Category: วัฒนธรรม

  • กพฐ. ประชุมร่วม กสม. ถกสิทธิมนุษยชนด้านการศึกษา ยกระดับคุณภาพผู้เรียน

    กพฐ. ประชุมร่วม กสม. ถกสิทธิมนุษยชนด้านการศึกษา ยกระดับคุณภาพผู้เรียน

    6 กันยายน 2568 13:57 น. ทศพล บุญพัฒน์ / แม่ฮ่องสอน ข่าวทั่วไทย

    เมื่อวานนี้ (5 ก.ย.68 ) นายธีร์ ภวังคนันท์ รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (รองเลขาธิการ กพฐ.) ได้รับมอบหมายจาก ว่าที่ร้อยตรี ธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการ กพฐ. ในการเข้าร่วมประชุมหารือกับคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) นำโดย นายวสันต์ ภัยหลีกลี้ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ พร้อมคณะ ร่วมด้วย นายนรินธรณ์ เซ่งล้ำ ผู้อำนวยการสำนักนโยบายและแผนการศึกษาขั้นพื้นฐาน นางนัยนา ตันเจริญ ผู้อำนวยการสำนักอำนวยการ และคณะทำงาน เข้าร่วม ณ ห้องประชุม สพฐ. 5 ชั้น 9 กระทรวงศึกษาธิการ

    สำหรับการประชุมครั้งนี้ ได้หารือในประเด็นต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการส่งเสริมสิทธิเด็กและเยาวชน อาทิ สถานการณ์การนำเด็กเข้าสู่ระบบการศึกษาตามโครงการ Thailand Zero Dropout, สถานการณ์การนำเด็กไปทำเนื้อหาหรือคอนเทนต์บนโลกออนไลน์, ศูนย์การเรียนรู้เด็กต่างด้าว, เงินอุดหนุนค่าใช้จ่ายรายหัวให้แก่ผู้เรียนในศูนย์การเรียน เป็นต้น โอกาสนี้ สพฐ. ได้นำเสนอข้อมูลและความคืบหน้าต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับประเด็นดังกล่าว ให้ กสม. รับทราบและหารือร่วมกันถึงแนวทางในการส่งเสริมให้เด็กและเยาวชนได้รับโอกาสทางการศึกษาอย่างเท่าเทียมและทั่วถึง โดยเน้นย้ำแนวทางของกระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งมีจุดยืนว่าเด็กทุกคนที่อยู่บนผืนแผ่นดินไทย ต้องได้รับการศึกษา ไม่ว่าเชื้อชาติไหน สัญชาติใด ซึ่งเป็นหลักปฏิบัติสากลที่เป็นไปตามอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก และกำชับบุคลากรในสังกัดไม่นำเด็กนักเรียนไปทำเป็นคอนเทนต์บนสื่อโซเชียลมีเดีย รวมถึงดูแลความปลอดภัยของนักเรียนทุกคนอย่างรอบด้าน ทั้งนี้จะนำข้อเสนอแนะที่ได้จากที่ประชุมไปดำเนินการพัฒนาเพื่อเสริมสร้างสิทธิเด็กอย่างยั่งยืนต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/n/649486&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3lAbqRmITHRwaSw-JhHz6B

  • วิ่งออกกำลังกายในสวนสาธารณะช่วงไหนปลอดภัยที่สุด?

    วิ่งออกกำลังกายในสวนสาธารณะช่วงไหนปลอดภัยที่สุด?

    การวิ่งท่ามกลางธรรมชาติ เทรนด์ใหม่ยอดฮิต ยิ่งวิ่งยิ่งมีประโยชน์ 

    ปัจจุบันเทรนด์การวิ่งถือว่ามาแรงมากๆ ในสังคมไทยโดยเฉพาะอย่างยิ่งการวิ่งท่ามกลางธรรมชาติตามสวนสาธารณะหรือตามพื้นที่กว้างต่างๆ ซึ่งการออกกำลังกายประเภทนี้ไม่เพียงแต่ช่วยให้ร่างกายแข็งแรงเท่านั้นแต่ยังมอบประโยชน์ทางจิตใจที่มีมีติมากกว่าการวิ่งบนลู่ไฟฟ้าในห้องที่เป็นพื้นที่ปิด ผลการวิจัยชี้ให้เห็นว่าการใช้เวลาอย่างน้อย 30 นาทีในสภาพแวดล้อมธรรมชาติสามารถลดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคซึมเศร้าได้ถึง 7% และช่วยป้องกันความดันโลหิตสูงได้ 9% 

    ในด้านการเผาผลาญแคลอรี่นั้นการวิ่งในสวนสาธารณะมีความได้เปรียบเหนือกว่าอย่างเห็นได้ชัด เนื่องจากมีแรงต้านอากาศตามธรรมชาติ พื้นผิวที่มีความหนืดและไม่เด้งเหมือนลู่ไฟฟ้า เหล่านี้ทำให้ร่างกายต้องใช้พลังงานมากขึ้นในระยะเวลาเดียวกัน นอกจากนี้การได้รับแสงแดดช่วงเช้ายังเป็นแหล่งวิตามิน D ที่ช่วยเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันและกระดูกให้แข็งแรงอีกด้วย 

    อันตรายเงียบจากมลพิษทางอากาศ 

    แม้การวิ่งกลางแจ้งจะให้ประโยชน์มากมายแต่ปัญหาต่างๆ ในปัจจุบันก็มีมากมายเช่นกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับปัญหามลพิษทางอากาศ ฝุ่น PM2.5 กลับเป็นข้อจำกัดสำคัญที่ผู้วิ่งต้องคำนึงถึง การศึกษาจากผู้เชี่ยวชาญชี้ให้เห็นว่าการออกกำลังกายในสภาพแวดล้อมที่มี PM2.5 เกิน 80 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตรเป็นเวลานานอาจทำให้เกิดการอักเสบในร่างกายและส่งผลกระทบต่อการทำงานของปอด 

    ข้อมูลจากผู้ใช้งานและการสำรวจออนไลน์เผยให้เห็นความกังวลที่แท้จริง “ดูข่าว PM2.5 มักจะสูงเกิน 100 ในช่วงเช้า ควรงดวิ่งในที่สาธารณะ อันตรายสะสม ตายผ่อนส่งค่ะ” ความคิดเห็นดังกล่าวสะท้อนถึงการตื่นตัวของประชาชนต่อปัญหามลพิษและการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเพื่อสุขภาพโดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงฤดูที่อากาศประเทศไทยแห้งแล้ง   

    ความปลอดภัยส่วนบุคคลในประเทศไทย 

    จากมุมมองความปลอดภัยจากอาชญากรรม ประเทศไทยถือเป็นหนึ่งในประเทศที่ปลอดภัยที่สุดในเอเชีย การสำรวจของสถาบันยุติธรรมไทยในปี 2018 กับประชากร 8,445 คนในสิบจังหวัดพบว่าร้อยละ 78.4 รู้สึกปลอดภัยหรือปลอดภัยมากเมื่อต้องเดินคนเดียวในยามค่ำคืน 

    อัตราการเกิดเหตุฆาตกรรมในประเทศไทยอยู่ที่ 2.6 ต่อประชากร 100,000 คนในปี 2024 ซึ่งยังคงอยู่ในระดับต่ำเมื่อเทียบกับมาตรฐานระหว่างประเทศ กรุงเทพมหานครได้คะแนนความปลอดภัย 60.95 จาก 100 คะแนนเต็มจาก Numbeo อาชญากรรมที่เกิดขึ้นส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับทรัพย์สินและการทุจริตไม่ใช่อาชญากรรมรุนแรงที่เป็นอันตรายต่อชีวิต ทำให้จากคะแนนดังกล่าวนี้การวิ่งในพื้นที่สวนสาธารณะยามดึกหรือยามช่วงเช้ามืดจึงเป็นโอกาสที่ดีสำหรับคนที่สนใจในการออกกำลังกาย อย่างไรก็ดีปลอดภัยไว้ก่อนเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในการวิ่งยามค่ำคืนเพราะอันตรายเกิดได้ทุกที่และทุกเมื่อ  

    ปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ ที่ควรระวัง 

    นอกจากมลพิษและความปลอดภัยส่วนบุคคลแล้วผู้วิ่งในสวนสาธารณะยังควรต้องระวังโรคติดต่อจากยุงโดยเฉพาะไข้เลือดออกในช่วงหน้าฝน การป้องกันด้วยการใส่เสื้อผ้าปิดมือปิดเท้าและใช้สารไล่ยุงจึงมีความสำคัญ 

    โรคจากความร้อนเป็นอีกหนึ่งความเสี่ยงในช่วงฤดูร้อน การดื่มน้ำให้เพียงพอ หลีกเลี่ยงการวิ่งในช่วงที่แดดจัด และการรับรู้สัญญาณของร่างกายเมื่อเริ่มมีอาการเหนื่อยล้าผิดปกติเป็นสิ่งจำเป็น สุนัขจรจัดในพื้นที่สาธารณะบางแห่งอาจเป็นปัญหาแต่ส่วนใหญ่จะหลีกหนีผู้คนและไม่ก้าวร้าว 

    การวิ่งในสวนสาธารณะจึงยังคงเป็นตัวเลือกที่ดีสำหรับการออกกำลังกายหากผู้วิ่งมีความรู้และเตรียมพร้อมอย่างเหมาะสม การตรวจสอบคุณภาพอากาศก่อนออกจากบ้าน การเลือกช่วงเวลาที่เหมาะสมและการป้องกันตนเองจากปัจจัยเสี่ยงต่างๆ จะช่วยให้ได้รับประโยชน์สูงสุดจากการออกกำลังกายโดยไม่ต้องเสี่ยงกับอันตรายที่หลีกเลี่ยงได้ คำถามสำคัญคือเราจะปรับตัวอย่างไรเมื่อสภาพแวดล้อมเปลี่ยนแปลงไปในอนาคต? 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/lifestyle/running-in-public-parks-safety-guide&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0UXS6-tuhB9iVLFx7uXssS

  • P

    P

    ค่าเทอมสาขา

    คณะ/สาขาวิชา ลักษณะการกู้ยืมฯ เทอม 1 ตลอด หลักสูตร
    วิทยาลัยการบินและคมนาคม
    การจัดการความปลอดภัยการบิน 2 + Human* 39,800 34,800 310,200

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.spu.ac.th/fac/graduate/%25E0%25B9%2580%25E0%25B8%25A3%25E0%25B8%25B4%25E0%25B9%2588%25E0%25B8%25A1%25E0%25B8%2595%25E0%25B9%2589%25E0%25B8%2599%25E0%25B8%2594%25E0%25B9%2589%25E0%25B8%25A7%25E0%25B8%25A2%25E0%25B8%2584%25E0%25B8%25A7%25E0%25B8%25B2%25E0%25B8%25A1%25E0%25B8%25A3%25E0%25B8%25B9%25E0%25B9%2589-dhamma-driven-business/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw30PSYLshsW96asgBykqmI6

  • รู้จัก ‘เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ’ ว่าที่รัฐมนตรีคลัง รัฐบาลภูมิใจไทย

    รู้จัก ‘เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ’ ว่าที่รัฐมนตรีคลัง รัฐบาลภูมิใจไทย

    เศรษฐกิจ

    รู้จัก ‘เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ’ ว่าที่รัฐมนตรีคลัง รัฐบาลภูมิใจไทย

    06 ก.ย. 2025 เวลา 15:45 น.

    ทำความรู้จัก ‘เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ‘ ว่าที่รัฐมนตรีคลัง รัฐบาลภูมิใจไทย หนึ่งในรัฐมนตรีคนนอก ที่จะเข้ามาสานต่อภารกิจสำคัญ ฟื้นเศรษฐกิจและความเชื่อมั่นนักลงทุน

    วันที่ 6 ก.ย.2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังจากที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล ได้รับความเห็นชอบจากสภาผู้แทนราษฎร ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี คนที่ 32 เริ่มมีความเคลื่อนไหวการจัดตั้งคณะรัฐมนตรี (ครม.) โดยหนึ่งในรัฐมนตรีที่น่าจับตามองที่สุดคือรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ที่จะเข้ามาสานต่อภารกิจด้านเศรษฐกิจที่สำคัญ ทั้งการฟื้นความเชื่อมั่นนักลงทุน กระตุ้นเศรษฐกิจช่วงครึ่งปีหลัง และเดินหน้าการเจรจาภาษีกับสหรัฐ

    โดยในวันนี้ นายเอกนิติ ได้เดินทางมาที่พรรคภูมิใจไทย และได้หารือกับนายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรค นายสันติ พร้อมพัฒน์ เลขาธิการพรรคพลังประชารัฐ และนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว ว่าที่ รมว.ต่างประเทศ และนายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ ว่าที่ รมว.พลังงาน

    แหล่งข่าวระดับสูงจากพรรคภูมิใจไทย ยืนยันกับ “กรุงเทพธุรกิจ” ว่า สำหรับโควตารัฐมนตรีคนนอกได้ทาบทาม “นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ” อธิบดีกรมธนารักษ์ เข้าดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง

    สำหรับนายเอกนิติ ปัจจุบันอายุ 54 ปี เป็นบุตรชายของ ดร.อิสสระ นิติทัณฑ์ประภาศ อดีตประธานศาลรัฐธรรมนูญ และนางผาณิต นิติทัณฑ์ประภาศ อดีตประธานผู้ตรวจการแผ่นดิน ปลัดสำนักนายกฯ และปลัดกระทรวงพัฒนาสังคม นายเอกนิติ สมรสกับนางร้อยแก้ว นิติทัณฑ์ประกาศ (สกุลเดิม อักษรานุเคราะห์)

    ประวัติการศึกษา

    จบการศึกษาเศรษฐศาสตร์บัณฑิต(เกียรตินิยม) จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ด้วยทุนของสมาคมธรรมศาสตร์

    เศรษฐศาสตร์มหาบัณฑิตจาก University of Illinois at Urbana-Champaign สหรัฐอเมริกา ด้วยทุนรัฐบาลไทย ก.พ.

    เศรษฐศาสตร์ดุษฎีบัณฑิตจาก Claremont Graduate University สหรัฐอเมริกา ด้วยทุนรัฐบาลไทย ก.พ.

    หลังจบการศึกษาได้เข้ามารับราชการในกระทรวงการคลัง ดำรงตำแหน่ง อัครราชทูตฝ่ายเศรษฐกิจการคลัง ประจำสหราชอาณาจักรและยุโรป จากนั้นเคยดำรงตำแหน่งเป็น Senior Advisor ของธนาคารโลก ณ กรุงวอชิงตันดีซี โฆษกกระทรวงการคลัง

     รองผู้อำนวยการ สำนักงานเศรษฐกิจการคลังกระทรวงการคลัง (สศค.) ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) อธิบดีกรมสรรพรกร อธิบดีกรมสรรพสามิต และอธิบดีกรมธนารักษ์

    นอกจากนี้ นายเอกนิติ เคยมีประสบการณ์ในฐานะกรรมการในบริษัทต่างๆ ดังนี้

    • ประธานกรรมการ บริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด
    • กรรมการ และกรรมการสรรหา ค่าตอบแทน และบรรษัทภิบาล ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน)
    • กรรมการ และประธานกรรมการบริหาร ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (EXIM Bank)
    • กรรมการ และประธานกรรมการบริหารความเสี่ยง บริษัท หลักทรัพย์จัดการกองทุน กรุงไทย จำกัด (มหาชน)
    • กรรมการ บริษัท หลักทรัพย์เพื่อธุรกิจหลักทรัพย์ จำกัด (มหาชน)
    • กรรมการ ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (SME Bank)
    • กรรมการ บริษัท หลักทรัพย์เคทีซีมิโก้ จำกัด
    • กรรมการ บริษัท อิมพิเรียลเทคโนโลยี จำกัด
    • กรรมการ ประธานคณะกรรมการจัดการนวัตกรรมและกรรมการบริหารความเสี่ยง บริษัท วิทยุการบินแห่งประเทศไทย จำกัด
    • ประธานกรรมการ ธนาคารธนชาติ จำกัด (มหาชน)
    • ประธานกรรมการและกรรมการ บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน)
    • กรรมการ และกรรมการบริหารความเสี่ยง บริษัท ไออาร์พีซี จำกัด (มหาชน)
    • กรรมการและเลขานุการ คณะกรรมการนโยบายการให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ
    • กรรมการและเลขานุการ คณะกรรมการกำกับการดำเนินงาน กองทุนรวมวายุภักษ์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/business/economic/1197643&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1UA5Fzo0UNEhdLx60kVVM_

  • คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาฯ รับมอบรถรับบริจาคเลือดสัตว์เลี้ยงเคลื่อนที่

    คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาฯ รับมอบรถรับบริจาคเลือดสัตว์เลี้ยงเคลื่อนที่

    คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาฯ โดย ศ.สพ.ญ.ดร.สันนิภา สุรทัตต์ คณบดีคณะสัตวแพทยศาสตร์  รับมอบรถรับบริจาคเลือดนอกสถานที่ (Mobile Blood Bank) จาก น.สพ.ธนันต์ ลีละยูวะ กรรมการกลุ่มบริษัทอินเทลโนเวชั่นและครอบครัว เพื่อใช้ต่อยอดงานวิชาการด้านโลหิตวิทยาทางสัตวแพทย์ และเพิ่มประสิทธิภาพการช่วยเหลือสัตว์เลี้ยงที่เจ็บป่วย

    พิธีมอบรถรับบริจาคเลือดสัตว์เลี้ยงเคลื่อนที่จัดขึ้นเมื่อวันที่ 5 กันยายน 2568 ณ ตึกสัตววิจักษ์ คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาฯ โดยมี อ.น.สพ.ชัยยศ ธารรัตนะ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลสัตว์เล็ก สพ.ญ.สุวรัตน์ วดีรัตน์ หัวหน้าแผนกธนาคารเลือดและคลินิกโลหิตวิทยา พร้อมด้วยคณะผู้บริหารร่วมรับมอบ นอกจากนี้ยังได้รับเกียรติจากคุณบอย โกสิยพงษ์ คุณอรรณนพ จิรกิติ คุณกิตติ์รวี เลิศสุริยภักดิ์ และคุณโกมล เจียรวนนท์  มาร่วมงาน และเสวนาเล่าถึงความเป็นมาของโครงการ CU Blood Bank

    สพ.ญ.สุวรัตน์ วดีรัตน์ หัวหน้าแผนกธนาคารเลือดและคลินิกโลหิตวิทยา คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาฯ เปิดเผยว่า ธนาคารเลือดสัตว์เลี้ยง คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาฯ ก่อตั้งมากว่า 14 ปี มีเป้าหมายเพื่อศึกษาวิจัยทางโลหิตวิทยาสัตวแพทย์ ผลิตและพัฒนาผลิตภัณฑ์เลือดจำเพาะสำหรับการรักษา ถ่ายทอดองค์ความรู้ให้สัตวแพทย์ และสร้างเครือข่ายเจ้าของสัตว์ที่สมัครใจบริจาคโลหิตอย่างต่อเนื่อง

    เลือดที่ได้รับบริจาคจะผ่านกระบวนการแยกส่วนออกเป็นหลายชนิด การแยกส่วนเลือดช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ประโยชน์จากเลือดที่มีอยู่อย่างจำกัด ในอนาคตจะมีการนำผลการวิจัยและพัฒนา Albumin สกัดจากสุนัข มาทำ Canine Albumin ซึ่งถือเป็นนวัตกรรมใหม่ในระดับโลกมาใช้เพื่อการรักษาเพิ่มเติม

    ทั้งนี้ ขั้นตอนการใช้เลือดยังต้องอาศัยการตรวจสอบความเข้ากันได้ โดยเจ้าของสามารถส่งตัวอย่างเลือด หรือพาสัตว์เลี้ยงเข้ามาที่คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาฯ เพื่อตรวจสอบ ซึ่งในสุนัขมีหมู่เลือดที่ซับซ้อนถึง 8 กลุ่มหรือมากกว่า จึงจำเป็นต้องมีการตรวจอย่างถูกต้องก่อนนำเลือดหรือส่วนประกอบของเลือดไปใช้ในการรักษา เพื่อให้เกิดความปลอดภัยและประสิทธิภาพสูงสุด

    นอกจากการวิจัยด้านผลิตภัณฑ์เลือดแล้ว ธนาคารเลือดสัตว์เลี้ยงยังมีเป้าหมายพัฒนาห้องปฏิบัติการมาตรฐานที่สามารถรองรับการวิเคราะห์และตรวจสอบเลือดอย่างครบวงจร รวมถึงการศึกษาวิจัยด้านเซลล์ต้นกำเนิด (stem cell) แบบจำเพาะในทางสัตวแพทย์ เพื่อสร้างองค์ความรู้ใหม่ในการรักษาและเพิ่มทางเลือกในการดูแลสุขภาพสัตว์ในอนาคต

    “รถรับบริจาคเลือดเคลื่อนที่” ถูกออกแบบและดัดแปลงเป็นห้องปฏิบัติการเคลื่อนที่ สามารถออกไปรับบริจาคเลือดจากสัตว์เลี้ยงได้ถึงพื้นที่กรุงเทพมหานครและจังหวัดใกล้เคียง โดยมีการตรวจสุขภาพสัตว์ผู้บริจาคเบื้องต้นก่อนทุกครั้ง เพื่อให้มั่นใจว่าเลือดที่ได้รับมีคุณภาพและปลอดภัย คาดว่าธนาคารเลือดสามารถรวบรวมเลือดได้มากกว่าหนึ่งพันถุงต่อปี และเมื่อนำมาแยกส่วนแล้วจะสามารถช่วยเหลือสัตว์เลี้ยงได้เพิ่มขึ้นหลายเท่าตัว

    น.สพ.ธนันต์ ลีละยูวะ กรรมการกลุ่มบริษัทอินเทลโนเวชั่น กล่าวว่า รู้สึกภาคภูมิใจที่ได้มีส่วนร่วมในการต่อยอดองค์ความรู้ทางวิชาการและการวิจัย ตลอดจนช่วยชีวิตสัตว์เลี้ยงที่ต้องการเลือด ผ่านโครงการ Mission4P ซึ่งเป็นกิจกรรมตอบแทนสังคมที่ครอบครัวและกลุ่มบริษัท อินเทลโนเวชั่นได้ดำเนินมาอย่างต่อเนื่อง ที่ผ่านมาได้สนับสนุนโครงการเพื่อสังคมหลากหลายด้าน ทั้งการแพทย์และการศึกษา เช่น การผลิตแอลกอฮอล์ชนิดน้ำสำหรับล้างมือ ในช่วงโรคระบาดโควิด-19 ให้โรงพยาบาลและผู้ที่จำเป็นต้องใช้ รวมถึงการสนับสนุนอุปกรณ์การแพทย์ต่างๆ ให้โรงพยาบาล ตลอดจนโรงงานต้นแบบการทำกาแฟเพื่อใช้ในงานวิจัยของมหาวิทยาลัย

    การมอบรถรับบริจาคเลือดสัตว์เลี้ยงเคลื่อนที่ในครั้งนี้นับเป็นอีกก้าวสำคัญของความร่วมมือระหว่างภาคเอกชนและสถาบันการศึกษา ที่มุ่งยกระดับคุณภาพการรักษาสัตว์เลี้ยง ต่อยอดองค์ความรู้เชิงวิชาการ และสร้างความยั่งยืนให้กับการดูแลสุขภาพสัตว์ในประเทศไทย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.chula.ac.th/news/258832/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1AHfnrXIMahzfmjPPV2hOl

  • โปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง “เกศทิพย์ ศุภวานิช” อธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้

    โปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง “เกศทิพย์ ศุภวานิช” อธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้

    ทั่วไป

    โปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง “เกศทิพย์ ศุภวานิช” อธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้

    06 ก.ย. 2025 เวลา 16:47 น.

    ราชกิจจาประกาศ โปรดเกล้าฯ แต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญ กระทรวงศึกษาธิการ ให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง 5 ราย – “เกศทิพย์ ศุภวานิช” อธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้

    เว็บไซต์ ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง แต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญ กระทรวงศึกษาธิการ ให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง จำนวน 5 ราย

    มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ข้าราชการพลเรือนสามัญ สังกัดกระทรวงศึกษาธิการ พ้นจากตำแหน่ง และแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง จำนวน 5 ราย ดังนี้

    1. นางเกศทิพย์ ศุภวานิช พ้นจากตำแหน่ง รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน และแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง อธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้

    2. นายพิเชฐร์ วันทอง พ้นจากตำแหน่ง ผู้ตรวจราชการกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง และแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน

    3. นายวิษณุ ทรัพย์สมบัติ พ้นจากตำแหน่ง ที่ปรึกษาด้านมาตรฐานการศึกษา (นักวิชาการศึกษาทรงคุณวุฒิ) สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน และแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน

    4. นายวีระ แข็งกสิการ พ้นจากตำแหน่ง ผู้ตรวจราชการกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง และแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง รองปลัดกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง

    5. นายสุภชัย จันปุ่ม พ้นจากตำแหน่ง ผู้ตรวจราชการกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง และแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง รองเลขาธิการสภาการศึกษา สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา

    ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2568 เป็นต้นไป

    ประกาศ ณ วันที่ 5 กันยายน พ.ศ. 2568

    โปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/news/news-update/1197650&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3xwMk7eodoVxGdPnl68B1A

  • อัปเดต “10 อันดับมหาวิทยาลัยราชภัฏ” ที่เด็กไทยอยากเรียนมากที่สุดปี 2025

    อัปเดต “10 อันดับมหาวิทยาลัยราชภัฏ” ที่เด็กไทยอยากเรียนมากที่สุดปี 2025

    มหาวิทยาลัยราชภัฏ (มรภ.) เป็นหนึ่งในสถาบันอุดมศึกษาที่มีบทบาทสำคัญในการผลิตบัณฑิตคุณภาพให้กับประเทศ โดยเน้นการเรียนการสอนที่ตอบโจทย์ตลาดแรงงาน และเข้าถึงโอกาสทางการศึกษาสำหรับนักเรียนทั่วประเทศ

    ด้วยคณะที่หลากหลาย ค่าเทอมที่ไม่สูง และคุณภาพการศึกษาที่พัฒนาขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้หลายแห่งกลายเป็นตัวเลือกอันดับต้นๆของเด็กไทยที่กำลังมองหาสถาบันอุดมศึกษาที่ตอบโจทย์

    การจัดอันดับในครั้งนี้ถูกสำรวจโดย สถาบันจัดอันดับด้านการศึกษา Thailand Education Ranking (TER) ซึ่งเป็นผลโหวตจากความคิดเห็นนักเรียน นักศึกษา ผู้ปกครอง และประชาชนทั่วประเทศที่สำรวจข้อมูลทางออนไลน์ ในหมวดหมู่ มหาวิทยาลัยไทยยอดนิยมในปีที่ผ่านมา

    ไปดูกันเลยดีกว่าว่า มหาวิทยาลัยราชภัฏแห่งไหนจะครองอันดับ 1 ในใจเด็กไทย

    istock-1802016630

    เปิด 10 อันดับมหาวิทยาลัยราชภัฏ ที่เด็กไทยอยากเรียนมากที่สุด อัปเดตล่าสุด 2025

    อันดับ สถาบัน เทียบปีก่อน
    1 มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา =
    2 มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ =
    3 มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา =
    4 มหาวิทยาลัยราชภัฏนครปฐม +4
    5 มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร -1
    6 มหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม +4
    7 มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครศรีอยุธยา +5
    8 มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย -2
    9 มรภ. วไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ +2
    10 มหาวิทยาลัยราชภัฏเทพสตรี +18

    หมายเหตุ: การสำรวจจัดทำโดย Thailand Education Ranking (TER) อ้างอิงจากการโหวตออนไลน์ของกลุ่มตัวอย่างที่เป็นนักเรียน นักศึกษา ผู้ปกครอง และประชาชนทั่วไป ผลลัพธ์สะท้อนความนิยมและการรับรู้ในช่วงเวลาที่สำรวจเท่านั้น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/news/9840330/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2T8k5LZECD1vHb3cnUozaQ

  • ออทิสติกและประจำเดือน: “ฉันแยกความเจ็บปวดทางกายและใจออกจากกันไม่ได้” – BBC News ไทย

    ออทิสติกและประจำเดือน: “ฉันแยกความเจ็บปวดทางกายและใจออกจากกันไม่ได้” – BBC News ไทย

    “ฉันแยกความเจ็บปวดทางกายและใจออกจากกันไม่ได้” ผู้มีภาวะออทิสติกประสบความยากลำบากอย่างไรเมื่อมีประจำเดือน

    A woman is sitting comfortably on her couch and with a hot water bottle pressed against her stomach and a packet of pills in her hand.

    ที่มาของภาพ, Getty Images

    คำบรรยายภาพ, บางคนที่มีภาวะออทิสติกอาจมีประสบการณ์เกี่ยวกับประจำเดือนที่รุนแรงยิ่งกว่าคนทั่วไป
      • Author, หน่วยข่าวพิเศษบีบีซี เวิลด์ เซอร์วิส, หน่วยข่าวระดับโลกและหน่วยข่าวสตรีระดับโลก
      • Role,

    ช่วงมีประจำเดือนอาจเป็นเวลาที่ยากลำบากสำหรับหลายคน เพราะต้องรับมือกับอาการปวดเกร็ง ฮอร์โมนที่แปรปรวน และอารมณ์ที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทั้งยังต้องเลือกผลิตภัณฑ์สุขอนามัยที่เหมาะสมกับร่างกายและวิถีชีวิตที่แตกต่างกัน แต่ช่วงเวลานี้สำหรับผู้ที่มีภาวะออทิสติกนั้นยากยิ่งขึ้นไปอีก

    ซาดาฟ หญิงสาวที่เติบโตในอัฟกานิสถานและปัจจุบันอาศัยอยู่ในกรุงลอนดอนเล่าว่า “ความเจ็บปวดทางร่างกายกับอารมณ์มักจะมาพร้อมกันจนแยกไม่ออก”

    เธอเล่าว่า อาการปวดเกร็งทางร่างกายสามารถกระตุ้นให้เกิดปฏิกิริยาทางอารมณ์ เช่น “จู่ ๆ ก็รู้สึกเศร้าหรือตื่นตระหนก” โดยไม่มีสาเหตุที่ชัดเจน

    ซาดาฟอธิบายว่าระบบการรับรู้ทางอารมณ์และประสาทสัมผัสของเธอมีความเชื่อมโยงกันอย่างใกล้ชิดเสียจนเธอแยกความรู้สึกทางกายและใจออกจากกันได้ยากยิ่ง

    ดร.เอมี แกรนต์ อาจารย์ด้านสาธารณสุขจากมหาวิทยาลัยสวอนซี เป็นหัวหน้าคณะวิจัยในโครงการหัวข้อ “ออทิสติก: จากช่วงการมีประจำเดือนสู่วัยหมดประจำเดือน” ซึ่งมีระยะเวลาศึกษา 10 ปี ขณะนี้โครงการดังกล่าวได้สัมภาษณ์ผู้เข้าร่วมมากกว่า 200 คนแล้ว

    Skip ได้รับความนิยมสูงสุด and continue reading

    ได้รับความนิยมสูงสุด

    • นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย

    • A meeting and press conference were held at the Bhumjaithai Party headquarters following the People's Party's resolution to vote for Mr. Anutin Charnvirakul as Prime Minister. Various coalition partners arrived for a press conference to announce the formation of a new government. Mr. Suchart Chomklin, a Member of Parliament from the United Thai Nation Party, led a group of 18 MPs from his party as the first group to arrive. However, MPs from the faction led by United Thai Nation Party leader Mr. Peerapan Saleerattavibhaka were not present. Representatives from the Palang Pracharath Party followed, led by Mr. Chaimongkol Chairaj, the MP for Sakon Nakhon and Deputy Party Leader, and Mr. Santi Promphat, also a Deputy Party Leader who brought along MPs from Phetchabun. Subsequently, the Kla Tham Party's delegation, led by Chief Advisor Capt. Thamanat Prompow, entered the meeting room. He was accompanied by party leaders including Mrs. Narumon Pinyosinwat (Party Leader), Mr. Pai Lik (Secretary-General), and Mr. Atthakorn Sirilatthayakorn (Party Registrar), along with a group of MPs from smaller parties. In addition, several MPs from other parties arrived to join the government formation press conference. These included MPs from the Pheu Thai Party, such as Mr. Sakda Vichiansilp (Kanchanaburi MP) and Mrs. Nuchanart Charuwongsatien (Sisaket MP). MPs from the Democrat Party, including Mr. Somyoat Plaiduang (Songkhla MP) and Mr. Sanpetch Boonyamanee (Songkhla MP), also participated.

    • .

    • Sunita C sits between her husbands Kapil N and Pradeep N

    End of ได้รับความนิยมสูงสุด

    ทั้งนี้เธอเองก็เป็นผู้มีภาวะออทิสติกเช่นเดียวกัน

    เธออธิบายว่า ผู้ที่มีภาวะออทิสติกอาจเผชิญกับอุปสรรคมากกว่าคนอื่นในช่วงมีประจำเดือน เช่น ประสาทสัมผัสไวขึ้น ควบคุมอารมณ์ได้ยาก และปรับตัวลำบากเมื่อร่างกายเปลี่ยนแปลง

    ประสาทสัมผัสไว

    ในช่วงก่อนและระหว่างมีประจำเดือน ฮอร์โมนอาจแปรปรวนจนเกิดภาวะอารมณ์เปลี่ยนแปลง ผู้ที่มีภาวะออทิสติกอาจเผชิญกับความเปลี่ยนแปลงเหล่านี้รุนแรงและรับมือได้ยากกว่าเดิม

    ในช่วงเวลาดังกล่าวจะมีสัญญาณที่เรียกว่า “อินเทอโรเซ็ปชัน” (interoception)” จากร่างกาย เป็นสัญญาณภายในที่ร่างกายส่งออกมาเพื่อบอกถึงความรู้สึกต่าง ๆ เช่น หิว หรือต้องการเข้าห้องน้ำ

    ดร.เอมี แกรนต์ อธิบายว่าผู้ที่มีภาวะออทิสติกอาจ “รับรู้สัญญาณภายในได้อย่างเฉียบพลัน หรืออาจไม่รับรู้เลยจนกว่าจะเกิดความเจ็บปวดทางร่างกายตามมา”

    A woman lies on her bed with her hand against her forehead.

    ที่มาของภาพ, Getty Images

    คำบรรยายภาพ, ผู้ที่มีภาวะออทิสติกอาจรับรู้ความเจ็บปวดได้อย่างเฉียบพลันหรือในทางตรงกันข้ามก็ไม่รู้สึกเลย

    หลายคนอาจรู้สึกปวดท้องเกร็งในระยะเริ่มต้น หรือรู้สึกหงุดหงิดจากอาการก่อนมีประจำเดือน (Premenstrual Syndrome – PMS) ชัดเจน แต่ผู้ที่มีภาวะออทิสติกบางคนอาจไม่รับรู้ความเปลี่ยนแปลงเหล่านี้เลย จนกว่าอาการจะไปถึงจุดที่ “รู้สึกแย่มาก”

    ลิลี วัย 32 ปี ซึ่งอาศัยอยู่ในประเทศสเปน เผชิญกับภาวะนี้เป็นประจำ เธอยกตัวอย่างว่า “ฉันต้องกินข้าว แต่ฉันไม่รู้สึกหิว (ต่อมา) ฉัน (หิวจน) ปวดหัว ฉันเชื่อมโยงอาการปวดหัวกับความหิวไม่ได้ ไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้นกับร่างกาย พอเรื่องแบบนี้เกิดขึ้นในบริบทของประจำเดือนทุกอย่างก็รุนแรงขึ้นไปอีก”

    ดร.แกรนต์ พบว่า ผู้ที่มีภาวะออทิสติกมีแนวโน้มเป็นโรคก่อนมีประจำเดือนแบบรุนแรง (Premenstrual Dysphoric Disorder – PMDD) มากกว่าคนทั่วไป ซึ่งเธออธิบายว่า “หมายความว่าก็จะมีอารมณ์ตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงของรอบเดือนที่รุนแรงมาก”

    ยิ่งความไวต่อสิ่งเร้าเพิ่มขึ้นก็ส่งผลให้การใช้ผลิตภัณฑ์สุขอนามัยในช่วงมีประจำเดือนกลายเป็นเรื่องที่ท้าทายด้วย

    ซาดาฟ วัย 38 ปี ซึ่งเพิ่งได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นออทิสติกไม่นาน กล่าวว่า เธออยากเปลี่ยนจากการใช้ผ้าอนามัยมาเป็นถ้วยอนามัย เพราะเธอมองว่าถ้วยอนามัยเป็นทางเลือกที่ยั่งยืนมากกว่า

    เธอศึกษาวิธีใช้ถ้วยอนามัยอย่างละเอียด และเธอเตรียมตัวเตรียมใจอย่างเต็มที่ “แต่กว่าจะใส่กว่าจะถอดถ้วยอนามัยมันหนักหนาเกินไป” เธอจึงตัดสินใจใช้ผ้าอนามัยต่อไปในตอนนี้

    ส่วนสำหรับลิลี ผลิตภัณฑ์ที่เธอรู้สึกว่าใช้ได้มักเปลี่ยนไปไม่เว้นแต่ละวัน “ฉันใช้ผลิตภัณฑ์สำหรับประจำเดือนหลายแบบในแต่ละวัน มีผ้าอนามัยแบบสอด ผ้าอนามัยทั่วไป กางเกงอนามัย และถ้วยอนามัย และจะเปลี่ยนสิ่งที่ใช้ตามความรู้สึกในแต่ละช่วงเวลา”

    แม้แต่เปลี่ยนผ้าอนามัยก็อาจเป็นเรื่องยาก

    A woman holds a mobile phone with a period tracking app on display, while in the other hand she holds a sanitary pad.

    ที่มาของภาพ, Getty Images

    คำบรรยายภาพ, การติดตามเวลาที่ต้องเปลี่ยนผลิตภัณฑ์สุขอนามัยตอนมีประจำเดือนสำหรับบางคนที่มีภาวะออทิสติกอาจเป็นเรื่องที่ท้าทายกว่าคนอื่น ๆ

    ดร.แกรนต์ กล่าวว่า หลายคนที่มีภาวะออทิสติกมักรู้สึกสบายใจเมื่อได้อยู่กับสิ่งที่คุ้นเคยและมีความมั่นคง

    อย่างไรก็ดี แม้แต่รอบเดือนที่สม่ำเสมอที่สุดก็ยังสามารถรบกวนกิจวัตรประจำวันของคนกลุ่มนี้ได้ เธอขยายความต่อไปอีกว่า “ยิ่งเป็นรอบเดือนที่ไม่แน่นอนก็ยิ่งอาจทำให้ผู้ที่มีภาวะออทิสติกจัดการชีวิตประจำวันได้ยากขึ้นอีก”

    หนึ่งในสาเหตุคือ ผู้ที่มีภาวะออทิสติกมักประสบปัญหาเกี่ยวกับระบบการบริหารจัดการซึ่งเป็นทักษะทางจิตที่เกี่ยวข้องกับการวางแผนและการแก้ปัญหา ความบกพร่องในด้านนี้ทำให้การรับมือกับการเปลี่ยนแปลงกลายเป็นเรื่องยาก

    บุคคลที่มีภาวะออทิสติกอาจรู้สึกหนักใจกับ “ความเหนื่อยล้าจากการตัดสินใจ” ในช่วงมีประจำเดือน เช่น การเลือกใช้ผลิตภัณฑ์สุขอนามัย

    ซาดาฟกล่าวว่า “ฉันเหนื่อยที่ต้องจัดการเรื่องสุขอนามัย เช่น เปลี่ยนผ้าอนามัย หรือรับมือเวลาปวด เช่น ต้องกินยา หรือต้องใช้แผ่นประคบร้อน”

    เธอใช้แอปฯ จดบันทึกในโทรศัพท์มือถือเพื่อช่วยติดตามและจัดการกับรอบเดือนของตัวเองให้สะดวกขึ้น

    การศึกษา

    องค์การอนามัยโลกเผยว่า มีเพียง 2 ใน 5 ของโรงเรียนทั่วโลก หรือเพียง 39% เท่านั้นที่ให้ข้อมูลเกี่ยวกับสุขภาวะของการมีประจำเดือน

    อย่างไรก็ตาม แม้หลายคนอาจได้รับคำแนะนำเรื่องอนามัยเจริญพันธุ์จากครอบครัว แต่ยังมีผู้คนอีกหลายล้านคนที่เริ่มมีประจำเดือนโดยไม่มีข้อมูลเกี่ยวกับสภาวะนี้ล่วงหน้าเลย

    ลิลี ซึ่งได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นออทิสติกเมื่ออายุ 27 ปี เล่าว่า เธอเคยเรียนเรื่องรอบเดือนเพียงเล็กน้อยขณะเรียนที่โรงเรียนในอิหร่าน แต่เนื้อหาส่วนใหญ่ “เป็นข้อมูลที่คลาดเคลื่อน” เธอเคยได้ยินคำกล่าวว่า “ร่างกายได้กรองเลือด และเลือดที่ไหลคือเลือดที่ร่างกายกรองออกมา”

    เมื่อเธอเริ่มมีประจำเดือน เธอก็นำความรู้จากห้องเรียนมาปรับใช้ไม่ได้เลย

    “ฉันคิดว่าร่างกำลังรั่วและกำลังจะตาย ฉันตกใจมาก” เธอกล่าว

    Different menstrual products including pad, menstruation cups and tampons

    ที่มาของภาพ, Getty Images

    คำบรรยายภาพ, การหาผลิตภัณฑ์สำหรับช่วงมีประจำเดือนที่เหมาะสมอาจเป็นยาก

    ซาดาฟเล่าว่า เธอเชื่อว่าประสบการณ์มีประจำเดือนครั้งแรกของเธอแตกต่างจากคนทั่วไปอย่างมาก เธอเติบโตในอัฟกานิสถานซึ่งมีข้อห้ามทางวัฒนธรรมเกี่ยวกับเรื่องนี้ แล้วยังมีภาวะออทิสติกซึ่งทำให้ช่วงเวลานั้นยากยิ่งขึ้น

    ดร.แกรนต์กล่าวเสริมว่า ต่อให้บางคนที่มีภาวะออทิสติกจะเคยเรียนรู้เรื่องรอบเดือน แต่หลายคนก็ยังไม่เข้าใจว่าจะรู้สึกอย่างไรเมื่อมีประจำเดือนจริง

    ขณะที่ลิลียอมรับว่า เธอใช้เวลาหลายปีเผชิญกับอาการทางร่างกายและอารมณ์โดยไม่รู้ว่าอาการเหล่านั้นเกี่ยวข้องกับรอบเดือน และภาวะออทิสติกทำให้อาการรุนแรงขึ้น

    แนวทางแก้ไขและวิธีรับมือ

    A woman performs the cobra pose in a studio, with another woman performing the same pose behind her. Her hands are on a green mat, and she looks up to the ceiling with her eyes closed.

    ที่มาของภาพ, Getty Images

    คำบรรยายภาพ, การฝึกสติและโยคะสามารถช่วยบรรเทาอาการบางอย่างที่เกิดขึ้นในช่วงมีประจำเดือนได้

    รูบี สจ๊วต ผู้เขียนหนังสือ The Autism Friendly Guide to Periods [คู่มือเกี่ยวกับประจำเดือนสำหรับผู้มีภาวะออทิสติก] กล่าวว่า เด็กที่มีภาวะออทิสติกควรได้รับคำอธิบายเรื่องร่างกายอย่างตรงไปตรงมา โดยไม่ใช้คำเปรียบเปรยเพื่อให้บุคคลเหล่านี้เข้าใจว่าร่างกายทำงานอย่างไร ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญอันจะทำให้จัดการกับประจำเดือนของตนเองได้

    “เมื่อสอนเรื่องผ้าอนามัยแบบสอด ผู้สอนควรบอกว่าใส่เมื่อใด และควรใช้คำว่า ‘ช่องคลอด’ อย่างชัดเจน เพราะการใช้ภาษาที่คลุมเครืออาจทำให้เกิดอันตรายได้” สจ๊วตกล่าว เธอเองก็เป็นผู้ได้รับการวินิจฉัยว่ามีภาวะออทิสติกเช่นกัน

    สำหรับลิลี เธอรู้สึกว่าเธอเข้าใจประสบการณ์เกี่ยวกับรอบเดือนของตัวเองมากขึ้นเมื่อได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นออทิสติก

    เธอกล่าวว่า “ฉันเริ่มสังเกตสิ่งรอบตัวมากขึ้น เมื่อรู้ว่าตัวเองอยู่ในช่วงที่ไวต่อสิ่งเร้า ฉันก็พยายามควบคุมหรือลดความรู้สึกท่วมท้นจากประสาทสัมผัสเอง”

    แต่ละคนมีวิธีรับมือที่ต่างกัน ลิลีใช้สมาธิและการฝึกสติเพื่อไม่ตอบสนองต่ออารมณ์อย่างรุนแรงทันที โดยเธอใช้ช่วงเวลานั้นเพื่อคิดและเข้าใจว่าอารมณ์นั้น ๆ ที่เกิดขึ้นมาจากอะไร

    ซาดาฟเลือกใช้วิธีที่แตกต่างไป เช่น ร้องเพลง เต้นรำ และโยคะ เพื่อปรับสมดุลอารมณ์

    เธอกล่าวว่า “ฉันปล่อยให้อารมณ์ไหลผ่านในพื้นที่ปลอดภัย แทนที่จะพยายามกดหรือควบคุมมัน”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bbc.com/thai/articles/cn76y1jrrz8o&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2w0LN6N_UFE5Yd2HTZ_DyH

  • นักศึกษา ม.นานาชาติเอเซียแปซิฟิก ดูงานบำบัดยาเสพติด วัดถ้ำกระบอก

    นักศึกษา ม.นานาชาติเอเซียแปซิฟิก ดูงานบำบัดยาเสพติด วัดถ้ำกระบอก

    วัดถ้ำกระบอก จังหวัดสระบุรี, วันที่ 5 กันยายน – พระอาจารย์วิจิตร อคฺคจิตฺโต รองเจ้าอาวาส และประธานชมรมช่วยกันคนละนิดพิชิตยาเสพติด ร่วมกับ มหาวิทยาลัยนานาชาติเอเซียแปซิฟิก จัดกิจกรรมทัศนศึกษานอกสถานที่ กระบวนการและวิธีการรักษาอาการเสพติด นำนักศึกษาชาวไทยและชาวต่างชาติ เข้ารับฟังบรรยายและตอบข้อซักถามภาคภาษาอังกฤษ การฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด เพื่อนำความรู้ที่ได้ไปประกอบการเรียนของคณะศึกษาศาสตร์บัณฑิต

    พระอาจารย์วิจิตร กล่าวว่า ทางวัดหวังเป็นอย่างยิ่งว่าการศึกษาดูงานครั้งนี้จะช่วยให้นักศึกษา และคณาจารย์คณะศึกษาศาสตร์ ได้เห็นถึงรูปแบบการบำบัดรักษาผู้ติดยาเสพติดทางเลือกที่ใช้ธรรมะควบคู่ไปกับสมุนไพร นอกเหนือไปจากการใช้การบำบัดรักษาด้วยแผนปัจจุบัน ซึ่งหวังว่าจะเป็นประโยชน์ต่อการศึกษาของทางมหาวิทยาลัยไม่มากก็น้อย และหวังว่าจะมีโอกาสได้ต้อนรับทุกคนอีกครั้ง

    ทั้งนี้วัดถ้ำกระบอกเป็นที่รู้จักทั้งจากคนไทยและต่างชาติเป็นอย่างดีในฐานะสถานบำบัดรักษายาเสพติดด้วยการใช้สมุนไพร และธรรมะ โดยมีพระสงฆ์ของวัดทำหน้าที่ให้การบำบัด และมีผู้เข้ารับการรักษาจากทั่วโลก โดยชาวต่างชาติส่วนหนึ่งหลักจากที่รักษาอาการจนหายแล้วก็ตัดสินใจอยู่ศึกษาพระพุทธศาสนาที่วัดต่อ ขณะเดียวกันก็มีหน่วยงานภาครัฐและเอกชน รวมทั้งสถาบันการศึกษาทั้งภายในประเทศไทยและจากต่างประเทศติดต่อขอเข้าเยี่ยมชม และรับฟังการบรรยายอย่างต่อเนื่อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thaitabloid.com/archives/239929&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw11ryek65SgMCneC7i9PnMZ

  • วิทยาลัยครุศาสตร์ DPU จัดสัมมนาใหญ่ ชวนพลิกโฉม “ผู้นำ” และ “โรงเรียน” แห่งอนาคต ตอบรับยุคสมัย พัฒนาศักยภาพการศึกษาไทย

    วิทยาลัยครุศาสตร์ DPU จัดสัมมนาใหญ่ ชวนพลิกโฉม “ผู้นำ” และ “โรงเรียน” แห่งอนาคต ตอบรับยุคสมัย พัฒนาศักยภาพการศึกษาไทย

    นักศึกษาหลักสูตรประกาศนียบัตรบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารการศึกษา จัดสัมมนาวิชาการพัฒนาทักษะผู้บริหารการศึกษา เปิดมุมมองการบริหารการศึกษาไทยแนวใหม่

    วิทยาลัยครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (DPU) จัดสัมมนาวิชาการด้านการบริหารการศึกษา วันที่ 30–31 สิงหาคม 2568 ณ ห้องประชุม สนมสุทธิพิทักษ์อนุสรณ์ และห้องประชุม ดร.ไสวสุทธิพิทักษ์ โดยนักศึกษาหลักสูตรประกาศนียบัตรบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารการศึกษา รุ่นที่1 และคณาจารย์ร่วมกันจัดงานครั้งนี้ในหัวข้อ “ผู้นำการศึกษายุคดิจิทัล กับปัญหาท้าทายของสังคมไทย” และ “EdChallenge: พลิกโฉมโรงเรียนสู่อนาคต” เพื่อเตรียมความพร้อมให้ผู้บริหาร ครู และบุคลากรทางการศึกษา รับมือกับการเปลี่ยนแปลงของโลกยุคปัจจุบัน

    การบริหารยุคใหม่ ‘ขับเคลื่อนด้วยข้อมูลและเทคโนโลยี’

    สำหรับหัวข้อ “ผู้นำการศึกษายุคดิจิทัล กับปัญหาท้าทายของสังคมไทย” ได้เปิดพื้นที่ให้ผู้เข้าร่วมได้แลกเปลี่ยนแนวคิดกับนักวิชาการและผู้เชี่ยวชาญหลากหลายสาขา ได้แก่ ดร. คุณหญิง กัลยา โสภณพนิช อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ, นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม, รองศาสตราจารย์ ดร.ยศวีร์ สายฟ้า คณบดีคณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.วิยดา เหล่มตระกูล อดีตคณบดีคณะครุศาสตร์ และอดีตรองอธิการบดี มหาวิทยาลัยราชภัฏลำปาง พร้อมด้วย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.นพดล กรรณิกา ที่ปรึกษาสำนักงานตำรวจแห่งชาติในภารกิจความปลอดภัยทางไซเบอร์ และการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี และนายบุญภพ จันทมัตตุการ ผู้อำนวยการเชี่ยวชาญโรงเรียนร้อยเอ็ดวิทยาลัย ซึ่งมีเนื้อหาครอบคลุมทั้งมิติการบริหารจัดการ การออกแบบการเรียนรู้ และการเปลี่ยนแปลงเชิงระบบ

    ดร. คุณหญิง กัลยา โสภณพนิช กล่าวถึงการศึกษาในศตวรรษที่ 21 โดยเน้นว่าเยาวชนไทยต้องได้รับการพัฒนาทักษะสำคัญ 5 ด้าน ได้แก่ การคิดสร้างสรรค์ การคิดอย่างมีระบบ ความรอบรู้ดิจิทัล นวัตกรรม และการมี Growth Mindset ภายใต้แนวคิด Unplugged CODING พร้อมทั้งชี้ว่าการศึกษาไทยควรบูรณาการ STI (Science, Technology, Innovation) และต่อยอดจาก STEM สู่ STEAM เพื่อเชื่อมโยงศิลปะกับวิทยาศาสตร์ การจัดการเรียนรู้ที่อิงสมรรถนะอนาคตเหล่านี้ จะช่วยขับเคลื่อน เสริมศักยภาพ และสร้างคุณค่าทางเศรษฐกิจและวัฒนธรรมของประเทศได้อย่างยั่งยืน ทั้งนี้สรุปว่า “การเรียนรู้ยุคใหม่ไม่ใช่แค่เทคโนโลยี แต่คือศิลปะแห่งการใช้ชีวิตและการทำงานร่วมกัน”

    พลิกโฉมโรงเรียน สร้าง “นักคิด” แห่งอนาคต

    ขณะที่ในหัวข้อ “EdChallenge: พลิกโฉมโรงเรียนสู่อนาคต” ได้เปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมงานได้แลกเปลี่ยนแนวคิดกับนักวิชาการและผู้เชี่ยวชาญด้านการศึกษา ได้แก่ ศาสตราจารย์ นายแพทย์วิจารณ์ พานิช ที่ปรึกษาคณะกรรมการบริหารกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา Keynote Speaker ของงาน และช่วงเสวนามี ดร.ปรเมศวร์ ชรอยนุช อาจารย์ประจำคณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, นายสรวิศ ไพบูลย์รัตนากร ผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหารมูลนิธิโรงเรียนวันเสาร์ Saturday School และ ดร.ศรประภา สิริภัทรวิช หรือ ผอ.พีช ผู้อำนวยการโรงเรียนสตรีศรีสุริโยทัย โดยมีใจความสำคัญที่ชี้ให้เห็นว่า การศึกษาในยุคใหม่ต้องเปลี่ยนจากการเน้น “เรียนเพื่อรู้” ไปสู่การ “เรียนเพื่อคิด” เพื่อสร้างนักเรียนที่พร้อมรับมือกับความท้าทายของสังคม  นอกจากนี้ บทบาทของครูต้องปรับเปลี่ยนจาก “ผู้สอน” มาเป็น “ผู้เอื้ออำนวย” ที่มีหน้าที่ฝึกให้นักเรียนคิด, ตั้งคำถาม และสะท้อนความคิดอย่างจริงจัง ซึ่งจะช่วยส่งเสริมให้เด็กมีทักษะการคิดเชิงวิพากษ์และเติบโตเป็นพลเมืองที่มีคุณภาพ ขณะเดียวกัน สถาบันการผลิตครูในระดับอุดมศึกษาควรมีเป้าหมายเพื่อเป็นผู้สร้างผู้เชี่ยวชาญด้านการเรียนรู้ตลอดชีวิต (Lifelong Learning Expert Creator) การเรียนรู้เช่นนี้จะช่วยส่งเสริม การเรียนรู้เชิงลึก, การเรียนรู้ตลอดชีวิต และการสร้างทักษะในการสะท้อนคิดอย่างมีวิจารณญาณ (Critical Reflection) ซึ่งจะทำให้เด็กสามารถเติบโตเป็นพลเมืองที่มีทักษะการคิดเชิงบวก การคิดเชิงระบบ และการคิดเชิงออกแบบ โดยเพื่อให้การเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นได้อย่างแท้จริง

    นอกจากนี้ วิทยากรทุกท่านเห็นตรงกันว่าจุดประสงค์การเรียนรู้นั้น ควรตั้งต้นจากการพัฒนาผู้เรียนให้เกิดเจตคติ (Attitude) ก่อน แล้วให้เกิดการปฏิบัติ (Practice) และความรู้ (Knowledge) ตามลำดับ ทั้งนี้เพื่อให้ผู้เรียนมีเจตคติที่ถูกต้องต่อการเรียนรู้และการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลง ซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญกว่าความรู้ที่สามารถหาได้ง่าย ดังนั้น การสร้างความร่วมมือจากภาคส่วนต่าง ๆ และการเปิดพื้นที่การเรียนรู้นอกโรงเรียนจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้เด็กได้ค้นพบความสนใจและความสามารถของตนเอง ควบคู่ไปกับการใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) เป็นผู้ช่วยคิดต่อยอดจากความคิดของตนเอง โดยต้องอย่าลืมว่าไม่ควรเชื่อ AI 100% เพราะมนุษย์ยังคงเป็นผู้ที่มีบทบาทสำคัญในการคิดวิเคราะห์และสร้างสรรค์สิ่งใหม่ ๆ

    ช่วงท้ายของการเสวนาผู้เชี่ยวชาญยังได้ร่วมกันสะท้อนถึงภาพของโรงเรียนในอนาคตที่ไม่ใช่เพียงพื้นที่แห่งการเรียนรู้ แต่เป็นพื้นที่แห่งความสัมพันธ์ โรงเรียนควรเป็นสถานที่ที่ครูอยากอยู่ และนักเรียนอยากเรียน เป็นบ้านที่ลดชนชั้นในการสื่อสาร เปิดโอกาสให้ทุกคนได้แลกเปลี่ยนอย่างเท่าเทียม พร้อมกันนั้นยังมีการเน้นถึงความจำเป็นในการ “คืนครูสู่ห้องเรียนอย่างจริงจัง” โดยลดภาระงานธุรการที่ไม่จำเป็น เพื่อให้ครูได้กลับมาโฟกัสกับแพชชันในการสอน และได้แบ่งปันความสุขจากการเห็นเด็กๆ มีความสุขและเชื่อมั่นในศักยภาพของตนเอง ซึ่งเป็นวงจรที่หล่อเลี้ยงกันระหว่างครูกับนักเรียน และเป็นหัวใจสำคัญของการเปลี่ยนแปลงที่แท้จริง

    การเรียนรู้ทักษะผู้บริหารผ่านการปฏิบัติจริง

    ด้าน ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. พงษ์ภิญโญ แม้นโกศล คณบดีวิทยาลัยครุศาสตร์ DPU  กล่าวถึงการจัดโครงการสัมมนาทางวิชาการครั้งนี้ว่าเป็นส่วนหนึ่งของการเรียนการสอนที่ออกแบบให้นักศึกษาได้ลงมือปฏิบัติจริง เพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ลึกซึ้งเกี่ยวกับประเด็นสำคัญของการบริหารการศึกษาในปัจจุบัน และส่งเสริมศักยภาพของผู้บริหารการศึกษา

    ผศ.ดร. พงษ์ภิญโญ อธิบายเบื้องหลังของกิจกรรมครั้งนี้ว่า เป็นเวทีสำคัญที่ช่วยส่งเสริมศักยภาพของผู้บริหารการศึกษา เพราะการจัดสัมมนามีรายละเอียดซ่อนอยู่มากมาย ตั้งแต่การเลือกรูปแบบงาน การควบคุมระบบออนไลน์ การประสานงานกับวิทยากร ไปจนถึงการรับมือกับสถานการณ์ไม่คาดคิด จากประสบการณ์อันมีคุณค่าเหล่านี้ นักศึกษาได้เรียนรู้การทำงานที่มีรายละเอียดและความซับซ้อนสูง รวมถึงการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าในเชิงผู้บริหาร กระบวนการทั้งหมดนี้ไม่เพียงแต่จะสร้างทักษะเฉพาะตัว แต่ยังช่วยสร้างกรอบความคิดจากการเป็นผู้ปฏิบัติงานธรรมดาไปสู่การคิดเชิงกลยุทธ์ ซึ่งเป็นทักษะที่จำเป็นอย่างยิ่งสำหรับผู้บริหารการศึกษาในยุคปัจจุบัน

    ผลลัพธ์ที่เกินความคาดหมาย-โอกาสใหม่ในอาชีพ

    ผศ. ดร. พงษ์ภิญโญ ยังแสดงความชื่นชมผลงานของนักศึกษาที่สามารถจัดงานได้อย่างโดดเด่นเกินความคาดหมาย ที่นักศึกษาสามารถเชิญวิทยากรที่มีชื่อเสียงและความเชี่ยวชาญระดับสูง นอกจากนี้ นักศึกษายังได้แสดงให้เห็นถึงศักยภาพในการบริหารจัดการได้อย่างมีประสิทธิภาพ ขณะที่ในด้านเนื้อหาวิชาการ นักศึกษาก็สามารถเลือกสรรประเด็นที่น่าสนใจและสอดคล้องกับยุคสมัย เช่น การพลิกโฉมโรงเรียนในยุคที่ปัญญาประดิษฐ์เข้ามามีบทบาทสำคัญ

    From Teacher to Leader ค้นพบศักยภาพสู่การเป็นผู้นำทางการศึกษา

    หลักสูตรของ วิทยาลัยครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (DPU) มุ่งเน้นการพัฒนา ส่งเสริม และเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้ค้นพบศักยภาพของตนเอง ภายใต้แนวคิด “From Teacher to Leader” เพื่อก้าวจากครูผู้สอน สู่การเป็นผู้นำทางการศึกษาและผู้บริหารที่มีวิสัยทัศน์ แนวคิดนี้สอดคล้องกับปรัชญาของมหาวิทยาลัย “DISCOVER  POTENTIAL UNLIMITED” ที่เชื่อมั่นว่าศักยภาพของมนุษย์ไร้ขีดจำกัด และสามารถถูกปลดปล่อยได้ผ่านการเรียนรู้ที่มีความหมาย

    ธงของหลักสูตรบริหารการศึกษา จึงไม่ใช่เพียงการผลิตครูที่เก่งการสอน แต่คือการหล่อหลอม ผู้บริหารที่มีวิสัยทัศน์และความเข้าใจเชิงกลยุทธ์ ผู้สำเร็จการศึกษาจะมีความสามารถในการกำหนดทิศทางโรงเรียน วางนโยบายเพื่อสนับสนุนครู และสร้างความร่วมมือกับผู้ปกครองและชุมชน เพื่อพัฒนาศักยภาพเด็กไทยให้เติบโตอย่างมีคุณภาพสูง

    แนวทางนี้สะท้อนความเชื่อร่วมของนักวิชาการทั่วโลกว่า การศึกษาเป็นความหวังสำคัญของประเทศ และการสร้างผู้นำทางการศึกษาที่มุ่งพัฒนาโรงเรียนไปในทิศทางที่ถูกต้อง คือกุญแจสำคัญในการสร้างพลเมืองไทยที่มีคุณภาพ และขับเคลื่อนการพัฒนาศักยภาพประเทศอย่างยั่งยืน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/n/649251&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw37QG6LbXP06yItQOLkSgo8