Category: วัฒนธรรม

  • ‘บวรศักดิ์’ ตอบรับ นั่ง ‘รองนายกฯ’ ฝ่ายกฎหมาย ‘ครม.อนุทิน 1 ’

    ‘บวรศักดิ์’ ตอบรับ นั่ง ‘รองนายกฯ’ ฝ่ายกฎหมาย ‘ครม.อนุทิน 1 ’

    การเมือง

    08 ก.ย. 2025 เวลา 10:35 น.

    “บวรศักดิ์” ตอบรับ นั่งรองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายกฎหมาย ใน “รัฐบาลอนุทิน” โควตาคนนอก

    การจัดตั้งคณะรัฐมนตรี (ครม.) ภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี คนที่ 32 ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย มีการทาบทามคนนอกเข้ามาร่วมงาน โดยหนึ่งในนั้นนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ อดีตประธานกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ อดีตเลขาธิการคณะรัฐมนตรี มาดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายกฎหมาย ของรัฐบาล ล่าสุดมีรายงานว่า นายบวรศักดิ์ ตอบรับแล้ว

    ทั้งนี้ สำหรับ ประวัติ ดร.บวรศักดิ์ เกิดเมื่อวันที่ 19 ตุลาคม พ.ศ.2497 ที่ตำบลบ่อยาง อำเภอเมืองสงขลา จังหวัดสงขลา เป็นบุตรคนที่ 7 ในครอบครัวของวิภัทร และอารีย์ อุวรรณโณ เป็นญาติกับนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายกฎหมาย ในรัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา จบการศึกษาจากโรงเรียนแสงทองวิทยา ในระดับประถมศึกษา จากนั้นศึกษาต่อในระดับมัธยมศึกษาที่โรงเรียนมหาวชิราวุธ จังหวัดสงขลา และโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา โดยในปี พ.ศ.2518 นายบวรศักดิ์ สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี นิติศาสตรบัณฑิต ด้วยเกียรตินิยมอันดับหนึ่ง เหรียญทอง จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ถัดมาในปี พ.ศ.2519 ได้สอบเข้าเป็นเนติบัณฑิตไทยรุ่นที่ 29 ด้วยคะแนนอันดับที่ 3 จากสำนักอบรมศึกษากฎหมายแห่งเนติบัณฑิตยสภา

    ในปี พ.ศ.2522 ได้สำเร็จการศึกษาทั้งระดับปริญญาโท และปริญญาเอกทางกฎหมายมหาชนจากมหาวิทยาลัยปารีส-นองแตร์ ซึ่งตั้งอยู่บริเวณชานเมืองกรุงปารีส นอกจากนี้ในปี พ.ศ.2541 เขายังได้จบหลักสูตรจากวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร รุ่น 41

    นายบวรศักดิ์ เริ่มต้นรับราชการในตำแหน่งอาจารย์ที่คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในปี พ.ศ.2519 การทำงานของเขาในช่วงแรกผสมผสานระหว่างวิชาการ และการบริหารราชการแผ่นดิน ในปี พ.ศ.2531 เขาได้เป็นคณะที่ปรึกษานโยบายของนายกรัฐมนตรี                                 

    สำนักงานเลขาธิการนายกรัฐมนตรี และปีถัดมาได้เลื่อนเป็นรองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง หลังจากทำงานในภาครัฐระดับสูงชั่วคราว นายบวรศักดิ์ กลับมาสู่สายวิชาการอีกครั้งในปี พ.ศ.2534 โดยเข้ารับราชการที่ภาควิชากฎหมายปกครอง และกฎหมายทั่วไป คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จนได้รับแต่งตั้งเป็นคณบดีคณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยในปี พ.ศ.2538 การเข้าสู่ตำแหน่งระดับชาติของนายบวรศักดิ์ เกิดขึ้นในช่วงปี พ.ศ.2542-2546 เมื่อเขาได้รับการแต่งตั้งเป็นเลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า ต่อจากนั้นในปี พ.ศ. 2546-2549 เขาได้เข้าดำรงตำแหน่งเลขาธิการคณะรัฐมนตรี

    ขณะที่ผลงานทางวิชาการของนายบวรศักดิ์ ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวาง เขาได้รับการแต่งตั้งเป็นศาสตราภิชานแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และในปี พ.ศ.2542 ได้รับประกาศเกียรติคุณเป็นนักวิจัยดีเด่นแห่งชาติ สาขานิติศาสตร์ จากสภาวิจัยแห่งชาติ ปี พ.ศ.2545 ได้รับพระราชทานกิตติบัตรแต่งตั้งเป็นศาสตราจารย์กิตติคุณ คณะนิติศาสตร์ จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ความเชี่ยวชาญของเขายังได้รับการยอมรับในระดับสากล โดยในช่วงปี พ.ศ.2545-2548 ได้รับคัดเลือกจากองค์การสหประชาชาติให้ดำรงตำแหน่งผู้ทรงคุณวุฒิกรรมาธิการบริหารภาครัฐของสภาเศรษฐกิจและสังคมแห่งสหประชาชาติ หลังจากการรัฐประหารในประเทศไทย พ.ศ.2557 นายบวรศักดิ์ ได้เข้ามามีบทบาทสำคัญในการปฏิรูปประเทศ เขาได้รับการแต่งตั้งเป็นประธานคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2558

    พิสูจน์อักษร….สุรีย์  ศิลาวงษ์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/politics/1197795&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2r–hRHX2nIDXb0iG7hX-c

  • ส่องโปรไฟล์‘นิธิยา บุญญามณี’ว่าที่รมช.พาณิชย์ ทายาท‘นิพนธ์ บุญญามณี’

    ส่องโปรไฟล์‘นิธิยา บุญญามณี’ว่าที่รมช.พาณิชย์ ทายาท‘นิพนธ์ บุญญามณี’

    วันจันทร์ ที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2568, 13.27 น.

    ส่องโปรไฟล์‘นิธิยา บุญญามณี’ว่าที่รมช.พาณิชย์ ผู้บริหาร SIF ธุรกิจอาหารทะเลพันล้าน ทายาท‘นิพนธ์ บุญญามณี’จากสงขลาแดนใต้ เสริมทีมเศรษฐกิจรัฐบาล‘นายกฯอนุทิน ชาญวีรกูล’ 

    8 กันยายน 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่าการสรรหารัฐมนตรีของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ใกล้จะแล้วเสร็จแล้ว โดยมีรัฐมนตรีคลื่นลูกใหม่ คือ นส.นิธิยา บุญญามณี  ว่าที่รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ ซึ่ง น.ส.นิธิยา บุญญามณี เป็นบุตรสาวของ นิพนธ์ บุญญามณี อดีต รมช.มหาดไทย

    “ผมได้ปฏิเสธรับตำแหน่ง เนื่องจากยังติดปัญหาหลายอย่าง เมื่อลูกสาวมารับตำแหน่ง ยิ่งต้องเข้าไปดูแลธุรกิจใกล้ชิดขึ้น แต่ทางพรรคยืนยันว่า ต้องการบุญญามณี จะให้ภรรยาเป็นเขาก็เกษียณแล้ว ต้องการพักผ่อน”

    ทั้งนี้ มีการเสนอให้ สส.สรรเพชญ บุญญามณี มาแทน แต่ สส.สรรเพชญยังต้องการทำงานในสภา ลงพื้นที่ช่วยเหลือ เป็น สส.สมัยแรก ประกอบกับเข้ามาเป็นรัฐมนตรีแค่ช่วงสั้นๆไม่กี่เดือน จึงส่งลูกสาวคนโตมาเป็นรัฐมนตรี

    สำหรับ น.ส. นส.นิธิยา บุญญามณี  อายุ 37 ปี ภูมิลำเนา จังหวัดสงขลา (ชาวสงขลาโดยกำเนิด)

    #การศึกษา

    • มัธยมศึกษาตอนต้น: โรงเรียนวรนารีเฉลิม จังหวัดสงขลา

    • มัธยมศึกษาตอนปลาย: Queen Margaret College, Wellington, New Zealand

    • ปริญญาตรี: คณะเศรษฐศาสตร์ (หลักสูตรนานาชาติ) เกียรตินิยมอันดับ 1 จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

    • ได้รับทุน Fellowship Scholarship ตลอดการศึกษา

    • ปริญญาโท: Master of Business Administration (Executive) สถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจ ศศินทร์ แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

    #ประวัติการทำงาน

    • พ.ศ. 2553 – 2555 : นักวิเคราะห์ข้อมูล (Data Analyst) บริษัท เจริญโภคภัณฑ์ จำกัด (มหาชน)

    • พ.ศ. 2556 – 2568 : ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สยามอินเตอร์เนชั่นแนลฟู๊ด จำกัด

    • พ.ศ. 2556 – 2568 : กรรมการบริหาร บริษัท สมิหลา โคลด์ สโตเรจ จำกัด

    สำหรับ บริษัท สยามอินเตอร์เนชั่นแนลฟู๊ดส์ จำกัด (หรือย่อว่า SIF) ซึ่งตั้งอยู่ที่ ตำบลเกาะแต้ว อำเภอเมือง จังหวัดสงขลา โดยผลิตอาหารกระป๋องประเภทปลากระป๋องแช่น้ำมันและสินค้าประเภทอาหารสัตว์ เช่น อาหารแมว อาหารสุนัข เป็นต้น ทำตลาดต่างประเทศเป็นหลัก มีมูลค่าทางธุรกิจหลายพันล้าน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/912658&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0f-WDgj3CMfRGmCIEkJq8P

  • ‘สมาพันธ์สมาคมภาพยนตร์แห่งชาติ’เปิดโผหนัง 15 เรื่องติดอันดับชิงโหวตสูงสุด’ภาพยนตร์ไทยยอดนิยม’

    ‘สมาพันธ์สมาคมภาพยนตร์แห่งชาติ’เปิดโผหนัง 15 เรื่องติดอันดับชิงโหวตสูงสุด’ภาพยนตร์ไทยยอดนิยม’

    ล่าสุด สมาพันธ์สมาคมภาพยนตร์แห่งชาติ เปิดเผยรายชื่อภาพยนตร์ที่ได้รับคะแนนโหวตมากที่สุดจำนวน 15 เรื่องได้แก่ ไรเดอร์ จาก บริษัท สหมงคลฟิล์ม อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด, อคิลลิสเคิร์ส กับสมบัติ …
    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/entertain/912631&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjgwYjRmOWUzMTk0MTQ6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0kyjAgmBst8lC4ApfD1Nxt

  • เปิดประวัติ ศ.ดร. บวรศักดิ์ อุวรรณโณ ว่าที่รองนายกฯ ช่วยงานด้านกฎหมาย รบ.อนุทิน

    เปิดประวัติ ศ.ดร. บวรศักดิ์ อุวรรณโณ ว่าที่รองนายกฯ ช่วยงานด้านกฎหมาย รบ.อนุทิน

    เปิดประวัติ ศ.ดร. บวรศักดิ์ อุวรรณโณ ว่าที่รองนายกฯ ช่วยงานด้านกฎหมาย รบ.อนุทิน

    เปิดประวัติ “ศ.ดร. บวรศักดิ์ อุวรรณโณ” อดีตประธานกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ว่าที่รองนายกฯ ช่วยงานด้านกฎหมาย รัฐบาล “อนุทิน”

    จากกรณี มีกระแสข่าวว่า พรรคภูมิใจไทย ได้ไปทาบทาม ศาสตราจารย์ ดร.บวรศักดิ์ อุวรรณโณ อดีตประธานกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ อดีตเลขาธิการคณะรัฐมนตรี มาเป็นรองนายกรัฐมนตรี ช่วยงานด้านกฎหมายของรัฐบาลนายอนุทิน ชาญวีรกูล นั้น 

    ประวัติ ศาสตราจารย์ ดร. บวรศักดิ์ อุวรรณโณ

    สำหรับ ศ.ดร. บวรศักดิ์ อุวรรณโณ ถือเป็นนักกฎหมายและนักวิชาการที่มีชื่อเสียงของประเทศไทย มีบทบาทสำคัญในแวดวงกฎหมาย การเมือง และการบริหารราชการมายาวนาน ได้รับฉายาและคำยกย่องจากสื่อมวลชนว่าเป็น “นักกฎหมายมหาชนชั้นครู” 

    มีแนวคิดที่เน้นหลักการ “นิติรัฐ” (Rule of Law)  โดยเชื่อว่าการปกครองประเทศต้องยึดหลักกฎหมายเป็นสำคัญ และกฎหมายจะต้องมีความเป็นธรรมและเป็นไปเพื่อประโยชน์ของส่วนรวม และยังให้ความสำคัญกับการปฏิรูปการเมืองและการบริหารราชการเพื่อขจัดปัญหาคอร์รัปชัน และส่งเสริมธรรมาภิบาลในสังคมไทย

    ศ.ดร. บวรศักดิ์ สำเร็จการศึกษาระดับมัธยมศึกษาจากโรงเรียนอัสสัมชัญ และได้รับทุนเล่าเรียนหลวงไปศึกษาต่อที่ประเทศฝรั่งเศส โดยสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี (Licence en Droit), ปริญญาโท (Maîtrise en Droit Public) และปริญญาเอก (Doctorat d’État en Droit) จากมหาวิทยาลัยปารีส 2 ป็องเตอง-อัสซัส (Université Panthéon-Assas, Paris II) ซึ่งถือเป็นมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงด้านนิติศาสตร์ระดับโลก

    ด้านการทำงาน ในภาครัฐ ศ.ดร. บวรศักดิ์ เริ่มต้นรับราชการที่สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา และก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งสำคัญหลายตำแหน่ง เช่น ประธานกรรมการกฤษฎีกา คณะที่ 13, เลขาธิการคณะรัฐมนตรี สมัยรัฐบาลทักษิณ ชินวัตร, เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า, เลขาธิการสถาบันสัญญา ธรรมศักดิ์ เพื่อประชาธิปไตย, ประธานกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ และรองประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ 

    ส่วนงานด้านวิชาการ ศ.ดร. บวรศักดิ์ เป็นอาจารย์พิเศษด้านกฎหมายมหาชนที่คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และได้รับโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งศาสตราจารย์พิเศษมาอย่างยาวนาน

    ขณะที่ บทบาททางการเมือง ศ.ดร. บวรศักดิ์ เคยดำรงตำแหน่งรองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมืองในสมัยรัฐบาล พล.อ. ชาติชาย ชุณหะวัณ และมีส่วนร่วมในคณะกรรมการปฏิรูปประเทศหลายชุด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในฐานะประธานคณะกรรมการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับปี พ.ศ. 2558 

    นอกจากนี้ ยังเขียนหนังสือ “นิติวิธี” ที่อธิบายหลักการและวิธีการตีความกฎหมาย, “ทฤษฎีการบริหารราชการแผ่นดิน” ตำราที่ใช้ในการศึกษาวิชากฎหมายปกครอง และยังมีบทความ งานวิจัย อีกจำนวนมากที่ตีพิมพ์ในวารสารวิชาการ

    อย่างไรก็ตาม สำหรับโผ ครม. ที่ออกมานี้ จะต้องรอความชัดเจนอีกครั้ง.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2881418&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3sgMuyJNDygjfxIJtco8Va

  • มติ สว. เอกฉันท์รับหลักการ “ร่าง พ.ร.บ.ตั๋วร่วมฯ” หนุนเดินหน้ารถไฟฟ้า 20 บาท : อินโฟเควสท์

    มติ สว. เอกฉันท์รับหลักการ “ร่าง พ.ร.บ.ตั๋วร่วมฯ” หนุนเดินหน้ารถไฟฟ้า 20 บาท : อินโฟเควสท์

    ที่ประชุมวุฒิสภา ลงมติเอกฉันท์ 155 เสียง รับหลักการร่าง พ.ร.บ.การบริหารจัดการระบบตั๋วร่วม พ.ศ. … จากนั้นได้ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญขึ้นมาพิจารณาร่างกฎหมายฉบับดังกล่าว ซึ่งต้องมีกำหนดแล้วเสร็จภายใน 30 วันนับแต่ที่ร่าง พ.ร.บ.มาถึงวุฒิสภา ซึ่งจะครบกำหนดในวันที่ 30 ก.ย.นี้

    การประชุมวุฒิสภา โดยมี นายมงคล สุระสัจจะ ประธานวุฒิสภา ทำหน้าที่เป็นประธานการประชุม ได้พิจารณาร่าง พ.ร.บ.การบริหารจัดการระบบตั๋วร่วม พ.ศ. … ซึ่งได้ผ่านความเห็นชอบจากสภาผู้แทนราษฎรไปแล้ว โดยก่อนเริ่มพิจารณา นายวุฒิชาติ กัลยาณมิตร สว. ฐานะประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) คมนาคม นำเสนอรายงานผลการศึกษาตอนหนึ่งว่า หลักการสำคัญของร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ มี 5 ประการ คือ

    1. จัดทำมาตรฐานทางเทคโนโลยีของระบบตั๋วร่วม เพื่อให้ผู้ประกอบกิจการทุกหน่วย นำไปให้ประชาชนใช้บริการได้ด้วยบัตรเดินทางใบเดียว

    2. ให้อำนาจ รมว.คมนาคม เพื่อออกกฎกระทรวงกำหนดอัตราค่าโดยสารร่วม

    3. จัดตั้งกองทุนส่งเสริมระบบตั๋วร่วม

    4. การกำหนดสิทธิของผู้ประกอบการที่ได้รับอนุญาตขอรับการสนับสนุนจากกองทุน

    5.ในกรณีจำเป็นเพื่อรักษาการให้บริการหรือประโยชน์ระบบตั๋วร่วม หรือป้องกันความเสียหายต่อสาธารณชน ให้ตราพระราชกฤษฎีกา โดยต้องเจรจาและทำความตกลงร่วมกับผู้ประกอบกิจการขนส่งสาธารณะที่จะถูกบังคับ รวมถึงรับฟังความเห็นของประชาชนตามความเหมาะสม

    “แนวทางการบังคับใช้กฎหมาย คือ ภาคสมัครใจกับผู้ประกอบการปัจจุบัน หากต้องการเข้าสู่ระบบตั๋วร่วม และต้องการได้รับสนับสนุนจากกองทุน ต้องขอรับใบอนุญาต แต่หากไม่ประสงค์เข้าสู่ระบบตั๋วร่วม สามารถดำเนินการได้ตามเดิม แต่ไม่มีสิทธิรับสนับสนุนจากกองทุน ทั้งนี้ เมื่อกฎหมายบังคับใช้ หน่วยงานรัฐต้องทำมาตรฐานเทคโนโลยีของระบบตั๋วร่วมเป็นเงื่อนไขสัญญาสัมปทาน สำหรับผู้ประกอบการรายใหม่ทุกราย แต่กรณีที่พิจารณาแล้ว เห็นว่ามีความจำเป็นให้ระบบขนส่งสาธารณะต้องใช้ระบบตั๋วร่วม และต้องได้รับใบอนุญาต ให้สามารถออกพระราชกฤษฎีกา” นายวุฒิชาติ อภิปราย

    ประธานกรรมาธิการคมนาคม อภิปรายต่อว่า กมธ. มีข้อเสนอแนะที่ควรแก้ไขเพิ่มเติมร่างกฎหมาย คือ 1.เพิ่มการมีส่วนร่วมของประชาชน โดยให้ประธานสภาองค์กรรของผู้บริโภค เป็นกรรมการนโยบายระบบตั๋วร่วม อีก 1 ตำแหน่ง และเพิ่มจำนวนกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิจาก 3 คน เป็น 5 คน

    2. แก้คุณสมบัติเรื่องอายุขั้นต่ำของกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ให้สอดคล้องกับกฎหมายอื่น รวมถึงรัฐธรรมนูญที่กำหนดอายุขั้นต่ำของนายกรัฐมนตรีไว้ที่ 35 ปี เพื่อเปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่ที่มีความรู้ความสามารถด้านเทคโนโลยี เข้ามามีส่วนร่วมมากขึ้น

    3. ต้องตรวจสอบคุณสมบัติของผู้ขอรับใบอนุญาตอย่างละเอียดรอบคอบ โดยเฉพาะด้านสถานะทางการเงิน และความมั่นคงในการประกอบธุรกิจ เพื่อป้องกันมิให้เกิดผลกระทบ หรือความเสียหายต่อภาครัฐ

    4. การส่งเสริมการแข่งขัน และการป้องกันการผูกขาด และการพัฒนาระบบเทคโนโลยีเพื่อรองรับการชำระเงินทางอิเล็กกรอนิกส์ (E-PAYMENT) ทั้งนี้ การกำหนดอัตราทุนจดทะเบียนในมูลค่าสูง และต้องชำระเต็มจำนวน อาจเป็นข้อจำกัดต่อการปฏิบัติ และข้อต่อวัตถุประสงค์ในการส่งเสริมการแข่งขันทางธุรกิจ

    5. การกำหนดวาระของกรรมการ ที่กำหนดให้เมื่อพ้นวาระไป 1 ปีสามารถกลับมาดำรงตำแหน่งได้อีก ทั้งนี้ ควรแก้ไขให้มีระยะเวลาไม่น้อยกว่า 5 ปี เพื่อความโปร่งใส และป้องกันผลประโยชน์ทับซ้อน

    ทั้งนี้ สำหรับการอภิปรายของ สว. มีทิศทางสนับสนุนการออกกฎหมายดังกล่าว พร้อมเสนอแนะให้นำการดำเนินการพัฒนาระบบตั๋วร่วมจากต่างประเทศที่ประสบความสำเร็จ มาพิจารณากำหนดเป็นกฎหมาย เพื่อให้การปฏิบัติเกิดประโยชน์กับประชาชน และมีประสิทธิภาพต่อการบริการ และยังเสนอแนะให้เพิ่มความสะดวกให้ประชาชนในการใช้บริการ เช่น การจ่ายเงินผ่านระบบคิวอาร์โค้ด เป็นต้น

    ด้าน นพ.เปรมศักดิ์ เพียรยุระ สว. อภิปรายสนับสนุนและเสนอแนะว่า นโยบาย 20 บาทตลอดสายที่รัฐบาลชุดที่แล้วประกาศว่าจะทำให้ได้ภายในเดือนพ.ย.นั้น ซึ่งการกำหนดเวลาดังกล่าวเพื่อคะแนนนิยมทางการเมือง แต่เมื่อพิจารณาแล้วอาจทำไม่ทัน และภายใน 4 เดือนของนายกรัฐมนตรีคนใหม่ ตนกังวลว่าจะทำทันหรือไม่ หากทำไม่ทันต้องยืดเป็นการเลือกตั้งสมัยหน้า เพราะมีการเปลี่ยนรัฐบาลแล้ว

    อย่างไรก็ดี เพื่อความรวดเร็วในการพิจารณาประสิทธิภาพของการทำกฎหมาย รวมถึงไม่ทำให้กฎหมายที่ต้องใช้ร่วมกันกับระบบตั๋วร่วม 3 ฉบับ จึงควรเป็น กมธ.ชุดเดียวกัน เพื่อให้ไม่มีปัญหาต่อการปฏิบัติ และทำนโยบาย 20 บาทตลอดสายทำได้จริง

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (08 ก.ย. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/527746&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2YfwExHeeVjwJnV3kdyUDY

  • PTTEP เดินหน้าโครงการ CCS แห่งแรกในไทยที่แหล่งอาทิตย์สนับสนุนเป้าหมาย Net Zero

    PTTEP เดินหน้าโครงการ CCS แห่งแรกในไทยที่แหล่งอาทิตย์สนับสนุนเป้าหมาย Net Zero

    PTTEP เดินหน้าโครงการ CCS แห่งแรกในไทยที่แหล่งอาทิตย์สนับสนุนเป้าหมาย Net Zero ขอไทย

    นายมนตรี ลาวัลย์ชัยกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม [PTTEP] หรือ ปตท.สผ. เปิดเผยว่า โครงการ CCS ที่แหล่งอาทิตย์ ซึ่งสามารถดักจับและอัดกลับคาร์บอนไดออกไซด์ได้สูงสุด 1 ล้านตันต่อปี มีความสำคัญมากในฐานะโครงการ CCS แรกของประเทศไทย เป็นก้าวแรกในการนำเทคโนโลยีนี้มาใช้เพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก สอดคล้องกับนโยบายรัฐ ซึ่งได้บรรจุโครงการนี้อยู่ในแผนปฏิบัติการด้านการลดก๊าซเรือนกระจกของประเทศ ปี พ.ศ. 2564 2573 (NDC Action Plan on Mitigation 2021-2030) โดย ปตท.สผ. ในฐานะบริษัทสำรวจและผลิตปิโตรเลียมของประเทศไทย ได้ตัดสินใจที่จะขับเคลื่อนโครงการ CCS ที่แหล่งอาทิตย์ให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม

    PTTEP เดินหน้าโครงการ CCS แห่งแรกในไทยที่แหล่งอาทิตย์สนับสนุนเป้าหมาย Net Zero ขอไทย

    “นอกจากภารกิจหลักในการสร้างความมั่นคงทางพลังงานให้กับประเทศไทยแล้ว การลงทุนครั้งนี้ยังแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของ ปตท.สผ. ในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ซึ่ง CCS นับเป็นเทคโนโลยีที่มีบทบาทสำคัญทั้งในระดับประเทศและระดับโลก ที่ถูกนำมาใช้ควบคู่กับเทคโนโลยีพลังงานสะอาดอื่น ๆ เพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่างเป็นระบบ โดยโครงการ CCS ที่แหล่งอาทิตย์เป็นโครงการนำร่องและเป็นต้นแบบสำคัญในการพัฒนาโครงการ CCS ในพื้นที่อื่น ๆ ของประเทศ เช่น Eastern Thailand CCS Hub ในบริเวณอ่าวไทยตอนบน ซึ่งมีศักยภาพที่จะสนับสนุนเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของประเทศได้อย่างมีนัยสำคัญ พร้อมทั้งเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจในระยะยาว” นายมนตรี กล่าว

    ทั้งนี้ โครงการ CCS ที่แหล่งอาทิตย์ได้รับความเห็นชอบให้เป็นโครงการสำคัญที่ควรดำเนินการและผลักดันในระดับนโยบายภายใต้ NDC Action Plan รวมถึงเห็นชอบหลักการในการกำหนดแนวทางส่งเสริมด้านการลงทุนที่เหมาะสมแก่โครงการผ่านมาตรการทางภาษี ซึ่งปัจจุบันอยู่ระหว่างการหารือในรายละเอียดกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อร่วมกันส่งเสริมเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของประเทศ

    ปตท.สผ. ได้เตรียมความพร้อมในการศึกษาและประเมินอย่างรอบด้านเพื่อพัฒนาโครงการ CCS ที่แหล่งอาทิตย์ครั้งนี้ ตั้งแต่กระบวนการคัดเลือกแหล่งกักเก็บใต้ดินที่มีความเหมาะสมในระดับความลึก 1,000 2,000 เมตร ไปจนถึงการออกแบบทางวิศวกรรมและการวางแผนการติดตามตรวจสอบอย่างต่อเนื่อง ผ่านการตรวจวัดข้อมูลในหลุมอัดกลับ และการตรวจสอบบนพื้นผิวและพื้นทะเล เพื่อให้การจัดการก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เป็นไปอย่างปลอดภัยและมีประสิทธิภาพ โดย ปตท.สผ. จะใช้โครงสร้างพื้นฐานบางส่วนที่มีอยู่แล้ว รวมถึงก่อสร้างและติดตั้งอุปกรณ์ต่าง ๆ เพิ่มเติม คาดว่าจะสามารถเริ่มการอัดกลับคาร์บอนไดออกไซด์ได้ในปี 2571 และทยอยเพิ่มอัตราการอัดกลับไปจนถึงศักยภาพสูงสุดที่ ประมาณ 1 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์ต่อปี ใช้งบประมาณในระยะเวลา 5 ปี ประมาณ 10,000 ล้านบาท (เทียบเท่า 320 ล้านดอลล่าร์สหรัฐ) โดยการดำเนินงานดังกล่าว จะไม่กระทบต่อการผลิตก๊าซธรรมชาติของแหล่งอาทิตย์

    ทั้งนี้ เทคโนโลยี CCS เปรียบเสมือนกระบวนการย้อนกลับ (Reverse Process) ของกิจกรรมการสำรวจและผลิตปิโตรเลียม ที่นำก๊าซธรรมชาติจากใต้ดินขึ้นมาเพื่อเป็นพลังงานสำหรับการพัฒนาประเทศและการใช้ในชีวิตประจำวัน โดย CCS จะเป็นการนำก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ส่งกลับลงไปยังแหล่งที่มาใต้ดิน

    นอกจากโครงการ CCS แล้ว ปตท.สผ. ยังมีโครงการและกิจกรรมอื่น ๆ ที่ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เช่น การนำก๊าซส่วนเกินจากกระบวนการผลิตปิโตรเลียมกลับมาใช้ใหม่ การปรับปรุงกระบวนการผลิต การใช้พลังงานหมุนเวียน และการคัดเลือกโครงการที่มีความเข้มการปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่ำเข้ามาใน Portfolio รวมทั้ง การปลูกป่าทั้งป่าบกและป่าชายเลน เพื่อเพิ่มพื้นที่สีเขียวในการช่วยดูดซับก๊าซเรือนกระจก


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ryt9.com/s/iq05/12745659&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1-GKGjftA6JNRtg0G3lk94

  • เปิดประวัติ เพลง ชนม์ทิดา ลูกสาว ตู่ นันทิดา-เอ๋ ชนม์สวัสดิ์ สวย-เก่ง ความสามารถรอบด้าน

    เปิดประวัติ เพลง ชนม์ทิดา ลูกสาว ตู่ นันทิดา-เอ๋ ชนม์สวัสดิ์ สวย-เก่ง ความสามารถรอบด้าน

    ถ้าพูดถึงชื่อของ เพลง ชนม์ทิดา นาทีนี้คงไม่มีใครไม่รู้จัก บันเทิงไทยรัฐออนไลน์ จะพาไปทำความรู้จักอดีตนางเอกสาวมากความสามารถคนนี้ ซึ่งเธอคือลูกสาวคนเก่งเพียงคนเดียวของ ตู่ นันทิดา นักร้องชื่อดัง และ เอ๋ ชนม์สวัสดิ์ อดีตนักการเมืองที่มีชื่อเสียง ซึ่งต้องบอกเลยว่า เพลงนั้นมีความสามารถรอบด้านไม่แพ้ใคร 

    – น้องเพลง เป็นชื่อที่ใครๆ ก็เรียกเมื่อครั้งที่เธอเริ่มเข้าวงการบันเทิงใหม่ๆ และมีชื่อจริงว่า ชนม์ทิดา อัศวเหม เกิดเมื่อวันที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2537

    – น้องเพลงเป็นลูกของบุคคลที่มีชื่อเสียงอย่าง เอ๋ ชนม์สวัสดิ์ อัศวเหม อดีตนักการเมือง และ ตู่ นันทิดา แก้วบัวสาย นักร้อง-นักแสดงชื่อดัง

    – น้องเพลงจบการศึกษาระดับมัธยมจากโรงเรียนนานาชาติร่วมฤดี จบการศึกษาระดับปริญญาตรีจาก คณะนิเทศศาสตร์ (หลักสูตรนานาชาติ) จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และจบการศึกษาระดับปริญญาโทจาก University of Westminster ประเทศอังกฤษ

    – สมัยที่เรียนอยู่มัธยม เรียนได้เกรดเฉลี่ยถึง 3.95 และนอกจากนั้นสมัยที่เรียนที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยก็ได้ เกียรตินิยมอันดับ 1 อีกด้วย เรียกว่าทั้งสวยและเก่ง 

    – นอกจากนี้ น้องเพลงยังเคยเรียนด้านการบินมาด้วย โดยเรียนหลักสูตรการบินเป็นหลักสูตรนักบินส่วนบุคคล ของหน่วยฝึกการบินพลเรือน กองทัพอากาศ (ฝูง 604 กองบิน 6) เพื่อมีความรู้พื้นฐานในด้านการบิน ตลอดจนมีทักษะ ความชำนาญในการทำการบิน และสามารถทำการบินปล่อยเดี่ยวได้ ซึ่งน้องเพลงเป็นนักเรียนหน่วยฝึกการพลเรือนกองทัพอากาศ รุ่นที่ 72 (SUNNY 72)

    – เพราะเป็นคนที่หน้าตาดี ทำให้น้องเพลงได้เข้าวงการบันเทิง จากการแสดงในละครเรื่อง My Melody 360 องศารัก ทางช่อง 9 เมื่อปี 2556 โดยรับบทเป็น แพร 

    – ปี 2560 เล่นเรื่อง ความรักครั้งสุดท้าย รับบทเป็น มัทนิน ทางช่อง GMM 25 และในปีเดียวกันเล่นเรื่อง บางกอกนฤมิต นีรมัย นวลแก้วมณี (มัย) ทางช่องวัน 31 และเล่นซีรีส์เรื่อง Love Songs Love Series ตอน ไกลแค่ไหน คือ ใกล้ รับบทเป็น ดรีม

    – ปี 2561 เล่นเรื่อง The Missing รับบทเป็น หทัย ทางช่อง Channel 5 ซึ่งเป็นละครร่วมทุนสร้างระหว่างประเทศ สิงคโปร์ – ไทย ในปีเดียวกัน เล่นเรื่อง สงครามนักปั้น รับบทเป็น ลิปตา แสงชัยโชติ (ลิป) ทางช่องวัน 31

    – จากนั้นได้แสดงหนังเรื่องแรกคือ ตุ๊กแกรักแป้งมาก ในบท แป้ง โดยแสดงคู่กับ เก้า จิรายุ และหนังเรื่อง  The Collector คนประกอบผี Movie Version รับบท วิรินทร์

    – นอกจากนี้ ยังเคยเล่นละครเวทีเรื่อง วันสละโสดกับโจทก์เก่า ๆ เดอะมิวสิคัลคอมเมดี้ แฟนจ๋า เดอะมิวสิคัล

    – น้องเพลงไม่ได้มีดีแค่หน้าตา การเรียน และการแสดง แต่ยังมีความสามารถทางด้านร้องเพลงเหมือนคุณแม่ตู่อีกด้วย ซึ่งทำให้น้องเพลงได้ร้องเพลงประกอบละคร My melody 360 องศารัก อย่างเพลง ร่มสีเทา, I Love your Smell, มหัศจรรย์แห่งรัก ร้องเพลงประกอบละคร แค้นเสน่หา อย่างเพลง แค่ในใจก็พอ

    – หลังจากที่เรียนจบจากต่างประเทศ น้องเพลงก็ผันตัวลงเล่นการเมืองในนามของพรรคภูมิใจไทย ตามรอยพ่อเอ๋และแม่ตู่

    – ทางด้านความรัก น้องเพลงเปิดตัวคบหาดูใจกับ เป๊ก เศรณี ชาญวีรกูล ลูกชายของ อนุทิน นายกคนที่ 32 ของประเทศไทย หลังจากที่คบหากันมา 7 เป๊กก็ได้ทำเซอร์ไพรส์คุกเข่าขอเพลงแต่งงานที่ประเทศอังกฤษเมื่อปี 2567

    – ปัจจุบัน น้องเพลงทำธุรกิจเปิดโรงแรมรถหรูแบบ 24 ชม. ดูแลรถแบบครบวงจรให้กับคนรักรถ และธุรกิจเแบรนด์เสื้อผ้า 

    – และนอกจากนี้ น้องเพลงยังพร้อมที่จะกลับมาทำงานในวงการบันเทิงอีกครั้งแล้ว หลังจากไม่ได้ทำงานด้านการเมืองแล้ว

    – สำหรับ เพลง ชนม์ทิดา ถือว่าเป็นอีกหนึ่งสาวที่มีชีวิตดั่งเจ้าหญิง ที่เพียบพร้อมและสมบูรณ์ทุกด้าน ทั้งรูปร่างหน้าตา การศึกษา ฐานะครอบครัว และความรัก 

    คลิกเพื่ออ่าน “ข่าวบันเทิงวันนี้”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/entertain/celeb/2881278&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0H3-xNUmLziiUyPXt7c0UD

  • นายกรัฐมนตรีคนที่ 32 กับ “คำขอร้อง” ของ “พ่อ”

    นายกรัฐมนตรีคนที่ 32 กับ “คำขอร้อง” ของ “พ่อ”

    Logo Thairath

    สมาชิก

    ค้นหา

    นายกรัฐมนตรีคนที่ 32 กับ “คำขอร้อง” ของ “พ่อ”

    8 ก.ย. 2568 04:45 น.

    -ก+

    LightDark

    ข่าวหนังสือพิมพ์เนื้อหาพิเศษเฉพาะสมาชิกหนังสือพิมพ์เท่านั้น

    ข่าวไทยรัฐออนไลน์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/newspaper/2881282&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0cIyckOSPHBf0v_OLZ_a7c

  • เปิดประวัติ ดร.บวรศักดิ์ อุวรรณโณ ว่าที่ รองนายกฯ คนนอก ยุค อนุทิน

    เปิดประวัติ ดร.บวรศักดิ์ อุวรรณโณ ว่าที่ รองนายกฯ คนนอก ยุค อนุทิน

    เมื่อวันที่ 8 กันยายน 2568 ในการจัดทำโผคณะรัฐมนตรี (ครม.) ชุดใหม่ ภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี มีรายงานว่าได้มีการทาบทาม ศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร.บวรศักดิ์ อุวรรณโณ อดีตประธานกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ และอดีตเลขาธิการคณะรัฐมนตรี เข้ารับตำแหน่ง รองนายกรัฐมนตรี เพื่อดูแลงานด้านกฎหมายของรัฐบาล ล่าสุด ดร.บวรศักดิ์ได้ตอบรับเข้าร่วมแล้ว

    ประวัติ ดร.บวรศักดิ์ อุวรรณโณ

    ศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร. บวรศักดิ์ อุวรรณโณ เกิดเมื่อวันที่ 19 ตุลาคม พ.ศ. 2497 ที่จังหวัดสงขลา เป็นบุตรคนที่ 7 ของครอบครัวอุวรรณโณ ซึ่งมีสายสัมพันธ์กับนักกฎหมายและนักวิชาการชื่อดังอย่างศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร. วิษณุ เครืองาม เส้นทางชีวิตของบวรศักดิ์เต็มไปด้วยบทบาทสำคัญทั้งด้านวิชาการ การเมือง และการปฏิรูปรัฐ โดยเขาถือเป็นหนึ่งในนักกฎหมายที่มีอิทธิพลมากที่สุดคนหนึ่งในประวัติศาสตร์การเมืองไทยสมัยใหม่

    บวรศักดิ์เริ่มต้นการศึกษาในโรงเรียนท้องถิ่นที่สงขลา ก่อนจะเข้ามาเรียนมัธยมที่โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา กรุงเทพฯ จากนั้นสอบเข้าคณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และจบการศึกษาในปี พ.ศ. 2518 ด้วยเกียรตินิยมอันดับหนึ่งเหรียญทอง ก่อนสอบเป็นเนติบัณฑิตไทยได้อันดับ 3 ของรุ่น เมื่ออายุเพียงยี่สิบต้น ๆ เขาได้รับทุนไปศึกษาต่อที่ประเทศฝรั่งเศส จบปริญญาโทด้านกฎหมายปกครองและปริญญาเอกกฎหมายมหาชนทั่วไปจากมหาวิทยาลัยปารีส ได้รับการยอมรับในแวดวงวิชาการว่าเป็นผู้มีความรู้ลึกซึ้งด้านกฎหมายรัฐธรรมนูญและกฎหมายปกครอง

    เส้นทางอาชีพของบวรศักดิ์เริ่มต้นจากการเป็นอาจารย์ที่คณะนิติศาสตร์ จุฬาฯ ตั้งแต่ปี 2519 ซึ่งต่อมาเขาก้าวขึ้นเป็นคณบดีในปี 2538 นอกจากงานสอนแล้ว เขายังเข้าสู่การทำงานทางการเมืองและนโยบาย โดยเคยดำรงตำแหน่งรองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมืองในช่วงปลายทศวรรษ 2530 ก่อนหวนกลับสู่สายวิชาการอีกครั้ง เขามีบทบาทสำคัญในฐานะเลขาธิการสถาบันพระปกเกล้าและเลขาธิการคณะรัฐมนตรี รวมทั้งเคยเป็นสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญปี 2540 และสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติหลังรัฐประหาร 2549

    หลังการรัฐประหาร พ.ศ. 2557 บวรศักดิ์ได้รับแต่งตั้งให้เป็นประธานกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญปี 2558 และรองประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติด้านกฎหมาย แม้ร่างรัฐธรรมนูญในเวลานั้นไม่ผ่านประชามติ แต่บทบาทของเขาสะท้อนถึงความไว้วางใจที่ผู้มีอำนาจรัฐและสังคมมีต่อความเชี่ยวชาญด้านกฎหมายของเขาอย่างต่อเนื่อง เขายังทำงานในภาคเอกชน เป็นกรรมการอิสระของบริษัทพลังงานและก่อสร้างหลายแห่ง ควบคู่ไปกับงานวิชาการและการพัฒนานโยบายสาธารณะ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.springnews.co.th/news/hot-issue/859657&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0LPkUv11iHj885TmpLePZ5

  • DPU จับมือ สสจ.สุพรรณบุรี ยกระดับ

    DPU จับมือ สสจ.สุพรรณบุรี ยกระดับ

    วันจันทร์ ที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2568, 09.54 น.

    วิทยาลัยพยาบาลศาสตร์ DPU จับมือ สสจ.สุพรรณบุรี ยกระดับการเรียน-วิจัย-ฝึกปฏิบัติ พัฒนาศักยภาพนักศึกษา สู่บุคลากรพยาบาลคุณภาพ รองรับความต้องการสาธารณสุขไทย

    วิทยาลัยพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (DPU) นำโดย รองศาสตราจารย์ ดร.ดรุณี รุจกรกานต์ คณบดีวิทยาลัยพยาบาลศาสตร์ และ นายแพทย์รัฐพล เวทสรณสุธี นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดสุพรรณบุรี ได้ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือด้านวิชาการ วิจัย และการปฏิบัติการพยาบาล ระหว่างมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์กับสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดสุพรรณบุรี เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2568  ณ ห้องประชุมการบูร 1 ชั้น 2 สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดสุพรรณบุรี บรรยากาศเป็นไปด้วยความอบอุ่นสะท้อนถึงความตั้งใจร่วมกันในการพัฒนาบุคลากรพยาบาลให้มีคุณภาพ

    รองศาสตราจารย์ ดร.ดรุณี เปิดเผยว่า ความร่วมมือครั้งนี้เป็นก้าวสำคัญในการยกระดับคุณภาพการผลิตบุคลากรพยาบาลของมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ให้ได้มาตรฐานตามเกณฑ์การรับรองสถาบันการศึกษาวิชาพยาบาลและการผดุงครรภ์ พ.ศ. 2566 โดยเน้นการพัฒนาศักยภาพนักศึกษาอย่างรอบด้าน ทั้งด้านการเรียนการสอนเชิงวิชาการ การฝึกปฏิบัติจริงในสถานบริการสุขภาพ และการสร้างองค์ความรู้ใหม่ๆ ผ่านงานวิจัย นอกจากนี้ยังครอบคลุมถึงการให้อาจารย์จาก DPU ลงพื้นที่เพื่อให้ความเชี่ยวชาญร่วมให้บริการด้านสุขภาพแก่ประชาชนในจังหวัดสุพรรณบุรี

    “บันทึกข้อตกลงดังกล่าวครอบคลุมโรงพยาบาลเครือข่ายในจังหวัดสุพรรณบุรี ได้แก่ โรงพยาบาลสมเด็จพระสังฆราช องค์ที่ 17 , โรงพยาบาลเจ้าพระยายมราช , โรงพยาบาลบางปลาม้า , โรงพยาบาลด่านช้าง , โรงพยาบาลอู่ทอง โรงพยาบาลดอนเจดีย์ และโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพประจำตำบล (รพ.สต.) โดยโรงพยาบาลเหล่านี้ล้วนเป็นสถานพยาบาลที่มีมาตรฐาน สามารถรองรับนักศึกษาพยาบาลในการฝึกปฏิบัติได้อย่างเหมาะสม โดยนักศึกษาจะเริ่มดำเนินการฝึกจริงตั้งแต่ปีการศึกษา 2570 ขณะเดียวกันจะมีการเตรียมความพร้อมของพื้นที่ บุคลากร และระบบสนับสนุนต่าง ๆ ในช่วงเวลาก่อนหน้านั้น เพื่อให้การฝึกเป็นไปอย่างราบรื่นและมีประสิทธิภาพ” คณบดีวิทยาลัยพยาบาลศาสตร์ DPU กล่าว

    ทั้งนี้หลักสูตรพยาบาลศาสตรบัณฑิตของ DPU ยังถูกออกแบบให้การเรียนการสอนผสานทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ โดยนักศึกษาจะเริ่มฝึกตั้งแต่ชั้นปีที่ 2 เพื่อคุ้นเคยกับการทำงานจริงตั้งแต่ต้น ซึ่งจะครอบคลุมการพยาบาลทุกช่วงวัย ทั้งเด็ก ผู้ใหญ่ ผู้สูงอายุ การพยาบาล จิตเวช การพยาบาลสตรีตั้งครรภ์ และการทำคลอด โดยในพื้นที่มีสถิติการคลอดเฉลี่ยเดือนละกว่า 30 รายจะทำให้นักศึกษาได้เรียนรู้จากสถานการณ์จริงอย่างต่อเนื่อง การฝึกปฏิบัติการพยาบาลจะทำให้นักศึกษาเข้าใจมิติสุขภาพทั้งในระดับบุคคลและครัวเรือน ครอบคลุมระบบบริการสุขภาพ ตั้งแต่ปฐมภูมิ ทุติยภูมิ จนถึงตติยภูมิ

    รองศาสตราจารย์ ดร.ดรุณี ย้ำด้วยว่า วิทยาลัยพยาบาลศาสตร์มุ่งเน้นให้นักศึกษาได้สัมผัสประสบการณ์จริงทั้งในชุมชนเมืองและชนบท เพื่อเปิดโอกาสให้ค้นพบศักยภาพและความถนัดของตนเอง ควบคู่กับการเสริมสร้างทักษะเฉพาะด้าน อาทิ การสื่อสาร การคิดสร้างสรรค์ และการพัฒนานวัตกรรมด้านการพยาบาล เพื่อให้นักศึกษาสามารถนำความรู้และประสบการณ์ไปต่อยอด สร้างผลงานหรือวิธีการใหม่ ๆ ที่ตอบโจทย์ปัญหาสุขภาพของสังคมได้อย่างแท้จริง ความร่วมมือกับสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดสุพรรณบุรีจึงไม่เพียงช่วยให้นักศึกษามีแหล่งฝึกปฏิบัติที่มั่นคงและมีคุณภาพ แต่ยังเป็นการสร้างเครือข่ายบุคลากรทางการพยาบาล รองรับความต้องการที่ยังขาดแคลน และเปิดโอกาสให้นักศึกษาที่สำเร็จการศึกษาได้กลับมาทำงานในโรงพยาบาลเครือข่ายต่อไป

    อย่างไรก็ตามในอนาคตทั้งสองฝ่ายยังมีแผนที่จะพัฒนางานวิจัยร่วมกัน โดยใช้ปัญหาสุขภาพจริงของคนในชุมชนจังหวัดสุพรรณบุรีเป็นแกนกลาง เพื่อให้การวิจัยตอบโจทย์พื้นที่และสามารถนำไปใช้ได้จริง รวมถึงการจัดบริการวิชาการแก่ชุมชนในรูปแบบต่าง ๆ อาทิ การให้ความรู้ด้านสุขภาพ การจัดโครงการส่งเสริมสุขภาพเฉพาะกลุ่ม ตลอดจนการทำงานร่วมกันระหว่างพยาบาลวิชาชีพ อาจารย์ และบุคลากรสาธารณสุขในพื้นที่ โดยจะมีการจัดตั้งคณะกรรมการประสานงานร่วมกันและประชุมอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง เพื่อกำหนดทิศทางการดำเนินงานอย่างต่อเนื่องและยั่งยืน

    คณบดีวิทยาลัยพยาบาลศาสตร์ DPU ทิ้งท้ายว่า ขอบคุณสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดสุพรรณบุรีที่ให้การสนับสนุนและร่วมลงนามความร่วมมือในครั้งนี้ ซึ่งไม่เพียงเป็นหลักประกันว่านักศึกษาจะได้ฝึกปฏิบัติในแหล่งที่มีคุณภาพและมาตรฐานเท่านั้น แต่ยังเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญในการต่อยอดสู่การทำวิจัยร่วมกัน การพัฒนานวัตกรรม และการให้บริการวิชาการที่ตอบสนองต่อความต้องการของพื้นที่นำไปสู่การยกระดับคุณภาพการศึกษาและการดูแลสุขภาพประชาชนได้อย่างยั่งยืน

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/local/912600&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3z1plSvyIeIoXWgff9uedP