Category: วัฒนธรรม

  • เด็กกัมพูชาควรได้สิทธิในการเรียน ตามหลักการศึกษาเพื่อปวงชน ที่รัฐรับรองในปี 48 –

    เด็กกัมพูชาควรได้สิทธิในการเรียน ตามหลักการศึกษาเพื่อปวงชน ที่รัฐรับรองในปี 48 –

    สภาผู้บริโภคแถลงการณ์ กรณีเด็กกัมพูชาอายุ 13 ปี ถูกจับในโรงเรียนเพราะไร้เอกสารสัญชาติ ย้ำขอให้รัฐบาลคุ้มครองสิทธิเด็กและสิทธิในการศึกษา ยืนยันเด็กทุกคนในประเทศไทย ไม่ว่าจะมีสัญชาติหรือสถานะทางทะเบียนอย่างไร ต้องไม่ถูกกีดกันออกจากระบบการศึกษา ตามหลักการศึกษาเพื่อปวงชน

    วันที่ 28 สิงหาคม 2568 คณะอนุกรรมการด้านการศึกษา สภาผู้บริโภค ออกแถลงการณ์ย้ำว่า สิทธิในการศึกษาเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของเด็กทุกคนในประเทศไทย ไม่ว่าจะมีสัญชาติหรือสถานะทางทะเบียนใดก็ตาม ต้องไม่ถูกกีดกันออกจากระบบการศึกษา

    กรณีล่าสุด นักเรียนชาวกัมพูชา อายุ 13 ปี ที่เติบโตในประเทศไทย ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุมในโรงเรียนแห่งหนึ่งใน จ.สุรินทร์ ฐานเป็นบุคคลต่างด้าวเข้าเมืองผิดกฎหมาย และอยู่ระหว่างการส่งตัวกลับประเทศ ได้สร้างความห่วงกังวลต่อสิทธิในการศึกษา ความปลอดภัย และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของเด็ก

    เด็กนักเรียนรายนี้ใช้ชีวิตไม่ต่างจากนักเรียนไทยทั่วไป เพียงแต่ไม่มีเอกสารสัญชาติไทยที่สมบูรณ์ โดยมีเพียงใบเกิดและรหัสนักเรียน G ซึ่งเป็นระบบที่รัฐกำหนดขึ้นเพื่อให้เด็กไร้สัญชาติและเด็กข้ามชาติสามารถเข้าถึงสิทธิการศึกษาได้

    ข้อมูลจากกระทรวงศึกษาธิการ รหัส G-Code เป็นรหัสประจำตัวนักเรียนที่กำหนดโดยกระทรวงศึกษาธิการของประเทศไทยที่เริ่มใช้ตั้งแต่ปี พ.ศ.2548 เพื่อใช้สำหรับเด็กที่ไม่มีสถานะทางทะเบียนราษฎร เช่น เด็กที่เป็นบุคคลต่างด้าว เด็กไร้สัญชาติ หรือเด็กที่ไม่มีเอกสารประจำตัวตามกฎหมาย เช่น สูติบัตร หรือบัตรประจำตัวประชาชน

    พร้อมย้ำว่า ประเทศไทยมีมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2548 เรื่อง “การศึกษาเพื่อปวงชน (Education for All)” ที่ยืนยันสิทธิของเด็กทุกคนในประเทศไทย ไม่ว่าจะมีสัญชาติหรือสถานะทางทะเบียนอย่างไร ต้องไม่ถูกกีดกันออกจากระบบการศึกษา ขณะเดียวกัน ประเทศไทยได้ให้สัตยาบันอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก (CRC) ซึ่งกำหนดให้รัฐภาคีคุ้มครองสิทธิเด็ก 4 ด้าน ได้แก่ สิทธิในการมีชีวิต สิทธิในการได้รับการคุ้มครอง สิทธิในการพัฒนา และสิทธิในการมีส่วนร่วม โดยมีหลักสำคัญคือ การไม่เลือกปฏิบัติ และการคำนึงถึงประโยชน์สูงสุดของเด็ก

    จากกรณีนี้ สภาผู้บริโภคมีข้อเรียกร้องต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดังนี้

    1. ขอให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติและหน่วยงานความมั่นคง ปฏิบัติการภายใต้หลักการคุ้มครองสิทธิเด็กเป็นสำคัญ ไม่ควรนำเด็กไปอยู่ในห้องกักขังเช่นเดียวกับผู้ใหญ่ และควรแจ้งหน่วยงานด้านสังคมสงเคราะห์เข้ามาดูแลทันที 
    2. ขอให้กระทรวงศึกษาธิการและกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ประสานการแก้ไขสถานะของนักเรียนตามหลักกฎหมาย เพื่อให้เด็กได้รับการศึกษาตามสิทธิที่สมควรได้รับ

    อย่างไรก็ตาม สภาผู้บริโภคตระหนักดีว่าการบังคับใช้กฎหมายด้านคนเข้าเมืองเป็นสิ่งจำเป็น แต่ยืนยันว่าในทุกกรณีที่เกี่ยวข้องกับเด็ก จะต้องยึดหลักประโยชน์สูงสุดของเด็กและการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนเป็นสำคัญ สภาผู้บริโภคจึงเรียกร้องให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งพิจารณาหาทางออกที่เหมาะสม เพื่อให้เด็กคนนี้ และเด็กไร้สัญชาติคนอื่น ๆ ได้มีโอกาสเรียนต่อไปอย่างปลอดภัยและมีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.tcc.or.th/education-for-all/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1qvQAj0_PTBHF90gfaW0wn

  • บอร์ดอีอีซี จ่อเพิ่มพื้นที่ ‘จังหวัดปราจีนบุรี’ ดึงลงทุน สรุปผลจบ ก.ย. 68 นี้

    บอร์ดอีอีซี จ่อเพิ่มพื้นที่ ‘จังหวัดปราจีนบุรี’ ดึงลงทุน สรุปผลจบ ก.ย. 68 นี้

    วันนี้ (28 สิงหาคม 2568) นายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (กพอ.) โดยมี นายจุฬา สุขมานพ เลขาธิการคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) เป็นเลขานุการ ซึ่งที่ประชุม กพอ. ได้รับทราบการศึกษาความเหมาะสมในการขยายพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก อีก 1 จังหวัด

    สำหรับการศึกษาความเหมาะสมในการขยายพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก เป็นผลมาจาก คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ประกอบด้วย สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และสมาคมธนาคารไทย ได้เข้าหารือข้อเสนอทางเศรษฐกิจต่อนายกรัฐมนตรี โดยมีข้อเสนอแนะเร่งด่วน คือ การเพิ่มจังหวัดปราจีนบุรีเป็นอีก 1 จังหวัด ที่จะรวมอยู่ในพื้นที่อีอีซี 

    ปัจจุบัน สกพอ. อยู่ระหว่างการศึกษาถึงความเหมาะสม และศักยภาพของพื้นที่จังหวัดปราจีนบุรี ในการขยายเป็นพื้นที่อีอีซี ให้ครอบคลุมทุกมิติทั้งศักยภาพ โอกาส และแผนการใช้ประโยชน์ที่ดิน รวมถึงศึกษาประมาณการความต้องการใช้ทรัพยากรในพื้นที่ และผลกระทบทางเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม เพื่อจัดทำข้อเสนอแนะเชิงนโยบายในการกำหนดบทบาทของจังหวัดปราจีนบุรี ที่จะเชื่อมโยงกับพื้นที่อีอีซี และคาดว่าจะแล้วเสร็จภายในเดือนกันยายน 2568 

    โดยขั้นตอนการดำเนินงานต่อไป สกพอ. จะนำผลการศึกษาฯ เสนอต่อ กพอ. เพื่อพิจารณา ก่อนเสนอต่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อทราบ ทั้งนี้ หากเห็นชอบให้มีการขยายพื้นที่ดังกล่าว สกพอ. จะจัดทำร่างพระราชกฤษฎีกาขยายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (เพิ่มเติม) เพื่อเสนอ กพอ. และ ครม. พิจารณาให้ความเห็นชอบ ก่อนประกาศราชกิจจานุเบกษา ต่อไป

    การประชุมคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (กพอ.) วันนี้ จ่อขยายพื้นที่ไปจังหวัดปราจีนบุรี

    ประกาศเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษเพิ่ม 5 แห่ง

    ทั้งนี้ที่ประชุมยังเห็นชอบการประกาศกำหนดเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษเพิ่มเติม จำนวน 5 แห่ง โดยมีรายละเอียด ดังนี้

    1. เขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษ อุตสาหกรรมการแปรรูปอาหาร (บางปะกง) 

    กลุ่มอุตสาหกรรมกาแฟไทยยั่งยืน โดย บริษัท เขาช่อง กรุ๊ป จำกัด เสนอคำขอจัดตั้งฯ เนื้อที่ประมาณ 215 ไร่ บริเวณตำบลท่าสะอ้าน อำเภอบางปะกง จังหวัดฉะเชิงเทรา เพื่อรองรับอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวกลุ่มรายได้ดี และการท่องเที่ยวสุขภาพ การเกษตรและการแปรรูปอาหาร คาดว่าจะเกิดมูลค่าการลงทุนประมาณ 6,960 ล้านบาท 

    รวมทั้งขับเคลื่อนการท่องเที่ยวในชุมชน เป็นศูนย์การเรียนรู้กาแฟไทย และการผลิตกาแฟส่งเสริมการประกอบอาชีพของชุมชน เกษตรกร ผลักดันให้เกิดการจ้างงานประมาณ 200 คน โดยคาดว่าเมื่อดำเนินโครงการฯ เต็มรูปแบบ จะมีความต้องการเมล็ดกาแฟสูงถึง 8 ล้านกิโลกรัมต่อปี สามารถสร้างงานและรายได้ให้แก่เกษตรกรผู้ปลูกกาแฟทั่วประเทศ และร่วมพัฒนาชุมชนในพื้นที่โดยรอบอย่างยั่งยืน 

    ทั้งนี้ ให้ สกพอ. กำหนดเงื่อนไขในหนังสือรับรองประกอบการเป็นเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษ โดยให้เริ่มดำเนินการพัฒนาโครงการภายใน 1 ปี และสามารถใช้พื้นที่เพื่อรองรับอุตสาหกรรมเป้าหมายพิเศษข้างต้นเท่านั้น

    2. เขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษ นิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด 

    โดยการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) เนื้อที่รวมประมาณ 12,490 ไร่ บริเวณเทศบาลเมืองมาบตาพุด จังหวัดระยอง เพื่อรองรับอุตสาหกรรมเป้าหมายพิเศษ อาทิ ยานยนต์สมัยใหม่ อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ หุ่นยนต์ การเกษตรและเทคโนโลยีชีวภาพ เป็นต้น 

    คาดว่าจะเกิดการลงทุนประมาณ 77,480 ล้านบาท โดยกระตุ้นให้เกิดการลงทุนปรับปรุงประสิทธิภาพเครื่องจักรและการลงทุนอุตสาหกรรมเป้าหมายพิเศษ ที่เชื่อมโยงระหว่างอุตสาหกรรมในพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด ท่าเรืออุตสาหกรรมมาบตาพุด และนิคมอุตสาหกรรมใกล้เคียง สนับสนุนให้เกิดการลงทุนด้านการวิจัยพัฒนาทั้งจากภาครัฐและเอกชน 

    3. เขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษ นิคมอุตสาหกรรมหลักชัยเมืองยาง 

    โดย บริษัท ไทรเบคก้า จำกัด เนื้อที่ประมาณ 4,318 ไร่ บริเวณตำบลสำนักทอง อำเภอเมือง จังหวัดระยอง เพื่อรองรับอุตสาหกรรมเป้าหมาย อาทิ ยานยนต์สมัยใหม่ ดิจิทัล การแปรรูปอาหาร เชื้อเพลิงชีวภาพและเคมีชีวภาพ การแพทย์และสุขภาพครบวงจร เป็นต้น 

    คาดว่าจะเกิดมูลค่าการลงทุนประมาณ 100,000 ล้านบาท สามารถดึงดูดนักลงทุนจากทั้งในและต่างประเทศ เพิ่มความสามารถการแข่งขันทางเศรษฐกิจ และส่งเสริมการกระจายรายได้สู่พื้นที่โดยรอบ คาดว่าจะเกิดการจ้างงานเพิ่มขึ้นถึง 16,000 คน  

    4. เขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษ ศูนย์การแพทย์เฉพาะทางและสุขภาพครบวงจร ไลฟ์สเฟียร์ (พัทยา) 

    โดย บริษัท วีซี ทรีต จำกัด เนื้อที่ประมาณ 17 ไร่ บริเวณตำบลหนองปรือ อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี เพื่อรองรับอุตสาหกรรมท่องเที่ยวกลุ่มรายได้ดีและการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ การแพทย์และสุขภาพครบวงจร สถานบริการการแพทย์ที่ต้องใช้ความเชี่ยวชาญสูง เช่น การศัลยกรรมใบหน้าและโครงหน้า ทันตกรรมเชิงลึก ดูแลผู้สูงอายุระดับพรีเมี่ยม 

    คาดว่าจะเกิดมูลค่าการลงทุนประมาณ 1,478 ล้านบาท ดึงดูดนักลงทุนและผู้เชี่ยวชาญจากต่างประเทศเข้ามาพัฒนาความร่วมมือด้านการแพทย์ สร้างความมั่นคงด้านสาธารณสุขของประเทศ ทั้งนี้ ให้ สกพอ. กำหนดเงื่อนไขในหนังสือรับรองประกอบการเป็นเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษ โดยให้เริ่มดำเนินการพัฒนาโครงการภายใน 1 ปี และสามารถใช้พื้นที่เพื่อรองรับอุตสาหกรรมเป้าหมายพิเศษข้างต้นเท่านั้น 

    5. เขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษ สถานีแอลเอ็นจีมาบตาพุด แห่งที่ 2 

    โดย บริษัท พีทีที แอลเอ็นจี จำกัด เนื้อที่ประมาณ 343 ไร่ บริเวณตำบลมาบตาพุด จังหวัดระยอง รองรับอุตสาหกรรมกลุ่มรายได้ดีและการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ การเกษตรและเทคโนโลยีชีวภาพ คาดว่าจะเกิดมูลค่าการลงทุนประมาณ 21,012 ล้านบาท เสริมสร้างความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศ 

    โดยแอลเอ็นจี ถือเป็นหนึ่งในเชื้อเพลิงหลักเพื่อผลิตไฟฟ้า และยังสามารถใช้ประโยชน์จากพลังงานความเย็นเหลือทิ้งจากการแปรสภาพแอลเอ็นจี จัดแสดงพืชเมืองหนาว เช่น ทิวลิป ลิลลี่ สตรอเบอรี่ เพื่อดึงดูดสร้างการท่องเที่ยวในพื้นที่ต่อไป

    การประชุมคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (กพอ.) หารือขยายพื้นที่ไปจังหวัดปราจีนบุรี

    เปลี่ยนเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษ 2 แห่ง 

    1. เขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษนิคมอุตสาหกรรมเหมราชอีสเทิร์นซีบอร์ด แห่งที่ 4 ตามที่ได้รับประกาศฯ เดิม ขอเปลี่ยนแปลงเป็น เขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษนิคมอุตสาหกรรมดับบลิวเอชเอ อีสเทิร์นซีบอร์ด 4 และขอขยายเนื้อที่จากประมาณ 1,900 ไร่ เป็นประมาณ 2,782 ไร่ 

    โดยจะสามารถรองรับการลงทุนอุตสาหกรรมเป้าหมายพิเศษเพิ่มขึ้น ได้แก่ อุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่ หุ่นยนต์ เชื้อเพลิงชีวภาพและเคมีชีวภาพ ดิจิทัล และการแพทย์และสุขภาพครบวงจร คาดว่าจะเกิดมูลค่าลงทุนเพิ่มขึ้นประมาณ 45,000 ล้านบาท ส่งเสริมให้เกิดการจ้างแรงงานเพิ่มขึ้น 3,000 คน และขยายโอกาสทางธุรกิจต่อเนื่องไปถึงระดับชุมชน เช่น ร้านค้า โรงแรม หอพัก เป็นต้น  

    2. เขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษนิคมอุตสาหกรรมเหมราชระยอง 36 จังหวัดระยอง ตามที่ได้รับประกาศฯ เดิม ขอเปลี่ยนแปลงเป็น เขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษนิคมอุตสาหกรรมดับบลิวเอชเอ ระยอง 36 และขอขยายเนื้อที่จากประมาณ 1,281 ไร่ เป็นประมาณ 1,759 ไร่ 

    โดยจะสามารถรองรับการลงทุนอุตสาหกรรมเป้าหมายพิเศษเพิ่มขึ้น ได้แก่ อุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่ อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ การแปรรูปอาหาร พัฒนาบุคลากรและการศึกษา คาดว่าจะเกิดมูลค่าลงทุนเพิ่มขึ้นประมาณ 27,000 ล้านบาท เกิดการจ้างแรงงานเพิ่มขึ้น 4,500 คน ส่งเสริมอุตสาหกรรมเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ยกระดับความเป็นอยู่และคุณภาพชีวิตของชุมชนในพื้นที่

    ปรับโครงการท่าเรือมาบตาพุด เฟส 3

    ที่ประชุมยังเห็นชอบ การปรับเปลี่ยนแนวทางการดำเนินโครงการพัฒนาท่าเรืออุตสาหกรรมมาบตาพุด ระยะที่ 3 (ช่วงที่ 2) จากการดำเนินโครงการตามหลักการร่วมลงทุนตามประกาศคณะกรรมการนโยบายการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก เรื่อง หลักเกณฑ์ วิธีการ เงื่อนไข และกระบวนการในการร่วมลงทุนกับเอกชนหรือให้เอกชนเป็นผู้ลงทุน พ.ศ.2560 (และที่แก้ไขเพิ่มเติม) 

    เป็น การดำเนินการตามมาตรา 6 แห่งพระราชบัญญัติการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2522 (และที่แก้ไขเพิ่มเติม) และเพื่อให้ กนอ. ได้นำพื้นที่ขนาด 350 ไร่ ไปดำเนินการหาผู้เช่าพื้นที่ประกอบธุรกิจท่าเรือเฉพาะกิจ อุตสาหกรรมพลังงานสะอาด หรือคลังน้ำมันสำรอง ต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/637307&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1Vj-pQGALFOX_IerY8YsVH

  • จ.ราชบุรีลงพื้นที่ติดตามนักเรียนโครงการทุนการศึกษาพระราชทาน ม.ท.ศ. รุ่นที่ 14-16

    จ.ราชบุรีลงพื้นที่ติดตามนักเรียนโครงการทุนการศึกษาพระราชทาน ม.ท.ศ. รุ่นที่ 14-16

    จ.ราชบุรีลงพื้นที่ติดตามนักเรียนโครงการทุนการศึกษาพระราชทาน ม.ท.ศ. รุ่นที่ 14-16


    28/08/2568 | 7 |

    จ.ราชบุรีลงพื้นที่ติดตามนักเรียนโครงการทุนการศึกษาพระราชทาน ม.ท.ศ. รุ่นที่ 14-16

    วันที่ 28 ส.ค. 2568 นางสาวฐิติลักษณ์ คำพา ผู้ว่าราชการจังหวัดราชบุรี พร้อมส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง ลงพื้นที่ติดตามนักเรียนโครงการทุนการศึกษาพระราชทาน ภายใต้ “มูลนิธิทุนการศึกษาพระราชทานสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร (ม.ท.ศ.)” ปีการศึกษา 2568 รุ่นที่ 14 – 16 จำนวน 7 ราย ประกอบด้วยนางสาวณัฐริการ์ สุโข โรงเรียนเบญจมราชูทิศ ราชบุรี ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4, นางสาวอาทิตย์ตยา แก้วอยู่ โรงเรียนธรรมจารินีวิทยา ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 นางสาวสุริศา ทาแกง วิทยาลัยเทคนิคราชบุรี ระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ 3 นางสาวพัชรินทร์ นิลบรรพต โรงเรียนราชโบริกานุเคราะห์ ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 นายเมธาวัฒน์ เก่งวงษ์ โรงเรียนกรับใหญ่ว่องกุศลกิจพิทยาคม ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 นายศุภรักษ์ เขียวสุขศรี ศึกษาอยู่ที่โรงเรียนท่ามะขามวิทยา ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 และนางสาวพิชญานันท์ เกตุเตียน มหาวิทยาลัยมหิดล ระดับปริญญาตรี ชั้นปีที่ 1 ซึ่งทั้งหมดมีความประพฤติดี ผลการเรียนเฉลี่ยระดับดีมาก

    ทุนการศึกษาพระราชทาน ม.ท.ศ. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงตระหนักถึงความสำคัญของการพัฒนาบุคลากรให้มีคุณภาพ จึงมีพระราชดำริให้ดำเนินโครงการทุนการศึกษาสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร เมื่อปี 2552 และจัดตั้ง “มูลนิธิทุนการศึกษาพระราชทานสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร” (ม.ท.ศ.) ในปี 2553 โดยทรงรับเป็นองค์ประธานกรรมการ และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้นำโครงการทุนการศึกษาสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมารมาอยู่ภายใต้การดำเนินงานของมูลนิธิฯ เพื่อส่งเสริมสนับสนุนเด็กและเยาวชนไทย รวมถึงสามเณรทั่วประเทศที่มีผลการเรียนดี ประพฤติดี มีคุณธรรม แต่ขาดโอกาสให้ได้รับการศึกษาอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ระดับมัธยมศึกษาตอนปลายหรือ ปวช./ปวส. จนจบการศึกษาระดับปริญญาตรีหรือเทียบเท่า ในสาขาที่เป็นความต้องการของประเทศ สาขาขาดแคลน สาขาด้านความมั่นคง ตามความสามารถของแต่ละคน

    การดำเนินงานโครงการทุนการศึกษาพระราชทาน ม.ท.ศ. นับตั้งแต่ปี 2552 จนถึงปัจจุบัน มีนักเรียนผู้ได้รับทุนพระราชทาน ม.ท.ศ. จากทุกจังหวัด ได้รับโอกาสทางการศึกษาอย่างต่อเนื่องไปแล้ว รวม 16 รุ่น

    /////////////////////////////////////////////////////////////////////


    image รูปภาพ


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://ratchaburi.prd.go.th/th/content/category/detail/id/33/iid/418932&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0zku7uhi1UMJ2-0SNOvWeV

  • สถาปัตย์ จุฬาฯ เจ้าภาพ ICRP2025

    สถาปัตย์ จุฬาฯ เจ้าภาพ ICRP2025

    Skip to content

    คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ CU-D4S  ด้วยความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยชั้นนำจากประเทศมาเลเซียและประเทศอินโดนีเซียจัดการประชุมวิชาการนานาชาติ The 7th International Conference on Rebuilding Place (ICRP2025) หัวข้อ “Rebuilding Built Environment Towards Sustainable Cities and Communities” ระหว่างวันที่ 27 – 28 กันยายน 2568 ณ คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาฯ

    การประชุมวิชาการครั้งนี้เป็นเวทีของนักวิจัย นักวิชาการ และผู้ปฏิบัติงานจากทั่วเอเชีย เพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านการพัฒนาเมืองอย่างยั่งยืน โดยมีเครือข่ายสถาบันชั้นนำร่วมจัดการประชุม อาทิ Syiah Kuala University, Institut Teknologi Sumatera, Institut Teknologi Bandung (ITB), Universitas Indonesia และ Universiti Sains Malaysia (USM)

    บทความที่ผ่านการพิจารณาจะได้รับการตีพิมพ์ใน IOP Proceedings (Scopus) และบทความที่โดดเด่นจะได้รับเชิญเพื่อตีพิมพ์ใน Nakhara: Journal of Environmental Design and Planning (Scopus Q1)

    กำหนดการสำคัญ

    • ส่งบทคัดย่อภายในวันที่ 31 สิงหาคม 2568
    • ส่งบทความฉบับเต็มวันที่ 5 กันยายน 2568
    • ลงทะเบียน ระหว่างวันที่ 1–31 สิงหาคม 2568
    • ลงทะเบียนล่าช้า ระหว่างวันที่ 5–20 กันยายน 2568

    ผู้สนใจสามารถดูรายละเอียดได้ที่ https://icrp2025.chula.ac.th/

    ลงทะเบียนเข้าร่วมประชุมได้ที่ https://icrp2025.meeting.in.th/
    สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ E-mail : icrp2025bkk@gmail.com

    จุฬาฯ สนับสนุนให้อาจารย์ทำงานวิจัย นับว่าเป็นสิ่งที่ดีมากต่อทั้งอาจารย์ นิสิต รวมถึงภาคประชาสังคม

    รองศาสตราจารย์ ดร.สุชนา ชวนิชย์ คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.chula.ac.th/news/256990/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw05ghIgN1Y29dsvVPRWMvIo

  • ทน.เชียงรายเจ๋ง! ‘คว้าถ้วยพระราชทานฯ’ ครองแชมป์อันดับ 1 การศึกษาท้องถิ่น

    ทน.เชียงรายเจ๋ง! ‘คว้าถ้วยพระราชทานฯ’ ครองแชมป์อันดับ 1 การศึกษาท้องถิ่น

    วันพฤหัสบดี ที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 16.44 น.

    Tag :

    เทศบาลนครเชียงรายเจ๋ง! คว้าถ้วยพระราชทานฯ หลังทำผลงานยอดเยี่ยม ครองแชมป์อันดับ 1 การศึกษาท้องถิ่นระดับประเทศ

    วันที่ 28 สิงหาคม 2568 นายวันชัย จงสุทธานามณี นายกเทศมนตรีนครเชียงราย เป็นผู้แทนรับมอบถ้วยพระราชทานพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ณ จังหวัดสกลนคร หลังจากเทศบาลนครเชียงรายทำผลงานโดดเด่น คว้าอันดับ 1 ของประเทศ ในการแข่งขันทักษะวิชาการและงานมหกรรมการจัดการศึกษาท้องถิ่นระดับประเทศ ครั้งที่ 14 ประจำปี 2568

    เทศบาลนครเชียงรายส่งคณะครูและนักเรียนเข้าร่วมการแข่งขันระหว่างวันที่ 25-28 สิงหาคม 2568 และสามารถคว้าคะแนนสูงสุดจากการประกวดและการแข่งขันในหลากหลายสาขา แสดงให้เห็นถึงศักยภาพที่แข็งแกร่งในการจัดการศึกษาและการเรียนรู้ของท้องถิ่น

    ความสำเร็จครั้งนี้ถือเป็นความภาคภูมิใจครั้งสำคัญของชาวเชียงราย และเป็นกำลังใจให้ทุกภาคส่วน ทั้งครู นักเรียน และชุมชน ร่วมกันพัฒนาคุณภาพการศึกษาท้องถิ่นให้ดียิ่งขึ้น เพื่อยกระดับสู่มาตรฐานระดับประเทศและนานาชาติในอนาคต ///-026

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/local/910321&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw17anDHY1tyXV38L28lQxQ9

  • คุรุสภา ยึดคืนรางวัลคุณูปการต่อการศึกษา “ทิดจอร์จ-ทิดแย้ม” หลังถูกดำเนินคดี

    คุรุสภา ยึดคืนรางวัลคุณูปการต่อการศึกษา “ทิดจอร์จ-ทิดแย้ม” หลังถูกดำเนินคดี

    “คุรุสภา” มีมติยึดคืนรางวัลพระสงฆ์ ผู้มีคุณูปการต่อการศึกษาชาติ “ทิดจอร์จ-ทิดแย้ม” หลังถูกดำเนินคดี

    วันที่ 28 ส.ค. 2568 นายเทวัญ ลิปตพัลลภ รมช.ศึกษาธิการ (ศธ.) เปิดเผยว่า เมื่อเร็วๆ นี้ ตนได้ประชุมกับคุรุสภา ถึงประเด็นอดีตพระอลงกต อดีตเจ้าอาวาสวัดพระบาทน้ำพุ จ.ลพบุรี ซึ่งที่ผ่านมา คุรุสภาได้มอบรางวัลพระสงฆ์ผู้มีคุณูปการต่อการศึกษาชาติ เมื่อปี 2563 เนื่องจากที่ผ่านมาอดีตพระอลงกตมีจิตสาธารณะด้านสังคมที่ช่วยเหลือดูแลผู้ป่วยที่ติดเชื้อโรคเอดส์ หรือ HIV

    แต่ขณะนี้อดีตพระอลงกตได้ทำผิดวินัยสงฆ์และถูกดำเนินคดีด้วยข้อหาฟอกเงิน ดังนั้น คุรุสภาจึงมีมติยึดคืนรางวัลดังกล่าว ซึ่งรวมถึงอดีตพระธรรมวชิรานุวัตร หรือทิดแย้ม อดีตเจ้าอาวาสวัดไร่ขิง จ.นครปฐม ที่เคยได้รับรางวัลดังกล่าวด้วยเช่นกัน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/local/bangkok/2879327&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3Hy0-hK9ja-ziSnQEVukOq

  • ด่วน! ‘คุรุสภา’ ยึดคืนรางวัลคุณูปการการศึกษาชาติ มอบให้ ‘ทิดจอร์จ-ทิดแย้ม’ | เดลินิวส์

    ด่วน! ‘คุรุสภา’ ยึดคืนรางวัลคุณูปการการศึกษาชาติ มอบให้ ‘ทิดจอร์จ-ทิดแย้ม’ | เดลินิวส์

    เมื่อวันที่ 28 ส.ค. นายเทวัญ  ลิปตพัลลภ รมช.ศึกษาธิการ เปิดเผยว่า เมื่อเร็วๆ นี้ ตนได้ประชุมกับคุรุสภาถึงประเด็นอดีตพระอลงกต เจ้าอาวาสวัดพระบาทน้ำพุ จ.ลพบุรี ซึ่งที่ผ่านมาคุรุสภาได้มอบรางวัลพระสงฆ์ผู้มีคุณูปการต่อการศึกษาชาติ เมื่อปี 2563 เนื่องจากที่ผ่านมาอดีตพระอลงกตได้มีจิตสาธารณะด้านสังคมที่ช่วยเหลือดูแลผู้ป่วยที่ติดเชื้อ HIV แต่ขณะนี้อดีตพระอลงกตได้ทำผิดวินัยสงฆ์และถูกดำเนินคดีด้วยข้อหาฟอกเงิน ดังนั้นคุรุสภาจึงมีมติยึดคืนรางวัลดังกล่าว ซึ่งรวมไปถึงอดีตพระธรรมวชิรานุวัตร หรือทิดแย้ม อดีตเจ้าอาวาสวัดไร่ขิง จ.นครปฐม ที่เคยได้รับรางวัลดังกล่าวด้วยเช่นกัน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5060524/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2PlUsNBdfjozCkW4w0gFN2

  • ศึกษาธิการแม่ฮ่องสอน ประชุมขับเคลื่อนศูนย์ธนาคารหน่วยกิต ยกระดับการศึกษาสู่การเรียนรู้ตลอดชีวิต

    ศึกษาธิการแม่ฮ่องสอน ประชุมขับเคลื่อนศูนย์ธนาคารหน่วยกิต ยกระดับการศึกษาสู่การเรียนรู้ตลอดชีวิต

    28 สิงหาคม 2568 14:50 น. สยามรัฐออนไลน์ ข่าวทั่วไทย

    ศึกษาธิการจังหวัดแม่ฮ่องสอน ประชุมเชิงปฏิบัติการโครงการขับเคลื่อนข้อเสนอการบริหารงานเชิงพื้นที่แบบบูรณาการด้านการศึกษาในเรื่องศูนย์ธนาคารหน่วยกิตระดับจังหวัดของจังหวัดแม่ฮ่องสอน ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2568

    วันที่ 28 ส.ค.68 เวลา 09.00 น. ณ ห้องประชุมโรงแรมอิมพีเรียล แม่ฮ่องสอน รีสอร์ท ดร.เอกชัย จันทา ศึกษาธิการจังหวัดแม่ฮ่องสอน เป็นประธานในพิธีเปิดการประชุมเชิงปฏิบัติการ โครงการขับเคลื่อนข้อเสนอการบริหารงานเชิงพื้นที่แบบบูรณาการด้านการศึกษาในเรื่องศูนย์ธนาคารหน่วยกิตระดับจังหวัดของจังหวัดแม่ฮ่องสอน ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 โดยนางสาวนรีพัฒน์ ณรุจวรกิตติ์ รองศึกษาธิการจังหวัดแม่ฮ่องสอน กล่าวรายงาน

    ดร.เอกชัย จันทา ศึกษาธิการจังหวัดแม่ฮ่องสอน  ได้กล่าวว่า เลขาธิการสภาการศึกษา ได้ขับเคลื่อนการดำเนินงานธนาคารหน่วยกิต เพื่อตอบสนองนโยบายทางด้านการศึกษา โดยมีการพัฒนาระบบการจัดการศึกษา ให้สอดรับกับความก้าวหน้าของเทคโนโลยี ที่เอื้อต่อการเรียนรู้อย่างหลากหลายประกอบกับพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 ที่กำหนดให้การจัดการศึกษายึดหลักการศึกษาตลอดชีวิตสำหรับประชาชน โดยระบุให้การจัดการศึกษามี 3 รูปแบบ คือ การศึกษาในระบบ การศึกษานอกระบบ และการศึกษาตามอัธยาศัย และให้มีการเทียบโอนผลการเรียนที่ผู้เรียนสะสมไว้ในระหว่างรูปแบบเดียวกัน หรือต่างรูปแบบได้ รวมทั้งตระหนักถึงความสำคัญในการจัดการศึกษาทั้งในระบบนอกระบบ และตามอัธยาศัย หรือการพัฒนาของบุคคลจากการสั่งสมความรู้และประสบการณ์ จากการฝึกอบรม การรับรองมาตรฐานอาชีพ หรือประสบการณ์ในการทำงาน กับระบบธนาคารหน่วยกิต โดยมีสำนักงานศึกษาธิการจังหวัดแม่ฮ่องสอน ทำหน้าที่เป็นธนาคารหน่วยกิตระดับจังหวัด        

    โดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อสร้างการรับรู้ และความเข้าใจเกี่ยวกับธนาคารหน่วยกิตจังหวัดแม่ฮ่องสอน เพื่อขับเคลื่อนการดำเนินงานระบบธนาคารหน่วยกิตแห่งชาติ ในจังหวัดแม่ฮ่องสอน ไปสู่การปฏิบัติ  เพื่อเชื่อมโยงระบบธนาคารหน่วยกิตของสถานศึกษาทุกประเภท และระดับหน่วยงาน หรือองค์กรที่เกี่ยวข้องในพื้นที่จังหวัดแม่ฮ่องสอน 

    ทั้งนี้ มีคณะวิทยากร จากสำนักงานศึกษาธิการจังหวัดพะเยา และสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพะเยา เขต 2 บรรยายสร้างการรับรู้ และความเข้าใจเกี่ยวกับระบบธนาคารหน่วยกิต และการขับเคลื่อนระบบธนาคารหน่วยกิตระดับจังหวัด

    โดยมีผู้เข้าร่วมประชุมในวันนี้ประกอบด้วย หัวหน้าส่วนราชการ หน่วยงานการศึกษา สถานศึกษา และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่จังหวัดแม่ฮ่องสอน รวมจำนวน 80 คน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/n/647313&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw21y1K4dO3H4jdiBGIoBoZ0

  • มัลติแพลตฟอร์มคอนเทนต์ ‘แนะnow’  เปิดซีซั่น 3 แนะแนวสู่ห้องเรียนจริง

    มัลติแพลตฟอร์มคอนเทนต์ ‘แนะnow’  เปิดซีซั่น 3 แนะแนวสู่ห้องเรียนจริง

    แนะnow มัลติแพลตฟอร์มคอนเทนต์แนะแนวเยาวชนจากกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ และบริษัท ทูแฮนส์ จำกัด ผนึกสำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ เดินหน้าสู่ปีที่ 3 กับ ‘แนะnow อนาคตสดใส’ พัฒนาเครื่องมือแบบวัดใหม่ ‘แบบวัดแนะนาว’ ที่มุ่งหวังให้เยาวชนได้รู้จักตนเองง่าย ๆ ผ่านข้อคำถามสถานการณ์ใกล้ตัวแบ่งเป็น 4 บ้านพรสวรรค์ ด้วยการผสมผสานเครื่องมือช่วยค้นหาจุดแข็ง Clifton StrengthsFinder ของแกลลัพ ประเทศไทย กับแบบวัดบุคลิกภาพ เพื่อค้นหาแนวทางอาชีพที่เหมาะสม ของ Holland Codes (RIASEC) ฉบับภาษาไทย

    28 ส.ค. 2568 – นางสาวกรกมล จึงสำราญ ผู้อำนวยการกลุ่มพัฒนานโยบายด้านการมีส่วนร่วมและการเพิ่มโอกาสทางการศึกษา สำนักมาตรฐานการศึกษา และพัฒนาการเรียนรู้ สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ เปิดเผยว่า ระบบการศึกษาปัจจุบันจะเปิดโอกาสให้เลือกเรียนได้หลากหลายรูปแบบและวิธีการ แต่ในความเป็นจริง หลังจบมัธยมศึกษาปีที่ 3 เด็กจำนวนไม่น้อยกลับไม่รู้ว่าจะเดินหน้าต่อไปอย่างไร หลายคนเลือกออกไปประกอบอาชีพ หรือหยุดเรียนโดยไม่มีแผนรองรับ หรือแม้กระทั่งเรียนในสิ่งที่ไม่ชอบ ในอนาคตทำงานในสิ่งที่ไม่ใช่ แล้วต้องมาเริ่มใหม่ในเวลาที่อาจจะสายเกินไป หรือสิ่งที่เรียนไม่สัมพันธ์กับ Lifestyle ของตัวเอง ซึ่งปัญหาสำคัญหนึ่งที่เด็กไทยส่วนใหญ่ต้องเผชิญคือ – การไม่รู้จักตัวเองอย่างแท้จริง ไม่รู้ว่าตัวเองชอบหรือไม่ชอบอะไร ไม่รู้ว่าตัวเองมีจุดแข็งหรือศักยภาพด้านใด จนนำไปสู่การขาดความมั่นใจในการวางแผนอนาคต

    จากสถานการณ์ดังกล่าว ทำให้หลายหน่วยงานในแวดวงการศึกษา ได้เริ่มให้ความสำคัญกับการส่งเสริมให้เด็กได้ ‘รู้จักตัวเอง’ เพื่อสร้างพื้นฐานที่มั่นคงในการวางแผนการเรียนและเส้นทางอาชีพ โดยในปีนี้ กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ บริษัท ทูแฮนส์ จำกัด ผู้ผลิตมัลติแพลตฟอร์มคอนเทนต์ แนะnow ผนึกกำลังสำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ สถานี ThaiPBS- ALTV ช่อง 4 ทีวีเรียนสนุก ต่อยอดโครงการ แนะnow ต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 พร้อมขยายขอบเขตการดำเนินงานควบคู่กับโครงการ “Pilot Project: Fine my Future – ตามหาอนาคตที่ดี ไม่มีพื้นที่จำกัด” ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมวิจัยและพัฒนาแพลตฟอร์มแนะแนว (Coaching) ของประเทศ ที่มุ่งวางรากฐานสำคัญด้านการพัฒนาทุนมนุษย์ในระยะยาว

    นางสาวรุสนันท์ ภวภูตานนท์ ณ มหาสารคาม พิธีกรรายการ แนะnow และ Gallup Certified Strengths Coach หนึ่งในผู้ร่วมพัฒนาโครงการ กล่าวว่า โครงการ แนะnow เริ่มต้นขึ้นจากการพัฒนาสื่อการเรียนรู้ที่ช่วยให้เด็กสามารถเข้าใจตัวเอง วิเคราะห์พรสวรรค์และศักยภาพของตน และใช้ข้อมูลนั้นวางแผนเส้นทางการเรียนต่อ หรืออาชีพในอนาคตได้อย่างเหมาะสม โดยในปีที่ 1 และ 2 โครงการฯ ใช้เครื่องมือ Clifton StrengthsFinder ที่แม้จะมีประสิทธิภาพสูง แต่ก็มีข้อจำกัดเรื่องค่าใช้จ่ายในการเข้าถึง ทำให้ในปีที่ 3 แนะnow ได้พัฒนาแบบวัดขึ้นมาใหม่ โดยนำเครื่องมือทั้ง 2 ซึ่งเป็นเครื่องมือที่มีความน่าเชื่อถือในระดับสากล มาให้เยาวชนไทยใช้งานได้โดยไม่มีค่าใช้จ่าย พร้อมทั้งพัฒนาเป็นสื่อออนไลน์ภาษาไทยเพื่อให้เข้าถึงเยาวชนได้ในวงกว้างขึ้น

    โครงการ แนะnow ปีที่ 3 Inclusion Series ได้นำเครื่องมือช่วยค้นหาจุดแข็ง Clifton StrengthsFinder ที่แบ่งกลุ่มพรสวรรค์ ออกเป็น 4 ธีม ได้แก่ Strategic Thinking (การคิดเชิงกลยุทธ์) Relationship Building (การสร้างความสัมพันธ์) Influencing (การโน้มน้าว) และ Executing (การปฏิบัติการ) ผสมผสานกับแบบวัดบุคลิกภาพ เพื่อค้นหาแนวทางอาชีพที่เหมาะสม ของ Holland Codes (RIASEC) ที่ใช้แบ่งลักษณะให้เด็กเข้าใจตัวเองออกเป็น 6 กลุ่ม ได้แก่ Realistic – คนลงมือทำจริง, Investigative – นักคิด, Artistic – นักสร้างสรรค์, Social – ผู้ช่วยเหลือ, Enterprising – นักโน้มน้าว และ Conventional – นักจัดการ ซึ่งแบบวัดนี้ จะช่วยให้เด็กมองเห็นภาพรวมของบุคลิกและความถนัดของตนเองได้อย่างชัดเจน อีกทั้งนอกจากพัฒนาสื่อรูปแบบออนไลน์แล้ว แนะnow ยังมีการผลิตสื่อโทรทัศน์และคอนเทนต์หลากหลายรูปแบบ เพื่อขยายผลและสร้างความเข้าใจในแนวโน้มอาชีพแห่งอนาคตให้มากยิ่งขึ้น

    ในปี 2568 นี้ โครงการ แนะnow ยังได้ร่วมมือกับสำนักมาตรฐานการศึกษาและพัฒนาการเรียนรู้ กลุ่มพัฒนานโยบายด้านการมีส่วนร่วมและการเพิ่มโอกาสทางการศึกษา ตลอดจนภาคเอกชนและภาคประชาสังคม เพื่อดำเนินโครงการ Fine my Future ในโรงเรียนพื้นที่ต่าง ๆ ทั่วประเทศ ทั้งในเขตกรุงเทพมหานครฯ ปริมณฑล และพื้นที่นำร่องในจังหวัดศรีสะเกษ อุบลราชธานี กาญจนบุรี และขอนแก่น โดยมีเป้าหมายเพื่อสร้างความรู้ ความเข้าใจ และตระหนักรู้เกี่ยวกับโลกการทำงาน อาชีพ และชีวิตในยุคใหม่ให้แก่เยาวชนไทยทุกภูมิภาค

    ทั้งนี้ การเดินหน้าของแนะnow ในปีนี้ จึงไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่การผลิตสื่อเพื่อการแนะแนวเท่านั้น แต่ยังมุ่งขยายบทบาทไปสู่พื้นที่จริง ผ่านกิจกรรมและเครื่องมือที่ออกแบบมาเพื่อให้เด็กสามารถค้นหาตัวเอง และวางแผนเส้นทางชีวิตได้อย่างมั่นใจ เพราะในโลกยุคใหม่ที่เต็มไปด้วยเทคโนโลยีและอาชีพที่หลากหลาย ความสำเร็จของเด็กไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าเรียนสายอะไร แต่ขึ้นอยู่กับว่าพวกเขามีข้อมูลและความเข้าใจมากพอ ที่จะ ‘เลือก’ เส้นทางของตัวเองได้หรือไม่

    “แนะnow เชื่อว่า หากเด็กคนหนึ่งค้นพบจุดแข็งของตัวเองอย่างชัดเจน และได้รับการสนับสนุนที่เหมาะสม โครงการนี้จะเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้เขาเดินไปสู่เป้าหมายได้อย่างมั่นคง โดยไม่หลงทาง” นางสาวรุสนันท์ กล่าว

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/economy-news/851709/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw10i7PIja93kG_pC7rK-4zO

  • วีเอฟเอส โกลบอล และมูลนิธิ EDF เตรียมความพร้อมให้นักเรียนไทย สามารถพึ่งพาตนเอง

    วีเอฟเอส โกลบอล และมูลนิธิ EDF เตรียมความพร้อมให้นักเรียนไทย สามารถพึ่งพาตนเอง

    วีเอฟเอส โกลบอล และมูลนิธิ EDF เตรียมความพร้อมให้นักเรียนไทย สามารถพึ่งพาตนเอง พร้อมมีรายได้ระหว่างเรียน

    เพื่อสะท้อนความสำเร็จการดำเนินโครงการ “พลังคนรุ่นใหม่สร้างอนาคตที่ยั่งยืน หรือ Empowering Youth for a Sustainable Future” มูลนิธิ EDF (มูลนิธิกองทุนการศึกษาเพื่อการพัฒนา) ภายใต้การสนับสนุนของวีเอฟเอส โกลบอล บริษัทเอาท์ซอร์สชั้นนำระดับโลกด้านเทคโนโลยี ที่สนับสนุนงานของรัฐบาลและสถานทูตทั่วโลก จัดกิจกรรมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ให้นักเรียนในจังหวัดเชิงเทราที่เข้าร่วมโครงการ พร้อมนำเสนอผลงาน ผลสำเร็จในการประยุกต์ทักษะการเป็นผู้ประกอบการ และความรู้ด้านการเงินมาใช้ในการดำเนินโครงการ และมอบรางวัลโมเดลธุรกิจยอดเยี่ยม (Best Business Model Award) ซึ่งปรากฏว่าโรงเรียนบ้านคลองอุดม สามารถคว้ารางวัลไปครอง สำหรับโครงการนี้ได้มีส่วนร่วมส่งเสริมสร้างงานและสร้างรายได้ให้นักเรียนและครอบครัวในจังหวัดฉะเชิงเทรากว่า 1,900 คน

    วีเอฟเอส โกลบอล และมูลนิธิ EDF เตรียมความพร้อมให้นักเรียนไทย สามารถพึ่งพาตนเอง พร้อมมีรายได้ระหว่างเรียน

    นายเคาชิค กอช หัวหน้าประจำภูมิภาคออสตราลาเซีย บริษัท วีเอฟเอส โกลบอล เปิดเผยว่า “สำหรับวีเอฟเอส โกลบอล แล้ว พวกเราภูมิใจเป็นอย่างยิ่งที่ได้สนับสนุนโครงการดี ๆ เพื่อส่งเสริมเยาวชนไทยให้มีทักษะและความรู้เพื่อสรรสร้างการดำรงชีพที่ยั่งยืนซึ่งสะท้อนว่าการศึกษาเมื่อผสมผสานกับการเป็นผู้ประกอบการแล้วสามารถเปลี่ยนชีวิตที่ไม่ใช่เพียงตัวนักเรียนเอง แต่ยังรวมไปถึงโรงเรียน ครอบครัว และชุมชนด้วย ผมดีใจเป็นอย่างยิ่งที่ได้เห็นนักเรียนได้ใช้ประโยชน์จากการฝึกอบรมมาอย่างเต็มที่ นำความรู้ที่ได้เรียนมาประยุกต์ใช้อย่างสร้างสรรค์และมุ่งมั่น วีเอฟเอส โกลบอล ยินดีสนับสนุนการทำงานต่อไปและยังสอดคล้องกับความมุ่งมั่นของเราในการสนับสนุนการศึกษา เพิ่มพูนทักษะ และการเป็นผู้ประกอบการแก่เยาวชนทั่วโลก”

    นายสรรเพชร นิลรัตน์ กรรมการผู้จัดการ มูลนิธิ EDF (มูลนิธิกองทุนการศึกษาเพื่อการพัฒนา) กล่าวว่า “การดำเนินโครงการ “พลังคนรุ่นใหม่สร้างอนาคตที่ยั่งยืน” (Empowering Youth for a Sustainable Future) ร่วมกับวีเอฟเอส โกลบอล ประสบความสำเร็จอย่างมาก ช่วยส่งเสริมโอกาสการพัฒนาของนักเรียนที่ยากไร้ใน 8 โรงเรียน ในจังหวัดฉะเชิงเทรา ให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น รวมทั้งเพิ่มพูนโอกาสการจ้างงานในอนาคต ตลอดจนถึงการได้รับการส่งเสริมองค์ความรู้ด้านต่าง ๆ ที่สร้างรายได้เพื่อให้สามารถพึ่งพาตนเอง และยังมีรายได้ระหว่างเรียนให้กับครอบครัวตนเองได้ด้วย”

    “ในฐานะองค์กรที่ประสานงานและดำเนินโครงการ “พลังคนรุ่นใหม่สร้างอนาคตที่ยั่งยืน” (Empowering Youth for a Sustainable Future) ผมขอชื่นชมนักเรียนแต่ละโรงเรียนที่ได้นำเสนอทักษะและแบ่งปันประสบการณ์การดำเนินโครงการให้เพื่อน ๆ โรงเรียนอื่นได้ทราบ และจากข้อมูลที่ว่านักเรียนและครอบครัวกว่า 1,900 ชีวิต ได้เรียนรู้เกี่ยวกับการทำธุรกิจ การพัฒนาผลิตภัณฑ์ ความรู้ทางการเงิน การบริหารโครงการ และการทำงานร่วมกันเป็นทีม ผมมั่นใจว่านักเรียนเหล่านี้จะได้รับประสบการณ์การเรียนรู้มากมายและพร้อมเผชิญความท้าทายต่าง ๆ ในวันข้างหน้า”

    นางจินตนา กฐินทอง ผู้อำนวยการกลุ่มส่งเสริมการจัดการศึกษา สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาฉะเชิงเทรา เขต 2 กล่าวว่า “ดิฉันยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้เห็นภาคเอกชนระดับโลกอย่างเช่น วีเอฟเอส โกลบอล ได้มีส่วนร่วมพัฒนาการศึกษาและทักษะอาชีพด้วยการสนับสนุนโครงการ “พลังคนรุ่นใหม่สร้างอนาคตที่ยั่งยืน” (Empowering Youth for a Sustainable Future) ให้กับโรงเรียนในจังหวัดฉะเชิงเทรา ภายใต้การบริหารงานของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชิงเทรา เขต 2 จำนวน 8 แห่ง ด้วยกัน การส่งเสริมการศึกษาคือพันธกิจหลักของเรา ที่ไม่ได้จำกัดเพียงความรู้ด้านวิชาการเท่านั้น แต่ยังช่วยส่งเสริมพัฒนาพื้นฐานด้านอื่น ๆ ด้วย รวมถึงการคิดเชิงวิพากย์ การวิเคราะห์ และที่สำคัญยิ่งการนำความรู้ต่าง ๆ มาปรับใช้และพัฒนาตนเอง นอกจากนั้นสำนักงานการศึกษาฯ ขอขอบคุณมูลนิธิ EDF ที่เป็นหน่วยงานประสานงานและดำเนินโครงการซึ่งเป็นตัวอย่างอันดีเยี่ยมสะท้อนความร่วมมือของภาคเอกชนกับหน่วยงานการศึกษาของไทยเราได้เป็นอย่างดียิ่ง”

    หน่วยงานหรือผู้ที่สนใจทำกิจกรรมโครงการพัฒนาในโรงเรียน หรือชุมชน หรือส่งเสริมการศึกษาให้นักเรียนยากจนสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่อีเมล [email protected] หรือ Line: @edfthai หรือคลิกเว็บไซต์ www.edfthai.org หรือโทรศัพท์ 02-579-9210-11 (จันทร์-ศุกร์ 09.00-16.30 น.)


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ryt9.com/s/prg/12742831&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw17snOFUhrkeuNELukunLDr