Category: วัฒนธรรม

  • สถาบันการอาชีวศึกษาภาคกลาง อบรมการศึกษาระบบทวิภาคี | เดลินิวส์

    สถาบันการอาชีวศึกษาภาคกลาง อบรมการศึกษาระบบทวิภาคี | เดลินิวส์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5066711/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3ZtDxQfFoczP05Gf3RUEnd

  • ผู้ว่าฯนครนายกเป็นประธานพิธีมอบทุนการศึกษาเด็กออทิสติก

    ผู้ว่าฯนครนายกเป็นประธานพิธีมอบทุนการศึกษาเด็กออทิสติก

    ผู้ว่าฯนครนายกเป็นประธานพิธีมอบทุนการศึกษาเด็กออทิสติก

    วันเสาร์ ที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

    Tag :

    นายชานน วาสิกศิริ ผู้ว่าราชการจังหวัดนครนายก เป็นประธานในพิธีมอบทุนสนับสนุนการศึกษาแก่เด็กออทิสติกและเด็กพิการในมูลนิธิคุณพุ่ม พร้อมด้วย หัวหน้าส่วนราชการ และแขกผู้มีเกียรติ ร่วมพิธี ณ ห้องประชุมศูนย์การศึกษาพิเศษมหาจักรีสิรินธร ประจำจังหวัดนครนายก ซึ่งทางจังหวัดนครนายก ได้รับพระกรุณาธิคุณ จากทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี องค์ประธานมูลนิธิคุณพุ่ม ประทานทุนการศึกษา ให้แก่บุคคลออทิสติกและเด็กพิการในจังหวัดนครนายก

    นางอาภัสรา ตังคกุลวิวิช ผู้อำนวยการศูนย์การศึกษาพิเศษมหาจักรีสิรินธร ประจำจังหวัดนครนายก กล่าวว่า ด้วยมูลนิธิคุณพุ่ม โดยทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี องค์ประธานมูลนิธิคุณพุ่ม ทรงเล็งเห็นถึงความสำคัญว่าบุคคลออทิสติก บุคคลที่มีความบกพร่องทางการเรียนรู้นั้น ยังไม่ได้รับโอกาสทางการศึกษาและทางสังคมอยู่เป็นจำนวนมาก พระองค์ทรงมีความห่วงใยในคนเหล่านี้ จึงทรงพระกรุณาประทานทุนทรัพย์ส่วนพระองค์เพื่อเป็นทุนแรกเริ่มในการก่อตั้งมูลนิธิคุณพุ่มขึ้นมา เพื่อเป็นการรำลึกถึง คุณพุ่มพระโอรส ซึ่งในปีนี้ ศูนย์การศึกษาพิเศษมหาจักรีสิรินธร ประจำจังหวัดนครนายก ได้รับการจัดสรรทุนดังกล่าว จำนวน 101 ทุน เป็นเงินจำนวนทั้งสิ้น 505,000 บาท โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการศึกษา และพัฒนาศักยภาพของผู้ที่ได้รับทุนการศึกษาเท่านั้น และทางมูลนิธิคุณพุ่มได้ขอความอนุเคราะห์จากผู้ว่าราชการจังหวัด เป็นผู้แทนพระองค์ในการมอบทุนการศึกษาให้แก่เด็กพิการในจังหวัดนั้น ๆ โดยให้ผู้แทนผู้รับทุนการศึกษาฯ จำนวน 30 คน เข้ารับทุนดังกล่าว

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/local/910640&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2VbXEmeq0Jl27WR_CGnu6W

  • ใครว่าไม่มีรวยเกิน 3 รุ่น แต่ตระกูลนี้ร่ำรวยถึง 15 รุ่น เผยคำสอน “ข้อเดียว” ส่งต่อลูกหลาน!

    ใครว่าไม่มีรวยเกิน 3 รุ่น แต่ตระกูลนี้ร่ำรวยถึง 15 รุ่น เผยคำสอน “ข้อเดียว” ส่งต่อลูกหลาน!

    บ้านไหนว่าไม่มีใครรวยเกิน 3 รุ่น แต่ “ตระกูลนี้” ร่ำรวยถึง 15 รุ่น เพราะสอนลูกหลานว่า “เงินคือสิ่งช่วยได้น้อยที่สุด”

    สุภาษิตโบราณที่ว่า “ไม่มีใครรวยเกินสามรุ่น” มักถูกยกมาเตือนใจผู้ที่มีทรัพย์สิน ว่าการรักษาความมั่งคั่งให้ยาวนานไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ตระกูล “แซ่เป้ย” จากจีน กลับเป็นข้อยกเว้นที่หายาก เพราะสามารถรักษาความมั่งคั่งและอิทธิพลไว้ได้นานถึง 15 รุ่น นานกว่าครึ่งสหัสวรรษ

    เริ่มจากหมอแผนโบราณ สู่เจ้าของพันอสังหาริมทรัพย์

    ตำนานของตระกูลเริ่มจาก เป้ย หลานถัง แพทย์แผนจีนในสมัยราชวงศ์หมิง ที่ริเริ่มเปิดคลินิกของตัวเองและต่อยอดสู่กิจการขนาดใหญ่ ด้วยวิสัยทัศน์ทางธุรกิจที่แหลมคม ในยุคราชวงศ์ชิง สมัยจักรพรรดิเฉียนหลง ครอบครัวเป้ยก็กลายเป็นหนึ่งใน 4 ตระกูลร่ำรวยที่สุดในซูโจว

    จากธุรกิจยาสมุนไพร พวกเขาขยายกิจการไปหลากหลายอุตสาหกรรม แต่ยังคงยึดถือคุณค่าดั้งเดิม นั่นคือ การศึกษา ความมีคุณธรรม และการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง ทำให้ทรัพย์สินของตระกูลเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง และไม่ถูกแบ่งแยกจนสูญสิ้นเหมือนหลายตระกูลอื่น

    ร่ำรวยจริง ไม่ใช่แค่คำร่ำลือ

    ตระกูลนี้มีอสังหาริมทรัพย์นับพันแห่งในเซี่ยงไฮ้ เมืองที่ราคาบ้านติดอันดับแพงที่สุดในเอเชีย ยิ่งไปกว่านั้น รุ่นที่ 13 อย่าง เป้ย ไท่อัน ยังเป็นผู้ก่อตั้ง ธนาคารเซี่ยงไฮ้ ซึ่งเป็นธนาคารแรกในจีนที่รับฝากเงินสกุลต่างประเทศ

    ขณะที่น้องชายของเขา เป้ย หน่วนเซิง ได้รับฉายาว่า “ราชาสี” จากการสร้างอาณาจักรธุรกิจสีทาอาคาร และกล้าเข้าซื้อกิจการต่างชาติในช่วงปี 1950 ซึ่งเป็นยุคที่ยังไม่มีใครกล้าคิดถึงการลงทุนระดับโลกแบบนั้น

    หัวใจของความยั่งยืนคือ “การศึกษา”

    สิ่งที่ทำให้ตระกูลนี้คงความรุ่งเรืองได้อย่างแท้จริง คือ การลงทุนกับการศึกษา ลูกหลานเป้ยจำนวนมากสำเร็จการศึกษาจากมหาวิทยาลัยระดับโลก โดยเฉพาะ มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ซึ่งกลายเป็นธรรมเนียมที่สืบทอดกันมาหลายรุ่น

    หนึ่งในบุคคลสำคัญของตระกูล คือ เป้ย อี้หมิง (Ieoh Ming Pei) สถาปนิกระดับโลก ผู้ออกแบบพีระมิดกระจกของพิพิธภัณฑ์ลูฟวร์ และเจ้าของรางวัล Pritzker อันทรงเกียรติ

    รุ่นต่อๆ มาก็ไม่ธรรมดา

    ลูกชายคนโตของเป้ย อี้หมิง จบฮาร์วาร์ดและกลายเป็นนักวางผังเมืองชื่อดัง ลูกชายคนที่สองและสามก็เรียนจบปริญญาโทด้านสถาปัตย์จากฮาร์วาร์ด และร่วมกันก่อตั้งบริษัทสถาปนิก “Pei Partners” ส่วนลูกสาวเป็นนักกฎหมายจากมหาวิทยาลัยโคลัมเบีย

    แม้จะย้ายไปใช้ชีวิตในหลายประเทศ แต่ลูกหลานเป้ยยังรักษาค่านิยมดั้งเดิมไว้ได้อย่างเหนียวแน่น

    ค่านิยมที่ถ่ายทอดข้ามรุ่น

    ความมั่งคั่งของตระกูลนี้ไม่ได้เกิดจากโชค แต่เกิดจาก ค่านิยมครอบครัวที่ชัดเจน 2 ข้อ ได้แก่ “ต้องส่งต่อความรู้” และ “ต้องทำความดี”

    แม้จะเกิดในบ้านที่มั่งคั่ง แต่ลูกหลานเป้ยถูกเลี้ยงดูด้วยวินัยเข้มงวด เชื่อว่าเงินไม่ใช่คำตอบของทุกอย่าง แต่ การศึกษาและคุณธรรม คือกุญแจที่แท้จริงของความมั่งคั่งที่ยั่งยืน

    บทสรุปจากครอบครัวที่รวยเกิน 3 รุ่น

    ตระกูลเป้ยพิสูจน์ให้เห็นว่า “ความร่ำรวยที่แท้จริง” ไม่ได้วัดกันที่ทรัพย์สิน แต่เป็นการสร้าง คนที่มีความรู้ มีจิตสำนึก และมีความรับผิดชอบต่อสังคม ที่จะพาตระกูลไปข้างหน้าอย่างมั่นคง

    พวกเขาไม่เพียงส่งต่อทรัพย์สิน แต่ยังส่งต่อความคิด วิธีการใช้ชีวิต และจิตวิญญาณของความเป็นผู้นำจากรุ่นสู่รุ่น  สิ่งที่หลายครอบครัวพยายามทำ แต่ไม่ใช่ทุกคนจะทำสำเร็จ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/news/9836498/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0Rm1xof4JuhRvcDG9guWEz

  • กรมอนามัย หนุน สิทธิสุขภาพผู้พิการอย่างเท่าเทียม และไม่เลือกปฏิบัติ มอบรางวัล 8 หน่วยงาน 2 บุคคลต้นแบบ ร่วมส่งเสริมสุขภาพผู้พิการ – อนามัยมีเดีย

    กรมอนามัย หนุน สิทธิสุขภาพผู้พิการอย่างเท่าเทียม และไม่เลือกปฏิบัติ มอบรางวัล 8 หน่วยงาน 2 บุคคลต้นแบบ ร่วมส่งเสริมสุขภาพผู้พิการ – อนามัยมีเดีย

               #ANAMAINEWS วันนี้ (29 สิงหาคม 2568) แพทย์หญิงอัมพร เบญจพลพิทักษ์ อธิบดีกรมอนามัย มอบหมายให้ ดร.นายแพทย์ปองพล วรปาณิ รองอธิบดีกรมอนามัย เป็นประธานปิดการประชุมเชิงปฏิบัติการถอดบทเรียนและเชิดชูเกียรติบุคคลองค์กรต้นแบบด้านการส่งเสริมสุขภาพคนพิการทางการเคลื่อนไหว พร้อมด้วย นายแพทย์อรรถพล แก้วสัมฤทธิ์ รองประธานมูลนิธิศาสตราจารย์นายแพทย์สมบูรณ์วัชโรทัย และที่ปรึกษาโครงการฯ แพร้อมทั้งเครือข่ายผู้ดำเนินงานด้านส่งเสริมสุขภาพคนพิการ ร่วมงาน ณ โรงแรมที เค พาเลซ แอนด์ คอนเวนชั่น กรุงเทพมหานคร

               ดร.นายแพทย์ปองพล วรปาณิ รองอธิบดีกรมอนามัย กล่าวว่า กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข พร้อมสนับสนุนการดำเนินงานด้านส่งเสริมสุขภาพคนพิการ โดยเฉพาะการเข้าถึงบริการสุขภาพที่มีคุณภาพอย่างเท่าเทียม และไม่เลือกปฏิบัติ เพราะการส่งเสริมสุขภาพคนพิการถือเป็นภารกิจสำคัญของกระทรวงสาธารณสุขที่สอดคล้องกับหลักการของอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยสิทธิคนพิการ ปัจจุบัน ประเทศไทยมีประชากรคนพิการประมาณ 2.2 ล้านคน ซึ่งมีความต้องการด้านสุขภาพที่หลากหลายและซับซ้อน ทั้งในด้านการป้องกันโรค การรักษาพยาบาล การฟื้นฟูสมรรถภาพ และการส่งเสริมสุขภาพแบบองค์รวม ดังนั้น การส่งเสริมสุขภาพคนพิการทางการเคลื่อนไหวหรือร่างกายวัยทำงาน จึงเป็นกลุ่มประชากรที่มีศักยภาพเป็นกำลังสำคัญของประเทศ ซึ่งไม่เพียงตอบสนองต่อสิทธิขั้นพื้นฐานด้านสุขภาพ แต่ยังเป็นการลงทุนด้านทุนมนุษย์ที่จะส่งผลต่อการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมในระยะยาว การมีสุขภาพที่ดีจะเป็นรากฐานสำคัญที่ทำให้คนพิการสามารถเข้าถึงโอกาสในการศึกษา การทำงาน และการมีส่วนร่วมในสังคมได้อย่างเต็มศักยภาพ

               นายแพทย์ปกรณ์ ตุงคะเสรีรักษ์ รองอธิบดีกรมอนามัย กล่าวเพิ่มเติมว่า กรมอนามัยได้มุ่งเน้นการพัฒนาระบบบริการสุขภาพที่สามารถตอบสนองความต้องการของคนพิการอย่างครอบคลุม โดยเฉพาะการส่งเสริมสุขภาพแบบองค์รวม (Holistic Health Promotion) ที่เน้นมิติทางกายภาพ (Physical Dimension) การดูแลร่างกาย การออกกำลังกาย โภชนาการที่เหมาะสม การพักผ่อนที่เพียงพอ และการป้องกันโรค มิติทางจิตใจ (Mental/Emotional Dimension) ครอบคลุมสุขภาพจิต การจัดการความเครียด มิติทางสังคม (Social Dimension) เกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล การมีเครือข่ายทางสังคม การสื่อสาร และการมีส่วนร่วมในชุมชน มิติทางจิตวิญญาณ (Spiritual Dimension) รวมถึงความหมายของชีวิต และการมีจุดหมายปลายทางในการดำรงอยู่ มิติสิ่งแวดล้อม (Environmental Dimension) ครอบคลุมสภาพแวดล้อมทางกายภาพ สังคม และวัฒนธรรมที่เอื้อต่อการมีสุขภาพดี นอกจากนี้กรมอนามัย ได้ให้ความสำคัญกับการขับเคลื่อนงานส่งเสริมสุขภาพคนพิการ โดยมีเครื่องมือหลักสูตร ” 13 ชม. สุขภาพดี มี.ไว้.ใช้.” เพื่อให้คนพิการมีความรู้ ทักษะในการดูแลสุขภาพตนเองอย่างเหมาะสม

               นายแพทย์อรรถพล แก้วสัมฤทธิ์ รองประธานมูลนิธิศาสตราจารย์นายแพทย์สมบูรณ์วัชโรทัย และที่ปรึกษาโครงการฯ กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับการประชุมครั้งนี้ เพื่อถอดบทเรียนจากแนวปฏิบัติที่ดีของบุคคลและองค์กรที่ประสบความสำเร็จในการส่งเสริมสุขภาพคนพิการ ทั้งในระดับชุมชน ระดับท้องถิ่น และระดับประเทศ สร้างภาคีเครือข่ายความร่วมมือทุกภาคส่วน หรือความสัมพันธ์เชิงสุขภาพที่เข้มแข็งระหว่างระบบสุขภาพ ชุมชน และคนพิการ เพื่อให้การขับเคลื่อนการส่งเสริมสุขภาพคนพิการในระดับพื้นที่อย่างยั่งยืน ที่สำคัญ กรมอนามัยยังให้ความสำคัญในการมอบรางวัลเชิดชูเกียรติและสร้างแรงบันดาลใจให้กับบุคคลและองค์กรที่ดำเนินงานด้านสุขภาพคนพิการ ประกอบด้วย 8 หน่วยงานต้นแบบ 1) สมาคมคนพิการอำเภอนาหมื่น จังหวัดน่าน 2) ศูนย์บริการคนพิการทั่วไป เพื่อชมรมคนพิการจังหวัดยโสธร 3) ศูนย์บริการคนพิการตำบลห้างฉัตร จังหวัดลำปาง 4) ชมรมเพื่อเพื่อนผู้พิการตำบลแจ้ซ้อน จังหวัดลำปาง 5) สมาคมคนพิการจังหวัดตรัง 6) สมาคมผู้ปกครองและผู้ดูแลคนพิการไทยจังหวัดเชียงใหม่ 7) สมาคมคนพิการทางการเคลื่อนไหวหรือทางร่างกายจังหวัดสิงห์บุรี และ
    8) มูลนิธิพระมหาไถ่เพื่อการพัฒนาคนพิการ จังหวัดชลบุรี และมอบโล่เชิดชูเกียรติบุคคลต้นแบบ 2 รางวัล ได้แก่ 1) นางพิมพ์ปวีณ์ วงษ์ธนะปัด จากสมาคมคนพิการอำเภอนาหมื่น จังหวัดน่าน และ 2) นายชำนาญ ทรัพย์แก้ว จากสมาคมคนพิการจังหวัดตรัง

    ***

    กรมอนามัย /29 สิงหาคม 2568

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://multimedia.anamai.moph.go.th/news/290868/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0A5T7FljebnjJtv2QC_cni

  • มะเร็งลำไส้ใหญ่กลัวมาก “ผักชนิดนี้” วิจัยชี้ลดความเสี่ยงโรค ประโยชน์ราคาไม่แพง

    มะเร็งลำไส้ใหญ่กลัวมาก “ผักชนิดนี้” วิจัยชี้ลดความเสี่ยงโรค ประโยชน์ราคาไม่แพง

    มะเร็งลำไส้ใหญ่กลัวมาก “ผักตระกูลนี้” วิจัยชี้ช่วยลดความเสี่ยง ป้องกันโรค หากินได้ง่ายราคาไม่แพง

    การศึกษาล่าสุดพบว่า การรับประทานผักในตระกูลกะหล่ำ (Cruciferous vegetables) เช่น บร็อกโคลี กะหล่ำปลี ดอกกะหล่ำ และกะหล่ำบรัสเซลส์ อาจช่วยลดความเสี่ยงการเกิด มะเร็งลำไส้ใหญ่ได้ถึง 20% ตามรายงานของ The Sun สื่ออังกฤษ

    แม้การบริโภคเนื้อแดงและเนื้อแปรรูปจะถูกระบุว่าเพิ่มความเสี่ยงต่อมะเร็งลำไส้ แต่ทีมนักวิจัยพบว่าการกินผักตระกูลกะหล่ำมีผลชัดเจนต่อการช่วยป้องกันโรคนี้

    ผลการศึกษา

    • วิเคราะห์ข้อมูลจาก 17 งานวิจัย รวมผู้เข้าร่วม 639,539 คน

    • ในจำนวนนี้ มี 97,595 คน เป็นผู้ป่วยมะเร็งลำไส้

    • พบว่าการรับประทานผักตระกูลกะหล่ำ วันละ 20-40 กรัม ให้ผลป้องกันดีที่สุด

    • การกินเกิน 40 กรัม/วัน ไม่ได้เพิ่มผลการป้องกันอย่างมีนัยสำคัญ แต่ผลคงที่ในช่วง 40-60 กรัม/วัน

    ทำไมผักตระกูลกะหล่ำช่วยต้านมะเร็ง?

    • อุดมด้วย ฟลาโวนอยด์ ใยอาหาร วิตามิน C แคโรทีนอยด์ และกลูโคซิโนเลต (glucosinolate)

    • เมื่อเคี้ยว กลูโคซิโนเลตจะสลายเป็น isothiocyanate ที่มีฤทธิ์ต้านมะเร็ง

    • Isothiocyanate ทำงานโดย:

      • ยับยั้งเอนไซม์ที่กระตุ้นสารก่อมะเร็ง

      • กระตุ้นกระบวนการ apoptosis (ทำให้เซลล์มะเร็งตายเอง)

      • ขัดขวางการสร้างเส้นเลือดใหม่ในก้อนมะเร็ง

    ประโยชน์อื่น ๆ ของผักตระกูลกะหล่ำ

    • ลดความดันโลหิต และชะลอการเกิดคราบพลัคในหลอดเลือด

    • มีวิตามิน K สูง ช่วยลดการแข็งตัวของแคลเซียมในหลอดเลือด ซึ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือดสมอง

    • ราคาถูกและหาซื้อได้ง่ายในเวียดนาม รวมถึงในประเทศแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เช่น กะหล่ำปลี

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/news/9836458/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2VQ80Oet2VrB68CxciGHsz

  • คาร์บอน-14 “นาฬิกาที่เริ่มเดินหลังความตาย” ช่วยไขคดีอาชญากรรมและความลับในประวัติศาสตร์ได้อย่างไร – BBC News ไทย

    คาร์บอน-14 “นาฬิกาที่เริ่มเดินหลังความตาย” ช่วยไขคดีอาชญากรรมและความลับในประวัติศาสตร์ได้อย่างไร – BBC News ไทย

    Montage showing a frog on a bamboo stick, a separate frog skeleton, and a countdown clock

    ที่มาของภาพ, Getty Images/BBC

      • Author, คริส บารานิวก์
      • Role, บีบีซี เวิลด์ เซอร์วิส

    ในช่วงกลางทศวรรษ 1940 วิลลาร์ด ลิบบี นักเคมีชาวอเมริกัน มั่นใจว่าเขาจะต้องพบสารเคมีสำคัญบางอย่างที่มีประโยชน์มหาศาล ในน้ำเสียที่เต็มไปด้วยสิ่งปฏิกูล ซึ่งรวมถึงปัสสาวะและอุจจาระของมนุษย์

    เป้าหมายในการค้นหาท่ามกลางสิ่งโสโครกน่ารังเกียจดังกล่าว คือคาร์บอนในรูปแบบที่เป็นไอโซโทปกัมมันตรังสี หรือ “คาร์บอน-14” (carbon-14) ที่อยู่ในธรรมชาตินั่นเอง เนื่องจากลิบบีเกิดความคิดที่ว่า หากมีคาร์บอน-14 อยู่ในสิ่งมีชีวิตและในสิ่งแวดล้อมตามธรรมชาติจริง มันจะทิ้งร่องรอยของการสลายตัวช้า ๆ เอาไว้ในพืชและสัตว์ที่ตายลง ดังนั้นหากทราบว่ายังมีคาร์บอน-14 หลงเหลืออยู่ในซากพืชซากสัตว์เท่าไหร่ ก็จะสามารถคำนวณและประมาณการได้ว่า พืชและสัตว์นั้นตายลงเมื่อใดกันแน่

    อย่างไรก็ตาม ลิบบีจะต้องพิสูจน์ให้ได้เสียก่อนว่า มีคาร์บอน-14 อยู่ทั่วไปในธรรมชาติจริง และต้องมีความเข้มข้นตรงกับที่เขาได้ประมาณการไว้ด้วย เพราะก่อนหน้านั้นนักวิทยาศาสตร์จะพบคาร์บอน-14 ได้ ก็แต่ในสารที่สังเคราะห์ขึ้นในห้องปฏิบัติการเท่านั้น

    ลิบบีคาดว่าสิ่งมีชีวิตจะขับถ่ายคาร์บอน-14 ที่สะสมในร่างกายออกมา เขาจึงเริ่มค้นหาร่องรอยของมันจากท่อน้ำทิ้งในเมืองบัลติมอร์ รัฐแมริแลนด์ ซึ่งตอนนั้นเต็มไปด้วยของเสียที่ชาวเมืองได้ขับถ่ายออกมาในทุกวัน

    ในที่สุดลิบบีก็ได้พบสารกัมมันตรังสีคาร์บอน-14 ในธรรมชาติ สมดังใจปรารถนา แต่ในตอนนั้นเขายังไม่รู้ว่า ในอนาคตคาร์บอน-14 หรือ “คาร์บอนกัมมันตรังสี” (radioactive carbon) ซึ่งเบื้องต้นมีประโยชน์ในการเป็นเครื่องมือตรวจหาอายุของวัตถุ จะสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในงานด้านต่าง ๆ ได้อีกอย่างมากมายมหาศาล

    Skip ได้รับความนิยมสูงสุด and continue reading

    ได้รับความนิยมสูงสุด

    • .

    • แพทองธาร ชินวัตร เดินทางออกจากตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบฯ หลังการฟังการอ่านคำวินิจฉัย

    • พระองค์ภา

    • .

    End of ได้รับความนิยมสูงสุด

    วิลลาร์ด ลิบบี ได้รับรางวัลโนเบลสาขาเคมี เมื่อปี 1960

    ที่มาของภาพ, Getty Images/BBC

    คำบรรยายภาพ, วิลลาร์ด ลิบบี ได้รับรางวัลโนเบลสาขาเคมี เมื่อปี 1960

    ตั้งแต่ช่วงกลางศตวรรษที่ 20 เป็นต้นมา คาร์บอนกัมมันตรังสีได้นำมนุษยชาติเข้าสู่ “ยุคทอง” แห่งการค้นพบความลับเบื้องหลังวัตถุโบราณจำนวนนับไม่ถ้วน ทั้งยังช่วยไขคดีอาชญากรรมเช่นการค้นหาบุคคลสูญหาย และติดตามจับกุมผู้ลักลอบค้างาช้างเพื่อนำตัวมาลงโทษ นอกจากนี้ คาร์บอน-14 ยังช่วยให้นักวิทยาศาสตร์เข้าใจมากขึ้น ถึงความซับซ้อนของระบบภูมิอากาศโลก จนอาจจะกล่าวได้ว่า การตรวจหาอายุด้วยคาร์บอนกัมมันตรังสี คือหนึ่งในกุญแจสำคัญที่ช่วยไขปริศนาต่าง ๆ ของมนุษยชาติ

    ลิบบีได้อธิบายถึงต้นกำเนิดของคาร์บอน-14 ไว้ว่า คาร์บอนกัมมันตรังสีถูกผลิตขึ้น เมื่อรังสีคอสมิกจากห้วงอวกาศ ชนเข้ากับอะตอมของธาตุไนโตรเจนในชั้นบรรยากาศโลก จนโครงสร้างของอะตอมไนโตรเจนเปลี่ยนไป กลายเป็นอะตอมคาร์บอน-14 ซึ่งจะรวมตัวกับออกซิเจนอย่างรวดเร็ว ทำให้เกิดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) ที่เป็นสารกัมมันตรังสีขึ้นในอากาศ

    พืชและสัตว์ที่อยู่บนพื้นดิน ได้ดูดซับและกลืนกินคาร์บอนไดออกไซด์ที่เป็นสารกัมมันตรังสีเข้าสู่ร่างกาย โดยมีการสะสมเพิ่มพูนเอาไว้ภายในตลอดระยะเวลาที่ยังมีชีวิตอยู่ แต่เมื่อพืชและสัตว์ซึ่งรวมถึงมนุษย์หมดลมหายใจ กระบวนการดังกล่าวจะหยุดลงทันที

    เนื่องจากเรารู้ถึงอัตราเร็วในการสลายตัวของคาร์บอนกัมมันตรังสีอย่างแน่ชัด การตรวจวัดว่ายังคงมีคาร์บอน-14 หลงเหลืออยู่ในซากอินทรีย์ในปริมาณเท่าใด จะช่วยบอกได้ว่าซากศพหรือวัตถุโบราณมีอายุเก่าแก่แค่ไหนกันแน่ จะว่าไปแล้ววิธีการนี้ก็เหมือนกับนาฬิกาพิเศษ ที่จะเริ่มเดินเมื่อสิ่งมีชีวิตตายลงเท่านั้น

    “จัดสิ่งต่าง ๆ ให้เป็นระเบียบ ตามลำดับเวลา”

    เมื่อลิบบีสามารถพิสูจน์ยืนยันได้แล้วว่า มีคาร์บอน-14 อยู่ในก๊าซมีเทนที่เกิดจากน้ำเสียของเมืองบัลติมอร์จริง เขาก็เริ่มออกค้นหาคาร์บอนกัมมันตรังสีจากแหล่งอื่นในธรรมชาติต่อไป ซึ่งการตรวจหาปริมาณของคาร์บอน-14 ในสิ่งต่าง ๆ ทำให้เขาสามารถตรวจวัดอายุหรือความเก่าแก่ของวัตถุโบราณ อย่างเช่นผ้าลินินที่ใช้ห่อม้วนหนังสือเดดซี (Dead Sea Scroll) และชิ้นไม้ที่มาจากเรือลำหนึ่ง ซึ่งอยู่ในสุสานของฟาโรห์เซซอสตริสที่สาม (Sesostris III) ผู้ปกครองอาณาจักรอียิปต์โบราณเมื่อเกือบ 4,000 ปีก่อน

    ลิบบีเคยเล่าถึงการทำงานของเขาว่า “งานของผมมีปัญหาอย่างหนึ่ง นั่นคือคุณไม่อาจจะเที่ยวไปบอกใคร ๆ ได้ว่า กำลังทำอะไรอยู่ เพราะมันฟังดูเหมือนผมบ้าหรือกำลังเพี้ยนมากเกินไป คุณไม่อาจบอกใครได้ว่า รังสีคอสมิกสามารถบันทึกประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติได้ ไม่มีทางที่จะอธิบายให้ใครฟังได้เลย ดังนั้นผมจึงเก็บมันไว้เป็นความลับ”

    อย่างไรก็ตาม เมื่อเขาสามารถพิสูจน์ได้ว่า คาร์บอน-14 มีประโยชน์ต่อการไขปริศนาจากอดีตได้จริง ลิบบีก็ได้ตีพิมพ์เผยแพร่ผลการศึกษาของเขาให้โลกรู้ ซึ่งต่อมาทำให้เขาได้รับรางวัลโนเบลสาขาเคมี ในปี 1960

    อย่างไรก็ตาม เทคนิคการตรวจหาอายุของวัสดุอินทรีย์ด้วยคาร์บอนกัมมันตรังสี ก็มีข้อจำกัดอยู่ด้วยเช่นกัน โดยสามารถใช้ตรวจหาอายุของวัตถุที่มีความเก่าแก่แค่ไม่เกิน 50,000 ปีเท่านั้น เพราะสิ่งของที่มีอายุเกินเกณฑ์ดังกล่าว จะมีปริมาณของคาร์บอน-14 หลงเหลืออยู่น้อยมาก จนไม่อาจนำมาคำนวณหาอายุได้อย่างแม่นยำอีกต่อไป

    Fragment of the Dead Sea Scrolls showing ancient Hebrew text

    ที่มาของภาพ, Getty Images/BBC

    คำบรรยายภาพ, ชิ้นส่วนของม้วนหนังสือเดดซี (Dead Sea Scroll) เป็นโบราณวัตถุชิ้นแรก ๆ ที่ได้รับการตรวจหาอายุด้วยคาร์บอน-14

    ปัจจุบันการตรวจหาอายุด้วยคาร์บอนกัมมันตรังสี ถือเป็นวิธีหลักในการทำความเข้าใจประวัติศาสตร์ โดยดร.ราเชล วูด จากหน่วยเครื่องเร่งอนุภาคคาร์บอนกัมมันตรังสีของมหาวิทยาลัยอ็อกซ์ฟอร์ด ซึ่งเป็นหนึ่งในห้องปฏิบัติการชั้นนำของโลก ในด้านการตรวจหาอายุด้วยคาร์บอน-14 บอกว่า

    “ในแง่ของการจัดระเบียบสิ่งต่าง ๆ ตามลำดับเวลา และในแง่ของการที่เราจะสามารถเปรียบเทียบระหว่างภูมิภาคที่แตกต่างกันได้ รวมทั้งเข้าใจจังหวะย่างก้าวของความเปลี่ยนแปลง เทคนิคการตรวจหาอายุด้วยคาร์บอนกัมมันตรังสีนี้ มีความสำคัญมากจริง ๆ”

    ดร.วูดและคณะ เคยตรวจหาอายุของวัสดุต่าง ๆ มาแล้วหลายสิ่ง ทั้งกระดูกมนุษย์, ถ่าน, เปลือกหอย, เมล็ดพืช, เส้นผม, ฝ้าย, เซรามิก, และแผ่นหนังที่ใช้เขียนหนังสือของคนโบราณ (parchment) นอกจากนี้ยังเคยตรวจวิเคราะห์ของแปลก ๆ อย่างเช่นปัสสาวะของค้างคาวที่แข็งตัวจนกลายเป็นหินฟอสซิลด้วย

    ห้องปฏิบัติการของดร.วูด ใช้อุปกรณ์ตรวจวัดอายุที่ล้ำสมัย ซึ่งเรียกว่า “เครื่องเร่งอนุภาคเพื่อตรวจวิเคราะห์องค์ประกอบในโมเลกุลของสาร” (accelerator mass spectrometer) เพื่อนับจำนวนของอะตอมคาร์บอน-14 ในตัวอย่างวัสดุที่นำมาตรวจได้โดยตรง ซึ่งแตกต่างจากวิธีการโดยอ้อมแบบดั้งเดิมของลิบบี ที่วัดการแผ่รังสีแล้วนำไปคำนวณเพื่อกะประมาณว่า ยังคงมีคาร์บอน-14 หลงเหลืออยู่เท่าใด

    เครื่องเร่งอนุภาคในห้องปฏิบัติการของดร.วูด สามารถตรวจวัดอายุของวัสดุที่มีขนาดเล็กจิ๋วมาก ๆ ได้ แม้แต่สิ่งที่มีน้ำหนักเบาเพียงแค่มิลลิกรัมเดียว ก็สามารถนำมาตรวจวัดอายุได้เช่นกัน ในขณะที่วิธีการแบบดั้งเดิมของลิบบี จะต้องใช้ตัวอย่างวัสดุในปริมาณที่มากกว่านั้นหลายเท่า

    การตรวจหาอายุกระดูก

    ตามปกติแล้ว การแยกสารปนเปื้อนที่มีคาร์บอนกัมมันตรังสีออกมา ต้องใช้เวลานานหลายสัปดาห์ แต่ในตอนที่เครื่องเร่งอนุภาคเพื่อการตรวจวิเคราะห์สารทำขั้นตอนนี้สำเร็จ ก็จะทราบถึงอายุโดยประมาณของวัตถุได้ทันที “มันน่าตื่นเต้นมากที่ได้ทราบผลการวิเคราะห์อย่างรวดเร็วทันใจ” ดร.วูดกล่าว

    เทคนิคนี้ยังช่วยให้คำตอบที่แน่ชัด เพื่อตัดสินข้อถกเถียงที่โต้แย้งกันมานานถึงหนึ่งศตวรรษได้ด้วย เช่นในกรณีของโครงกระดูกมนุษย์โบราณ ที่วิลเลียม บักแลนด์ นักภูมิศาสตร์และนักเทววิทยาชาวอังกฤษ ค้นพบในแคว้นเวลส์เมื่อปี 1823 เขายืนกรานหนักแน่นมาโดยตลอดถึงความเชื่อของตนเองว่า โครงกระดูกนี้มีอายุเก่าแก่อย่างมากก็ราว 2,000 ปีเท่านั้น แต่การตรวจหาอายุด้วยคาร์บอนกัมมันตรังสีในอีกหนึ่งร้อยปีต่อมา กลับชี้ชัดว่าแท้จริงแล้ว โครงกระดูกดังกล่าวมีอายุเก่าแก่ประมาณ 33,000 – 34,000 ปี เลยทีเดียว ทำให้มันครองตำแหน่งโครงกระดูกมนุษย์ที่เก่าแก่ที่สุด เท่าที่เคยมีการค้นพบมาในสหราชอาณาจักร

    เมื่อช่วงต้นปี 2025 ที่เพิ่งผ่านมานี้ เทคนิคตรวจหาอายุด้วยคาร์บอน-14 ยังช่วยไขคดีอาชญากรรมค้างเก่า ที่ตำรวจอเมริกันยังสะสางไม่สำเร็จ ของเด็กหญิงลอรา แอน โอมอลลีย์ วัย 13 ปี ที่หายสาบสูญไปจากบ้านในนครนิวยอร์กของสหรัฐฯ ตั้งแต่ปี 1975

    ในช่วงทศวรรษ 1990 มีผู้พบศพนิรนามที่ก้นแม่น้ำสายหนึ่งในรัฐแคลิฟอร์เนีย ซึ่งในตอนนั้นตำรวจคาดว่า น่าจะเป็นศพจากสุสานเก่าแก่ที่ถูกน้ำกัดเซาะจนพังลงและถูกพัดพามา ทว่าผลการตรวจวัดอายุด้วยคาร์บอน-14 ที่มีขึ้นในปีนี้ ชี้ว่าศพดังกล่าวเป็นของคนที่เกิดระหว่างปี 1964-1967 และน่าจะเสียชีวิตลงในช่วงปี 1977-1984 ซึ่งตรงกับข้อมูลประวัติของเด็กหญิงโอมอลลีย์พอดี ต่อมาผลตรวจดีเอ็นเอยังยืนยันว่า ศพนิรนามดังกล่าวคือเธออย่างไม่ต้องสงสัย

    ปัจจุบันการตรวจวิเคราะห์ทางนิติวิทยาศาสตร์ ยังอาศัยวิธีวัดอายุจากคาร์บอนกัมมันตรังสีแบบ “บอมบ์พัลซ์” (bomb pulse) หรือการค้นหาปีที่บุคคลเสียชีวิต จากการวัดความเข้มข้นของคาร์บอน-14 ในเนื้อเยื่อ โดยเปรียบเทียบกับการเพิ่มขึ้นและลดลงอย่างสูงของปริมาณคาร์บอน-14 ในบรรยากาศโลก ซึ่งเป็นผลมาจากการทดลองระเบิดนิวเคลียร์ในชั้นบรรยากาศหลายร้อยครั้ง ระหว่างช่วงทศวรรษ 1950 – 1960

    การทดลองระเบิดนิวเคลียร์ได้ปลดปล่อยคาร์บอน-14 ปริมาณมหาศาล ซึ่งต่อมาได้ปนเปื้อนในอากาศและเข้าสู่ห่วงโซ่อาหารของสิ่งมีชีวิต ทำให้สามารถตรวจหาอายุของซากอินทรีย์ต่าง ๆ ที่เคยมีชีวิตอยู่ในช่วงกลางศตวรรษที่ 20 เป็นต้นมา ได้อย่างแม่นยำ โดยในหลายกรณีมีความคลาดเคลื่อนเพียงไม่เกินหนึ่งปีเท่านั้น

    ดร.แซม วาสเซอร์ จากมหาวิทยาลัยวอชิงตัน บอกว่า “ผมไม่รู้จักเทคนิควิธีอื่น ที่สามารถตรวจหาอายุได้ใกล้เคียงความจริงขนาดนั้น นับว่ามันเป็นวิธีการที่มีประโยชน์แบบไม่ธรรมดาเลยจริง ๆ”

    ควันหลงจากการล่าช้างเอางา

    ดร.วาสเซอร์ ใช้การตรวจวัดอายุด้วยคาร์บอนกัมมันตรังสี มาตรวจสอบตัวอย่างงาช้างเพื่อค้นหาว่า งาช้างกิ่งใดมาจากการลักลอบล่าและค้าสัตว์ป่าอย่างผิดกฎหมาย หากพบว่าเป็นงาจากช้างที่ตายลงหลังปี 1989 ซึ่งคำสั่งห้ามการค้างาช้างทั่วโลกมีผลบังคับใช้แล้ว ผู้ครอบครองงาช้างนั้นจะมีความผิดทันที

    นายเอโดอูโอดจี เอมิล อึนบูเก เป็นหนึ่งในอาชญากรที่ต้องโทษจำคุก จากการลักลอบล่าและค้างาช้าง โดยเขาถูกศาลตัดสินว่ามีความผิดในข้อหาดังกล่าวที่ประเทศโตโก เมื่อปี 2014 หลังผลตรวจดีเอ็นเอยืนยันถึงแหล่งที่มาทางภูมิศาสตร์ของงาช้างในครอบครอง และการตรวจหาอายุด้วยคาร์บอนกัมมันตรังสีก็บ่งชี้อย่างชัดเจนว่า ช้างป่าตัวดังกล่าวถูกล่าเพื่อเอางามาเมื่อใดกันแน่

    กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ แถลงถึงคดีดังกล่าวว่า “หลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ทั้งสองแบบ ล้วนเป็นควันหลงที่ทิ้งร่องรอยสำคัญ ให้สามารถนำตัวนายอึนบูเกมาดำเนินคดีได้”

    Man writing a date on ivory

    ที่มาของภาพ, Getty Images/BBC

    คำบรรยายภาพ, วิธีการตรวจหาอายุด้วยคาร์บอน-14 ทำให้นักวิทยาศาสตร์ทราบได้ว่า งาช้างมาจากการล่าอย่างผิดกฎหมายหรือไม่

    เทคนิคแบบเดียวกันยังช่วยเปิดโปงการปลอมแปลงผลงานศิลปะ อย่างเช่นภาพทิวทัศน์ของหมู่บ้านแห่งหนึ่ง ที่จิตรกรหัวใสทำปลอมขึ้นด้วยการวาดเลียนแบบ แต่อ้างว่าเป็นของจริงที่วาดขึ้นตั้งแต่ปี 1866 กลับได้รับการเปิดเผยในภายหลังด้วยเทคนิคคาร์บอนกัมมันตรังสีว่า แท้จริงแล้วเป็นของปลอมที่เพิ่งวาดขึ้นในช่วงทศวรรษ 1980 โดยมีการจงใจตกแต่งให้ภาพดูเก่ากว่าความเป็นจริงมาก

    การตรวจวัดอายุด้วยคาร์บอน-14 ยังช่วยให้นักวิทยาศาสตร์เข้าใจการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศได้ลึกซึ้งขึ้น โดยเข้าใจถึงผลกระทบของการเผาเชื้อเพลิงฟอสซิล และการปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สู่ชั้นบรรยากาศ ผ่านการตรวจหาคาร์บอน-14 ในธารน้ำแข็งและระบบนิเวศเก่าแก่

    ผลการศึกษาวิจัยข้างต้น ถูกนำมาเผยแพร่ในรายงานของคณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (IPCC) ซึ่งเป็นองค์กรที่ได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ ประจำปี 2007 ร่วมกับนายอัล กอร์ อดีตรองประธานาธิบดีสหรัฐฯ จากผลงานการเผยแพร่ข้อมูลความรู้ เกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ

    “การตรวจหาอายุด้วยคาร์บอน-14 ให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์อย่างมหาศาล สำหรับผู้ที่ต้องการใช้แบบจำลองภูมิอากาศในอดีต มาทำนายถึงแนวโน้มของสภาพภูมิอากาศที่เป็นไปได้ในอนาคต” ดร.ทิม ฮีตัน จากมหาวิทยาลัยลีดส์ของสหราชอาณาจักรกล่าว

    นักวิทยาศาสตร์สามารถใช้ข้อมูลสถิติของคาร์บอนกัมมันตรังสีในอดีต ติดตามตรวจสอบว่าที่ผ่านมา สภาพภูมิอากาศของโลกผันผวนเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรบ้าง แล้วนำข้อมูลนั้นมาเปรียบเทียบกับสิ่งที่แบบจำลองภูมิอากาศได้ทำนายไว้ ก็จะทราบได้ว่าแบบจำลองภูมิอากาศที่ใช้กันอยู่ มีความแม่นยำเพียงพอหรือไม่

    การเจือจางของคาร์บอน-14

    อย่างไรก็ตาม ปัญหาสิ่งแวดล้อมในปัจจุบัน กำลังส่งผลกระทบต่อเทคนิคการวัดอายุด้วยคาร์บอนกัมมันตรังสีอย่างมาก เพราะการเผาไหม้เชื้อเพลิงฟอสซิล ได้ปลดปล่อยคาร์บอนปริมาณมหาศาลสู่ชั้นบรรยากาศโลก แต่ในจำนวนนั้นไม่มีคาร์บอน-14 รวมอยู่ด้วยเลย

    เหตุที่เป็นเช่นนั้น ก็เพราะสิ่งมีชีวิตที่กลายเป็นเชื้อเพลิงฟอสซิล ได้ตายลงในยุคบรรพกาลเมื่อหลายล้านปีก่อน จนคาร์บอน-14 ในซากอินทรีย์เหล่านี้ สลายตัวหมดสิ้นไปนานแล้ว ดังนั้นการปล่อยคาร์บอนชนิดธรรมดาสู่ชั้นบรรยากาศในปริมาณมหาศาล จึงส่งผลให้ความเข้มข้นของคาร์บอน-14 ในอากาศเจือจางลง

    ฮีเธอร์ เกรเวน จากมหาวิทยาลัยอิมพีเรียล คอลเลจ ลอนดอน หรือไอซีแอล (ICL) บอกว่าในกรณีที่เลวร้ายที่สุด เทคนิคการตรวจหาอายุด้วยคาร์บอนกัมมันตรังสีอาจใช้ไม่ได้อีกต่อไป หากมีการปล่อยคาร์บอนในระดับสูงมากในช่วงศตวรรษหน้า “สิ่งมีชีวิตที่เกิดขึ้นใหม่ หรือสารอินทรีย์ที่ถูกผลิตขึ้นใหม่ จะมีองค์ประกอบของคาร์บอนกัมมันตรังสี ไม่แตกต่างจากของโบราณที่มีอายุเก่าแก่ถึงสองพันปี”

    Smoke rising from chimneys burning coal or fossil fuels

    ที่มาของภาพ, Getty Images/BBC

    คำบรรยายภาพ, การเผาเชื้อเพลิงฟอสซิล อาจเจือจางความเข้มข้นของคาร์บอน-14 ในบรรยากาศโลกได้

    แม้ดร.ราเชล วูด จะเห็นแย้งว่า ปัญหาดังกล่าวจะยังไม่เกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้ แต่ศาสตราจารย์กิตติคุณ พอลา ไรเมอร์ จากมหาวิทยาลัยควีนส์ยูนิเวอร์ซิตีเบลฟาสต์ (QUB) เห็นว่าการปล่อยคาร์บอนในทุกวันนี้ ทำให้เทคนิคการตรวจวัดอายุด้วยคาร์บอน-14 ทำได้ยากขึ้น และจะส่งผลบั่นทอนความแม่นยำของวิธีนี้อย่างรุนแรงในที่สุด

    ศ.ไรเมอร์ เคยทำการศึกษาวิจัยนานหลายปี เพื่อหาวิธีเพิ่มความแม่นยำของเทคนิคดังกล่าว เช่นการตรวจหาสัญลักษณ์ที่บ่งชี้ถึงการเปลี่ยนแปลงขึ้นลง ของปริมาณคาร์บอนกัมมันตรังสีในวงปีของต้นไม้ ซึ่งจะเผยให้ทราบถึงความเปลี่ยนแปลงของคาร์บอน-14 ในชั้นบรรยากาศ ตลอดช่วงระยะเวลาหลายพันปีได้

    กราฟเส้นโค้งที่แสดงถึงการเพิ่มขึ้นและลดลงของคาร์บอน-14 ในชั้นบรรยากาศโลก ซึ่งเป็นที่ยอมรับกันว่ามีความถูกต้องแม่นยำมากที่สุดในขณะนี้ สามารถตรวจหาอายุของวัตถุที่มีความเก่าแก่ได้สูงสุดถึงราว 14,000 ปี แต่น่าเสียดายว่าการปล่อยคาร์บอนของมนุษย์ยุคปัจจุบัน อาจทำให้ยุคทองของเทคนิคการตรวจวัดอายุที่ยอดเยี่ยมนี้ต้องสิ้นสุดลง

    บทความนี้เขียนขึ้นด้วยความร่วมมือระหว่างบีบีซี กับฝ่ายประชาสัมพันธ์รางวัลโนเบล (Nobel Prize Outreach)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bbc.com/thai/articles/cvgn04ll8xjo&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0s93xpc1smBpzNlAQ4MPDU

  • ‘พรรคเศรษฐกิจ’ ข้องใจจับเด็กนักเรียนกัมพูชา แต่ไม่จับแรงงานกัมพูชาเถื่อน ชี้รธน.คือปัญหา

    ‘พรรคเศรษฐกิจ’ ข้องใจจับเด็กนักเรียนกัมพูชา แต่ไม่จับแรงงานกัมพูชาเถื่อน ชี้รธน.คือปัญหา

    ‘พรรคเศรษฐกิจ’ ข้องใจทำไมตำรวจจับเด็กนักเรียนกัมพูชาวัย 13 ปี แต่ไม่จับแรงงานกัมพูชาเถื่อน ชี้รัฐธรรมนูญคือปัญหา เด็กต่างด้าวเรียนฟรีแย่งที่เรียนเด็กไทย แนะเน้นเด็กไทยให้ได้รับการศึกษาที่ดีและเพียงพอ รับเด็กต่างชาติได้แต่ต้องมีการเก็บค่าใช้จ่ายในการเข้าเรียน

    29 ส.ค.2568 -ที่ทำการพรรคเศรษฐกิจ นายคริส โปตระนันทน์ ประธานพรรคเศรษฐกิจ เปิดเผยว่า เหตุการณ์ที่นักเรียนชาวกัมพูชาวัย 13 ปี ถูกตำรวจจับกุมที่โรงเรียน และเตรียมส่งกลับประเทศกัมพูชา หลังถูกแจ้งความว่าเป็นบุคคลต่างด้าวที่เข้าเมืองโดยไม่ได้รับอนุญาตนั้นเป็นเรื่องที่น่าเศร้าใจที่เด็กนักเรียนสัญชาติกัมพูชาที่เป็นเด็กตั้งใจเรียนหนังสือต้องถูกส่งกลับจากการจับของตำรวจ แต่ก็การกระทำของแม่เด็กก็ผิดกฎหมายตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมืองจริง แต่ก็ต้องขอตั้งสังเกตว่า เหตุใดตำรวจถึงกวดขันเข้มข้นกับการจับเด็กนักเรียนต่างด้าว แต่กลับไม่ยอมบังคับใช้กฎหมายและกับแรงงานต่างด้าวรวมถึงคนกัมพูชาด้วยที่เข้าเมืองผิดกฎหมายที่ ที่มีประมาณ 4-6 ล้านคน ทั่วประเทศ

    “ซึ่งคนเหล่านี้กำลังแย่งงานคนไทยอยู่ทั่วทุกหัวระแหง และที่ยิ่งไปกว่านั้น บางส่วนอาจมีพฤติกรรมในการบ่อนทอนความมั่นคงโดยการเป็นสายให้รัฐบาลกัมพูชา โดยมีแหล่งข่าวแจ้งมาที่พรรคเศรษฐกิจว่า มีตำรวจเรียกเก็บส่วยจากแรงงานต่างด้าวที่ผิดกฎหมายเหล่านี้อยู่เดือนละ 500 บาทต่อหัว ซึ่งเงินจากการทุจริตก้อนนี้ตกอยู่ ประมาณเดือนละ 2,000 ล้านบาทเลยทีเดียว ส่วนกรณีของเด็กวัย 13 ปี คนดังกล่าว ก็ไม่ใช่เรื่องที่น่าเป็นห่วง เพราะหลังถูกผลักดันออกจากประเทศ เด็กก็สามารถที่ดำเนินการขอวีซ่าให้ถูกกฎหมายและขอเข้าเรียนในประเทศไทยได้ใหม่” นายคริส กล่าว

    นายคริส กล่าวว่า ในส่วนของภาพใหญ่ นี่ไม่ใช่ปัญหาของเด็กคนเดียวแต่เป็นปัญหาเด็กต่างด้าวที่ทะลักเข้ามาเรียนหนังสืออยู่ในระบบโรงเรียนของประเทศไทยเป็นจำนวนมากกว่า 200,000 คน (ข้อมูลจากปี 2566) เป็นเรื่องที่ต้องจัดการอย่างเร่งด่วน เรื่องนี้มี สาเหตุมาจากการที่รัฐธรรมนูญ ฉบับ พ.ศ. 2560 มาตรา 54 ที่บัญญัติว่า รัฐต้องดำเนินการให้เด็กทุกคนได้รับการศึกษาเป็นเวลาสิบสองปีตั้งแต่ก่อนวัยเรียนจนจบการศึกษาภาคบังคับอย่างมีคุณภาพโดยไม่เก็บค่าใช้จ่าย โดยกฎหมายข้อนี้ทำให้เกิดแรงจูงใจให้คนต่างด้าวจำนวนมากหลบหนีเข้าเมือง โดยอุ้มลูกหลานของตนที่ไม่ใช่คนไทย เข้ามาใช้ทรัพยากรของประเทศไทยโดยที่ตนเองไม่ได้จ่ายภาษี ทำให้เกิดปัญหา ซึ่งในกรณีที่เกิดขึ้น

    หากเราแก้ไขบทบัญญัติมาตราดังกล่าวให้เพิ่มคำว่า “เด็กทุกคนที่มีสัญชาติไทย” จะช่วยลดปัญหาลงได้มาก ซึ่งพรรคเศรษฐกิจ มีจุดยืนให้ความสำคัญกับนโยบายการศึกษา โดยเน้นหลักที่ว่า หากเด็กไทย ได้รับการศึกษาที่ดีและเพียงพอแล้ว เราก็สามารถขยายโรงเรียนไปรับเด็กต่างชาติได้ แต่ก็ต้องมีการเก็บค่าใช้จ่าย ค่าเทอมในการเข้าเรียน

    โดยตามข้อแนะนำจาก OECD อัตราส่วนนักเรียนต่อครูในระดับประถมศึกษา โดยเฉลี่ยในประเทศที่พัฒนาแล้วอยู่ที่ เด็ก 14 คน ต่อครู 1 ท่าน หากเราดำเนินตามนโยบายตามปัจจุบัน จะทำให้การพัฒนามาตรฐานการเรียนการสอนของไทย เทียบเท่ามาตรฐาน OECD ได้ยาก แม้ว่าแนวโน้มประชากรเกิดใหม่ของไทยจะอยู่ในช่วงขาลงก็ตาม

    ประธานพรรคเศรษฐกิจ กล่าวอีกว่า ส่วนในเรื่องที่บางฝ่ายอาจจะมองว่า หากมีการแก้ไขกฎหมาย จะเป็นการกีดกันการศึกษาของนักเรียนต่างด้าวอาจผิดข้อกฎหมายระหว่างประเทศ ประเทศไทยสามารถขอสงวนข้อกฎหมายในเรื่องดังกล่าวได้ เนื่องจากที่ผ่านมาประเทศไทยประสบปัญหาในเรื่องภาระงบประมาณภาครัฐที่ไม่เพียงพอ จากกรณีเด็กต่างด้าวที่ถูกแอบนำเข้ามาโดยความตั้งใจในการใช้ทรัพยากร เงินภาษี ของประเทศไทยโดยผิดกฎหมายจำนวนมาก ทั้งนี้หากมองในด้านมนุษยชน เราสามารถให้กลุ่มต่างด้าวนี้เรียนในระบบ การศึกษานอกโรงเรียน (กศน.) หรือทางโทรทัศน์ทางไกลได้ เพื่อให้กลุ่มนักเรียนต่างด้าวเหล่านี้สามารถศึกษาเนื้อหาทางการศึกษาของไทยได้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/x-cite-news/852051/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0rt7PKFj4Rtvy6OTSzJ1k3

  • กรมการพัฒนาชุมชน เข้าร่วมพิธีปิดการศึกษาอบรม หลักสูตรนายอำเภอ รุ่นที่ 85 – 86 – 87  

    กรมการพัฒนาชุมชน เข้าร่วมพิธีปิดการศึกษาอบรม หลักสูตรนายอำเภอ รุ่นที่ 85 – 86 – 87  

    กรมการพัฒนาชุมชน เข้าร่วมพิธีปิดการศึกษาอบรม หลักสูตรนายอำเภอ รุ่นที่ 85 – 86 – 87  


    29/08/2568 | 27 | |

    วันที่ 29 สิงหาคม 2568 เวลา 08.30 น. นายสามารถ สุวรรณมณี รองอธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน ร่วมเป็นเกียรติพิธีปิดการศึกษาอบรม หลักสูตรนายอำเภอ รุ่นที่ 85 86 และ 87 ณ อาคารศูนย์พัฒนาบุคลากรฝ่ายปกครอง โดยมี นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย รักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี ให้เกียรติเป็นประธานในพิธี พร้อมนี้ มีผู้บริหารระดับสูงกระทรวงมหาดไทย หัวหน้าส่วนราชการระดับกรมในสังกัดกระทรวงมหาดไทย  ผู้ว่าราชการจังหวัด และข้าราชการที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมกิจกรรมในครั้งนี้อย่างพร้อมเพรียง

    ในโอกาสนี้ ประธานในพิธีปิดฯ กล่าวแสดงความยินดีกับผู้ที่สำเร็จการศึกษาในหลักสูตรนายอำเภอ พร้อมเน้นย้ำนายอำเภอ คือ ผู้นำการเปลี่ยนแปลงเชิงรุก ต้องเข้าใจนโยบาย เข้าใจตนเอง และเข้าใจประชาชน เป็นสะพานเชื่อมระหว่างรัฐบาลและประชาชน ทำงานบำบัดทุกข์ บำรุงสุขด้วยใจ และการเป็นนายอำเภอที่ดีนั้น จะต้องได้รับความศรัทธา ความไว้วางใจ ต้องเป็นนักบริหาร นักปกครอง และนักประสานงานที่มีหัวใจรับใช้ประชาชน โดยยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง ตั้งมั่น ทำงานด้วยความซื่อสัตย์สุจริต สรรค์สร้างประโยชน์แก่ประชาชนและประเทศชาติสืบไป

    #กรมการพัฒนาชุมชน
    #กระทรวงมหาดไทย


    X-Twitter Line Tiktok Instagram QRCode


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.cdd.go.th/th/content/category/detail/id/8/iid/260290&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3Dnb-PNswmWQC9hw8GX9K9

  • โรงเรียนวิศวกรรมรถไฟ จัดพิธีไหว้ครู และประดับเข็มเครื่องหมายโรงเรียนวิศวกรรมรถไฟ (ล้อปีกมหาพิชัยมงกุฎครอบ) ประจำปีการศึกษา 2568 ตอกย้ำภารกิจสร้างบุคลากรระบบรางสู่ยุคใหม่

    โรงเรียนวิศวกรรมรถไฟ จัดพิธีไหว้ครู และประดับเข็มเครื่องหมายโรงเรียนวิศวกรรมรถไฟ (ล้อปีกมหาพิชัยมงกุฎครอบ) ประจำปีการศึกษา 2568 ตอกย้ำภารกิจสร้างบุคลากรระบบรางสู่ยุคใหม่

    วันที่ 28 สิงหาคม 2568 โรงเรียนวิศวกรรมรถไฟ จัดพิธีไหว้ครู ประจำปีการศึกษา 2568 ให้กับนักเรียนโรงเรียนวิศวกรรมรถไฟ ทั้ง 2 ชั้นปี และพิธีประดับเข็มเครื่องหมายโรงเรียนวิศวกรรมรถไฟ (ล้อปีกมหาพิชัยมงกุฎครอบ) ให้กับนักเรียนวิศวกรรมรถไฟชั้นปีที่ 1 โดยมีนายวีริศ อัมระปาล ผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วยคณะผู้บริหารการรถไฟฯ คณะครูอาจารย์ของสถาบันฝึกอบรมระบบราง เข้าร่วมพิธี ณ สถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์

    สำหรับการจัดพิธีประดับเข็มเครื่องหมายโรงเรียนวิศวกรรมรถไฟ (ล้อปีกมหาพิชัยมงกุฎครอบ) ประจำปีการศึกษา 2568 นับเป็นพิธีสำคัญที่โรงเรียนวิศวกรรมรถไฟจัดให้กับนักศึกษาชั้นปีที่ 1 เป็นประจำทุกปี เพื่อเป็นการแสดงความเคารพ และสืบสานวัฒนธรรมประเพณีอันดีงามของไทย ซึ่งถือเป็นเกียรติชั้นสูงของนักเรียนวิศวกรรมรถไฟที่ได้ประดับเครื่องหมายโรงเรียนวิศวกรรมรถไฟ (ล้อปีกมหาพิชัยมงกุฎครอบ) บนหน้าอกด้านซ้ายของเครื่องแบบนักเรียน

    ทั้งนี้ นักเรียนวิศวกรรมรถไฟประจำปีการศึกษา 2568 มีนักศึกษาที่เข้ารับการศึกษาระดับชั้นปีที่ 1 รวมทั้งสิ้น 133 คน เพื่อพัฒนาเป็นบุคลากรคนรุ่นใหม่ที่มีความรู้ความสามารถ รองรับการเติบโตของกิจการการรถไฟฯ ในอนาคต และในหลากหลายสาขาวิชา ประกอบด้วย ประเภทวิชาช่างอุตสาหกรรม สาขาวิชาช่างเครื่องกล สาขาวิชาช่างเทคนิคไฟฟ้ารถจักรและล้อเลื่อน สาขาวิชาช่างอาณัติสัญญาณและโทรคมนาคม สาขาวิชาช่างโยธา และประเภทวิชาบริหารธุรกิจ สาขาวิชาการจัดการเดินรถ เป็นต้น

    สำหรับโรงเรียนวิศวกรรมรถไฟ ในฐานะสถาบันการศึกษาระบบรางแห่งแรกของไทย ภายใต้การกำกับดูแลของการรถไฟแห่งประเทศไทย มีบทบาทสำคัญในการสร้างบุคลากรที่มีเชี่ยวชาญด้านระบบรางมาอย่างต่อเนื่องยาวนานกว่า 85 ปี เป็นหน่วยงานที่พัฒนาบุคลากรให้มีความรู้ความสามารถ เพื่อรองรับการเติบโตด้านระบบการขนส่งทางรางของประเทศในอนาคตต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thailandplus.tv/archives/952786&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3YxuMW8wKAAzH8CYxSDL1E

  • “รมว.นฤมล” นำประชุม “สกศ.ถก” ปฏิรูปการศึกษา ยกระดับระบบการเรียนรู้สู่มาตรฐานสากล มุ่งสร้างพลเมืองที่เข้มแข็งของประเทศ

    “รมว.นฤมล” นำประชุม “สกศ.ถก” ปฏิรูปการศึกษา ยกระดับระบบการเรียนรู้สู่มาตรฐานสากล มุ่งสร้างพลเมืองที่เข้มแข็งของประเทศ

    29 สิงหาคม 2568 13:47 น. สยามรัฐออนไลน์ การศึกษา

    เมื่อวันที่ 29 ส.ค.68 ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานการประชุมสภาการศึกษา ครั้งที่ 3/2568 ณ ห้องประชุมกำแหง พลางกูร สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.) โดยมีคณะกรรมการสภาการศึกษา และ รศ.ดร.ประวิต เอราวรรณ์ เลขาธิการสภาการศึกษา ร่วมประชุม

    โดยการประชุมครั้งนี้มีการพิจารณาเรื่องสำคัญ 3 ประเด็นหลัก ได้แก่ ร่างทิศทางการพัฒนาศักยภาพคนไทยเพื่อสร้างพลเมืองที่เข้มแข็ง ผ่านเสาหลักการเรียนรู้ 5 ด้าน หรือ The L.E.A.R.N. Pillars ซึ่งประกอบด้วย การเสริมศักยภาพผู้เรียน การสร้างบุคลากรทางการศึกษาที่มีคุณภาพและสุขภาวะที่ดี การบริหารจัดการทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ การเปิดโอกาสให้ทุกคนเข้าถึงการเรียนรู้ที่ยืดหยุ่น และการสร้างเครือข่ายการมีส่วนร่วม โดยทั้งหมดจะเป็นกลไกสำคัญในการสร้างระบบนิเวศการเรียนรู้ตลอดชีวิตควบคู่กับการปรับปรุงกฎหมายที่เกี่ยวข้องให้ทันสมัย

    รวมถึงแนวทางการปรับระบบการบริหารงบประมาณและทรัพยากรด้านการศึกษา เพื่อยกระดับคุณภาพการเรียนรู้ โดยเน้นการกระจายอำนาจ การสนับสนุนจากทุกภาคส่วน การเพิ่มสัดส่วนการลงทุนเพื่อการวิจัยและนวัตกรรม รวมถึงการจัดสรรงบประมาณให้ถึงผู้เรียนโดยตรง ควบคู่ไปกับการปรับโครงสร้างเงินอุดหนุนพื้นฐานและพัฒนาฐานข้อมูลเพื่อการวัดผลและปรับปรุงอย่างเป็นระบบ

    ขณะเดียวกัน ที่ประชุมยังพิจารณานโยบายการสร้างเสริมชุดทักษะจำเป็นสำหรับเด็กและเยาวชนไทย ผ่าน 3 ยุทธศาสตร์สำคัญ คือ การเสริมสร้างสมรรถนะผู้เรียนบนฐานทักษะที่จำเป็น การจัดระบบสนับสนุนการเรียนรู้ที่เป็นระบบ และการสร้างพื้นที่เรียนรู้โดยใช้ทุนทางสังคมและทรัพยากรในแต่ละพื้นที่

    นอกจากนั้นที่ประชุมยังรับทราบความก้าวหน้าของการดำเนินงานของ สกศ. อาทิ ผลการจัดอันดับ IMD ด้านการศึกษา 2025 ที่ไทยควรกำหนดยุทธศาสตร์ยกระดับให้ชัดเจน มติสมัชชาสภาการศึกษาระดับชาติที่ผลักดันแนวคิด “Learn to Earn” และระบบเมืองแห่งการเรียนรู้ตลอดชีวิต การพัฒนากรอบคุณวุฒิสำหรับเยาวชนฝีมือ พร้อมการเปิดแพลตฟอร์มธนาคารหน่วยกิตแห่งชาติในปีหน้า รวมถึงความคืบหน้าการผลักดันไทยสู่การเป็นสมาชิก OECD ซึ่งอยู่ในขั้นตอนการพิจารณาทางกฎหมาย ตลอดจนการจัดทำแผนการศึกษาในภาวะฉุกเฉินระดับชาติ เพื่อรับมือสถานการณ์ความไม่สงบชายแดนไทย–กัมพูชา และสร้างขวัญกำลังใจให้กับผู้เรียนและบุคลากรในพื้นที่

    “ทั้งสามเรื่องที่สภาการศึกษาผลักดันในการประชุมครั้งนี้ จะเป็นรากฐานสำคัญในการสร้างพลเมืองที่เข้มแข็งและยกระดับระบบการศึกษาไทยให้ก้าวทันการเปลี่ยนแปลงของโลกยุคใหม่“ศ.ดร.นฤมล กล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/n/647556&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3030Jz50p-kfoMb3BFtlKN