© 2025 บริษัท สี่พระยาการพิมพ์ จำกัด
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5066711/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3ZtDxQfFoczP05Gf3RUEnd

© 2025 บริษัท สี่พระยาการพิมพ์ จำกัด
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5066711/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3ZtDxQfFoczP05Gf3RUEnd

วันเสาร์ ที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.
Tag :
นายชานน วาสิกศิริ ผู้ว่าราชการจังหวัดนครนายก เป็นประธานในพิธีมอบทุนสนับสนุนการศึกษาแก่เด็กออทิสติกและเด็กพิการในมูลนิธิคุณพุ่ม พร้อมด้วย หัวหน้าส่วนราชการ และแขกผู้มีเกียรติ ร่วมพิธี ณ ห้องประชุมศูนย์การศึกษาพิเศษมหาจักรีสิรินธร ประจำจังหวัดนครนายก ซึ่งทางจังหวัดนครนายก ได้รับพระกรุณาธิคุณ จากทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี องค์ประธานมูลนิธิคุณพุ่ม ประทานทุนการศึกษา ให้แก่บุคคลออทิสติกและเด็กพิการในจังหวัดนครนายก
นางอาภัสรา ตังคกุลวิวิช ผู้อำนวยการศูนย์การศึกษาพิเศษมหาจักรีสิรินธร ประจำจังหวัดนครนายก กล่าวว่า ด้วยมูลนิธิคุณพุ่ม โดยทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี องค์ประธานมูลนิธิคุณพุ่ม ทรงเล็งเห็นถึงความสำคัญว่าบุคคลออทิสติก บุคคลที่มีความบกพร่องทางการเรียนรู้นั้น ยังไม่ได้รับโอกาสทางการศึกษาและทางสังคมอยู่เป็นจำนวนมาก พระองค์ทรงมีความห่วงใยในคนเหล่านี้ จึงทรงพระกรุณาประทานทุนทรัพย์ส่วนพระองค์เพื่อเป็นทุนแรกเริ่มในการก่อตั้งมูลนิธิคุณพุ่มขึ้นมา เพื่อเป็นการรำลึกถึง คุณพุ่มพระโอรส ซึ่งในปีนี้ ศูนย์การศึกษาพิเศษมหาจักรีสิรินธร ประจำจังหวัดนครนายก ได้รับการจัดสรรทุนดังกล่าว จำนวน 101 ทุน เป็นเงินจำนวนทั้งสิ้น 505,000 บาท โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการศึกษา และพัฒนาศักยภาพของผู้ที่ได้รับทุนการศึกษาเท่านั้น และทางมูลนิธิคุณพุ่มได้ขอความอนุเคราะห์จากผู้ว่าราชการจังหวัด เป็นผู้แทนพระองค์ในการมอบทุนการศึกษาให้แก่เด็กพิการในจังหวัดนั้น ๆ โดยให้ผู้แทนผู้รับทุนการศึกษาฯ จำนวน 30 คน เข้ารับทุนดังกล่าว
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/local/910640&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2VbXEmeq0Jl27WR_CGnu6W

สุภาษิตโบราณที่ว่า “ไม่มีใครรวยเกินสามรุ่น” มักถูกยกมาเตือนใจผู้ที่มีทรัพย์สิน ว่าการรักษาความมั่งคั่งให้ยาวนานไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ตระกูล “แซ่เป้ย” จากจีน กลับเป็นข้อยกเว้นที่หายาก เพราะสามารถรักษาความมั่งคั่งและอิทธิพลไว้ได้นานถึง 15 รุ่น นานกว่าครึ่งสหัสวรรษ
ตำนานของตระกูลเริ่มจาก เป้ย หลานถัง แพทย์แผนจีนในสมัยราชวงศ์หมิง ที่ริเริ่มเปิดคลินิกของตัวเองและต่อยอดสู่กิจการขนาดใหญ่ ด้วยวิสัยทัศน์ทางธุรกิจที่แหลมคม ในยุคราชวงศ์ชิง สมัยจักรพรรดิเฉียนหลง ครอบครัวเป้ยก็กลายเป็นหนึ่งใน 4 ตระกูลร่ำรวยที่สุดในซูโจว
จากธุรกิจยาสมุนไพร พวกเขาขยายกิจการไปหลากหลายอุตสาหกรรม แต่ยังคงยึดถือคุณค่าดั้งเดิม นั่นคือ การศึกษา ความมีคุณธรรม และการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง ทำให้ทรัพย์สินของตระกูลเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง และไม่ถูกแบ่งแยกจนสูญสิ้นเหมือนหลายตระกูลอื่น
ตระกูลนี้มีอสังหาริมทรัพย์นับพันแห่งในเซี่ยงไฮ้ เมืองที่ราคาบ้านติดอันดับแพงที่สุดในเอเชีย ยิ่งไปกว่านั้น รุ่นที่ 13 อย่าง เป้ย ไท่อัน ยังเป็นผู้ก่อตั้ง ธนาคารเซี่ยงไฮ้ ซึ่งเป็นธนาคารแรกในจีนที่รับฝากเงินสกุลต่างประเทศ
ขณะที่น้องชายของเขา เป้ย หน่วนเซิง ได้รับฉายาว่า “ราชาสี” จากการสร้างอาณาจักรธุรกิจสีทาอาคาร และกล้าเข้าซื้อกิจการต่างชาติในช่วงปี 1950 ซึ่งเป็นยุคที่ยังไม่มีใครกล้าคิดถึงการลงทุนระดับโลกแบบนั้น
สิ่งที่ทำให้ตระกูลนี้คงความรุ่งเรืองได้อย่างแท้จริง คือ การลงทุนกับการศึกษา ลูกหลานเป้ยจำนวนมากสำเร็จการศึกษาจากมหาวิทยาลัยระดับโลก โดยเฉพาะ มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ซึ่งกลายเป็นธรรมเนียมที่สืบทอดกันมาหลายรุ่น
หนึ่งในบุคคลสำคัญของตระกูล คือ เป้ย อี้หมิง (Ieoh Ming Pei) สถาปนิกระดับโลก ผู้ออกแบบพีระมิดกระจกของพิพิธภัณฑ์ลูฟวร์ และเจ้าของรางวัล Pritzker อันทรงเกียรติ
ลูกชายคนโตของเป้ย อี้หมิง จบฮาร์วาร์ดและกลายเป็นนักวางผังเมืองชื่อดัง ลูกชายคนที่สองและสามก็เรียนจบปริญญาโทด้านสถาปัตย์จากฮาร์วาร์ด และร่วมกันก่อตั้งบริษัทสถาปนิก “Pei Partners” ส่วนลูกสาวเป็นนักกฎหมายจากมหาวิทยาลัยโคลัมเบีย
แม้จะย้ายไปใช้ชีวิตในหลายประเทศ แต่ลูกหลานเป้ยยังรักษาค่านิยมดั้งเดิมไว้ได้อย่างเหนียวแน่น
ความมั่งคั่งของตระกูลนี้ไม่ได้เกิดจากโชค แต่เกิดจาก ค่านิยมครอบครัวที่ชัดเจน 2 ข้อ ได้แก่ “ต้องส่งต่อความรู้” และ “ต้องทำความดี”
แม้จะเกิดในบ้านที่มั่งคั่ง แต่ลูกหลานเป้ยถูกเลี้ยงดูด้วยวินัยเข้มงวด เชื่อว่าเงินไม่ใช่คำตอบของทุกอย่าง แต่ การศึกษาและคุณธรรม คือกุญแจที่แท้จริงของความมั่งคั่งที่ยั่งยืน
ตระกูลเป้ยพิสูจน์ให้เห็นว่า “ความร่ำรวยที่แท้จริง” ไม่ได้วัดกันที่ทรัพย์สิน แต่เป็นการสร้าง คนที่มีความรู้ มีจิตสำนึก และมีความรับผิดชอบต่อสังคม ที่จะพาตระกูลไปข้างหน้าอย่างมั่นคง
พวกเขาไม่เพียงส่งต่อทรัพย์สิน แต่ยังส่งต่อความคิด วิธีการใช้ชีวิต และจิตวิญญาณของความเป็นผู้นำจากรุ่นสู่รุ่น สิ่งที่หลายครอบครัวพยายามทำ แต่ไม่ใช่ทุกคนจะทำสำเร็จ
.jpg?ip/resize/w728/q80/jpg)
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/news/9836498/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0Rm1xof4JuhRvcDG9guWEz


#ANAMAINEWS วันนี้ (29 สิงหาคม 2568) แพทย์หญิงอัมพร เบญจพลพิทักษ์ อธิบดีกรมอนามัย มอบหมายให้ ดร.นายแพทย์ปองพล วรปาณิ รองอธิบดีกรมอนามัย เป็นประธานปิดการประชุมเชิงปฏิบัติการถอดบทเรียนและเชิดชูเกียรติบุคคลองค์กรต้นแบบด้านการส่งเสริมสุขภาพคนพิการทางการเคลื่อนไหว พร้อมด้วย นายแพทย์อรรถพล แก้วสัมฤทธิ์ รองประธานมูลนิธิศาสตราจารย์นายแพทย์สมบูรณ์วัชโรทัย และที่ปรึกษาโครงการฯ แพร้อมทั้งเครือข่ายผู้ดำเนินงานด้านส่งเสริมสุขภาพคนพิการ ร่วมงาน ณ โรงแรมที เค พาเลซ แอนด์ คอนเวนชั่น กรุงเทพมหานคร

ดร.นายแพทย์ปองพล วรปาณิ รองอธิบดีกรมอนามัย กล่าวว่า กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข พร้อมสนับสนุนการดำเนินงานด้านส่งเสริมสุขภาพคนพิการ โดยเฉพาะการเข้าถึงบริการสุขภาพที่มีคุณภาพอย่างเท่าเทียม และไม่เลือกปฏิบัติ เพราะการส่งเสริมสุขภาพคนพิการถือเป็นภารกิจสำคัญของกระทรวงสาธารณสุขที่สอดคล้องกับหลักการของอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยสิทธิคนพิการ ปัจจุบัน ประเทศไทยมีประชากรคนพิการประมาณ 2.2 ล้านคน ซึ่งมีความต้องการด้านสุขภาพที่หลากหลายและซับซ้อน ทั้งในด้านการป้องกันโรค การรักษาพยาบาล การฟื้นฟูสมรรถภาพ และการส่งเสริมสุขภาพแบบองค์รวม ดังนั้น การส่งเสริมสุขภาพคนพิการทางการเคลื่อนไหวหรือร่างกายวัยทำงาน จึงเป็นกลุ่มประชากรที่มีศักยภาพเป็นกำลังสำคัญของประเทศ ซึ่งไม่เพียงตอบสนองต่อสิทธิขั้นพื้นฐานด้านสุขภาพ แต่ยังเป็นการลงทุนด้านทุนมนุษย์ที่จะส่งผลต่อการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมในระยะยาว การมีสุขภาพที่ดีจะเป็นรากฐานสำคัญที่ทำให้คนพิการสามารถเข้าถึงโอกาสในการศึกษา การทำงาน และการมีส่วนร่วมในสังคมได้อย่างเต็มศักยภาพ

นายแพทย์ปกรณ์ ตุงคะเสรีรักษ์ รองอธิบดีกรมอนามัย กล่าวเพิ่มเติมว่า กรมอนามัยได้มุ่งเน้นการพัฒนาระบบบริการสุขภาพที่สามารถตอบสนองความต้องการของคนพิการอย่างครอบคลุม โดยเฉพาะการส่งเสริมสุขภาพแบบองค์รวม (Holistic Health Promotion) ที่เน้นมิติทางกายภาพ (Physical Dimension) การดูแลร่างกาย การออกกำลังกาย โภชนาการที่เหมาะสม การพักผ่อนที่เพียงพอ และการป้องกันโรค มิติทางจิตใจ (Mental/Emotional Dimension) ครอบคลุมสุขภาพจิต การจัดการความเครียด มิติทางสังคม (Social Dimension) เกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล การมีเครือข่ายทางสังคม การสื่อสาร และการมีส่วนร่วมในชุมชน มิติทางจิตวิญญาณ (Spiritual Dimension) รวมถึงความหมายของชีวิต และการมีจุดหมายปลายทางในการดำรงอยู่ มิติสิ่งแวดล้อม (Environmental Dimension) ครอบคลุมสภาพแวดล้อมทางกายภาพ สังคม และวัฒนธรรมที่เอื้อต่อการมีสุขภาพดี นอกจากนี้กรมอนามัย ได้ให้ความสำคัญกับการขับเคลื่อนงานส่งเสริมสุขภาพคนพิการ โดยมีเครื่องมือหลักสูตร ” 13 ชม. สุขภาพดี มี.ไว้.ใช้.” เพื่อให้คนพิการมีความรู้ ทักษะในการดูแลสุขภาพตนเองอย่างเหมาะสม

นายแพทย์อรรถพล แก้วสัมฤทธิ์ รองประธานมูลนิธิศาสตราจารย์นายแพทย์สมบูรณ์วัชโรทัย และที่ปรึกษาโครงการฯ กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับการประชุมครั้งนี้ เพื่อถอดบทเรียนจากแนวปฏิบัติที่ดีของบุคคลและองค์กรที่ประสบความสำเร็จในการส่งเสริมสุขภาพคนพิการ ทั้งในระดับชุมชน ระดับท้องถิ่น และระดับประเทศ สร้างภาคีเครือข่ายความร่วมมือทุกภาคส่วน หรือความสัมพันธ์เชิงสุขภาพที่เข้มแข็งระหว่างระบบสุขภาพ ชุมชน และคนพิการ เพื่อให้การขับเคลื่อนการส่งเสริมสุขภาพคนพิการในระดับพื้นที่อย่างยั่งยืน ที่สำคัญ กรมอนามัยยังให้ความสำคัญในการมอบรางวัลเชิดชูเกียรติและสร้างแรงบันดาลใจให้กับบุคคลและองค์กรที่ดำเนินงานด้านสุขภาพคนพิการ ประกอบด้วย 8 หน่วยงานต้นแบบ 1) สมาคมคนพิการอำเภอนาหมื่น จังหวัดน่าน 2) ศูนย์บริการคนพิการทั่วไป เพื่อชมรมคนพิการจังหวัดยโสธร 3) ศูนย์บริการคนพิการตำบลห้างฉัตร จังหวัดลำปาง 4) ชมรมเพื่อเพื่อนผู้พิการตำบลแจ้ซ้อน จังหวัดลำปาง 5) สมาคมคนพิการจังหวัดตรัง 6) สมาคมผู้ปกครองและผู้ดูแลคนพิการไทยจังหวัดเชียงใหม่ 7) สมาคมคนพิการทางการเคลื่อนไหวหรือทางร่างกายจังหวัดสิงห์บุรี และ
8) มูลนิธิพระมหาไถ่เพื่อการพัฒนาคนพิการ จังหวัดชลบุรี และมอบโล่เชิดชูเกียรติบุคคลต้นแบบ 2 รางวัล ได้แก่ 1) นางพิมพ์ปวีณ์ วงษ์ธนะปัด จากสมาคมคนพิการอำเภอนาหมื่น จังหวัดน่าน และ 2) นายชำนาญ ทรัพย์แก้ว จากสมาคมคนพิการจังหวัดตรัง
***
กรมอนามัย /29 สิงหาคม 2568

———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://multimedia.anamai.moph.go.th/news/290868/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0A5T7FljebnjJtv2QC_cni

มะเร็งลำไส้ใหญ่กลัวมาก “ผักตระกูลนี้” วิจัยชี้ช่วยลดความเสี่ยง ป้องกันโรค หากินได้ง่ายราคาไม่แพง
การศึกษาล่าสุดพบว่า การรับประทานผักในตระกูลกะหล่ำ (Cruciferous vegetables) เช่น บร็อกโคลี กะหล่ำปลี ดอกกะหล่ำ และกะหล่ำบรัสเซลส์ อาจช่วยลดความเสี่ยงการเกิด มะเร็งลำไส้ใหญ่ได้ถึง 20% ตามรายงานของ The Sun สื่ออังกฤษ
แม้การบริโภคเนื้อแดงและเนื้อแปรรูปจะถูกระบุว่าเพิ่มความเสี่ยงต่อมะเร็งลำไส้ แต่ทีมนักวิจัยพบว่าการกินผักตระกูลกะหล่ำมีผลชัดเจนต่อการช่วยป้องกันโรคนี้
วิเคราะห์ข้อมูลจาก 17 งานวิจัย รวมผู้เข้าร่วม 639,539 คน
ในจำนวนนี้ มี 97,595 คน เป็นผู้ป่วยมะเร็งลำไส้
พบว่าการรับประทานผักตระกูลกะหล่ำ วันละ 20-40 กรัม ให้ผลป้องกันดีที่สุด
การกินเกิน 40 กรัม/วัน ไม่ได้เพิ่มผลการป้องกันอย่างมีนัยสำคัญ แต่ผลคงที่ในช่วง 40-60 กรัม/วัน
.jpg?ip/resize/w728/q80/jpg)
อุดมด้วย ฟลาโวนอยด์ ใยอาหาร วิตามิน C แคโรทีนอยด์ และกลูโคซิโนเลต (glucosinolate)
เมื่อเคี้ยว กลูโคซิโนเลตจะสลายเป็น isothiocyanate ที่มีฤทธิ์ต้านมะเร็ง
Isothiocyanate ทำงานโดย:
ยับยั้งเอนไซม์ที่กระตุ้นสารก่อมะเร็ง
กระตุ้นกระบวนการ apoptosis (ทำให้เซลล์มะเร็งตายเอง)
ขัดขวางการสร้างเส้นเลือดใหม่ในก้อนมะเร็ง
ลดความดันโลหิต และชะลอการเกิดคราบพลัคในหลอดเลือด
มีวิตามิน K สูง ช่วยลดการแข็งตัวของแคลเซียมในหลอดเลือด ซึ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือดสมอง
ราคาถูกและหาซื้อได้ง่ายในเวียดนาม รวมถึงในประเทศแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เช่น กะหล่ำปลี
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/news/9836458/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2VQ80Oet2VrB68CxciGHsz


ที่มาของภาพ, Getty Images/BBC
ในช่วงกลางทศวรรษ 1940 วิลลาร์ด ลิบบี นักเคมีชาวอเมริกัน มั่นใจว่าเขาจะต้องพบสารเคมีสำคัญบางอย่างที่มีประโยชน์มหาศาล ในน้ำเสียที่เต็มไปด้วยสิ่งปฏิกูล ซึ่งรวมถึงปัสสาวะและอุจจาระของมนุษย์
เป้าหมายในการค้นหาท่ามกลางสิ่งโสโครกน่ารังเกียจดังกล่าว คือคาร์บอนในรูปแบบที่เป็นไอโซโทปกัมมันตรังสี หรือ “คาร์บอน-14” (carbon-14) ที่อยู่ในธรรมชาตินั่นเอง เนื่องจากลิบบีเกิดความคิดที่ว่า หากมีคาร์บอน-14 อยู่ในสิ่งมีชีวิตและในสิ่งแวดล้อมตามธรรมชาติจริง มันจะทิ้งร่องรอยของการสลายตัวช้า ๆ เอาไว้ในพืชและสัตว์ที่ตายลง ดังนั้นหากทราบว่ายังมีคาร์บอน-14 หลงเหลืออยู่ในซากพืชซากสัตว์เท่าไหร่ ก็จะสามารถคำนวณและประมาณการได้ว่า พืชและสัตว์นั้นตายลงเมื่อใดกันแน่
อย่างไรก็ตาม ลิบบีจะต้องพิสูจน์ให้ได้เสียก่อนว่า มีคาร์บอน-14 อยู่ทั่วไปในธรรมชาติจริง และต้องมีความเข้มข้นตรงกับที่เขาได้ประมาณการไว้ด้วย เพราะก่อนหน้านั้นนักวิทยาศาสตร์จะพบคาร์บอน-14 ได้ ก็แต่ในสารที่สังเคราะห์ขึ้นในห้องปฏิบัติการเท่านั้น
ลิบบีคาดว่าสิ่งมีชีวิตจะขับถ่ายคาร์บอน-14 ที่สะสมในร่างกายออกมา เขาจึงเริ่มค้นหาร่องรอยของมันจากท่อน้ำทิ้งในเมืองบัลติมอร์ รัฐแมริแลนด์ ซึ่งตอนนั้นเต็มไปด้วยของเสียที่ชาวเมืองได้ขับถ่ายออกมาในทุกวัน
ในที่สุดลิบบีก็ได้พบสารกัมมันตรังสีคาร์บอน-14 ในธรรมชาติ สมดังใจปรารถนา แต่ในตอนนั้นเขายังไม่รู้ว่า ในอนาคตคาร์บอน-14 หรือ “คาร์บอนกัมมันตรังสี” (radioactive carbon) ซึ่งเบื้องต้นมีประโยชน์ในการเป็นเครื่องมือตรวจหาอายุของวัตถุ จะสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในงานด้านต่าง ๆ ได้อีกอย่างมากมายมหาศาล

ที่มาของภาพ, Getty Images/BBC
ตั้งแต่ช่วงกลางศตวรรษที่ 20 เป็นต้นมา คาร์บอนกัมมันตรังสีได้นำมนุษยชาติเข้าสู่ “ยุคทอง” แห่งการค้นพบความลับเบื้องหลังวัตถุโบราณจำนวนนับไม่ถ้วน ทั้งยังช่วยไขคดีอาชญากรรมเช่นการค้นหาบุคคลสูญหาย และติดตามจับกุมผู้ลักลอบค้างาช้างเพื่อนำตัวมาลงโทษ นอกจากนี้ คาร์บอน-14 ยังช่วยให้นักวิทยาศาสตร์เข้าใจมากขึ้น ถึงความซับซ้อนของระบบภูมิอากาศโลก จนอาจจะกล่าวได้ว่า การตรวจหาอายุด้วยคาร์บอนกัมมันตรังสี คือหนึ่งในกุญแจสำคัญที่ช่วยไขปริศนาต่าง ๆ ของมนุษยชาติ
ลิบบีได้อธิบายถึงต้นกำเนิดของคาร์บอน-14 ไว้ว่า คาร์บอนกัมมันตรังสีถูกผลิตขึ้น เมื่อรังสีคอสมิกจากห้วงอวกาศ ชนเข้ากับอะตอมของธาตุไนโตรเจนในชั้นบรรยากาศโลก จนโครงสร้างของอะตอมไนโตรเจนเปลี่ยนไป กลายเป็นอะตอมคาร์บอน-14 ซึ่งจะรวมตัวกับออกซิเจนอย่างรวดเร็ว ทำให้เกิดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) ที่เป็นสารกัมมันตรังสีขึ้นในอากาศ
พืชและสัตว์ที่อยู่บนพื้นดิน ได้ดูดซับและกลืนกินคาร์บอนไดออกไซด์ที่เป็นสารกัมมันตรังสีเข้าสู่ร่างกาย โดยมีการสะสมเพิ่มพูนเอาไว้ภายในตลอดระยะเวลาที่ยังมีชีวิตอยู่ แต่เมื่อพืชและสัตว์ซึ่งรวมถึงมนุษย์หมดลมหายใจ กระบวนการดังกล่าวจะหยุดลงทันที
เนื่องจากเรารู้ถึงอัตราเร็วในการสลายตัวของคาร์บอนกัมมันตรังสีอย่างแน่ชัด การตรวจวัดว่ายังคงมีคาร์บอน-14 หลงเหลืออยู่ในซากอินทรีย์ในปริมาณเท่าใด จะช่วยบอกได้ว่าซากศพหรือวัตถุโบราณมีอายุเก่าแก่แค่ไหนกันแน่ จะว่าไปแล้ววิธีการนี้ก็เหมือนกับนาฬิกาพิเศษ ที่จะเริ่มเดินเมื่อสิ่งมีชีวิตตายลงเท่านั้น
เมื่อลิบบีสามารถพิสูจน์ยืนยันได้แล้วว่า มีคาร์บอน-14 อยู่ในก๊าซมีเทนที่เกิดจากน้ำเสียของเมืองบัลติมอร์จริง เขาก็เริ่มออกค้นหาคาร์บอนกัมมันตรังสีจากแหล่งอื่นในธรรมชาติต่อไป ซึ่งการตรวจหาปริมาณของคาร์บอน-14 ในสิ่งต่าง ๆ ทำให้เขาสามารถตรวจวัดอายุหรือความเก่าแก่ของวัตถุโบราณ อย่างเช่นผ้าลินินที่ใช้ห่อม้วนหนังสือเดดซี (Dead Sea Scroll) และชิ้นไม้ที่มาจากเรือลำหนึ่ง ซึ่งอยู่ในสุสานของฟาโรห์เซซอสตริสที่สาม (Sesostris III) ผู้ปกครองอาณาจักรอียิปต์โบราณเมื่อเกือบ 4,000 ปีก่อน
ลิบบีเคยเล่าถึงการทำงานของเขาว่า “งานของผมมีปัญหาอย่างหนึ่ง นั่นคือคุณไม่อาจจะเที่ยวไปบอกใคร ๆ ได้ว่า กำลังทำอะไรอยู่ เพราะมันฟังดูเหมือนผมบ้าหรือกำลังเพี้ยนมากเกินไป คุณไม่อาจบอกใครได้ว่า รังสีคอสมิกสามารถบันทึกประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติได้ ไม่มีทางที่จะอธิบายให้ใครฟังได้เลย ดังนั้นผมจึงเก็บมันไว้เป็นความลับ”
อย่างไรก็ตาม เมื่อเขาสามารถพิสูจน์ได้ว่า คาร์บอน-14 มีประโยชน์ต่อการไขปริศนาจากอดีตได้จริง ลิบบีก็ได้ตีพิมพ์เผยแพร่ผลการศึกษาของเขาให้โลกรู้ ซึ่งต่อมาทำให้เขาได้รับรางวัลโนเบลสาขาเคมี ในปี 1960
อย่างไรก็ตาม เทคนิคการตรวจหาอายุของวัสดุอินทรีย์ด้วยคาร์บอนกัมมันตรังสี ก็มีข้อจำกัดอยู่ด้วยเช่นกัน โดยสามารถใช้ตรวจหาอายุของวัตถุที่มีความเก่าแก่แค่ไม่เกิน 50,000 ปีเท่านั้น เพราะสิ่งของที่มีอายุเกินเกณฑ์ดังกล่าว จะมีปริมาณของคาร์บอน-14 หลงเหลืออยู่น้อยมาก จนไม่อาจนำมาคำนวณหาอายุได้อย่างแม่นยำอีกต่อไป

ที่มาของภาพ, Getty Images/BBC
ปัจจุบันการตรวจหาอายุด้วยคาร์บอนกัมมันตรังสี ถือเป็นวิธีหลักในการทำความเข้าใจประวัติศาสตร์ โดยดร.ราเชล วูด จากหน่วยเครื่องเร่งอนุภาคคาร์บอนกัมมันตรังสีของมหาวิทยาลัยอ็อกซ์ฟอร์ด ซึ่งเป็นหนึ่งในห้องปฏิบัติการชั้นนำของโลก ในด้านการตรวจหาอายุด้วยคาร์บอน-14 บอกว่า
“ในแง่ของการจัดระเบียบสิ่งต่าง ๆ ตามลำดับเวลา และในแง่ของการที่เราจะสามารถเปรียบเทียบระหว่างภูมิภาคที่แตกต่างกันได้ รวมทั้งเข้าใจจังหวะย่างก้าวของความเปลี่ยนแปลง เทคนิคการตรวจหาอายุด้วยคาร์บอนกัมมันตรังสีนี้ มีความสำคัญมากจริง ๆ”
ดร.วูดและคณะ เคยตรวจหาอายุของวัสดุต่าง ๆ มาแล้วหลายสิ่ง ทั้งกระดูกมนุษย์, ถ่าน, เปลือกหอย, เมล็ดพืช, เส้นผม, ฝ้าย, เซรามิก, และแผ่นหนังที่ใช้เขียนหนังสือของคนโบราณ (parchment) นอกจากนี้ยังเคยตรวจวิเคราะห์ของแปลก ๆ อย่างเช่นปัสสาวะของค้างคาวที่แข็งตัวจนกลายเป็นหินฟอสซิลด้วย
ห้องปฏิบัติการของดร.วูด ใช้อุปกรณ์ตรวจวัดอายุที่ล้ำสมัย ซึ่งเรียกว่า “เครื่องเร่งอนุภาคเพื่อตรวจวิเคราะห์องค์ประกอบในโมเลกุลของสาร” (accelerator mass spectrometer) เพื่อนับจำนวนของอะตอมคาร์บอน-14 ในตัวอย่างวัสดุที่นำมาตรวจได้โดยตรง ซึ่งแตกต่างจากวิธีการโดยอ้อมแบบดั้งเดิมของลิบบี ที่วัดการแผ่รังสีแล้วนำไปคำนวณเพื่อกะประมาณว่า ยังคงมีคาร์บอน-14 หลงเหลืออยู่เท่าใด
เครื่องเร่งอนุภาคในห้องปฏิบัติการของดร.วูด สามารถตรวจวัดอายุของวัสดุที่มีขนาดเล็กจิ๋วมาก ๆ ได้ แม้แต่สิ่งที่มีน้ำหนักเบาเพียงแค่มิลลิกรัมเดียว ก็สามารถนำมาตรวจวัดอายุได้เช่นกัน ในขณะที่วิธีการแบบดั้งเดิมของลิบบี จะต้องใช้ตัวอย่างวัสดุในปริมาณที่มากกว่านั้นหลายเท่า
ตามปกติแล้ว การแยกสารปนเปื้อนที่มีคาร์บอนกัมมันตรังสีออกมา ต้องใช้เวลานานหลายสัปดาห์ แต่ในตอนที่เครื่องเร่งอนุภาคเพื่อการตรวจวิเคราะห์สารทำขั้นตอนนี้สำเร็จ ก็จะทราบถึงอายุโดยประมาณของวัตถุได้ทันที “มันน่าตื่นเต้นมากที่ได้ทราบผลการวิเคราะห์อย่างรวดเร็วทันใจ” ดร.วูดกล่าว
เทคนิคนี้ยังช่วยให้คำตอบที่แน่ชัด เพื่อตัดสินข้อถกเถียงที่โต้แย้งกันมานานถึงหนึ่งศตวรรษได้ด้วย เช่นในกรณีของโครงกระดูกมนุษย์โบราณ ที่วิลเลียม บักแลนด์ นักภูมิศาสตร์และนักเทววิทยาชาวอังกฤษ ค้นพบในแคว้นเวลส์เมื่อปี 1823 เขายืนกรานหนักแน่นมาโดยตลอดถึงความเชื่อของตนเองว่า โครงกระดูกนี้มีอายุเก่าแก่อย่างมากก็ราว 2,000 ปีเท่านั้น แต่การตรวจหาอายุด้วยคาร์บอนกัมมันตรังสีในอีกหนึ่งร้อยปีต่อมา กลับชี้ชัดว่าแท้จริงแล้ว โครงกระดูกดังกล่าวมีอายุเก่าแก่ประมาณ 33,000 – 34,000 ปี เลยทีเดียว ทำให้มันครองตำแหน่งโครงกระดูกมนุษย์ที่เก่าแก่ที่สุด เท่าที่เคยมีการค้นพบมาในสหราชอาณาจักร
เมื่อช่วงต้นปี 2025 ที่เพิ่งผ่านมานี้ เทคนิคตรวจหาอายุด้วยคาร์บอน-14 ยังช่วยไขคดีอาชญากรรมค้างเก่า ที่ตำรวจอเมริกันยังสะสางไม่สำเร็จ ของเด็กหญิงลอรา แอน โอมอลลีย์ วัย 13 ปี ที่หายสาบสูญไปจากบ้านในนครนิวยอร์กของสหรัฐฯ ตั้งแต่ปี 1975
ในช่วงทศวรรษ 1990 มีผู้พบศพนิรนามที่ก้นแม่น้ำสายหนึ่งในรัฐแคลิฟอร์เนีย ซึ่งในตอนนั้นตำรวจคาดว่า น่าจะเป็นศพจากสุสานเก่าแก่ที่ถูกน้ำกัดเซาะจนพังลงและถูกพัดพามา ทว่าผลการตรวจวัดอายุด้วยคาร์บอน-14 ที่มีขึ้นในปีนี้ ชี้ว่าศพดังกล่าวเป็นของคนที่เกิดระหว่างปี 1964-1967 และน่าจะเสียชีวิตลงในช่วงปี 1977-1984 ซึ่งตรงกับข้อมูลประวัติของเด็กหญิงโอมอลลีย์พอดี ต่อมาผลตรวจดีเอ็นเอยังยืนยันว่า ศพนิรนามดังกล่าวคือเธออย่างไม่ต้องสงสัย
ปัจจุบันการตรวจวิเคราะห์ทางนิติวิทยาศาสตร์ ยังอาศัยวิธีวัดอายุจากคาร์บอนกัมมันตรังสีแบบ “บอมบ์พัลซ์” (bomb pulse) หรือการค้นหาปีที่บุคคลเสียชีวิต จากการวัดความเข้มข้นของคาร์บอน-14 ในเนื้อเยื่อ โดยเปรียบเทียบกับการเพิ่มขึ้นและลดลงอย่างสูงของปริมาณคาร์บอน-14 ในบรรยากาศโลก ซึ่งเป็นผลมาจากการทดลองระเบิดนิวเคลียร์ในชั้นบรรยากาศหลายร้อยครั้ง ระหว่างช่วงทศวรรษ 1950 – 1960
การทดลองระเบิดนิวเคลียร์ได้ปลดปล่อยคาร์บอน-14 ปริมาณมหาศาล ซึ่งต่อมาได้ปนเปื้อนในอากาศและเข้าสู่ห่วงโซ่อาหารของสิ่งมีชีวิต ทำให้สามารถตรวจหาอายุของซากอินทรีย์ต่าง ๆ ที่เคยมีชีวิตอยู่ในช่วงกลางศตวรรษที่ 20 เป็นต้นมา ได้อย่างแม่นยำ โดยในหลายกรณีมีความคลาดเคลื่อนเพียงไม่เกินหนึ่งปีเท่านั้น
ดร.แซม วาสเซอร์ จากมหาวิทยาลัยวอชิงตัน บอกว่า “ผมไม่รู้จักเทคนิควิธีอื่น ที่สามารถตรวจหาอายุได้ใกล้เคียงความจริงขนาดนั้น นับว่ามันเป็นวิธีการที่มีประโยชน์แบบไม่ธรรมดาเลยจริง ๆ”
ดร.วาสเซอร์ ใช้การตรวจวัดอายุด้วยคาร์บอนกัมมันตรังสี มาตรวจสอบตัวอย่างงาช้างเพื่อค้นหาว่า งาช้างกิ่งใดมาจากการลักลอบล่าและค้าสัตว์ป่าอย่างผิดกฎหมาย หากพบว่าเป็นงาจากช้างที่ตายลงหลังปี 1989 ซึ่งคำสั่งห้ามการค้างาช้างทั่วโลกมีผลบังคับใช้แล้ว ผู้ครอบครองงาช้างนั้นจะมีความผิดทันที
นายเอโดอูโอดจี เอมิล อึนบูเก เป็นหนึ่งในอาชญากรที่ต้องโทษจำคุก จากการลักลอบล่าและค้างาช้าง โดยเขาถูกศาลตัดสินว่ามีความผิดในข้อหาดังกล่าวที่ประเทศโตโก เมื่อปี 2014 หลังผลตรวจดีเอ็นเอยืนยันถึงแหล่งที่มาทางภูมิศาสตร์ของงาช้างในครอบครอง และการตรวจหาอายุด้วยคาร์บอนกัมมันตรังสีก็บ่งชี้อย่างชัดเจนว่า ช้างป่าตัวดังกล่าวถูกล่าเพื่อเอางามาเมื่อใดกันแน่
กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ แถลงถึงคดีดังกล่าวว่า “หลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ทั้งสองแบบ ล้วนเป็นควันหลงที่ทิ้งร่องรอยสำคัญ ให้สามารถนำตัวนายอึนบูเกมาดำเนินคดีได้”

ที่มาของภาพ, Getty Images/BBC
เทคนิคแบบเดียวกันยังช่วยเปิดโปงการปลอมแปลงผลงานศิลปะ อย่างเช่นภาพทิวทัศน์ของหมู่บ้านแห่งหนึ่ง ที่จิตรกรหัวใสทำปลอมขึ้นด้วยการวาดเลียนแบบ แต่อ้างว่าเป็นของจริงที่วาดขึ้นตั้งแต่ปี 1866 กลับได้รับการเปิดเผยในภายหลังด้วยเทคนิคคาร์บอนกัมมันตรังสีว่า แท้จริงแล้วเป็นของปลอมที่เพิ่งวาดขึ้นในช่วงทศวรรษ 1980 โดยมีการจงใจตกแต่งให้ภาพดูเก่ากว่าความเป็นจริงมาก
การตรวจวัดอายุด้วยคาร์บอน-14 ยังช่วยให้นักวิทยาศาสตร์เข้าใจการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศได้ลึกซึ้งขึ้น โดยเข้าใจถึงผลกระทบของการเผาเชื้อเพลิงฟอสซิล และการปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สู่ชั้นบรรยากาศ ผ่านการตรวจหาคาร์บอน-14 ในธารน้ำแข็งและระบบนิเวศเก่าแก่
ผลการศึกษาวิจัยข้างต้น ถูกนำมาเผยแพร่ในรายงานของคณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (IPCC) ซึ่งเป็นองค์กรที่ได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ ประจำปี 2007 ร่วมกับนายอัล กอร์ อดีตรองประธานาธิบดีสหรัฐฯ จากผลงานการเผยแพร่ข้อมูลความรู้ เกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ
“การตรวจหาอายุด้วยคาร์บอน-14 ให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์อย่างมหาศาล สำหรับผู้ที่ต้องการใช้แบบจำลองภูมิอากาศในอดีต มาทำนายถึงแนวโน้มของสภาพภูมิอากาศที่เป็นไปได้ในอนาคต” ดร.ทิม ฮีตัน จากมหาวิทยาลัยลีดส์ของสหราชอาณาจักรกล่าว
นักวิทยาศาสตร์สามารถใช้ข้อมูลสถิติของคาร์บอนกัมมันตรังสีในอดีต ติดตามตรวจสอบว่าที่ผ่านมา สภาพภูมิอากาศของโลกผันผวนเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรบ้าง แล้วนำข้อมูลนั้นมาเปรียบเทียบกับสิ่งที่แบบจำลองภูมิอากาศได้ทำนายไว้ ก็จะทราบได้ว่าแบบจำลองภูมิอากาศที่ใช้กันอยู่ มีความแม่นยำเพียงพอหรือไม่
อย่างไรก็ตาม ปัญหาสิ่งแวดล้อมในปัจจุบัน กำลังส่งผลกระทบต่อเทคนิคการวัดอายุด้วยคาร์บอนกัมมันตรังสีอย่างมาก เพราะการเผาไหม้เชื้อเพลิงฟอสซิล ได้ปลดปล่อยคาร์บอนปริมาณมหาศาลสู่ชั้นบรรยากาศโลก แต่ในจำนวนนั้นไม่มีคาร์บอน-14 รวมอยู่ด้วยเลย
เหตุที่เป็นเช่นนั้น ก็เพราะสิ่งมีชีวิตที่กลายเป็นเชื้อเพลิงฟอสซิล ได้ตายลงในยุคบรรพกาลเมื่อหลายล้านปีก่อน จนคาร์บอน-14 ในซากอินทรีย์เหล่านี้ สลายตัวหมดสิ้นไปนานแล้ว ดังนั้นการปล่อยคาร์บอนชนิดธรรมดาสู่ชั้นบรรยากาศในปริมาณมหาศาล จึงส่งผลให้ความเข้มข้นของคาร์บอน-14 ในอากาศเจือจางลง
ฮีเธอร์ เกรเวน จากมหาวิทยาลัยอิมพีเรียล คอลเลจ ลอนดอน หรือไอซีแอล (ICL) บอกว่าในกรณีที่เลวร้ายที่สุด เทคนิคการตรวจหาอายุด้วยคาร์บอนกัมมันตรังสีอาจใช้ไม่ได้อีกต่อไป หากมีการปล่อยคาร์บอนในระดับสูงมากในช่วงศตวรรษหน้า “สิ่งมีชีวิตที่เกิดขึ้นใหม่ หรือสารอินทรีย์ที่ถูกผลิตขึ้นใหม่ จะมีองค์ประกอบของคาร์บอนกัมมันตรังสี ไม่แตกต่างจากของโบราณที่มีอายุเก่าแก่ถึงสองพันปี”

ที่มาของภาพ, Getty Images/BBC
แม้ดร.ราเชล วูด จะเห็นแย้งว่า ปัญหาดังกล่าวจะยังไม่เกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้ แต่ศาสตราจารย์กิตติคุณ พอลา ไรเมอร์ จากมหาวิทยาลัยควีนส์ยูนิเวอร์ซิตีเบลฟาสต์ (QUB) เห็นว่าการปล่อยคาร์บอนในทุกวันนี้ ทำให้เทคนิคการตรวจวัดอายุด้วยคาร์บอน-14 ทำได้ยากขึ้น และจะส่งผลบั่นทอนความแม่นยำของวิธีนี้อย่างรุนแรงในที่สุด
ศ.ไรเมอร์ เคยทำการศึกษาวิจัยนานหลายปี เพื่อหาวิธีเพิ่มความแม่นยำของเทคนิคดังกล่าว เช่นการตรวจหาสัญลักษณ์ที่บ่งชี้ถึงการเปลี่ยนแปลงขึ้นลง ของปริมาณคาร์บอนกัมมันตรังสีในวงปีของต้นไม้ ซึ่งจะเผยให้ทราบถึงความเปลี่ยนแปลงของคาร์บอน-14 ในชั้นบรรยากาศ ตลอดช่วงระยะเวลาหลายพันปีได้
กราฟเส้นโค้งที่แสดงถึงการเพิ่มขึ้นและลดลงของคาร์บอน-14 ในชั้นบรรยากาศโลก ซึ่งเป็นที่ยอมรับกันว่ามีความถูกต้องแม่นยำมากที่สุดในขณะนี้ สามารถตรวจหาอายุของวัตถุที่มีความเก่าแก่ได้สูงสุดถึงราว 14,000 ปี แต่น่าเสียดายว่าการปล่อยคาร์บอนของมนุษย์ยุคปัจจุบัน อาจทำให้ยุคทองของเทคนิคการตรวจวัดอายุที่ยอดเยี่ยมนี้ต้องสิ้นสุดลง
บทความนี้เขียนขึ้นด้วยความร่วมมือระหว่างบีบีซี กับฝ่ายประชาสัมพันธ์รางวัลโนเบล (Nobel Prize Outreach)
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bbc.com/thai/articles/cvgn04ll8xjo&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0s93xpc1smBpzNlAQ4MPDU


‘พรรคเศรษฐกิจ’ ข้องใจทำไมตำรวจจับเด็กนักเรียนกัมพูชาวัย 13 ปี แต่ไม่จับแรงงานกัมพูชาเถื่อน ชี้รัฐธรรมนูญคือปัญหา เด็กต่างด้าวเรียนฟรีแย่งที่เรียนเด็กไทย แนะเน้นเด็กไทยให้ได้รับการศึกษาที่ดีและเพียงพอ รับเด็กต่างชาติได้แต่ต้องมีการเก็บค่าใช้จ่ายในการเข้าเรียน
29 ส.ค.2568 -ที่ทำการพรรคเศรษฐกิจ นายคริส โปตระนันทน์ ประธานพรรคเศรษฐกิจ เปิดเผยว่า เหตุการณ์ที่นักเรียนชาวกัมพูชาวัย 13 ปี ถูกตำรวจจับกุมที่โรงเรียน และเตรียมส่งกลับประเทศกัมพูชา หลังถูกแจ้งความว่าเป็นบุคคลต่างด้าวที่เข้าเมืองโดยไม่ได้รับอนุญาตนั้นเป็นเรื่องที่น่าเศร้าใจที่เด็กนักเรียนสัญชาติกัมพูชาที่เป็นเด็กตั้งใจเรียนหนังสือต้องถูกส่งกลับจากการจับของตำรวจ แต่ก็การกระทำของแม่เด็กก็ผิดกฎหมายตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมืองจริง แต่ก็ต้องขอตั้งสังเกตว่า เหตุใดตำรวจถึงกวดขันเข้มข้นกับการจับเด็กนักเรียนต่างด้าว แต่กลับไม่ยอมบังคับใช้กฎหมายและกับแรงงานต่างด้าวรวมถึงคนกัมพูชาด้วยที่เข้าเมืองผิดกฎหมายที่ ที่มีประมาณ 4-6 ล้านคน ทั่วประเทศ
“ซึ่งคนเหล่านี้กำลังแย่งงานคนไทยอยู่ทั่วทุกหัวระแหง และที่ยิ่งไปกว่านั้น บางส่วนอาจมีพฤติกรรมในการบ่อนทอนความมั่นคงโดยการเป็นสายให้รัฐบาลกัมพูชา โดยมีแหล่งข่าวแจ้งมาที่พรรคเศรษฐกิจว่า มีตำรวจเรียกเก็บส่วยจากแรงงานต่างด้าวที่ผิดกฎหมายเหล่านี้อยู่เดือนละ 500 บาทต่อหัว ซึ่งเงินจากการทุจริตก้อนนี้ตกอยู่ ประมาณเดือนละ 2,000 ล้านบาทเลยทีเดียว ส่วนกรณีของเด็กวัย 13 ปี คนดังกล่าว ก็ไม่ใช่เรื่องที่น่าเป็นห่วง เพราะหลังถูกผลักดันออกจากประเทศ เด็กก็สามารถที่ดำเนินการขอวีซ่าให้ถูกกฎหมายและขอเข้าเรียนในประเทศไทยได้ใหม่” นายคริส กล่าว
นายคริส กล่าวว่า ในส่วนของภาพใหญ่ นี่ไม่ใช่ปัญหาของเด็กคนเดียวแต่เป็นปัญหาเด็กต่างด้าวที่ทะลักเข้ามาเรียนหนังสืออยู่ในระบบโรงเรียนของประเทศไทยเป็นจำนวนมากกว่า 200,000 คน (ข้อมูลจากปี 2566) เป็นเรื่องที่ต้องจัดการอย่างเร่งด่วน เรื่องนี้มี สาเหตุมาจากการที่รัฐธรรมนูญ ฉบับ พ.ศ. 2560 มาตรา 54 ที่บัญญัติว่า รัฐต้องดำเนินการให้เด็กทุกคนได้รับการศึกษาเป็นเวลาสิบสองปีตั้งแต่ก่อนวัยเรียนจนจบการศึกษาภาคบังคับอย่างมีคุณภาพโดยไม่เก็บค่าใช้จ่าย โดยกฎหมายข้อนี้ทำให้เกิดแรงจูงใจให้คนต่างด้าวจำนวนมากหลบหนีเข้าเมือง โดยอุ้มลูกหลานของตนที่ไม่ใช่คนไทย เข้ามาใช้ทรัพยากรของประเทศไทยโดยที่ตนเองไม่ได้จ่ายภาษี ทำให้เกิดปัญหา ซึ่งในกรณีที่เกิดขึ้น
หากเราแก้ไขบทบัญญัติมาตราดังกล่าวให้เพิ่มคำว่า “เด็กทุกคนที่มีสัญชาติไทย” จะช่วยลดปัญหาลงได้มาก ซึ่งพรรคเศรษฐกิจ มีจุดยืนให้ความสำคัญกับนโยบายการศึกษา โดยเน้นหลักที่ว่า หากเด็กไทย ได้รับการศึกษาที่ดีและเพียงพอแล้ว เราก็สามารถขยายโรงเรียนไปรับเด็กต่างชาติได้ แต่ก็ต้องมีการเก็บค่าใช้จ่าย ค่าเทอมในการเข้าเรียน
โดยตามข้อแนะนำจาก OECD อัตราส่วนนักเรียนต่อครูในระดับประถมศึกษา โดยเฉลี่ยในประเทศที่พัฒนาแล้วอยู่ที่ เด็ก 14 คน ต่อครู 1 ท่าน หากเราดำเนินตามนโยบายตามปัจจุบัน จะทำให้การพัฒนามาตรฐานการเรียนการสอนของไทย เทียบเท่ามาตรฐาน OECD ได้ยาก แม้ว่าแนวโน้มประชากรเกิดใหม่ของไทยจะอยู่ในช่วงขาลงก็ตาม
ประธานพรรคเศรษฐกิจ กล่าวอีกว่า ส่วนในเรื่องที่บางฝ่ายอาจจะมองว่า หากมีการแก้ไขกฎหมาย จะเป็นการกีดกันการศึกษาของนักเรียนต่างด้าวอาจผิดข้อกฎหมายระหว่างประเทศ ประเทศไทยสามารถขอสงวนข้อกฎหมายในเรื่องดังกล่าวได้ เนื่องจากที่ผ่านมาประเทศไทยประสบปัญหาในเรื่องภาระงบประมาณภาครัฐที่ไม่เพียงพอ จากกรณีเด็กต่างด้าวที่ถูกแอบนำเข้ามาโดยความตั้งใจในการใช้ทรัพยากร เงินภาษี ของประเทศไทยโดยผิดกฎหมายจำนวนมาก ทั้งนี้หากมองในด้านมนุษยชน เราสามารถให้กลุ่มต่างด้าวนี้เรียนในระบบ การศึกษานอกโรงเรียน (กศน.) หรือทางโทรทัศน์ทางไกลได้ เพื่อให้กลุ่มนักเรียนต่างด้าวเหล่านี้สามารถศึกษาเนื้อหาทางการศึกษาของไทยได้
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/x-cite-news/852051/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0rt7PKFj4Rtvy6OTSzJ1k3

กรมการพัฒนาชุมชน เข้าร่วมพิธีปิดการศึกษาอบรม หลักสูตรนายอำเภอ รุ่นที่ 85 – 86 – 87
29/08/2568 | 27 | |
วันที่ 29 สิงหาคม 2568 เวลา 08.30 น. นายสามารถ สุวรรณมณี รองอธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน ร่วมเป็นเกียรติพิธีปิดการศึกษาอบรม หลักสูตรนายอำเภอ รุ่นที่ 85 86 และ 87 ณ อาคารศูนย์พัฒนาบุคลากรฝ่ายปกครอง โดยมี นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย รักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี ให้เกียรติเป็นประธานในพิธี พร้อมนี้ มีผู้บริหารระดับสูงกระทรวงมหาดไทย หัวหน้าส่วนราชการระดับกรมในสังกัดกระทรวงมหาดไทย ผู้ว่าราชการจังหวัด และข้าราชการที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมกิจกรรมในครั้งนี้อย่างพร้อมเพรียง
ในโอกาสนี้ ประธานในพิธีปิดฯ กล่าวแสดงความยินดีกับผู้ที่สำเร็จการศึกษาในหลักสูตรนายอำเภอ พร้อมเน้นย้ำนายอำเภอ คือ ผู้นำการเปลี่ยนแปลงเชิงรุก ต้องเข้าใจนโยบาย เข้าใจตนเอง และเข้าใจประชาชน เป็นสะพานเชื่อมระหว่างรัฐบาลและประชาชน ทำงานบำบัดทุกข์ บำรุงสุขด้วยใจ และการเป็นนายอำเภอที่ดีนั้น จะต้องได้รับความศรัทธา ความไว้วางใจ ต้องเป็นนักบริหาร นักปกครอง และนักประสานงานที่มีหัวใจรับใช้ประชาชน โดยยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง ตั้งมั่น ทำงานด้วยความซื่อสัตย์สุจริต สรรค์สร้างประโยชน์แก่ประชาชนและประเทศชาติสืบไป
#กรมการพัฒนาชุมชน
#กระทรวงมหาดไทย
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.cdd.go.th/th/content/category/detail/id/8/iid/260290&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3Dnb-PNswmWQC9hw8GX9K9


วันที่ 28 สิงหาคม 2568 โรงเรียนวิศวกรรมรถไฟ จัดพิธีไหว้ครู ประจำปีการศึกษา 2568 ให้กับนักเรียนโรงเรียนวิศวกรรมรถไฟ ทั้ง 2 ชั้นปี และพิธีประดับเข็มเครื่องหมายโรงเรียนวิศวกรรมรถไฟ (ล้อปีกมหาพิชัยมงกุฎครอบ) ให้กับนักเรียนวิศวกรรมรถไฟชั้นปีที่ 1 โดยมีนายวีริศ อัมระปาล ผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วยคณะผู้บริหารการรถไฟฯ คณะครูอาจารย์ของสถาบันฝึกอบรมระบบราง เข้าร่วมพิธี ณ สถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์
สำหรับการจัดพิธีประดับเข็มเครื่องหมายโรงเรียนวิศวกรรมรถไฟ (ล้อปีกมหาพิชัยมงกุฎครอบ) ประจำปีการศึกษา 2568 นับเป็นพิธีสำคัญที่โรงเรียนวิศวกรรมรถไฟจัดให้กับนักศึกษาชั้นปีที่ 1 เป็นประจำทุกปี เพื่อเป็นการแสดงความเคารพ และสืบสานวัฒนธรรมประเพณีอันดีงามของไทย ซึ่งถือเป็นเกียรติชั้นสูงของนักเรียนวิศวกรรมรถไฟที่ได้ประดับเครื่องหมายโรงเรียนวิศวกรรมรถไฟ (ล้อปีกมหาพิชัยมงกุฎครอบ) บนหน้าอกด้านซ้ายของเครื่องแบบนักเรียน
ทั้งนี้ นักเรียนวิศวกรรมรถไฟประจำปีการศึกษา 2568 มีนักศึกษาที่เข้ารับการศึกษาระดับชั้นปีที่ 1 รวมทั้งสิ้น 133 คน เพื่อพัฒนาเป็นบุคลากรคนรุ่นใหม่ที่มีความรู้ความสามารถ รองรับการเติบโตของกิจการการรถไฟฯ ในอนาคต และในหลากหลายสาขาวิชา ประกอบด้วย ประเภทวิชาช่างอุตสาหกรรม สาขาวิชาช่างเครื่องกล สาขาวิชาช่างเทคนิคไฟฟ้ารถจักรและล้อเลื่อน สาขาวิชาช่างอาณัติสัญญาณและโทรคมนาคม สาขาวิชาช่างโยธา และประเภทวิชาบริหารธุรกิจ สาขาวิชาการจัดการเดินรถ เป็นต้น
สำหรับโรงเรียนวิศวกรรมรถไฟ ในฐานะสถาบันการศึกษาระบบรางแห่งแรกของไทย ภายใต้การกำกับดูแลของการรถไฟแห่งประเทศไทย มีบทบาทสำคัญในการสร้างบุคลากรที่มีเชี่ยวชาญด้านระบบรางมาอย่างต่อเนื่องยาวนานกว่า 85 ปี เป็นหน่วยงานที่พัฒนาบุคลากรให้มีความรู้ความสามารถ เพื่อรองรับการเติบโตด้านระบบการขนส่งทางรางของประเทศในอนาคตต่อไป
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thailandplus.tv/archives/952786&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3YxuMW8wKAAzH8CYxSDL1E

เมื่อวันที่ 29 ส.ค.68 ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานการประชุมสภาการศึกษา ครั้งที่ 3/2568 ณ ห้องประชุมกำแหง พลางกูร สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.) โดยมีคณะกรรมการสภาการศึกษา และ รศ.ดร.ประวิต เอราวรรณ์ เลขาธิการสภาการศึกษา ร่วมประชุม
โดยการประชุมครั้งนี้มีการพิจารณาเรื่องสำคัญ 3 ประเด็นหลัก ได้แก่ ร่างทิศทางการพัฒนาศักยภาพคนไทยเพื่อสร้างพลเมืองที่เข้มแข็ง ผ่านเสาหลักการเรียนรู้ 5 ด้าน หรือ The L.E.A.R.N. Pillars ซึ่งประกอบด้วย การเสริมศักยภาพผู้เรียน การสร้างบุคลากรทางการศึกษาที่มีคุณภาพและสุขภาวะที่ดี การบริหารจัดการทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ การเปิดโอกาสให้ทุกคนเข้าถึงการเรียนรู้ที่ยืดหยุ่น และการสร้างเครือข่ายการมีส่วนร่วม โดยทั้งหมดจะเป็นกลไกสำคัญในการสร้างระบบนิเวศการเรียนรู้ตลอดชีวิตควบคู่กับการปรับปรุงกฎหมายที่เกี่ยวข้องให้ทันสมัย
รวมถึงแนวทางการปรับระบบการบริหารงบประมาณและทรัพยากรด้านการศึกษา เพื่อยกระดับคุณภาพการเรียนรู้ โดยเน้นการกระจายอำนาจ การสนับสนุนจากทุกภาคส่วน การเพิ่มสัดส่วนการลงทุนเพื่อการวิจัยและนวัตกรรม รวมถึงการจัดสรรงบประมาณให้ถึงผู้เรียนโดยตรง ควบคู่ไปกับการปรับโครงสร้างเงินอุดหนุนพื้นฐานและพัฒนาฐานข้อมูลเพื่อการวัดผลและปรับปรุงอย่างเป็นระบบ
ขณะเดียวกัน ที่ประชุมยังพิจารณานโยบายการสร้างเสริมชุดทักษะจำเป็นสำหรับเด็กและเยาวชนไทย ผ่าน 3 ยุทธศาสตร์สำคัญ คือ การเสริมสร้างสมรรถนะผู้เรียนบนฐานทักษะที่จำเป็น การจัดระบบสนับสนุนการเรียนรู้ที่เป็นระบบ และการสร้างพื้นที่เรียนรู้โดยใช้ทุนทางสังคมและทรัพยากรในแต่ละพื้นที่
นอกจากนั้นที่ประชุมยังรับทราบความก้าวหน้าของการดำเนินงานของ สกศ. อาทิ ผลการจัดอันดับ IMD ด้านการศึกษา 2025 ที่ไทยควรกำหนดยุทธศาสตร์ยกระดับให้ชัดเจน มติสมัชชาสภาการศึกษาระดับชาติที่ผลักดันแนวคิด “Learn to Earn” และระบบเมืองแห่งการเรียนรู้ตลอดชีวิต การพัฒนากรอบคุณวุฒิสำหรับเยาวชนฝีมือ พร้อมการเปิดแพลตฟอร์มธนาคารหน่วยกิตแห่งชาติในปีหน้า รวมถึงความคืบหน้าการผลักดันไทยสู่การเป็นสมาชิก OECD ซึ่งอยู่ในขั้นตอนการพิจารณาทางกฎหมาย ตลอดจนการจัดทำแผนการศึกษาในภาวะฉุกเฉินระดับชาติ เพื่อรับมือสถานการณ์ความไม่สงบชายแดนไทย–กัมพูชา และสร้างขวัญกำลังใจให้กับผู้เรียนและบุคลากรในพื้นที่
“ทั้งสามเรื่องที่สภาการศึกษาผลักดันในการประชุมครั้งนี้ จะเป็นรากฐานสำคัญในการสร้างพลเมืองที่เข้มแข็งและยกระดับระบบการศึกษาไทยให้ก้าวทันการเปลี่ยนแปลงของโลกยุคใหม่“ศ.ดร.นฤมล กล่าว
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/n/647556&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3030Jz50p-kfoMb3BFtlKN