Category: วัฒนธรรม

  • เปิด 5 แคนดิเดตนายกฯ คนใหม่ หลัง “แพทองธาร” ไม่ได้ไปต่อ

    เปิด 5 แคนดิเดตนายกฯ คนใหม่ หลัง “แพทองธาร” ไม่ได้ไปต่อ

    เปิดรายชื่อ 5 แคนดิเดตนายกฯ คนใหม่ หลัง “แพทองธาร ชินวัตร” ไม่ได้ไปต่อ ถูกศาลรัฐธรรมนูญฟันพ้นตำแหน่ง ปมคลิปเสียงฮุนเซน 

    ในวันที่ 29 ส.ค. 2568 ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยว่าความเป็นนายกรัฐมนตรีของนางสาวแพทองธาร ชินวัตร สิ้นสุดลง กรณีคลิปเสียงสนทนากับสมเด็จฮุนเซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา

    หลังจากนายกฯ แพทองธารถูกฟันพ้นจากตำแหน่ง อาจมีการยุบสภาฯ หรือการเลือกนายกรัฐมนตรีคนใหม่จากแคนดิเดตในบัญชีที่พรรคการเมืองเสนอไว้เมื่อการเลือกตั้งทั่วไปปี 2566 ซึ่งหากเป็นการเลือกนายกฯ จากบัญชรแคนดิเดต จะมีเงื่อนไขดังนี้

    1. แคนดิเดตที่ถูกเสนอชื่อมาโหวตในสภาต้องมาจากพรรคการเมืองที่มี ส.ส. ในสภามากกว่า 5% (25 คน) มี ส.ส. รับรองอย่างน้อย 50 คน

    2. การลงมติเลือกนายกฯ ต้องลงมติอย่างเปิดเผย โดยการออกเสียงลงคะแนนเป็นรายคน ผู้ที่ได้รับเลือกจะต้องได้เสียงเกินกึ่งหนึ่งของสภาฯ หรืออย่างน้อย 247 เสียง

    ทั้งนี้ แคนดิเดตที่เข้าเงื่อนไขมาจากพรรคการเมืองที่มี ส.ส. ในสภาเกิน 25 คน มีจำนวน 5 คน ได้แก่

    1. นายชัยเกษม นิติสิริ

    พรรค : เพื่อไทย จำนวน ส.ส. 140 คน

    อายุ : 77 ปี

    การศึกษา : ปริญญาตรีรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, ปริญญาโทกฎหมาย (L.L.M.) มหาวิทยาลัยโคลัมเบีย สหรัฐฯ

    ประสบการณ์ : เคยดำรงตำแหน่งอัยการสูงสุด และ รมว.ยุติธรรม ในรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร

    ข้อจำกัด : อาจมีปัญหาเรื่องสุขภาพ แต่ล่าสุดทางเจ้าตัวยืนยันตอนนี้แข็งแรงดี ก้อนเลือดที่ท้ายทอยสลายไปหมดแล้ว 

    2. นายอนุทิน ชาญวีรกูล

    พรรค : ภูมิใจไทย จำนวน ส.ส. 69 คน

    อายุ : 58 ปี

    การศึกษา : จบวิศวกรรมศาสตร์ ม.ฮอฟตรา สหรัฐฯ, พาณิชยศาสตร์และการบัญชี มธ. (Mini MBA)

    ประสบการณ์ : ผู้บริหาร บ.ซิโน-ไทย ที่ดูแลโครงการก่อสร้างเมกะโปรเจกต์จำนวนมาก เช่น สนามบินสุวรรณภูมิ, อาคารรัฐสภา และเคยดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีหลายกระทรวง ล่าสุดคือ รมว.มหาดไทย ในสมัยรัฐบาลเศรษฐา-แพทองธาร

    ข้อจำกัด :  พัวผันกับคดี ฮั้ว สว. ซึ่งกำลังอยู่ในชั้นไต่สวนของ กกต.และดีเอสไอ อาจนำไปสู่กระบวนการร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ พิจารณายุบพรรคได้ 

    3. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา

    พรรค : รวมไทยสร้างชาติ จำนวน ส.ส. 36 คน

    อายุ : 71 ปี

    การศึกษา : โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า (จปร.)

    ประสบการณ์ : รับราชการทหารและขึ้นสู่ตำแหน่งสูงสุดคือผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) ก่อนดำรงตำแหน่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ก่อการรัฐประหารปี 2557 และดำรงตำแหน่งนายกฯ ปี 2557 – 2562

    ข้อจำกัด : ปัจจุบันดำรงตำแหน่งองคมนตรี ดังนั้นหากมีการเสนอชื่อและสภาลงมติเลือก พล.อ.ประยุทธ์ ต้องลาออกจากตำแหน่งก่อน

    4. นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค

    พรรค : รวมไทยสร้างชาติ จำนวน ส.ส. 36 คน

    อายุ : 66 ปี

    การศึกษา : ปริญญาตรีนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, ปริญญาโทกฎหมายอเมริกันทั่วไป (LLM) และกฎหมายเปรียบเทียบ (MCL) ม.ทูเลน สหรัฐฯ

    ประสบการณ์ : ทำงานด้านกฎหมายโดยเคยเป็นทนายความ ผู้พิพากษาจังหวัดและผู้พิพากษาประจำกระทรวง ในด้านงานการเมือง เคยเป็น รมว.ยุติธรรม ในสมัยรัฐบาลอภิสิทธิ์, เลขาธิการนายกฯ ในสมัย พล.อ.ประยุทธ์ รวมถึง รมว.พลังงาน ในรัฐบาลเศรษฐา-แพทองธาร

    ข้อจำกัด : ถูกมองว่าไม่สามารถคุมเสียงในพรรคได้ มีการแบ่งขั้วกัน 

    5. นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฎ์

    พรรค : ประชาธิปัตย์ จำนวน ส.ส. 25 คน

    อายุ : 69 ปี

    การศึกษา : ปริญญาตรีรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, ปริญญาโท รัฐประศาสนศาสตร์ ม.นิด้า

    ประสบการณ์ : เป็น ส.ส.หลายสมัย ก่อนเข้ามาดำรงรัฐมนตรีในหลายกระทรวง เช่น รมว.ศึกษาธิการ ในรัฐบาลอภิสิทธิ์, รมว.พาณิชย์ ในรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ เป็นต้น 

    ข้อจำกัด : ถูกมองว่าไม่สามารถคุมเสียงในพรรคได้ มีการแบ่งขั้วกัน 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/scoop/infographic/2879391&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0K6QexY_tJDj9LNNdZ_Mes

  • สภาผู้บริโภค เปิดผลศึกษา 4 แนวทางบริหารสายสีเขียวหลังหมดสัมปทาน ยันใช้ 20 บาทได้ทุกสูตร : อินโฟเควสท์

    สภาผู้บริโภค เปิดผลศึกษา 4 แนวทางบริหารสายสีเขียวหลังหมดสัมปทาน ยันใช้ 20 บาทได้ทุกสูตร : อินโฟเควสท์

    สภาองค์กรของผู้บริโภค ร่วมกับศูนย์กฎหมายศรีปทุม มหาวิทยาลัยศรีปทุม เปิดเผยผลศึกษารูปแบบและเงื่อนไขสัญญาสัมปทานรถไฟฟ้า กรณีรถไฟฟ้าสายสีเขียวและกรุงเทพมหานคร ซึ่งจะสิ้นสุดสัญญาสัมปทานใน 2572 – 2585 ใช้ 20 บาทตลอดสาย ไม่กระทบ แถมคุ้มยิ่งกว่าคุ้ม

    ศูนย์กฎหมายศรีปทุม มหาวิทยาลัยศรีปทุม ได้ศึกษาแนวทางการบริหารจัดการรถไฟฟ้าสายสีเขียวหลังสิ้นสุดสัญญาเบื้องต้น สรุปได้เป็น 4 แนวทาง คือ 1. ต่อสัญญาให้ผู้บริการรายเดิม 2. เปิดประมูลหาผู้บริการรายใหม่ 3. ให้กทม.บริหารเอง และ 4. โอนภารกิจการบริหารให้กระทรวงคมนาคม โดยตั้งสมมติฐานเรื่องรถไฟฟ้า 20 บาท ทำได้หรือไม่

    ผลปรากฏว่า ไม่ว่าจะใช้รูปแบบไหนในการบริหาร อัตราค่าบริการรถไฟฟ้า 20 บาทก็สามารถทำได้ และผู้ประกอบการยังคงมีกำไร ที่สำคัญ มีอัตราผลตอบแทนทางเศรษฐศาสตร์สูงกว่า 40% ซึ่งคุ้มค่ากว่าต้นทุนทางการเงินหลายเท่า

    ผลการศึกษา พบว่า ความคุ้มค่าในเชิงเศรษฐศาสตร์ที่ได้รับ เช่น ประหยัดเวลาในการเดินทาง คิดเป็นมูลค่า 151 บาทต่อชั่วโมงต่อคน ช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์คิดเป็น 800 บาทต่อตัน ลดการสูญเสียชีวิตจากอุบัติเหตุ เมื่อการเข้าถึงระบบขนส่งสาธารณะของคนเมืองดีขึ้น ทำให้การจ้างงาน การท่องเที่ยว และกิจกรรมทางเศรษฐกิจเติบโต ที่สำคัญ คือการสร้างความเท่าเทียมในสังคม คนรายได้น้อยมีโอกาสใช้รถไฟฟ้า ไม่ถูกกีดกันด้วยราคา

    “เราใช้สมมติฐานหากใช้ราคา 20 บาทตลอดสาย และมีผู้ใช้บริการเพิ่มขึ้น 30% ผู้ประกอบการจะต้องเพิ่มรถไฟฟ้าใหม่ 25 – 46 ขบวน ในช่วงที่มีการต่อสัญญา ปี 2572 – 2585 ต้นทุนการเดินทางต่อหัวยังอยู่แค่ 14 – 17 บาทต่อเที่ยว สะท้อนให้เห็นว่า รถไฟฟ้า 20 บาท สามารถครอบคลุมต้นทุนได้ในระยะยาว ส่วนความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์เป็นตัวเลขสูงจนผู้วิจัยยังตกใจ อย่างไรก็ตามจะมีการจัดทำรายงานฉบับเต็ม โดยสัมภาษณ์ผู้ให้บริการเพิ่มเติม เพื่อให้ข้อมูลวิจัยแน่นขึ้น” ทีมผู้วิจัยระบุ

    นายสามารถ ราชพลสิทธิ์ อดีตรองผู้ว่ากทม. ให้ความเห็นว่า งานวิจัยที่ระบุว่าโครงการรถไฟฟ้า 20 บาท ในกรณีสายสีเขียวให้ผลตอบแทนทางเศรษฐศาสตร์ถึง 40% ถือว่าสูงผิดปกติ อาจเป็นเพราะประเมินต้นทุนต่ำเกินไป ขณะที่ผลตอบแทนทางการเงินยังขาดทุน ดังนั้นการดำเนินโครงการ 20 บาท แม้จะคุ้มค่าทางสังคม แต่อาจไม่ยั่งยืน หากรัฐต้องชดเชย เพราะสายสีเขียว มีปัญหาหนี้สินที่กทม.จะต้องชำระเป็นเงินกว่า 70,000 ล้านบาท หรือหากรัฐจะเลือกวิธีซื้อคืนมาบริหารเอง ต้องใช้เงินไม่ต่ำกว่า 200,000 ล้านบาท

    “หนี้สินของกทม. และสัญญาที่ผูกพันถึงปี 2585 เป็นอุปสรรคใหญ่ ที่รัฐต้องตัดสินใจว่าจะเจรจาต่อสัญญา, เปิดประมูลใหม่ หรือโอนให้รฟม. เห็นด้วยหากจะทำให้อัตราค่าโดยสารลดลง แต่ 20 บาทเหมาะสมหรือไม่ และรัฐจะหาเงินที่ไหนมาชดเชย ต้องคิดต่อว่าจะทำให้โครงการนี้ยั่งยืนได้อย่างไร” นายสามารถกล่าว

    ขณะที่น.ส.สารี อ๋องสมหวัง เลขาธิการสำนักงานสภาผู้บริโภค กล่าวว่า การศึกษาของกระทรวงคมนาคมก่อนหน้านี้คิดที่อัตรา 25 บาท ซึ่งกทม.สามารถดำเนินการได้ และยังมีรายได้จากการบริหารพื้นที่เชิงพาณิชย์อีกกว่า 32,000 ล้านบาท ขณะเดียวกันทุกพรรคการเมือง ไม่เฉพาะเพื่อไทยที่เสนออัตราค่าโดยสาร 20 บาท พรรคก้าวไกล 15 บาท พรรคประชาธิปัตย์เสนอ 50 บาทตลอดวันเดินทางกี่เที่ยวก็ได้ พรรคภูมิใจไทยเสนอ 40 บาททั้งรถไฟฟ้า เรือ และรถเมล์ สะท้อนให้เห็นว่าทุกพรรคการเมืองมองแล้วโครงการนี้เป็นไปได้ หรืออาจจะใช้ภาษีรถยนต์ ซึ่งกทม.เก็บอยู่ปีละ 16,000 ล้านบาทมาใช้ในโครงการนี้ก็ได้เช่นกัน

    “ประเทศเราไม่ได้มีปัญหาเรื่องงบประมาณ ปัญหาคือการบริหารจัดการ และจัดลำดับความสำคัญของงบประมาณ เช่น ค่าก่อสร้างทางด่วน เราไม่มีทางแก้รถติดได้ ถ้ายิ่งสร้างถนนรถก็ยิ่งติด ทำอย่างไรให้ทุกพรรคการเมืองสนับสนุน ซึ่งไม่ใช่แค่เพื่อไทย ที่ลดราคาลง ให้ทุกคนขึ้นได้ และขยายไปสู่ต่างจังหวัดในอนาคต ซึ่งหลายจังหวัดได้เริ่มทำแล้ว” น.ส.สารี กล่าว

    สถานการณ์ในปัจจุบัน เศรษฐกิจไทยกำลังมีปัญหาหนักจากภาวะหนี้ครัวเรือนสูง ค่าครองชีพสูง สวนทางกับรายได้ที่ลดลง ค่าโดยสารรถไฟฟ้าถือเป็นภาระหนักของประชาชน ค่าโดยสารเต็มระยะทางอาจเกิน 100 บาทต่อเที่ยว ขณะที่ธนาคารโลกมีคำแนะนำว่าค่าใช้จ่ายในการเดินทางของประชาชนไม่ควรเกิน 10% ของค่าจ้าง

    ปัจจุบันค่าจ้างขั้นต่ำของไทยอยู่ที่ประมาณ 400 บาท ดังนั้นค่าเดินทางไม่ควรเกิน 40 แต่ทุกวันนี้ค่าเดินทางของคนกรุงเทพเกินไปมาก ไป-กลับอาจเกิน 200 บาทต่อวัน ถือเป็นภาระหนักมากของคนกรุงเทพฯ ที่กำลังเผชิญอยู่ โดยเฉพาะสายสีเขียว ซึ่งเป็นเส้นทางหลักและกำลังจะหมดสัญญาสัมปทานในปี 2572 แต่มีการต่อสัญญากับเอกชนไปอีก 13 ปี

    แม้จะยังมีข้อโต้แย้ง แต่ตัวเลขจากงานวิจัยในเบื้องต้น ได้ชี้ชัดว่า 20 บาท ยิ่งกว่าคุ้ม และไม่เพียงแค่ทำให้ประชาชนเข้าถึงการเดินทางที่สะดวกและราคายุติธรรม แต่ยังสร้างประโยชน์ทางเศรษฐกิจและสังคมมหาศาล ไม่ว่ารัฐจะเลือกโมเดลการบริหารแบบใดหลังหมดสัญญา สิ่งสำคัญที่สุดคือ การยึดผลประโยชน์ประชาชนเป็นศูนย์กลาง และใช้ “20 บาทตลอดสาย” เป็นเครื่องมือพลิกโฉมระบบขนส่งไทยให้ตอบโจทย์ทั้งเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของประชาชน

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (29 ส.ค. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/525447&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw37bCcu9Ueif92ci1wwJjBq

  • ปลัด ศธ. “สุเทพ” หารือความร่วมมือ ด้านการศึกษาและวัฒนธรรม กับมหาวิทยาลัยโพลีเทคนิคเหอหนาน – กระทรวงศึกษาธิการ

    ปลัด ศธ. “สุเทพ” หารือความร่วมมือ ด้านการศึกษาและวัฒนธรรม กับมหาวิทยาลัยโพลีเทคนิคเหอหนาน – กระทรวงศึกษาธิการ

    28 สิงหาคม 2568 – นายสุเทพ แก่งสันเทียะ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ให้การต้อนรับนายหลิว หย่งเทา (Mr. Liu Yongtao) ประธานสภามหาวิทยาลัยโพลีเทคนิคเหอหนาน (Henan Polytechnic University) สาธารณรัฐประชาชนจีน และคณะ ในโอกาสเดินทางเยือนประเทศไทยและหารือความร่วมมือด้านการศึกษาระหว่างกัน โดยมีนายพิเชฐโพธิ์ภักดี รองปลัดกระทรวงศึกษาธิการ และผู้แทนสำนักความสัมพันธ์ต่างประเทศ สป.  เข้าร่วมหารือ ณ ห้องดำรงราชานุภาพ กระทรวงศึกษาธิการ

    ปลัด ศธ. กล่าวว่า ความร่วมมือด้านการศึกษาระหว่างไทยกับสาธารณรัฐประชาชนจีนที่มีมาอย่างยาวนานและต่อเนื่อง โดยเฉพาะโครงการอาสาสมัครสอนภาษาจีน ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการในการพัฒนาทักษะ 3+1 ภาษา ได้แก่ ภาษาไทย ภาษาอังกฤษ ภาษาจีน และปัญญาประดิษฐ์ (AI) ซึ่งภาษาจีนถือเป็นภาษาต่างประเทศที่ได้รับความสนใจมากขึ้นในปัจจุบัน อีกทั้งปีนี้เป็นโอกาสอันดีของการเฉลิมฉลองครบ 50 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างไทยและจีน

    กระทรวงศึกษาธิการยินดีให้ความร่วมมือกับทางมหาวิทยาลัยฯ ทั้งเรื่องอาสาสมัครสอนภาษาจีน และการสอนวิชาไท้เก๊ก โดยเฉพาะในโรงเรียนที่มีการจัดการเรียนการสอนภาษาและวัฒนธรรมจีน โดยจะหารือเพิ่มเติมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อทำความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยโพลีเทคนิคเหอหนานอย่างเป็นรูปธรรมในโอกาสต่อไป

    ประธานสภามหาวิทยาลัยโพลีเทคนิคเหอหนาน กล่าวว่า ขอบคุณกระทรวงศึกษาธิการที่ให้การต้อนรับเป็นอย่างดีมหาวิทยาลัยโพลีเทคนิคเหอหนาน ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2410 มีชื่อเสียงในด้านการเรียนการสอนสาขาวิชาด้านวิศวกรรมความปลอดภัย และสาขาวิชาไท้เก๊ก โดยที่ผ่านมามีสถานศึกษาของไทยส่งนักเรียนไปศึกษาต่อจำนวนมากจึงมีความสนใจที่จะเผยแพร่การเรียนการสอนวิชาไท้เก๊กให้กว้างขวางยิ่งขึ้น 

    นอกจากนี้ นางหลี่ ซินจวน ได้กล่าวเสริมว่า ทางมหาวิทยาลัยฯ ได้จัดส่งนักศึกษาชั้นปีที่ 3 และปีที่ 4 ไปฝึกปฏิบัติเป็นอาสาสมัครสอนภาษาจีนในหลายประเทศ เช่น อิตาลีและรัสเซีย จึงมีความสนใจที่จะส่งนักศึกษามาฝึกปฏิบัติเป็นอาสาสมัครสอนภาษาจีนในประเทศไทยเพิ่มเติม สำหรับการรับนักเรียนและนักศึกษาระดับ ปวช. – ปวส. ของไทยนั้นยินดีร่วมมือกับในการดำเนินหลักสูตรอาชีวศึกษาแบบทวิวุฒิ 

    พบพร ผดุงพล / ข่าว , กราฟิก
    สำนักความสัมพันธ์ต่างประเทศ สป.ศธ. / ข้อมูล , ภาพ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.moe.go.th/moe-henan/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3G2gNcYF-NxkWvnB0kDsdv

  • “นฤมล”ถกสภาการศึกษา ปฏิรูปการเรียนรู้ไทย ยกระดับสู่มาตรฐานสากล

    “นฤมล”ถกสภาการศึกษา ปฏิรูปการเรียนรู้ไทย ยกระดับสู่มาตรฐานสากล

    “นฤมล”ถกสภาการศึกษา ปฏิรูปการเรียนรู้ไทย ยกระดับสู่มาตรฐานสากล

    วันที่ 29 สิงหาคม 2568 ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานการประชุมสภาการศึกษา ครั้งที่ 3/2568 ณ ห้องประชุมกำแหง พลางกูร สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.) โดยมีคณะกรรมการสภาการศึกษา และ รศ.ดร.ประวิต เอราวรรณ์ เลขาธิการสภาการศึกษา เข้าร่วมประชุมอย่างพร้อมเพรียง

    การประชุมครั้งนี้ถือเป็นหมุดหมายสำคัญในการปฏิรูปการศึกษาไทย โดยมีวาระหลัก 3 ประเด็น ได้แก่

                                “นฤมล”ถกสภาการศึกษา ปฏิรูปการเรียนรู้ไทย ยกระดับสู่มาตรฐานสากล

    1. การพัฒนาศักยภาพคนไทยสู่การเป็นพลเมืองเข้มแข็ง
    ผ่านร่างทิศทางการเรียนรู้ใหม่ภายใต้ “The L.E.A.R.N. Pillars” ประกอบด้วย

    การเสริมศักยภาพผู้เรียน

    การสร้างครูและบุคลากรการศึกษาที่มีคุณภาพและสุขภาวะที่ดี

    การบริหารจัดการทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ

    การเปิดโอกาสให้เข้าถึงการเรียนรู้อย่างยืดหยุ่น

    การสร้างเครือข่ายการมีส่วนร่วม

    เสาหลักทั้ง 5 จะเป็นกลไกขับเคลื่อนระบบนิเวศการเรียนรู้ตลอดชีวิต พร้อมการปรับปรุงกฎหมายการศึกษาให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลง

                              “นฤมล”ถกสภาการศึกษา ปฏิรูปการเรียนรู้ไทย ยกระดับสู่มาตรฐานสากล

    2. การปรับระบบงบประมาณและทรัพยากรด้านการศึกษา
    โดยเน้นการกระจายอำนาจ การลงทุนวิจัยและนวัตกรรม การจัดสรรงบประมาณตรงถึงผู้เรียน และการปรับโครงสร้างเงินอุดหนุนพื้นฐาน รวมทั้งการพัฒนาฐานข้อมูลเพื่อการวัดผลและปรับปรุงคุณภาพอย่างเป็นระบบ

    3. ยุทธศาสตร์การสร้างทักษะจำเป็นสำหรับเด็กและเยาวชน
    มุ่งเสริมสมรรถนะผู้เรียนบนฐานทักษะสำคัญ จัดระบบสนับสนุนการเรียนรู้ที่เป็นระบบ และสร้างพื้นที่เรียนรู้โดยใช้ทุนทางสังคมในแต่ละพื้นที่

    นอกจากนี้ ที่ประชุมยังรับทราบความก้าวหน้าสำคัญ อาทิ

    การวิเคราะห์ผลจัดอันดับ IMD ด้านการศึกษา 2025 เพื่อกำหนดยุทธศาสตร์ยกระดับ

    มติสมัชชาสภาการศึกษาระดับชาติ ผลักดันแนวคิด “Learn to Earn” และการสร้าง “เมืองแห่งการเรียนรู้ตลอดชีวิต”

    การพัฒนากรอบคุณวุฒิสำหรับเยาวชนฝีมือ พร้อมเปิดใช้ “แพลตฟอร์มธนาคารหน่วยกิตแห่งชาติ” ปีหน้า

    ความคืบหน้าการผลักดันไทยสู่การเป็นสมาชิก OECD

    การจัดทำ “แผนการศึกษาในภาวะฉุกเฉินระดับชาติ” เพื่อรับมือสถานการณ์ชายแดนไทย–กัมพูชา และสร้างขวัญกำลังใจแก่บุคลากรและผู้เรียนในพื้นที่

                             “นฤมล”ถกสภาการศึกษา ปฏิรูปการเรียนรู้ไทย ยกระดับสู่มาตรฐานสากล

    ศ.ดร.นฤมล กล่าวทิ้งท้ายว่า “ทั้งสามประเด็นที่สภาการศึกษาผลักดัน ถือเป็นรากฐานสำคัญที่จะสร้างพลเมืองไทยที่เข้มแข็ง และยกระดับระบบการศึกษาไทยให้ก้าวทันโลกยุคใหม่”
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/general-news/637387&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3EcNrZWjOUQVJnExY3kkua

  • ฆ่าฝังดินกลางหุบเขา เชื่อเป็นศพ “ฟิล์ม หลักช้าง” หลังหายตัวปริศนากว่า 1 เดือน – Workpoint News

    ฆ่าฝังดินกลางหุบเขา เชื่อเป็นศพ “ฟิล์ม หลักช้าง” หลังหายตัวปริศนากว่า 1 เดือน – Workpoint News

    พบศพถูกฆ่าฝังดิน กลางหุบเขาในพื้นที่ อ.ช้างกลาง จ.นครศรีธรรมราช ตำรวจเชื่อเป็นศพของ “ฟิล์ม หลักช้าง” สมาชิกขบวนการค้ายาเสพติดที่หายตัวไปนานกว่า 1 เดือน.
    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://workpointnews.com/news/slide/crime/Nw65oErUa&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjgwYjRmOWUzMTk0MTQ6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0MrijTV29usy5vhk7aZYTw

  • ผลการประชุมคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) ครั้งที่ 7/2568 เมื่อวันที่ 28 สิงหาคม พ.ศ.2568

    ผลการประชุมคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) ครั้งที่ 7/2568 เมื่อวันที่ 28 สิงหาคม พ.ศ.2568

    ผลการประชุมคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) ครั้งที่ 7/2568 วันพฤหัสบดีที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2568 โดยมี ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานการประชุม และมี ดร.ธนู ขวัญเดช เลขาธิการ ก.ค.ศ. เป็นเลขานุการการประชุม ซึ่งที่ประชุมได้มีการพิจารณาเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการบริหารงานบุคคลของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาและมีมติที่สำคัญ ดังนี้

    1. เห็นชอบ (ร่าง) หลักเกณฑ์และวิธีการคัดเลือกบุคคลเพื่อบรรจุและแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักงานการศึกษาเอกชนอำเภอ รองผู้อำนวยการสำนักงานการศึกษาเอกชนจังหวัด และผู้อำนวยการสำนักงานการศึกษาเอกชนจังหวัดในเขตพัฒนาพิเศษเฉพาะกิจจังหวัดชายแดนภาคใต้ จังหวัดปัตตานี จังหวัดยะลาจังหวัดนราธิวาส จังหวัดสตูล และจังหวัดสงขลา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการส่งเสริมการศึกษาเอกชน

    โดยเป็นการปรับปรุงหลักเกณฑ์ฯ เพื่อให้มีความสอดคล้องกับมาตรฐานตำแหน่งของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาที่ได้กำหนดขึ้นใหม่ (ว 19/2567) และสอดคล้องกับบริบทด้านการศึกษาที่เปลี่ยนแปลงไป

    2. เห็นชอบ การกำหนดกรอบอัตรากำลังข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งบุคลากรทางการศึกษาอื่นตามมาตรา 38 ค. (2) ในสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา

    สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ขอปรับปรุงการกำหนดกรอบอัตรากำลังของตำแหน่งบุคลากรทางการศึกษาอื่นตามมาตรา 38 ค. (2) ในสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา เพื่อให้สอดคล้องกับการแบ่งส่วนราชการภายใน ตามประกาศกระทรวงศึกษาธิการ โดยได้จัดทำประชาพิจารณ์ในสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา และได้แจ้งผลให้สำนักงาน ก.ค.ศ. ทราบ ซึ่งสำนักงาน ก.ค.ศ.ได้ดำเนินการพิจารณาและวิเคราะห์ผลการทำประชาพิจารณ์ และมอบให้ สพฐ. จัดทำ (ร่าง) กรอบอัตรากำลังฯ ภายใต้เงื่อนไข จำนวนไม่เกิน 11,417 อัตรา ซึ่งไม่เกินจำนวนกรอบอัตรากำลังที่ ก.ค.ศ. กำหนด (ตาม ว 26/2560 และ ว 24/2565)
    สพฐ. จึงได้ขอกำหนดกรอบอัตรากำลังข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งบุคลากรทางการศึกษาอื่นตามมาตรา 38 ค. (2) ในสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา จำนวน 245 เขต ตามโครงสร้างการแบ่งส่วนราชการ จำนวน 9 กลุ่ม 1 หน่วย ภายใต้เงื่อนไขงบประมาณด้านบุคคลไม่เพิ่มสูงขึ้น จำนวน 11,039 อัตรา ซึ่ง ก.ค.ศ. พิจารณาแล้วมีมติ ดังนี้

    1) เห็นชอบ (ร่าง) กรอบอัตรากำลังข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งบุคลากรทางการศึกษาอื่นตามมาตรา 38 ค. (2) ในสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา จำนวนทั้งสิ้น 11,039 อัตรา
    2) เห็นชอบให้สำนักงาน ก.ค.ศ. กำหนดเลขที่ตำแหน่งบุคลากรทางการศึกษาอื่น ตามมาตรา 38 ค. (2) ใหม่ โดยกำหนดเป็นเลขที่ตำแหน่ง จำนวน 10 หลัก เนื่องจากการกำหนดเลขที่ตำแหน่งเดิมมีความซ้ำซ้อนทำให้เกิดความยุ่งยากในการตรวจสอบและกำกับติดตามการบริหารงานบุคคลของส่วนราชการ
    3) เห็นชอบ แนวทางการบริหารกรอบอัตรากำลังข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งบุคลากรทางการศึกษาอื่นตามมาตรา 38 ค. (2) ของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา โดยให้ สพฐ. จัดบุคลากรลงกรอบอัตรากำลังนี้ ภายใน 1 ปีงบประมาณโดยใช้แนวทางการบริหารกรอบอัตรากำลัง ตามที่สำนักงาน ก.ค.ศ. กำหนด

    3. เห็นชอบ (ร่าง) หลักเกณฑ์และวิธีการพัฒนาข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาก่อนแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้บริหารสถานศึกษา และ (ร่าง) หลักเกณฑ์และวิธีการพัฒนาข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาก่อนแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้บริหารการศึกษา

    สืบเนื่องจากหลักเกณฑ์และวิธีการพัฒนาข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาก่อนแต่งตั้ง ให้ดำรงตำแหน่งผู้บริหารสถานศึกษา (ว 8/2563) และหลักเกณฑ์และวิธีการพัฒนาข้าราชการครู และบุคลากรทางการศึกษาก่อนแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้บริหารการศึกษา (ว 2/2562) ได้ประกาศและบังคับใช้มาเป็นระยะเวลากว่า 5 ปี และ 6 ปี ตามลำดับ ซึ่งขอบข่าย เนื้อหา และรูปแบบของการพัฒนาอาจไม่สอดคล้องกับบริบทของการจัดการศึกษาที่เปลี่ยนแปลงไปในปัจจุบัน จำเป็นต้องปรับปรุงรูปแบบ สาระสำคัญ และกระบวนการพัฒนา เพื่อพัฒนาความรู้ความสามารถที่จำเป็นต่อการปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งผู้บริหารสถานศึกษาและตำแหน่งผู้บริหารการศึกษา

    รวมทั้ง ก.ค.ศ. ได้กำหนดมาตรฐานตำแหน่งของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ว 19/2567 ซึ่งกำหนดคุณสมบัติเฉพาะสำหรับตำแหน่งให้ผู้ที่จะได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้บริหารสถานศึกษาและผู้บริหารการศึกษา ต้องผ่านการพัฒนาก่อนแต่งตั้งตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่ ก.ค.ศ. กำหนด ดังนั้น จึงต้องมีการกำหนด หลักเกณฑ์และวิธีการพัฒนาข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาก่อนแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้บริหารสถานศึกษา และหลักเกณฑ์และวิธีการพัฒนาข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาก่อนแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้บริหารการศึกษา ใหม่ โดยใช้กับทุกส่วนราชการเพื่อให้การพัฒนาเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและเป็นมาตรฐานเดียวกัน

    ทั้งนี้ ให้ยกเลิกหลักเกณฑ์และวิธีการพัฒนาข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาก่อนแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้บริหารสถานศึกษา ว 8/2563 และหลักเกณฑ์และวิธีการพัฒนาข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ก่อนแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้บริหารการศึกษา ว 2/2562 โดยในช่วงระหว่างที่หลักเกณฑ์และวิธีการนี้ประกาศใช้แล้ว แต่ยังไม่มีหลักสูตรการพัฒนาตามหลักเกณฑ์และวิธีการนี้รองรับ ให้นำหลักสูตรการพัฒนาในหลักเกณฑ์และวิธีการพัฒนาข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาก่อนแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้บริหารสถานศึกษา (ว 8/2563) และหลักเกณฑ์และวิธีการพัฒนาข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาก่อนแต่งตั้ง ให้ดำรงตำแหน่งผู้บริหารการศึกษา (ว 2/2562) มาใช้ไปพลางก่อน จนกว่าการจัดทำหลักสูตร การพัฒนาตามหลักเกณฑ์และวิธีการนี้จะแล้วเสร็จ และในช่วงเปลี่ยนผ่านระหว่างที่ ก.ค.ศ. ยังมิได้ดำเนินการเกี่ยวกับการออกใบรับรองการผ่านการพัฒนาสมรรถนะตามมาตรฐานตำแหน่งผู้บริหารสถานศึกษา และผู้บริหารการศึกษา ให้เพิ่มระยะเวลาในการพัฒนาและการฝึกประสบการณ์จากที่ส่วนราชการกำหนดระยะเวลาในการพัฒนาตามหลักเกณฑ์และวิธีการนี้อีกไม่น้อยกว่า 21 ชั่วโมง

    4. อนุมัติ ย้ายและแต่งตั้งผู้ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ให้ดำรงตำแหน่งและวิทยฐานะเดิม ในสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาแห่งใหม่ จำนวน 6 ราย

    5. อนุมัติ บรรจุและแต่งตั้งข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาผู้ได้รับการคัดเลือก ซึ่งขึ้นบัญชีรอการบรรจุ ให้ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน จำนวน 2 ราย

    ที่มา สำนักงาน ก.ค.ศ. 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kroobannok.com/92923&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1X_ARyyKNBEU8wskgD1KCL

  • SCB รับรางวัลเชิดชูเกียรติจาก กยศ. ในฐานะองค์กรที่ให้ความร่วมมือในการส่งเสริมและสนับสนุนการดำเนินงานของ กยศ. อย่างเป็นระบบ – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    SCB รับรางวัลเชิดชูเกียรติจาก กยศ. ในฐานะองค์กรที่ให้ความร่วมมือในการส่งเสริมและสนับสนุนการดำเนินงานของ กยศ. อย่างเป็นระบบ – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    มิติหุ้น – ธนาคารไทยพาณิชย์ ได้รับรางวัลเชิดชูเกียรติในฐานะนายจ้างที่ให้ความร่วมมือในการส่งเสริมและสนับสนุนการดำเนินงานของกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) ผ่านการหักเงินเดือนบุคลากรที่เป็นผู้กู้ยืม เพื่อส่งคืนเงินกองทุนอย่างมีประสิทธิภาพ ภายในงาน “กยศ. Expo สร้างโอกาส สร้างอนาคต” โดยมี นางสาวสมฤทัย รัตนมณี ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสายงาน People Strategic Partner เป็นผู้แทนธนาคารเข้ารับรางวัล จาก นายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ รองปลัดกระทรวงการคลัง ซึ่งให้เกียรติเป็นประธานในพิธี ณ อาคารคอนเวนชั่น ฮอลล์ ชั้น 3 สถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์

    ภายใต้กลยุทธ์ “Digital Bank with Human Touch” ธนาคารไทยพาณิชย์มุ่งนำเทคโนโลยีและระบบดิจิทัลมาปรับใช้เพื่อยกระดับกระบวนการทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ ควบคู่กับการใส่ใจในคุณค่าของมนุษย์ โดยเฉพาะด้านการศึกษา ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาประเทศ ธนาคารจึงให้ความสำคัญกับการสนับสนุนทุนมนุษย์มาอย่างต่อเนื่อง และเป็นหนึ่งในองค์กรพันธมิตรที่มีบทบาทในการขับเคลื่อนภารกิจของ กยศ. ผ่านระบบการหักเงินเดือน ซึ่งเป็นกลไกที่ช่วยเสริมสร้างวินัยทางการเงินแก่ผู้กู้ยืม และสนับสนุนการบริหารจัดการหนี้กองทุนได้อย่างเป็นระบบ โดยตลอดระยะเวลากว่า 27 ปีที่ผ่านมา  กยศ. สามารถสนับสนุนโอกาสทางการศึกษาให้กับเยาวชนไทยแล้วกว่า 7.1 ล้านราย คิดเป็นวงเงินรวมกว่า 800,000 ล้านบาท ซึ่งธนาคารไทยพาณิชย์มีความภาคภูมิใจที่ได้มีส่วนร่วมในการส่งต่อโอกาสเหล่านี้ให้เกิดขึ้นอย่างยั่งยืน

    รางวัลในครั้งนี้ถือเป็นอีกหนึ่งความภาคภูมิใจของธนาคารไทยพาณิชย์ ในการร่วมขับเคลื่อนสังคมไทยให้เป็นสังคมแห่งโอกาสและการเติบโตอย่างยั่งยืน

    ติดตามช่องทางมิติหุ้นเพื่อรับข่าวสารตลาดทุนได้ตามลิงค์ด้านล่าง

    Web : https://www.mitihoon.com/
    Facebook : https://www.facebook.com/mitihoon
    Youtube : https://www.youtube.com/@mitihoonofficial7770
    Tiktok : www.tiktok.com/@mitihoon

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mitihoon.com/2025/08/29/573722/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw39OSlPwuud66nBTWIfNftN

  • 10 อันดับประเทศที่อันตรายที่สุดในการถ่ายเซลฟี่ อันดับ 1 อยู่ในเอเชีย

    10 อันดับประเทศที่อันตรายที่สุดในการถ่ายเซลฟี่ อันดับ 1 อยู่ในเอเชีย

    10 ประเทศที่อันตรายที่สุดในการถ่ายเซลฟี่ จากงานวิจัยเผยที่ไหนบ้างที่การถ่ายเซลฟี่เสี่ยงที่สุด ส่งผลโดยตรงต่อการบาดเจ็บหรือเสียชีวิต

    ในยุคโซเชียลมีเดีย การถ่ายเซลฟี่ให้สวยสมบูรณ์แบบอาจกลายเป็นเรื่องอันตรายได้ และงานวิจัยใหม่โดยสำนักงานกฎหมาย The Barber Law Firm เผยว่าที่ไหนบ้างที่การถ่ายเซลฟี่เสี่ยงที่สุด

    นักวิจัยของสำนักงานได้ศึกษากรณีอุบัติเหตุจากการถ่ายเซลฟี่ทั่วโลกตั้งแต่มีนาคม 2014 ถึงพฤษภาคม 2025 โดยอ้างอิงจากรายงานข่าวใน Google News การศึกษาครอบคลุมเฉพาะกรณีที่การพยายามถ่ายเซลฟี่ส่งผลโดยตรงต่อการบาดเจ็บหรือเสียชีวิต

    “อินเดีย” ถูกจัดให้เป็นประเทศที่อันตรายที่สุดในการถ่ายเซลฟี่ คิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 42.1% ของอุบัติเหตุจากเซลฟี่ทั่วโลก จากกรณีผู้เสียชีวิตจากเซลฟี่ 271 รายที่รายงานในอินเดีย มีผู้เสียชีวิต 214 ราย และบาดเจ็บ 57 ราย

    นักวิจัยระบุว่าสาเหตุสำคัญมาจากการที่พื้นที่มีความหนาแน่นของประชากรสูง การเข้าถึงสถานที่อันตรายได้ง่าย เช่น หน้าผาและรางรถไฟ รวมถึงวัฒนธรรมโซเชียลมีเดียที่เข้มแข็ง

    Ketut Subiyanto

    “สหรัฐอเมริกา” อยู่อันดับ 2 โดยมีผู้เสียชีวิตน้อยกว่าอย่างมาก โดยมีผู้ประสบอุบัติเหตุจากการถ่ายเซลฟี่รวม 45 ราย แบ่งเป็นเสียชีวิต 37 ราย และบาดเจ็บ 8 ราย

    “รัสเซีย” อยู่อันดับ 3 มีผู้ประสบอุบัติเหตุรวม 19 ราย แบ่งเป็นเสียชีวิต 18 ราย และบาดเจ็บ 1 ราย

    แม้ตัวเลขเหล่านี้จะต่ำกว่าอินเดียมาก แต่ก็ยังสะท้อนรูปแบบที่น่ากังวล โดยเฉพาะในสถานที่ท่องเที่ยวที่ผู้คนมักเสี่ยงเพื่อเก็บภาพช่วงเวลาที่อันตราย

    “ปากีสถาน” อยู่อันดับ 4 มีผู้เสียชีวิต 16 ราย และไม่มีผู้บาดเจ็บ ขณะที่ “ออสเตรเลีย” ติดอันดับ 5 มีผู้เสียชีวิตจากเซลฟี่ 13 ราย และบาดเจ็บเพียง 2 ราย

    จากการศึกษาพบว่าสาเหตุการเสียชีวิตจากเซลฟี่ที่พบบ่อยที่สุดทั่วโลกคือการตกจากที่สูง คิดเป็น 46% ของเหตุการณ์ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นจากหลังคา หน้าผา หรือโครงสร้างสูง การประสบอุบัติเหตุจากความสูงยังคงเกิดบ่อยที่สุดและมักร้ายแรงที่สุด

    “งานวิจัยของเราเผยให้เห็นเทรนด์ที่น่ากังวล เมื่อความต้องการการยอมรับบนโซเชียลมีเดียกลายเป็นเรื่องมีชีวิตจริง ภาพถ่ายที่สมบูรณ์แบบไม่คุ้มกับอันตรายแน่นอน” Kris Barber ผู้ก่อตั้งและทนายความหลักของ The Barber Law Firm กล่าวในแถลงการณ์

    “สิ่งที่น่ากังวลอย่างยิ่งคือ เหตุการณ์โศกนาฏกรรมเหล่านี้ส่วนใหญ่สามารถหลีกเลี่ยงได้เพียงแค่ถอยออกมาเล็กน้อยหรือเลือกมุมที่ปลอดภัยกว่า”

    James Frid

    10 อันดับประเทศที่อันตรายที่สุดในการถ่ายเซลฟี่

    1. อินเดีย – 271 ราย
    2. สหรัฐอเมริกา – 45 ราย
    3. รัสเซีย – 19 ราย
    4. ปากีสถาน – 16 ราย
    5. ออสเตรเลีย – 15 ราย
    6. อินโดนีเซีย – 14 ราย
    7. เคนยา – 13 ราย
    8. สหราชอาณาจักร – 13 ราย
    9. สเปน – 13 ราย
    10. บราซิล – 13 ราย

    ด้วยความนิยมที่ยังคงสูงของแพลตฟอร์มอย่าง Instagram และ TikTok แรงกดดันในการถ่ายเซลฟี่ที่โดดเด่นและท้าทายจึงเพิ่มขึ้นมากกว่าที่เคย

    ผู้เชี่ยวชาญระบุว่าความต้องการสร้างคอนเทนต์ไวรัลมักมีอิทธิพลมากกว่าความปลอดภัยพื้นฐาน ส่งผลให้ผู้คนเสี่ยงโดยไม่จำเป็นและบางครั้งถึงขั้นเสียชีวิต ซึ่งปรากฏให้เห็นบ่อยครั้งในชาเลนจ์อันตรายบน TikTok

    ไม่นานมานี้ นักท่องเที่ยวคนหนึ่งในอินเดียที่พยายามถ่ายภาพกับช้าง แต่กลับได้รับบาดเจ็บสาหัสหลังจากถูกเหยียบย่ำและถอดเสื้อผ้า ทำให้เห็นก้นอันเปลือยเปล่าของเขาให้สัตว์ต่าง ๆ ได้เห็น

    นี่เป็นการเสี่ยงที่ประมาทและน่าอาย แต่โชคดีที่จบลงเพียงด้วยวิดีโอช็อก ไม่ใช่ชีวิตของเขา

    “มักมีทางเลือกที่ปลอดภัยกว่าในการเก็บภาพช่วงเวลาสวยงามโดยไม่เสี่ยงชีวิต ไม่มีจำนวนไลก์หรือแชร์ใดที่สามารถชดเชยความเสี่ยงต่อชีวิตของคุณได้” Barber กล่าวถึงอันตรายจากการเสี่ยงเพื่อถ่ายเซลฟี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/news/9836326/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1Z4b3yuJvsrW7QdoCUqv0H

  • วช. ผลักดันแผนขับเคลื่อนงานวิจัยด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมสู่การใช้ประโยชน์

    วช. ผลักดันแผนขับเคลื่อนงานวิจัยด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมสู่การใช้ประโยชน์

    วช. ผลักดันแผนขับเคลื่อนงานวิจัยด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมสู่การใช้ประโยชน์

    วันที่ 27 สิงหาคม 2568 สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ(วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม จัดการประชุมรับฟังความคิดเห็นต่อผลการดำเนินงานแผนงาน “ศูนย์ขับเคลื่อนผลงานวิจัยด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมสู่การนำไปใช้ประโยชน์” โดย ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ เป็นประธานในการประชุม และได้รับเกียรติจาก ศ.ดร.สนิท อักษรแก้ว รศ. ดร.นภาวรรณ นพรัตนราภรณ์ คณะที่ปรึกษา ผู้ทรงคุณวุฒิ พร้อมด้วย ผู้บริหารจาก วช. และทีมนักวิจัย ณ ห้องทิวลิป โรงแรมรามาการ์เด้นส์ กรุงเทพมหานคร

    ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ กล่าวว่า การดำเนินงานแผนงาน “ศูนย์ขับเคลื่อนผลงานวิจัยด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมสู่การนำไปใช้ประโยชน์” โดยมี รศ.ดร.นภาวรรณ นพรัตนราภรณ์ ผู้อำนวยการแผนงานฯ และคณะที่ปรึกษา ได้ดำเนินการประเมินผลลัพธ์ และผลกระทบของโครงการด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่ได้รับทุนวิจัยจาก วช. มาอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ปีงบประมาณ 2557 ซึ่งรูปแบบการให้ทุนมีการปรับเปลี่ยนตามการปฏิรูประบบวิจัย จุดเปลี่ยนที่สำคัญเริ่มในปีงบประมาณ 2562 จึงมีความจำเป็นต้องเชื่อมโยงโครงการในระยะก่อน โครงการปัจจุบัน และโครงการในอนาคต เพื่อนำไปขับเคลื่อนการใช้ประโยชน์ต่อไป โดยการประเมินการใช้ประโยชน์ และความคุ้มค่าด้วยกลไกต่าง ๆ นั้น มีความสำคัญ วช. ภายใต้กระทรวง อว. ในฐานะหน่วยงานบริหารจัดการทุนวิจัยและนวัตกรรม สามารถนำงานที่แล้วเสร็จจากทุนเดิมและจากทุนสนับสนุนงานเชิงกลยุทธ์. (Strategic Fund : SF) ที่มีอยู่นำไปต่อยอดขยายผลสู่แผนงานเป้าหมายสำคัญตามยุทธศาสตร์ ววน. ที่ริเริ่มในปีงบประมาณ 2568 ได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งเกิดจากการทำงานอย่างต่อเนื่องมาก่อน วช.จึงมีความมุ่งมั่นที่จะสนับสนุนท่านนักวิจัย การดำเนินงานของศูนย์ฯ และงานด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่อง

    รศ. ดร.นภาวรรณ นพรัตนราภรณ์ ผู้อำนวยการแผนงานฯ กล่าวว่า ในนามของ “แผนงานศูนย์ขับเคลื่อนผลงานวิจัยด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมสู่การนำไปใช้ประโยชน์” ศูนย์ได้ดำเนินการประเมินผลลัพธ์ และผลกระทบของโครงการด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่ได้การสนับสนุนทุนจาก วช. ตั้งแต่ปีงบประมาณ 2557 รวมถึงการวิเคราะห์โอกาสตลอดจนการขับเคลื่อน การนำไปใช้ประโยชน์เชิงวิชาการ สังคม ชุมชน พาณิชย์ และนโยบาย ในการประชุมครั้งนี้จะเป็นผลจากการประเมินโครงการที่ได้รับทุนอุดหนุน ประจำปีงบประมาณ 2564

    ถัดมาเป็น การนำเสนอผลการดำเนินงานโครงการ พร้อมตัวอย่างผลงานวิจัยที่สามารถนำไปใช้ประโยชน์จริง จำนวน 3 ผลงาน ได้แก่ “โครงการจากวิจัยสู่ธุรกิจ Start-up ในนาม บริษัท สยามโนวาส จำกัด (Siamnovas Company Ltd.)” นำเสนอโดย : ผศ. ดร.วิวัฒน์ พัฒนาวงศ์ ที่ปรึกษานวัตกรรม บริษัท สยามโนวาส จำกัด ซึ่งดำเนินการพัฒนาอย่างต่อเนื่องมานับสิบปี ปัจจุบัน M.Zlex พัฒนาถึง version5 และขยับไปขอรับการสนับสนุนจาก BOI เพื่อขยายไปยังตลาดต่างประเทศ ซึ่งมีโอกาสพัฒนาเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มในการช่วยลด PM2.5 และก๊าซมีเทน

    “โครงการศึกษาเปรียบเทียบการให้น้ำแบบประหยัดสำหรับนาข้าว จังหวัดสุพรรณบุรี กรณีศึกษาสายพันธุ์ข้าว กข.41” นำเสนอโดย : นายชวกร ริ้วตระกูลไพบูลย์ หัวหน้าโครงการวิจัย สังกัดกรมชลประทาน ในการทำนาเปียกสลับแห้งที่ช่วยลดการใช้ปุ๋ย และก๊าซเรือนกระจก ซึ่งในปัจจุบันขยายผลร่วมกับกรมการข้าวโดยเฉพาะในปัจจุบันที่การลดก๊าซเรือนกระจกในภาคการเกษตรมีความสำคัญเพิ่มขึ้น

    และ “แผนงานการย้ายปลูกหญ้าทะเลและนิเวศบริการของหญ้าทะเล นำเสนอโดย : รศ. ดร. จารุวรรณ มะยะกูล ผู้ร่วมโครงการวิจัย สังกัด มหาวิทยาสงขลานครินทร์ ที่นำผลงานไปดำเนินการขยายผลร่วมกับอาสาสมัครในพื้นที่เกาะลิบงซึ่งประสบปัญหาหญ้าทะเลลดลงอย่างรุนแรง รวมกับ ศูนย์อนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดําริฯ

    สุดท้ายเป็นการบรรยายพิเศษในหัวข้อ “แผนที่นำทางเพื่อขับเคลื่อนผลงานวิจัยสู่การใช้ประโยชน์ (Research Management Roadmap)” โดย ผศ. ดร.คัทลียา จิรประเสริฐกุล เพื่อเป็นข้อเสนอให้กับหน่วยงานบริหารทุนและนักวิจัยในการผลักดันให้ผลงานวิจัยได้รับการสนับสนุนสร้างผลลัพธ์ และผลกระทบมากยิ่งขึ้น

    และปิดท้ายด้วย ศ.อดร.สนิท อักษรแก้ว ประธานกรรมการดำเนินงานสนับสนุนการวิจัยและนวัตกรรม วช. กล่าวปิดการประชุมด้วยการให้กำลังใจนักวิจัย และผู้ทำงานในระบบวิจัยด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่ต้อง การความทุ่มเทในการทำงานอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้รู้จริง เพื่อผลักดันผลงานวิจัยไปสู่การใช้ประโยชน์เชิงเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thailandplus.tv/archives/952315&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2hy9bY4ZW34IyI8bwY7fkL

  • อารักชี: อิหร่านจะตอบโต้การกระทำที่ผิดกฎหมายและไม่มีเหตุผลของสามประเทศยุโรปอย่างเหมาะสม

    อารักชี: อิหร่านจะตอบโต้การกระทำที่ผิดกฎหมายและไม่มีเหตุผลของสามประเทศยุโรปอย่างเหมาะสม

    อารักชี: อิหร่านจะตอบโต้การกระทำที่ผิดกฎหมายและไม่มีเหตุผลของสามประเทศยุโรปอย่างเหมาะสม
    🔹รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของสามประเทศในยุโรป และผู้แทนฝ่ายนโยบายต่างประเทศของสหภาพยุโรป ได้โทรศัพท์ถึงนายซัยยิด อับบาส อารักชี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของอิหร่านเมื่อไม่กี่ชั่วโมงที่ผ่านมา เพื่อแจ้งความตั้งใจที่จะรายงานอย่างเป็นทางการต่อคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติเพื่อเริ่มกระบวนการที่เรียกว่า “การระงับข้อพิพาท” ภายใต้ข้อตกลงนิวเคลียร์ (JCPOA)
    🔹รัฐมนตรีต่างประเทศของอิหร่านเน้นย้ำถึงบทบาทที่รับผิดชอบและเจตนาดีของอิหร่านในการยึดมั่นในแนวทางการทูตเพื่อแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับโครงการนิวเคลียร์ และกล่าวว่า สาธารณรัฐอิสลามแห่งอิหร่านจะตอบสนองต่อการกระทำที่ผิดกฎหมายและไม่มีเหตุผลของทั้งสามประเทศยุโรปอย่างเหมาะสม เพื่อปกป้องสิทธิและผลประโยชน์แห่งชาติของตน
    🔹อารักชียังเน้นย้ำถึงความมุ่งมั่นของอิหร่านในการปกป้องสิทธิและผลประโยชน์ตามกฎหมายระหว่างประเทศและสนธิสัญญาการไม่แพร่ขยายอาวุธนิวเคลียร์ (NPT) พร้อมแสดงความหวังว่าสามประเทศยุโรปจะปรับเปลี่ยนแนวทางที่ผิดพลาดนี้ให้เหมาะสมภายในไม่กี่วันข้างหน้า ด้วยความรับผิดชอบและการเข้าใจต่อความเป็นจริงที่เกิดขึ้น