลยุทธ์ จำนวน 1 อัตรา ตั้งแต่วันนี้ – 30 เมษายน 2569

    สำหรับเกณฑ์การรับสมัคร ผู้สมัครทุกตำแหน่งจะต้องสำเร็จการศึกษาไม่ต่ำกว่าปริญญาตรี หรือเทียบเท่า จากสถานศึกษาที่สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) รับรองไว้แล้วโดยเป็นบุคคลสัญชาติไทย อายุไม่ต่ำกว่า 40 ปี และไม่เกิน 56 ปีบริบูรณ์ ในวันที่ยื่นใบสมัครไม่เคยถูกไล่ออกหรือปลดออก หรือให้ออกจากหน่วยงาน โดยตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่สายงานการเงินและการลงทุน (ระดับ 12) หรือ CFO ต้องจบการศึกษาสาขาวิชาด้านบริหารธุรกิจ หรือด้านการเงิน หรือบัญชี หรือเศรษฐศาสตร์ หรือสาขาวิชาอื่นที่เกี่ยวข้อง และจะต้องมีความรู้ความสามารถและมีประสบการณ์ในระดับผู้บริหารอันดับ 3 ขององค์กร (N-2) หรือเทียบเท่าขึ้นไปไม่น้อยกว่า 2 ปี โดยมีหน้าที่รับผิดชอบส่วนบริหารและกำกับดูแลด้านการเงินขององค์กรแบบครบวงจร ครอบคลุมงานบัญชีและงบการเงิน การวิเคราะห์ข้อมูล การบริหารสินทรัพย์ การลงทุนเชิงกลยุทธ์ กำหนดนโยบายการเงินและการบริหารความเสี่ยงทางการเงิน รวมถึงการมองหาโอกาสลงทุนในธุรกิจใหม่ที่มีศักยภาพ

    สำหรับตำแหน่งรองกรรมการผู้จัดการใหญ่ (ระดับ 11) ต้องมีประสบการณ์ในระดับผู้บริหารอันดับ 4 ขององค์กร (N-3) หรือเทียบเท่าขึ้นไปไม่น้อยกว่า 2 ปี โดยด้านธุรกิจเอส เคิร์ฟหรือด้านธุรกิจไปรษณีย์และโลจิสติกส์ สามารถรับผิดชอบบริหารงานธุรกิจและการตลาด วางแผนพัฒนาบริการดูแลงานขายและลูกค้าสัมพันธ์ การบริหารสัญญาและการเรียกเก็บเงิน รวมถึงพัฒนาระบบและกระบวนการให้บริการลูกค้าองค์กร ด้านกลยุทธ์ กำกับดูแลการขับเคลื่อนองค์กรสู่ความยั่งยืน จัดทำและติดตามแผนยุทธศาสตร์ ผลักดันนวัตกรรม แสวงหาโอกาสทางธุรกิจ และบริหารโครงการสำคัญ พร้อมกำกับดูแลกิจการที่ดี

    ทั้งนี้ ผู้สนใจสามารถตรวจสอบคุณสมบัติการสมัคร หรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม รวมถึงดาวน์โหลดใบสมัครได้ที่ www.thailandpost.co.th เมนู ข่าว > สมัครงาน – ประกาศ > ประกาศรับสมัครงาน โดยสามารถยื่นใบสมัครพร้อมเอกสารและหลักฐานประกอบการสมัครด้วยตนเองได้ที่ ฝ่ายทรัพยากรบุคคล บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด ชั้น 1 โซน AB เลขที่ 111 ถนนแจ้งวัฒนะ แขวงทุ่งสองห้อง เขตหลักสี่ กทม ตั้งแต่วันนี้จนถึงวันที่ 30 เมษายน 2569 ในวันทำการระหว่างเวลา 08.30 – 16.30 น. หรือส่งทางไปรษณีย์ด่วนพิเศษ (EMS) สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ โทร 0 2831 3378 และ 0 2831 3578

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.fm91bkk.com/newsarticle/69857&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0aj1tmLlfLmuCH8frAWfI1

  • เปิดชุดที่ ใหม่ ดาวิกา ใส่ไปโปรโมทซีรีส์ที่เมืองจีน แต่โดนวิจารณ์ยับสวยแต่ดูไม่แพง – ไทยรัฐออนไลน์

    เปิดชุดที่ ใหม่ ดาวิกา ใส่ไปโปรโมทซีรีส์ที่เมืองจีน แต่โดนวิจารณ์ยับสวยแต่ดูไม่แพง – ไทยรัฐออนไลน์

    ฟิล์ม-เฟิร์น ส่งกำลังใจ ใหม่ ดาวิกา หลังเจอดราม่า มั่นใจเข้มแข็งและกลับมาได้ · สรุปให้ ใหม่ ดาวิกา ปิดแอ็คเค้าท์ X เหตุดราม่าคู่จิ้น #ใหม่เฟิร์น เต๋ …
    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/entertain/news/2925775&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjgwYjRmOWUzMTk0MTQ6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2jSNty24vJTJUQnfx4UDOA

  • หวัง อี้ ถวายการต้อนรับ กรมสมเด็จพระเทพฯ เสด็จฯเยือนจีน

    หวัง อี้ ถวายการต้อนรับ กรมสมเด็จพระเทพฯ เสด็จฯเยือนจีน

    9 เมษายน 2569 – เพจเฟซบุ๊ก สถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย โพสต์ภาพ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จฯ เยือนประเทศจีน พร้อมข้อความว่า นายหวัง อี้ ถวายการต้อนรับสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี

    เมื่อวันที่ 8 เมษายน 2569 นายหวัง อี้ สมาชิกกรมการเมืองแห่งคณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์จีนและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้ถวายการต้อนรับสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารีของประเทศไทย ณ กรุงปักกิ่ง

    นายหวัง อี้ ได้กราบบังคมทูลว่า ในปี 2568 เนื่องในโอกาสครบรอบ 50 ปีแห่งการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างจีนและไทย พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้เสด็จฯเยือนจีนอย่างเป็นทางการเป็นครั้งแรก โดยประธานาธิบดีสี จิ้นผิงถวายการต้อนรับ และประมุขทั้งสองประเทศได้บรรลุฉันทามติสำคัญในการส่งเสริมการสร้างประชาคมจีน-ไทยที่มีอนาคตร่วมกัน ซึ่งเป็นการชี้แนะแนวทางในการกระชับมิตรภาพระหว่างจีนและไทยให้แน่น แฟ้นยิ่งขึ้น

    นายหวัง อี้ กราบบังคมทูลว่า สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารีเสด็จเยือนจีน 57 ครั้งในรอบ 45 ปีที่ผ่านมา เสด็จไปทั่วทุกภูมิภาคของประเทศ ทรงเป็นผู้มีส่วนร่วมในการปฏิรูปและเปิดประเทศของจีน ทรงเป็นพยานในการพัฒนาประเทศให้มีความทันสมัยแบบจีน และทรงเป็นผู้ปฏิบัติในการส่งเสริมมิตรภาพระหว่างจีนและไทยอย่างเป็นรูปธรรม

    พระองค์ทรงเป็นมิตรเก่าแก่และเพื่อนที่ดีของประชาชนชาวจีน และทรงทุ่มเทความพยายามและมีคุณูปการอย่างใหญ่หลวงในการกระชับมิตรภาพระหว่างจีนและไทยให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น

    ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ได้ถวาย “เครื่องอิสริยาภรณ์รัฐมิตราภรณ์” แด่พระองค์เป็นพิเศษ ปีนี้เป็นปีเริ่มต้นของแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติระยะ 5 ปี ฉบับที่ 15 ของจีน จีนยินดีที่จะร่วมมือกับไทย โดยยึดมั่นในฉันทามติที่สำคัญที่ประมุขทั้งสองประเทศได้บรรลุร่วมกัน เพื่อสานต่อมิตรภาพอันดีงามระหว่างจีนและไทย เสริมสร้างความร่วมมือกับไทยในด้านที่พระองค์ทรงให้ความสำคัญ เช่น เทคโนโลยีขั้นสูง การศึกษา และความเป็นอยู่ที่ดีของประชาชน ทรงปลูกฝังเมล็ดพันธุ์แห่งมิตรภาพอย่างต่อเนื่อง และส่งเสริมการสร้างประชาคมจีน-ไทยที่มีอนาคตร่วมกันเพื่อประโยชน์ของประชาชน

    สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารีตรัสว่า จีนเป็นมิตรที่ดีของประเทศไทย ประเทศไทยซาบซึ้งในความช่วยเหลืออย่างแข็งขันของจีนในด้านต่างๆ เช่น การพัฒนาบุคลากรและทรัพยากรมนุษย์ ในระหว่างการเสด็จเยือนจีน พระองค์ได้เสด็จเยี่ยมชมโครงการไฮเทคต่างๆ ที่ทรงสนใจและทรงได้รับประโยชน์อย่างมาก

    พระองค์ทรงหวังที่จะเสริมสร้างการสื่อสารและการแลกเปลี่ยนกับจีนในหลากหลายสาขาให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น เสริมสร้างความร่วมมือที่เป็นรูปธรรมในด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เกษตรกรรม การแพทย์ วัฒนธรรม และการศึกษา ส่งเสริมความเข้าใจและมิตรภาพระหว่างประชาชนทั้งสองประเทศ และผลักดันให้มิตรภาพไทย-จีนเจริญงอกงามยิ่งขึ้น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/royal-court/977511/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0UhasxG2Vivfr15XPBkjWl