Category: วัฒนธรรม

  • ประวัติ “ภราดร ปริศนานันทกุล” ว่าที่รัฐมนตรีป้ายแดง หลังมีชื่อติดโผ “ครม.อนุทิน 1”

    ประวัติ “ภราดร ปริศนานันทกุล” ว่าที่รัฐมนตรีป้ายแดง หลังมีชื่อติดโผ “ครม.อนุทิน 1”

    เปิดประวัติ “ภราดร ปริศนานันทกุล” มีชื่อติดโผ “ครม.อนุทิน 1” จากบทบาทรองประธานสภาฯ คนที่ 2 สู่ตำแหน่งว่าที่ “รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี”

    ภายหลังจาก ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร เมื่อวันที่ 5 กันยายน 2568 มีมติเห็นชอบ นายอนุทิน ชาญวีรกูล แคนดิเดตจากพรรคภูมิใจไทย เป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 ด้วยคะแนน 311 เสียง ชนะนายชัยเกษม นิติสิริ แคนดิเดตจากพรรคเพื่อไทย ที่ได้รับคะแนนไป 152 เสียง ภายใต้เงื่อนไขยุบสภาภายใน 4 เดือน ขั้นตอนจากนั้นคือประธานสภาฯ นำชื่อนายอนุทิน ขึ้นทูลเกล้าฯ และรอการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี ซึ่งในระหว่างนี้ นายอนุทิน เดินหน้าจัดตั้งรัฐบาลที่มีพรรคภูมิใจไทยเป็นแกนนำภายใต้ สส. 146 เสียง โดยล่าสุดตัว นายอนุทิน ก็ยืนยันแล้วว่าโผ ครม. นั้น 100% แล้ว แต่ขอเปิดเผยในเวลาที่เหมาะสม

    ทั้งนี้ สำหรับโผ ครม.อนุทิน 1 พบว่าหนึ่งในผู้ที่เป็นกระแสที่อาจจะได้เป็นรัฐมนตรีป้ายแดงอีกคน คือ นายภราดร ปริศนานันทกุล สส.อ่างทอง พรรคภูมิใจไทย ว่าที่รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี

    ประวัติ “ภราดร ปริศนานันทกุล”

    ภราดร ปริศนานันทกุล หรือ แบต เกิดเมื่อวันที่ 18 กันยายน 2522 ที่อำเภอป่าโมก จังหวัดอ่างทอง เป็นบุตรของนายสมศักดิ์ ปริศนานันทกุล อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กับนางรวีวรรณ ปริศนานันทกุล

    การศึกษา

    ภราดร ปริศนานันทกุล สำเร็จการศึกษาระดับมัธยมศึกษาจากโรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย ระดับปริญญาตรี สาขาสถิติจากคณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ส่วนระดับปริญญาโททางด้านเศรษฐศาสตร์ จาก Warwick University ประเทศอังกฤษ

    เส้นทางการเมือง

    ภราดร ปริศนานันทกุล ได้ลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอ่างทอง คู่กับนายสมศักดิ์ ปริศนานันทกุล เมื่อ 23 ธันวาคม 2550 และได้รับเลือกตั้งอีกสมัยในการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไทยเป็นการทั่วไป พ.ศ. 2554 ซึ่งขณะนั้นลงสมัครรับเลือกตั้งภายใต้สังกัดพรรคชาติไทยพัฒนา

    กระทั่งในปี 2561 นายภราดร ได้ย้ายไปสังกัดพรรคภูมิใจไทย และได้รับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอ่างทองอีกสมัย ต่อมาได้รับแต่งตั้งเป็นโฆษกพรรคภูมิใจไทย

    จากนั้นในปี 2566 นายภราดร ได้รับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอ่างทองอีกสมัย ภายใต้สังกัดพรรคภูมิใจไทย ก่อนที่จะถูกเสนอชื่อจากที่ประชุมพรรคภูมิใจไทย เป็นแคนดิเดตชิงตำแหน่งรองประธานสภาผู้แทนราษฎรในที่สุด

    ต่อมา วันที่ 19 มิถุนายน 2568 นายภราดร ปริศนานันทกุล รองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่ 2 และ สส.จังหวัดอ่างทอง พรรคภูมิใจไทย ประกาศยื่นหนังสือขอลาออกจากตำแหน่ง รองประธานสภาฯ คนที่ 2

    กระทั่งล่าสุด วันที่ 5 กันยายน 2568 มีรายชื่อติดในโผ ครม.อนุทิน 1 ในตำแหน่ง รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2881222&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0cvn84oGOGo-13wPXin84t

  • นิด้าโพล 59.24% หนุนยุบสภาฯ เร็วที่สุด ไม่ต้องรอ 4 เดือน

    นิด้าโพล 59.24% หนุนยุบสภาฯ เร็วที่สุด ไม่ต้องรอ 4 เดือน


    นิด้าโพล เผย ประชาชน 59.24% หนุนยุบสภาฯ โดยเร็วที่สุด ไม่ต้องรอ 4 เดือน ขณะที่ 74.39% อยากให้แก้รัฐธรรมนูญ รายมาตรา 

    ศูนย์สำรวจความคิดเห็น “นิด้าโพล” สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลการสำรวจ เรื่อง “ยุบสภาในสี่เดือนเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญ” ทำการสำรวจระหว่างวันที่ 4-5 กันยายน 2568 จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป กระจายทุกภูมิภาค ระดับการศึกษา อาชีพ และรายได้ ทั่วประเทศ รวมจำนวนทั้งสิ้น 1,310 หน่วยตัวอย่าง เกี่ยวกับความคิดเห็นของประชาชนต่อข้อเสนอให้ยุบสภาผู้แทนราษฎรภายในสี่เดือน การสำรวจอาศัยการสุ่มตัวอย่างโดยใช้ความน่าจะเป็นจากบัญชีรายชื่อฐานข้อมูลตัวอย่างหลัก (Master Sample) ของ “นิด้าโพล” สุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน (Multi-stage Sampling) เก็บข้อมูลด้วยวิธีการสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ โดยกำหนดค่าความคลาดเคลื่อนไม่เกิน 0.05 ที่ระดับความเชื่อมั่น ร้อยละ 97.0

    จากการสำรวจเมื่อถามความคิดเห็นของประชาชนเกี่ยวกับข้อเสนอให้ยุบสภาผู้แทนราษฎรภายในสี่เดือนพบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 59.24 ระบุว่า ควรยุบสภาฯ โดยเร็วที่สุด ไม่ต้องรอสี่เดือน รองลงมา ร้อยละ 27.17 ระบุว่า เห็นด้วยกับการยุบสภาฯ ภายในสี่เดือน ร้อยละ 9.54 ระบุว่า ไม่ควรยุบสภาฯ แต่ควรรอให้สภาฯ ชุดนี้หมดวาระในปี 2570 ร้อยละ 2.52 ระบุว่า ควรยุบสภาฯ ภายในหกเดือน ร้อยละ 0.92 ระบุว่า ควรยุบสภาฯ ภายในหนึ่งปี และร้อยละ 0.61 ระบุว่า ไม่ทราบ/ไม่ตอบ/ไม่สนใจ

    ด้านความต้องการของประชาชนในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 37.56 ระบุว่า ต้องการมาก รองลงมา ร้อยละ 28.17 ระบุว่า ไม่ต้องการเลย ร้อยละ 21.76 ระบุว่า ค่อนข้างต้องการ ร้อยละ 9.99 ระบุว่า ไม่ค่อยต้องการ และร้อยละ 2.52 ระบุว่า ไม่ทราบ/ไม่ตอบ/ไม่สนใจ

    ท้ายที่สุดเมื่อสอบถามความคิดเห็นของผู้ที่ระบุว่าต้องการมากและค่อนข้างต้องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ (จำนวน 777 หน่วยตัวอย่าง) เกี่ยวกับรูปแบบการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ประชาชนต้องการ พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 74.39 ระบุว่า ต้องการแก้ไขรัฐธรรมนูญรายมาตรา รองลงมา ร้อยละ 24.71 ระบุว่า ต้องการแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ และร้อยละ 0.90 ระบุว่า ไม่ตอบ

    เมื่อพิจารณาลักษณะทั่วไปของตัวอย่าง พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 8.55 มีภูมิลำเนาอยู่กรุงเทพฯ ร้อยละ 18.70 มีภูมิลำเนาอยู่ภาคกลาง ร้อยละ 17.79 มีภูมิลำเนาอยู่ภาคเหนือ ร้อยละ 33.28 มีภูมิลำเนาอยู่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ร้อยละ 13.82 มีภูมิลำเนาอยู่ภาคใต้ และร้อยละ 7.86 มีภูมิลำเนาอยู่ภาคตะวันออก โดยตัวอย่าง ร้อยละ 47.94 เป็นเพศชาย และร้อยละ 52.06 เป็นเพศหญิง

    ตัวอย่าง ร้อยละ 12.13 อายุ 18-25 ปี ร้อยละ 17.79 อายุ 26-35 ปี ร้อยละ 17.94 อายุ 36-45 ปี ร้อยละ 26.34 อายุ 46-59 ปี และร้อยละ 25.80 อายุ 60 ปีขึ้นไป โดยตัวอย่าง ร้อยละ 95.04 นับถือศาสนาพุทธ ร้อยละ 3.66 นับถือศาสนาอิสลาม และร้อยละ 1.30 นับถือศาสนาคริสต์ และศาสนาอื่น ๆ

    ตัวอย่าง ร้อยละ 35.27 สถานภาพโสด ร้อยละ 62.29 สมรส และร้อยละ 2.44 หม้าย หย่าร้าง แยกกันอยู่ โดยตัวอย่าง ร้อยละ 0.53 ไม่ได้รับการศึกษา ร้อยละ 13.82 จบการศึกษาประถมศึกษา ร้อยละ 35.27 จบการศึกษามัธยมศึกษาหรือเทียบเท่า ร้อยละ 11.76 จบการศึกษาอนุปริญญาหรือเทียบเท่า ร้อยละ 34.43 จบการศึกษาปริญญาตรีหรือเทียบเท่า และร้อยละ 4.19 จบการศึกษาสูงกว่าปริญญาตรี

    ตัวอย่าง ร้อยละ 9.39 ประกอบอาชีพข้าราชการ/ลูกจ้าง/พนักงานรัฐวิสาหกิจ ร้อยละ 18.47 ประกอบอาชีพพนักงานเอกชน ร้อยละ 23.13 ประกอบอาชีพเจ้าของธุรกิจ/อาชีพอิสระ ร้อยละ 9.54 ประกอบอาชีพเกษตรกร/ประมง ร้อยละ 16.18 ประกอบอาชีพรับจ้างทั่วไป/ผู้ใช้แรงงาน ร้อยละ 17.87 เป็นพ่อบ้าน/แม่บ้าน/เกษียณอายุ/ว่างงาน และร้อยละ 5.42 เป็นนักเรียน/นักศึกษา

    ตัวอย่าง ร้อยละ 17.56 ไม่มีรายได้ ร้อยละ 3.05 รายได้เฉลี่ยต่อเดือนไม่เกิน 5,000 บาท ร้อยละ 14.89 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 5,001-10,000 บาท ร้อยละ 34.81 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 10,001-20,000 บาท ร้อยละ 11.45 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 20,001-30,000 บาท ร้อยละ 5.11 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 30,001-40,000 บาท ร้อยละ 2.37 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 40,001-50,000 บาท ร้อยละ 1.37 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 50,001-60,000 บาท ร้อยละ 0.38 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 60,001-70,000 บาท และรายได้เฉลี่ยต่อเดือน 70,001-80,000 บาท ในสัดส่วนที่เท่ากัน ร้อยละ 0.61 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 80,001 บาทขึ้นไป และร้อยละ 8.02 ไม่ระบุรายได้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/news/35133&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw25M-rehrUiqrWHhUz_svG3

  • อรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ มืออาชีพพลังงานสู่ รัฐมนตรีกระทรวงพลังงาน

    อรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ มืออาชีพพลังงานสู่ รัฐมนตรีกระทรวงพลังงาน

    อรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ มืออาชีพพลังงานสู่ รัฐมนตรีกระทรวงพลังงาน

    จากวิศวกรสู่ซีอีโอ ปตท. ผู้วางยุทธศาสตร์พลังงานสะอาด วันนี้อรรถพลก้าวสู่เก้าอี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน พร้อมนำไทยสู่ความยั่งยืน

    ท่ามกลางการจัดวางทีมเศรษฐกิจของรัฐบาลใหม่ ชื่อของ อรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ โดดเด่นขึ้นมาในฐานะว่าที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล การมาของเขาถูกมองไม่ใช่เพียงการเปลี่ยนตัวบุคคล แต่คือการส่งสัญญาณว่า รัฐบาลเลือกใช้ “มืออาชีพ” ที่ผ่านการพิสูจน์จากทั้งวิกฤตและโอกาสมาขับเคลื่อนอนาคตพลังงานไทย

    เส้นทางชีวิตและการศึกษา

    อรรถพลจบการศึกษาปริญญาตรีวิศวกรรมโยธาจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ต่อด้วยปริญญาโทด้านเศรษฐศาสตร์จากสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ และยังได้รับ Diploma Petroleum Management จาก University of Oxford พื้นฐานที่ผสมผสานทั้งวิศวกรรม เศรษฐศาสตร์ และประสบการณ์สากล ทำให้เขาไม่ใช่แค่นักเทคนิค แต่เป็นนักวางยุทธศาสตร์พลังงานที่มองเห็นภาพครบทั้งต้นน้ำถึงปลายน้ำ

    ก้าวสำคัญใน ปตท.

    กว่า 30 ปีในกลุ่ม ปตท. อรรถพลผ่านงานสำคัญเกือบทุกสาย ก่อนขึ้นเป็นซีอีโอคนที่ 10 (2563–2567) เขาพาองค์กรฝ่าวิกฤตโควิด-19 ด้วยโครงการ “ลมหายใจเดียวกัน” จัดหาอุปกรณ์แพทย์ และ “Restart Thailand” ที่จ้างงานบัณฑิตใหม่หลายพันคน ขณะเดียวกันยังวางกลยุทธ์ “Future Energy & Beyond” ที่หยุดลงทุนถ่านหิน และหันสู่พลังงานสะอาด ยานยนต์ไฟฟ้า โรงงานแบตเตอรี่ และ Life Science พร้อมตั้งเป้าลดก๊าซเรือนกระจก 15% ภายในปี 2573

    ผลงานด้านความมั่นคงพลังงานปรากฏชัดเมื่อ PTTEP ชนะการประมูลสำรวจและผลิตก๊าซในอ่าวไทย พร้อมเพิ่มกำลังการผลิตแหล่งเอราวัณเป็น 800 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน อีกทั้งยังสร้างชื่อเสียงให้ไทยบนเวทีโลก โดย PTT เป็นแบรนด์ไทยเพียงแห่งเดียวที่ติด 500 อันดับมูลค่าแบรนด์สูงสุดโลก มูลค่าแบรนด์ทะลุ 8.3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ พร้อมการันตีความเป็นผู้นำด้วยรางวัล Asia’s Best CEO 3 ปีซ้อน และ Thailand Top CEO of the Year 2023

    นั่นทำให้ นายอรรถพล ไม่ใช่นักการเมืองที่มาเรียนรู้งาน แต่คือผู้ปฏิบัติการพลังงานตัวจริงที่ผ่านงานตั้งแต่ระดับวิศวกรรม การตลาด การลงทุน จนถึงกลยุทธ์ชาติ เขาพิสูจน์แล้วว่าสามารถรักษาเสถียรภาพองค์กร พร้อมขับเคลื่อนโครงการเพื่อสังคมได้จริง ที่สำคัญ วิสัยทัศน์ด้านพลังงานสะอาดและเทคโนโลยีคาร์บอนต่ำที่เขาปักธงไว้ สอดคล้องกับทิศทางโลกอย่างชัดเจน

    การเลือกอรรถพลมานั่ง รมว.พลังงาน จึงเป็นการประกาศว่ารัฐบาลอนุทินให้ “ความสามารถ” นำหน้า “โควต้า” ท่ามกลางความผันผวนด้านราคาพลังงานและแรงกดดันสิ่งแวดล้อม การได้รัฐมนตรีที่มีทั้งประสบการณ์จริง ความเข้าใจเชิงระบบ และวิสัยทัศน์สู่ความยั่งยืนจึงถือเป็นสัญญาณดี และก้าวแรกของการผลักดันประเทศในลำดับต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/general-news/729991&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2oyebm_bEiKCazTIiBO4U2

  • ‘ศุภมาส อิศรภักดี’ ว่าที่ รมว.ดีอี จากพรรคภูมิใจไทย ทำความรู้จักที่นี่

    ‘ศุภมาส อิศรภักดี’ ว่าที่ รมว.ดีอี จากพรรคภูมิใจไทย ทำความรู้จักที่นี่

    ‘ศุภมาส อิศรภักดี’ ว่าที่ รมว.ดีอี จากพรรคภูมิใจไทย ทำความรู้จักที่นี่

    โผรายชื่อ ครม. นายอนุทิน ชาญวีรกูล ว่าที่นายกรัฐมนตรีคนใหม่ มีชื่อของ “ผึ้ง” ศุภมาส อิศรภักดี รวมอยู่ในนั้นด้วย โดย “เธอ” มีรายชื่อในตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม หรือ ดีอี  

    เปิดประวัติ ‘ศุภมาส อิศรภักดี’

    “ผึ้ง” คือ ชื่อเล่นของ ศุภมาส อิศรภักดี  เกิดวันที่  3 เมษายน 2516 (อายุ 52 ปี) ด้านการศึกษา “ศุภมาส อิศรภักดี”  จบการศึกษาปริญญาตรี จากคณะวิศวกรรมศาสตรบัณฑิต สาขาอุตสาหการ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ จบปริญญาโท คณะวิศวกรรมศาสตรมหาบัณฑิต สาขาการจัดการทางวิศวกรรม จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เช่นเดียวกัน

    ปัจจุบัน สมรสแล้ว กับ พ.ต.อ.ล้ำพันธุ์ พรรธนประเทศ รอง ผบก.ทท.1 มีบุตรด้วยกัน 2 คน นอกจากนี้ทั้งคู่ยังตัดสินใจอุปการะ “ชู่” ดาราเด็กที่เล่นซีรีส์หนุมาน สงครามมหาเทพ ของประเทศอินเดียไว้ด้วย เนื่องจากสามีถูกชะตา

    เส้นทางการเมือง

    หลังจากเรียนจบที่จุฬาฯ ศุภมาส ได้ไปทำงานบริษัทในเครือ ปตท. เป็นเวลาเกือบ 5 ปี จากนั้นด้วยความรักในเส้นทางการเมือง อยากทำงานเพื่อสังคม จึงตัดสินใจสมัครเข้าไปเป็นผู้สมัคร สส.พรรคไทยรักไทย ตอนอายุ 27 ปี ทั้งที่ไม่ได้รู้จักใครในพรรค ไม่มีเส้นสายใดๆ

    “ศุภมาส” ใช้กลยุทธ์ของผู้สมัครหน้าใหม่ ในทุกวันประมาณตีห้าครึ่งจะไปยืนแนะนำตัวที่ทางเข้าหมู่บ้านใหญ่ๆ ประมาณ 8 แห่ง ยกมือไหว้รถทุกคัน โดยมีทีมงานคอยถือป้ายหาเสียงให้เป็นระยะๆ ทำสลับไปวันละหมู่บ้านจนครบและวนกลับมาใหม่ จากนั้นจึงไปตามตลาด พูดคุยกับพ่อค้า แม่ค้า และ ประชาชน ตอนสายเดินหาเสียงเข้าชุมชนตามแฟลต กดกริ่งตามหมู่บ้าน ทำให้เกิดการพูดกันปากต่อปากว่าเป็นผู้สมัครที่ขยันที่สุด จนได้รับเลือกเป็น สส.เขตหลักสี่ ในวัยเพียง 28 ปี ถือว่าเป็น สส.อายุน้อยที่สุดในกรุงเทพมหานคร ณ ขณะนั้น

    ศุภมาส อิศรภักดี

    ต่อมาในปี พ.ศ. 2552 ได้รับบทบาทสำคัญทางการเมืองภายในพรรคภูมิใจไทย โดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรค ได้แต่งตั้งให้เป็นคณะกรรมการบริหารพรรค มอบหมายให้ดำรงตำแหน่งโฆษกพรรคภูมิใจไทย ขณะที่ในการเลือกตั้ง ปี 2562 ศุภมาส ได้เปลี่ยนจากผู้สมัคร สส.เขต มาเป็น แบบบัญชีรายชื่อ ถูกวางตัวไว้ในลำดับต้นๆ โดยอยู่อันดับที่ 8 และได้รับเลือกตั้งให้เป็น สส. บัญชีรายชื่อ

    แต่ในการเลือกตั้ง ปี 2566 ศุภมาส ถูกวางตัวเป็น สส. แบบบัญชีรายชื่อ ไว้ในลำดับที่ 10 ของพรรคภูมิใจไทย แต่ “ศุภมาส” ยังคงเป็นบุคคลที่มีบทบาทในพรรค โดยช่วงก่อนเลือกตั้งมักติดตาม นายอนุทิน ไปภารกิจสำคัญๆ เสมอ แต่เมื่อผลการเลือกตั้งออกมา ทางพรรคภูมิใจไทย กลับได้เก้าอี้ สส.บัญชีรายชื่อเพียง 3 ที่นั่งเท่านั้น ทำให้ ศุภมาส พลาดเก้าอี้ สส.

    กระทั่ง พรรคเพื่อไทย ได้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล และดึงพรรคภูมิใจไทยมาร่วมด้วย ศุภมาส ได้รับความไว้วางใจให้ดำรงตำแหน่ง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม หรือ อว.

    และล่าสุดชื่อของ ผึ้ง ศุภมาส อิศรภักดี กลับมาโดดเด่นอีกครั้ง เพราะมีรายชื่อติดโผ ครม.อนุทิน ได้นั่งเก้าอี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม หรือ ดีอี.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/politics/638140&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0rv0t0luUAwO3OOSRR9teZ

  • รู้จัก ‘อรรถพล ฤกษ์พิบูลย์’ ว่าที่ รมว.พลังงานคนใหม่ ครม.อนุทิน 1

    รู้จัก ‘อรรถพล ฤกษ์พิบูลย์’ ว่าที่ รมว.พลังงานคนใหม่ ครม.อนุทิน 1

    อรรถพล ฤกษ์พิบูลย์” กำลังจะเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานคนใหม่ภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีคนที่ 32 

    หลังจากปรากฎภาพนั่งรับประทานกาแฟและทานเค้กส้มร่วมกับนายอนุทินภายในร้านกาแฟใต้ตึกที่ทำการพรรคภูมิใจไทยล่าสุด โดยมีการคาดการณ์ว่าถูกทาบทามให้รับตำแหน่ง รมว.พลังงานในคณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุทิน 1 ตามโควตาคนนอก

    ทั้งนี้ “ฐานเศรษฐกิจ” จะพาไปทำความรู้จัก “อรรถพล ฤกษ์พิบูลย์” ว่าที่ รมว. พลังงานคนใหม่ให้เพิ่มมากขึ้น

    ประวัติ

    วันเกิด

    • 19 กรกฎาคม 2508

    ชื่อเล่น

    • โด่ง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/politics/638154&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2A8QRajbPM-Yo9zd-Jii0E

  • “ตติยภัทร์” เชื่อประเมินคุณภาพภายนอกสมศ. เน้นประโยชน์ ไม่สร้างภาระครู | เดลินิวส์

    “ตติยภัทร์” เชื่อประเมินคุณภาพภายนอกสมศ. เน้นประโยชน์ ไม่สร้างภาระครู | เดลินิวส์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5089459/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0JxilX-v8AP2VrDP67Oy4W

  • สพฐ. จับมือ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องลุยช่วยแก้ไขหนี้สินครูบำนาญทั่วประเทศกว่า 1.5 แสนคน ยิ้มได้ | เดลินิวส์

    สพฐ. จับมือ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องลุยช่วยแก้ไขหนี้สินครูบำนาญทั่วประเทศกว่า 1.5 แสนคน ยิ้มได้ | เดลินิวส์

    เมื่อวันที่ 5 ก.ย. นางเกศทิพย์ ศุภวานิช รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (รองเลขาธิการ กพฐ.) ได้พบปะทักทาย และส่งกำลังใจให้ผู้เข้าร่วมการประชุมหารือแนวทางการแก้ไขปัญหาหนี้สินข้าราชการบำนาญ จ.อุดรธานี ณ หอประชุมโรงเรียนอุดรพิชัยรักษ์พิทยา จังหวัดอุดรธานี ผ่านระบบออนไลน์ โดยมีผู้เข้าร่วมประชุมประกอบด้วย ดร.ณรินทร์ ชำนาญดู คณะกรรมการกำกับการแก้ไขหนี้สินของประชาชนรายย่อย และประธานคณะอนุกรรมการแก้ไขปัญหาหนี้เงินกู้สวัสดิการข้าราชการและพนักงานของรัฐ ดร.ยลพรรษ์ ศิริรัตน์ คณะอนุกรรมการแก้ไขปัญหาหนี้สินเงินกู้สวัสดิการข้าราชการและพนักงานของรัฐ นางลาวัลย์ ช่วงชัย คณะอนุกรรมการแก้ไขปัญหาหนี้สินเงินกู้สวัสดิการข้าราชการและพนักงานของรัฐ นายกฤษฎา การีชุม ประธานสหกรณ์ออมทรัพย์ครูหนองบัวลำภู จำกัด นายเจริญ สอนคำหาญ ประธานสหกรณ์ออมทรัพย์ครูหนองคาย จำกัด นายสวัสดิ์ พรมโสภณ ประธานสมาพันธ์ข้าราชการครูบำนาญภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ดร.พลพิพัฒน์ วัฒนเศรษฐานุกุล รองผู้อำนวยการศูนย์ขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาหนี้สินครูและบุคลากรทางการศึกษา สพฐ. พร้อมด้วยผู้บริหารสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา เจ้าหน้าที่สถานีแก้หนี้ครู ข้าราชการบำนาญ (ครู) จากจังหวัดอุดรธานีและจังหวัดสกลนคร รวมจำนวน 150 คน เข้าร่วม
    .
    สำหรับการประชุมดังกล่าว จัดโดยเครือข่ายภาคประชาสังคมแก้หนี้ครูและบุคลากรทางการศึกษา ร่วมกับคณะกรรมการกำกับการแก้ไขหนี้สินของประชาชนรายย่อย และศูนย์ขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาหนี้สินครูและบุคลากรทางการศึกษา สพฐ. โดยมีผู้แทนจากหลายภาคส่วนเข้าร่วมประชุม ทั้งในระดับนโยบายและพื้นที่ เพื่อหาแนวทางแก้ไขปัญหาหนี้สินของข้าราชการบำนาญในพื้นที่ให้สามารถดำรงชีวิตในบั้นปลายได้อย่างมีความมั่นคงและศักดิ์ศรี ซึ่งที่ผ่านมาได้ลงพื้นที่เพื่อไปแก้ไขปัญหาหนี้สินของข้าราชการบำนาญ เช่น จังหวัดมหาสารคาม มีผู้เข้าร่วมประมาณ 100 คน จังหวัดชัยภูมิ ประมาณ 100 คน จังหวัดเลย ประมาณ 50 คน จังหวัดเชียงใหม่ ประมาณ 80 คน จังหวัดอุดรธานี ประมาณ 150 คน รวมกว่า 480 คน
    .
    โดยสถานีแก้หนี้ครู (ระดับสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา) มีการประสานกับสหกรณ์ออมทรัพย์ครูและสถาบันการเงินอื่น ๆ ในพื้นที่ เพื่อเจรจา/สนับสนุน/ช่วยเหลือ เช่น การขอลดอัตราดอกเบี้ย การปรับโครงสร้างหนี้ การรวมหนี้ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนทำให้ผู้ประสบปัญหามีสภาพคล่องทางการเงินดีขึ้น ซึ่งมีสหกรณ์ออมทรัพย์ครูทยอยให้ความร่วมมือลดอัตราดอกเบี้ย ประมาณ 44 แห่ง ส่งผลให้ครูบำนาญ ประมาณ 150,000 ราย มีสภาพคล่องดีขึ้นและหนี้หมดเร็ว โดยในปี 2568 จากการขับเคลื่อนงานอย่างต่อเนื่องส่งผลให้ครูและบุคลากรฯที่มีปัญหาหนี้สิน ในกลุ่มสีแดง ที่มีสถานะถูกฟ้อง ลดลง 1,661 ราย คิดเป็นร้อยละ -37.86, มีสถานะไม่ถูกฟ้อง ดีเพิ่มขึ้น 1,559 ราย คิดเป็นร้อยละ +46.65 และกลุ่มสีเหลือง ดีเพิ่มขึ้น 102 ราย คิดเป็นร้อยละ +7.62 นับว่าเพิ่มขึ้นอย่างช้า ๆ แต่มั่นคง สะท้อนถึงการฟื้นตัวฐานะการเงินครูบางกลุ่ม ซึ่งเคยอยู่ในกลุ่มสีแดงมาก่อน และสามารถเลื่อนสถานะขึ้นมาได้ ทั้งนี้ ยังได้มีการส่งเสริมวินัยทางการเงินอย่างต่อเนื่องผ่าน e-learning หลักสูตร Money coach โดยมีผู้สนใจลงทะเบียนเรียนออนไลน์ทั้งสิ้น 135,513 ราย และผ่านการอบรมแล้ว 101,332 ราย
    .
    นางเกศทิพย์ ศุภวานิช กล่าวว่า สพฐ. ได้ดำเนินการขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาหนี้สินครูอย่างต่อเนื่อง ตามที่พลตำรวจเอก เพิ่มพูน ชิดชอบ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวและสั่งการผู้ที่รับผิดชอบว่า “ข้าราชการบำนาญเป็นปูชนียบุคคล ผู้ที่ได้สร้างชื่อเสียงและคุณประโยชน์ให้แก่สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน และกระทรวงศึกษาธิการมาตลอดชีวิตราชการ ควรได้รับการดูแลและช่วยเหลือ เพื่อให้มีความสุขและมีคุณภาพชีวิตที่ดีทั้งครอบครัว“ ขณะที่รัฐบาลและกระทรวงศึกษาธิการ โดย ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ได้กำหนดให้การแก้ไขปัญหาหนี้สินครูเป็น “จุดเน้นสำคัญ” พร้อมทั้งสั่งการให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งรัดการขับเคลื่อนอย่างจริงจัง
    ฉะนั้น ขอให้ข้าราชการบำนาญเปิดใจและพร้อมปรับตัว เพื่อก้าวสู่แนวทางแก้ไขปัญหาอย่างเป็นระบบ ขณะที่สถาบันการเงินและสหกรณ์ออมทรัพย์ครูทำงานร่วมกัน เสริมสร้างความเข้มแข็ง และช่วยเหลือสมาชิก โดยมีสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาเป็นกลไกสำคัญในการสนับสนุนและขับเคลื่อน ส่วนสหกรณ์ออมทรัพย์ในระดับจังหวัดมีการแก้ไขปัญหาอย่างรวดเร็ว ร่วมกับเครือข่ายในพื้นที่และภายใต้กรอบกฎหมาย ที่ผ่านมามีการแก้ไขได้อย่างยั่งยืน
    .
    “เมื่อได้รับการช่วยเหลือดูแลแบ่งเบาภาระของครู ทำให้ครูมีกำลังใจในการกล่อมเกลาบ่มเพาะเด็กให้มีคุณภาพ เป็นการเพิ่มคุณภาพให้แก่ผู้เรียน ในส่วนข้าราชการที่เกษียณแล้วเมื่อได้รับการช่วยเหลือเป็นการลดภาระหนี้สิน ทำให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ขอเป็นกำลังใจแด่ผู้ปฏิบัติ งานผู้เสียสละ รวมถึงข้าราชการบำนาญทุกคน ให้ก้าวข้ามปัญหาไปได้อย่างมั่นคง พร้อมสร้างรอยยิ้มและความสุขให้แก่ตนเองและครอบครัวต่อไป” รองเลขาธิการ กพฐ. กล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5088603/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0qvGCOWX3rdjk8AmP6ANIV

  • เปิดประวัติ “ธนกร วังบุญคงชนะ” มีชื่อติดโผ ครม.อนุทิน 1 นั่งว่าที่ รมช.มหาดไทย

    เปิดประวัติ “ธนกร วังบุญคงชนะ” มีชื่อติดโผ ครม.อนุทิน 1 นั่งว่าที่ รมช.มหาดไทย

    เปิดประวัติ “ธนกร วังบุญคงชนะ” รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในรัฐบาล “พลเอกประยุทธ์” มีชื่อติดโผ ครม.อนุทิน 1 นั่งว่าที่ รมช.มหาดไทย

    ประวัติ ธนกร วังบุญคงชนะ

    นายธนกร วังบุญคงชนะ มีชื่อเล่นว่า แด๊ก เกิดเมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2516 พื้นเพเป็นคนจังหวัดนครศรีธรรมราช การศึกษาสูงสุด ปริญญาเอก ปรัชญาดุษฎีบัณฑิต สาขารัฐประศาสนศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยเวสเทิร์น เมื่อต้นปี 2568 เพิ่งมีข่าวเข้าพิธีมงคลสมรสกับ “แคทตี้” ดร.แคทลีน มาลีนนท์ ทายาทรุ่นที่ 3 ของตระกูลมาลีนนท์ ประธานกรรมการ บมจ.ไทย โซล่าร์ เอ็นเนอร์ยี่ (Thai Solar Energy PLC.) หลังจากเป็นเพื่อนกัน 5 ปี และดูใจกันอีก 5 ปี ก่อนจะตกลงใช้ชีวิตคู่

    นายธนกร เคยเป็นผู้สื่อข่าว ก่อนจะถูกนายสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ชักชวนเข้าสู่วงการการเมือง ตั้งแต่สมัยอยู่พรรคมัชฌิมาธิปไตย และลงสมัครรับเลือกตั้งครั้งแรกในพื้นที่ กทม. แต่ไม่ได้รับเลือกตั้ง ก่อนย้ายไปสังกัดพรรคภูมิใจไทย โดยชีวิตการทำงานเคยเป็นอดีตอนุกรรมการ เลขานุการ รวมถึงที่ปรึกษาหลายกระทรวง เช่น กระทรวงพาณิชย์, กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม, และกระทรวงสาธารณสุข

    และเมื่อ 18 พ.ย. 2561 ได้เข้าเป็นสมาชิกพรรคพลังประชารัฐ มีความสนิทสนมกับ นายอุตตม สาวนายน อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง จนได้นั่งตำแหน่งเลขานุการ เมื่อนายอุตตม ลาออกจากตำแหน่ง ได้ถูกแต่งตั้งให้เป็นเลขานุการ นายอนุชา นาคาศัย รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี อีกทั้งยังเคยเป็นโฆษกประจำศูนย์บริหารสถานการณ์เศรษฐกิจจากผลกระทบจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (ศบศ.) รวมถึงเป็นโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ก่อนได้เลื่อนลำดับขึ้นเป็น ส.ส.บัญชีรายชื่อ ในเดือนพฤศจิกายน 2565 เนื่องจาก นางวทันยา บุนนาค ลาออกจากการเป็น สส. 

    นอกจากนี้ ในสมัยของรัฐบาล พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายธนกร ยังถูกแต่งตั้งให้เป็นรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ว่ากันว่าเป็นลูกรักนายกรัฐมนตรี คอยเป็นกำลังสำคัญตอบโต้ฝ่ายค้าน และแก้ข่าวให้นายกฯทุกรอบ 

    ก่อนที่จะมานั่งตำแหน่งรองหัวหน้าพรรค และ สส.บัญชีรายชื่อพรรครวมไทยสร้างชาติ 

    และล่าสุด ใน ครม.อนุทิน 1 ปรากฏชื่อ นายธนกร เป็นว่าที่ รมช.มหาดไทย 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2881224&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1bgEivH_jR4U-sV7_om1tv

  • สพฐ. จับมือ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องลุยช่วยแก้ไขหนี้สินครูบำนาญทั่วประเทศกว่า 1.5 แสนคน ยิ้มได้ | TOPNEWS

    สพฐ. จับมือ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องลุยช่วยแก้ไขหนี้สินครูบำนาญทั่วประเทศกว่า 1.5 แสนคน ยิ้มได้ | TOPNEWS

    โดยสถานีแก้หนี้ครู (ระดับสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา) มีการประสานกับสหกรณ์ออมทรัพย์ครูและสถาบันการเงินอื่น ๆ ในพื้นที่ เพื่อเจรจา/สนับสนุน/ช่วยเหลือ เช่น การขอลดอัตราดอกเบี้ย การปรับโครงสร้างหนี้ การรวมหนี้ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนทำให้ผู้ประสบปัญหามีสภาพคล่องทางการเงินดีขึ้น ซึ่งมีสหกรณ์ออมทรัพย์ครูทยอยให้ความร่วมมือลดอัตราดอกเบี้ย ประมาณ 44 แห่ง ส่งผลให้ครูบำนาญ ประมาณ 150,000 ราย มีสภาพคล่องดีขึ้นและหนี้หมดเร็ว โดยในปี 2568 จากการขับเคลื่อนงานอย่างต่อเนื่องส่งผลให้ครูและบุคลากรฯที่มีปัญหาหนี้สิน ในกลุ่มสีแดง ที่มีสถานะถูกฟ้อง ลดลง 1,661 ราย คิดเป็นร้อยละ -37.86, มีสถานะไม่ถูกฟ้อง ดีเพิ่มขึ้น 1,559 ราย คิดเป็นร้อยละ +46.65 และกลุ่มสีเหลือง ดีเพิ่มขึ้น 102 ราย คิดเป็นร้อยละ +7.62 นับว่าเพิ่มขึ้นอย่างช้า ๆ แต่มั่นคง สะท้อนถึงการฟื้นตัวฐานะการเงินครูบางกลุ่ม ซึ่งเคยอยู่ในกลุ่มสีแดงมาก่อน และสามารถเลื่อนสถานะขึ้นมาได้ ทั้งนี้ ยังได้มีการส่งเสริมวินัยทางการเงินอย่างต่อเนื่องผ่าน e-learning หลักสูตร Money coach โดยมีผู้สนใจลงทะเบียนเรียนออนไลน์ทั้งสิ้น 135,513 ราย และผ่านการอบรมแล้ว 101,332 ราย

    นางเกศทิพย์ ศุภวานิช กล่าวว่า สพฐ. ได้ดำเนินการขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาหนี้สินครูอย่างต่อเนื่อง ตามที่พลตำรวจเอก เพิ่มพูน ชิดชอบ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวและสั่งการผู้ที่รับผิดชอบว่า “ข้าราชการบำนาญเป็นปูชนียบุคคล ผู้ที่ได้สร้างชื่อเสียงและคุณประโยชน์ให้แก่สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน และกระทรวงศึกษาธิการมาตลอดชีวิตราชการ ควรได้รับการดูแลและช่วยเหลือ เพื่อให้มีความสุขและมีคุณภาพชีวิตที่ดีทั้งครอบครัว“ ขณะที่รัฐบาลและกระทรวงศึกษาธิการ โดย ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ได้กำหนดให้การแก้ไขปัญหาหนี้สินครูเป็น “จุดเน้นสำคัญ” พร้อมทั้งสั่งการให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งรัดการขับเคลื่อนอย่างจริงจัง
    ฉะนั้น ขอให้ข้าราชการบำนาญเปิดใจและพร้อมปรับตัว เพื่อก้าวสู่แนวทางแก้ไขปัญหาอย่างเป็นระบบ ขณะที่สถาบันการเงินและสหกรณ์ออมทรัพย์ครูทำงานร่วมกัน เสริมสร้างความเข้มแข็ง และช่วยเหลือสมาชิก โดยมีสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาเป็นกลไกสำคัญในการสนับสนุนและขับเคลื่อน ส่วนสหกรณ์ออมทรัพย์ในระดับจังหวัดมีการแก้ไขปัญหาอย่างรวดเร็ว ร่วมกับเครือข่ายในพื้นที่และภายใต้กรอบกฎหมาย ที่ผ่านมามีการแก้ไขได้อย่างยั่งยืน
    “เมื่อได้รับการช่วยเหลือดูแลแบ่งเบาภาระของครู ทำให้ครูมีกำลังใจในการกล่อมเกลาบ่มเพาะเด็กให้มีคุณภาพ เป็นการเพิ่มคุณภาพให้แก่ผู้เรียน ในส่วนข้าราชการที่เกษียณแล้วเมื่อได้รับการช่วยเหลือเป็นการลดภาระหนี้สิน ทำให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ขอเป็นกำลังใจแด่ผู้ปฏิบัติ งานผู้เสียสละ รวมถึงข้าราชการบำนาญทุกคน ให้ก้าวข้ามปัญหาไปได้อย่างมั่นคง พร้อมสร้างรอยยิ้มและความสุขให้แก่ตนเองและครอบครัวต่อไป” รองเลขาธิการ กพฐ. กล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1303223&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2XWfR7BIEDc5UCbg9ejkXP

  • “สมาพันธ์สมาคมภาพยนตร์แห่งชาติ” เปิดโผหนัง 15 เรื่อง ติดอันดับชิงโหวตสูงสุด “ภาพยนตร์ไทยยอด …

    “สมาพันธ์สมาคมภาพยนตร์แห่งชาติ” เปิดโผหนัง 15 เรื่อง ติดอันดับชิงโหวตสูงสุด “ภาพยนตร์ไทยยอด …

    ฟิล์ม จำกัด, อำนาจ ศรัทธา อนาคต จาก บริษัท ป็อป พิคเจอร์ จำกัด, ธี่หยด2 … ฟิล์ม จำกัด, วัยสตาร์ท น็อนสต็อป จาก บริษัท ที แอนด์ บี มีเดีย …
    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/entertain/445416&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjgwYjRmOWUzMTk0MTQ6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3pBp2uDMAq5JbmH76hjW5o